น.63 ท่านผู้ สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา เราได้วินิจฉัยกันถึง อานิสงส์ของการถึงธรรมที่ปัจเจกชนจะพึงได้รับ โดยไม่ได้ กล่าวถึงส่วนที่สังคมจะพึงได้รับ เพราะว่าแม้แต่อานิสงส์ส่วน ที่ปัจเจกชนพึงได้รับก็ยังมีความลึกซึ้งอีกหลายแง่หลายมุมที่จะ ต้องพิจารณาให้เห็นอย่างทั่วถึง มันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร
น.64 เลยในการที่จะกล่าวว่า คุณของพระธรรม คือการยังผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกไปในที่ชั่วเฉย ๆ เพราะเป็นคำกล่าวที่ยังกว้างเกินไป หรือแทบจะยังไม่ได้อธิบายอะไรเลย และยังมีส่วนสำคัญอีก ส่วนหนึ่งที่จะต้องคิด นั่นก็คือข้อที่ว่าบุคคลบางพวกไม่มี ปัญหาเกี่ยวกับการทำชั่ว ไม่มีเรื่องที่จะต้องตกไปในที่ชั่ว มีแต่ เรื่องที่จะต้องทำความดี หรืออยู่ในโลกนี้ เป็นอย่างดีแล้ว เขาจะต้องทำอย่างไรจึงควรจะได้รับอะไรจาก ธรรม เพราะ ฉะนั้นเราจึงจะได้วินิจฉัยกันถึงอานิสงส์ของธรรม ในส่วนที่ อาจนำมาใช้ปฏิบัติได้จริงสำหรับบุคคลประเภทนี้จึงได้พยายาม ชี้ให้เห็นในส่วนที่ลึกลงไป ดังเช่นข้อที่ว่า การถึงธรรมทำให้ การงานประสบความสำเร็จ และการถึงธรรมทำให้การงาน กลายเป็นของสนุกสนาน ทำให้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างงดงาม หรือทำให้บุคคลเหล่านั้นเกิดความรู้สึก ขึ้นมาเองว่าเราเกิดมา เพื่อทำโลกให้งดงาม ไม่ได้เกิดมาเพื่อตัวเรา หรือไม่ได้เกิดมา เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างเดียว ซึ่งคนทั่วไปย่อมคิดกัน เช่นนั้น และไม่ยอมคิดว่าเราเกิดมาเพื่อโลก หรือเพื่อทำ โลกให้งดงามดังที่กล่าวแล้ว
น.65 สำหรับการบรรยายครั้งที่ ๕ นี้ จักได้กล่าวถึงอานิสงส์ ของการถึงธรรมที่แยกออกไปอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งอาจจะสรุป ไว้โดยหัวข้อว่า "การถึงธรรมทำให้สามารถควบคุมสุนทรียภาพ ต่าง ๆ ไว้ ในลักษณะที่ถูกต้อง" คือไม่กลายเป็นภัยแก่มนุษย์ นั่นเอง สิ่งที่เรียกว่า สุนทรียภาพ ในที่นี้ ขอให้ถือเอาความ หมายอย่างกว้างขวาง คือหมายถึงความงดงามทั่วไปทุก ๆ ชนิด ที่คนเราจะรู้สึกได้ด้วยอำนาจของสามัญสำนึก และโดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือของสัญชาตญาณ บางคนอาจจะคิดว่า ความรักสวยรักงามนั้น ไม่ใช่อำนาจของสัญชาตญาณหรือ ตัวสัญชาตญาณเองก็ได้ แต่เราไม่จำเป็นจะต้องเถียงกันใน ประเด็นข้อนี้ เราถือเอาแต่ตามข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ต้องกล่าวถึง คนเลย แม้แต่สัตว์ก็ยังมีความรู้สึกรักสวยรักงามไปตามประสา สัตว์แม้จะมีระดับต่ำกว่ามนุษย์ ก็ยังมีความหมายคำว่า งาม อย่างเดียวกันกับมนุษย์ เพียงแต่ไม่สูงเท่าหรือไม่กว้างขวาง เท่า เท่านั้น สัตว์หลายชนิดสนใจที่จะรักษาร่างกายของมัน ให้เรียบร้อยหรือสวยงามอยู่เสมอ ตัวที่สวยงามมีโอกาสได้รับ เลือกเป็นคู่หรือเป็นเพื่อน ก่อนตัวที่ไม่สวยงามไม่ว่าจะเป็น
น.66 ความงามทางสีสัณฐ์วรรณะ ทรวดทรงสัณ ฐานหรือกิริยา อาการ หรือแม้แต่ความแข็งแรงทะมัดทะแมงเป็นต้น ส่วน มนุษย์นั้นแทบจะไม่ต้องอธิบาย ยิ่งมีการศึกษามีสติปัญญา ก้าวหน้ามากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการความงามที่ก้าวหน้าที่ประณีต และที่กว้างขวางเป็นต้นยิ่งขึ้นไปเท่านั้น จนกระทั่งสิ่งสวยงาม ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับชีวิต สิ่งหนึ่ง ของมนุษย์ไปเสีย แล้ว ที่เนื้อที่ตัวก็ดี ที่บ้านที่เรือนก็ดี หรือแม้แต่บ้านเมืองก็ดี มนุษย์ต้องการความงามเพิ่มขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด และขยายความ งามออกไปทุกแง่ทุกมุมจนกล่าวได้ว่า ต้องการความงามทั้ง ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทางสัมผัสผิวหนัง และ ทางความคิดนึกในใจเป็นที่สุด ครบทุก ๆอายตนะที่มนุษย์ มี ไม่เหลืออะไรไว้ให้เลยที่ไม่ต้องการความงาม คือต้องการ ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย และทาง ใจเอง จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งเสพติด ในเมื่อความงามนั้น ๆ ได้ก้าวหน้าขึ้นไปถึงขีดที่เรียกว่า ศิลป ดังนั้นมันจึงมีอำนาจ อย่างยิ่งที่จะผันแปรชีวิต ความเป็นอยู่ หรือการกระทำของ มนุษย์ให้เป็นไปในรูปใดก็ได้ คือให้เป็นไปเพื่อสันติภาพก็ได้
น.67 พื่อ วิกฤติการณ์ ก็ได้ จึงเกิด มี ปัญหา สำคัญ ขึ้น มา อีก ปัญหาหนึ่ง ซึ่งจะต้องได้รับการสะสางหรือแก้ไขให้ถูกต้อง เป็นอย่างดี และในที่นี้เล็ง ถึงการ ควบคุมให้อยู่ใน ร่องในรอย ซึ่งถ้าจะกล่าวให้ชัด ออกไปอีกก็คือให้ อยู่ในแนวของธรรมนั่น เอง ดังนั้นผู้ที่เข้าถึงธรรมหรือมีเนื้อมีตัวเป็นธรรมเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะสิ่งเสพติดอันร้ายแรงชนิดหนึ่งได้ ในที่นี้อยากจะซ้อมความเข้าใจในความหมายของคำว่า เสพติด ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อนจะเป็นการง่ายใน การที่จะเข้าใจธรรมะในส่วนนี้ โดยความหมายทั่วๆไปนั้นสิ่ง เสพติดย่อมหมายความว่าไม่จำเป็นแก่ชีวิต แต่กลับเป็นสิ่งที่ ต้องการหรือหลงใหลยิ่งกว่าสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต เพราะอำนาจ ของการเสพติดนั่นเอง ข้าวปลาอาหารแม้เราจะบริโภคทุกวัน หรือต้องบริโภคทุกวัน ก็ไม่ใช่สิ่งเสพติด เพราะเป็นสิ่งที่จำ เป็นแก่ชีวิต และไม่ต้องอาศัยความมึนเมาในทางรส หรือ ทางความงามเป็นต้น เว้นไว้แต่อาหารนั้นจะได้ถูกดัดแปลง ไปจนอยู่นอกความหมายของคำว่าอาหาร ส่วนสุรายาเมาหรือ สิ่งเสพติดโดยตรงนั้น ไม่จำเป็นแก่ชีวิตหรือร่างกาย แล้วยัง
น.68 แถมเป็นโทษหรือเป็นอันตรายอีกด้วย แต่มันมีเสน่ห์หรือ ความงามทางสี ทางกลิ่น หรือทางรสก็ตาม ซึ่งครอบงำ บุคคลนั้น ๆ ให้ตกเป็นผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของมัน ดังนั้นขอให้ สังเกตดูให้ดีว่า ความหมายอันแท้จริงและลึกซึ้งของสิ่งที่ เรียกว่างามนั้น มันหมายถึงเสน่ห์หรืออำนาจที่ดึงดูดจิตใจของ คนไปได้ทั้งนั้น แม้มันจะอยู่ในรูปที่น่ารังเกียจหรือน่าขยะ แขยงสักเพียงไร ถ้าจิตใจอยู่ในสภาพที่ต่ำทรามหรือระดับต่ำ แล้วจะรู้สึกหรือจะเห็นเป็นงามไปทีเดียว ความสวยทางตาเห็น ก็เรียกว่างาม ความไพเราะที่ได้ยินทางหูก็เรียกว่างาม ความ หอมในทางกลิ่นก็เรียกว่างาม ความอร่อยในทางลิ้นก็เรียก ว่างาม ความพอใจใน ทางสัมผัสผิวหนังก็เรียกว่างาม ความรู้สึกนึกคิด ที่สบอารมณ์ ของตนเอง ก็เรียก ว่างาม และ มัน งามได้ ทั้งฝ่ายที่ บัญญัติ เรียกว่า ถูก หรือผิด ดีหรือชั่ว สุจริตหรือทุจริต ดังนี้เป็นต้น ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ระดับแห่ง จิตใจของบุคคลผู้นั้น แต่มันจะอยู่ในลักษณะอย่างใดก็ตาม ถ้าเกิดความรู้สึกว่างามตามความหมายนี้แล้ว มันก็ครอบคลุม จิตใจของบุคคลนั้นได้ทันที และเมื่อเสพคบกันหนักเข้าไม่ เท่าไร ก็เลยกลายเป็นสิ่งเสพติดไปทั้งที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิตและ
น.69 ร่างกาย นี้เป็นมูลเหตุอันแท้จริงที่ทำให้มนุษย์เราตกเป็น ทาสของสิ่งเหลือเฟือ ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปกรณ์แก่ความงาม ในลักษณะเช่นนี้ทั้งนั้น และต้องการกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และยิ่งไปกว่าสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตเสียอีก สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต นั้นมีที่สิ้นสุดหรือจำกัดอยู่ในวงแคบ ส่วนสิ่งที่ไม่จำเป็นแก่ ชีวิตนั้นไม่มีขอบเขตจำกัดเลย และขยายไปในทางที่ยิ่งประ- ณีตหรือยิ่งแพงขึ้นไปทุกที และเนื่องจากความเป็นสิ่งเสพติด นั่นเอง มันจึงเป็นนายบังคับให้คนเหล่านั้นต้องแสวงหา เช่นเดียวกับที่ต้องแสวงหาสิ่งเสพติดอย่างต่ำๆ อื่นๆ ที่เรา เห็นกันอยู่ชัดๆ เช่น สุรา ยาผืน กัญชา เป็นต้น เมื่อ ไม่ได้ทางสุจริต ก็จำเป็นที่จะต้องหาทางทุจริต และเมื่อ ความต้องการนั้นกว้างขวางไม่มีขอบเขตแล้ว มันก็หาทาง สุจริตไม่ทันหรือไม่พออยู่เรื่อยไป จึงได้ตกเป็นทาสของความ ทุจริตอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งทำความพินาศให้แก่กันและกัน ทั้ง โดยส่วนตัวและส่วนสังคม นี่แหละคือความลับที่มีอยู่ในสิ่ง ที่เรียกว่า สิ่งสวยงามหรือสุนทรียภาพดังที่กล่าวแล้ว เรา ต้องมองให้เห็นโดยประจักษ์ชัดเสียก่อนว่า ทำอย่างไรเสีย
น.70 มนุษย์ ก็ จะต้อง เกี่ยวข้องกัน กับ สิ่งสวยงาม อย่างไม่มีทาง จะ หลีกเลี่ยงได้ และนิยมกันมากขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นเครื่อง หมายของความเจริญ เพราะมันเป็นไปด้วยอำนาจสามัญ สำนึกหรือสัญชาตญาณดังกล่าวแล้ว แม้แต่ในทางธรรมแท้ๆ เราก็ยังต้องการความงาม ถึงกับพระพุทธเจ้า ต้องทรงกำชับ สาวกผู้จะไปประกาศพระศาสนาว่า " เธอจงแสดงธรรมหรือจง ประกาศ พรหมจรรย์ ให้ งดงาม ใน เบื้องต้นให้ งดงามใน ท่าม กลาง และให้งดงามในเบื้องปลาย" ซึ่งล้วนแต่บ่งชี้ให้เห็นชัดอยู่แล้ว ว่า ความงามนั้นมีอำนาจหรือมีน้ำหนักเพียงไร หรือถึงกับเป็น สิ่งเสพติดเพียงไรด้วยก็ได้ ถ้าใช้ความงามถูกทาง และเป็น ความงามแท้ หรืองามตามทางธรรม สิ่งต่าง ๆ ก็จะกลายเป็น ไปด้วยดีและโดยเร็ว แต่โดยเหตุที่ความงามมันมีความหมาย ดิ้นได้เป็นสองแง่หรือสองมุมดังที่กล่าวแล้ว ถ้าควบคุมไว้ ไม่อยู่ มันก็จะต้องดิ้นหรือไหลไปในทางต่ำเป็นธรรมดา เพราะ มันเป็นไปได้โดยง่าย ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นไปได้เอง ซึ่ง เราเรียกว่า เป็นความงามตามแบบของกิเลส ไม่ใช่เป็นความ งามตามแบบของธรรม เมื่อความงามตามแบบของธรรมก็ยัง มีความดึงดูดใจหรือมีลักษณะแห่งการเสพติดได้แล้ว นับประ-
น.71 สาอะไรกับความงามตามแบบของกิเลส ที่จะไม่เป็นสิ่งเสพติด อย่างร้ายกาจด้วยเล่า ผู้ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส คือไม่ถึง ธรรม ย่อมไม่อาจจะเข้าถึงความงามตามแบบของธรรม จึง ลุ่มหลงอยู่ในความงามตามแบบของกิเลส แล้วก็บิดผันความ งามทุกชนิดให้กลายเป็นความงามตามแบบของกิเลส จนกระ ทั้งศิลปกรรม และวรรณกรรมของมนุษย์บางยุคหรือบางพวก กลายเป็นสิ่งลามกอนาจารไป แทนที่ จะมีความงาม ตามแบบ ของศิลปกรรมและวรรณกรรมและมนุษย์เหล่านั้นก็พากันบูชา ศิลปกรรม หรือ วรรณกรรมชนิดนั้น อย่างสูงสุดไปทีเดียว มี ความนิยมฝังรากลึกซึ้ง หนักแน่นในจิตใจจนไม่อาจ ถอนขึ้นได้ ใน ที่สุดก็บัญญัติศิลปกรรมหรือวรรณกรรมเช่นนั้นว่าเป็นของ ถูกต้อง เป็นมาตรฐาน หรือเป็นของประเสริฐไปในที่สุด มนุษย์เราจึงตกอยู่ใต้อำนาจ บาปหรือความชั่วอย่างลึกซึ้งโดย ไม่รู้สึกตัว และโดยสมัครใจ และถึงกับนิยมกันเป็นแบบฉบับ ของความนิยมของวัฒนธรรมของขนบธรรมเนียมประเพณีไป ในที่สุด ไม่มีใครจะรู้สึกว่า เป็นสิ่งลามก อนาจารแม้แต่ สักนิด เดียว สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในรูปของจิตรกรรมเช่น ภาพเขียน อยู่ใน
น.72 รูปของศิลปกรรม เช่นดนตรีและบทเพลง อยู่ในรูปของ วรรณกรรม เช่นบท ประพันธ์ต่างๆ กระทั่งอยู่ในรูปของ สถาปัตยกรรม และอื่นๆ เป็นต้นอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่ มนุษย์ในสมัยนี้ยกย่องว่า เป็นวัฒนธรรมอันสูงของมนุษย์ แล้วนำมาเที่ยวแจกจ่ายแลกเปลี่ยนกัน จนกระทั่งย้อมจิตใจ ของมนุษย์ทั้งโลกให้โสมมไปด้วย ความงามตามแบบของกิเลส และก็ยังนิยมกันว่าเป็นความเจริญ เป็นความถูกต้องสำหรับ มนุษย์ แล้วในที่สุดมนุษย์ทั้งโลกก็ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า กินเหยื่อ หรือ ติดบ่วง ของ พญามารไป ด้วยกัน ทั้งหมด ทั้งสิ้น อย่างที่ ไม่มีทางจะถอนตัวออกมาได้ จนกระทั่งเราได้ประสบ ปัญหา ยุ่งยากเกิด ขึ้นมาใหม่ ๆ คือ ปัญหา แห่งความเสื่อม ทรามทางศีลธรรมของยุวชน หรือคนหนุ่มคนสาวโดยเฉพาะ ทั้ง ๆ ที่มองเห็นโทษหรือความทุกข์อันเกิดจากสิ่งนี้ แต่ก็ไม่ มองเห็นมูลเหตุของสิ่ง ๆ นี้ จึงไม่เคยคิดที่จะแก้ไขให้ถูก ตรงที่มูลเหตุของสิ่ง ๆ นี้ เพราะมันมีเสน่ห์ หรือความงาม ตามแบบของกิเลสฉาบทาสิ่งเหล่านี้ ไว้โดยสิ้นเชิง จนมนุษย์ ไม่สามารถจะเจาะแทงให้ทะลุม่านของอวิชชาออกไปได้ จึง
น.73 ป็นการตกลงอยู่ในวงล้อมของ อวิชชา อีกแบบหนึ่ง ซึ่ง มนุษย์ ไม่สามารถจะเอาชนะได้ มีแต่ความตกต่ำทางศีลธรรม อย่างวูบวาบขึ้นมาแทน จนไม่รู้ว่าจะหาทางออกได้อย่างไร ก็เลย ผสมโรง กันไปในทาง ที่จะแก้ไขกฎเกณฑ์ ของ ศีลธรรม หรือสร้างความนิยมกันขึ้นมาเสียใหม่ว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ ผิดศีลธรรมดังนี้เป็นต้น แต่พระเป็นเจ้าหรือความจริงย่อม ไม่เข้าข้างผู้ใด ดังนั้นมนุษย์จึงต้องได้รับโทษทัณฑ์อันหนัก ในการเป็นอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานในท่ามกลางของสิ่งซึ่งที่แท้ เป็นลามกอนาจาร แต่ไปถือหรือไปหลงว่า เป็นศิลปะ เป็น ความดี ความงาม ความเจริญของมนุษย์ และนี่แหละ คือ สภาพ อันแท้จริง อย่างหนึ่ง ของ มนุษย์ในยุค ที่ถือว่า มีความ เจริญก้าวหน้าถึงที่สุด ทั้งในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ผู้ซึ่งถึงธรรมโดยแท้จริงเท่านั้นที่จะสามารถ ต่อต้านสิ่งเสพติด อันร้ายกาจถึงขนาดที่จะเรียกได้ว่า ภูตผีปีศาจ หรือสิ่งที่เรา เรียกกันว่าสิ่งสวยงาม หรือ สุนทรียภาพ ในที่นี้ ซึ่งที่แท้ เป็นสิ่งสกปรกโสมมอย่างยิ่ง มอมมนุษย์ ให้มึนเมาจนกระทั่ง กลายเป็นภูตผีปีศาจไปเสียเอง ถ้าผู้ใดมองเห็นความจริง
น.74 ข้อนี้ ผู้นั้นจะเคารพธรรมบูชาธรรม และยึดถือธรรมเป็น สรณะด้วยความพออกพอใจอย่างที่ไม่มีถ้อยคำอะไรจะมากล่าว ได้ เพราะว่า ธรรม นั้นสามารถควบคุมสิ่งสวยงามให้ดำเนิน ไปตามทำนองคลองธรรม ไม่ให้เกิดเป็นภัยแก่มนุษย์ขึ้นมาได้ แม้แต่นิดเดียว ดังนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า ผู้ที่ถึงธรรมนั้น แม้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งสวยงามสักเพียงไร ก็หาต้องรับ ทุกข์ภัยอันเกิดแก่สิ่งนั้น ๆ ไม่ และข้อนี้เอง เป็นสิ่งที่พอจะ กล่าวได้ว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไป ในที่ชั่วแล้วกระมัง เราจะต้องพิจารณาอย่างละเอียด สุขุม รอบคอบ จึงจะเห็นอานิสงส์ของธรรมหรือการถึงธรรม ดัง ตัวอย่างที่ได้ยกมาให้เห็นเหล่านี้ ถ้าผิดไปจากนี้แล้วก็จะเป็น เพียงกล่าวถึงอานิสงส์แห่งการถึงธรรมอย่างปาว ๆ ไปเท่านั้น เอง
Buddhadasa