Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๑๐ — ความหมดกิเลส และความไม่ตาย

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.126 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายเรื่อง "คนถึงธรรม – ธรรมถึงคน" ในครั้งที่แล้วมา คือครั้งที่ ๙ ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการถึงธรรมสูงขึ้นมาตามลำดับจนกระทั่งถึงการมีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐจนกระทั่งเอาชนะกิเลส เช่นความอยากเป็นต้นได้และกระทั่งถึงการเอาชนะความตายได้ในที่สุด นับว่าเป็นอานิสงส์ขั้นสุดท้ายของการถึงธรรม

น.127 บัดนี้เราก็มาถึงปัญหาที่ว่าคนเป็นอันมาก มีความ สงสัยในประโยชน์ของความหมดกิเลสหรือความไม่ตาย ว่า เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ได้อย่างไรกัน หรือว่าประโยชน์ใน ทำนองนั้นจะไม่เหมาะแก่ตนเลยก็ได้ นี่คือ ความสงสัยใน ประโยชน์ของการถึงธรรม ดังนั้น ในการบรรยายครั้งที่ ๑๐ นี้ จักได้วินิจฉัย กันถึงความสงสัยในข้อนี้ เท่าที่เห็นว่าจำเป็นจะต้องทำความ เข้าใจก่อน เกี่ยวกับข้อนี้เราจะต้องมองให้พบความจริงข้อ หนึ่งซึ่งเป็นความจริงที่สุด และมีอยู่ดาษดื่นที่สุดด้วย แต่ ก็ไม่มีใครสนใจที่จะมองหรือจะเข้าใจ และแม้ว่าจะได้ยินได้ ฟังคำกล่าวข้อนั้น ก็กลับเข้าใจไปในทางอื่นเสียทำให้ไกลต่อ ความจริงที่แท้จริงของมัน ทำให้มีภาษาพูดคำเดียวกัน แต่ มีความหมายตรงกันข้ามและมีมูลมาจากความที่คนมีกิเลสย่อม กลัวความหมดกิเลสนั่นเอง เพราะว่าเขากำลังมีกิเลสเป็นตัว เขาเอง ไม่ใช่มีสติปัญญาหรือมีความจริงเป็นตัวเขาเองดังที่ กล่าวแล้ว ตัวอย่างเช่น คำแช่งหรือคำด่าว่า ให้ตายอย่าง ไม่รู้จักผุดจักเกิด ซึ่งผู้ค่าก็เห็นว่าเป็นคำด่าคำแช่งอย่างยิ่ง และผู้ถูกด่าถูกแช่งก็เห็น ว่าเป็นคำด่าคำแช่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง

น.128 แต่ตามความจริงนั้น ความไม่รู้จักผุดจักเกิดอีกต่อไปก็คือ นิพพานนั่นเอง เพราะว่าสัตว์ไม่อาจจะหยุดการเกิดได้โดย การไม่ลุถึงนิพพาน ความไม่เกิดอีกต่อไปย่อมหมายถึงการลุ ถึงนิพพานอย่างที่ไม่มีทางจะเป็นอย่างอื่นได้ แต่แล้วการไม่ เกิดนั้น กลับกลายเป็นมีความ หมายไปในทำนองเป็น คำขู่ให้ กลัว หรือคำแช่งคำด่าที่น่ากลัวของพวกชาวบ้านไป เพราะ ว่าเขายัง มีกิเลสที่เป็น เหตุให้อยากเกิด จึงได้กลัว ความไม่เกิด หรือความไม่ได้เกิดยิ่งไปกว่าสิ่งใด ๆ ดังนี้ แต่คนทั่ว ๆ ไปที่ ได้รับการศึกษาในทางธรรมไม่เพียงพอ ย่อมถือขนบธรรม- เนียมอันนี้ ประเพณีอันนี้ มีวัฒนธรรมอย่างนี้ คือมีการ แช่ง การด่าว่า อย่าให้รู้จักผุดจักเกิด โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่า ถ้าไม่รู้จักผุดจักเกิดแล้วมันจะไปอยู่ที่ไหน ได้อย่างไร เพราะ เขาก็ถือว่ามันยังมีตัวมีตนอยู่ แล้วจะให้มีตัวมีตนที่ไม่รู้จัก ผุดจักเกิด หรือไม่มีการผุดการเกิดได้อย่างไร ? นั่นแหละ คือความหลงอย่างยิ่งของผู้ที่ยังมีกิเลส ดังนั้น คนเราไม่ควร สงสัยในประโยชน์ของความหมดกิเลส ถ้าสงสัยก็หมายความ ว่ายังมีกิเลสมากเกินไปนั่นเอง ตัวอย่างอีกอันหนึ่งซึ่งเป็น เรื่องธรรมดาสามัญยิ่งขึ้นไปอีกที่จะทำให้เราเข้าใจเรื่องความมี

น.129 ตัวตนและความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ยิ่งขึ้นไปอีก เช่นเรามีหนังสือไว้แจกเพื่อเอาบุญ แล้วมีคนมาหลอกว่าขอเอาไปอ่าน แต่แล้วเขาเอาไปขาย คนทั่ว ๆไปได้ยินเข้า เขาก็รู้สึกว่าเป็นการหลอกลวง เป็นการถูกหลอก และเป็นการทำให้เกิดความเสียหาย ก็พากันโกรธเคืองหรือแช่งด่าคนที่มาหลอกเพราะอย่างน้อย ก็ถือว่าคนที่ถูกหลอก เสียเกียรติ์บ้าง เสียของบ้าง ไม่ได้บุญบ้าง ดังนี้เป็นต้น แต่ถ้าเรามองกันตามแง่ของความจริงแล้ว เรื่องก็กลับตรงกันข้าม คือ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เสียเกียรติ์หรือเสียของเปล่า ๆ หรือไม่ได้บุญดังที่กล่าวนั้นเลยแต่มันกลับทำให้ได้อะไรเพิ่มขึ้นอีกบางอย่าง เช่นมีคนได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง มากไปกว่าที่จะมีแต่คนได้บุญหรือได้ความรู้ แม้ว่าหนังสือนั้นจะถูกขายไป คือหลอกเอาไปขาย ก็ยังมีคนเอาไปอ่านและมีคนได้ความรู้อยู่นั่นเอง คือคนที่ซื้อไปอ่านนั่นเอง เจ้าของหนังสือก็ยังได้บุญเพราะทำให้คนมีความรู้อยู่ตามเดิม คนที่แทรกเข้ามาหลอกเอาไปขาย ก็ได้เงินไปใช้เป็นประโยชน์แก่เขา คนที่ได้หนังสือไปอ่านเป็นคนสุดท้ายก็ยังได้ความรู้ เรียกว่าไม่มีอะไรเสียไปหรือขาดไป แต่กลับมีการได้อะไรเพิ่มขึ้นหลายส่วนหรือหลาย

น.130 ฝ่าย ดังนั้นถ้าจิตใจของเขาไม่เดือดพล่านอยู่ด้วยความเห็นแก่ตน หรือเห็นแก่เกียรติ์ของตนแล้วก็จะไม่เกิดความรู้สึกเป็นความโกรธ หรือความรู้สึกว่าถูกหลอกลวง หรือถูกทำให้เสียเกียรติ์แต่ประการใดเลย ตัวอย่างอันนี้แสดงว่าเรื่อง ๆ เดียวเรื่องอย่างเดียวกันแท้ ๆ พวกหนึ่งเห็นเป็นเรื่องเสียหายแต่อีกพวกหนึ่งเห็นเป็นเรื่องที่ได้อะไรมากขึ้น มูลเหตุของมันก็อยู่ที่กิเลสตัวเดียวอีกนั่นเอง ถ้ามีกิเลสเข้าข้างตน ก็เห็นเป็นเรื่องเสียหาย ถ้าไม่มีกิเลสเรื่องก็กลายเป็นตรงกันข้าม ดังนั้น ขอให้พิจารณาให้เห็นพิษสงอันร้ายกาจของกิเลส และพิจารณาให้เห็นอานิสงส์อันน่าชื่นใจของความ หมดกิเลสโดยทำนองนี้กันเถิด จะได้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ถูกต้องตามความเป็นจริงยิ่งขึ้น อย่าได้สงสัยในประโยชน์ของความหมดกิเลสอีกต่อไปเลย สำหรับความไม่ตายนั้นเป็นสำนวนของคำพูดที่สูงหรือที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้คนธรรมดาสามัญฟังแล้วก็ยังชอบ ชอบได้ทั้งที่ไม่เข้าใจความหมายอันแท้จริง เพราะฟังดูมันเยือกเย็นดี แต่ว่าคำ ๆ นี้ก็มีความหมายเป็นความหมดกิเลสอีกนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อหมดกิเลสที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนแล้ว จึงจะเกิดความรู้สึกว่าไม่มีใครเกิด

