Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๓ — ธรรมทำให้การงานประสบความสำเร็จ

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.41 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้วินิจฉัยกันถึง ประโยชน์ หรือ อานิสงส์ของการถึงธรรม ซึ่งสรุปไว้โดย หัวข้อว่า “ธรรม ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่น หรือทุกข์กับ ใครไม่เป็น" ซึ่งควรจะถือว่าเป็นอานิสงส์อย่างเอกสำหรับ พุทธบริษัทโดยเฉพาะ เพราะตามหลักทางธรรมจะถือว่าผู้ที่ หม่นหมองหรือมีความทุกข์นั้น ถ้าเป็นพุทธบริษัทแล้วถือว่า ควรถือว่าควรถูกตำหนิติเตียน ยิ่งไปเสียกว่าที่คนธรรมดา สามัญจะประพฤติลามกอนาจารอย่างใดอย่างหนึ่งไปเสียอีก เพราะความหม่นหมองหรือความทุกข์นั้น เป็นเครื่องหมาย

น.42 ของบุคคลผู้ไม่มีธรรมหรือไม่ถึงธรรมแต่ประการใดเลย ถึงแม้ จะกล่าวโดยทั่ว ๆ ไป ความหม่นหมองหรือความทุกข์นี้ ไม่ควรจะมีสำหรับมนุษย์ ถ้ามนุษย์ดีกว่าหรือสูงกว่าสัตว์ จริงแล้ว มนุษย์ก็ยิ่งควรจะไม่มีความหม่นหมอง หรือยิ่ง ควรจะไม่มีความทุกข์มากไปกว่าที่กำลังเป็นกันอยู่ เพราะเรา จะเห็นได้ว่า สัตว์ทั่ว ๆ ไปนั้นแทบจะไม่มีความหม่นหมอง หรือแม้แต่ความทุกข์ เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงไม่ควรจะมีความ หม่นหมองหรือความทุกข์ และควรจะถือเป็นหลักว่า ภาวะ แห่งความหม่นหมอง หรือไม่มีความทุกข์นั่นแหละ เป็น ลักษณะหรือเป็นเครื่องหมายสำหรับมนุษย์ ดังนั้นควรจะถือ ว่าสิ่งซึ่งอำนวยให้สดชื่น ไม่หม่นหมอง และไม่มีความทุกข์ นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์แก่มนุษย์อย่างยิ่งจึงได้นำมากล่าว ไว้ในฐานะเป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ซึ่งปัจเจกชนจะพึงได้รับจาก การลุถึงธรรม สำหรับการบรรยายครั้งที่ ๓ นี้ จักได้กล่าวถึง อานิสงส์แห่งการถึงธรรม โดยสรุปลงไปในหัวข้อว่า "การลุ ถึงธรรมทำให้งานในหน้าที่ ของตนประสบความสำเร็จด้วยอานุภาพ พิเศษชนิดหนึ่ง ซึ่งจะต้องขอเรียกไปที่ก่อนว่าเทคนิคในทาง ธรรม ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันโดยละเอียดสืบไป อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเรียก

น.43 มันเองหรือแห่งตัวมันเองหากแต่ว่าเทคนิคบางอย่างมัน ปรากฏแก่มนุษย์ในลักษณะที่ตื้นหรือง่ายเกินไปเท่านั้น ทำให้ เราไม่เห็นเป็นเทคนิคไปเสีย ทั้งนี้เป็นเรื่องของความบังเอิญที่ เทคนิคของเรื่องนั้นมันเป็นอย่างนั้น เราจึงมีหน้าที่ที่จะ ต้องค้นหาแต่เทคนิคประเภทที่ซ่อนเร้น เลยทำให้เกิด ความเข้าใจไปว่า ความสำเร็จ บาง อย่างแทบจะไม่ต้องอาศัย เทคนิคเลย ความสำเร็จบางอย่างเท่านั้นที่ต้องอาศัยเทคนิค อย่างยิ่ง ถ้ายังเข้าใจอยู่อย่างนี้ก็ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า ธรรมชาติได้วางกฎไว้อย่างตายตัวให้ความสำเร็จ ทุกชนิดเป็น เทคนิค หรือเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเทคนิคโดยเท่ากัน แต่มัน มากหรือน้อย ตื้นหรือลึก ตามสัดส่วนแห่งคุณค่าของเรื่อง นั้น ๆ เท่านั้น ในพวกที่มีคุณค่าเท่ากัน ความต้องมีเทคนิค ย่อมเท่ากัน แต่บางเรื่องบังเอิญมาตรงกับความถนัดหรือ ความชำนาญหรือความคุ้นเคยตามปกติของมนุษย์ จึงไม่รู้สึก ว่าเป็นเรื่องเทคนิค ดังนั้นขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า ทุกเรื่อง ต้องเป็นไปอย่างถูกหลักวิชาหรือมีเทคนิค แห่งตัว มันเอง นั่น เอง แม้เรื่องใดประสบความสำเร็จง่ายเกินไป ก็ขอให้เข้าใจ ว่าถ้าได้ใช้เทคนิคกับเรื่องนั้น ก็จะประสบความสำเร็จที่สูง

น.44 ไปกว่านั้น ฉะนั้น อย่าได้คิดหรืออย่าได้ทำอะไรอย่างลวก ๆ หวัด ๆ อย่างสะเพร่า ด้วยความประมาทเลย ถ้าคนเราเคยชินกับการใช้เทคนิคในการปฏิบัติหน้าที่ ประจำวันจนเคยชินเป็นนิสัยแล้ว จะเป็นการง่ายแก่การลุถึง ธรรม และเป็นการง่ายอย่างไม่รู้สึกตัว ผู้ที่ลุถึงธรรมแล้ว จักมองเห็นเทคนิคเหล่านี้อย่างชัดแจ้งเต็มที่ แม้ไม่รู้จะเรียก ชื่อมันตามทางหลักวิชาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็ยังประสบ ความสำเร็จได้ทุกแง่ทุกมุม ในการที่จะลุถึงธรรมก็ตาม หรือ ลุถึงธรรมแล้วจะปฏิบัติหน้าที่การงานต่าง ๆ ตามสมควรแก่ บุคคลผู้ลุถึงธรรมแล้วก็ตาม. เพราะเรื่องเทคนิคนั้นมันได้ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ตื่น ๆ ไป สำหรับเขา คือพอสักว่าคิด ก็คิดออก พอสักว่าคิดออก ก็กลายเป็นคิดถูกไปในตัวมันเอง อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้น จึงสามารถนำเอาเทคนิคนานา ชนิดมาใช้ได้เป็นว่าเล่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ สามารถ นำเอาเทคนิคของธรรมหรือทางฝ่ายธรรมมาใช้ในการปฏิบัติ งานในหน้าที่ประจำวันทั่ว ๆ ไป เพราะว่าผู้ที่ลุถึงธรรมนั้น ย่อมอยู่ในลักษณะเหมือนกับบุคคลที่ยืนอยู่บนยอดเขาสูง มอง เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้รอบด้านและถูกต้องทั่วถึงไม่หลงทิศหลงทาง

น.45 เป็นต้น ความเจนจัดในทางจิตใจที่เกิดขึ้นอย่างพรั่งพรูใน ขณะที่ลุถึงธรรมนั้น ทำให้รู้จักตัวเองดี รู้จักชีวิตดี รู้จัก กิเลสดี รู้จักความทุกข์ดี และดีที่สุดนั่นก็คือ รู้จักตัวความ สำเร็จแห่งการลุถึงธรรมนั่นเองว่า มันมีอยู่อย่างไร ? หรือ เป็นอยู่อย่างไร ? ในทุกแง่ ทุกมุม เรียกว่าเป็นผู้รู้จักเครื่อง มือที่ทำให้เกิดความสำเร็จที่ตนได้เคยใช้มาจริง ๆ จนประสบ ความสำเร็จ เมื่อเป็นดังนั้นไม่ว่าธรรมะหมวดไหน หมู่ไหน ย่อมกลายเป็นเครื่องมือชนิดที่ผู้ ที่ลุถึงธรรมแล้วสามารถนำมา ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่ทั้งนั้น คือเต็มตามคุณสมบัติ ของหมวดธรรมนั้น ๆ ทั้งนั้น ตัวอย่างแห่งหมวดธรรมที่ทำ ความสำเร็จ เช่น วุฒิ ๔ จักร ๔ หรืออิทธิบาท ๔ กระทั่ง ถึงโภชฌงค์ ๗ เป็นที่สุด ล้วนแต่เป็นหมวดธรรมที่เป็น เทคนิคทางฝ่ายธรรม เพื่อประสบความสำเร็จ หรือสำเร็จ อย่างยิ่งด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วเราจงมองดูเถิดว่า มีใคร กี่คนในหมู่พวกเราท่านทั่วไปนี้สามารถใช้ธรรมเหล่านี้จน ประสบความสำเร็จ มีแต่เรียน ๆ ท่อง ๆ แล้วก็เลิกรากันไป แม้พวกที่พยายามมากไปกว่านั้น ก็ไปติดตันอยู่ในตัวการ พยายาม มีผลเป็นโรคปวดศีรษะ โรคประสาท หรือ โรค

น.46 อื่น ๆ ที่ร้ายไปกว่านั้น จนต้องยอมแพ้ไปในที่สุด และ ยังแถมได้รับอันตรายด้วยโรคร้ายเหล่านั้นก็มีอยู่เป็นอันมาก นี่แหละ คือผลของการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นเทคนิค อย่างไม่มีเทคนิค ผลก็คือความล้มเหลว เพราะธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์ของมันอย่างตายตัว ผ่อนผันให้ใครเป็นพิเศษ ไม่ได้ ที่นี้มองดูไปยังผู้ที่ลุถึงธรรมแล้ว จะเห็นได้ว่าเขา สามารถนำเอาหมวดธรรมเหล่านี้ ทุก ๆ หมวดมาใช้ได้อย่าง ว่าเล่น และประสบความสำเร็จทุกเรื่องทุกรายไป ไม่ว่าจะมี หน้าที่การงานอะไร จะเป็นเรื่องทางวัตถุหรือทางจิตใจ ทั้ง ทางโลก หรือทางธรรมก็ตาม เขาย่อมแก้ไขปัญหาความไม่ สำเร็จลุล่วงไปได้หมด เมื่อหน้าที่การงานประสบความสำเร็จ ผู้นั้นก็จะประสบผลที่ตนปรารถนาไม่ว่าจะเป็นใน กรณีไหน ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ในกรณีแห่งการหาทรัพย์เขาก็ประสบ ความสำเร็จ ในกรณีแห่งการหาเกียรติยศชื่อเสียงเขาก็ประสบ ความสำเร็จ ในกรณีที่ต้องการมิตรสหายหรือสมาคมที่ดี ที่งามเขาก็ประสบความสำเร็จ ในกรณีที่เป็นการบำเพ็ญ มนุษยธรรม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขาก็จะประสบ ความสำเร็จ กล่าวอย่างสรุปก็กล่าวได้ว่า ไม่ว่าหน้าที่การงาน

น.47 ชนิดไหนของมนุษย์ เขาย่อมประสบความสำเร็จได้ตรง และ เต็มตามที่เขาต้องการเสมอ แม้ที่สุดแต่งานที่ยากลำบาก เช่น งานชี้แจง สั่งสอน ควบคุมชักจูงผู้อื่น หรือบังคับบัญชาผู้อื่น เขาก็สามารถเอาชนะคนเหล่านั้นได้ เป็นความสำเร็จอยู่นั่น เอง นี่แหละ คืออานิสงส์ของการลุถึงธรรมชนิดที่ยังเป็นความ ลับสำหรับคนทั้งหลายเป็นส่วนมาก ในขณะใด เรามีความ ประสงค์จะทำอะไรให้สำเร็จ เราจงทำตัวเราให้เป็นธรรมเสีย ก่อน แม้ว่าเรายังไม่เป็นผู้ลุถึงธรรมในขั้นสูงสุด และเป็นการ ถาวร เราก็ยังต้องพยายามทำให้ทั้งเนื้อทั้งตัวของเราเป็นธรรม เท่าที่จะทำได้ ในขณะที่เราจะต้องทำหน้าที่การงานของเรา โดยเฉพาะทั้งนี้เพราะว่าในขณะ ที่เรามีเนื้อ มีตัวเป็นธรรมนั้น มันจะเกิดมีอะไร ๆ ที่เป็นเทคนิคในตัวมันเองขึ้นมาได้ อย่างที่ ไม่อาจจะมีใครอธิบายได้ คือมันจะมีความเก่งกาจ ความเหมาะ สม ความรอบคอบ ความสังเกต หรืออะไร ๆ ทุกอย่างที่ จำเป็นแก่เทคนิคนั้น ๆ ซึ่งในที่นี้ขอรวมเรียกว่าความเหมาะ สมตามธรรมชาติ เป็นความเหมาะสมอยู่ตามธรรมชาติอย่าง เร้นลับมีขึ้นมาโดยฉับพลันทันการ และในตัวมันเองอย่างพอ เพียง ดังนั้นเขาจึงไม่อาจจะพูดผิด ทำผิด หรือคิดผิด หรือ

น.48 ออกนอกลู่นอกทางไป มีแต่มันจะถูกอยู่ในตัวมันเองเป็นแสง สว่างอยู่ในตัวมันเอง หรือรู้อะไรได้ในตัวมันเอง ทำอะไรได้ ในตัวมันเอง โดยที่ใคร ๆ ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมมันจึงเป็น อย่างนั้น ซึ่งเราจะถือเสียว่ามันยังอยู่เหนือวิสัยที่จะอธิบาย ด้วยสติปัญญาของมนุษย์แม้ที่เป็นนักจิตวิทยาก็แล้วกัน เรา ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเหตุผลในส่วนนี้แล้ว พยายามเพียงแต่ จะใช้มันให้ ได้หรือปลุกมันขึ้นมาใช้ให้ได้ แล้วต่อนั้นไปมัน ก็จะทำหน้าที่ของมันเอง รู้อยู่ เห็นอยู่ในตัวมันเอง ว่า ดำเนินไปอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องมีข้อสงสัย และจะประสบ ความสำเร็จในที่สุด เท่าที่กล่าวมานี้ ย่อมเพียงพอที่จะทำให้สังเกตเห็น ได้ว่า คำว่า ถึงธรรม หรือ ลุถึงธรรม นั้น ที่เป็นขั้นสมบูรณ์ หรือบริสุทธิ์ก็มี ที่เป็นขั้นรอง ๆ ลงมา คือ ถึงเพียงบาง ส่วนหรือโดยเอกเทศก็มี และที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ แม้ถึง ธรรมแต่เพียงบางเวลาก็ยังดี ยังเป็นการประเสริฐกว่าที่จะ ไม่ถึงเสียเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้นเราจะต้องถึงให้ได้ คือมีเนื้อมีตัวของเราเป็นธรรมให้ได้ ในขณะที่เราจะประ- กอบหน้าที่การงานอะไรลงไป อย่าทำเล่นๆ กับธรรมใน ขณะที่จะประกอบการงานในหน้าที่ ถ้าหากว่าเราจะปล่อย ตามสบายบ้าง ก็ขอให้เป็นเวลาอื่นเถิด แม้กระนั้นพระ

น.49 พุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสว่า บุคคลชนิดนี้ ยังเป็นคนประมาท- อยู่นั่นเอง ดังนั้น เราควรจะพยายามดำรงตนให้เป็นผู้ที่ ไม่ทำเล่น ๆ กับธรรม ไม่ว่าในกรณีไหนหรือเวลาไหนเสีย เลย จะเป็นการประเสริฐกว่า ถ้าเราเป็นผู้ที่มีเวลาที่ถึงธรรม หรือมีเนื้อมีตัวเป็นธรรมอยู่บ่อย ๆ แล้ว ก็จะมีความก้าวหน้า เพื่อลุถึงธรรมที่สมบูรณ์และถาวรเรื่อยๆ ไปอยู่อย่างสม่ำเสมอ แล้วในโอกาสหนึ่งก็จะลุถึงจุดหมายปลายทางได้ จนอาจจะ กล่าวอย่างโวหารโลก ๆ ได้ว่า เดี๋ยวนี้ ธรรมอยู่ในอำนาจ ของเรา ธรรมอยู่ในกำมือของเรา คือเราอาจที่จะนำเอาธรรม มาใช้อย่างไร หรือเมื่อใดก็ได้ นี่แหละ คือความสมบูรณ์แห่ง อานิสงส์ข้อนี้ คือข้อที่ว่า การถึงธรรมนั้นเอง ทำให้คนเป็น ผู้มีการงานสำเร็จไปได้ทุกอย่างทุกประการทีเดียว โดยสมแก่ สัดส่วนหรือสมแก่ลักษณะของการลุถึงธรรมนั้นเสมอ เมื่อ เป็นดังนี้แล้วท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิดว่า ผู้ที่มีเนื้อมีตัวเป็น ธรรมนั้นจะเป็นคนยากจนค่นแค้นได้อย่างไร ? จะไร้เกียรติ ไร้ชื่อเสียงได้อย่างไร ? หรือว่าจะไร้อะไร ๆ ที่มนุษย์เขา ปรารถนากันนั้นได้อย่างไร ? คนเขลา ๆ เท่านั้นที่จะหลับตา พูดว่า การเข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรมนั้นทำให้ยากจน ยังต้อง

น.50 ขอโอกาสทำมาหากินไปก่อน ยังไม่อยากจะสนใจกับธรรมใน เวลานี้ การที่เขากล่าวอย่างนี้ มันไขว้กันอยู่กับความจริง อย่างสุดโต่งไปคนละทิศละทางทีเดียว ความยากจนย่อมแก้ไข ได้ด้วยการประสบความสำเร็จในการงาน ความสำเร็จในการ งานมีได้ เพราะความมีเนื้อมีตัวเป็นธรรม โดยรายละเอียดที่กล่าวแล้วข้างต้น ดังนั้นเราจึงขอ ยืนยันแก่เขาว่า ยิ่งยากจนเท่าไร ก็จงยิ่งหันหน้าเข้าหาธรรม เถิด ขอเพียงแต่ให้เป็นธรรมจริง ๆ อย่าให้เป็นธรรมปลอม และขอเพียงแต่ ให้เป็นการถึงจริงๆ อย่าถึงพอเป็นพิธีก็พอ แล้ว เพราะว่าการถึงธรรมนั้น ย่อมช่วยให้ประสบความ สำเร็จในหน้าที่การงานเสมอไป

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต