น.9 สารบัญ *** ๑ เรื่องธรรม หรือ เรื่องคน ๑๕ ประโยชน์ของการถึงธรรม ๓๐ ธรรมทำให้การงานประสบความสำเร็จ ๔๒ ธรรมทำให้การงานกลายเป็นของสนุก ๕๔ ธรรมช่วยให้สามารถชนะสิ่งสวยงาม ๖.๖ ธรรมช่วยให้ชนะสิ่งที่มองไม่เห็นตัว ๗๙ ธรรมช่วยให้ชนะสิ่งที่มองไม่เห็นตัว (ต่อ) ๙๒ ธรรมแก้ปัญหา เรื่อง กิน กาม เกียรติ ๑๐๕ ธรรมเพื่อให้เอาชนะธรรมชาติได้ ๑๑๗ ความหมดกิเลส และความไม่ตาย ๑๒๙ ธรรมสามารถช่วยให้อยู่เหนือกรรม ๑๔๑ ความลับบางอย่างที่ทำให้ต้องถึงธรรม ๑๕๔ คนเกิดมาจากธรรม ๑.๖๘ ธรรมนำมาซึ่งสันติภาพของสังคม ๑๘๐ ธรรมแก้ปัญหาสังคมยุคปัจจุบัน ๑๙๓ ธรรมคืออะไร
น.10 ๒๐๙ ธรรมคืออะไรในฐานะเป็นเหตุหรือพระเป็นเจ้า ๒๒๒ ความหมายของคำว่า "ถึง" ๒๓๓ ถึงธรรมตามความหมายที่ ๑ และ ๒ ๒๔๓ ถึงธรรมตามความหมายที่ ๓ และ ๔ ๒๕๘ ใคร อะไร เป็นผู้ถึงธรรม ๒๖๙ ตะล่อมใจความส่วนลึก ๒๘๑ ลู่ทางปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อถึงธรรม ๒๙๓ ลู่ทางปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อถึงธรรม (ต่อ) ๓๐๕ ความเป็นสาวกต่อธรรมโดยตรง ๓๑๘ ความสวามิภักดิ์ต่อธรรม ๓๓๐ ความหมายของคำว่า "ชาติ" ๓๔๒ คำว่าชาติในกรณีของการถึงธรรม ๓๕๔ ชาติ ชรา มรณะ ทางฝ่ายนามธรรม ๓๖๗ ค่าของสิ่งประเล้าประโลมใจ ๓๘๐ ค่าของสิ่งประเล้าประโลมใจ (ต่อ) ๓๙๒ ธรรมในฐานะเป็นสิ่งที่ประเล้าประโลมใจ
น.12 ๑ เรื่องธรรม หรือเรื่องคน ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ธรรมบรรยายชุดนี้ จะได้ดำเนินไปในภายใต้หัวข้อ ว่า "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" หรือถ้าจะกล่าวให้สั้นกว่า นั้น เรื่อง " ธรรม กับ คน " นั่นเอง น้อยคนที่จะคิดว่า สิ่งทุกสิ่งหรือเรื่องทุกเรื่อง รวมอยู่ในคำว่า ธรรมเพียงคำ เดียวเพราะว่าความจริงข้อนี้อยู่ลึก หรือยากเกินไปสำหรับคน ธรรมดาที่จะมองเห็น เราจะได้วินิจฉัยกันในวันหลัง สำหรับในวันแรกนี้ จักได้ใช้หัวข้อเช่นนี้คือ "เรื่อง ธรรม และ เรื่องคน" ว่ามีความสัมพันธ์กันโดยทุกวิถีทาง เช่นการสัมพันธ์กันโดยหน้าที่ต้น ว่ามีอยู่อย่างไร? อย่าง น้อยที่สุด ก็ควรจะเข้าใจไว้ก่อนว่า ฆราวาสที่บ้านก็ดี
น.13 บรรพชิตที่วัดก็ดี ล้วนแต่มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือจะต้อง ถึงธรรมอยู่เสมอไป ฆราวาสก็มีธรรมสำหรับฆราวาส บรรพชิต ก็มีธรรมสำหรับบรรพชิต ฆราวาสที่มาบวชก็ด้วยความมุ่ง หมายที่จะเข้าถึงธรรม ให้มากไปกว่าที่ฆราวาสจะเข้าถึงได้ หรือเร็วกว่าหรือสะดวกกว่า ดังนี้เป็นต้น ถ้าปราศจากธรรม เสียแล้ว ฆราวาสก็จะไม่เป็นฆราวาส บรรพชิตก็จะไม่เป็น บรรพชิต หรือแม้ที่สุดแต่คนก็จะไม่เป็นคน หรือมนุษย์ก็จะ ไม่เป็นมนุษย์นั่นเอง และจะต้องทราบไว้ด้วยว่าการเข้าถึง ธรรมของคนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้น ก็หาได้ทำให้เป็นคน หรือเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ไม่ ดังนั้น คนจักต้องถึงธรรม โดยสมบูรณ์ แล้วธรรมก็จักถึงคนโดยสมบูรณ์เช่นเดียวกัน จึงมีการย้ำให้เห็นในที่นี้ว่า "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ใจความสำคัญในข้อนี้อยู่ที่ว่า คนต้องถึงธรรมจริง ๆ ไม่ใช่ถึงอย่างพอเป็นพิธี หรืออย่างตบตา ธรรมจึงจะถึงคน มิฉะนั้นแล้ว คนก็จะละเมอไปข้างเดียวว่า ตนเองถึงธรรม แล้วอย่างงมงาย หรืออย่างน่าเวทนาสงสาร ธรรมสำหรับ ฆราวาสก็ดี สำหรับบรรพชิตก็ดี ล้วนแต่เป็นธรรมอย่าง เดียวกัน คือแนวเดียวกัน หรือสายเดียวกัน มีหลักเกณฑ์
น.14 อย่างเดียวกัน หากแต่ว่าแตกต่างกันโดยระดับ ฆราวาสต้อง หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยตนเอง ยังแถมมีบุคคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูอีกด้วย ส่วนบรรพชิตไม่อยู่ในฐานะ เช่นนั้น ดังนั้นเวลาหรือกำลังที่จะใช้ในการศึกษาและปฏิบัติ ธรรมจึงผิดกันมากมีผลทำให้ฆราวาสประพฤติ เป็นไปได้อย่าง ยากลำบากหรือถึงกับไปหลงสำคัญผิด เห็นเรื่องที่จะหาเลี้ยง ปากเลี้ยงท้องเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดไปเสียก็มี อีกทางหนึ่งนั้น ฆราวาสอยู่ใกล้ชิดสิ่งยั่วยวนในโลก จึงมักจะพลัดไปติดบ่วง ของสิ่งเหล่านั้นไปเสียก็มี ทำให้เข้าใจธรรมหรือปฏิบัติธรรม ได้ยาก เหมือนเรือหรือยานพาหนะที่หนักและเต็มไปด้วย อุปสรรค ความเป็นฆราวาสจึงถูกจัดไว้โดยสมมติบัญญัติว่า หีนเพศ คือเพศอันต่ำหรือหยาบ และสมมติหรือบัญญัติเพศ บรรพชิตว่าเป็น อุ ต ม เ พ ศ หรืออุดมเพศ เพราะคล่อง แคล่วหรือเบาสบายต่อการที่จะเข้าถึงธรรมนั่นเอง สิ่งที่จะต้องมองให้เห็นอีกทางหนึ่ง ก็คือเมื่อกล่าว โดยแท้จริงแล้ว การทำงานก็ดี, การฟันผ่าภาระหนักหรือ การรับผิดชอบอันใหญ่หลวงก็ดี การเผชิญหรือต่อสู้กับความ ทุกข์ก็ดี โดยเนื้อแท้ก็ย่อมเป็นการศึกษาธรรมหรือปฏิบัติ
น.15 ธรรมอยู่ในตัวมันเองด้วยกันทั้งนั้น ฆราวาสที่มีเรื่องมาก มีภาระมาก มีหน้าที่การงานมาก น่าจะเห็นธรรมหรือเข้าถึง ธรรมได้โดยง่ายหรือเร็วกว่าเพศบรรพชิต ซึ่งมีการเป็นอยู่ อย่างตรงกันข้าม คือมีแต่ความเบาสบายและก็น่าจะหลง ระเริงไป แต่แล้วทำไมฆราวาสก็ยังมองไม่เห็นธรรมจากชีวิต หรือจากการงานของตน กลายเป็นมีอาการเหมือนกับสัตว์ที่ จมอยู่ในท่ามกลางของอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็หามองเห็น ของเหล่านั้นไม่ หรือหาได้เข้าใจของเหล่านั้นไม่ แถมกลับ ไม่ประสีประสาต่อของเหล่านั้นเสียเลย อย่างคำพังเพยที่ว่า นกไม่เห็นฟ้า หรือปลาไม่เห็นน้ำ ทั้ง ๆ ที่นกก็บินอยู่ในฟ้า และปลาก็ว่ายอยู่ในน้ำ นั่นแหละคืออาการที่เรียกว่าไม่ถึง ธรรม เพราะไม่เห็นธรรม ไม่เข้าใจธรรมเป็นต้น ธรรมเป็น สิ่งซึ่งเข้าถึงได้ยาก โดยทำนองเดียวกันนี้ และทำให้คนกลาย เป็นนกหรือเป็นปลาในลักษณะเช่นนั้น ขออย่าได้ประมาท เลย ในโอกาสแรกนี้ อยากจะให้ทราบกันเสียก่อนว่า ถ้า คนถึงธรรมหรือธรรมถึงคนแล้ว จะมีผลที่น่าชื่นใจอะไร ขึ้นมาบ้าง ? เพื่อจะให้เกิดความสนใจหรือกำลังใจในการที่จะ
น.16 ทนศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมสืบไป การศึกษาธรรมและ ปฏิบัติธรรมนั้นย่อมต้องการความอดทนมาก ความพยายาม มาก ความสุขุมรอบคอบมาก และความเฉลียวฉลาดมาก เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้กำลังใจอย่างมากด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่มีผลหรืออานิสงส์อะไรเป็นที่หวังแล้ว ย่อมเป็นการยาก ที่จะทนทำไปได้ แล้วก็จะค่อยหันเหออกไปนอกทางของธรรม กลายเป็นผู้ไม่สนใจธรรม หรือ ถึงกับเกลียดธรรมไปในที่สุด ซึ่งเราก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วว่ามีอยู่โดยมาก และเป็นปัญหา ยุ่งยากขึ้นทั้งส่วนตัวเขาและส่วนสังคม ตามหลักของพุทธ- ศาสนานั้นปัญญาต้องมาก่อน ไม่ใช่ความเชื่อมาก่อน ดังนั้น เราต้องเห็นธรรมและหวังผลของธรรมด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วย ความเชื่อ แม้ว่าในเบื้องต้นคนโดยมากจักต้องอาศัยความ เชื่อ เพราะว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีปัญญาหรือยังไม่มีปัญญาก็ตาม เขาจะต้องรีบกระทำให้เกิดปัญญา เปลี่ยนมือจากความเชื่อไป สู่ปัญญา ให้มองเห็นอานิสงส์ของธรรมด้วยปัญญา จึงจะเป็น การรับประกันว่าปลอดภัยในการถึงธรรม เขาไม่อาจจะถึง ธรรมได้ด้วยอำนาจของความเชื่อ ความเชื่อเพียงจะนำความ สนใจมาสู่ธรรมในเบื้องต้นเท่านั้นเอง ไม่สามารถจะผ่าน
น.17 ตลอดธรรมไปได้ หรือไม่แทงทะลุธรรมไปได้ จึงไม่ได้ดื่มรส ที่แท้จริงของธรรม ดังนั้น ความหวังนั้นจึงยังเลื่อนลอย เขา จะต้องก้าวหน้าหรือเลื่อนชั้นขึ้นไปให้ถึงขั้นของปัญญาในเวลา ใดเวลาหนึ่งให้จนได้ อย่าได้ย่ำเท้าหยุดเพียงแต่ความเชื่อนั้น เลย นี้เรียกว่า เราไม่อาจจะถึงธรรมด้วยความเชื่อหรือลำพัง ความเชื่อ แต่เราอาจจะถึงธรรมด้วยปัญญาหรือลำพังปัญญา ดังนั้น ความหวังต่ออานิสงส์ของธรรม หรืออานิสงส์ของ การถึงธรรมก็ตาม จักต้องเป็นไปด้วยปัญญาอย่างที่เรียกว่า สันทิฏฐิโก ซึ่งแปลว่า อันบุคคลพึงเห็นได้ด้วยตนเอง หรือ อย่างที่เรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ซึ่งแปลว่า อัน วิญญูชนพึงรู้แจ้งแทงตลอดเฉพาะตนดังนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องของ ศรัทธาโดยทั่วๆไป แต่เป็นเรื่องของปัญญา แต่ถ้าจะเกณฑ์ให้ เป็นเรื่องของศรัทธาก็ต้องให้เป็นศรัทธาที่มาหลังจากปัญญา หรือมีรากฐานอยู่บนปัญญา จึงจะใช้ได้เพราะมีหลักตายตัว อยู่ว่า พ้นทุกข์ได้ด้วยปัญญา บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา หลุดพ้นได้ด้วย ปัญญา ดังนี้ทั้งนั้น เมื่อการปฏิบัติไม่ก้าวมาจนถึงปัญญา เพราะ มัวย่ำเท้าหรือติดต้นอยู่เพียงศรัทธาเสียแล้ว คนจะถึงธรรม หรือธรรมจะถึงคนไม่ได้ ดังนั้นแม้ในขั้นเริ่มต้นที่สุดเราก็
น.18 ต้องเริ่มด้วยปัญญา แล้วจึงปลูกฝั่งศรัทธาไปตามอำนาจของ ปัญญานั้น จงจัดจงทำให้ปัญญาจูงศรัทธาเถิด อย่าให้ศรัทธา จูงปัญญาเลย ถ้าทำเช่นนั้นไม่ได้ ก็ให้มันเคียงบ่า เคียง ไหล่ เคียงคู่กันไป เกี่ยวแก่การเห็นอานิสงส์ของการถึงธรรม โดยทางปัญญานี้ จะต้องสังเกตดูจนเห็นว่า พวกเราถูกสอน หรือบางทีก็ถูกบังคับให้รับสรณาคมน์ คือการถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ้าง เพื่อการถือศีลห้า หรือศีลอุโบสถ บ้าง เพื่อบำเพ็ญวัตรปฏิบัติบางอย่าง เช่น ธุดงค์บางข้อ เป็นต้นบ้าง หรือให้ทำบุญให้ทานนานาประการก็ตาม ล้วน แต่เป็นเรื่องของความเชื่อไปเสียทั้งนั้น เขาไม่ได้ให้ความรู้ หรือปัญญาแก่เราเลย นี่เรียกว่า เราเข้ามาสู่ขอบวงของ ธรรมด้วยอำนาจของความเชื่อ ที่เชื่อตามคนบอก ที่ขอร้อง หรือบังคับให้เชื่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ แย้งหรือตั้งข้อสงสัยเลย เอาแต่ให้เชื่อตะพึดว่าพระรัตนตรัยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องเชื่อ ไม่ว่าการปฏิบัติตามระเบียบประเพณีรีตองต่างๆ ตามที่ บัญญัติไว้อย่างไร หรือว่าทำบุญให้ทานอย่างนั้นอย่างนี้ มัน จะเป็นคนมีโชคดีหรือได้นั่นได้นี่ตามที่ตัวต้องการ ทั้งใน ชาตินี้และชาติหน้า รวมทั้งชาติต่อ ๆ ไปด้วย แล้วเราก็
น.19 ชื่อและทำตาม ๆ กันไป โดยไม่ประสีประสาต่อความหมาย ของคำว่า "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" นี้เสียเลย รู้อยู่อย่างมากก็แต่เพียงว่าทำไปเถิด จะได้รับแต่สิ่งที่ตนรัก หรือชอบใจ โดยปริมาณมากหรือโดยเร็วและเป็นการถาวร เท่านั้น ความอยากที่จะได้สิ่งเหล่านั้น เป็นเหตุให้เกิดความ เชื่อ ไม่ใช่ปัญญาเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อ ความเชื่อใน ลักษณะเช่นนี้ ท่านเรียกว่าเป็นความเชื่อที่ถูกตัณหาและ ทิฏฐิลูบคลำ แล้วมันจะเป็นศรัทธาที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไป อย่างไรได้ มันมีแต่จะถูกลากถูกจูงไปโดยตัณหาและทิฏฐิ เหล่านั้นเท่านั้น และไปตามอำนาจของตัณหาและทิฏฐิ เหล่านั้น ตามที่มันอยากและเข้าใจเอาเอง ซึ่งล้วนแต่เป็น ความเข้าใจผิด เป็นความเข้าใจงมงาย หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ชนิดหนึ่ง เป็นโมหะชนิดหนึ่ง หาใช่เป็นสัมมาทิฏฐิไม่ ดังนั้นสิ่งที่เชื่อนั้นเองได้กลายเป็นอุปสรรคขวางหน้า แก่การที่ จะเข้าถึงธรรมจนยากที่จะฟันผ่าไปได้ เปรียบเหมือนมีภูเขา หิมาลัยซึ่งแสนจะทุรกันดารมาขวางทางเดินของเขาเสียฉันใด ก็ฉันนั้น ความหวังในอานิสงส์ด้วยอำนาจของความเชื่อย่อม
น.20 นำไปสู่ผลเช่นนี้และเขาก็พอใจในผลนั้นเพียงเท่านั้น และใน ลักษณะอย่างนั้น เรื่องมันก็จบกัน ไม่ต้องพูดถึงการลุถึง ธรรม คือไม่มีการเบิกบานออกมาสู่แสงสว่างของธรรม เพราะตายด้านอยู่ในขั้นที่เป็นศรัทธา เปรียบเหมือนลูกไก่ ที่พักเป็นตัวอยู่ในฟองไข่แล้ว ก็ตายเสียก่อนที่จะทำลาย เปลือกฟองไข่ออกมาได้ ไม่มีโอกาสที่จะเห็นแสงเดือนแสง ตะวันฉันใดก็ฉันนั้น มีดีอยู่นิดเดียวตรงที่ว่าพักตัวเป็นลูกไก่ ได้ แต่เป็นลูกไก่ที่ตายในฟองไข่ ซึ่งพอจะพูดได้ว่าดีกว่า ไม่ได้พักเสียเลยเท่านั้นเองกระมัง? สำหรับการมองเห็น อานิสงส์ของการถึงธรรมด้วยปัญญานั้น ย่อมหมายถึงการ ไม่ยอมอยู่เพียงความเชื่อ ไม่หวังพึ่งความเชื่อโดยส่วนเดียว แต่พยายามที่จะสร้างปัญญาขึ้นมาหรือพอกพูนเจริญปัญญาขึ้น ไปด้วยความกล้าหาญ หรือด้วยเหตุผลเป็นส่วนของตนเอง โดยสามารถที่จะตั้งปัญหาว่า ทำไมมันจึงต้องเป็นอย่างนั้น? และ มันเป็นอย่างนั้นได้ด้วยอำนาจหรือเหตุอะไร ? หรือ ทำไมเราจึงต้อง อาศัยสิ่ง ๆ นี้ในความเป็นมนุษย์หรือความเป็นคนของเรา ? ดังนี้ เป็นต้น นี้เป็นตัวอย่างแห่งลักษณะของบุคคลที่เรียกว่า เวไนยสัตว์ คือสัตว์ชนิดที่จะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้ารู้
น.21 รื่อง คำว่า เวไนย แปลว่า อาจจะถูกนำไปได้ คือ เพียงพอที่ธรรมจะนำเขาไปได้ หรือคำสั่งสอนของพระพุทธ- เจ้าจะนำเขาไปได้ ซึ่งข้อนี้เราหมายถึงการนำไปจนถึง จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ไปตายด้านอยู่ครึ่งทางหรือตาย ด้านอยู่ต้นทาง แต่ต้องการให้เป็นลูกไก่ชนิดที่พักออกโดย สมบูรณ์ เป็นไก่โดยสมบูรณ์ขึ้นมาตัวหนึ่งได้จริง ๆ การที่ ตายด้านอยู่ในขั้นของศรัทธานั้น หมายความว่า ไม่ก้าวไป สู่ขั้นของปัญญาได้เลย คือไม่ลุถึงธรรมนั่นเอง หาอาจจัด เป็นเวไนยสัตว์ได้ไม่ ควรจะมีความสลดสังเวชตัวเองในข้อ นี้กันให้มาก ถ้าหากใครตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาจะต้องมี ความนึกคิด ความรู้สึกพอที่จะมองเห็นว่า ชีวิตหรือตัวเองนั้น คืออะไร ? ซึ่งหมายความว่า มันกำลังอยู่ในภาวะเช่นไร ภาวะนั้นเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา หรือว่า ภาวะนั้นสมควรกันกับความหมายของคำว่า "ชีวิต" หรือคำว่า "มนุษย์" เป็นต้น แล้วหรือยัง ? หรือถ้าจะไม่พูดให้เป็นศัพท์ เป็นแสงอย่างนี้ ก็เล็งถึงข้อที่ว่า ความเป็นมนุษย์ในสภาพ อย่างนี้ เป็นที่น่าพอใจหรือน่าชื่นอกชื่นใจหรือยัง? ถ้าหาก ยัง ก็จำเป็นที่จะต้องคิดต่อไปว่า มันจะต้องทำอย่างไร เมื่อใช้
น.22 สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตนเองเป็นเหตุผลเพื่อการคำนวณไป เรื่อย ๆ โดยลักษณะที่กล่าวนี้ เรื่องทั้งหมดก็จะกลายเป็น เรื่องของปัญญาขึ้นมาเอง เมื่อความคิดเดินถูกทางเช่นนี้แล้ว ความเชื่อหรือศรัทธาก็จะเดินถูกทางเอง ความอยากหรือ ความปรารถนาหรือความมุ่งหมายก็จะเดินถูกทางเอง คนจึง กลายเป็นปัจเจกพุทธขึ้นมาได้ด้วยลักษณะอาการอย่างนี้ แม้ ในยุคในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าปรากฏอยู่ เขาก็ยังเอาตัวรอดได้ด้วยอำนาจของ ปัญญานั้น แต่บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าเป็นยุคที่มี พระพุทธเจ้า คือมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นตัวแทนของพระองค์ท่าน หรือเป็นพระศาสดาของ เรา ที่ยังคงมีอยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเมื่อเกิดมีปัญหา ขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ย่อมเป็นการง่ายกว่ากันเป็นไหน ๆ ในการที่จะแสวงหาคำตอบจากพระพุทธเจ้า หรือจากพระ ธรรมศาสดา ซึ่งอาจจะพบได้ด้วยการได้ยินได้ฟังอยู่ในที่ ทั่ว ๆ ไป ขออย่างเดียวแต่เพียงว่า จะต้องใช้ปัญญาจึงจะหา พบองค์พระพุทธเจ้า หรือเข้าใจธรรมนั้น ๆ ได้ อย่ามัวใช้
น.23 แต่ศรัทธาอย่างเดียวอยู่เลย หรืออีกทางหนึ่งซึ่งตรงกันข้าม ก็คือ อย่าได้ใช้ทิฏฐิมานะเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองเลย แต่จงประคับประคองปัญญาให้เดินไปตามอำนาจของเหตุผล หรือของตัวมันเองก็ตาม จนกระทั่งมองเห็นความจริงของสิ่ง ทั้งปวงที่เรียกได้ว่า เห็นธรรม ประเภทหนึ่งเสียก่อน แล้วก็ จะเข้าถึงธรรมในขั้นลึกกว่านั้น หรือแม้ทำนองนั้น แต่ลึก ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงกาลถึงธรรมะโดยสมบูรณ์ ได้ในที่สุด ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่เราควร จะมุ่งหมายและก็มีอยู่แต่เพียงว่าความเป็นคน หรือเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง และสมบูรณ์ที่สุด จนสิ่งที่เรียกว่า "คน" นั้น หายไป เหลืออยู่แต่ธรรมเพียงอย่างเดียว และอะไรๆก็จะเพียงพอและ ครบถ้วน หรือสมบูรณ์ที่สุดอยู่ในสิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียวนี่แหละ คืออาการที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน คือมันกลายเป็น สิ่งๆเดียวกันเสียนั่นเอง อานิสงส์ก็คือเมื่อมีอยู่แต่ธรรมแล้ว ความทุกข์ต่าง ๆ ก็ไม่มีคนที่จะเป็นทุกข์ก็ไม่มีปัญหายุ่งยาก นานาชนิดเกี่ยวกับความดับทุกข์อย่างฆราวาสก็ตาม อย่าง บรรพชิตก็ตาม ก็สิ้นสุดไป ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่สำหรับ
น.24 การศึกษาก็ตาม สำหรับการปฏิบัติก็ตาม นี่แหละคือภาวะ ของการที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน จนกระทั่งจิตใจ หรือความรู้สึกคิดนึกของคนทั้งหมด รวมทั้งการพูดและการ กระทำของเขา ได้กลายไปเป็นธรรมไปเสียเอง ดังนี้ บัดนี้ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ก็มีแต่ธรรม ที่ปรากฏอยู่ในการพูดจา ก็มีแต่ธรรม ที่ปรากฏอยู่ในการ กระทำทางกาย เช่นทางมือ ทางเท้า หรือทางอะไรก็ตาม ก็เหลืออยู่แต่ธรรม มีแต่ธรรมอย่างเดียวเท่านั้นปรากฏอยู่ หรือเด่นอยู่ในความรู้สึก และเป็นไปในลักษณะที่ถูกต้องที่สุด ไม่เป็นที่ตั้งหรือไม่เป็นทางให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา หรือว่าของเราได้แต่ประการใดเลย นี่แหละ คือว่าภาวะที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน จนกระทั่งกลายเป็นของอย่าง เดียวกันไปเสีย ซึ่งเราจะเรียกว่าธรรม หรือจะเรียกว่าคนก็ตาม มันก็ยังเป็นของอย่างเดียวกันอยู่นั่นเอง ดังนั้น เราจะเห็น ได้ว่าคนที่ถึงธรรมแล้วนั้น ย่อมกลายสภาพเป็นธรรมไปหมด หรืออีกทางหนึ่งก็ว่า เมื่อธรรมถึงคนแล้วก็จะทำให้สิ่งที่เรียก ว่าคนนั้นสลายไป เหลืออยู่แต่ธรรมสิ่งเดียวเท่านั้นในที่ทุกหน ทุกแห่งและทุกกาลทุกสมัย และเราต้องไม่ลืมว่า แม้ภาวะ เช่นนี้มันเป็นแก่คนทุกคนไม่ได้ แต่มันจะเป็นได้โดยเฉพาะ แต่คนที่ถึงธรรมแล้วโดยไม่ต้องสงสัยเลย
น.25 นี่แหละ จงคิดดูเถอะว่า อานิสงส์ของการถึงธรรม นั้นเป็นอย่างไร ? และว่าการที่จะมองให้เห็นอานิสงส์ของ ธรรมนั้นมันอยู่เหนือวิสัยของศรัทธา แต่ว่าอยู่ในอำนาจ หรือขอบเขตของปัญญาอย่างไร ? และในที่สุดก็ว่าทั้งฆราวาส และทั้งบรรพชิต ถ้าไม่มีการถึงธรรมแล้วย่อมไม่มีทางที่จะ เอาชนะความทุกข์ได้ แม้แต่ในระดับของตน ๆ ไม่ว่าใน ระดับไหน ? อย่างไร ?
น.26 ประโยชน์ ๒ ของการถึงธรรม ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ ระหว่างธรรมกับคนในหลายแง่หลายมุม เพื่อช่วยให้เกิดความ เข้าใจในความหมายของคำว่า "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ได้โดยง่ายในเบื้องต้น สำหรับการบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ จะได้ วินิจฉัยกันถึง ประโยชน์ของการถึงธรรมโดยเฉพาะ ให้เป็น ที่เข้าใจอย่างแจ้งชัด ในครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงประโยชน์หรืออานิสงส์ ของการถึงธรรม เป็นการล่วงหน้าไว้โดยใจความสั้นที่สุดว่า เมื่อ คนถึงธรรม หรือธรรมถึงคน แล้ว ทั้งสองอย่างนี้ย่อม
น.27 ข้าถึงความเป็นอันเดียวกัน คือคนได้หายไปเหลืออยู่แต่ธรรม จะมีอะไรเหลืออยู่ก็ล้วนแต่เป็นธรรมไปหมด แต่คำกล่าวเช่น นี้อาจจะไม่เป็นที่เข้าใจแก่คนธรรมดาสามัญทั่วไปก็ได้ จึงเป็น สิ่งที่ต้องอธิบายและจะได้อธิบายกันในวันนี้ คนทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับคำ ๒ คำ คือ คำว่า โลก กับคำว่า ธรรม แต่มีความรู้สึกเป็นไปในทำนองที่เห็นว่าตรง กันข้าม คือเห็นโลกต่างจากธรรมหรือเห็นธรรมต่างจากโลก เห็นโลกเป็นฝ่ายต่ำเห็นธรรมเป็นฝ่ายสูง หรือบางทีก็ใช้คำ ว่าโลกเป็นคำประนาม หรือคำตำหนิคนบางคนที่ตนเห็นว่า ยังไม่มีธรรม ความรู้สึกที่รู้สึกกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ดังนี้ ควรจะ ถูกนำมาปรับกันเข้าได้กับหัวข้อแห่งการบรรยายของเราที่ว่า " คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน " นั่นเอง และให้โลกหมายถึงคนใน ที่นี้ ซึ่งอาจจะทำให้กล่าวได้ต่อไปว่า ถ้าโลกถึงธรรมหรือ ธรรมถึงโลกแล้ว สิ่งที่เรียกว่าโลกก็จะสลายไปเหลืออยู่แต่ธรรม เช่นเดียวกันอีก และเมื่อเป็นดังนี้ก็ลองคิดดูเถิดว่า มันจะมี อะไรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด น่าปรารถนาที่สุด สำหรับมนุษย์เรา ถ้าผู้ใดมองเห็น ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ เห็นประโยชน์ของการถึงธรรมได้ด้วยตนเองแล้ว ทางที่จะ
น.28 เกิดความเข้าใจผิดมีอยู่ว่า สัญชาตญาณของสัตว์ทั้งหลายมี รากฐานอยู่บนความรู้สึกที่รู้สึกว่า มีตัวตน มีของตน เมื่อได้ ฟังว่าตนจักต้องสลายไปเหลืออยู่แต่ธรรมก็เกิดความสะดุ้งกลัว ไม่มีจิตใจที่จะรับฟัง หรือพิจารณาข้อความนี้ด้วยดีได้ เลย มืดมนต์ต่อความหมายของคำว่าถึงธรรม และไม่มองเห็น ประโยชน์ของการถึงธรรมแต่อย่างไรเลย มีความรู้สึกแต่ที่จะ เป็นโลกหรือเป็นคนที่มีตัวมีตน ซึ่งมีตัณหาและทิฏฐิไปตาม เดิม มีความเชื่อและความหวังที่งมงายไปตามเดิม และ นี่แหละคือโลกของปุถุชนซึ่งไม่สนใจธรรม เพื่อความเข้าถึง ธรรมตามที่เรามุ่งหมายกันในการบรรยายนี้ โลกชนิดนี้จึง เป็นโลกสำหรับปุถุชนอย่างหนักแน่น ชนิดที่มีอะไรมาสั่นให้ หวั่นไหวได้โดยยาก ตามปกติทั่วไป จึงเป็นโลกของความทุกข์ ทั้งที่ประจักษ์และไม่ประจักษ์ ทั้งโดยส่วนตัว และส่วนสังคม ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้โดยไม่กลัวใครเถียง ว่าความเป็น คนหรือความเป็นโลกในลักษณะเช่นนั้น ยังไม่ถูกต้องและ ไม่สมบูรณ์ และว่าถ้าธรรมจะมีประโยชน์อะไรแก่คนหรือแก่ โลก ก็จะต้องมีในลักษณะที่มาช่วยทำให้ถูกต้องและสมบูรณ์ นั่นเอง
น.29 กี่ยวกับความหวาดกลัวอย่างเขลา ๆ เช่นนั้น มีคำ ที่เรียกว่า อวิชชา หรือ โมหะ และคำอื่น ๆ ที่คล้ายกันอีก มาก คำเหล่านี้มีความหมายไปในทางของความมืด บอด จึงเหมือนกับไม่มีแสงสว่างแต่ประการใดเลย หรือว่ามีแสง สว่างแต่ตาของเขาบอดเสียแล้ว เราลองคิดดูเถิดว่า คนตา บอดจะทำอะไรได้อย่างไร ? หรือทำได้เพียงใด? หรือว่าคน ตาดี แต่ถ้าไม่มีแสงสว่างเลย เขาจะทำอะไรได้อย่างไร ? เขา ไม่อาจะทำอะไรที่ยังไม่เคยทำ ไม่อาจจะเดินไปสู่ที่ที่ไม่เคยเดิน ดังนี้เป็นต้น ดังนั้นประโยชน์หรืออานิสงส์ของธรรมอีก ปริยายหนึ่งก็คือ ย่อมเข้ามาในรูปที่ทำคนตาบอดให้หายบอด และช่วยส่องแสงสว่างให้คนตาดีได้มองเห็นตามที่เป็นจริง เมื่อคนถึงธรรมหรือโลกถึงธรรมก็ตาม ตาที่เคยบอดก็หายไป ทันทีและได้รับแสงสว่างของธรรมในลักษณะที่เขาอาจจะรู้จัก และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเขาเอง เพราะแสงสว่างของ ธรรม ย่อมประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึง รู้จักตัวเขาเองแล้วแก้ไขความเป็นคนของเขาให้ถูกต้องและ สมบูรณ์ จนความเป็นคนของเขาได้กลายเป็นธรรมไป เหลืออยู่แต่ธรรมดังที่กล่าวแล้ว เป็นหนทางที่ทำให้เขาชนะ
น.30 ความมืดบอด หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือชนะโลก ไม่มีทาง ที่จะพ่ายแพ้แก่โลกอีกต่อไป นี่คือประโยชน์อันใหญ่ยิ่งของการ ถึงธรรมและทำให้เราเห็นพร้อมกันไปในตัวว่า คนที่พูดว่า ต้องหนีโลกจึงจะประพฤติธรรมได้นั้น เป็นคนที่ไม่รู้จักทั้งโลก และทั้งธรรม และเป็นการกล่าวตู่ธรรมอย่างไม่เป็นธรรมที่สุด ธรรมไม่ได้มีไว้สำหรับให้ใครหนีโลกหรือพ่ายแพ้แก่โลกจน ต้องหนีไปจากโลก ซึ่งมันเป็นเรื่องวุ่นวายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ธรรมมีอยู่สำหรับให้คนชนะโลกหรืออยู่ในโลกด้วยชัยชนะ ไม่ต้องเที่ยววิ่งหนี ให้ลำบากมากไปกว่าเหตุ เพราะไม่มีความ จริงที่จะต้องทำเช่นนั้น ความจริงมีอยู่เพียงจะต้องการให้ถึง ธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งอะไร ๆ ก็กลายเป็นธรรมไป หมดดังที่กล่าวแล้ว ข้อนี้หมายความว่า ต้องสู้รบกันที่นี่ จนมีชัยชนะที่นี่ จนมีความสงบสุขที่นี่ ไม่ต้องวิ่งหนีไปค้น หาอะไรที่ไหนดังที่เข้าใจกันโดยมาก แม้ที่สุดแต่การที่คน บางคนจะสละเหย้าเรือนไปบวชเป็นนักบวชเพื่อศึกษาหรือ เพื่อปฏิบัติธรรมก็ตาม อย่าได้เข้าใจว่าเขาหนีโลกหรือทิ้งโลก ไปหาธรรม นั่นเพียงแต่เขาหาที่มั่นในโลกเพื่อจะต่อสู้กับโลก นั่นเอง เพราะว่าความเป็นโลกนั้นมันมีอยู่ในตัวเขา มันติดอยู่
น.31 ในตัวเขา เขาจะหนีไปที่ไหนมันก็ยังไปเป็นโลกอยู่ที่นั่น ซึ่ง เขาไม่สามารถจะสลัดมันหรือหนีให้พ้นมันได้ ดังนั้นจึงแนะ ให้คิดเสียใหม่ว่า ถ้าจะอาศัยธรรมเป็นที่พึ่งแล้ว อย่าไปนึกถึง การหนีโลกให้ป่วยการเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จงตั้ง หน้าเสาะหาที่มั่น หรือหาความสะดวกในตัวโลกเองนั่นแหละ ก็จะเกิดมีธรรมขึ้นที่นั่นในการที่จะช่วยให้คนเอาชนะโลกได้ที่ นั่นแล้วปัญญาต่างๆ ก็จะหมดไป และเรื่องมันก็ไม่มากเหมือน กับคนที่เที่ยวหอบหิ้วอะไร ๆ เพื่อหนีโลกเพราะความที่ไม่ รู้จักธรรมเสียเลย และในที่สุด เราอาจจะสรุปความได้ว่า ธรรมมีคุณค่าในการช่วยให้เราเอาชนะโลกได้ และการถึง ธรรมก็คือการเอาชนะโลกได้แล้วนั่นเอง การเอาชนะโลก ก็คือการเอาชนะทุกข์ได้ มีผลคืออยู่ในโลกโดยไม่ต้องเป็น ทุกข์ เพราะโลกไม่อาจจะทำให้คนที่ถึงธรรมแล้วมีความทุกข์ แต่อย่างใดได้ โลกซึ่งมีหน้าที่แต่เพียงทำคนให้เป็นทุกข์จึง ไม่มีสำหรับเขาหรือมีค่าเท่ากับไม่มีสำหรับเขา ภาวะแห่งการ อยู่เหนือโลกได้ปรากฏแก่เขา ซึ่งเราบัญญัติเรียกกันว่า โลกุตตรธรรม และมีอยู่หลายชั้นหรือหลายระดับ แล้วแต่ว่า
น.32 เขาเอาชนะโลกได้สิ้นเชิงหรือชนะได้มากน้อยตามสัดส่วนอย่าง ไร? เมื่อเขาอยู่เหนืออำนาจ เหนือพิษสงของโลกได้แล้ว เราก็ถือว่าโลกไม่มีสำหรับเขา คือโลกนี้ไม่เป็นปัญหาแก่เขา อีกต่อไป จึงกล่าวว่า เดี๋ยวนี้เหลืออยู่แต่ธรรม คือความ ว่างจากโลกหรือว่างจากทุกข์ หรือว่างจากทุก ๆ สิ่งที่เขาจะ ยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเรา หรือ ว่าเป็นของเรา นี่แหละ คือ ภาวะแห่งธรรมที่ลุถึงแล้วและได้ครอบงำโลกให้ หมดไปโดย ไม่มีส่วนเหลือ จะมีอะไรที่ประเสริฐหรือสูงสุดไปกว่านี้อีก ก็ลองคิดนึกหรือสันนิษฐานหรือเดาดูเองเถิด ถ้าพ่ายแพ้ ในการคิดนึก เพราะไม่เห็นว่ามีอะไรที่ประเสริฐหรือสูงสุด ไปกว่านี้แล้ว ก็จะมีความพอใจหรือความเลื่อมใส หรือ ความปรารถนาเป็นต้น ต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นเป็นอย่าง สูงสุดขึ้นมาเอง ศรัทธาที่มีมาหลังปัญญา ย่อมให้เกิดความ แน่ใจอย่างแน่นแฟ้นเสมอไป ดังนั้น จึงไม่รู้สึกเป็นความ ยากลำบากอะไรในการ ที่จะฟัน ฝ่าพยายาม เพื่อเข้าถึงธรรมให้ จนได้ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นบันไดสำหรับก้าวไปอย่างราบรื่น เป็นความสุขสนุกสนานไปตั้งแต่ต้นมือ จนกว่าจะถึงที่สุด
น.33 ดังกล่าวแล้ว ถ้าคำว่า อยู่เหนือโลก ยังเป็นคำที่เข้าใจได้ ยาก เราก็ลดลงมาเป็นอยู่เหนือทุกข์ ถ้าคำว่าอยู่เหนือทุกข์ยัง เข้าใจยาก เราก็ลดลงมาเป็นการชนะทุกข์ ซึ่งหมายความว่า ไม่มีความทุกข์สำหรับเรา แม้ว่าภาวะแห่งความทุกข์และ สิ่งซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ยังมีอยู่อย่างเต็มไปทั้งโลก แต่มันก็ไม่มีสำหรับเราที่ถึงธรรมแล้ว หรือแก่ทุก ๆ คนที่ถึง ธรรมแล้ว ทุกข์ของโลกก็ได้ชนะแล้ว ทุกข์ของคนก็ได้ชนะ แล้วนั่นแหละคือประโยชน์ หรืออานิสงส์ของการถึงธรรมที่แท้ จริงทั้งโดยส่วนปัจเจกชนและทั้งโดยส่วนสังคม ที่นี้ เพื่อจะให้ เห็นรายละเอียดที่แจ้งชัดออกไป เราลองแยกประโยชน์ หรืออานิสงส์นั้นออกเป็นส่วนปัจเจกชนและส่วนสังคม แล้ว จำแนกเรียงอย่างออกไปในลักษณะที่จะเห็นได้ง่ายหรือเข้าใจ ง่ายแม้แต่คนที่กำลังจมโลกอยู่ ถ้าหากว่าเขาจะมีดวงตาเหลือ อยู่บ้าง สำหรับปัจเจกชนนั้น เมื่อมีการถึงธรรมแล้ว อานิสงส์ ข้อแรกที่สุดที่ควรจะถูกนำขึ้นมากล่าวก่อนก็ควรจะเป็นข้อที่ ว่า การถึงธรรมทำให้มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่น เพราะทุกข์กับ เขาไม่เป็น คนอื่นเขาทุกข์เป็น ทุกข์เก่ง หรือทุกข์ง่าย
น.34 อย่างไรก็ตามใจเขา คนนี้ทุกข์ไม่เป็นก็แล้วกัน สำหรับคำ ว่าความทุกข์นั้น ขอให้มองกันอย่างกว้าง ๆ หรือกว้างที่สุด แล้วสรุปให้เหลือเพียงหัวข้อสั้น ๆ เพียง ๓ ประการ คือ ทุกข์ที่มีมูลมาจากเรื่องราวทางกายหรือทางวัตถุ เรียกว่า ทุกข์กายนี้อย่างหนึ่ง ทุกข์ที่มีมูลมาจากเรื่องราวทางจิตเกี่ยว กับระบบของจิตซึ่งคู่กันกับกายนี้ก็อย่างหนึ่ง และทุกข์อย่าง สุดท้าย ก็คือทุกข์ที่มีมูลมาจากเรื่องทางวิญญาณหรือทาง ความคิดเห็นซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสโดยตรงนี้อีกอย่างหนึ่ง รวมกันเป็นสามอย่าง ตัวอย่างความทุกข์ทางกายนั้น ตามปกติก็เยียวยากันด้วย วิธีการรักษาพยาบาลทางกายที่โรง พยาบาลเป็นต้นที่จัดไว้เพื่อการนั้น แต่ในขณะที่โรคนั้น ยังไม่หายก็ย่อมจะมีความเจ็บปวด หรือความทนทุกข์ทรมาน ทางกาย ถ้าจิตใจของเขาไม่ถึงธรรม ก็ย่อมรับเอาความทุกข์ นั้นเป็นของตน จึงทนทุกข์ทรมานมาก ถ้าจิตถึงธรรม บารมีของธรรมย่อมคุ้มครองให้เห็นความเจ็บปวดนั้นกลาย เป็นบทเรียนที่น่าศึกษาไปบ้าง เป็นความจริงที่ต้องเข้าถึงบ้าง คือเป็นธรรมที่ต้องเข้าถึงอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง หรือกลายเป็น
น.35 สิ่งที่น่าหัวเราะไปบ้าง ความทุกข์ทรมานก็ไม่มี แม้ว่าโรคนั้น จะเป็นโรคร้ายแรง เหลือวิสัยแห่งการรักษาเยียวยาของแพทย์ มันก็ยังกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไป นี่เรียกว่าเอาชนะทุกข์ทาง กายได้ เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง สำหรับ ทุกข์ทางจิต หรือ ทุกข์ อย่างที่สอง นั้น เนื่องจากโรคภัยทางจิต ซึ่งมีรากฐานตั้งอยู่บน ระบบของประสาทเป็นต้น ซึ่งยังเนื่องกันอยู่กับกายโดยไม่อาจ จะแยกจากกันได้โดยพฤตินัย แต่โดยนิตินัยนั้นเราแยกจากกัน เพื่อให้เห็นความเป็นโรคชนิดนี้อย่างชัดแจ้งขึ้นมาอีกอย่าง หนึ่งเมื่อโรคชนิดนี้เกิดขึ้นเราก็ไปสู่สถานพยาบาลทางจิต ใน ระหว่างที่ยังไม่หายก็ย่อมจะมีความทุกข์ในทางจิตเพราะความ มีจิตไม่ปกติ แต่ถ้าเป็นผู้ถึงธรรมก็ไม่มีทางที่จะเป็นโรคชนิด นี้ได้เลย จึงไม่มีการทนทุกข์ทรมานเพราะโรคนี้ หรือถ้าถึง ธรรมน้อย เป็นผู้มีอาการแห่งจิตฟุ้งซ่านไม่ผาสุกเพราะนิวรณ์ กระวายทางพยาบาทเกลียดชัง กระวนกระวายเพราะจิตเศร้า กลุ้มรุม เช่น มีความกระวนกระวายในทางกาม กระวน หรือหดเหี่ยวกระวน กระวายเพราะจิตเหลิงหรือฟุ้งซ่าน และ กระวนกระวายเพราะเป็นโรคขี้ระแวงลังเล เป็นต้น ดังนี้แล้ว
น.36 ก็มีอยู่ทางเดียวอีกเหมือนกันที่จะแก้ไขมันได้ คือการเข้า ถึงธรรมในระดับหนึ่งตามแบบหรือตามวิธีชนิดหนึ่งจนกว่า โรคนี้จะหาย แต่ต้องขอย้ำไม่ให้ลืมอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าถึง ธรรมแล้วไม่อาจจะมีโรคอย่างนี้ได้ หรือแม้ที่สุดแต่ขณะที่จิต ถึงธรรมเป็นการชั่วคราว โรคอย่างนี้ก็ยังเกิดไม่ได้ เรียกว่า ความทุกข์ซึ่งมีมูลมาจากเรื่องทางฝ่ายจิตล้วน ๆ ก็ไม่อาจจะมี แก่คนที่ถึงธรรม ทีนี้ก็มาถึงความ ทุกข์อย่างที่สาม ซึ่งมีมูล มาจากเรื่องฝ่ายสติปัญญาความเชื่อความคิดเห็นความเข้าใจ เป็นต้น ซึ่งมันได้ดำเนินไปนอกแนวของธรรม ข้อนี้หมาย ความว่า เขาเป็นคนที่มีร่างกายสบายดี มีเงินใช้ มีเกียรติยศ ชื่อเสียง มีพวกพ้องบริวารและเขาก็มีสุขภาพทางจิตดี ดังที่ เราเรียกกันว่าคนปกติ และยังแถมมีสติปัญญาเต็มตามที่ มนุษย์ธรรมดาควรจะมีด้วย แต่แล้วเขาก็ยังต้องหม่น หมอง หรือบางทีก็ต้องร้องไห้เป็นวักเป็นเวนหรือนอน หลับได้ยากเป็นต้น เพราะว่าเขาเป็นโรคทางวิญญาณ เป็น มิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิด เข้าใจธรรมชาติอันเร้นลับผิด แก้ปัญหาเรื่องความโลภ ความโกรธ ความหลงไม่ได้ แก้
น.37 ปัญหาเรื่อง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของ ธรรมชาติ อันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยสติปัญญาอย่างสูง คือธรรมะตัวจริงนั่นเองก็ยังไม่ได้ หรือเรียกว่าเขาเป็นโรค ในทางฝ่ายวิญญาณ ทั้งที่เขาไม่เป็นโรคทางฝ่ายกายและฝ่ายจิต เขาก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นั่นเอง แต่คนที่ถึงธรรม มีจิต เป็นธรรมแล้ว ย่อมไม่เป็นโรคชนิดนี้เลย คือ ไม่มีความทุกข์ ชนิดที่มีมูลมาจากเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ เรียกว่าเขาเอาชนะ ความทุกข์ได้ทั้ง ๓ ประการ คือ มีความสดชื่นชนิดที่เป็นทุกข์ กับเขาไม่เป็น ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ขอซ้อมความเข้าใจไว้ ในที่นี้ว่าการที่จัดแบ่งความทุกข์หรือโรคออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้นั้น เป็นการจัดขึ้นเองเพื่อสะดวกแก่การที่จะเข้าใจได้ โดยง่ายสำหรับพวกเราในสมัยนี้ คนพวกอื่นหรือนักศึกษา พวกอื่นอาจจะไม่จัดอย่างนี้ก็ได้ หรือแม้ที่สุดแต่ในคัมภีร์ โดยเฉพาะคัมภีร์อรรถกถา ซึ่งได้เปรียบเทียบความทุกข์กับ โรคก็ยังจัดไว้เพียง ๒ ประเภทคือ โรคทางกาย กับโรคทางจิต และจัดให้โรคทางจิตหมายถึงกิเลสโดยตรง ซึ่งในที่นี้เรา เรียกกันเสียว่าโรคทางฝ่ายวิญญาณ เพราะเราจัดให้โรคทาง
น.38 หมายถึงโรคที่เกิดแต่ระบบของจิต หรืออาการกระวนกระวาย ของจิตในขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ นั่นเอง และเพื่อให้ตรงกันกับ ภาษาไทย สุดท้ายหมายถึงโรคจิตด้วย ทีนี้ ถ้าเราเหลือบ ดูไปทางพวกบาลี คือคัมภีร์บาลี และที่เป็นพุทธภาษิต ที่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ หรือความหายจากโรค กลับไปพบ ว่าหายจากโรคทางกายกับวาจา ชนิดหนึ่ง หายจากโรคทาง จิต ชนิดหนึ่ง และหายจากโรคทางทิฏฐิ อีกชนิดหนึ่ง เป็น ๓ ประเภทด้วยกัน ในการบรรยายนี้ เห็นว่าการจัดอย่างนี้สะดวกที่จะ เข้าใจได้ง่ายสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไป จึงได้ชี้ให้เห็น โรคหรือความเป็นทุกข์เป็น ๓ ประเภทดังที่กล่าวแล้ว ความ สดชื่นของคนเรา เรียกโดยภาษาบาลีว่า เขมะ หรือโดย ภาษาไทยว่า เกษม ความหมายก็คือ ไม่มีอะไรครอบงำย่ำยี ซึ่งทำให้เศร้าหมองหรือหดเหี่ยวไป มีแต่ความเบิกบาน แจ่มใส สดชื่น ความเกษมจากโรค ๓ ประการดังที่กล่าว แล้ว ควรจะถือว่าเป็นความเกษมอย่างยิ่ง คือ สดชื่นอย่าง ยิ่ง เพียงแต่ไม่มีโรคทางกายและโรคทางจิต ดูก็รู้สึกสนุก สนานร่าเริงดีอยู่ แต่ถ้ายังมีโรคทางฝ่ายวิญญาณซ่อนเร้น
น.39 อยู่แล้ว ในทางธรรมะไม่ถือว่า เกษมจากโรค นั่นแหละ คือการที่ยังไม่ถึงธรรม ยังมีโรคร้าย หรือเชื้อโรคร้ายเสียด แทงอยู่ในภายใน คือในส่วนลึกของสันดาน ซึ่งอยู่ลึกไปกว่า ระบบของจิต เราจะต้องมีความมุ่งหมายกวาดล้างโรคร้ายให้ หมดไปกระทั่งถึงส่วนลึกของสันดาน จึงจะเรียกว่าถึงธรรม ควรจะเข้าใจให้ถูกเสียด้วยว่า คำที่กล่าวว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ซึ่งแปลว่า ภาวะแห่งความไม่มีโรค ย่อมเป็นลาภ อย่างยิ่งนั้น ถ้าเป็นคำกล่าวของคนพวกอื่น จะมีความหมาย อย่างไรก็ตามใจเขา แต่ถ้าคำกล่าวนี้อยู่ในรูปพระพุทธภาษิต แล้ว คำว่า ภาวะแห่งความไม่มีโรค ย่อมหมายถึงความไม่มีโรค ทั้ง ๓ ประเภทดังที่กล่าวแล้ว เนื่องจากคำกล่าวประโยคนี้มี กล่าวกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลบ้าง และกล่าวโดยพวกขายยา ตามท้องถนนในครั้งพุทธกาลบ้าง และพวกลัทธิอื่นๆ อีกบ้าง มันจึงมีความหมายตื้น ลึก สูง ต่ำกว่ากันไปตามความรู้สึกของ เขา ครั้นคำกล่าวประโยคนี้พลัดเข้ามาในวงของพุทธศาสนา ซึ่งมีการกล่าวโดยพระผู้มีพระภาคเจ้าในบางครั้งบางคราวนั้น ถือกันว่าเป็นคำกล่าวที่ใช้ได้ ตั้งแต่ชั้นต่ำที่สุดจนถึงชั้นสูง ที่สุด คือ ไม่มีแม้แต่โรคในทางฝ่ายทิฏฐิ หรือฝ่ายวิญญาณ
น.40 ซึ่งตรงกับคำว่า โยคเขมะ ซึ่งแปลว่า เกษมจากโยคะ นั่นเอง เมื่อเป็นดังนี้ก็ลองคำนวณดูเองเถิดว่า เขมะ หรือความสดชื่น ในที่นี้มีความหมายที่กว้างแคบหรือสูงต่ำอย่างไร? เป็นความ เกลี้ยงเกลาจากโรคหรือจากทุกข์โดยสิ้นเชิงอย่างไร? แล้วพึง ถือเอาใจความว่า นั่นแหละ คือ อานิสงส์ที่ปัจเจกชนจะพึง ได้รับในการถึงธรรมของเขาเป็นข้อแรก ที่เราให้บทนิยามว่า การถึงธรรม ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่น เพราะทุกข์กับ เขาไม่เป็น ดังที่กล่าวแล้วดังนี้
Buddhadasa