น.131 ไม่มีใครตาย มีแต่ธรรมชาติที่แท้จริงที่ไม่รู้จักตาย เพราะ ในธรรมชาตินั้นไม่มีความยึดมั่นถือมั่น จิตที่เข้าถึงธรรมชาติ อันนี้ได้ เรียกว่าจิตที่ไม่ตาย เพราะมันสลายจากความเป็น จิตเข้าไปเป็นธรรมชาติที่ไม่รู้จักตาย ไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวเอง ว่าเป็นจิตหรือเป็นตนอีกต่อไป แต่เราก็เรียกโดยสมมติว่าจิต เข้าถึงความไม่ตาย ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าไปมีจิตหรือมีตนอยู่ ในธรรมชาติที่ไม่ตายนั้นอีกต่อไป นั่นมันก็เป็นเรื่องของคน ที่ยังมีเศษแห่งกิเลสเหลืออยู่อีกนั่นเอง ดังนั้น ขึ้นชื่อว่ากิเลส แล้ว แม้จะพอใจในความไม่ตาย ก็ยังเป็นความไม่ตายที่เป็น ของปลอมหรือของเทียมอยู่นั่นเอง ไม่อาจจะเข้าใจหรือพอ ใจในความไม่ตายอย่างแท้จริงได้ ยังมีความสงสัยลังเลใน ประโยชน์ของความไม่ตายอยู่ร่ำไป เพราะไม่อาจจะเข้าถึง ความไม่ตายอันแท้จริงได้ ได้แต่บ่นพร่ำหาความไม่ตายอย่าง เพ้อ ๆไปเท่านั้น ถ้าเรื่องเป็นไปมากถึงอย่างนี้ เราลองมอง หาประโยชน์ของความ หมดกิเลส หรือความไม่ตายใน แง่อื่นดู กันบ้าง เพื่อจะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เกี่ยวกับ ข้อนี้อยากให้ทุกคน ระลึกถึงเรื่อง อำนาจอัน ร้ายกาจ ของเวลา ตามหลักธรรมทั่วไปย่อมกล่าวว่า เวลาย่อมกินสรรพสัตว์กับ

น.132 ทั้งตัวมันเองเป็นบาลีแปลว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา หมายความว่า สัตว์อยู่ใต้อำนาจของเวลา ตายไป หรือสลายไปเพราะเวลาอย่างที่ไม่มีอะไร จะมาช่วยผลัดเพี้ยน . หรือต่อต้านได้ แล้วจงลองนึกดูเถิดว่าจะมีอะไรบ้างที่จะมาสู้ รบกับเวลาได้ ทุกคนอาจจะพูดเฝือ ๆ ไปอย่างกำปั้นทุบดิน หรือถึงกับชิงเดาชิงตอบว่า ธรรมอีกนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจ เลยว่า ธรรมนั้นคืออะไร หรือว่าธรรมนั้นจะช่วยให้เอาชนะ เวลาได้อย่างไร เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าเวลานี้ทุกคนควรจะ สังเกตให้เห็นความจริงอันใหญ่หลวงในข้อที่ว่า เวลานี่เองทำ ความยุ่งยาก ลำบากตลอดถึง ความ ทนทุกข์ทรมาน อย่างยิ่งให้ แก่เรา ตลอดเวลาที่เรายังเอาชนะมันไม่ได้ มันเกี่ยวข้อง กับเรายิ่งกว่าทุกครั้งที่หายใจเข้าออก คือ มันอาจจะทำความ สุขหรือความทุกข์ให้แก่เราได้ในเวลาอันสั้นกว่าระยะแห่งการ หายใจเข้าออก มันทำให้เราทุกข์มากหรือทุกข์น้อย ก็แล้วแต่ ว่าเราได้พ่ายแพ้มันเพียงไร และส่วนสัมพันธ์ของมันนั้นขึ้น อยู่กับตัณหาหรืออุปาทานความยึดมั่นถือมั่นของเราเอง ใน กรณีใดมีตัณหาอุปาทานมาก เวลาก็เป็นพิษหรือเป็น อันตรายแก่เรามาก และมันมีอาการเหมือนกับว่าวิ่งไปเร็ว

น.133 มาก คล้าย ๆ กับว่าวันหนึ่งคืนหนึ่งช่างน้อยเสียเหลือเกิน เราอาจจะเปรียบเทียบดูได้ด้วยตัวอย่างดังต่อไปนี้ คนที่ถูก จับได้ว่าทำผิด หรือเป็นจำเลย หรือคนที่กำลังถูกนำไปเพื่อ จะฆ่า เวลาปรากฏอาการเหมือนกับวิ่งเร็วอย่างยิ่งเสียกว่ามี ปีกบิน ส่วนคนธรรมดาสามัญที่ไม่อยู่ในสภาพเช่นนั้น หรือ คนที่กำลังทำการงานอย่างเห็นผล ย่อมมีความรู้สึกว่าเวลา เดินไปอย่างเนิบ ๆ เท่านั้นเอง สำหรับคนที่มีความหวังใน การเอาเปรียบคนอื่นได้สำเร็จ หรือคนที่ประสบความสำเร็จ ในการงานของตนแล้ว เวลาปรากฏแก่เขาคล้ายกับว่าหยุด เดินหรือเกือบหยุดเดิน ส่วนคนที่กำลังไม่ต้องการอะไรเลย หรือคนที่นอนหลับอยู่ เวลาก็มีอาการเหมือนกับหยุดไม่เดิน ไม่วิ่ง ผลที่เกิดขึ้นก็คือเวลาของใครเดินหรือวิ่งเร็วมาก คน นั้นก็มีความทุกข์มาก เวลาของใครเป็นไปในทางตรงกันข้าม คนนั้นไม่รู้สึกเป็นทุกข์หรือมีทุกข์น้อย และถ้าใครเป็นผู้อยู่ เหนือเวลาโดยประการ ทั้งปวงเรื่อง ก็กลายเป็นว่าเวลาได้เป็น สิ่งที่ไม่มีสำหรับเขาไปเสียแล้ว เขาอยู่เหนือความทุกข์โดย ประการทั้งปวง และก็ได้แต่พระอรหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นอย่างนี้ได้ ปัญหามีอยู่ว่า เราจะเอาชนะเวลาได้

น.134 อย่างไร ในการที่จะป้องกันไม่ให้มันทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ เรา เมื่อตั้งคำถามขึ้นว่า เราจะเอาชนะเวลาได้อย่างไร คำตอบ ย่อมไม่มีในวงคนธรรมดาสามัญทั่วไป หรือแม้ที่สุดแต่ในวง นักวิทยาศาสตร์ที่มี ความรู้แตกฉาน ในเรื่อง สัมพันธ์ ทฤษฎี ระหว่างเวลาและอวกาศคือ Relativity of Time and Space เพราะคนเหล่านี้มองเห็นแต่ในแง่ว่า เวลาเป็นสิ่งที่ตายตัว เป็นไปอย่างมีระเบียบตาม กฎเกณฑ์ของมัน สัมพันธ์กันอยู่กับ ความเที่ยงของสิ่งต่าง ๆ ที่เคลื่อนอยู่แล้วเป็นประจำ เขาจึงมี ความรู้สึกไปในทางที่ว่าเราไม่อาจจะเอาชนะมันได้ และที่ยิ่ง ไปกว่านั้นก็คือเขามีความรู้สึกไปเสียว่ามันไม่เกี่ยวข้องกันโดย ตรงกับความทุกข์ของเราเลย อย่างมากที่เขาจะเอาชนะเวลา ได้ก็เพียงแต่ทำงานให้เสร็จทันเวลาเท่านั้น ส่วนข้อที่มันจะ บีบคั้นเราอย่างไรนั้นไม่เคยคำนึงถึง แม้แต่การกระหืดกระ- หอบเพื่อทำงานให้ทันเวลา ก็ไม่ถือว่าเป็นทุกข์ หรือน่า รังเกียจ เลยไม่มีปัญหาที่จะต้องสะสางเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วน ในทางธรรมนั้นถือว่าปัญหาต่าง ๆ แม้ที่สุดแต่ปัญหาเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ดี ปัญหาเรื่องความยึดมั่นถือมั่นก็ดี ล้วน แต่สัมพันธ์กันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าเวลา หมายความว่า ถ้าเอา

น.135 ชนะเวลาได้ ก็เท่ากับเอาชนะตัณหาหรืออุปาทานได้ เราจึงต้องเอาชนะเวลาและตัณหาอุปาทานพร้อมกันไปในคราวเดียวกันแล้ว แต่ว่าตัณหานั้น ๆ สิ่งที่เรียกว่าเวลาได้เข้ามาเกี่ยวข้องในบทบาทที่สำคัญเพียงไร ที่จะไม่ให้เกี่ยวข้องกันเสียเลยนั้นเป็นไม่มี ตัณหาหรือความอยากของคนเราขึ้นอยู่กับเวลาโดยตรง กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือ มันมีเวลาให้อยากมันจึงเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีเวลาสำหรับให้อยาก ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำให้เวลาล่วงไปโดยไม่มีความอยาก ความทุกข์ก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงได้แสวงหาอุบายหรือวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อกำจัดความอยากเสียโดยสิ้นเชิงแล้วเวลาก็จะไร้ค่าหรือไร้ความหมายไปในตัวมันเอง จนกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นไม่มีสำหรับเรา ดังเช่นที่ไม่มีแก่พระอรหันต์ดังที่ได้กล่าวแล้ว จนกระทั่งว่า วันคืนไม่มี เดือนปีไม่มี ความตายไม่มี เป็นผู้มีจิตใจอยู่เหนือความหมายเหนืออำนาจของเวลาได้โดยประการทั้งปวง มีความเกษมอย่างยิ่งจากสิ่งที่ผูกพันหรือบีบคั้นโดยประการทั้งปวง เป็นจิตที่ว่างหรือเป็นอิสระถึงที่

น.136 สุด สิ่งที่จะเอาชนะเวลาได้ก็มีเพียงสิ่งเดียว กล่าวคือ "การถึงธรรม" เมื่อ "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" จนกลายเป็นธรรมอย่างเดียวกันไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่าเวลาก็ไร้ความหมาย ไม่อาจจะเกิดไม่อาจจะกินคน ๆ นั้นได้อีกต่อไป และเวลาก็ไม่มีสำหรับคน ๆ นั้นด้วย เพราะความที่เขาไม่ต้องการอะไรด้วยตัณหา หรืออุปาทานดังที่กล่าวแล้ว ข้อนี้ทำให้เรามองเห็นได้ว่าเรื่องทางฝ่ายโลกไม่มีปัญหาที่จะเอาชนะเวลา ไม่เคยคิดฝันที่จะเอาชนะเวลา และไม่ถือว่าเวลาเป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ นอกจากการยอมแพ้อย่างงดงาม คือรีบทำให้เสร็จทันเวลา หรือมิฉะนั้นก็ยอมตายไปตามอำนาจของเวลาโดยเห็นว่าเป็นของธรรมดาไป และถือว่าเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับมนุษย์เรา ส่วนในทางธรรมนั้น ต้องการความรู้อย่างอื่น ต้องการจิตใจอย่างอื่น ต้องการการปฏิบัติระบอบอื่นที่จะนำมาใช้จัดการกับสิ่งที่เรียกว่าเวลา ให้เวลาหมดฤทธิ์หมดอำนาจหรือหมดความหมายไปทีเดียว ไม่มีความทุกข์ร้อนในข้อที่ว่าเราตื่นสายว่าเราทำงานสาย ว่าเราทำงานเสร็จไม่ทันตามเวลา ดังนี้เป็นต้น และก็ไม่ตีปีกเต้นแร้งเต้นกาว่าเราตื่นก่อนใครๆ มาถึงก่อนใคร ๆ ทำงานเสร็จก่อนเวลา ดังนี้เป็นต้น

น.137 อีกเหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดนั้น ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้การควบ คุมหรือการลากการจูงหรือการชักใยของสิ่งที่เรียกว่าเวลาที่ทำ ให้เรากระหืดกระหอบทั้งฝ่ายดีใจและฝ่ายเสียใจไปตามอำนาจ ของเวลานั้น ๆ เราจะหยุดขึ้น หยุดลง หยุดฟู หยุดแฟบ หยุดดีใจ หยุดเสียใจ หยุดรักหรือหยุดเกลียด และอะไร ต่างๆ ได้ ก็ด้วยความเป็นผู้เอาชนะเวลาได้และอยู่เหนือ ความบีบคั้นของเวลาเท่านั้น สภาพอย่างนั้นจะมีได้ต่อเมื่อ "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" อย่างแท้จริง คือทำความ หมดกิเลสได้ ทำให้อยู่เหนือความตายได้ เพราะความที่เวลา ไม่อาจจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรารู้แจ้งแทงตลอดต่อสิ่งที่ เรียกว่าเวลาอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงนั่นเอง ได้รับประ- โยชน์สุขทั้งทางโลกและทางธรรมในขั้นสูงสุดได้ด้วยเหตุนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต