น.114 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่ ๙ นี้ จะได้กล่าวถึง ความเข้า ใจธรรมชาติอย่างถูกต้องจนเอาชนะธรรมชาติได้ ในฐานะที่เป็น อานิสงส์ของการเข้าถึงธรรมต่อจากวันก่อน คำว่าธรรมชาติในกรณีอย่างนี้ไม่ได้หมายถึงตัววัตถุ แต่หมายถึงความจริง หรือ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับวัตถุรวมทั้งที่
น.115 มีชีวิตจิตใจและไม่มีชีวิตจิตใจ เช่นความที่โลกเป็นไปโดย โลกธรรม หรือโลกเป็นเพียงสิ่งที่ไหลเรื่อยดังนี้เป็นต้น ซึ่ง เป็นลักษณะของมายา หรือสิ่งที่พรางตาไปเสียทั้งนั้น แต่ว่า สิ่งที่เรียกว่า มายานั้นเนื่อง กันอยู่กับความจริงจนกระทั่งบางที เราแยกออกจาก กันไม่ได้เช่น เมื่อพูด ว่าโลกเป็นสิ่งที่ไร้ จาก สาระหรือเป็นมายา หรือว่าว่างจากตัวตนก็ตาม นั่นก็ย่อม เป็นการกล่าวความจริงที่สูงสุดข้อหนึ่ง คือ ความเป็นมายา นั้นได้มีอยู่จริงหรือเป็นของจริงที่มีอยู่แก่โลก ดังนั้นจึงทำ ให้เกิดความสับสนกันขึ้นในเมื่อจะถามขึ้นว่าโลกเป็นมายาหรือ เป็นของจริง เพราะเหตุว่าคำว่า ความจริง หรือ ของจริง เป็นคำที่มี ความหมายกว้าง จนครอบคลุมไปได้ ทุกด้านทุกมุม แล้วแต่เราจะเอาคำ ๆ นี้มาใช้ ในลักษณะเช่นไร ดังนั้นใน กรณีที่เรากำลังวินิจฉัยกันนี้ เราหมายถึงของจริงที่แฝงหรือ ซ่อนตัวอยู่ภายใต้มายา ถ้าดวงตายังไม่ถึงธรรมก็มองไปติด อยู่ แค่มายาแล้วก็มี ความหลงเกี่ยวกับ มายานั้น ๆ ถ้าเป็น ดวงตา ที่เห็นธรรมแล้ว ก็สามารถมอง ทะลุมายาลงไปถึงความ จริง หรือเรียกว่าเห็นความจริงของสิ่งที่เป็นมายา มันจะ
น.116 เป็นการกระทำที่ยากหรือง่ายนั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่มันก็ ตกอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ว่า ถ้าทำถูกวิธีก็ง่ายแสนง่าย ถ้าทำผิด วิธีก็ยากแสนยาก จิตหรือสิ่งที่ถูกสมมติว่า เรานั้นจะต้องทำ อะไร หรือเป็นอะไรด้วยตนเองไปเสียทุกอย่าง เช่นเป็นตัว มายาก็เป็นเสียเอง เป็นเจ้าทุกข์ก็เป็นเสียเอง แล้วยังจะ ต้องเป็นผู้ที่จะมองเห็นมายานั้น หรือเป็นผู้ดับทุกข์นั้น ๆ เองอีกด้วย แล้วยังแถมเป็นความจริงของธรรมชาติอีกชนิด หนึ่งด้วย แล้วมันจะแสดงบทบาทของมันในคราวเดียวกัน ได้อย่างไร มันจะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาประกอบกันเข้า จิตนั้น จึงจะผันแปรไปในลักษณะ ต่าง ๆ หรือแสดง บทบาท ต่าง ๆ ได้และสิ่งที่ว่านั้นก็คือ " ธรรม" ในลักษณะต่างๆ กันอีกนั่น เอง ถ้า จิตถึงธรรม หรือ ธรรมถึงจิตโดยสมบูรณ์ ก็มอง เห็น ตัวเองได้ใน ลักษณะที่แทง ตลอดมายา ทั้งหลายลงไปได้ และเข้าถึงความจริงของสิ่งทุกๆ สิ่ง รวมทั้งตัวมันเองด้วย ลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่า เข้าใจธรรมชาติอย่างถูกต้องจน เอาชนะธรรมชาติได้ และที่เป็นอย่างสูงสุดนั้นเรียกว่า เข้า ใจในสามัญญลักษณะ หรือ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม เป็นต้น
น.117 ซึ่งหมายถึงลักษณะที่แท้จริงอย่างเด็ดขาดของสิ่งทั้งปวง ค่ำ ว่า สามัญญลักษณะ แปลว่า ลักษณะที่สามัญ คือมีได้เสมอ กันหรือรู้ ได้เสมอกันต่อสิ่งทั้งปวง หมายถึงลักษณะของความ เป็นทุกข์ลักษณะของความเป็นอนัตตา แต่ถ้าหลงในมายา ก็จะเห็นลักษณะที่เที่ยงที่สุขที่เป็นอัตตาเสมอไป แม้ไม่โดย สิ้นเชิง ก็โดยเอกเทศที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของมัน แล้วก็หลง ไปยึดมั่นถือมั่นที่ส่วนนั้นโดยความ ที่เป็นสิ่งหรือเป็นส่วนที่น่า อยากน่าปรารถนา ดังนั้น มันจึงเป็นความอยากความปรารถ- นาในสิ่งหรือส่วนที่เป็นมายาของสิ่ง ๆ นั้น แล้วอีกทางหนึ่ง ก็ไปหลงเกลียดหลงชังในมายาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก คือ ไป เห็นสิ่งที่ตรงกันข้ามจากสิ่งที่ตนรัก ว่าเป็นสิ่งน่าเกลียดทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นของอย่างเดียวกัน คือไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อย่างเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นความหลงอย่างที่พระอริยเจ้าไม่ ยอมรับว่าจะเป็นความรู้สึกของอารยชนไปได้เลย และจัดไว้ ในพวกที่ไม่เห็นธรรมอย่างยิ่ง ยังไม่มีแม้แต่ดวงตาเห็นธรรม ในระดับแรก สิ่งที่เรียกว่าการถึงธรรมนั้นอย่างน้อยที่สุด จะ ต้องมีการเห็นความจริงข้อนี้ในระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งพอที่จะ
น.118 ทำให้รู้สึกตัวอย่างน้อย ก็ยับยั้งความหลงนั้นได้ ตามสมควรแก่ กรณี แม้ว่าจะละไม่ได้โดยเด็ดขาด ลักษณะของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตานี้ก็เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เด็ดขาด จนถึงกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้น หรือจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม สังขารทั้งปวงยังคงไม่เที่ยง ยังคง เป็นทุกข์และธรรมทั้งปวงยังคงเป็นอนัตตาอยู่นั่นเอง" ตาม ที่ตรัสดังนี้ ย่อมเป็นการยืนยันความจริงบางอย่างเกี่ยวกับ ธรรมชาติว่า ธรรมชาตินั้น ๆ ไม่อยู่ในอำนาจของผู้ใด แม้ ที่เป็นพระพุทธเจ้า หรือกล่าวอย่างกลับกันก็ว่า แม้จะเป็น พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถ จะบังคับ ธรรมชาติได้ดังนั้น เรา จะ ต้องมีวิธี หรืออุบายที่ฉลาดอย่างยิ่งให้ทัดเทียมกัน เราจึง จะเอาชนะธรรมชาติข้อนี้ได้ คืออย่าให้ความไม่เที่ยงความ เป็นทุกข์ความเป็นอนัตตาของมันทำอันตรายเราได้ จึงจะ เรียกว่าเข้าใจ ธรรมชาติในส่วนนี้ อย่างถูกต้อง และ สมบูรณ์ ลักษณะของ ความไม่เที่ยง เป็นต้นนี้ มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น เรียก ธรรมนิยาม หรือ ธรรมฐิติ ดังที่กล่าวแล้ว ทุก คำล้วนแต่มีความหมายบ่งให้เห็นความจริง แล้วยังแถมเป็น
น.119 ความจริงที่น่าสะดุ้งกลัว หรือความจริงที่ใคร ๆ ไม่ควรจะ ต่อต้านเช่นธรรมที่เรียกว่า ธรรมนิยาม แปลว่า บทนิยาม ของธรรม หรือจะแปลว่า การนิยามของธรรม ก็ได้ ธรรม ในที่นี้ หมายถึง ความจริง อันเป็นสิ่งที่ กล่าวได้ ว่าเป็นเพียงสิ่งเดียวใน บรรดาสิ่งทั้งหลาย ที่ควรจะได้รับสมัญ- ญาว่า "ธรรม" คือเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด และสิ่งนี้ได้ปกา- สิตออกไปว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่าง ที่ไม่มีอะไรจะคัดค้านหรือต่อต้านได้ ดังนั้นจึงได้เรียกว่าการ นิยามของธรรม ซึ่งควรจะถือว่าเป็นเสียงดังก้องที่สุดกว่า เสียงใดๆ แต่สัตว์ทั้งหลายส่วนมากก็คงยังไม่ได้ยินเลยอยู่นั้น เอง เป็นสิ่งที่มีอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังคง ไม่เกรงกลัวเลยอยู่นั่นเอง ภาวะต่างๆ จึงเป็นไปในทางตรง- กันข้ามจากที่ควรจะเป็น คือการปะทะกันระหว่างคนกับธรรม คน จึงไม่ อาจจะถึง ธรรม เพราะไม่มีการลงรอยกันได้กับธรรม นับว่าเป็นสิ่งที่ควรศึกษายิ่งกว่าสิ่งที่ควรศึกษาใด ๆ สำหรับคำว่า ธ ร ร ม ช า ติ นั้นแปลว่าการตั้งอยู่หรือ มีอยู่ของธรรม ซึ่งมีความหมายไปในทำนองว่า ธรรมเป็น
น.120 อย่างอื่นไม่ ดังนี้เป็นต้น หมายความว่าถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ไม่ใช่กฎเกณฑ์ของธรรมหรือไม่ใช่สัจจธรรมนั่นเอง สัจจ- ธรรมนั้นย่อมตั้งอยู่อย่างที่เรียกว่าคงตัว หรือยืนโรงอยู่ใน ลักษณะเช่นนี้เสมอไปคือความเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา เป็นสามอย่างด้วยกันดังนี้ หรือถ้าเราจะสรุปให้ เหลือเพียงคำเดียวสั้นๆ ก็ว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังนี้ก็ได้ ในเมื่อต้องการจะแสดงถึงแนวของการปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งเหล่า นี้ ฟังดูก็น่าขัน คล้าย ๆ กับว่าเป็นพระเป็นเจ้าที่สูงที่สุด ของโลกแล้ว ก็ไม่ทำอะไรหมด นอกจากเอาแต่จะไม่เที่ยงเป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา ก้มหน้าทำอย่างนั้นตะพึดไปโดยไม่ฟังเสียง ใคร แต่แล้วอีกทางหนึ่งคือทางฝ่ายสัตว์ทั้งหลายก็ไม่ยอมรับรู้ อย่างไม่รู้ ไม่ชี้เอาเสียทีเดียว เป็นการหันหลังให้แก่กันและกัน อย่างยิ่ง ภาวะที่เรียกว่าไม่ถึงธรรมก็เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ แล้ว คนเราในโลกก็อยู่ในสภาพเช่นนี้ คือมีความทนทุกข์ทรมาน อย่างไม่รู้สึกตัวอยู่เป็นพื้นฐาน จะรู้สึกบ้างก็นับว่าเป็นเพียง ส่วนน้อย คือส่วนที่แสดงความเจ็บปวดให้เห็นออกมาตรง ๆ เท่านั้น นับว่าส่วนที่ยังมองไม่เห็นนั้นยังมีอีกมากกว่ามากนัก
น.121 ราจึงอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์กันอยู่ โดยทั่ว ๆ ไป เป็นพื้นฐานไม่เกษมจากความทุกข์หรือสิ่งซึ่งเป็นอันตรายอื่น ๆ จากความหมายที่ต่าง ๆ กันหลายแง่ เหล่านี้เราพอจะมองเห็นได้โดยสรุปว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้นมันเป็นอะไรหมดทุกอย่าง และที่สำคัญที่สุดนั้นมันเป็นเหมือนพระเป็นเจ้าผู้สร้างโลก ผู้ควบคุมโลก ผู้ปกาสิตสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปภายในกฎเกณฑ์ของมันเองอย่างเดียวเท่านั้น แล้วจงลองคิดดูเถิดว่าเราจะไม่ควรสนใจกับมันได้อย่างไร เราจะไม่ควรทำความเข้าใจกับมันได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นเพียงสิ่ง ๆ เดียวแท้ ๆ ที่ควบคุม หรือ บันดาล สิ่งต่าง ๆ อย่างเฉียบขาด อยู่ในตัวมันเองโอกาส หรือช่องทางมีอยู่ กับเราเพียงอย่างเดียวก็คือทำอะไรให้เข้ารูปเข้ารอยกับธรรมชาติเท่านั้น ดังนั้นความเข้าใจธรรมชาติอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และมีประโยชน์หรืออานิสงส์อย่างยิ่งพร้อมกันไปในตัว เกี่ยวกับข้อนี้เราต้องมองดูอย่างกว้างขวางที่สุด จนกระทั่งมองเห็นว่า ในบรรดาวิชาความรู้ของโลกทั้งหมด ไม่ว่าวิชาความรู้แขนงไหนก็ล้วนแต่กล่าวได้ว่า รวมอยู่ในคำ ๆ
น.122 เดียวกัน คือรู้หรือเข้าใจในกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างถูกต้องอีกนั่นเอง ความรู้เกี่ยวกับการประดิษฐ์หรือประกอบสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่การดำรงชีวิตที่เราเรียกรวมกันว่า "การทำมาหากิน" เหล่านี้ ก็ล้วนแต่เป็นความรู้เรื่องธรรมชาติอย่างถูกต้อง จึงจะทำไปได้ และประสบความสำเร็จ หรือแม้ที่สุดแต่วิชาสำหรับการศึกษาล้วน ๆ เช่นวิชาเลขเป็นต้น มันก็ยังเป็นเรื่องความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติหรือต่อธรรมชาติอีกนั่นเอง แต่มันเป็นเพียงมุมหนึ่งหรือแง่หนึ่งและยังน้อยเกินไปกว่าที่จะดับทุกข์ ทั้งปวงได้ หรือบางทีก็ยิ่งไปกว่านั้น คือไม่ได้รู้ไปในทางที่จะใช้เพื่อดับทุกข์ แต่รู้ไปในทางที่จะเพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว แต่มันก็ยังเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอยู่นั้นเอง และจัดเป็นธรรมชาติฝ่ายที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะเรารู้ไม่ตรงจุดที่เป็นฝ่ายดับทุกข์จากธรรมชาติอันเดียวกัน หรือตัวเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความจริงเรื่องสามัญญลักษณะ หรือ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม เป็นต้นนี่เอง เรารู้ในส่วนนี้ให้ เพียงพอ เสียก่อน เพื่อให้เป็น ความรู้ พื้นฐานสำหรับจะอยู่ในโลกนี้อย่างไม่มีความทุกข์ จนกระทั่งว่าจะไปทำอะไร ๆ เข้าที่ใด เมื่อไรหรืออย่างไร ความทุกข์ก็ไม่อาจจะ
น.123 กิดขึ้นได้ และเราก็ ประสบความสำเร็จ ตามทาง ที่ควร ปรารถนาไปได้ทุกอย่างทุกประการ นี่แหละเรียกว่าเป็นการ เข้าใจธรรมชาติได้อย่างถูกต้องสำหรับมนุษย์เรา จนกระทั่ง เอาชนะธรรมชาติได้ด้วยอำนาจของการถึงธรรม หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็คือด้วยอำนาจของสติปัญญาที่มีมาจากการ เข้าถึงธรรม สิ่งที่เรียกว่าสติปัญญานั้น ในภาษาไทยเราดิ้น ได้เป็นสองความหมาย คือ สติปัญญาที่จะใช้ในทางคดโกง กัน ก็ยังเรียกว่าสติปัญญาอยู่นั่นเอง จึงไปพ้องกันกับสติ ปัญญาบริสุทธิ์ที่จะใช้ดับทุกข์ ส่วนในภาษาบาลีเดิมแท้นั้น สติปัญญาสำหรับคดโกงนั้นเรียกว่า เฉโก แปลว่าความฉลาด แต่ในทางหาประโยชน์ส่วนตัว ส่วนคำว่าปัญญาต้องหมาย ถึงปัญญาบริสุทธิ์เป็นไปตามทำนองคลองธรรมเสมอไป เกี่ยว กับข้อนี้เราต้องทราบไว้ว่า เราอาจจะทำเฉโกกับมนุษย์ด้วย กันได้ แต่เราไม่มีทางที่จะทำเฉโกกับธรรมชาติได้เลย ขึ้นไป ทำเฉโกหรือ Cunning กับธรรมชาติเข้าเท่าใดก็มีแต่จะพ่ายแพ้ ภัยตัวเองขาดทุนหนักยิ่งเข้าไปเท่านั้น ดังนั้นเราจะต้องเป็น มิตรที่ดี และ ซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติ ประพฤติและกระทำให้ เข้าร่องเข้ารอยกับธรรมชาติ ไม่ให้เกิดการกีดเกะกะขัดขวาง กันขึ้นเป็นอันขาด ธรรมชาติจะตอบแทนความหวังดีของเรา
น.124 ถึงกับมอบอำนาจให้เรามีอำนาจอยู่เหนือความตายทีเดียว เรา ควรจะซื่อตรงหรือไม่เล่นตลกกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ ซึ่ง ที่แท้จะกลายเป็นการเล่นตลกกับตัวเอง แล้วทำลายตัวเอง ให้วินาศไปเท่านั้น ที่เรียกกันว่าความไม่ตายหรืออยู่เหนือ อำนาจของความตายนั้น โดยที่แท้หมายถึงธรรมในขั้นสูงสุด ในความหมายซึ่งลึกซึ้งที่สุด เช่นในประโยคว่า “ธรรมเป็น สิ่งที่ไม่ตาย" ซึ่งย่อมหมายความว่าธรรมชาติในลักษณะที่ กล่าวแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตาย หรือแม้ที่สุดก็ไม่เปลี่ยนแปลง ดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ ตาม ธรรมทั้งปวงยังคงเป็นอย่างนั้นเสมอไป มันไม่รู้จัก เปลี่ยนแปลง แล้วมันจะรู้จักตายได้อย่างไร เพราะคำว่าตาย นั้นเราหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นธรรม ในความหมายระดับสูงหรือระดับที่แท้จริง ย่อมหมายถึง ธรรมชาติชนิดที่ไม่ตายหรือไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ใดรู้ถึงธรรมข้อนี้ เรียกว่าผู้นั้นรู้ความไม่ตาย ผู้ใด ถึงธรรมข้อนี้ เรียกว่าผู้นั้นถึงความไม่ตาย นี่แหละ คือผล หรืออานิสงส์ที่จะได้จากการที่ได้ ถึงธรรมในระดับสุดท้าย เมื่อ "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" ในระดับสุดท้ายคือระดับสูง
น.125 สุดแล้ว คนกับธรรม หรือ ธรรมกับคน ถึงความเป็นอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องไม่ลืมเสีย จะเป็นหลักยืนโรงที่ไม่ให้ความเข้าใจเดินไปผิดทาง หรือให้เข้าใจธรรมถูกทางได้ง่ายขึ้น เมื่อคนถึงธรรมในระดับสูงสุดแล้วย่อมหมายความว่าความรู้เรื่องตัวเราไม่มี หรือของเราไม่มี มีแต่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์อันนี้ ดังนี้ ได้เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นแก่คนนั้นแล้วอย่างสมบูรณ์ อย่างกระจ่างแล้ว อย่างลึกซึ้งและเฉียบขาดจนถึงกับสามารถ ชำระล้าง ส่วนลึกแห่ง สันดานของเขาให้เกลี้ยงเกลาจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ความเกลี้ยงเกลาจากความยึดมั่นถือมั่นที่ทำให้มีความรู้สึกเป็นตัวเราของเรา จนเกิดความรู้สึกว่า เราได้อย่างใจบ้าง เราไม่ได้อย่างใจบ้าง ตลอดจนความรู้สึกว่า เราอยู่ หรือ ของเราอยู่ เราตาย หรือ ของเราตาย ดังนี้เป็นต้น เมื่อกิเลสส่วนนี้หมดไปแล้ว คือไม่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกต่อไปแล้ว คนก็ถึงซึ่งความไม่ตาย นับว่าเป็นอานิสงส์สูงสุดของการถึงธรรมในที่นี้ เพราะถึงที่สุดของความทุกข์โดยประการทั้งปวง
Buddhadasa