น.101 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมาได้ กล่าวถึงประโยชน์และ อานิสงส์ของการถึงธรรมไว้ในลักษณะต่าง ๆ กัน ขอให้ สังเกตดูจนเห็นว่าประโยชน์หรืออานิสงส์เหล่านั้น ล้วนแต่ เป็นเรื่องสำหรับปัจเจกชน ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของสังคม เลย และแม้เรื่องของปัจเจกชนเหล่านั้น ก็กล่าวเฉพาะเรื่อง
น.102 ที่เป็นไปในชีวิตธรรมดาสามัญ เรื่องที่จะต้องใช้ปฏิบัติใน ชีวิตประจำวันของคนธรรมดาสามัญ ยังไม่ใช่เรื่องของการ ครองชีวิตชั้นประเสริฐ ยังเป็นเพียงที่เรียกกันว่า Normal Life ยังไม่ใช่ Holy Life ยังไม่ได้กล่าวถึงการละกิเลสโดย ตรง เพียงแต่กล่าวถึงการขจัดปัญหาที่ขัดข้องในชีวิตประจำ วันเท่าที่เห็นว่าจำเป็น เช่นคนเราจะต้องมีความสดชื่น แจ่มใสเป็นพื้นฐาน จะต้องทำการงานในหน้าที่ของตนให้ ประสบความสำเร็จและอาจจะหาความสุขได้จากการงานนั้น เอง และสามารถควบคุมสิ่งสวยงาม ซึ่งเป็นเหตุให้มนุษย์ ตกลงสู่ความมืดมัวไม่สดชื่นแจ่มใสเป็นต้น ทั้งนี้โดยถือหลัก ว่า ปัญหาสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไปนั้น ไม่มีอะไรมาก ไปกว่าคำเพียง ๓ คำ คือ เรื่องกิน เรื่องกาม และ เรื่อง เกียรติ หรือ เรียกง่ายๆ ว่า สาม ก. คือ กิน กาม เกียรติ มนุษย์ตามธรรมดา ประกอบการงานด้วยความเหนื่อยยาก ลำบากก็เพื่อสิ่งทั้งสามนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรมากหรือสูงไปกว่า สาม ก. นี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องขจัดปัญหาเกี่ยวกับสิ่ง ทั้งสามนี้ ให้เสร็จสิ้นไปเสียชั้นหนึ่งก่อน โดยหลักใหญ่ ๆ
น.103 ก็คือ ให้รู้จักประกอบการงานให้สำเร็จ มีความสุขอยู่ในตัว การงานนั้นเอง แล้วก็ไม่ลุ่มหลงผลที่เกิดขึ้นมาจากการ ประกอบการงานสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน หรือเรื่องกาม หรือเรื่องเกียรติก็ตาม ทีนี้เราก็มาถึงปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งที่มองไม่เห็น ตัว เช่นโชคลางเป็นต้น ซึ่งมันก็เนื่องกันอยู่กับการแสวงหา ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติอีกนั่นเอง ยิ่งลุ่มหลงใน เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติมากเท่าไร ก็จะยิ่งสะเพร่า และงมงายในเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นตัวมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น จึงถือว่าเป็นสิ่งที่คู่กันจะต้องสะสางปัญหาพร้อมกันไป โดย ไม่มีทางที่จะแยกออกจากกัน ต่อเมื่อเราสะสางปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้หมดสิ้น จึงจะมาถึงปัญหาที่สูงขึ้นไป กล่าวคือ ปัญหาของการมีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ หรือที่เรียกว่า Holy Life นั่นเอง เกี่ยวกับข้อนี้ไม่จำเป็นจะต้องระบุว่าเป็น ฆราวาสหรือเป็นบรรพชิต เพราะว่าการถึงธรรมนี้เป็นเรื่อง ทั้งของฆราวาสและของบรรพชิตดังที่กล่าวแล้วข้างต้น หรือ ข้อเท็จจริงที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือฆราวาสก็มีชีวิตอย่างประเสริฐ
น.104 ได้ตามแบบฆราวาส บรรพชิตก็มีชีวิตอย่างประเสริฐได้ตาม แบบของบรรพชิต และเมื่อกล่าวโดยหลักใหญ่ ๆ แล้วย่อม เป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือ มีความรู้ความเข้าใจต่อสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้อง จนประพฤติถูกต่อสิ่งทั้งปวง นั่นเอง และการกระทำอย่างนั้นเพียงอย่างเดียวย่อมเป็น การป้องกันไม่ให้เกิดกิเลสขึ้นด้วย และเป็นการละกิเลส ที่เกิดขึ้นแล้วด้วย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็กล่าวว่า บรรดา กิเลสที่อยู่ในระดับที่อาจจะเกิดได้เป็นปกติ นั้นก็ไม่อาจจะ เกิดขึ้นได้ และกิเลสประเภทที่สูงขึ้นไปที่จะเกิดภายหลังกิเลส ตามปกตินั้นก็ถูกตัดหนทางเสียโดยสิ้นเชิงแล้ว ดังนั้นในการบรรยายครั้งที่ ๘ นี้ จักได้กล่าวถึง อานิสงส์ของการถึงธรรมในระดับที่สูงขึ้นไป ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น แบบแห่งการครองชีวิตชั้นประเสริฐ คือ เป็นไปเพื่อความหมดจด สิ้นเชิงแห่งกิเลสเป็นลำดับ ๆ ไป และในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความเข้าใจธรรมชาติ อย่างถูกต้องจนสามารถเอาชนะธรรม- ชาติได้ว่า นี้เป็นอานิสงส์ของการถึงธรรมในขั้นนี้ สิ่งที่ เรียกว่าธรรมชาติที่เราจะต้องรู้จักก่อนกว่าสิ่งอื่นทั้งหมดก็คือ
น.105 สิ่งที่เรียกว่า โลกธรรม โลกธรรม คำนี้แปลว่า ธรรมสำหรับ โลก แต่อาจจะมีความเข้าใจผิดไปได้ว่าเป็นคำสั่งสอนสำหรับ โลกไป เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับภาษาบาลี ดังนั้นควรจะ ถือเอาคำแปลเสียใหม่ให้ชัดเจนว่า โลกธรรม คือธรรมชาติ ที่จะต้องมีอยู่ในโลกเป็นธรรมดา จนเรียกว่าเป็นธรรมดา ของโลกไป คำว่า ธรรม ในกรณีนี้ แปลว่าธรรมดาหรือจะ แปลว่าธรรมชาติก็ได้ หมายความว่าเป็นสิ่งที่ต้อง เกิด อยู่ ธรรมดา คือ มันต้องมีอย่างนั้น มันจักไม่มีเป็นอย่างอื่น สิ่งที่เรียกว่าโลกธรรมนี้มีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้น คือการ ได้ตรงตามที่ต้องการนี้อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งคือการ ไม่ได้ตรงตามที่ต้องการ แม้ว่าในอย่างหนึ่ง ๆ นั้นจะมีวัตถุ ที่เป็นตัวเรื่องถึง ๔ อย่าง คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ดังนี้ก็ตาม แต่ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน รวมกันเป็นสิ่ง ที่ได้ตามต้องการ หรือไม่ได้ตามที่ต้องการ แล้วแต่กรณี ถ้าได้ตามที่ปรารถนาก็เป็นโลกธรรมฝ่ายที่ทำให้ดีใจหรือฟูขึ้น ถ้าไม่ ได้ตามที่ปรารถนาก็ตรงกันข้ามคือทำให้เสียใจหรือแฟบ ลง ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับโลกธรรมก็ไม่มีอะไรนอก
น.106 ไปจากการฟูๆ แฟบๆเหมือนกันไปหมดทั้งที่อารมณ์จะต่างกัน และมีอยู่มากมายเหลือที่จะนับได้ และเรื่องทั้งหมดนั้นก็ไม่มี อะไรมากไปกว่าเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติอีกนั่นเอง ฉะนั้น ถ้าใคร ๆ สามารถควบคุมตนเองไม่ให้ฟูหรือแฟบไป ตามอำนาจของเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติได้แล้ว ก็ ย่อมจะกล่าวได้ว่า เขาเอาชนะโลกธรรมได้ในระดับสูงทีเดียว และนับว่าเป็นผู้มีชีวิตในชั้นประเสริฐคือสูงกว่าระดับธรรมดา ของมนุษย์ไม่ต้องหนี โลกไปทางไหน แต่อยู่ในโลกนี้ด้วยชัย ชนะ ไม่อยู่ด้วยความพ่ายแพ้เหมือนคนทั่วไป เขาจึงมีความ ประเสริฐกว่าคนทั่วไปและความหมายของคำว่าชีวิตประเสริฐ ก็อยู่ที่ตรงนี้เอง คนทั่วไปจะต้องมีอาการฟูๆ แฟบ ๆ คนที่มี ชีวิตประเสริฐ ย่อมอยู่เหนือ ความ ที่จะต้องเป็น อย่างนั้น คือมี ความเกษมจากการที่จะต้องฟูๆ แฟบๆ นี้ จัดว่าเป็นการเอา ชนะธรรมชาติของกิเลสได้อย่างหนึ่งทีนี้ธรรมชาติข้อถัดไปที่จะ ต้องทราบก็คือลักษณะของสิ่งทั้งปวง คือสิ่งทั้งปวงที่เราเรียก กันว่าโลกและหมายความถึงทุกๆโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกที่เกี่ยว กับกามหรือเป็นโลกที่ไม่เกี่ยวกับกามก็ตาม ลักษณะที่เป็นจริง
น.107 ในที่นี้หมายถึงการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไป ซึ่งเมื่อ นำมาต่อกันเข้าทั้งสามอย่างแล้ว ก็เรียกว่าความเปลี่ยนแปลง เป็นความเปลี่ยนแปลงเรื่อยหรือไหลเรื่อยไม่มีหยุดและไหลไป ตามกฎเกณฑ์ของมันเองด้วย ไม่ยอมรับรู้ในความอยากหรือ ความต้องการของใครทั้งหมด แต่ถ้ามีสติปัญญาถึงที่สุดแล้ว ก็จะเห็นได้แน่ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจาก ความเปลี่ยนแปลงที่กำลัง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ตามปัจจัย ของมัน และตามกฎเกณฑ์ของมันอย่างตายตัว ถ้าไม่มีความ รู้เท่าทันโลกในข้อนี้ ก็จะพลอยมีอาการไหลเรื่อยเปื่อยไป ตามโลกด้วย นั่นแหละ คือการล้ม หรือการลุกซ้ำๆ ซากๆ ไปตามโลกธรรม เป็นการล้มลุกคลุกคลานที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเป็นผู้รู้เท่าทันก็ตรงกันข้าม คือไม่ต้องไหลไปตามโลก ไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานไปตามโลกธรรม แต่มีความสงบสุข และสดชื่นอยู่ได้ด้วยการที่มีเนื้อมีตัวเป็นธรรม เป็นผู้รู้โดย แจ่มแจ้งว่า โลกนี้เป็นอย่างไร และเราจะต้องปฏิบัติต่อโลก ซึ่งมีสภาพเช่นนี้ในลักษณะอย่างไร แล้วก็เป็นผู้มีลักษณะ อาการของบุคคลผู้อยู่เหนือโลกไม่ใช่จมอยู่ในโลกเหมือนกับ
น.108 คนทั้งหลาย และยังจะสามารถช่วยเหลือผู้เข้ามาเกี่ยวข้องให้ เป็นอย่างนั้นได้ด้วย ซึ่งเป็นการแสดงถึงลักษณะของความ ประเสริฐที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ตลอดเวลาที่ยังไม่เห็นธรรมข้อนี้ มนุษย์เราก็ยังจมโลกอยู่เรื่อย เมื่อจมโลกอยู่ก็ย่อมไม่ถึงธรรม นี้เป็นของธรรมดา ความประเสริฐหรือความพิเศษมีอยู่ในข้อ ที่ว่า คนจมอยู่ ในโลก นั่นแหละ จะขึ้นมา จากโลกได้ อย่างไร ? หรือว่าคนที่จมโลกอยู่นั้น จะถึงธรรมได้อย่างไร ? ข้อนี้ย่อม เกี่ยวกับคุณสมบัติของคน ๆ นั้นด้วย สำหรับ คุณสมบัติ ของ ธรรมนั้น ไม่เป็นที่สงสัยหรือไม่มีข้อที่ควรสงสัยอีกต่อไปแล้ว คือ ธรรมย่อมมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำให้ คนข้ามขึ้นมา จากโลก ได้ แต่คุณสมบัติของคนที่จะทำตนให้ลุ ถึงธรรมนั้นยังเป็นปัญหา อยู่ พวกเราทั้งหลายก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แล้วเราจะตะเกียก ตะกายกัน อย่างไร จึงจะข้ามขึ้นจากโลก และถึงธรรมได้ คำตอบมีอยู่อย่างคล้ายกับจะเป็นกำปั้นทุบดิน แต่โดยที่แท้ แล้วหาใช่กำปั้นทุบดินไม่ คือคำตอบที่ว่าเราต้องดูที่โลกนั้น เอง จนกระทั่งเห็นธรรม ไม่ว่าจะดูที่โลกธรรมหรือจะดูที่ โลกก็ตาม ความหมายย่อมเป็นอย่างเดียวกัน คือดูจนให้รู้
น.109 ว่าเราจมอยู่ในสิ่งเหล่านั้นในสภาพอย่างไร ส่วนที่จมอยู่นั่น แหละเป็นโลก ส่วนภาวะที่เป็นธรรมนั้น คือ ตรงกันข้าม คือ ภาวะที่ไม่จมอยู่ในโลกหรือส่วนที่ไม่จมอยู่ในโลก เดี๋ยว นี้เรามองไม่เห็นทั้งความจมโลกและความไม่จมโลก เป็นการ ไม่เห็นโดยประการทั้งปวง ไม่เห็นทั้งโลกไม่เห็นทั้งธรรม มี อาการเหมือนปลาอยู่ในน้ำไม่เห็นน้ำ จึงไม่รู้ทั้งเรื่องน้ำ และ เรื่องบก ปลามนุษย์ที่จมโลกอยู่นี้ ก็เหมือนกัน จะต้องดู ให้เห็นน้ำคือโลก และเห็นการจมน้ำคือจมโลกของตัวเอง จน กระทั่งเห็น เป็นภาวะ ที่น่าเวทนาสงสาร หรือ ทนทรมานจึงจะ การทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง ก็หมายความว่า เห็นภาวะที่ เรียกว่าเห็น ข้อนี้หมายความว่า เมื่อเห็นภาวะอย่างนั้น เป็น ตรงกันข้ามด้วย และอยากเป็นอยู่ในภาวะที่ตรงกันข้าม โดย เนื้อ แท้ แล้วไม่มีใครในโลก ชอบ หรือ อยาก จะ ทนทุกข์ ทรมาน เดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกว่า การจมโลกเป็นความทรมานจึงไม่ เคยฝันถึงการข้ามขึ้นจากโลกไปสู่ธรรม แล้วยังแถมมีความเข้า ใจผิดไปเสียอย่างใหญ่หลวงว่า ธรรมไปมีอยู่ในที่อื่น ใน ลักษณะอย่างอื่นโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลก หรือไม่อาจจะหา
น.110 พบที่การจมโลกของตนนั่นเอง เมื่อกล่าวมาถึงข้อนี้ทุกคนควรระลึกถึงพระพุทธภาษิตที่ ว่า " โลกก็ดี มูลเหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี หน ทางปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ" ดังนี้ เมื่อ กล่าวโดยเจาะจงย่อมกล่าวได้ว่า การถึงธรรมก็คือการเห็น ความจริงสี่ประการนี้ คือเห็นความจริงของโลก ของเหตุ ให้เกิดโลก ของความดับสนิทของโลก และของหนทางให้ ถึงความดับสนิทของโลก จงสังเกตดูเถิดว่าไม่มีอะไรนอกไป จากโลก มันมีอะไร ๆ ที่ล้วนแต่เกี่ยวกันอยู่กับโลกทั้งนั้น และแถมยังมี รวมกันอยู่ในที่แคบ ๆ คือกาย ที่ยาว ประมาณวา หนึ่งนี้เท่านั้น ในกายนั่นเอง ดูเหลี่ยมหนึ่งก็เห็นโลก ดู เหลี่ยมหนึ่งก็เห็นมูลเหตุให้เกิดโลก ดูอีกเหลี่ยมหนึ่งก็เห็น ความดับสนิทของโลก ดูอีกเหลี่ยมหนึ่งก็เห็นหนทางปฏิบัติ ให้ถึงความดับสนิทของโลก นี่แหละยิ่งทำให้เราเห็นอีกว่า ยังมีอาการที่เรียกว่า ปลาถึงน้ำหรือน้ำถึงปลาเกินไปก็ยิ่งมอง ไม่เห็นน้ำ จนกลายเป็นปลาที่ไม่มีความรู้เรื่องน้ำหรือเรื่อง
น.111 บกเสียเลย ถ้าเราจะมีอาการที่เรียกว่า ถอยตาให้ห่างออกมา เสียจากน้ำเพื่อให้เห็นน้ำกันเสียบ้าง นั่นแหละจะเป็นอุบาย วิธีที่จะทำให้ถึงธรรมได้โดยง่าย คืออย่าจมอยู่ในโลกธรรมจน ถึงกับมองไม่เห็นโลกธรรม อย่าจมอยู่ในโลก คืออารมณ์ทั้ง ๖ จนถึงกับมองไม่เห็นโลกเสียเลย ถอยออกมาเสียนิดหนึ่งและ ชั่วเวลานิดหนึ่งเท่านั้นก็จะพบ อาทิพรหมจรรย์ คือเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์ หรือการปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงธรรม แล้วหลัง จากนั้นเรื่องต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี เพราะการจับฉวยเอา เงื่อนต้นที่ถูกต้องได้ แล้วก็จะมีการถึงธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที จนกระทั่งถึงที่สุด คือความมีจิตใจอยู่เหนือโลกโดยประการ ทั้งปวง โลกจะกำลังไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปอย่างไรก็ตาม แต่ เราก็หาได้รวมอยู่ในเกลียวนั้นและไหลเรื่อยไปตามโลกด้วยแต่ ประการใดไม่ โลกคงไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปตามประสาโลก ส่วนผู้ที่ถึงธรรมหรือ จิตของผู้ที่ถึงธรรม นั้นย่อมปลีก ออกมา ได้เสมอ และคล้าย ๆ กับว่ายืนดูโลกอยู่ข้าง ๆ เกลียวนั่นเอง เหมือนคนที่ยืนดูเขาหัวเราะและร้องไห้อยู่ โดยที่ตัวเองหา ต้องหัวเราะหรือร้องไห้ไม่ แต่อยู่ด้วยความเกษม หรือความ
น.112 สงบสุขที่แท้จริง โลกธรรมทั้งปวงนั้นเหมือนเหยื่อ ตัณหา คือความอยาก ตัณหาหรือความอยากของคนนั้น คือความ อยากที่จะกินเหยื่อ ทั้งนี้เพราะไม่รู้ว่าเหยื่อนั้นคืออะไร เห็น ไปแต่ในทางเป็นที่น่ารัก น่าปรารถนาไปเสียทั้งนั้น ไม่ว่า จะเป็นเหยื่อในเรื่องเกียรติ ก็ล้วนแต่น่ารักน่าปรารถนา อย่างยิ่งไปหมด จึงอยากจะกินจนไม่รู้ว่าจะอยากอย่างไร และ จะโจนลงไปกินจนไม่รู้ว่าจะกินอย่างไร อาการที่เรียกว่าน้ำถึง ปลาเกินไปจนมองไม่เห็นน้ำจึงได้เกิดขึ้น การถึงธรรมในอัน ดับแรกก็คือมีสติสัมปชัญญะในการที่จะไม่ให้ความอยาก หรือ ความปรารถนาครอบงำมากเกินไปดังที่กล่าวแล้ว ครั้นแล้ว จึงต้องการธรรมะในอันดับที่สอง คือปัญญาให้เข้ามาช่วยดู อีกว่านี่มันคืออะไร ถ้าปัญญาของเขาเป็นธรรมเพียงพอก็จะ พอดูออกว่า มันเป็นเหยื่อซึ่งซ่อนเบ็ดคือความทุกข์ไว้ข้าง ใน เมื่อเห็นดังนั้นเกลียวหรือกระแสแห่งความอยากก็จะหยุด ไป แม้จะเหลียวไปทางไหน ๆ ก็ล้วนแต่ไม่หลงไปกินเหยื่อ เข้า นี่แหละคืออาการที่เรียกว่า "คนถึงธรรม ธรรมถึง
น.113 คน" ในขั้นนี้คือขั้นที่จะมี Holy Life หรือชีวิตอันประเสริฐ แม้ในระยะเริ่มแรก เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ จักไม่ เป็นปัญหาเกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะจิตได้ข้ามไปปรารถนาหรือ พอใจที่ความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของธรรม โดยแท้ นับว่าเป็นอันดับแรกที่ย่างเข้าไปสู่อาณาจักรของ ความ สะอาด สว่าง สงบ ได้ด้วยการกระทำอย่างนี้
Buddhadasa