Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๗ — ธรรมช่วยให้ชนะสิ่งที่มองไม่เห็นตัว (ต่อ)

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.88 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายเรื่อง "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ครั้ง ที่ ๗ นี้ จักได้กล่าวถึงอานิสงส์ ของการถึงธรรมที่ช่วยให้ เราสามารถเอาชนะความกลัวต่อสิ่งที่ไม่เห็นตัว ต่อจากที่ ค้างไว้แต่วันก่อน คือการนำเรื่องความกลัวมากล่าวในที่นี้ ก็เพื่อจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงสองอย่างพร้อมกันไป

น.89 คือความกลัวนี้เป็นเหตุแห่งความทุกข์ด้วย และเป็นการ แสดงความงมงายของจิต ซึ่งนับว่ายังต่ำเกินไป กว่าที่จะ เรียกว่า อ า ร ย จิ ต หรือ อ า ร ย ช น ได้ด้วย คนที่ถึงธรรมต้องไม่มีทั้งความทุกข์ และไม่มีทั้งความ งมงาย ดังนั้นอย่างน้อยจึงต้องไม่มีความกลัวในระดับนี้ คือ ในระดับที่เรียกว่ากลัวอย่างงมงาย ไปกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นตัว อย่างงมงาย ซึ่งเป็นนิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป เป็นสิ่งที่ไม่มีในหมู่พระอริยเจ้าหรือเป็นที่รังเกียจของพระ อริยเจ้า นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ดีๆ เพื่อจะ เข้าใจเรื่อง "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ได้อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ เท่าที่กล่าวมาแล้ว ได้แสดงให้เห็นว่าความกลัวเป็น โมหะ เป็นความงมงาย เป็นลักษณะของความป่าเถื่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าได้เข้าใจเอาง่าย ๆ ว่า ความไม่กลัวเป็น สิ่งที่ไม่งมงายหรือไม่ป่าเถื่อน เพราะว่าความไม่กลัวอาจจะ เป็นเพียงความบ้าบิ่นชนิดหนึ่งก็ได้ หรือเป็นสติปัญญาที่ ถูกต้องสมบูรณ์ก็ได้เช่นเดียวกันกับความกลัว คือความกลัว

น.90 ที่ประกอบไปด้วยสติปัญญาหรือความฉลาดในการป้องกันตัว เป็นต้นก็ยังมี และยังมีชื่อธรรมะที่คล้ายกัน เช่น หิ ริ และ โอตัปปะ ซึ่งแปลว่าละอายบาปและกลัวบาป คำว่ากลัวบาป ในที่นี้มิใช่เป็นการกลัวอย่างกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นตัวดังที่กล่าว มาแล้ว เช่นกล้วนรกอย่างคาดคะเนเอาอย่างนี้เป็นต้น แต่ ว่าเป็นความกลัวสิ่งที่ยิ่งกว่ามองเห็นตัวและเป็นความรู้ที่ถูก ต้องของสติปัญญา เพราะได้รู้และได้เห็นอยู่โดยประจักษ์ว่า บาปนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงเป็นความกลัวคนละอย่างหรือ ต่างกัน คือเป็นความกลัวที่ ไม่งมงายนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้น ก็พึงทราบไว้ล่วงหน้าด้วยว่า เมื่อ " คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" โดยแท้จริงแล้ว บาปก็เป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย ไปพร้อมกันเช่นเดียวกับบุญ สำหรับความกลัวที่ต้องการให้ท่าน ทั้งหลายสนใจใน ที่นี้เป็นพิเศษ ก็คือความกลัวอย่างงมงายที่ทำคนเราให้เป็น ทุกข์อย่างเปล่า ๆ ปลี้ ๆ และทำให้เขาอยู่ต่ำเกินไปกว่าที่จะ จัดเข้าในหมู่ของพระอริยเจ้าได้ สำหรับความไม่กลัวอย่าง งมงายหรือความบ้าบิ่นนี้ หมายถึงความไม่กลัวที่มีมูลมาจาก

น.91 โมหะ และจะยิ่งเป็นลักษณะของความป่าเถื่อนยิ่งไปกว่า ความกลัวเสียอีก นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวังให้ดีเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นก็จะเกิดความเข้าใจผิดชนิดที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งได้ ตัวอย่างที่จะเปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีอยู่ เช่น พระอรหันต์ไม่มีความกลัวตาย เพราะหมด ความรู้สึกว่ามีตัวตนสำหรับจะอยู่ หรือจะตาย แต่คนบ้าบิ่น นั้นไม่กลัวตายเพราะมีตัวตนจัด เช่นมีอะไรมาทำให้เมาเกียรติ หรือเมาความมีตัวตนอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อหลงใหลในเกียรติ ทำนองนี้ก็ไม่กลัวตาย หรือว่าโจรใจร้ายมีนิสัยอำมะหิตแข็ง กระด้างด้วยทิฏฐิมานะก็ไม่กลัวตาย หรือแม้ที่สุดแต่สัตว์ เดรัจฉานบางชนิดที่มีอัสมิมานะจัดหรือมีความรักลูกของตัว เป็นต้น ซึ่งเป็นอัสมิมานะสองซ้อน ก็อาจจะต่อสู้กันเอง หรือต่อสู้กับมนุษย์โดยไม่กลัวตายดังนี้เป็นต้น ทำให้เราเห็น ได้ว่าฝ่ายหนึ่งเช่นพระอรหันต์ไม่กลัวตาย เพราะถึงธรรม โดยสมบูรณ์ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามไม่กลัวตายเพราะไม่ ถึงธรรมเลย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจะถือเอาอากัปกิริยาว่าไม่ กลัวตายเป็นประมาณอย่างเดียวไม่ได้ การถึงธรรมจะต้อง

น.92 มีลักษณะแห่งการถึงธรรมอยู่อย่างถูกต้องเสมอไป เมื่อ ได้กล่าวถึงความกลัวต่อสิ่งหรือต่อโลก ที่มองไม่เห็นตัวมาดังนี้ แล้ว ก็ควรจะได้กล่าวถึงความหวังหรือความรักต่อสิ่งที่มอง ไม่เห็นตัว โดยทำนองเดียวกันไปเสียในคราวเดียวกัน เพื่อให้ทราบว่าในบรรดาสิ่งที่มองไม่เห็นตัวนั้นเป็นที่ตั้งทั้งแก่ ความกลัว และแก่ความรัก หรือความหวัง เช่นกลัวนรก แล้วก็ไปรักหรือหวังต่อสวรรค์ เพราะความเป็นโลกที่งดงาม ตรงกันข้ามจากภาวะที่น่ากลัว ความกลัวเป็นความงมงาย อย่างไร ความรักหรือความหวังในกรณีเช่นนี้ก็เป็นความ งมงายอย่างนั้น หากแต่ว่าเป็นไปในสิ่งที่ตรงกันข้ามและเป็น ความงมงายที่ละเอียดหรือลึกซึ้งสองซ้อนเท่านั้นเอง ความ กลัวต่อนรกอย่างงมงาย ทำให้ทำสิ่งที่เป็นป่าเถื่อนได้อย่างไร ความหวังต่อสวรรค์อย่างงมงายก็ทำให้ทำสิ่งที่เป็นป่าเถื่อนได้ อย่างนั้น คนที่ถึงธรรมจึงไม่มีทั้งความกลัวและไม่มีทั้งความ หวัง แม้ต่อสิ่งหรือต่อโลกที่มองไม่เห็นตัวดังกล่าวแล้ว ถ้า จะมีความหวังก็ต่อภาวะเหนือโลก คือความมีจิตใจอยู่เหนือ โลก ซึ่งหมายถึงความไม่หวังจะได้อะไร ๆ จากโลก เมื่อ

น.93 ไม่หวังจะได้อะไรจากโลก หรือไม่หวังจะเป็นอะไรในโลก ก็ตาม ก็ไม่มีความกลัวหรือความหวังไม่ว่าในลักษณะอะไร ๆ ในกรณีที่เกี่ยวกับโลก ไม่มีความหวั่นไหวหรือเปลี่ยนแปลง ไปตามโลก เพราะได้กลายเป็นธรรมหรือมีเนื้อมีตัวเป็นธรรม ไปเสียแล้ว เรียกว่าเป็นผู้หมดปัญหาที่เกิดมาจากสิ่งที่มอง ไม่เห็นตัว ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกอื่น คือปัญหาที่เกิดขึ้น ปรารภเรื่องหลังจากตายแล้วทั้งนั้น ปัญหาต่าง ๆ จึงไม่มี ในเรื่องที่เกี่ยวกับโชคลาง เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ เกี่ยวกับ เทวดาอารักษ์ หรือแม้ที่สุดแต่ที่เกี่ยวกับนรกหรือสวรรค์ เหมือนคนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ผู้ที่ถึงธรรมหรือมีความ เข้าใจเรื่องการถึงธรรม ย่อมมีความขยะแขยงต่อบุคคลที่ยัง กลัวเรื่องโชคเรื่องลาง เรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องเทวดาอารักษ์ หรือแม้แต่นรกสวรค์หลังจากตายแล้ว เพราะมันเป็นเรื่อง สำหรับเด็กอมมือมากเกินไป แต่ก็ไปเห็นเป็นเรื่องจริงจัง หรือเรื่องใหญ่เรื่องโตไปได้เพราะความงมงาย หรือเพราะ การไม่ถึงธรรมนั่นเอง

น.94 ความรู้หรือความเชื่อเรื่องโชคเรื่องลางเป็นต้นนี้ เป็นพินัยกรรมหรือมรดกของคนที่เคยงมงายมาแต่กาลก่อน มอบหมายเอาไว้ให้แก่กันและกันสืบมาโดยไม่รู้ขาดสาย เพราะ ยังมีความงมงายอย่างเดียวกันหรือเท่า ๆ กัน ไม่ยิ่งหย่อน กว่ากัน ไม่ว่าของคนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว หรือของคนใน วันนี้ล้วนแต่เป็นความงมงายในเรื่องของสิ่งที่มองไม่เห็นตัว โดยเท่ากัน ลักษณะหรือภาวะที่เรียกกันว่ามองไม่เห็นตัวนี้ เป็นสิ่งที่ได้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมายในโลก ถ้าการสาง ปัญหานั้นเดินไปผิดทางก็ไปอยู่ในรูปของความงมงาย หรือ ลัทธิที่งมงาย ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมที่ งมงาย และบางอย่างเป็นไปอย่างแรงกล้า ถึงขนาดที่จะ ถูกยกย่องว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะศักดิ์สิทธิ์มากหรือศักดิ์- สิทธิ์น้อยก็ขึ้นอยู่กับความงมงายนั้น ๆ แต่ถ้าการสางปัญหา นั้นเดินมาถูกทาง เรื่องก็เป็นไปในทำนองตรงกันข้าม คือ เกิดความรู้หรือคำสอนที่เป็นลัทธิที่ถูกต้องขึ้นมา เกิดขนบ ธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรมที่ถูกต้องขึ้นมา กระทั่ง เกิดเป็นศาสนาที่ถูกต้องขึ้นมา ละความงมงายเกี่ยวกับการ

น.95 ถือโชคลางหรือนับถือภูตผีปีศาจ และเทวดาอารักษ์เหล่านั้น เสียได้ มีผลเป็นความเกษม คือเกษมจากความกลัวชนิดที่ กล่าวมาแล้วอย่างยืดยาวนั่นเอง ทำให้เราเห็นได้ว่าอย่างแรก เป็นการไกลจากธรรม หรือ ไกลจากการถึงธรรมยิ่งขึ้น ทุกที จนถึงกับเรียกว่าเป็นหลักต่อที่ฝังแน่นอยู่ในวัฏฏะ คือไม่มี วี่แววแห่งการถึงธรรมนั่นเอง ส่วนอย่างหลังนั้นเป็นการ ถึงธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที จนกระทั่งถึงระดับสูงสุด จึงได้ มีการรู้สึกในทำนองที่ว่า การถือโชคลางเป็นต้นนั้นเป็น เรื่องของเด็กอมมือ ดังที่กล่าวแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้เราจะ ต้องสังเกตดูที่ตัวเราเอง หรือที่กว้างออกไปหน่อย ก็คือ ที่พวกเราเอา หรือที่กว้างมากไปกว่านั้นอีกก็คือที่มนุษย์เรา นี่เอง เราจะต้องดูในแง่ที่ว่าถึงธรรมมากน้อยเท่าไร โดยดู จากการที่เรายังถือโชคถือลางอยู่มากน้อยเท่าไรนั่นแหละ และ ดูจนกระทั่งเห็นความงมงายของตัวเราเองด้วย จนกระทั่ง เกิดความละอายขึ้นมาในเมื่อรู้สึกว่า มันยังมีการถึงธรรม น้อยเกินไปจนต้องได้รับความทุกข์ชนิดที่สัตว์เดรัจฉานไม่ ต้องได้รับ กล่าวคือความทุกข์ที่เกิดมาจากการถือโชคถือลาง

น.96 โดยเฉพาะผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักศึกษา บางคนแม้แต่ สมัยปัจจุบันนี้ก็ยังถือโชคถือลาง และยิ่งถือโชคถือลางมากยิ่ง ขึ้นไปกว่าบรรพบุรุษในยุคโบราณเสียอีก จะยกตัวอย่างที่เห็น ได้ง่าย ๆ เช่นเลข ๑๓ ซึ่งบรรพบุรุษของเราไม่เคยถือว่า เป็นเลขที่นำมาซึ่งโชคร้าย ก็แปลว่าท่านเหล่านั้นยังถือโชค ถือลางอยู่ในวงแคบ แต่ลูกหลานในปัจจุบันก็เพิ่มโชคลาง เรื่องเลข ๑๓ ขึ้นอีกโดยลักษณะที่เรียกว่างมงายยิ่งไปเสียกว่า บรรพบุรุษ ที่ไปรับเอาลัทธินี้มาจากพวกงมงายพวกอื่นมา เพิ่มให้แก่ความงมงายของตัว และเมื่อทำอยู่โดยทำนองนี้ เรื่อย ๆไป ความงมงายจะเพิ่มมากขึ้นเท่ากับวันคืนที่ล่วง ไป ๆ มากขึ้น หรือมีการศึกษามากขึ้น มีการสังคมกว้าง ขวางมากขึ้น เขาได้เพิ่มสิ่งที่ทำให้สะดุ้งหวาดเสียวนอนหลับ ยากมีเพิ่มมากขึ้น ๆ ตามลำดับ ดังที่มีประจักษ์พยานปรากฏ ชัดอยู่ในข้อที่ว่า เรามีหมอดูมากขึ้น มีการกระทำพิธีรีตอง เกี่ยวกับโชคลางมากขึ้นแทนที่จะน้อยลง ข้อนี้ย่อมหมาย ความว่าอาณาจักรของความกลัวเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็นตัวได้ ขยายกว้างออกไปมากขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อกล่าวอีกทาง

น.97 หนึ่ง ก็คือไกลจากการถึงธรรมยิ่งขึ้น เป็นมนุษย์ที่งมงาย ต่อการถึงธรรมยิ่งขึ้น ไม่สมกับที่จะกล่าวว่าเป็นมนุษย์ในยุค ที่เจริญด้วยการศึกษาเลย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เราจะ ต้องมองให้เห็นมีอยู่ว่า การศึกษาของโลกโดยเฉพาะในโลก ปัจจุบันได้ตั้งรากฐานอยู่บนความอยากและความหวังในสิ่ง สวยงามหรือสิ่งศิลป เป็นความงามหรือความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย เมื่อความอยากหรือความหวังครอบงำแล้ว บุคคลก็ตกลงสู่ ความงมงายได้โดยทุกวิถีทาง เพราะอำนาจของความอยาก หรือความหวังอยู่เหนือสติปัญญาของมนุษย์โดยไม่รู้สึกตัว ความอยากหรือความหวังนั้น ทำให้มนุษย์สูญเสียความสำนึก ตัวหรือเสียดายความสมดุลย์ของสติปัญญา เมื่อสติปัญญา ไม่เป็นอิสระแก่ตัว แต่ตกอยู่ ใต้อำนาจความบีบคั้นของความ อยากหรือความหวังจนกลายเป็นไม่ใช่สติปัญญา คือกลาย เป็นความมืดมนธ์อย่างยิ่ง แต่อยู่ในรูปของสิ่งที่เรียกกันว่า สติปัญญา คือ เป็นแสงสว่างที่มืดมนธ์อย่างยิ่งนั่นเอง จึง ได้พ่ายแพ้แก่มายาของสิ่งที่มองไม่เห็นตัว ตัวอย่างเช่น มี

น.98 ความอยากหรือความหวังมากเกินไป คือมากจนไม่รู้ว่าจะ มากอย่างไร จึงทำให้เกิดความรู้สึกเป็นความพลาดหวังไป เสียหมด ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งปวงก็ได้เป็นไปตามกฎของมันเอง ตามธรรมดานั่นเอง คือมีผิดบ้าง ถูกบ้าง สำเร็จบ้าง ไม่ สำเร็จบ้าง แต่คนพวกนี้ก็เห็นเป็นความผิดหวังอยู่ตลอด เวลา มีสมหวังน้อยเกินไปอยู่ตลอดเวลาทำให้รอไม่ได้ คอย ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา จึงได้คิดนอกลู่นอกทางออกไปว่า จะ ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิเศษอยู่ในโลกที่มองไม่เห็นตัวอีกสักอย่าง หนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกันอยู่กับความสำเร็จ หรือความไม่สำเร็จ ของเรา จึงได้พลัดออกไปสู่โลกของความงมงายทั้งที่เป็น นักศึกษา มีความเจริญก้าวหน้าในเยี่ยงทางวัตถุอย่างสมบูรณ์ จนไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรอีกต่อไป ความงมงายได้เกิดขึ้น เกิด ขึ้นได้ หรือเข้ามาได้ เพราะอำนาจของสติปัญญาพ่ายแพ้ แก่อำนาจของความอยากหรือความหวังดังตัวอย่างที่กล่าวมานี้ ดังนั้นมนุษย์เราจึงไม่ได้ดีขึ้นในแง่ของการถึงธรรมยังคงหันเห ไปนอกทิศนอกทางของธรรม เดินไปตามทางของความ งมงายซึ่งมีอยู่มากมายเหลือที่จะกล่าวได้ เราจึงมีคนที่เป็น

น.99 โรคทางประสาทหรือทางจิตมากขึ้นกว่าเดิม เพราะความ ที่อำนาจของสติปัญญาพ่ายแพ้แก่อำนาจของความอยากและ ความหวัง จนพลัดตกไปสู่ความงมงายดังที่กล่าวแล้ว ที่ นอกไปจากนี้ก็ยังมีความงมงายชนิดที่นำสืบกันมาเป็นประเพณี ของชนเผ่านั้น ๆ หรือชาตินั้น ๆ ที่มีอยู่เป็นของประจำชาติ ถ่ายทอดกันมาด้วยการกระทำโดยไม่รู้สึก ตัวอย่างคนไทย เราพอจิ้งจกร้องก็สะดุ้ง ถ้าเผอิญมีอะไรเป็นไปในทางร้ายสัก นิดหนึ่งผสมรอยพร้อมกันพอดี ก็มีเรื่องมีราวมากถึงกับล้ม บ่วยเพราะความกลัว และยังมีเรื่องต่าง ๆ อย่างอื่นอีกมาก ลักษณะเช่นนี้มีอยู่ด้วยกันทุกชาติทุกภาษา เป็นความงมงาย ต้นทุนดั้งเดิมอยู่ด้วยกันทุกชาติทุกภาษา ครั้นการคมนาคม และสังคมก้าวหน้ายิ่งขึ้นอย่างในสมัยนี้ ก็มี โอกาสเพิ่มความ งมงายด้วยการแลกเปลี่ยนให้แก่กันและกันเพิ่มขึ้นเป็นหลาย เท่า แล้วแต่ว่ามีการคบค้าสมาคมเพิ่มขึ้นกี่ชาติกี่ภาษา สติ ปัญญามีกำลังน้อยไม่มีทางที่จะฟื้นตัวในโลกที่เต็มไปด้วยความ อยาก ความหวังและความกลัว อันเป็นปัญหาเกิดมาจากสิ่ง ที่มองไม่เห็นตัวดังกล่าวแล้ว

น.100 เราหวังอยู่แต่เพียงอย่างเดียวว่า เ มื่อไร คนถึงธรรม - ธรรมถึงคน" หายความงมงายและความป่าเถื่อนแล้ว ปัญหาเหล่านี้จึงจะหมดไป การถึงธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยขจัดปัญหานานาชนิด ที่เกิดมาจากสิ่งที่มองไม่เห็นตัว ดังกล่าวนี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต