Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๔ — ธรรมทำให้การงานกลายเป็นของสนุก

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.51 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้วินิจฉัยกันถึงประ- โยชน์หรืออานิสงส์ของการถึงธรรม ซึ่งสรุปไว้เป็นใจความว่า การถึงธรรมช่วยให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สำหรับในครั้งที่ ๔ นี้ ต้องการจะให้เห็นอานิสงส์ ซึ่งพิเศษออกไปอีก คือยิ่งไปกว่าที่จะให้การงานประสบความ

น.52 สำเร็จ ข้อนี้ได้แก่การที่จะทำให้การงานนั้นกลายเป็นของ สนุกสนานไป ซึ่งอาจจะสรุปได้อย่างสั้น ๆ ว่า การถึงธรรม ทำให้การงานเป็นของสนุก บางคนอาจจะคิดว่า กำลังที่ผลักดันให้คนเรารู้สึก สนุกในการงานนั้นมีมาจากความหวัง หรือความแน่ใจที่จะ ได้ทรัพย์หรือจะได้ชื่อเสียง เมื่อมีความแน่ใจอย่างนั้นจึงจะ รู้สึกสนุกในการงาน การกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการกล่าวที่ ถูกต้องเหมือนกัน และก็มีหรือเป็นกันอยู่ตามธรรมดา แล้วในหมู่ชนชาวโลกทั่วไป หรือชาวโลกทั่ว ๆ ไปรู้จัก กันเพียงเท่านั้น แต่เพียงเท่านั้นตามหลักทางธรรมถือว่า ยังไม่พอ นอกจากจะไม่พอแล้วยังไม่ปลอดภัยอีกด้วย และ จัดว่ายังต่ำอยู่ สิ่งใดที่ทำลงไปด้วยหวังผลจะได้อะไรตอบแทน แก่ตนนั้น การกระทำนั้นเรียกว่า ปรารภตน เห็นได้ว่ามี รากฐานอยู่ที่กิเลส โดยเฉพาะก็คือ ความยึดมั่นถือมั่นตัวตน หรือของ ๆ ตน และการกระทำอันใดที่ทำไปด้วยหวังชื่อเสียง การกระทำนั้นเรียกว่า ปรารภโลก ซึ่งก็มีรากฐานตั้งอยู่บน กิเลส คือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนหรือว่าของตนอีกเช่น เดียวกัน เมื่อมันมีรากฐานตั้งอยู่บนกิเลสเช่นนี้ ความสนุก

น.53 สนานที่เกิดขึ้นเพราะการผลักดันนั้น ก็ต้องเป็นความสนุก สนานของกิเลสเป็นธรรมดา จึงถือว่ายังไม่ปลอดภัย ยังไม่ สูง แม้ว่าบางทีจะมีมากเกินไป และบางทีก็กลับมีน้อยเกินไป แต่ก็ล้วนแต่เป็นไปในทางต่ำ คือ เพื่อความต้องการของ กิเลส ซึ่งจะทำให้บุคคลผู้กระทำพลัดตกลงไปในขอบเขตของ ทุจริตได้โดยไม่รู้สึกตัว แล้วความสนุกสนานนั้น ก็กลาย เป็นเครื่องทำลายบุคคลนั้นเอง ดังนั้นความสนุกสนานที่จะ กล่าวถึงต่อไปนี้ จึงหาใช่ ความสนุกสนานชนิดที่ ปรารภตน หรือ ปรารภโลก ดังที่กล่าวแล้วไม่ แต่เป็นความสนุกสนานที่ ปรารภธรรม ซึ่งจะต้องระมัดระวังสังเกตดูให้ดี จึงจะเข้าใจ ความรู้สึกเป็นสุขสนุกสนานที่ปรารภธรรมนั้น เรา อาจจะเรียกกันได้สั้น ๆ โดยชื่อว่า ธรรมปีติ หรือ ธรรม- ปราโมทย์ หรืออะไรก็ได้ที่คล้ายกันสิ่งนี้ ไม่มีกิเลสเป็นมูลฐาน แต่มีธรรมะเช่นความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมเป็นต้น เป็นมูลฐาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็มีความรู้สึกที่ว่าตน ได้ทำสิ่งที่ควรทำนั่นแหละเป็นมูลฐาน และที่เป็นชั้นสูงสุดก็ เป็นผลของการลุถึงธรรมนั่นเอง ที่ได้ทำให้เกิดปีติชนิดนี้

น.54 ขึ้น ดังนั้น จึงเป็นการกล่าวได้ว่า การทำงานในขณะที่จิต ถึงธรรม จักมีความสนุกสนานในการทำงานนั้นเป็นอย่างยิ่ง และการกระทำนั้นเรียกว่าปรารภธรรมและมีธรรมนั่นเองเป็น รากฐาน หาใช่มีกิเลสเป็นรากฐานไม่ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ ความสนุกสนานในการงานอย่างเดียวกันไปหมด บางอย่างก็ ปรารภธรรม บางอย่างก็ปรารภกิเลสดังที่กล่าวแล้ว ชาว บ้านตามธรรมดารู้จักแต่ฝ่ายปรารภกิเลสเท่านั้น ดังนั้นเรา ควรจะมาตั้งต้นศึกษากันเสียใหม่เกี่ยวกับเรื่องความสนุกสนาน ในการงาน เกี่ยวกับเรื่องนี้เราจะต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์หรือ หลักเกณฑ์ทางจริยธรรมสากล ซึ่งเข้ากันได้กับหลักธรรมใน พระพุทธศาสนาโดยตรงข้อหนึ่ง หลักจริยธรรมสากลถือว่าการทำงานเพื่อประโยชน์ แก่งานเป็นความดีสูงสุดของมนุษย์หรือที่เรียกว่า Summum Bonum ข้อหนึ่งในบรรดาความดีสูงสุดของมนุษย์ ซึ่งถือ ว่ามีอยู่เพียง ๔ ข้อ และมีค่าเท่า ๆ กัน คือความสงบสุข อย่างหนึ่ง ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่ง การทำงานเพื่อประโยชน์แก่งานนี้อย่างหนึ่ง และความ ปรารถนาดีชนิดที่เรียกว่า Universal Goodwill นั้นอีกอย่าง

น.55 หนึ่ง สำหรับข้อที่สาม ที่เรียกว่าทำงานเพื่อประโยชน์แก่ งานนั่นแหละ เป็นสิ่งที่เราจักต้องสนใจในที่นี้ การทำงาน เพื่อเงินหรือเพื่อชื่อเสียง ไม่มีทางที่จะถูกจัดเป็น Summum Bonum หรือความดีสูงสุดของมนุษย์ไปได้เลย แม้ว่าจะนำ มาซึ่งความสนุกสนานหรือความพออกพอใจอย่างไร และ ทั้งไม่ถือว่า ความสุขที่เกิดมาจากการทำงานเพื่อเงิน เพื่อ ชื่อเสียงนั้นเป็นความสุขที่แท้จริงในที่นี้ และแม้จะทำได้ดี อย่างไร หรือถึงที่สุดอย่างไร ก็ไม่อาจจะถือว่า เป็นความ เต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ได้ และทั้งไม่อาจจะเป็นทาง มาแห่งสิ่งที่เรียกว่าเมตตาสากล หรือ Universal Goodwill นั้นได้ด้วย ดังนั้นการทำงานเพื่อเงินหรือชื่อเสียงก็ตาม ย่อม ถูกปัดออกไปนอกขอบเขตของสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ แม้ ของจริยธรรมสากล เพราะมันเป็นสิ่งปรารภตัวเอง และ ปรารภโลก แต่ไม่ปรารภธรรมดังกล่าวแล้ว แม้ใครจะว่าดี อย่างไร หรือนำมาซึ่งความสุขสนุกสนานอย่างไร ก็ยังเป็น สิ่งที่ยอมรับไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งสันติสุขแก่ปัจเจกชน หรือแก่สังคมก็ตามอย่างแท้จริง สำหรับการทำงานเพื่อประ-

น.56 โยชน์แก่งานนั้น คือ การทำโดยไม่คำนึงถึงตัวผู้ทำ คือผู้ทำ นั่นแหละไม่ได้คำนึงถึงตัวเองว่าจะได้รับประโยชน์อะไร ไม่ ว่าจะเป็นเงินหรือเป็นชื่อเสียง แต่จะทำด้วยการคำนึงถึงแต่ สิ่งที่เรียกว่าความดีสูงสุดของมนุษย์ คำว่า ของมนุษย์นั่นเอง บ่งว่าไม่ใช่ของบุคคลนั้น แต่เป็นของสถาบันของมนุษย์ซึ่ง ไม่จำกัดว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบัน หรืออนาคต และก็เล็งถึง มนุษยธรรม กล่าวคือ ธรรมของมนุษย์ ไม่ใช่ตัวมนุษย์เอง สิ่งที่เรียกว่า ธรรม ในกรณีอย่างนี้ แปลว่าหน้าที่ คำว่า มนุษยธรรม จึงแปลว่าหน้าที่ของมนุษย์ หรือการกระทำของ มนุษย์ อย่างมนุษย์ การกระทำนั้น ๆ จึงไม่ปรารภกิเลส แต่ ปรารภหน้าที่หรือการกระทำ หรือธรรมของมนุษย์นั่นเอง ดังนั้น มันจึงแยกขาดออกจากกันจากการงานที่ทำ เพื่อเงิน หรือเพื่อหาชื่อเสียง และมันแยกมากลายเป็นการทำงานเพื่อ ประโยชน์แก่งาน อันเป็นหลักเกณฑ์ที่ตรงกันทั้งฝ่ายจริย- ธรรมสากลของโลกและฝ่ายพระพุทธศาสนา เมื่อการทำงาน นั้นไม่ปรารภเงินหรือชื่อเสียงเป็นต้นแล้ว มันจะยากหรือง่าย ที่จะสนุกสนานก็ขอให้ลองคิดดูเองเถิด และมันจะมีอะไร

น.57 เป็นตัวกำลังผลักดันให้ทำก็ลองคิดดู แต่ในที่นี้ ต้องการจะ ยืนยันว่า เมื่อ คนถึงธรรรม หรือ ธรรมถึงคน แล้ว การ งานทั้งหมดก็กลายเป็นของสนุกสนาน ซึ่งหมายความว่าต้อง มีเนื้อมีตัวเป็นธรรมเสียก่อน การทำงานไม่ว่าชนิดไหนหมด จักกลายเป็นของสนุกสนาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเพื่อ ประโยชน์แก่งานนั้นจะยิ่งเป็นของสนุกสนานอย่างยิ่ง สำหรับ ผู้ที่มีจิตใจอันเจริญแล้ว แม้ว่าจะดูเป็นสิ่งที่น่าเบื่ออย่างยิ่ง เข้าใจไม่ได้อย่างยิ่งสำหรับคนธรรมดาสามัญก็ตาม มีทางที่จะอธิบายให้เข้าใจความข้อนี้กันได้อย่างรวบรัด อีกทางหนึ่ง โดยให้ระลึกถึงข้อความที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งได้ กล่าวซ้ำ ๆ กันว่า เมื่อ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน แล้ว สิ่งที่เรียกว่า คน ย่อมสลายไป เหลืออยู่แต่ ธรรม ข้อนี้หมาย ความว่า ในบัดนี้บุคคลนั้นไม่มีการปรารภตน หรือไม่มีทางที่ จะปรารภตน เพราะว่าตนได้หายไปเสียแล้ว หรือสลายไปเสีย แล้ว เหลืออยู่แต่ธรรมหรือธรรมชาติที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็น ธรรมแท้ นั่นก็ได้แต่ร่างกายที่มีจิตใจและสติปัญญาสมบูรณ์ โดยไม่มีความเห็นแก่ตนเองหรือความยึดมั่นว่าตัวตน รวมอยู่ ด้วย มันจึงเป็นกายกับใจที่บริสุทธิ์เป็นธรรมแท้ ที่กระทำสิ่ง

น.58 ต่าง ๆ ไปโดยไม่ต้องอาศัยความเห็นแก่ตน หรืออาศัยความยึด มั่นถือมั่นว่าตัวตนหรือของตนก็ตาม ดังนั้น จึงกลายเป็นการ กระทำที่ปรารภธรรม เคลื่อนไหวไปเพราะอำนาจของธรรม ไม่มีกิเลสเข้ามาแทรกแซง ไม่มีความรู้สึกว่า เพื่อตัวกู หรือ เพื่อของกู เพราะฉะนั้น จะทำมากหรือทำน้อย ทำสูง หรือทำต่ำ หรือทำอย่างไรก็ตาม มันล้วนแต่ปรารภ ธรรมไปหมด นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า งานเพื่อประโยชน์ แก่ตัวงานเอง เพราะว่าในขณะนี้ ไม่ได้ฝันถึงเงินหรือชื่อ เสียงเป็นต้นแต่ประการใดเลย ทีนี้เราลองพิจารณากันดูว่ามันจะสนุกสนานได้อย่างไร ? และทำไม เราจึงต้อง ระบุเจาะจงลงไปที่งานชนิดนี้ คืองานเพื่อ ประโยชน์ แก่งาน? การที่เราต้อง ระบุเจาะจงลงไป ที่งานชนิด นี้ ก็เพราะงานชนิดนี้นำมนุษย์หรือโลกไปสู่สันติภาพ ส่วน งานที่ชนิดตรงกันข้ามนั้น ล้วนแต่สร้างวิกฤติการณ์นานา ชนิดขึ้น ทั้งแก่ ปัจเจกชน และแก่สังคม แม้จะสนุกสนานก็ สนุกสนานอย่างโลก ๆ ถ้ามากไปก็เป็นการสนุกสนานอย่าง ภูตผีปีศาจ ส่วนงานที่ปรารภธรรมหรืองานเพื่อประโยชน์แก่

น.59 งานเองนั้น ให้เกิดธรรมปีติหรือความสนุกสนานอย่างธรรม ตามแบบของธรรมแท้ ส่วนข้อที่ว่าจะต้องอาศัยความสนุกสนาน อันนั้นหมาย ความว่า งานเหล่านี้เป็น งานยาก เป็นงานใหญ่หลวงเป็นงาน ประเสริฐสูงสุด แต่ชวนเบื่อสำหรับคนทั่วไปอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงต้องอาศัยสิ่งซึ่ง มีกำลังผลักดันที่เพียงพอ หรือ ทัดเทียม กัน มาเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นให้ทำ และเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงการ กระทำอยู่ตลอดเวลา แม้แต่พระอริยเจ้าก็ยังต้องอาศัยสิ่งซึ่ง เรียกว่าธรรมปีติ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงการเคลื่อนไหว หรือ การกระทำอย่างเดียวกัน แม้ว่าจะไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้หวังผล ของการกระทำ ก็ยังอาศัยกำลังของสิ่งที่เรียกว่าธรรมปีติ เป็น เครื่องหล่อเลี้ยงอยู่โดยไม่รู้สึกตัวหรือไม่ต้องรู้สึกตัว เมื่อ เป็นดังนี้ งานที่แสนจะยากก็กลายเป็นง่าย งานที่น่าเบื่อ หน่ายอย่างยิ่งก็กลายเป็นงานสนุกและชวนทำ หรืองานที่ กว้างขวางไม่มีขอบเขตก็กลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว นี่แหละ คืออานิสงส์ของการถึงธรรม ที่ทำให้การงานกลายเป็นของ สนุก แทนที่จะเป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย หรือเป็นงานที่ทรมาน ประสาทอย่างที่รู้สึกกันอยู่ทั่ว ๆ ไป

น.60 ทีนี้เราจะ มองย้อนไปถึง การงานอย่างโลก ๆ ที่กำลัง ทำกันอยู่อย่างชุลมุนวุ่นวาย เพื่อประโยชน์แก่เงิน แก่ชื่อ เสียงดูอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เห็นชัดลงไปว่า แม้งานประเภท ที่มีเงินหรือชื่อเสียงเป็นเหยื่อล่อนั้นก็ตาม ถ้าได้เอาธรรมเข้า มาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็ยังจะสำเร็จประโยชน์ยิ่งกว่านั้น น่า สนุกสนานไปกว่านั้น และที่ดีที่สุดก็คือ จะปลอดภัยยิ่งกว่า ที่จะทำไปโดยไม่มีธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ลู่ทางที่อาจจะ ปฏิบัติได้นั้น มีอยู่ว่า เมื่อมี หลักเกณฑ์ ที่แน่นอนว่า จะหาเงิน อย่างไร หาชื่อเสียงอย่างไรในทางที่ถูกที่ควร ดังนี้แล้ว ก็ พยายามที่จะลืมเงินหรือชื่อเสียงนั้นเสีย ลืมตัวเอง ลืมความ เห็นแก่ตัวเองเสีย แล้วทำไปตามหลักเกณฑ์อันนั้นด้วยสติ ปัญญาแท้ ๆ ด้วยสติปัญญาบริสุทธิ์ ไม่เจือ อยู่ด้วย ความหลง เงินหรือหลงชื่อเสียง ไม่เจืออยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว คือให้ มันเป็นเรื่องของสติปัญญาเต็มที่ เป็นสมาธิเต็มที่ และเป็น อะไร ๆ ตามที่ต้องการตามหลักแห่งธรรมอย่างเต็มที่ ครบ บริบูรณ์ทุกอย่าง งานนั้นก็จะสำเร็จเต็มที่ และมีความสนุก สนานเต็มที่ ไม่มีการทำความทนทรมานให้แก่จิตใจหรือ

