น.75 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของ การถึงธรรมหลายประการ แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่างในทาง หนึ่ง ๆ หรือในแง่หนึ่ง ๆ เท่านั้น หาใช่เป็นการกล่าวถึง อานิสงส์โดยสิ้นเชิงไม่ เพราะว่าอานิสงส์ของธรรมหรือการ ถึงธรรมนั้น ย่อมอยู่ในหลักที่กล่าวกันว่า เหลือวิสัยที่จะ
น.76 กล่าวให้สิ้นเชิง หรือโดยรายละเอียดทั่วถึงได้ จึงได้แต่กล่าว เป็นหลักใหญ่ ๆ หรือพอเป็นตัวอย่างสำหรับสังเกตมากกว่า เว้นเสียแต่จะกล่าวอย่างกำปั้นทุบดินว่า ธรรมเป็นเครื่องดับ ทุกข์ หรือดับทุกข์โดยประการทั้งปวง ทั้งนี้เพราะว่าแม้ตัว มนุษย์นั่นเอง ก็หาได้รู้จักความทุกข์โดยสิ้นเชิงไม่ มิหนำซ้ำ ในบางกรณี เป็นทุกข์อยู่แท้ ๆ ก็หารู้สึกว่าเป็นทุกข์ไม่ และ มิหนำซ้ำในบางกรณีก็ยังยิ่งไปกว่านั้นอีก คือความทุกข์แท้ ๆ กลับเห็นเป็นความสุขไป และในกรณีทั่ว ๆ ไปนั้น มนุษย์ รู้จักแต่ความทุกข์ ไม่รู้จักต้นเหตุของความทุกข์นั้น และที่ ทั่ว ๆ ไปยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือ เรารู้จักมันแต่โดยตัวหนังสือ หรือโดยคำพูด หรือโดยพิธีรีตองไปเสียทั้งนั้น ฉะนั้น จึง ไม่สามารถจะดับทุกข์อย่างใดได้ ทั้งที่พร่ำพูดถึงความดับทุกข์ กันอยู่ทุกวัน และมีพิธีรีตองที่ปฏิบัติอยู่โดยมากเพื่อการดับ ทุกข์นั้น ๆ แต่แล้วก็หาผลอันใดมิได้ และกลายเป็นสิ่ง ที่น่าหัวเราะเยาะ หรือเป็นที่ล้อเลียนกันไปเสีย ทั้งหมดนี้ เป็นผลของการที่ไม่พยายามที่จะเข้าใจสิ่งซึ่งเรียกว่าความทุกข์ หรือมูลเหตุของมันโดยประจักษ์นั่นเอง และไม่รู้จักสิ่งที่แท้
น.77 วรเรียกว่าความทุกข์ แต่ไปแฝงอยู่ในชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น จนกลายเป็นของไม่น่ากลัวหรือไม่น่าสนใจไปเสีย มนุษย์เรา จึงแก้ปัญหาของตัวเองหรือของโลกในเรื่องนี้ไม่ได้ เมื่อแก้ ปัญหาส่วนตัวไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดถึงปัญหาส่วนรวม ดังนั้น ในวันแรก ๆ นี้ จึงได้พยายามชี้ให้เห็นปัญหาของความทุกข์ ที่เป็นประเภทส่วนตัว ให้เห็นในแง่ในมุมที่ต่าง ๆ กัน และ ที่ไปซ่อนเร้นอยู่ในชื่ออย่างอื่นอีกนั่นเอง และโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ที่เกี่ยวพันกันหลายซับหลายซ้อนซึ่งเป็นทางให้เข้า ใจได้ยาก เช่นเมื่อเราเป็นโรคทางทิฏฐิ คือ มีความเชื่อหรือ ความคิดเห็นวิปริต เราก็เป็นโรคทางจิตหรือทางประสาทได้ โดยง่าย และเมื่อเป็นโรคทางจิตหรือทางประสาทแล้ว ก็ เป็นโรคทางกายได้ง่าย ดังนั้น การบำบัดโรคทางกายจึงต้อง เพ่งเล็งถึงต้นตอของมัน คือ มูลเหตุทางจิตหรือทางวิญญาณ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้นด้วย เราจึงจะมีความแจ่มใสโดย ประการทั้งปวง และการเป็นโรคทางจิตหรือทางวิญญาณ นั่นเอง ทำให้ประกอบการงานไม่ได้หรือไม่สำเร็จ และทำ ให้รู้สึกว่า การงานนั้นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เลยกลายเป็นมนุษย์
น.78 ที่ปราศจากการงานไปในที่สุด นี้ก็มีมูลมาจากโรคทางวิญญาณ ซึ่งจะต้องเยียวยารักษาด้วยการถึงธรรมอย่างเดียวกัน นี่ เรียกว่าเป็นปัญหาที่เนื่องกันกับชีวิตโดยตรง หรือเป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นแก่สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต ชนิดที่ไม่อาจจะหลีก เลี่ยงได้สำหรับทุกคน ทีนี้ก็มาถึงปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นโดยอ้อม ทำไม จึงใช้คำว่า จำเป็นโดยอ้อม ซึ่งฟังดูแล้วก็น่าขัน ที่ถูกควรจะ กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่กลับไปกล่าวว่า จำเป็นโดยอ้อม ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลนิดเดียวคือ มนุษย์ไม่อาจจะหลีกเลี่ยง สิ่งที่ไม่จำเป็น และมิหนำซ้ำไปหลงใหลในสิ่งที่ไม่จำเป็น และทำให้เกิดมีความทุกข์ขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่จำเป็นนั้น ๆ มาก กว่าจากสิ่งที่จำเป็นเสียอีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือมนุษย์ สมัยนี้ที่กำลังได้รับทุกข์อยู่อย่างมากมายนั้น เนื่องมาจากสิ่งที่ ไม่จำเป็นหรือเรียกว่า จำเป็นโดยอ้อม ในที่นี้นั่นเอง ลอง พิจารณาดูในบ้านในเรือนเป็นเรื่องแรกก่อน ในบรรดาหมู่ คนที่เรียกว่าอยู่ดีกินดี และยังหวังที่จะอยู่ดีกินดียิ่งขึ้นไปอีก โดยไม่มีขอบเขต ยิ่งเป็นความนิยมของมนุษย์หรือของโลก
น.79 สมัยนี้ ก็จะยิ่งเห็นว่าในบ้านเรือนนั้น เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ จำเป็นหรือ จำเป็นโดยอ้อมนั้น อย่างที่จะประมาณมิได้ และ มีราคาแพงเหลือขนาด และทรัพย์สมบัติส่วนนั้นเองเป็นมูล เหตุแห่งความลำบากทุกข์ยากของเขา ยิ่งไปกว่าส่วนที่เป็นสิ่ง ที่จำเป็น มันเป็นเหตุให้เขาต้องคดโกงผู้อื่น และทำการแข่ง ขันแย่งชิงเบียดเบียนกัน จนเป็นวิกฤติการณ์ถาวรของโลก ในบรรดา สิ่งที่ก่อให้เกิด ความ ทุกข์แก่ มนุษย์ โดยไม่ จำเป็น อันมีอยู่มากมายหลายประเภทนั้น จะได้ยกเอามาให้ ดูเป็นตัวอย่างสักประเภทหนึ่ง คือประเภทสิ่งสวยงามหรือ ศิลปะ ซึ่งมีอำนาจครอบงำจิตใจมนุษย์อย่างยิ่งและลึกซึ้งอย่าง ยิ่ง จนมนุษย์ไม่สามารถจะควบคุมมันได้ เว้นไว้แต่จะได้มี การถึงธรรม หรือ มีเนื้อมีตัวเป็นธรรม พอสมควรเสียก่อน นี่แหละ คือทุกข์ภัยที่เหลือเฟือที่เกิดมาจากสิ่งเหลือเฟืออันไม่ จำเป็นอะไรแก่ชีวิตเลย แต่มากลายเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวง ขึ้นมาได้ ฉะนั้น เราจะต้องรู้จักแยกสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็น ออกจากกันให้ได้ แล้วควบคุมมันให้ได้ทั้งสองประเภท ตัว อย่างเช่น การกินอาหารที่จำเป็นเพื่อบำรุงร่างกายโดยเฉพาะ
น.80 นั้นประเภทหนึ่ง ส่วนการบริโภคสิ่งศิลปที่ประดิษฐ์ขึ้นให้ มีความงามทางรสเพื่อความเอร็ดอร่อยทางลิ้น อย่างไม่มีขอบ เขตนั้น เป็นอีกสิ่งหนึ่งต่างหาก หาควรจะเรียกว่าอาหารไม่ แต่เราก็ยังเรียกมันว่าอาหารอยู่ดี แล้วเราก็พากันบูชาอาหาร ปลอมนี้ยิ่งกว่าอาหารจริงเป็นไหน ๆ ที่แท้มันก็คือศัตรูของ มนุษย์นั่นเอง มนุษย์ยังเอาชนะมันไม่ได้อยู่เพียงใด มัน ก็ยังเป็นเครื่องทรมานมนุษย์อยู่เพียงนั้น ดังนั้นเราควรจะ มองเห็นอานิสงส์ของการถึงธรรมในข้อที่ว่า ทำให้เราสามารถ ควบคุมสิ่งสวยงามนี้ได้เป็นอย่างยิ่ง ทั้งหมดเท่าที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เพ่งเล็งไปในสิ่งที่เรามองเห็นตัวได้ทั้งนั้น ขอให้ พิจารณาดูให้เป็นอย่างดี สำหรับการบรรยายในครั้งที่ ๖ นี้ เราจะได้พิจารณา กันถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัวสืบต่อไป และพอเป็นตัวอย่างอีก ตามเคย และเราจะสรุปเรียกว่า "การถึงธรรมช่วยให้เรา เอาชนะภัยที่มองไม่เห็นตัว" เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัว หรือโลกที่มองไม่เห็นตัว ก็อยากจะให้นึกถึงสิ่งสามสิ่งพร้อม กันไปเลย เพื่อความเข้าใจง่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ นั่นก็คือ
น.81 คำว่า โลกนี้ โลกอื่น และ เหนือโลก คำว่า โลกนี้ ก็ คือสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏชัดแก่มนุษย์หรือเป็นวิสัยของมนุษย์ ทั่ว ๆ ไป ส่วนโลกอื่นนั้นเราหมายถึงส่วนที่ไม่ปรากฏแก่ มนุษย์ ยังอยู่ในความคาดฝันหรือคาดคะเน เป็นเรื่องที่ยิ่ง ไปกว่าโลกนี้และหลังจากการละโลกนี้ไปแล้ว เช่น ที่เรา เรียกกันว่า โลกหน้า หรือ โลกสวรรค์ โลกนรกดังนี้เป็นต้น แล้วแต่จะคิดเห็นหรือจะคาดฝันคาดคะเนไว้อย่างไร ส่วนคำ ว่าเหนือโลกนั้น หมายถึงความรู้ความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง จนไม่มีในโลกนี้หรือโลกอื่น ไม่มีความหมายเป็นโลกนี้หรือ เป็นโลกอื่นอีกต่อไป เพราะความเห็นโลกถูกต้องโดยประการ ทั้งปวง ว่าเป็นเพียงมายา ไม่มีโลกไหนที่น่าสนใจ หรือน่า ยึดมั่นถือมั่น นี่เรียกว่าเหนือโลก เมื่อเราแบ่งเรื่องทั้งหมด เป็นเรื่องโลกนี้ เรื่องโลกอื่น และเรื่องเหนือโลกดังนี้แล้ว เราก็สามารถเห็นได้เองทันทีว่า โลกที่มองไม่เห็นตัวนั้นก็คือ โลกอื่นนั่นเอง แต่ก็ยังไม่สูงขึ้นไปถึงเรื่องเหนือโลก เพราะ ว่าเรื่องเหนือโลกนั้นมันไม่ใช่โลก ดังนั้นเราจะได้พิจารณา กันถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัว และมีอยู่ในฐานะที่เป็นโลก เพราะ
น.82 ถ้าเราเอาชนะโลกชนิดนี้ยังไม่ได้ เราก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะ ความทุกข์ได้ และยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ เราไม่อาจจะเป็น พุทธบริษัทได้ เป็นได้แต่เพียงผู้มีชีวิตอยู่อย่างงมงายไปตาม เดิม ไม่อาจจะเรียกว่าถึงธรรมได้แต่ประการใด สำหรับคำว่างมงายในที่นี้ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการ พิจารณาอย่างละเอียด เพราะมันเนื่องกันอยู่โดยตรงกับคำว่า ป่าเถื่อน หรือที่เราเรียกกันโดยศัพท์โดยแสงว่าอนารยะ เช่น อนารยชนเป็นต้นในภาษาพูดธรรมดา หรือในหมู่ชนเหล่าอื่น ซึ่งไม่ใช่พุทธบริษัท อาจจะบัญญัติความหมายของคำว่า อนารยะ ไปในทางที่ว่าดุร้ายไร้การศึกษา หรือไร้มารยาท หรือโง่ทำอะไรไม่เป็น แต่ในทางพุทธศาสนานั้น เพ่งเล็งไป ในทางที่สูงกว่านั้น คือแม้จะไม่ดุร้าย แม้จะมีความรู้มีการ ศึกษามีมารยาทดี แต่ถ้ายังมีความงมงายเกี่ยวกับโลกที่มองไม่ เห็นตัวอยู่เพียงไรแล้ว ก็ยังเรียกว่า อนารยะ หรือ เป็นป่าเถื่อน อยู่เพียงนั้น และไม่จัดบุคคลชนิดนั้นไว้ในหมู่แห่งอารยชน เลย ต่อเมื่อไม่มีความงมงายในสิ่งเหล่านี้ถึงขนาดที่เรียกว่า ละสีลัพพตปรามาสได้ จึงจะถูกยกฐานะขึ้นอยู่ในหมู่อารยชน
น.83 ระดับแรก นี่แหละขอให้ลองเทียบเคียงดูเถิดว่า มาตรฐาน ตามทางธรรมหรือโดยเฉพาะตามทางพุทธศาสนานั้น ได้ เพ่งเล็งถึงระดับต่าง ๆ ของมนุษย์ในลักษณะเช่นไร และจะ ต้องอาศัยธรรมหรือการถึงธรรมสักกี่มากน้อย จึงจะยกตน ขึ้นสู่ระดับที่พ้นจากความเป็นอนารยะได้ ไม่ถูกประณามว่า ป่าเถื่อนอีกต่อไป สำหรับสิ่งที่มองไม่เห็นตัวหรือโลกที่มอง ไม่เห็นตัวก็ตาม โดยพื้นฐานแล้วย่อมมีมูลมาจากความกลัว กล่าวคือ ความกลัวนั่นเอง เป็นสิ่งที่ทำให้เรากังวลหรือ หวาดหวั่นต่อสิ่งที่มองไม่เห็นตัว นับตั้งแต่เรื่องโชค เรื่อง ลาง เรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องเทวดาอารักษ์ จนกระทั่งถึงเรื่อง นรกหรือสวรรค์ และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งถือกันว่า เป็นปัญหา ภายหลังจากตายแล้ว ดังนั้น เราควรจะได้พิจารณากันถึงสิ่ง ที่เรียกว่าความกลัวเป็นข้อแรกเสียก่อน ความกลัวเป็นกิเลส หรือเป็นผลของกิเลสประเภทโมหะหรืออวิชชา ดังนั้น มันจึง ทำอะไรได้มากมาย ไม่มีขอบเขต และมีลักษณะของความ งมงายเป็นเครื่องหมาย แต่สำหรับความฉลาดในการระมัด ระวังตัวนั้น ไม่ได้มีมูลมาจากโมหะหรืออวิชชา คือมีมูล
น.84 มาจากวิชชาหรือปัญญา ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับความ กลัวในที่นี้ ความกลัวทำให้คนนอนไม่หลับหรือถึงกับวิกล จริต แต่ความฉลาดในการระมัดระวังป้องกันตัวอย่างแท้จริง นั้น หาเป็นเช่นนั้นไม่ นี้เป็นข้อแรกที่จะต้องเข้าใจให้ถูก ต้องกันเสียก่อน ตัวอย่างเช่น คน ๆ หนึ่งเกิดความกลัวขึ้น มาเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็ไปหาหมอดูหรือหมอไสย- ศาสตร์ ส่วนอีกคนหนึ่งเมื่อระแวงในความเจ็บไข้ขึ้นมา ก็ไป ขอรับการตรวจสอบที่สถานตรวจสอบที่มีความเชี่ยวชาญใน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อเป็นดังนี้ ลองเปรียบเทียบกันดูเถิด ว่า ภายในจิตใจของเขาทั้งสองคนนี้ มีความแตกต่างกัน อย่างไร ความยังเป็นป่าเถื่อนหรือความเป็นอารยชนแล้วนั้น อยู่ที่ตรงไหน และสิ่งที่เรียกว่าความกลัวนั้นคู่กันกับอะไร และ ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือ ใครคนไหนอยู่ในฐานะที่อาจจะเข้า ถึงธรรมได้ และคนไหนยังอยู่ไกลเกินไป อันจะเป็นเหตุให้ เรามองเห็นได้ด้วยตัวเองว่า ธรรมกับความกลัวนั้นเป็น ปฏิปักษ์ต่อกันอย่างไร ความกลัวจะอยู่ในอาณาจักรของธรรม หรือว่าธรรมจะอยู่ในอาณาจักรของความกลัวได้หรือไม่ ความ
น.85 กลัวเป็นกิเลสประเภทโมหะดังที่กล่าวแล้ว ความหมดไป แห่งความกลัวโดยแท้จริงนั้น จะมีต่อเมื่อหมดกิเลสประเภท โมหะอีกนั่นเอง ดังนั้นเราจึงอาจจะกล่าวได้เลยไปถึงว่า พระอรหันต์พวกเดียวเท่านั้น ที่ละความกลัวได้ทุก ๆ อย่าง และโดยประการทั้งปวง แต่สำหรับมนุษย์ทั่วไปนั้นคงมุ่งหมาย เพียงละความกลัวเฉพาะประเภทที่งมงายเท่านั้น สำหรับ ความกลัวอันตรายโดยแท้จริงนั้น ตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นสัญชาต- ญาณ หรือเป็นผลของสัญชาตญาณ ดังนั้นการถึงธรรม ในระดับต้น ๆ จึงไม่สามารถจะละความกลัวชนิดนั้นได้ และ ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดก็คือข้อที่ว่า คนธรรมดาสามัญเป็น ทุกข์เพราะความกลัวประเภทงมงายอย่างเดียวเท่านั้น ความ งมงายของมนุษย์นั่นเองทำให้มนุษย์รู้จักแต่ความกลัวประเภท งมงาย และมืดมนธ์อยู่ด้วยความกลัวประเภทงมงาย จน กระทั่ง ความกลัว ประเภทที่มี เหตุผลไม่สามารถ มีโอกาสมา แทรกแซงได้ นี่แหละคือภาวะที่ยังต่ำเกินไปที่ยังน่าเวทนา สงสารหรือยังป่าเถื่อน จนไม่สามารถจะถูกยกขึ้นสู่ระดับของ อารยชนได้ ความกลัวอย่างงมงายนั้น เป็นเหตุให้ทำไปใน
น.86 สิ่งที่ไม่ควรทำ หรือไม่ควรทำอย่างยิ่ง คือเป็นเหตุให้ไปทำ ในสิ่งที่ให้เกิดความทุกข์เพิ่มขึ้นมาอีก หรือไปสร้างความ ทุกข์ขึ้นมาโดยไม่จำเป็น ความงมงายนั้นทำให้ไม่รู้ว่าไม่ จำเป็นจะต้องกลัว ทำให้ไม่รู้ว่า ควรจะจัดการอย่างไรกับ ปัญหาที่เกิดขึ้น และทำให้ปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ผิดไปหมด จน กระทั่งมีความทุกข์หรือความเสียหายเกิดขึ้น เพิ่มเติมขึ้น มากมายโดยไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น เมื่อสงครามเกิดขึ้น ทุกคนกลัว และทุกคนเป็นทุกข์ ซึ่งทุกข์มากถึงขนาดนอน ไม่หลับและวิกลจริตไปเลยก็มีอยู่มาก ลองมองดูเถิดว่าเขา ไม่ได้รับภัยอะไรจากสงครามเลย แต่เขาได้รับภัยจากความ กลัวอย่างงมงายของเขาเอง คือจากโมหะ หรือ อวิชชาของ เขาเอง จึงกล่าวได้ว่า นั่นเป็นความกลัวอย่างงมงายที่สุด เป็นความทุกข์เปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไม่มีเหตุผล ไม่มีความหมาย ส่วนผู้ที่ถึงธรรมแล้วไม่อาจจะเกิดความกลัวในทำนองนี้หรือ ชนิดนี้ จึงไม่ต้องทุกข์อย่างเปล่า ๆ ปลี้ ๆ หรือไม่ถูกหลอน ด้วยปีศาจของความกลัว ตามทางธรรมะจึงถือว่าเป็นอารยชน ส่วนคนที่มีความกลัวอย่างงมงายนอกนั้น แม้เขาจะอยู่ใน
น.87 ฐานะเช่นไร ตามหลักของธรรมะย่อมถือว่าเป็นอนารยชน คือมีความป่าเถื่อนตามแบบของธรรมะ ตัวอย่างนี้เป็นคำ อธิบายของความกลัว ชนิดที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าของคน ธรรมดาสามัญสำหรับนำไปเทียบเคียงในกรณีอื่น ๆ ซึ่งยังมี อยู่อีกมากมาย ในที่นี้มุ่งแต่จะชี้ให้เห็นว่า ความกลัวใน ลักษณะเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าอับอายขายหน้าของมนุษย์มาก อย่างที่จะประมาณไม่ได้ ไม่สมควรแก่ความเป็นอารยชน เลย แต่ก็หามีใครรู้สึกละอายเพราะเหตุนี้ไม่ นี่แหละ คือ ความหมายของการที่ไม่ถึงธรรมอย่างพอสมควรแก่ฐานะ ของตน
Buddhadasa