น.61 ร่างกายแต่ประการใด ต่อเมื่องานสำเร็จแล้วก็จงกอบโกยเงิน หรือชื่อเสียงเอาไปก็แล้วกัน นั่นแหละคือประโยชน์หรือ อานิสงส์ของการถึงธรรม ที่ช่วยให้การงานนั้น ๆ ทุกชนิด ไม่ว่า งานของกิเลส หรืองานของธรรมกลายเป็นสิ่งที่ไม่เพียง แต่ประสบความสำเร็จอย่างเดียว แถมยังกลายเป็นความสนุก สนานเป็นกำไรไปด้วย งานจึงไม่เป็นสิ่งที่ทรมานมนุษย์และ มนุษย์สามารถเอาชนะงานได้ด้วยบารมีของสิ่งที่เรียกว่าธรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ในขณะที่ คนถึงธรรมจน คนสลายตัว กลายเป็นธรรม ไปนั้น เรียกว่า ว่างจากคน คือว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวมี ตนของตน เมื่อว่างจากคนก็เหลือแต่ธรรม ดังนั้นสิ่ง ที่เราเรียกกันว่าจิตว่าง ก็คือจิตที่ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน ของมันเอง เหลืออยู่แต่สภาพเดิมแท้ของจิต ซึ่งมักจะเรียกกัน ว่าอำนาจกายสิทธิ์ หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ คือ อาจจะรู้อะไรได้ หรือทำอะไรได้อย่างถูกต้อง หรือตรงตามกฎเกณฑ์ ของธรรม- ชาติอยู่ในตัวมันเอง เพราะฉะนั้น เขาจะเป็นคนชนิดไหน โง่หรือฉลาดอย่างไร ถ้าเขา "ลืมตัว" คือให้ว่างจากความรู้สึกที่ เห็นแก่ตัวเสียโดยสิ้นเชิงในขณะที่ทำการงานนั้น เขาเหล่านั้น

น.62 ทุกคนจะทำการงานได้ดีเกินคาดเสมอไป นั่นแหละ คือการ ที่ธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องให้แก่ทุกๆคนในขณะที่ทำงาน และเรา เรียกการทำงานอย่างนี้ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง คือไม่ทำงาน ด้วยจิตที่วุ่นอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว เมื่อจิตว่าง งานทุกอย่าง จะเป็นสุขสนุกสนาน เมื่อจิตวุ่น งานเป็นทุกข์ทรมานทั้งที่ เป็นงานอย่างเดียวกันแท้ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่างานโลกหรือ งานธรรม ถ้าทำด้วยจิตว่างแล้วแม้แต่งานโลกก็จะกลายเป็น งานธรรมไปหมดด้วยอำนาจของการถึงธรรม คือมีจิตว่าง นั่นเอง เมื่อ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน โดยสมบูรณ์ จิตย่อมว่างจากความมีตัวมีตน ในลักษณะอย่างนั้นเสมอ แล้วงานทุกชนิดก็จะกลายเป็นของสนุกสนานไป ไม่อยู่ในรูป ของการงาน แต่กลายไปเป็นสิ่งที่สนุกสนาน หรือความสุข พระอริยเจ้าทั้งหลาย จึงหาความสุขได้จากการงาน โดยไม่ต้องเนื่องด้วยเงิน หรือชื่อเสียงแต่ประการใด แม้นี้ ก็คือ อานิสงส์แห่งการถึงธรรมอีกข้อหนึ่ง ซึ่งจักต้องสนใจ ไว้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต