Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๑๗ — ธรรมคืออะไรในฐานะเป็นเหตุหรือพระเป็นเจ้า

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.10 ๒๒๒ ความหมายของคำว่า "ถึง" ๒๓๓ ถึงธรรมตามความหมายที่ ๑ และ ๒ ๒๔๓ ถึงธรรมตามความหมายที่ ๓ และ ๔ ๒๕๘ ใคร อะไร เป็นผู้ถึงธรรม ๒๖๙ ตะล่อมใจความส่วนลึก ๒๘๑ ลู่ทางปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อถึงธรรม ๒๙๓ ลู่ทางปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อถึงธรรม (ต่อ) ๓๐๕ ความเป็นสาวกต่อธรรมโดยตรง ๓๑๘ ความสวามิภักดิ์ต่อธรรม ๓๓๐ ความหมายของคำว่า "ชาติ" ๓๔๒ คำว่าชาติในกรณีของการถึงธรรม ๓๕๔ ชาติ ชรา มรณะ ทางฝ่ายนามธรรม ๓๖๗ ค่าของสิ่งประเล้าประโลมใจ ๓๘๐ ค่าของสิ่งประเล้าประโลมใจ (ต่อ) ๓๙๒ ธรรมในฐานะเป็นสิ่งที่ประเล้าประโลมใจ

น.12 ๑ เรื่องธรรม หรือเรื่องคน ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ธรรมบรรยายชุดนี้ จะได้ดำเนินไปในภายใต้หัวข้อ ว่า "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" หรือถ้าจะกล่าวให้สั้นกว่า นั้น เรื่อง " ธรรม กับ คน " นั่นเอง น้อยคนที่จะคิดว่า สิ่งทุกสิ่งหรือเรื่องทุกเรื่อง รวมอยู่ในคำว่า ธรรมเพียงคำ เดียวเพราะว่าความจริงข้อนี้อยู่ลึก หรือยากเกินไปสำหรับคน ธรรมดาที่จะมองเห็น เราจะได้วินิจฉัยกันในวันหลัง สำหรับในวันแรกนี้ จักได้ใช้หัวข้อเช่นนี้คือ "เรื่อง ธรรม และ เรื่องคน" ว่ามีความสัมพันธ์กันโดยทุกวิถีทาง เช่นการสัมพันธ์กันโดยหน้าที่ต้น ว่ามีอยู่อย่างไร? อย่าง น้อยที่สุด ก็ควรจะเข้าใจไว้ก่อนว่า ฆราวาสที่บ้านก็ดี

น.13 บรรพชิตที่วัดก็ดี ล้วนแต่มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือจะต้อง ถึงธรรมอยู่เสมอไป ฆราวาสก็มีธรรมสำหรับฆราวาส บรรพชิต ก็มีธรรมสำหรับบรรพชิต ฆราวาสที่มาบวชก็ด้วยความมุ่ง หมายที่จะเข้าถึงธรรม ให้มากไปกว่าที่ฆราวาสจะเข้าถึงได้ หรือเร็วกว่าหรือสะดวกกว่า ดังนี้เป็นต้น ถ้าปราศจากธรรม เสียแล้ว ฆราวาสก็จะไม่เป็นฆราวาส บรรพชิตก็จะไม่เป็น บรรพชิต หรือแม้ที่สุดแต่คนก็จะไม่เป็นคน หรือมนุษย์ก็จะ ไม่เป็นมนุษย์นั่นเอง และจะต้องทราบไว้ด้วยว่าการเข้าถึง ธรรมของคนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้น ก็หาได้ทำให้เป็นคน หรือเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ไม่ ดังนั้น คนจักต้องถึงธรรม โดยสมบูรณ์ แล้วธรรมก็จักถึงคนโดยสมบูรณ์เช่นเดียวกัน จึงมีการย้ำให้เห็นในที่นี้ว่า "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ใจความสำคัญในข้อนี้อยู่ที่ว่า คนต้องถึงธรรมจริง ๆ ไม่ใช่ถึงอย่างพอเป็นพิธี หรืออย่างตบตา ธรรมจึงจะถึงคน มิฉะนั้นแล้ว คนก็จะละเมอไปข้างเดียวว่า ตนเองถึงธรรม แล้วอย่างงมงาย หรืออย่างน่าเวทนาสงสาร ธรรมสำหรับ ฆราวาสก็ดี สำหรับบรรพชิตก็ดี ล้วนแต่เป็นธรรมอย่าง เดียวกัน คือแนวเดียวกัน หรือสายเดียวกัน มีหลักเกณฑ์

น.14 อย่างเดียวกัน หากแต่ว่าแตกต่างกันโดยระดับ ฆราวาสต้อง หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยตนเอง ยังแถมมีบุคคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูอีกด้วย ส่วนบรรพชิตไม่อยู่ในฐานะ เช่นนั้น ดังนั้นเวลาหรือกำลังที่จะใช้ในการศึกษาและปฏิบัติ ธรรมจึงผิดกันมากมีผลทำให้ฆราวาสประพฤติ เป็นไปได้อย่าง ยากลำบากหรือถึงกับไปหลงสำคัญผิด เห็นเรื่องที่จะหาเลี้ยง ปากเลี้ยงท้องเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดไปเสียก็มี อีกทางหนึ่งนั้น ฆราวาสอยู่ใกล้ชิดสิ่งยั่วยวนในโลก จึงมักจะพลัดไปติดบ่วง ของสิ่งเหล่านั้นไปเสียก็มี ทำให้เข้าใจธรรมหรือปฏิบัติธรรม ได้ยาก เหมือนเรือหรือยานพาหนะที่หนักและเต็มไปด้วย อุปสรรค ความเป็นฆราวาสจึงถูกจัดไว้โดยสมมติบัญญัติว่า หีนเพศ คือเพศอันต่ำหรือหยาบ และสมมติหรือบัญญัติเพศ บรรพชิตว่าเป็น อุ ต ม เ พ ศ หรืออุดมเพศ เพราะคล่อง แคล่วหรือเบาสบายต่อการที่จะเข้าถึงธรรมนั่นเอง สิ่งที่จะต้องมองให้เห็นอีกทางหนึ่ง ก็คือเมื่อกล่าว โดยแท้จริงแล้ว การทำงานก็ดี, การฟันผ่าภาระหนักหรือ การรับผิดชอบอันใหญ่หลวงก็ดี การเผชิญหรือต่อสู้กับความ ทุกข์ก็ดี โดยเนื้อแท้ก็ย่อมเป็นการศึกษาธรรมหรือปฏิบัติ

น.15 ธรรมอยู่ในตัวมันเองด้วยกันทั้งนั้น ฆราวาสที่มีเรื่องมาก มีภาระมาก มีหน้าที่การงานมาก น่าจะเห็นธรรมหรือเข้าถึง ธรรมได้โดยง่ายหรือเร็วกว่าเพศบรรพชิต ซึ่งมีการเป็นอยู่ อย่างตรงกันข้าม คือมีแต่ความเบาสบายและก็น่าจะหลง ระเริงไป แต่แล้วทำไมฆราวาสก็ยังมองไม่เห็นธรรมจากชีวิต หรือจากการงานของตน กลายเป็นมีอาการเหมือนกับสัตว์ที่ จมอยู่ในท่ามกลางของอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็หามองเห็น ของเหล่านั้นไม่ หรือหาได้เข้าใจของเหล่านั้นไม่ แถมกลับ ไม่ประสีประสาต่อของเหล่านั้นเสียเลย อย่างคำพังเพยที่ว่า นกไม่เห็นฟ้า หรือปลาไม่เห็นน้ำ ทั้ง ๆ ที่นกก็บินอยู่ในฟ้า และปลาก็ว่ายอยู่ในน้ำ นั่นแหละคืออาการที่เรียกว่าไม่ถึง ธรรม เพราะไม่เห็นธรรม ไม่เข้าใจธรรมเป็นต้น ธรรมเป็น สิ่งซึ่งเข้าถึงได้ยาก โดยทำนองเดียวกันนี้ และทำให้คนกลาย เป็นนกหรือเป็นปลาในลักษณะเช่นนั้น ขออย่าได้ประมาท เลย ในโอกาสแรกนี้ อยากจะให้ทราบกันเสียก่อนว่า ถ้า คนถึงธรรมหรือธรรมถึงคนแล้ว จะมีผลที่น่าชื่นใจอะไร ขึ้นมาบ้าง ? เพื่อจะให้เกิดความสนใจหรือกำลังใจในการที่จะ

น.16 ทนศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมสืบไป การศึกษาธรรมและ ปฏิบัติธรรมนั้นย่อมต้องการความอดทนมาก ความพยายาม มาก ความสุขุมรอบคอบมาก และความเฉลียวฉลาดมาก เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้กำลังใจอย่างมากด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่มีผลหรืออานิสงส์อะไรเป็นที่หวังแล้ว ย่อมเป็นการยาก ที่จะทนทำไปได้ แล้วก็จะค่อยหันเหออกไปนอกทางของธรรม กลายเป็นผู้ไม่สนใจธรรม หรือ ถึงกับเกลียดธรรมไปในที่สุด ซึ่งเราก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วว่ามีอยู่โดยมาก และเป็นปัญหา ยุ่งยากขึ้นทั้งส่วนตัวเขาและส่วนสังคม ตามหลักของพุทธ- ศาสนานั้นปัญญาต้องมาก่อน ไม่ใช่ความเชื่อมาก่อน ดังนั้น เราต้องเห็นธรรมและหวังผลของธรรมด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วย ความเชื่อ แม้ว่าในเบื้องต้นคนโดยมากจักต้องอาศัยความ เชื่อ เพราะว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีปัญญาหรือยังไม่มีปัญญาก็ตาม เขาจะต้องรีบกระทำให้เกิดปัญญา เปลี่ยนมือจากความเชื่อไป สู่ปัญญา ให้มองเห็นอานิสงส์ของธรรมด้วยปัญญา จึงจะเป็น การรับประกันว่าปลอดภัยในการถึงธรรม เขาไม่อาจจะถึง ธรรมได้ด้วยอำนาจของความเชื่อ ความเชื่อเพียงจะนำความ สนใจมาสู่ธรรมในเบื้องต้นเท่านั้นเอง ไม่สามารถจะผ่าน

น.17 ตลอดธรรมไปได้ หรือไม่แทงทะลุธรรมไปได้ จึงไม่ได้ดื่มรส ที่แท้จริงของธรรม ดังนั้น ความหวังนั้นจึงยังเลื่อนลอย เขา จะต้องก้าวหน้าหรือเลื่อนชั้นขึ้นไปให้ถึงขั้นของปัญญาในเวลา ใดเวลาหนึ่งให้จนได้ อย่าได้ย่ำเท้าหยุดเพียงแต่ความเชื่อนั้น เลย นี้เรียกว่า เราไม่อาจจะถึงธรรมด้วยความเชื่อหรือลำพัง ความเชื่อ แต่เราอาจจะถึงธรรมด้วยปัญญาหรือลำพังปัญญา ดังนั้น ความหวังต่ออานิสงส์ของธรรม หรืออานิสงส์ของ การถึงธรรมก็ตาม จักต้องเป็นไปด้วยปัญญาอย่างที่เรียกว่า สันทิฏฐิโก ซึ่งแปลว่า อันบุคคลพึงเห็นได้ด้วยตนเอง หรือ อย่างที่เรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ซึ่งแปลว่า อัน วิญญูชนพึงรู้แจ้งแทงตลอดเฉพาะตนดังนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องของ ศรัทธาโดยทั่วๆไป แต่เป็นเรื่องของปัญญา แต่ถ้าจะเกณฑ์ให้ เป็นเรื่องของศรัทธาก็ต้องให้เป็นศรัทธาที่มาหลังจากปัญญา หรือมีรากฐานอยู่บนปัญญา จึงจะใช้ได้เพราะมีหลักตายตัว อยู่ว่า พ้นทุกข์ได้ด้วยปัญญา บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา หลุดพ้นได้ด้วย ปัญญา ดังนี้ทั้งนั้น เมื่อการปฏิบัติไม่ก้าวมาจนถึงปัญญา เพราะ มัวย่ำเท้าหรือติดต้นอยู่เพียงศรัทธาเสียแล้ว คนจะถึงธรรม หรือธรรมจะถึงคนไม่ได้ ดังนั้นแม้ในขั้นเริ่มต้นที่สุดเราก็

น.18 ต้องเริ่มด้วยปัญญา แล้วจึงปลูกฝั่งศรัทธาไปตามอำนาจของ ปัญญานั้น จงจัดจงทำให้ปัญญาจูงศรัทธาเถิด อย่าให้ศรัทธา จูงปัญญาเลย ถ้าทำเช่นนั้นไม่ได้ ก็ให้มันเคียงบ่า เคียง ไหล่ เคียงคู่กันไป เกี่ยวแก่การเห็นอานิสงส์ของการถึงธรรม โดยทางปัญญานี้ จะต้องสังเกตดูจนเห็นว่า พวกเราถูกสอน หรือบางทีก็ถูกบังคับให้รับสรณาคมน์ คือการถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ้าง เพื่อการถือศีลห้า หรือศีลอุโบสถ บ้าง เพื่อบำเพ็ญวัตรปฏิบัติบางอย่าง เช่น ธุดงค์บางข้อ เป็นต้นบ้าง หรือให้ทำบุญให้ทานนานาประการก็ตาม ล้วน แต่เป็นเรื่องของความเชื่อไปเสียทั้งนั้น เขาไม่ได้ให้ความรู้ หรือปัญญาแก่เราเลย นี่เรียกว่า เราเข้ามาสู่ขอบวงของ ธรรมด้วยอำนาจของความเชื่อ ที่เชื่อตามคนบอก ที่ขอร้อง หรือบังคับให้เชื่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ แย้งหรือตั้งข้อสงสัยเลย เอาแต่ให้เชื่อตะพึดว่าพระรัตนตรัยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องเชื่อ ไม่ว่าการปฏิบัติตามระเบียบประเพณีรีตองต่างๆ ตามที่ บัญญัติไว้อย่างไร หรือว่าทำบุญให้ทานอย่างนั้นอย่างนี้ มัน จะเป็นคนมีโชคดีหรือได้นั่นได้นี่ตามที่ตัวต้องการ ทั้งใน ชาตินี้และชาติหน้า รวมทั้งชาติต่อ ๆ ไปด้วย แล้วเราก็

น.19 ชื่อและทำตาม ๆ กันไป โดยไม่ประสีประสาต่อความหมาย ของคำว่า "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" นี้เสียเลย รู้อยู่อย่างมากก็แต่เพียงว่าทำไปเถิด จะได้รับแต่สิ่งที่ตนรัก หรือชอบใจ โดยปริมาณมากหรือโดยเร็วและเป็นการถาวร เท่านั้น ความอยากที่จะได้สิ่งเหล่านั้น เป็นเหตุให้เกิดความ เชื่อ ไม่ใช่ปัญญาเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อ ความเชื่อใน ลักษณะเช่นนี้ ท่านเรียกว่าเป็นความเชื่อที่ถูกตัณหาและ ทิฏฐิลูบคลำ แล้วมันจะเป็นศรัทธาที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไป อย่างไรได้ มันมีแต่จะถูกลากถูกจูงไปโดยตัณหาและทิฏฐิ เหล่านั้นเท่านั้น และไปตามอำนาจของตัณหาและทิฏฐิ เหล่านั้น ตามที่มันอยากและเข้าใจเอาเอง ซึ่งล้วนแต่เป็น ความเข้าใจผิด เป็นความเข้าใจงมงาย หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ชนิดหนึ่ง เป็นโมหะชนิดหนึ่ง หาใช่เป็นสัมมาทิฏฐิไม่ ดังนั้นสิ่งที่เชื่อนั้นเองได้กลายเป็นอุปสรรคขวางหน้า แก่การที่ จะเข้าถึงธรรมจนยากที่จะฟันผ่าไปได้ เปรียบเหมือนมีภูเขา หิมาลัยซึ่งแสนจะทุรกันดารมาขวางทางเดินของเขาเสียฉันใด ก็ฉันนั้น ความหวังในอานิสงส์ด้วยอำนาจของความเชื่อย่อม

น.20 นำไปสู่ผลเช่นนี้และเขาก็พอใจในผลนั้นเพียงเท่านั้น และใน ลักษณะอย่างนั้น เรื่องมันก็จบกัน ไม่ต้องพูดถึงการลุถึง ธรรม คือไม่มีการเบิกบานออกมาสู่แสงสว่างของธรรม เพราะตายด้านอยู่ในขั้นที่เป็นศรัทธา เปรียบเหมือนลูกไก่ ที่พักเป็นตัวอยู่ในฟองไข่แล้ว ก็ตายเสียก่อนที่จะทำลาย เปลือกฟองไข่ออกมาได้ ไม่มีโอกาสที่จะเห็นแสงเดือนแสง ตะวันฉันใดก็ฉันนั้น มีดีอยู่นิดเดียวตรงที่ว่าพักตัวเป็นลูกไก่ ได้ แต่เป็นลูกไก่ที่ตายในฟองไข่ ซึ่งพอจะพูดได้ว่าดีกว่า ไม่ได้พักเสียเลยเท่านั้นเองกระมัง? สำหรับการมองเห็น อานิสงส์ของการถึงธรรมด้วยปัญญานั้น ย่อมหมายถึงการ ไม่ยอมอยู่เพียงความเชื่อ ไม่หวังพึ่งความเชื่อโดยส่วนเดียว แต่พยายามที่จะสร้างปัญญาขึ้นมาหรือพอกพูนเจริญปัญญาขึ้น ไปด้วยความกล้าหาญ หรือด้วยเหตุผลเป็นส่วนของตนเอง โดยสามารถที่จะตั้งปัญหาว่า ทำไมมันจึงต้องเป็นอย่างนั้น? และ มันเป็นอย่างนั้นได้ด้วยอำนาจหรือเหตุอะไร ? หรือ ทำไมเราจึงต้อง อาศัยสิ่ง ๆ นี้ในความเป็นมนุษย์หรือความเป็นคนของเรา ? ดังนี้ เป็นต้น นี้เป็นตัวอย่างแห่งลักษณะของบุคคลที่เรียกว่า เวไนยสัตว์ คือสัตว์ชนิดที่จะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้ารู้

น.21 รื่อง คำว่า เวไนย แปลว่า อาจจะถูกนำไปได้ คือ เพียงพอที่ธรรมจะนำเขาไปได้ หรือคำสั่งสอนของพระพุทธ- เจ้าจะนำเขาไปได้ ซึ่งข้อนี้เราหมายถึงการนำไปจนถึง จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ไปตายด้านอยู่ครึ่งทางหรือตาย ด้านอยู่ต้นทาง แต่ต้องการให้เป็นลูกไก่ชนิดที่พักออกโดย สมบูรณ์ เป็นไก่โดยสมบูรณ์ขึ้นมาตัวหนึ่งได้จริง ๆ การที่ ตายด้านอยู่ในขั้นของศรัทธานั้น หมายความว่า ไม่ก้าวไป สู่ขั้นของปัญญาได้เลย คือไม่ลุถึงธรรมนั่นเอง หาอาจจัด เป็นเวไนยสัตว์ได้ไม่ ควรจะมีความสลดสังเวชตัวเองในข้อ นี้กันให้มาก ถ้าหากใครตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาจะต้องมี ความนึกคิด ความรู้สึกพอที่จะมองเห็นว่า ชีวิตหรือตัวเองนั้น คืออะไร ? ซึ่งหมายความว่า มันกำลังอยู่ในภาวะเช่นไร ภาวะนั้นเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา หรือว่า ภาวะนั้นสมควรกันกับความหมายของคำว่า "ชีวิต" หรือคำว่า "มนุษย์" เป็นต้น แล้วหรือยัง ? หรือถ้าจะไม่พูดให้เป็นศัพท์ เป็นแสงอย่างนี้ ก็เล็งถึงข้อที่ว่า ความเป็นมนุษย์ในสภาพ อย่างนี้ เป็นที่น่าพอใจหรือน่าชื่นอกชื่นใจหรือยัง? ถ้าหาก ยัง ก็จำเป็นที่จะต้องคิดต่อไปว่า มันจะต้องทำอย่างไร เมื่อใช้

น.22 สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตนเองเป็นเหตุผลเพื่อการคำนวณไป เรื่อย ๆ โดยลักษณะที่กล่าวนี้ เรื่องทั้งหมดก็จะกลายเป็น เรื่องของปัญญาขึ้นมาเอง เมื่อความคิดเดินถูกทางเช่นนี้แล้ว ความเชื่อหรือศรัทธาก็จะเดินถูกทางเอง ความอยากหรือ ความปรารถนาหรือความมุ่งหมายก็จะเดินถูกทางเอง คนจึง กลายเป็นปัจเจกพุทธขึ้นมาได้ด้วยลักษณะอาการอย่างนี้ แม้ ในยุคในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าปรากฏอยู่ เขาก็ยังเอาตัวรอดได้ด้วยอำนาจของ ปัญญานั้น แต่บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าเป็นยุคที่มี พระพุทธเจ้า คือมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นตัวแทนของพระองค์ท่าน หรือเป็นพระศาสดาของ เรา ที่ยังคงมีอยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเมื่อเกิดมีปัญหา ขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ย่อมเป็นการง่ายกว่ากันเป็นไหน ๆ ในการที่จะแสวงหาคำตอบจากพระพุทธเจ้า หรือจากพระ ธรรมศาสดา ซึ่งอาจจะพบได้ด้วยการได้ยินได้ฟังอยู่ในที่ ทั่ว ๆ ไป ขออย่างเดียวแต่เพียงว่า จะต้องใช้ปัญญาจึงจะหา พบองค์พระพุทธเจ้า หรือเข้าใจธรรมนั้น ๆ ได้ อย่ามัวใช้

น.23 แต่ศรัทธาอย่างเดียวอยู่เลย หรืออีกทางหนึ่งซึ่งตรงกันข้าม ก็คือ อย่าได้ใช้ทิฏฐิมานะเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองเลย แต่จงประคับประคองปัญญาให้เดินไปตามอำนาจของเหตุผล หรือของตัวมันเองก็ตาม จนกระทั่งมองเห็นความจริงของสิ่ง ทั้งปวงที่เรียกได้ว่า เห็นธรรม ประเภทหนึ่งเสียก่อน แล้วก็ จะเข้าถึงธรรมในขั้นลึกกว่านั้น หรือแม้ทำนองนั้น แต่ลึก ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงกาลถึงธรรมะโดยสมบูรณ์ ได้ในที่สุด ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่เราควร จะมุ่งหมายและก็มีอยู่แต่เพียงว่าความเป็นคน หรือเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง และสมบูรณ์ที่สุด จนสิ่งที่เรียกว่า "คน" นั้น หายไป เหลืออยู่แต่ธรรมเพียงอย่างเดียว และอะไรๆก็จะเพียงพอและ ครบถ้วน หรือสมบูรณ์ที่สุดอยู่ในสิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียวนี่แหละ คืออาการที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน คือมันกลายเป็น สิ่งๆเดียวกันเสียนั่นเอง อานิสงส์ก็คือเมื่อมีอยู่แต่ธรรมแล้ว ความทุกข์ต่าง ๆ ก็ไม่มีคนที่จะเป็นทุกข์ก็ไม่มีปัญหายุ่งยาก นานาชนิดเกี่ยวกับความดับทุกข์อย่างฆราวาสก็ตาม อย่าง บรรพชิตก็ตาม ก็สิ้นสุดไป ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่สำหรับ

น.24 การศึกษาก็ตาม สำหรับการปฏิบัติก็ตาม นี่แหละคือภาวะ ของการที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน จนกระทั่งจิตใจ หรือความรู้สึกคิดนึกของคนทั้งหมด รวมทั้งการพูดและการ กระทำของเขา ได้กลายไปเป็นธรรมไปเสียเอง ดังนี้ บัดนี้ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ก็มีแต่ธรรม ที่ปรากฏอยู่ในการพูดจา ก็มีแต่ธรรม ที่ปรากฏอยู่ในการ กระทำทางกาย เช่นทางมือ ทางเท้า หรือทางอะไรก็ตาม ก็เหลืออยู่แต่ธรรม มีแต่ธรรมอย่างเดียวเท่านั้นปรากฏอยู่ หรือเด่นอยู่ในความรู้สึก และเป็นไปในลักษณะที่ถูกต้องที่สุด ไม่เป็นที่ตั้งหรือไม่เป็นทางให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา หรือว่าของเราได้แต่ประการใดเลย นี่แหละ คือว่าภาวะที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน จนกระทั่งกลายเป็นของอย่าง เดียวกันไปเสีย ซึ่งเราจะเรียกว่าธรรม หรือจะเรียกว่าคนก็ตาม มันก็ยังเป็นของอย่างเดียวกันอยู่นั่นเอง ดังนั้น เราจะเห็น ได้ว่าคนที่ถึงธรรมแล้วนั้น ย่อมกลายสภาพเป็นธรรมไปหมด หรืออีกทางหนึ่งก็ว่า เมื่อธรรมถึงคนแล้วก็จะทำให้สิ่งที่เรียก ว่าคนนั้นสลายไป เหลืออยู่แต่ธรรมสิ่งเดียวเท่านั้นในที่ทุกหน ทุกแห่งและทุกกาลทุกสมัย และเราต้องไม่ลืมว่า แม้ภาวะ เช่นนี้มันเป็นแก่คนทุกคนไม่ได้ แต่มันจะเป็นได้โดยเฉพาะ แต่คนที่ถึงธรรมแล้วโดยไม่ต้องสงสัยเลย

น.25 นี่แหละ จงคิดดูเถอะว่า อานิสงส์ของการถึงธรรม นั้นเป็นอย่างไร ? และว่าการที่จะมองให้เห็นอานิสงส์ของ ธรรมนั้นมันอยู่เหนือวิสัยของศรัทธา แต่ว่าอยู่ในอำนาจ หรือขอบเขตของปัญญาอย่างไร ? และในที่สุดก็ว่าทั้งฆราวาส และทั้งบรรพชิต ถ้าไม่มีการถึงธรรมแล้วย่อมไม่มีทางที่จะ เอาชนะความทุกข์ได้ แม้แต่ในระดับของตน ๆ ไม่ว่าใน ระดับไหน ? อย่างไร ?

น.26 ประโยชน์ ๒ ของการถึงธรรม ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ ระหว่างธรรมกับคนในหลายแง่หลายมุม เพื่อช่วยให้เกิดความ เข้าใจในความหมายของคำว่า "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ได้โดยง่ายในเบื้องต้น สำหรับการบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ จะได้ วินิจฉัยกันถึง ประโยชน์ของการถึงธรรมโดยเฉพาะ ให้เป็น ที่เข้าใจอย่างแจ้งชัด ในครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงประโยชน์หรืออานิสงส์ ของการถึงธรรม เป็นการล่วงหน้าไว้โดยใจความสั้นที่สุดว่า เมื่อ คนถึงธรรม หรือธรรมถึงคน แล้ว ทั้งสองอย่างนี้ย่อม

น.27 ข้าถึงความเป็นอันเดียวกัน คือคนได้หายไปเหลืออยู่แต่ธรรม จะมีอะไรเหลืออยู่ก็ล้วนแต่เป็นธรรมไปหมด แต่คำกล่าวเช่น นี้อาจจะไม่เป็นที่เข้าใจแก่คนธรรมดาสามัญทั่วไปก็ได้ จึงเป็น สิ่งที่ต้องอธิบายและจะได้อธิบายกันในวันนี้ คนทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับคำ ๒ คำ คือ คำว่า โลก กับคำว่า ธรรม แต่มีความรู้สึกเป็นไปในทำนองที่เห็นว่าตรง กันข้าม คือเห็นโลกต่างจากธรรมหรือเห็นธรรมต่างจากโลก เห็นโลกเป็นฝ่ายต่ำเห็นธรรมเป็นฝ่ายสูง หรือบางทีก็ใช้คำ ว่าโลกเป็นคำประนาม หรือคำตำหนิคนบางคนที่ตนเห็นว่า ยังไม่มีธรรม ความรู้สึกที่รู้สึกกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ดังนี้ ควรจะ ถูกนำมาปรับกันเข้าได้กับหัวข้อแห่งการบรรยายของเราที่ว่า " คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน " นั่นเอง และให้โลกหมายถึงคนใน ที่นี้ ซึ่งอาจจะทำให้กล่าวได้ต่อไปว่า ถ้าโลกถึงธรรมหรือ ธรรมถึงโลกแล้ว สิ่งที่เรียกว่าโลกก็จะสลายไปเหลืออยู่แต่ธรรม เช่นเดียวกันอีก และเมื่อเป็นดังนี้ก็ลองคิดดูเถิดว่า มันจะมี อะไรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด น่าปรารถนาที่สุด สำหรับมนุษย์เรา ถ้าผู้ใดมองเห็น ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ เห็นประโยชน์ของการถึงธรรมได้ด้วยตนเองแล้ว ทางที่จะ

น.28 เกิดความเข้าใจผิดมีอยู่ว่า สัญชาตญาณของสัตว์ทั้งหลายมี รากฐานอยู่บนความรู้สึกที่รู้สึกว่า มีตัวตน มีของตน เมื่อได้ ฟังว่าตนจักต้องสลายไปเหลืออยู่แต่ธรรมก็เกิดความสะดุ้งกลัว ไม่มีจิตใจที่จะรับฟัง หรือพิจารณาข้อความนี้ด้วยดีได้ เลย มืดมนต์ต่อความหมายของคำว่าถึงธรรม และไม่มองเห็น ประโยชน์ของการถึงธรรมแต่อย่างไรเลย มีความรู้สึกแต่ที่จะ เป็นโลกหรือเป็นคนที่มีตัวมีตน ซึ่งมีตัณหาและทิฏฐิไปตาม เดิม มีความเชื่อและความหวังที่งมงายไปตามเดิม และ นี่แหละคือโลกของปุถุชนซึ่งไม่สนใจธรรม เพื่อความเข้าถึง ธรรมตามที่เรามุ่งหมายกันในการบรรยายนี้ โลกชนิดนี้จึง เป็นโลกสำหรับปุถุชนอย่างหนักแน่น ชนิดที่มีอะไรมาสั่นให้ หวั่นไหวได้โดยยาก ตามปกติทั่วไป จึงเป็นโลกของความทุกข์ ทั้งที่ประจักษ์และไม่ประจักษ์ ทั้งโดยส่วนตัว และส่วนสังคม ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้โดยไม่กลัวใครเถียง ว่าความเป็น คนหรือความเป็นโลกในลักษณะเช่นนั้น ยังไม่ถูกต้องและ ไม่สมบูรณ์ และว่าถ้าธรรมจะมีประโยชน์อะไรแก่คนหรือแก่ โลก ก็จะต้องมีในลักษณะที่มาช่วยทำให้ถูกต้องและสมบูรณ์ นั่นเอง

น.29 กี่ยวกับความหวาดกลัวอย่างเขลา ๆ เช่นนั้น มีคำ ที่เรียกว่า อวิชชา หรือ โมหะ และคำอื่น ๆ ที่คล้ายกันอีก มาก คำเหล่านี้มีความหมายไปในทางของความมืด บอด จึงเหมือนกับไม่มีแสงสว่างแต่ประการใดเลย หรือว่ามีแสง สว่างแต่ตาของเขาบอดเสียแล้ว เราลองคิดดูเถิดว่า คนตา บอดจะทำอะไรได้อย่างไร ? หรือทำได้เพียงใด? หรือว่าคน ตาดี แต่ถ้าไม่มีแสงสว่างเลย เขาจะทำอะไรได้อย่างไร ? เขา ไม่อาจะทำอะไรที่ยังไม่เคยทำ ไม่อาจจะเดินไปสู่ที่ที่ไม่เคยเดิน ดังนี้เป็นต้น ดังนั้นประโยชน์หรืออานิสงส์ของธรรมอีก ปริยายหนึ่งก็คือ ย่อมเข้ามาในรูปที่ทำคนตาบอดให้หายบอด และช่วยส่องแสงสว่างให้คนตาดีได้มองเห็นตามที่เป็นจริง เมื่อคนถึงธรรมหรือโลกถึงธรรมก็ตาม ตาที่เคยบอดก็หายไป ทันทีและได้รับแสงสว่างของธรรมในลักษณะที่เขาอาจจะรู้จัก และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเขาเอง เพราะแสงสว่างของ ธรรม ย่อมประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึง รู้จักตัวเขาเองแล้วแก้ไขความเป็นคนของเขาให้ถูกต้องและ สมบูรณ์ จนความเป็นคนของเขาได้กลายเป็นธรรมไป เหลืออยู่แต่ธรรมดังที่กล่าวแล้ว เป็นหนทางที่ทำให้เขาชนะ

น.30 ความมืดบอด หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือชนะโลก ไม่มีทาง ที่จะพ่ายแพ้แก่โลกอีกต่อไป นี่คือประโยชน์อันใหญ่ยิ่งของการ ถึงธรรมและทำให้เราเห็นพร้อมกันไปในตัวว่า คนที่พูดว่า ต้องหนีโลกจึงจะประพฤติธรรมได้นั้น เป็นคนที่ไม่รู้จักทั้งโลก และทั้งธรรม และเป็นการกล่าวตู่ธรรมอย่างไม่เป็นธรรมที่สุด ธรรมไม่ได้มีไว้สำหรับให้ใครหนีโลกหรือพ่ายแพ้แก่โลกจน ต้องหนีไปจากโลก ซึ่งมันเป็นเรื่องวุ่นวายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ธรรมมีอยู่สำหรับให้คนชนะโลกหรืออยู่ในโลกด้วยชัยชนะ ไม่ต้องเที่ยววิ่งหนี ให้ลำบากมากไปกว่าเหตุ เพราะไม่มีความ จริงที่จะต้องทำเช่นนั้น ความจริงมีอยู่เพียงจะต้องการให้ถึง ธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งอะไร ๆ ก็กลายเป็นธรรมไป หมดดังที่กล่าวแล้ว ข้อนี้หมายความว่า ต้องสู้รบกันที่นี่ จนมีชัยชนะที่นี่ จนมีความสงบสุขที่นี่ ไม่ต้องวิ่งหนีไปค้น หาอะไรที่ไหนดังที่เข้าใจกันโดยมาก แม้ที่สุดแต่การที่คน บางคนจะสละเหย้าเรือนไปบวชเป็นนักบวชเพื่อศึกษาหรือ เพื่อปฏิบัติธรรมก็ตาม อย่าได้เข้าใจว่าเขาหนีโลกหรือทิ้งโลก ไปหาธรรม นั่นเพียงแต่เขาหาที่มั่นในโลกเพื่อจะต่อสู้กับโลก นั่นเอง เพราะว่าความเป็นโลกนั้นมันมีอยู่ในตัวเขา มันติดอยู่

น.31 ในตัวเขา เขาจะหนีไปที่ไหนมันก็ยังไปเป็นโลกอยู่ที่นั่น ซึ่ง เขาไม่สามารถจะสลัดมันหรือหนีให้พ้นมันได้ ดังนั้นจึงแนะ ให้คิดเสียใหม่ว่า ถ้าจะอาศัยธรรมเป็นที่พึ่งแล้ว อย่าไปนึกถึง การหนีโลกให้ป่วยการเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จงตั้ง หน้าเสาะหาที่มั่น หรือหาความสะดวกในตัวโลกเองนั่นแหละ ก็จะเกิดมีธรรมขึ้นที่นั่นในการที่จะช่วยให้คนเอาชนะโลกได้ที่ นั่นแล้วปัญญาต่างๆ ก็จะหมดไป และเรื่องมันก็ไม่มากเหมือน กับคนที่เที่ยวหอบหิ้วอะไร ๆ เพื่อหนีโลกเพราะความที่ไม่ รู้จักธรรมเสียเลย และในที่สุด เราอาจจะสรุปความได้ว่า ธรรมมีคุณค่าในการช่วยให้เราเอาชนะโลกได้ และการถึง ธรรมก็คือการเอาชนะโลกได้แล้วนั่นเอง การเอาชนะโลก ก็คือการเอาชนะทุกข์ได้ มีผลคืออยู่ในโลกโดยไม่ต้องเป็น ทุกข์ เพราะโลกไม่อาจจะทำให้คนที่ถึงธรรมแล้วมีความทุกข์ แต่อย่างใดได้ โลกซึ่งมีหน้าที่แต่เพียงทำคนให้เป็นทุกข์จึง ไม่มีสำหรับเขาหรือมีค่าเท่ากับไม่มีสำหรับเขา ภาวะแห่งการ อยู่เหนือโลกได้ปรากฏแก่เขา ซึ่งเราบัญญัติเรียกกันว่า โลกุตตรธรรม และมีอยู่หลายชั้นหรือหลายระดับ แล้วแต่ว่า

น.32 เขาเอาชนะโลกได้สิ้นเชิงหรือชนะได้มากน้อยตามสัดส่วนอย่าง ไร? เมื่อเขาอยู่เหนืออำนาจ เหนือพิษสงของโลกได้แล้ว เราก็ถือว่าโลกไม่มีสำหรับเขา คือโลกนี้ไม่เป็นปัญหาแก่เขา อีกต่อไป จึงกล่าวว่า เดี๋ยวนี้เหลืออยู่แต่ธรรม คือความ ว่างจากโลกหรือว่างจากทุกข์ หรือว่างจากทุก ๆ สิ่งที่เขาจะ ยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเรา หรือ ว่าเป็นของเรา นี่แหละ คือ ภาวะแห่งธรรมที่ลุถึงแล้วและได้ครอบงำโลกให้ หมดไปโดย ไม่มีส่วนเหลือ จะมีอะไรที่ประเสริฐหรือสูงสุดไปกว่านี้อีก ก็ลองคิดนึกหรือสันนิษฐานหรือเดาดูเองเถิด ถ้าพ่ายแพ้ ในการคิดนึก เพราะไม่เห็นว่ามีอะไรที่ประเสริฐหรือสูงสุด ไปกว่านี้แล้ว ก็จะมีความพอใจหรือความเลื่อมใส หรือ ความปรารถนาเป็นต้น ต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นเป็นอย่าง สูงสุดขึ้นมาเอง ศรัทธาที่มีมาหลังปัญญา ย่อมให้เกิดความ แน่ใจอย่างแน่นแฟ้นเสมอไป ดังนั้น จึงไม่รู้สึกเป็นความ ยากลำบากอะไรในการ ที่จะฟัน ฝ่าพยายาม เพื่อเข้าถึงธรรมให้ จนได้ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นบันไดสำหรับก้าวไปอย่างราบรื่น เป็นความสุขสนุกสนานไปตั้งแต่ต้นมือ จนกว่าจะถึงที่สุด

น.33 ดังกล่าวแล้ว ถ้าคำว่า อยู่เหนือโลก ยังเป็นคำที่เข้าใจได้ ยาก เราก็ลดลงมาเป็นอยู่เหนือทุกข์ ถ้าคำว่าอยู่เหนือทุกข์ยัง เข้าใจยาก เราก็ลดลงมาเป็นการชนะทุกข์ ซึ่งหมายความว่า ไม่มีความทุกข์สำหรับเรา แม้ว่าภาวะแห่งความทุกข์และ สิ่งซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ยังมีอยู่อย่างเต็มไปทั้งโลก แต่มันก็ไม่มีสำหรับเราที่ถึงธรรมแล้ว หรือแก่ทุก ๆ คนที่ถึง ธรรมแล้ว ทุกข์ของโลกก็ได้ชนะแล้ว ทุกข์ของคนก็ได้ชนะ แล้วนั่นแหละคือประโยชน์ หรืออานิสงส์ของการถึงธรรมที่แท้ จริงทั้งโดยส่วนปัจเจกชนและทั้งโดยส่วนสังคม ที่นี้ เพื่อจะให้ เห็นรายละเอียดที่แจ้งชัดออกไป เราลองแยกประโยชน์ หรืออานิสงส์นั้นออกเป็นส่วนปัจเจกชนและส่วนสังคม แล้ว จำแนกเรียงอย่างออกไปในลักษณะที่จะเห็นได้ง่ายหรือเข้าใจ ง่ายแม้แต่คนที่กำลังจมโลกอยู่ ถ้าหากว่าเขาจะมีดวงตาเหลือ อยู่บ้าง สำหรับปัจเจกชนนั้น เมื่อมีการถึงธรรมแล้ว อานิสงส์ ข้อแรกที่สุดที่ควรจะถูกนำขึ้นมากล่าวก่อนก็ควรจะเป็นข้อที่ ว่า การถึงธรรมทำให้มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่น เพราะทุกข์กับ เขาไม่เป็น คนอื่นเขาทุกข์เป็น ทุกข์เก่ง หรือทุกข์ง่าย

น.34 อย่างไรก็ตามใจเขา คนนี้ทุกข์ไม่เป็นก็แล้วกัน สำหรับคำ ว่าความทุกข์นั้น ขอให้มองกันอย่างกว้าง ๆ หรือกว้างที่สุด แล้วสรุปให้เหลือเพียงหัวข้อสั้น ๆ เพียง ๓ ประการ คือ ทุกข์ที่มีมูลมาจากเรื่องราวทางกายหรือทางวัตถุ เรียกว่า ทุกข์กายนี้อย่างหนึ่ง ทุกข์ที่มีมูลมาจากเรื่องราวทางจิตเกี่ยว กับระบบของจิตซึ่งคู่กันกับกายนี้ก็อย่างหนึ่ง และทุกข์อย่าง สุดท้าย ก็คือทุกข์ที่มีมูลมาจากเรื่องทางวิญญาณหรือทาง ความคิดเห็นซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสโดยตรงนี้อีกอย่างหนึ่ง รวมกันเป็นสามอย่าง ตัวอย่างความทุกข์ทางกายนั้น ตามปกติก็เยียวยากันด้วย วิธีการรักษาพยาบาลทางกายที่โรง พยาบาลเป็นต้นที่จัดไว้เพื่อการนั้น แต่ในขณะที่โรคนั้น ยังไม่หายก็ย่อมจะมีความเจ็บปวด หรือความทนทุกข์ทรมาน ทางกาย ถ้าจิตใจของเขาไม่ถึงธรรม ก็ย่อมรับเอาความทุกข์ นั้นเป็นของตน จึงทนทุกข์ทรมานมาก ถ้าจิตถึงธรรม บารมีของธรรมย่อมคุ้มครองให้เห็นความเจ็บปวดนั้นกลาย เป็นบทเรียนที่น่าศึกษาไปบ้าง เป็นความจริงที่ต้องเข้าถึงบ้าง คือเป็นธรรมที่ต้องเข้าถึงอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง หรือกลายเป็น

น.35 สิ่งที่น่าหัวเราะไปบ้าง ความทุกข์ทรมานก็ไม่มี แม้ว่าโรคนั้น จะเป็นโรคร้ายแรง เหลือวิสัยแห่งการรักษาเยียวยาของแพทย์ มันก็ยังกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไป นี่เรียกว่าเอาชนะทุกข์ทาง กายได้ เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง สำหรับ ทุกข์ทางจิต หรือ ทุกข์ อย่างที่สอง นั้น เนื่องจากโรคภัยทางจิต ซึ่งมีรากฐานตั้งอยู่บน ระบบของประสาทเป็นต้น ซึ่งยังเนื่องกันอยู่กับกายโดยไม่อาจ จะแยกจากกันได้โดยพฤตินัย แต่โดยนิตินัยนั้นเราแยกจากกัน เพื่อให้เห็นความเป็นโรคชนิดนี้อย่างชัดแจ้งขึ้นมาอีกอย่าง หนึ่งเมื่อโรคชนิดนี้เกิดขึ้นเราก็ไปสู่สถานพยาบาลทางจิต ใน ระหว่างที่ยังไม่หายก็ย่อมจะมีความทุกข์ในทางจิตเพราะความ มีจิตไม่ปกติ แต่ถ้าเป็นผู้ถึงธรรมก็ไม่มีทางที่จะเป็นโรคชนิด นี้ได้เลย จึงไม่มีการทนทุกข์ทรมานเพราะโรคนี้ หรือถ้าถึง ธรรมน้อย เป็นผู้มีอาการแห่งจิตฟุ้งซ่านไม่ผาสุกเพราะนิวรณ์ กระวายทางพยาบาทเกลียดชัง กระวนกระวายเพราะจิตเศร้า กลุ้มรุม เช่น มีความกระวนกระวายในทางกาม กระวน หรือหดเหี่ยวกระวน กระวายเพราะจิตเหลิงหรือฟุ้งซ่าน และ กระวนกระวายเพราะเป็นโรคขี้ระแวงลังเล เป็นต้น ดังนี้แล้ว

น.36 ก็มีอยู่ทางเดียวอีกเหมือนกันที่จะแก้ไขมันได้ คือการเข้า ถึงธรรมในระดับหนึ่งตามแบบหรือตามวิธีชนิดหนึ่งจนกว่า โรคนี้จะหาย แต่ต้องขอย้ำไม่ให้ลืมอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าถึง ธรรมแล้วไม่อาจจะมีโรคอย่างนี้ได้ หรือแม้ที่สุดแต่ขณะที่จิต ถึงธรรมเป็นการชั่วคราว โรคอย่างนี้ก็ยังเกิดไม่ได้ เรียกว่า ความทุกข์ซึ่งมีมูลมาจากเรื่องทางฝ่ายจิตล้วน ๆ ก็ไม่อาจจะมี แก่คนที่ถึงธรรม ทีนี้ก็มาถึงความ ทุกข์อย่างที่สาม ซึ่งมีมูล มาจากเรื่องฝ่ายสติปัญญาความเชื่อความคิดเห็นความเข้าใจ เป็นต้น ซึ่งมันได้ดำเนินไปนอกแนวของธรรม ข้อนี้หมาย ความว่า เขาเป็นคนที่มีร่างกายสบายดี มีเงินใช้ มีเกียรติยศ ชื่อเสียง มีพวกพ้องบริวารและเขาก็มีสุขภาพทางจิตดี ดังที่ เราเรียกกันว่าคนปกติ และยังแถมมีสติปัญญาเต็มตามที่ มนุษย์ธรรมดาควรจะมีด้วย แต่แล้วเขาก็ยังต้องหม่น หมอง หรือบางทีก็ต้องร้องไห้เป็นวักเป็นเวนหรือนอน หลับได้ยากเป็นต้น เพราะว่าเขาเป็นโรคทางวิญญาณ เป็น มิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิด เข้าใจธรรมชาติอันเร้นลับผิด แก้ปัญหาเรื่องความโลภ ความโกรธ ความหลงไม่ได้ แก้

น.37 ปัญหาเรื่อง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของ ธรรมชาติ อันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยสติปัญญาอย่างสูง คือธรรมะตัวจริงนั่นเองก็ยังไม่ได้ หรือเรียกว่าเขาเป็นโรค ในทางฝ่ายวิญญาณ ทั้งที่เขาไม่เป็นโรคทางฝ่ายกายและฝ่ายจิต เขาก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นั่นเอง แต่คนที่ถึงธรรม มีจิต เป็นธรรมแล้ว ย่อมไม่เป็นโรคชนิดนี้เลย คือ ไม่มีความทุกข์ ชนิดที่มีมูลมาจากเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ เรียกว่าเขาเอาชนะ ความทุกข์ได้ทั้ง ๓ ประการ คือ มีความสดชื่นชนิดที่เป็นทุกข์ กับเขาไม่เป็น ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ขอซ้อมความเข้าใจไว้ ในที่นี้ว่าการที่จัดแบ่งความทุกข์หรือโรคออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้นั้น เป็นการจัดขึ้นเองเพื่อสะดวกแก่การที่จะเข้าใจได้ โดยง่ายสำหรับพวกเราในสมัยนี้ คนพวกอื่นหรือนักศึกษา พวกอื่นอาจจะไม่จัดอย่างนี้ก็ได้ หรือแม้ที่สุดแต่ในคัมภีร์ โดยเฉพาะคัมภีร์อรรถกถา ซึ่งได้เปรียบเทียบความทุกข์กับ โรคก็ยังจัดไว้เพียง ๒ ประเภทคือ โรคทางกาย กับโรคทางจิต และจัดให้โรคทางจิตหมายถึงกิเลสโดยตรง ซึ่งในที่นี้เรา เรียกกันเสียว่าโรคทางฝ่ายวิญญาณ เพราะเราจัดให้โรคทาง

น.38 หมายถึงโรคที่เกิดแต่ระบบของจิต หรืออาการกระวนกระวาย ของจิตในขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ นั่นเอง และเพื่อให้ตรงกันกับ ภาษาไทย สุดท้ายหมายถึงโรคจิตด้วย ทีนี้ ถ้าเราเหลือบ ดูไปทางพวกบาลี คือคัมภีร์บาลี และที่เป็นพุทธภาษิต ที่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ หรือความหายจากโรค กลับไปพบ ว่าหายจากโรคทางกายกับวาจา ชนิดหนึ่ง หายจากโรคทาง จิต ชนิดหนึ่ง และหายจากโรคทางทิฏฐิ อีกชนิดหนึ่ง เป็น ๓ ประเภทด้วยกัน ในการบรรยายนี้ เห็นว่าการจัดอย่างนี้สะดวกที่จะ เข้าใจได้ง่ายสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไป จึงได้ชี้ให้เห็น โรคหรือความเป็นทุกข์เป็น ๓ ประเภทดังที่กล่าวแล้ว ความ สดชื่นของคนเรา เรียกโดยภาษาบาลีว่า เขมะ หรือโดย ภาษาไทยว่า เกษม ความหมายก็คือ ไม่มีอะไรครอบงำย่ำยี ซึ่งทำให้เศร้าหมองหรือหดเหี่ยวไป มีแต่ความเบิกบาน แจ่มใส สดชื่น ความเกษมจากโรค ๓ ประการดังที่กล่าว แล้ว ควรจะถือว่าเป็นความเกษมอย่างยิ่ง คือ สดชื่นอย่าง ยิ่ง เพียงแต่ไม่มีโรคทางกายและโรคทางจิต ดูก็รู้สึกสนุก สนานร่าเริงดีอยู่ แต่ถ้ายังมีโรคทางฝ่ายวิญญาณซ่อนเร้น

น.39 อยู่แล้ว ในทางธรรมะไม่ถือว่า เกษมจากโรค นั่นแหละ คือการที่ยังไม่ถึงธรรม ยังมีโรคร้าย หรือเชื้อโรคร้ายเสียด แทงอยู่ในภายใน คือในส่วนลึกของสันดาน ซึ่งอยู่ลึกไปกว่า ระบบของจิต เราจะต้องมีความมุ่งหมายกวาดล้างโรคร้ายให้ หมดไปกระทั่งถึงส่วนลึกของสันดาน จึงจะเรียกว่าถึงธรรม ควรจะเข้าใจให้ถูกเสียด้วยว่า คำที่กล่าวว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ซึ่งแปลว่า ภาวะแห่งความไม่มีโรค ย่อมเป็นลาภ อย่างยิ่งนั้น ถ้าเป็นคำกล่าวของคนพวกอื่น จะมีความหมาย อย่างไรก็ตามใจเขา แต่ถ้าคำกล่าวนี้อยู่ในรูปพระพุทธภาษิต แล้ว คำว่า ภาวะแห่งความไม่มีโรค ย่อมหมายถึงความไม่มีโรค ทั้ง ๓ ประเภทดังที่กล่าวแล้ว เนื่องจากคำกล่าวประโยคนี้มี กล่าวกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลบ้าง และกล่าวโดยพวกขายยา ตามท้องถนนในครั้งพุทธกาลบ้าง และพวกลัทธิอื่นๆ อีกบ้าง มันจึงมีความหมายตื้น ลึก สูง ต่ำกว่ากันไปตามความรู้สึกของ เขา ครั้นคำกล่าวประโยคนี้พลัดเข้ามาในวงของพุทธศาสนา ซึ่งมีการกล่าวโดยพระผู้มีพระภาคเจ้าในบางครั้งบางคราวนั้น ถือกันว่าเป็นคำกล่าวที่ใช้ได้ ตั้งแต่ชั้นต่ำที่สุดจนถึงชั้นสูง ที่สุด คือ ไม่มีแม้แต่โรคในทางฝ่ายทิฏฐิ หรือฝ่ายวิญญาณ

น.40 ซึ่งตรงกับคำว่า โยคเขมะ ซึ่งแปลว่า เกษมจากโยคะ นั่นเอง เมื่อเป็นดังนี้ก็ลองคำนวณดูเองเถิดว่า เขมะ หรือความสดชื่น ในที่นี้มีความหมายที่กว้างแคบหรือสูงต่ำอย่างไร? เป็นความ เกลี้ยงเกลาจากโรคหรือจากทุกข์โดยสิ้นเชิงอย่างไร? แล้วพึง ถือเอาใจความว่า นั่นแหละ คือ อานิสงส์ที่ปัจเจกชนจะพึง ได้รับในการถึงธรรมของเขาเป็นข้อแรก ที่เราให้บทนิยามว่า การถึงธรรม ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่น เพราะทุกข์กับ เขาไม่เป็น ดังที่กล่าวแล้วดังนี้

น.41 ๓ ธรรมทำให้การงาน ประสบความสำเร็จ ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้วินิจฉัยกันถึง ประโยชน์ หรือ อานิสงส์ของการถึงธรรม ซึ่งสรุปไว้โดย หัวข้อว่า “ธรรม ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่น หรือทุกข์กับ ใครไม่เป็น" ซึ่งควรจะถือว่าเป็นอานิสงส์อย่างเอกสำหรับ พุทธบริษัทโดยเฉพาะ เพราะตามหลักทางธรรมจะถือว่าผู้ที่ หม่นหมองหรือมีความทุกข์นั้น ถ้าเป็นพุทธบริษัทแล้วถือว่า ควรถือว่าควรถูกตำหนิติเตียน ยิ่งไปเสียกว่าที่คนธรรมดา สามัญจะประพฤติลามกอนาจารอย่างใดอย่างหนึ่งไปเสียอีก เพราะความหม่นหมองหรือความทุกข์นั้น เป็นเครื่องหมาย

น.42 ของบุคคลผู้ไม่มีธรรมหรือไม่ถึงธรรมแต่ประการใดเลย ถึงแม้ จะกล่าวโดยทั่ว ๆ ไป ความหม่นหมองหรือความทุกข์นี้ ไม่ควรจะมีสำหรับมนุษย์ ถ้ามนุษย์ดีกว่าหรือสูงกว่าสัตว์ จริงแล้ว มนุษย์ก็ยิ่งควรจะไม่มีความหม่นหมอง หรือยิ่ง ควรจะไม่มีความทุกข์มากไปกว่าที่กำลังเป็นกันอยู่ เพราะเรา จะเห็นได้ว่า สัตว์ทั่ว ๆ ไปนั้นแทบจะไม่มีความหม่นหมอง หรือแม้แต่ความทุกข์ เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงไม่ควรจะมีความ หม่นหมองหรือความทุกข์ และควรจะถือเป็นหลักว่า ภาวะ แห่งความหม่นหมอง หรือไม่มีความทุกข์นั่นแหละ เป็น ลักษณะหรือเป็นเครื่องหมายสำหรับมนุษย์ ดังนั้นควรจะถือ ว่าสิ่งซึ่งอำนวยให้สดชื่น ไม่หม่นหมอง และไม่มีความทุกข์ นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์แก่มนุษย์อย่างยิ่งจึงได้นำมากล่าว ไว้ในฐานะเป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ซึ่งปัจเจกชนจะพึงได้รับจาก การลุถึงธรรม สำหรับการบรรยายครั้งที่ ๓ นี้ จักได้กล่าวถึง อานิสงส์แห่งการถึงธรรม โดยสรุปลงไปในหัวข้อว่า "การลุ ถึงธรรมทำให้งานในหน้าที่ ของตนประสบความสำเร็จด้วยอานุภาพ พิเศษชนิดหนึ่ง ซึ่งจะต้องขอเรียกไปที่ก่อนว่าเทคนิคในทาง ธรรม ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันโดยละเอียดสืบไป อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเรียก

น.43 มันเองหรือแห่งตัวมันเองหากแต่ว่าเทคนิคบางอย่างมัน ปรากฏแก่มนุษย์ในลักษณะที่ตื้นหรือง่ายเกินไปเท่านั้น ทำให้ เราไม่เห็นเป็นเทคนิคไปเสีย ทั้งนี้เป็นเรื่องของความบังเอิญที่ เทคนิคของเรื่องนั้นมันเป็นอย่างนั้น เราจึงมีหน้าที่ที่จะ ต้องค้นหาแต่เทคนิคประเภทที่ซ่อนเร้น เลยทำให้เกิด ความเข้าใจไปว่า ความสำเร็จ บาง อย่างแทบจะไม่ต้องอาศัย เทคนิคเลย ความสำเร็จบางอย่างเท่านั้นที่ต้องอาศัยเทคนิค อย่างยิ่ง ถ้ายังเข้าใจอยู่อย่างนี้ก็ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า ธรรมชาติได้วางกฎไว้อย่างตายตัวให้ความสำเร็จ ทุกชนิดเป็น เทคนิค หรือเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเทคนิคโดยเท่ากัน แต่มัน มากหรือน้อย ตื้นหรือลึก ตามสัดส่วนแห่งคุณค่าของเรื่อง นั้น ๆ เท่านั้น ในพวกที่มีคุณค่าเท่ากัน ความต้องมีเทคนิค ย่อมเท่ากัน แต่บางเรื่องบังเอิญมาตรงกับความถนัดหรือ ความชำนาญหรือความคุ้นเคยตามปกติของมนุษย์ จึงไม่รู้สึก ว่าเป็นเรื่องเทคนิค ดังนั้นขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า ทุกเรื่อง ต้องเป็นไปอย่างถูกหลักวิชาหรือมีเทคนิค แห่งตัว มันเอง นั่น เอง แม้เรื่องใดประสบความสำเร็จง่ายเกินไป ก็ขอให้เข้าใจ ว่าถ้าได้ใช้เทคนิคกับเรื่องนั้น ก็จะประสบความสำเร็จที่สูง

น.44 ไปกว่านั้น ฉะนั้น อย่าได้คิดหรืออย่าได้ทำอะไรอย่างลวก ๆ หวัด ๆ อย่างสะเพร่า ด้วยความประมาทเลย ถ้าคนเราเคยชินกับการใช้เทคนิคในการปฏิบัติหน้าที่ ประจำวันจนเคยชินเป็นนิสัยแล้ว จะเป็นการง่ายแก่การลุถึง ธรรม และเป็นการง่ายอย่างไม่รู้สึกตัว ผู้ที่ลุถึงธรรมแล้ว จักมองเห็นเทคนิคเหล่านี้อย่างชัดแจ้งเต็มที่ แม้ไม่รู้จะเรียก ชื่อมันตามทางหลักวิชาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็ยังประสบ ความสำเร็จได้ทุกแง่ทุกมุม ในการที่จะลุถึงธรรมก็ตาม หรือ ลุถึงธรรมแล้วจะปฏิบัติหน้าที่การงานต่าง ๆ ตามสมควรแก่ บุคคลผู้ลุถึงธรรมแล้วก็ตาม. เพราะเรื่องเทคนิคนั้นมันได้ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ตื่น ๆ ไป สำหรับเขา คือพอสักว่าคิด ก็คิดออก พอสักว่าคิดออก ก็กลายเป็นคิดถูกไปในตัวมันเอง อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้น จึงสามารถนำเอาเทคนิคนานา ชนิดมาใช้ได้เป็นว่าเล่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ สามารถ นำเอาเทคนิคของธรรมหรือทางฝ่ายธรรมมาใช้ในการปฏิบัติ งานในหน้าที่ประจำวันทั่ว ๆ ไป เพราะว่าผู้ที่ลุถึงธรรมนั้น ย่อมอยู่ในลักษณะเหมือนกับบุคคลที่ยืนอยู่บนยอดเขาสูง มอง เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้รอบด้านและถูกต้องทั่วถึงไม่หลงทิศหลงทาง

น.45 เป็นต้น ความเจนจัดในทางจิตใจที่เกิดขึ้นอย่างพรั่งพรูใน ขณะที่ลุถึงธรรมนั้น ทำให้รู้จักตัวเองดี รู้จักชีวิตดี รู้จัก กิเลสดี รู้จักความทุกข์ดี และดีที่สุดนั่นก็คือ รู้จักตัวความ สำเร็จแห่งการลุถึงธรรมนั่นเองว่า มันมีอยู่อย่างไร ? หรือ เป็นอยู่อย่างไร ? ในทุกแง่ ทุกมุม เรียกว่าเป็นผู้รู้จักเครื่อง มือที่ทำให้เกิดความสำเร็จที่ตนได้เคยใช้มาจริง ๆ จนประสบ ความสำเร็จ เมื่อเป็นดังนั้นไม่ว่าธรรมะหมวดไหน หมู่ไหน ย่อมกลายเป็นเครื่องมือชนิดที่ผู้ ที่ลุถึงธรรมแล้วสามารถนำมา ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่ทั้งนั้น คือเต็มตามคุณสมบัติ ของหมวดธรรมนั้น ๆ ทั้งนั้น ตัวอย่างแห่งหมวดธรรมที่ทำ ความสำเร็จ เช่น วุฒิ ๔ จักร ๔ หรืออิทธิบาท ๔ กระทั่ง ถึงโภชฌงค์ ๗ เป็นที่สุด ล้วนแต่เป็นหมวดธรรมที่เป็น เทคนิคทางฝ่ายธรรม เพื่อประสบความสำเร็จ หรือสำเร็จ อย่างยิ่งด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วเราจงมองดูเถิดว่า มีใคร กี่คนในหมู่พวกเราท่านทั่วไปนี้สามารถใช้ธรรมเหล่านี้จน ประสบความสำเร็จ มีแต่เรียน ๆ ท่อง ๆ แล้วก็เลิกรากันไป แม้พวกที่พยายามมากไปกว่านั้น ก็ไปติดตันอยู่ในตัวการ พยายาม มีผลเป็นโรคปวดศีรษะ โรคประสาท หรือ โรค

น.46 อื่น ๆ ที่ร้ายไปกว่านั้น จนต้องยอมแพ้ไปในที่สุด และ ยังแถมได้รับอันตรายด้วยโรคร้ายเหล่านั้นก็มีอยู่เป็นอันมาก นี่แหละ คือผลของการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นเทคนิค อย่างไม่มีเทคนิค ผลก็คือความล้มเหลว เพราะธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์ของมันอย่างตายตัว ผ่อนผันให้ใครเป็นพิเศษ ไม่ได้ ที่นี้มองดูไปยังผู้ที่ลุถึงธรรมแล้ว จะเห็นได้ว่าเขา สามารถนำเอาหมวดธรรมเหล่านี้ ทุก ๆ หมวดมาใช้ได้อย่าง ว่าเล่น และประสบความสำเร็จทุกเรื่องทุกรายไป ไม่ว่าจะมี หน้าที่การงานอะไร จะเป็นเรื่องทางวัตถุหรือทางจิตใจ ทั้ง ทางโลก หรือทางธรรมก็ตาม เขาย่อมแก้ไขปัญหาความไม่ สำเร็จลุล่วงไปได้หมด เมื่อหน้าที่การงานประสบความสำเร็จ ผู้นั้นก็จะประสบผลที่ตนปรารถนาไม่ว่าจะเป็นใน กรณีไหน ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ในกรณีแห่งการหาทรัพย์เขาก็ประสบ ความสำเร็จ ในกรณีแห่งการหาเกียรติยศชื่อเสียงเขาก็ประสบ ความสำเร็จ ในกรณีที่ต้องการมิตรสหายหรือสมาคมที่ดี ที่งามเขาก็ประสบความสำเร็จ ในกรณีที่เป็นการบำเพ็ญ มนุษยธรรม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขาก็จะประสบ ความสำเร็จ กล่าวอย่างสรุปก็กล่าวได้ว่า ไม่ว่าหน้าที่การงาน

น.47 ชนิดไหนของมนุษย์ เขาย่อมประสบความสำเร็จได้ตรง และ เต็มตามที่เขาต้องการเสมอ แม้ที่สุดแต่งานที่ยากลำบาก เช่น งานชี้แจง สั่งสอน ควบคุมชักจูงผู้อื่น หรือบังคับบัญชาผู้อื่น เขาก็สามารถเอาชนะคนเหล่านั้นได้ เป็นความสำเร็จอยู่นั่น เอง นี่แหละ คืออานิสงส์ของการลุถึงธรรมชนิดที่ยังเป็นความ ลับสำหรับคนทั้งหลายเป็นส่วนมาก ในขณะใด เรามีความ ประสงค์จะทำอะไรให้สำเร็จ เราจงทำตัวเราให้เป็นธรรมเสีย ก่อน แม้ว่าเรายังไม่เป็นผู้ลุถึงธรรมในขั้นสูงสุด และเป็นการ ถาวร เราก็ยังต้องพยายามทำให้ทั้งเนื้อทั้งตัวของเราเป็นธรรม เท่าที่จะทำได้ ในขณะที่เราจะต้องทำหน้าที่การงานของเรา โดยเฉพาะทั้งนี้เพราะว่าในขณะ ที่เรามีเนื้อ มีตัวเป็นธรรมนั้น มันจะเกิดมีอะไร ๆ ที่เป็นเทคนิคในตัวมันเองขึ้นมาได้ อย่างที่ ไม่อาจจะมีใครอธิบายได้ คือมันจะมีความเก่งกาจ ความเหมาะ สม ความรอบคอบ ความสังเกต หรืออะไร ๆ ทุกอย่างที่ จำเป็นแก่เทคนิคนั้น ๆ ซึ่งในที่นี้ขอรวมเรียกว่าความเหมาะ สมตามธรรมชาติ เป็นความเหมาะสมอยู่ตามธรรมชาติอย่าง เร้นลับมีขึ้นมาโดยฉับพลันทันการ และในตัวมันเองอย่างพอ เพียง ดังนั้นเขาจึงไม่อาจจะพูดผิด ทำผิด หรือคิดผิด หรือ

น.48 ออกนอกลู่นอกทางไป มีแต่มันจะถูกอยู่ในตัวมันเองเป็นแสง สว่างอยู่ในตัวมันเอง หรือรู้อะไรได้ในตัวมันเอง ทำอะไรได้ ในตัวมันเอง โดยที่ใคร ๆ ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมมันจึงเป็น อย่างนั้น ซึ่งเราจะถือเสียว่ามันยังอยู่เหนือวิสัยที่จะอธิบาย ด้วยสติปัญญาของมนุษย์แม้ที่เป็นนักจิตวิทยาก็แล้วกัน เรา ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเหตุผลในส่วนนี้แล้ว พยายามเพียงแต่ จะใช้มันให้ ได้หรือปลุกมันขึ้นมาใช้ให้ได้ แล้วต่อนั้นไปมัน ก็จะทำหน้าที่ของมันเอง รู้อยู่ เห็นอยู่ในตัวมันเอง ว่า ดำเนินไปอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องมีข้อสงสัย และจะประสบ ความสำเร็จในที่สุด เท่าที่กล่าวมานี้ ย่อมเพียงพอที่จะทำให้สังเกตเห็น ได้ว่า คำว่า ถึงธรรม หรือ ลุถึงธรรม นั้น ที่เป็นขั้นสมบูรณ์ หรือบริสุทธิ์ก็มี ที่เป็นขั้นรอง ๆ ลงมา คือ ถึงเพียงบาง ส่วนหรือโดยเอกเทศก็มี และที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ แม้ถึง ธรรมแต่เพียงบางเวลาก็ยังดี ยังเป็นการประเสริฐกว่าที่จะ ไม่ถึงเสียเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้นเราจะต้องถึงให้ได้ คือมีเนื้อมีตัวของเราเป็นธรรมให้ได้ ในขณะที่เราจะประ- กอบหน้าที่การงานอะไรลงไป อย่าทำเล่นๆ กับธรรมใน ขณะที่จะประกอบการงานในหน้าที่ ถ้าหากว่าเราจะปล่อย ตามสบายบ้าง ก็ขอให้เป็นเวลาอื่นเถิด แม้กระนั้นพระ

น.49 พุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสว่า บุคคลชนิดนี้ ยังเป็นคนประมาท- อยู่นั่นเอง ดังนั้น เราควรจะพยายามดำรงตนให้เป็นผู้ที่ ไม่ทำเล่น ๆ กับธรรม ไม่ว่าในกรณีไหนหรือเวลาไหนเสีย เลย จะเป็นการประเสริฐกว่า ถ้าเราเป็นผู้ที่มีเวลาที่ถึงธรรม หรือมีเนื้อมีตัวเป็นธรรมอยู่บ่อย ๆ แล้ว ก็จะมีความก้าวหน้า เพื่อลุถึงธรรมที่สมบูรณ์และถาวรเรื่อยๆ ไปอยู่อย่างสม่ำเสมอ แล้วในโอกาสหนึ่งก็จะลุถึงจุดหมายปลายทางได้ จนอาจจะ กล่าวอย่างโวหารโลก ๆ ได้ว่า เดี๋ยวนี้ ธรรมอยู่ในอำนาจ ของเรา ธรรมอยู่ในกำมือของเรา คือเราอาจที่จะนำเอาธรรม มาใช้อย่างไร หรือเมื่อใดก็ได้ นี่แหละ คือความสมบูรณ์แห่ง อานิสงส์ข้อนี้ คือข้อที่ว่า การถึงธรรมนั้นเอง ทำให้คนเป็น ผู้มีการงานสำเร็จไปได้ทุกอย่างทุกประการทีเดียว โดยสมแก่ สัดส่วนหรือสมแก่ลักษณะของการลุถึงธรรมนั้นเสมอ เมื่อ เป็นดังนี้แล้วท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิดว่า ผู้ที่มีเนื้อมีตัวเป็น ธรรมนั้นจะเป็นคนยากจนค่นแค้นได้อย่างไร ? จะไร้เกียรติ ไร้ชื่อเสียงได้อย่างไร ? หรือว่าจะไร้อะไร ๆ ที่มนุษย์เขา ปรารถนากันนั้นได้อย่างไร ? คนเขลา ๆ เท่านั้นที่จะหลับตา พูดว่า การเข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรมนั้นทำให้ยากจน ยังต้อง

น.50 ขอโอกาสทำมาหากินไปก่อน ยังไม่อยากจะสนใจกับธรรมใน เวลานี้ การที่เขากล่าวอย่างนี้ มันไขว้กันอยู่กับความจริง อย่างสุดโต่งไปคนละทิศละทางทีเดียว ความยากจนย่อมแก้ไข ได้ด้วยการประสบความสำเร็จในการงาน ความสำเร็จในการ งานมีได้ เพราะความมีเนื้อมีตัวเป็นธรรม โดยรายละเอียดที่กล่าวแล้วข้างต้น ดังนั้นเราจึงขอ ยืนยันแก่เขาว่า ยิ่งยากจนเท่าไร ก็จงยิ่งหันหน้าเข้าหาธรรม เถิด ขอเพียงแต่ให้เป็นธรรมจริง ๆ อย่าให้เป็นธรรมปลอม และขอเพียงแต่ ให้เป็นการถึงจริงๆ อย่าถึงพอเป็นพิธีก็พอ แล้ว เพราะว่าการถึงธรรมนั้น ย่อมช่วยให้ประสบความ สำเร็จในหน้าที่การงานเสมอไป

น.51 ธรรมทำให้การงาน กลายเป็นของสนุก ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้วินิจฉัยกันถึงประ- โยชน์หรืออานิสงส์ของการถึงธรรม ซึ่งสรุปไว้เป็นใจความว่า การถึงธรรมช่วยให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สำหรับในครั้งที่ ๔ นี้ ต้องการจะให้เห็นอานิสงส์ ซึ่งพิเศษออกไปอีก คือยิ่งไปกว่าที่จะให้การงานประสบความ

น.52 สำเร็จ ข้อนี้ได้แก่การที่จะทำให้การงานนั้นกลายเป็นของ สนุกสนานไป ซึ่งอาจจะสรุปได้อย่างสั้น ๆ ว่า การถึงธรรม ทำให้การงานเป็นของสนุก บางคนอาจจะคิดว่า กำลังที่ผลักดันให้คนเรารู้สึก สนุกในการงานนั้นมีมาจากความหวัง หรือความแน่ใจที่จะ ได้ทรัพย์หรือจะได้ชื่อเสียง เมื่อมีความแน่ใจอย่างนั้นจึงจะ รู้สึกสนุกในการงาน การกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการกล่าวที่ ถูกต้องเหมือนกัน และก็มีหรือเป็นกันอยู่ตามธรรมดา แล้วในหมู่ชนชาวโลกทั่วไป หรือชาวโลกทั่ว ๆ ไปรู้จัก กันเพียงเท่านั้น แต่เพียงเท่านั้นตามหลักทางธรรมถือว่า ยังไม่พอ นอกจากจะไม่พอแล้วยังไม่ปลอดภัยอีกด้วย และ จัดว่ายังต่ำอยู่ สิ่งใดที่ทำลงไปด้วยหวังผลจะได้อะไรตอบแทน แก่ตนนั้น การกระทำนั้นเรียกว่า ปรารภตน เห็นได้ว่ามี รากฐานอยู่ที่กิเลส โดยเฉพาะก็คือ ความยึดมั่นถือมั่นตัวตน หรือของ ๆ ตน และการกระทำอันใดที่ทำไปด้วยหวังชื่อเสียง การกระทำนั้นเรียกว่า ปรารภโลก ซึ่งก็มีรากฐานตั้งอยู่บน กิเลส คือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนหรือว่าของตนอีกเช่น เดียวกัน เมื่อมันมีรากฐานตั้งอยู่บนกิเลสเช่นนี้ ความสนุก

น.53 สนานที่เกิดขึ้นเพราะการผลักดันนั้น ก็ต้องเป็นความสนุก สนานของกิเลสเป็นธรรมดา จึงถือว่ายังไม่ปลอดภัย ยังไม่ สูง แม้ว่าบางทีจะมีมากเกินไป และบางทีก็กลับมีน้อยเกินไป แต่ก็ล้วนแต่เป็นไปในทางต่ำ คือ เพื่อความต้องการของ กิเลส ซึ่งจะทำให้บุคคลผู้กระทำพลัดตกลงไปในขอบเขตของ ทุจริตได้โดยไม่รู้สึกตัว แล้วความสนุกสนานนั้น ก็กลาย เป็นเครื่องทำลายบุคคลนั้นเอง ดังนั้นความสนุกสนานที่จะ กล่าวถึงต่อไปนี้ จึงหาใช่ ความสนุกสนานชนิดที่ ปรารภตน หรือ ปรารภโลก ดังที่กล่าวแล้วไม่ แต่เป็นความสนุกสนานที่ ปรารภธรรม ซึ่งจะต้องระมัดระวังสังเกตดูให้ดี จึงจะเข้าใจ ความรู้สึกเป็นสุขสนุกสนานที่ปรารภธรรมนั้น เรา อาจจะเรียกกันได้สั้น ๆ โดยชื่อว่า ธรรมปีติ หรือ ธรรม- ปราโมทย์ หรืออะไรก็ได้ที่คล้ายกันสิ่งนี้ ไม่มีกิเลสเป็นมูลฐาน แต่มีธรรมะเช่นความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมเป็นต้น เป็นมูลฐาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็มีความรู้สึกที่ว่าตน ได้ทำสิ่งที่ควรทำนั่นแหละเป็นมูลฐาน และที่เป็นชั้นสูงสุดก็ เป็นผลของการลุถึงธรรมนั่นเอง ที่ได้ทำให้เกิดปีติชนิดนี้

น.54 ขึ้น ดังนั้น จึงเป็นการกล่าวได้ว่า การทำงานในขณะที่จิต ถึงธรรม จักมีความสนุกสนานในการทำงานนั้นเป็นอย่างยิ่ง และการกระทำนั้นเรียกว่าปรารภธรรมและมีธรรมนั่นเองเป็น รากฐาน หาใช่มีกิเลสเป็นรากฐานไม่ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ ความสนุกสนานในการงานอย่างเดียวกันไปหมด บางอย่างก็ ปรารภธรรม บางอย่างก็ปรารภกิเลสดังที่กล่าวแล้ว ชาว บ้านตามธรรมดารู้จักแต่ฝ่ายปรารภกิเลสเท่านั้น ดังนั้นเรา ควรจะมาตั้งต้นศึกษากันเสียใหม่เกี่ยวกับเรื่องความสนุกสนาน ในการงาน เกี่ยวกับเรื่องนี้เราจะต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์หรือ หลักเกณฑ์ทางจริยธรรมสากล ซึ่งเข้ากันได้กับหลักธรรมใน พระพุทธศาสนาโดยตรงข้อหนึ่ง หลักจริยธรรมสากลถือว่าการทำงานเพื่อประโยชน์ แก่งานเป็นความดีสูงสุดของมนุษย์หรือที่เรียกว่า Summum Bonum ข้อหนึ่งในบรรดาความดีสูงสุดของมนุษย์ ซึ่งถือ ว่ามีอยู่เพียง ๔ ข้อ และมีค่าเท่า ๆ กัน คือความสงบสุข อย่างหนึ่ง ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่ง การทำงานเพื่อประโยชน์แก่งานนี้อย่างหนึ่ง และความ ปรารถนาดีชนิดที่เรียกว่า Universal Goodwill นั้นอีกอย่าง

น.55 หนึ่ง สำหรับข้อที่สาม ที่เรียกว่าทำงานเพื่อประโยชน์แก่ งานนั่นแหละ เป็นสิ่งที่เราจักต้องสนใจในที่นี้ การทำงาน เพื่อเงินหรือเพื่อชื่อเสียง ไม่มีทางที่จะถูกจัดเป็น Summum Bonum หรือความดีสูงสุดของมนุษย์ไปได้เลย แม้ว่าจะนำ มาซึ่งความสนุกสนานหรือความพออกพอใจอย่างไร และ ทั้งไม่ถือว่า ความสุขที่เกิดมาจากการทำงานเพื่อเงิน เพื่อ ชื่อเสียงนั้นเป็นความสุขที่แท้จริงในที่นี้ และแม้จะทำได้ดี อย่างไร หรือถึงที่สุดอย่างไร ก็ไม่อาจจะถือว่า เป็นความ เต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ได้ และทั้งไม่อาจจะเป็นทาง มาแห่งสิ่งที่เรียกว่าเมตตาสากล หรือ Universal Goodwill นั้นได้ด้วย ดังนั้นการทำงานเพื่อเงินหรือชื่อเสียงก็ตาม ย่อม ถูกปัดออกไปนอกขอบเขตของสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ แม้ ของจริยธรรมสากล เพราะมันเป็นสิ่งปรารภตัวเอง และ ปรารภโลก แต่ไม่ปรารภธรรมดังกล่าวแล้ว แม้ใครจะว่าดี อย่างไร หรือนำมาซึ่งความสุขสนุกสนานอย่างไร ก็ยังเป็น สิ่งที่ยอมรับไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งสันติสุขแก่ปัจเจกชน หรือแก่สังคมก็ตามอย่างแท้จริง สำหรับการทำงานเพื่อประ-

น.56 โยชน์แก่งานนั้น คือ การทำโดยไม่คำนึงถึงตัวผู้ทำ คือผู้ทำ นั่นแหละไม่ได้คำนึงถึงตัวเองว่าจะได้รับประโยชน์อะไร ไม่ ว่าจะเป็นเงินหรือเป็นชื่อเสียง แต่จะทำด้วยการคำนึงถึงแต่ สิ่งที่เรียกว่าความดีสูงสุดของมนุษย์ คำว่า ของมนุษย์นั่นเอง บ่งว่าไม่ใช่ของบุคคลนั้น แต่เป็นของสถาบันของมนุษย์ซึ่ง ไม่จำกัดว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบัน หรืออนาคต และก็เล็งถึง มนุษยธรรม กล่าวคือ ธรรมของมนุษย์ ไม่ใช่ตัวมนุษย์เอง สิ่งที่เรียกว่า ธรรม ในกรณีอย่างนี้ แปลว่าหน้าที่ คำว่า มนุษยธรรม จึงแปลว่าหน้าที่ของมนุษย์ หรือการกระทำของ มนุษย์ อย่างมนุษย์ การกระทำนั้น ๆ จึงไม่ปรารภกิเลส แต่ ปรารภหน้าที่หรือการกระทำ หรือธรรมของมนุษย์นั่นเอง ดังนั้น มันจึงแยกขาดออกจากกันจากการงานที่ทำ เพื่อเงิน หรือเพื่อหาชื่อเสียง และมันแยกมากลายเป็นการทำงานเพื่อ ประโยชน์แก่งาน อันเป็นหลักเกณฑ์ที่ตรงกันทั้งฝ่ายจริย- ธรรมสากลของโลกและฝ่ายพระพุทธศาสนา เมื่อการทำงาน นั้นไม่ปรารภเงินหรือชื่อเสียงเป็นต้นแล้ว มันจะยากหรือง่าย ที่จะสนุกสนานก็ขอให้ลองคิดดูเองเถิด และมันจะมีอะไร

น.57 เป็นตัวกำลังผลักดันให้ทำก็ลองคิดดู แต่ในที่นี้ ต้องการจะ ยืนยันว่า เมื่อ คนถึงธรรรม หรือ ธรรมถึงคน แล้ว การ งานทั้งหมดก็กลายเป็นของสนุกสนาน ซึ่งหมายความว่าต้อง มีเนื้อมีตัวเป็นธรรมเสียก่อน การทำงานไม่ว่าชนิดไหนหมด จักกลายเป็นของสนุกสนาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเพื่อ ประโยชน์แก่งานนั้นจะยิ่งเป็นของสนุกสนานอย่างยิ่ง สำหรับ ผู้ที่มีจิตใจอันเจริญแล้ว แม้ว่าจะดูเป็นสิ่งที่น่าเบื่ออย่างยิ่ง เข้าใจไม่ได้อย่างยิ่งสำหรับคนธรรมดาสามัญก็ตาม มีทางที่จะอธิบายให้เข้าใจความข้อนี้กันได้อย่างรวบรัด อีกทางหนึ่ง โดยให้ระลึกถึงข้อความที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งได้ กล่าวซ้ำ ๆ กันว่า เมื่อ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน แล้ว สิ่งที่เรียกว่า คน ย่อมสลายไป เหลืออยู่แต่ ธรรม ข้อนี้หมาย ความว่า ในบัดนี้บุคคลนั้นไม่มีการปรารภตน หรือไม่มีทางที่ จะปรารภตน เพราะว่าตนได้หายไปเสียแล้ว หรือสลายไปเสีย แล้ว เหลืออยู่แต่ธรรมหรือธรรมชาติที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็น ธรรมแท้ นั่นก็ได้แต่ร่างกายที่มีจิตใจและสติปัญญาสมบูรณ์ โดยไม่มีความเห็นแก่ตนเองหรือความยึดมั่นว่าตัวตน รวมอยู่ ด้วย มันจึงเป็นกายกับใจที่บริสุทธิ์เป็นธรรมแท้ ที่กระทำสิ่ง

น.58 ต่าง ๆ ไปโดยไม่ต้องอาศัยความเห็นแก่ตน หรืออาศัยความยึด มั่นถือมั่นว่าตัวตนหรือของตนก็ตาม ดังนั้น จึงกลายเป็นการ กระทำที่ปรารภธรรม เคลื่อนไหวไปเพราะอำนาจของธรรม ไม่มีกิเลสเข้ามาแทรกแซง ไม่มีความรู้สึกว่า เพื่อตัวกู หรือ เพื่อของกู เพราะฉะนั้น จะทำมากหรือทำน้อย ทำสูง หรือทำต่ำ หรือทำอย่างไรก็ตาม มันล้วนแต่ปรารภ ธรรมไปหมด นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า งานเพื่อประโยชน์ แก่ตัวงานเอง เพราะว่าในขณะนี้ ไม่ได้ฝันถึงเงินหรือชื่อ เสียงเป็นต้นแต่ประการใดเลย ทีนี้เราลองพิจารณากันดูว่ามันจะสนุกสนานได้อย่างไร ? และทำไม เราจึงต้อง ระบุเจาะจงลงไปที่งานชนิดนี้ คืองานเพื่อ ประโยชน์ แก่งาน? การที่เราต้อง ระบุเจาะจงลงไป ที่งานชนิด นี้ ก็เพราะงานชนิดนี้นำมนุษย์หรือโลกไปสู่สันติภาพ ส่วน งานที่ชนิดตรงกันข้ามนั้น ล้วนแต่สร้างวิกฤติการณ์นานา ชนิดขึ้น ทั้งแก่ ปัจเจกชน และแก่สังคม แม้จะสนุกสนานก็ สนุกสนานอย่างโลก ๆ ถ้ามากไปก็เป็นการสนุกสนานอย่าง ภูตผีปีศาจ ส่วนงานที่ปรารภธรรมหรืองานเพื่อประโยชน์แก่

น.59 งานเองนั้น ให้เกิดธรรมปีติหรือความสนุกสนานอย่างธรรม ตามแบบของธรรมแท้ ส่วนข้อที่ว่าจะต้องอาศัยความสนุกสนาน อันนั้นหมาย ความว่า งานเหล่านี้เป็น งานยาก เป็นงานใหญ่หลวงเป็นงาน ประเสริฐสูงสุด แต่ชวนเบื่อสำหรับคนทั่วไปอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงต้องอาศัยสิ่งซึ่ง มีกำลังผลักดันที่เพียงพอ หรือ ทัดเทียม กัน มาเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นให้ทำ และเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงการ กระทำอยู่ตลอดเวลา แม้แต่พระอริยเจ้าก็ยังต้องอาศัยสิ่งซึ่ง เรียกว่าธรรมปีติ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงการเคลื่อนไหว หรือ การกระทำอย่างเดียวกัน แม้ว่าจะไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้หวังผล ของการกระทำ ก็ยังอาศัยกำลังของสิ่งที่เรียกว่าธรรมปีติ เป็น เครื่องหล่อเลี้ยงอยู่โดยไม่รู้สึกตัวหรือไม่ต้องรู้สึกตัว เมื่อ เป็นดังนี้ งานที่แสนจะยากก็กลายเป็นง่าย งานที่น่าเบื่อ หน่ายอย่างยิ่งก็กลายเป็นงานสนุกและชวนทำ หรืองานที่ กว้างขวางไม่มีขอบเขตก็กลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว นี่แหละ คืออานิสงส์ของการถึงธรรม ที่ทำให้การงานกลายเป็นของ สนุก แทนที่จะเป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย หรือเป็นงานที่ทรมาน ประสาทอย่างที่รู้สึกกันอยู่ทั่ว ๆ ไป

น.60 ทีนี้เราจะ มองย้อนไปถึง การงานอย่างโลก ๆ ที่กำลัง ทำกันอยู่อย่างชุลมุนวุ่นวาย เพื่อประโยชน์แก่เงิน แก่ชื่อ เสียงดูอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เห็นชัดลงไปว่า แม้งานประเภท ที่มีเงินหรือชื่อเสียงเป็นเหยื่อล่อนั้นก็ตาม ถ้าได้เอาธรรมเข้า มาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็ยังจะสำเร็จประโยชน์ยิ่งกว่านั้น น่า สนุกสนานไปกว่านั้น และที่ดีที่สุดก็คือ จะปลอดภัยยิ่งกว่า ที่จะทำไปโดยไม่มีธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ลู่ทางที่อาจจะ ปฏิบัติได้นั้น มีอยู่ว่า เมื่อมี หลักเกณฑ์ ที่แน่นอนว่า จะหาเงิน อย่างไร หาชื่อเสียงอย่างไรในทางที่ถูกที่ควร ดังนี้แล้ว ก็ พยายามที่จะลืมเงินหรือชื่อเสียงนั้นเสีย ลืมตัวเอง ลืมความ เห็นแก่ตัวเองเสีย แล้วทำไปตามหลักเกณฑ์อันนั้นด้วยสติ ปัญญาแท้ ๆ ด้วยสติปัญญาบริสุทธิ์ ไม่เจือ อยู่ด้วย ความหลง เงินหรือหลงชื่อเสียง ไม่เจืออยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว คือให้ มันเป็นเรื่องของสติปัญญาเต็มที่ เป็นสมาธิเต็มที่ และเป็น อะไร ๆ ตามที่ต้องการตามหลักแห่งธรรมอย่างเต็มที่ ครบ บริบูรณ์ทุกอย่าง งานนั้นก็จะสำเร็จเต็มที่ และมีความสนุก สนานเต็มที่ ไม่มีการทำความทนทรมานให้แก่จิตใจหรือ

น.61 ร่างกายแต่ประการใด ต่อเมื่องานสำเร็จแล้วก็จงกอบโกยเงิน หรือชื่อเสียงเอาไปก็แล้วกัน นั่นแหละคือประโยชน์หรือ อานิสงส์ของการถึงธรรม ที่ช่วยให้การงานนั้น ๆ ทุกชนิด ไม่ว่า งานของกิเลส หรืองานของธรรมกลายเป็นสิ่งที่ไม่เพียง แต่ประสบความสำเร็จอย่างเดียว แถมยังกลายเป็นความสนุก สนานเป็นกำไรไปด้วย งานจึงไม่เป็นสิ่งที่ทรมานมนุษย์และ มนุษย์สามารถเอาชนะงานได้ด้วยบารมีของสิ่งที่เรียกว่าธรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ในขณะที่ คนถึงธรรมจน คนสลายตัว กลายเป็นธรรม ไปนั้น เรียกว่า ว่างจากคน คือว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวมี ตนของตน เมื่อว่างจากคนก็เหลือแต่ธรรม ดังนั้นสิ่ง ที่เราเรียกกันว่าจิตว่าง ก็คือจิตที่ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน ของมันเอง เหลืออยู่แต่สภาพเดิมแท้ของจิต ซึ่งมักจะเรียกกัน ว่าอำนาจกายสิทธิ์ หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ คือ อาจจะรู้อะไรได้ หรือทำอะไรได้อย่างถูกต้อง หรือตรงตามกฎเกณฑ์ ของธรรม- ชาติอยู่ในตัวมันเอง เพราะฉะนั้น เขาจะเป็นคนชนิดไหน โง่หรือฉลาดอย่างไร ถ้าเขา "ลืมตัว" คือให้ว่างจากความรู้สึกที่ เห็นแก่ตัวเสียโดยสิ้นเชิงในขณะที่ทำการงานนั้น เขาเหล่านั้น

น.62 ทุกคนจะทำการงานได้ดีเกินคาดเสมอไป นั่นแหละ คือการ ที่ธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องให้แก่ทุกๆคนในขณะที่ทำงาน และเรา เรียกการทำงานอย่างนี้ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง คือไม่ทำงาน ด้วยจิตที่วุ่นอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว เมื่อจิตว่าง งานทุกอย่าง จะเป็นสุขสนุกสนาน เมื่อจิตวุ่น งานเป็นทุกข์ทรมานทั้งที่ เป็นงานอย่างเดียวกันแท้ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่างานโลกหรือ งานธรรม ถ้าทำด้วยจิตว่างแล้วแม้แต่งานโลกก็จะกลายเป็น งานธรรมไปหมดด้วยอำนาจของการถึงธรรม คือมีจิตว่าง นั่นเอง เมื่อ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน โดยสมบูรณ์ จิตย่อมว่างจากความมีตัวมีตน ในลักษณะอย่างนั้นเสมอ แล้วงานทุกชนิดก็จะกลายเป็นของสนุกสนานไป ไม่อยู่ในรูป ของการงาน แต่กลายไปเป็นสิ่งที่สนุกสนาน หรือความสุข พระอริยเจ้าทั้งหลาย จึงหาความสุขได้จากการงาน โดยไม่ต้องเนื่องด้วยเงิน หรือชื่อเสียงแต่ประการใด แม้นี้ ก็คือ อานิสงส์แห่งการถึงธรรมอีกข้อหนึ่ง ซึ่งจักต้องสนใจ ไว้

น.63 ธรรมช่วยให้สามารถ ชนะสิ่งสวยงาม ท่านผู้ สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา เราได้วินิจฉัยกันถึง อานิสงส์ของการถึงธรรมที่ปัจเจกชนจะพึงได้รับ โดยไม่ได้ กล่าวถึงส่วนที่สังคมจะพึงได้รับ เพราะว่าแม้แต่อานิสงส์ส่วน ที่ปัจเจกชนพึงได้รับก็ยังมีความลึกซึ้งอีกหลายแง่หลายมุมที่จะ ต้องพิจารณาให้เห็นอย่างทั่วถึง มันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร

น.64 เลยในการที่จะกล่าวว่า คุณของพระธรรม คือการยังผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกไปในที่ชั่วเฉย ๆ เพราะเป็นคำกล่าวที่ยังกว้างเกินไป หรือแทบจะยังไม่ได้อธิบายอะไรเลย และยังมีส่วนสำคัญอีก ส่วนหนึ่งที่จะต้องคิด นั่นก็คือข้อที่ว่าบุคคลบางพวกไม่มี ปัญหาเกี่ยวกับการทำชั่ว ไม่มีเรื่องที่จะต้องตกไปในที่ชั่ว มีแต่ เรื่องที่จะต้องทำความดี หรืออยู่ในโลกนี้ เป็นอย่างดีแล้ว เขาจะต้องทำอย่างไรจึงควรจะได้รับอะไรจาก ธรรม เพราะ ฉะนั้นเราจึงจะได้วินิจฉัยกันถึงอานิสงส์ของธรรม ในส่วนที่ อาจนำมาใช้ปฏิบัติได้จริงสำหรับบุคคลประเภทนี้จึงได้พยายาม ชี้ให้เห็นในส่วนที่ลึกลงไป ดังเช่นข้อที่ว่า การถึงธรรมทำให้ การงานประสบความสำเร็จ และการถึงธรรมทำให้การงาน กลายเป็นของสนุกสนาน ทำให้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างงดงาม หรือทำให้บุคคลเหล่านั้นเกิดความรู้สึก ขึ้นมาเองว่าเราเกิดมา เพื่อทำโลกให้งดงาม ไม่ได้เกิดมาเพื่อตัวเรา หรือไม่ได้เกิดมา เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างเดียว ซึ่งคนทั่วไปย่อมคิดกัน เช่นนั้น และไม่ยอมคิดว่าเราเกิดมาเพื่อโลก หรือเพื่อทำ โลกให้งดงามดังที่กล่าวแล้ว

น.65 สำหรับการบรรยายครั้งที่ ๕ นี้ จักได้กล่าวถึงอานิสงส์ ของการถึงธรรมที่แยกออกไปอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งอาจจะสรุป ไว้โดยหัวข้อว่า "การถึงธรรมทำให้สามารถควบคุมสุนทรียภาพ ต่าง ๆ ไว้ ในลักษณะที่ถูกต้อง" คือไม่กลายเป็นภัยแก่มนุษย์ นั่นเอง สิ่งที่เรียกว่า สุนทรียภาพ ในที่นี้ ขอให้ถือเอาความ หมายอย่างกว้างขวาง คือหมายถึงความงดงามทั่วไปทุก ๆ ชนิด ที่คนเราจะรู้สึกได้ด้วยอำนาจของสามัญสำนึก และโดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือของสัญชาตญาณ บางคนอาจจะคิดว่า ความรักสวยรักงามนั้น ไม่ใช่อำนาจของสัญชาตญาณหรือ ตัวสัญชาตญาณเองก็ได้ แต่เราไม่จำเป็นจะต้องเถียงกันใน ประเด็นข้อนี้ เราถือเอาแต่ตามข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ต้องกล่าวถึง คนเลย แม้แต่สัตว์ก็ยังมีความรู้สึกรักสวยรักงามไปตามประสา สัตว์แม้จะมีระดับต่ำกว่ามนุษย์ ก็ยังมีความหมายคำว่า งาม อย่างเดียวกันกับมนุษย์ เพียงแต่ไม่สูงเท่าหรือไม่กว้างขวาง เท่า เท่านั้น สัตว์หลายชนิดสนใจที่จะรักษาร่างกายของมัน ให้เรียบร้อยหรือสวยงามอยู่เสมอ ตัวที่สวยงามมีโอกาสได้รับ เลือกเป็นคู่หรือเป็นเพื่อน ก่อนตัวที่ไม่สวยงามไม่ว่าจะเป็น

น.66 ความงามทางสีสัณฐ์วรรณะ ทรวดทรงสัณ ฐานหรือกิริยา อาการ หรือแม้แต่ความแข็งแรงทะมัดทะแมงเป็นต้น ส่วน มนุษย์นั้นแทบจะไม่ต้องอธิบาย ยิ่งมีการศึกษามีสติปัญญา ก้าวหน้ามากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการความงามที่ก้าวหน้าที่ประณีต และที่กว้างขวางเป็นต้นยิ่งขึ้นไปเท่านั้น จนกระทั่งสิ่งสวยงาม ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับชีวิต สิ่งหนึ่ง ของมนุษย์ไปเสีย แล้ว ที่เนื้อที่ตัวก็ดี ที่บ้านที่เรือนก็ดี หรือแม้แต่บ้านเมืองก็ดี มนุษย์ต้องการความงามเพิ่มขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด และขยายความ งามออกไปทุกแง่ทุกมุมจนกล่าวได้ว่า ต้องการความงามทั้ง ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทางสัมผัสผิวหนัง และ ทางความคิดนึกในใจเป็นที่สุด ครบทุก ๆอายตนะที่มนุษย์ มี ไม่เหลืออะไรไว้ให้เลยที่ไม่ต้องการความงาม คือต้องการ ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย และทาง ใจเอง จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งเสพติด ในเมื่อความงามนั้น ๆ ได้ก้าวหน้าขึ้นไปถึงขีดที่เรียกว่า ศิลป ดังนั้นมันจึงมีอำนาจ อย่างยิ่งที่จะผันแปรชีวิต ความเป็นอยู่ หรือการกระทำของ มนุษย์ให้เป็นไปในรูปใดก็ได้ คือให้เป็นไปเพื่อสันติภาพก็ได้

น.67 พื่อ วิกฤติการณ์ ก็ได้ จึงเกิด มี ปัญหา สำคัญ ขึ้น มา อีก ปัญหาหนึ่ง ซึ่งจะต้องได้รับการสะสางหรือแก้ไขให้ถูกต้อง เป็นอย่างดี และในที่นี้เล็ง ถึงการ ควบคุมให้อยู่ใน ร่องในรอย ซึ่งถ้าจะกล่าวให้ชัด ออกไปอีกก็คือให้ อยู่ในแนวของธรรมนั่น เอง ดังนั้นผู้ที่เข้าถึงธรรมหรือมีเนื้อมีตัวเป็นธรรมเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะสิ่งเสพติดอันร้ายแรงชนิดหนึ่งได้ ในที่นี้อยากจะซ้อมความเข้าใจในความหมายของคำว่า เสพติด ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อนจะเป็นการง่ายใน การที่จะเข้าใจธรรมะในส่วนนี้ โดยความหมายทั่วๆไปนั้นสิ่ง เสพติดย่อมหมายความว่าไม่จำเป็นแก่ชีวิต แต่กลับเป็นสิ่งที่ ต้องการหรือหลงใหลยิ่งกว่าสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต เพราะอำนาจ ของการเสพติดนั่นเอง ข้าวปลาอาหารแม้เราจะบริโภคทุกวัน หรือต้องบริโภคทุกวัน ก็ไม่ใช่สิ่งเสพติด เพราะเป็นสิ่งที่จำ เป็นแก่ชีวิต และไม่ต้องอาศัยความมึนเมาในทางรส หรือ ทางความงามเป็นต้น เว้นไว้แต่อาหารนั้นจะได้ถูกดัดแปลง ไปจนอยู่นอกความหมายของคำว่าอาหาร ส่วนสุรายาเมาหรือ สิ่งเสพติดโดยตรงนั้น ไม่จำเป็นแก่ชีวิตหรือร่างกาย แล้วยัง

น.68 แถมเป็นโทษหรือเป็นอันตรายอีกด้วย แต่มันมีเสน่ห์หรือ ความงามทางสี ทางกลิ่น หรือทางรสก็ตาม ซึ่งครอบงำ บุคคลนั้น ๆ ให้ตกเป็นผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของมัน ดังนั้นขอให้ สังเกตดูให้ดีว่า ความหมายอันแท้จริงและลึกซึ้งของสิ่งที่ เรียกว่างามนั้น มันหมายถึงเสน่ห์หรืออำนาจที่ดึงดูดจิตใจของ คนไปได้ทั้งนั้น แม้มันจะอยู่ในรูปที่น่ารังเกียจหรือน่าขยะ แขยงสักเพียงไร ถ้าจิตใจอยู่ในสภาพที่ต่ำทรามหรือระดับต่ำ แล้วจะรู้สึกหรือจะเห็นเป็นงามไปทีเดียว ความสวยทางตาเห็น ก็เรียกว่างาม ความไพเราะที่ได้ยินทางหูก็เรียกว่างาม ความ หอมในทางกลิ่นก็เรียกว่างาม ความอร่อยในทางลิ้นก็เรียก ว่างาม ความพอใจใน ทางสัมผัสผิวหนังก็เรียกว่างาม ความรู้สึกนึกคิด ที่สบอารมณ์ ของตนเอง ก็เรียก ว่างาม และ มัน งามได้ ทั้งฝ่ายที่ บัญญัติ เรียกว่า ถูก หรือผิด ดีหรือชั่ว สุจริตหรือทุจริต ดังนี้เป็นต้น ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ระดับแห่ง จิตใจของบุคคลผู้นั้น แต่มันจะอยู่ในลักษณะอย่างใดก็ตาม ถ้าเกิดความรู้สึกว่างามตามความหมายนี้แล้ว มันก็ครอบคลุม จิตใจของบุคคลนั้นได้ทันที และเมื่อเสพคบกันหนักเข้าไม่ เท่าไร ก็เลยกลายเป็นสิ่งเสพติดไปทั้งที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิตและ

น.69 ร่างกาย นี้เป็นมูลเหตุอันแท้จริงที่ทำให้มนุษย์เราตกเป็น ทาสของสิ่งเหลือเฟือ ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปกรณ์แก่ความงาม ในลักษณะเช่นนี้ทั้งนั้น และต้องการกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และยิ่งไปกว่าสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตเสียอีก สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต นั้นมีที่สิ้นสุดหรือจำกัดอยู่ในวงแคบ ส่วนสิ่งที่ไม่จำเป็นแก่ ชีวิตนั้นไม่มีขอบเขตจำกัดเลย และขยายไปในทางที่ยิ่งประ- ณีตหรือยิ่งแพงขึ้นไปทุกที และเนื่องจากความเป็นสิ่งเสพติด นั่นเอง มันจึงเป็นนายบังคับให้คนเหล่านั้นต้องแสวงหา เช่นเดียวกับที่ต้องแสวงหาสิ่งเสพติดอย่างต่ำๆ อื่นๆ ที่เรา เห็นกันอยู่ชัดๆ เช่น สุรา ยาผืน กัญชา เป็นต้น เมื่อ ไม่ได้ทางสุจริต ก็จำเป็นที่จะต้องหาทางทุจริต และเมื่อ ความต้องการนั้นกว้างขวางไม่มีขอบเขตแล้ว มันก็หาทาง สุจริตไม่ทันหรือไม่พออยู่เรื่อยไป จึงได้ตกเป็นทาสของความ ทุจริตอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งทำความพินาศให้แก่กันและกัน ทั้ง โดยส่วนตัวและส่วนสังคม นี่แหละคือความลับที่มีอยู่ในสิ่ง ที่เรียกว่า สิ่งสวยงามหรือสุนทรียภาพดังที่กล่าวแล้ว เรา ต้องมองให้เห็นโดยประจักษ์ชัดเสียก่อนว่า ทำอย่างไรเสีย

น.70 มนุษย์ ก็ จะต้อง เกี่ยวข้องกัน กับ สิ่งสวยงาม อย่างไม่มีทาง จะ หลีกเลี่ยงได้ และนิยมกันมากขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นเครื่อง หมายของความเจริญ เพราะมันเป็นไปด้วยอำนาจสามัญ สำนึกหรือสัญชาตญาณดังกล่าวแล้ว แม้แต่ในทางธรรมแท้ๆ เราก็ยังต้องการความงาม ถึงกับพระพุทธเจ้า ต้องทรงกำชับ สาวกผู้จะไปประกาศพระศาสนาว่า " เธอจงแสดงธรรมหรือจง ประกาศ พรหมจรรย์ ให้ งดงาม ใน เบื้องต้นให้ งดงามใน ท่าม กลาง และให้งดงามในเบื้องปลาย" ซึ่งล้วนแต่บ่งชี้ให้เห็นชัดอยู่แล้ว ว่า ความงามนั้นมีอำนาจหรือมีน้ำหนักเพียงไร หรือถึงกับเป็น สิ่งเสพติดเพียงไรด้วยก็ได้ ถ้าใช้ความงามถูกทาง และเป็น ความงามแท้ หรืองามตามทางธรรม สิ่งต่าง ๆ ก็จะกลายเป็น ไปด้วยดีและโดยเร็ว แต่โดยเหตุที่ความงามมันมีความหมาย ดิ้นได้เป็นสองแง่หรือสองมุมดังที่กล่าวแล้ว ถ้าควบคุมไว้ ไม่อยู่ มันก็จะต้องดิ้นหรือไหลไปในทางต่ำเป็นธรรมดา เพราะ มันเป็นไปได้โดยง่าย ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นไปได้เอง ซึ่ง เราเรียกว่า เป็นความงามตามแบบของกิเลส ไม่ใช่เป็นความ งามตามแบบของธรรม เมื่อความงามตามแบบของธรรมก็ยัง มีความดึงดูดใจหรือมีลักษณะแห่งการเสพติดได้แล้ว นับประ-

น.71 สาอะไรกับความงามตามแบบของกิเลส ที่จะไม่เป็นสิ่งเสพติด อย่างร้ายกาจด้วยเล่า ผู้ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส คือไม่ถึง ธรรม ย่อมไม่อาจจะเข้าถึงความงามตามแบบของธรรม จึง ลุ่มหลงอยู่ในความงามตามแบบของกิเลส แล้วก็บิดผันความ งามทุกชนิดให้กลายเป็นความงามตามแบบของกิเลส จนกระ ทั้งศิลปกรรม และวรรณกรรมของมนุษย์บางยุคหรือบางพวก กลายเป็นสิ่งลามกอนาจารไป แทนที่ จะมีความงาม ตามแบบ ของศิลปกรรมและวรรณกรรมและมนุษย์เหล่านั้นก็พากันบูชา ศิลปกรรม หรือ วรรณกรรมชนิดนั้น อย่างสูงสุดไปทีเดียว มี ความนิยมฝังรากลึกซึ้ง หนักแน่นในจิตใจจนไม่อาจ ถอนขึ้นได้ ใน ที่สุดก็บัญญัติศิลปกรรมหรือวรรณกรรมเช่นนั้นว่าเป็นของ ถูกต้อง เป็นมาตรฐาน หรือเป็นของประเสริฐไปในที่สุด มนุษย์เราจึงตกอยู่ใต้อำนาจ บาปหรือความชั่วอย่างลึกซึ้งโดย ไม่รู้สึกตัว และโดยสมัครใจ และถึงกับนิยมกันเป็นแบบฉบับ ของความนิยมของวัฒนธรรมของขนบธรรมเนียมประเพณีไป ในที่สุด ไม่มีใครจะรู้สึกว่า เป็นสิ่งลามก อนาจารแม้แต่ สักนิด เดียว สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในรูปของจิตรกรรมเช่น ภาพเขียน อยู่ใน

น.72 รูปของศิลปกรรม เช่นดนตรีและบทเพลง อยู่ในรูปของ วรรณกรรม เช่นบท ประพันธ์ต่างๆ กระทั่งอยู่ในรูปของ สถาปัตยกรรม และอื่นๆ เป็นต้นอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่ มนุษย์ในสมัยนี้ยกย่องว่า เป็นวัฒนธรรมอันสูงของมนุษย์ แล้วนำมาเที่ยวแจกจ่ายแลกเปลี่ยนกัน จนกระทั่งย้อมจิตใจ ของมนุษย์ทั้งโลกให้โสมมไปด้วย ความงามตามแบบของกิเลส และก็ยังนิยมกันว่าเป็นความเจริญ เป็นความถูกต้องสำหรับ มนุษย์ แล้วในที่สุดมนุษย์ทั้งโลกก็ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า กินเหยื่อ หรือ ติดบ่วง ของ พญามารไป ด้วยกัน ทั้งหมด ทั้งสิ้น อย่างที่ ไม่มีทางจะถอนตัวออกมาได้ จนกระทั่งเราได้ประสบ ปัญหา ยุ่งยากเกิด ขึ้นมาใหม่ ๆ คือ ปัญหา แห่งความเสื่อม ทรามทางศีลธรรมของยุวชน หรือคนหนุ่มคนสาวโดยเฉพาะ ทั้ง ๆ ที่มองเห็นโทษหรือความทุกข์อันเกิดจากสิ่งนี้ แต่ก็ไม่ มองเห็นมูลเหตุของสิ่ง ๆ นี้ จึงไม่เคยคิดที่จะแก้ไขให้ถูก ตรงที่มูลเหตุของสิ่ง ๆ นี้ เพราะมันมีเสน่ห์ หรือความงาม ตามแบบของกิเลสฉาบทาสิ่งเหล่านี้ ไว้โดยสิ้นเชิง จนมนุษย์ ไม่สามารถจะเจาะแทงให้ทะลุม่านของอวิชชาออกไปได้ จึง

น.73 ป็นการตกลงอยู่ในวงล้อมของ อวิชชา อีกแบบหนึ่ง ซึ่ง มนุษย์ ไม่สามารถจะเอาชนะได้ มีแต่ความตกต่ำทางศีลธรรม อย่างวูบวาบขึ้นมาแทน จนไม่รู้ว่าจะหาทางออกได้อย่างไร ก็เลย ผสมโรง กันไปในทาง ที่จะแก้ไขกฎเกณฑ์ ของ ศีลธรรม หรือสร้างความนิยมกันขึ้นมาเสียใหม่ว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ ผิดศีลธรรมดังนี้เป็นต้น แต่พระเป็นเจ้าหรือความจริงย่อม ไม่เข้าข้างผู้ใด ดังนั้นมนุษย์จึงต้องได้รับโทษทัณฑ์อันหนัก ในการเป็นอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานในท่ามกลางของสิ่งซึ่งที่แท้ เป็นลามกอนาจาร แต่ไปถือหรือไปหลงว่า เป็นศิลปะ เป็น ความดี ความงาม ความเจริญของมนุษย์ และนี่แหละ คือ สภาพ อันแท้จริง อย่างหนึ่ง ของ มนุษย์ในยุค ที่ถือว่า มีความ เจริญก้าวหน้าถึงที่สุด ทั้งในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ผู้ซึ่งถึงธรรมโดยแท้จริงเท่านั้นที่จะสามารถ ต่อต้านสิ่งเสพติด อันร้ายกาจถึงขนาดที่จะเรียกได้ว่า ภูตผีปีศาจ หรือสิ่งที่เรา เรียกกันว่าสิ่งสวยงาม หรือ สุนทรียภาพ ในที่นี้ ซึ่งที่แท้ เป็นสิ่งสกปรกโสมมอย่างยิ่ง มอมมนุษย์ ให้มึนเมาจนกระทั่ง กลายเป็นภูตผีปีศาจไปเสียเอง ถ้าผู้ใดมองเห็นความจริง

น.74 ข้อนี้ ผู้นั้นจะเคารพธรรมบูชาธรรม และยึดถือธรรมเป็น สรณะด้วยความพออกพอใจอย่างที่ไม่มีถ้อยคำอะไรจะมากล่าว ได้ เพราะว่า ธรรม นั้นสามารถควบคุมสิ่งสวยงามให้ดำเนิน ไปตามทำนองคลองธรรม ไม่ให้เกิดเป็นภัยแก่มนุษย์ขึ้นมาได้ แม้แต่นิดเดียว ดังนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า ผู้ที่ถึงธรรมนั้น แม้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งสวยงามสักเพียงไร ก็หาต้องรับ ทุกข์ภัยอันเกิดแก่สิ่งนั้น ๆ ไม่ และข้อนี้เอง เป็นสิ่งที่พอจะ กล่าวได้ว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไป ในที่ชั่วแล้วกระมัง เราจะต้องพิจารณาอย่างละเอียด สุขุม รอบคอบ จึงจะเห็นอานิสงส์ของธรรมหรือการถึงธรรม ดัง ตัวอย่างที่ได้ยกมาให้เห็นเหล่านี้ ถ้าผิดไปจากนี้แล้วก็จะเป็น เพียงกล่าวถึงอานิสงส์แห่งการถึงธรรมอย่างปาว ๆ ไปเท่านั้น เอง

น.75 ๖ ธรรมช่วยให้ชนะ สิ่งที่มองไม่เห็นตัว —————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของ การถึงธรรมหลายประการ แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่างในทาง หนึ่ง ๆ หรือในแง่หนึ่ง ๆ เท่านั้น หาใช่เป็นการกล่าวถึง อานิสงส์โดยสิ้นเชิงไม่ เพราะว่าอานิสงส์ของธรรมหรือการ ถึงธรรมนั้น ย่อมอยู่ในหลักที่กล่าวกันว่า เหลือวิสัยที่จะ

น.76 กล่าวให้สิ้นเชิง หรือโดยรายละเอียดทั่วถึงได้ จึงได้แต่กล่าว เป็นหลักใหญ่ ๆ หรือพอเป็นตัวอย่างสำหรับสังเกตมากกว่า เว้นเสียแต่จะกล่าวอย่างกำปั้นทุบดินว่า ธรรมเป็นเครื่องดับ ทุกข์ หรือดับทุกข์โดยประการทั้งปวง ทั้งนี้เพราะว่าแม้ตัว มนุษย์นั่นเอง ก็หาได้รู้จักความทุกข์โดยสิ้นเชิงไม่ มิหนำซ้ำ ในบางกรณี เป็นทุกข์อยู่แท้ ๆ ก็หารู้สึกว่าเป็นทุกข์ไม่ และ มิหนำซ้ำในบางกรณีก็ยังยิ่งไปกว่านั้นอีก คือความทุกข์แท้ ๆ กลับเห็นเป็นความสุขไป และในกรณีทั่ว ๆ ไปนั้น มนุษย์ รู้จักแต่ความทุกข์ ไม่รู้จักต้นเหตุของความทุกข์นั้น และที่ ทั่ว ๆ ไปยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือ เรารู้จักมันแต่โดยตัวหนังสือ หรือโดยคำพูด หรือโดยพิธีรีตองไปเสียทั้งนั้น ฉะนั้น จึง ไม่สามารถจะดับทุกข์อย่างใดได้ ทั้งที่พร่ำพูดถึงความดับทุกข์ กันอยู่ทุกวัน และมีพิธีรีตองที่ปฏิบัติอยู่โดยมากเพื่อการดับ ทุกข์นั้น ๆ แต่แล้วก็หาผลอันใดมิได้ และกลายเป็นสิ่ง ที่น่าหัวเราะเยาะ หรือเป็นที่ล้อเลียนกันไปเสีย ทั้งหมดนี้ เป็นผลของการที่ไม่พยายามที่จะเข้าใจสิ่งซึ่งเรียกว่าความทุกข์ หรือมูลเหตุของมันโดยประจักษ์นั่นเอง และไม่รู้จักสิ่งที่แท้

น.77 วรเรียกว่าความทุกข์ แต่ไปแฝงอยู่ในชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น จนกลายเป็นของไม่น่ากลัวหรือไม่น่าสนใจไปเสีย มนุษย์เรา จึงแก้ปัญหาของตัวเองหรือของโลกในเรื่องนี้ไม่ได้ เมื่อแก้ ปัญหาส่วนตัวไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดถึงปัญหาส่วนรวม ดังนั้น ในวันแรก ๆ นี้ จึงได้พยายามชี้ให้เห็นปัญหาของความทุกข์ ที่เป็นประเภทส่วนตัว ให้เห็นในแง่ในมุมที่ต่าง ๆ กัน และ ที่ไปซ่อนเร้นอยู่ในชื่ออย่างอื่นอีกนั่นเอง และโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ที่เกี่ยวพันกันหลายซับหลายซ้อนซึ่งเป็นทางให้เข้า ใจได้ยาก เช่นเมื่อเราเป็นโรคทางทิฏฐิ คือ มีความเชื่อหรือ ความคิดเห็นวิปริต เราก็เป็นโรคทางจิตหรือทางประสาทได้ โดยง่าย และเมื่อเป็นโรคทางจิตหรือทางประสาทแล้ว ก็ เป็นโรคทางกายได้ง่าย ดังนั้น การบำบัดโรคทางกายจึงต้อง เพ่งเล็งถึงต้นตอของมัน คือ มูลเหตุทางจิตหรือทางวิญญาณ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้นด้วย เราจึงจะมีความแจ่มใสโดย ประการทั้งปวง และการเป็นโรคทางจิตหรือทางวิญญาณ นั่นเอง ทำให้ประกอบการงานไม่ได้หรือไม่สำเร็จ และทำ ให้รู้สึกว่า การงานนั้นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เลยกลายเป็นมนุษย์

น.78 ที่ปราศจากการงานไปในที่สุด นี้ก็มีมูลมาจากโรคทางวิญญาณ ซึ่งจะต้องเยียวยารักษาด้วยการถึงธรรมอย่างเดียวกัน นี่ เรียกว่าเป็นปัญหาที่เนื่องกันกับชีวิตโดยตรง หรือเป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นแก่สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต ชนิดที่ไม่อาจจะหลีก เลี่ยงได้สำหรับทุกคน ทีนี้ก็มาถึงปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นโดยอ้อม ทำไม จึงใช้คำว่า จำเป็นโดยอ้อม ซึ่งฟังดูแล้วก็น่าขัน ที่ถูกควรจะ กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่กลับไปกล่าวว่า จำเป็นโดยอ้อม ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลนิดเดียวคือ มนุษย์ไม่อาจจะหลีกเลี่ยง สิ่งที่ไม่จำเป็น และมิหนำซ้ำไปหลงใหลในสิ่งที่ไม่จำเป็น และทำให้เกิดมีความทุกข์ขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่จำเป็นนั้น ๆ มาก กว่าจากสิ่งที่จำเป็นเสียอีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือมนุษย์ สมัยนี้ที่กำลังได้รับทุกข์อยู่อย่างมากมายนั้น เนื่องมาจากสิ่งที่ ไม่จำเป็นหรือเรียกว่า จำเป็นโดยอ้อม ในที่นี้นั่นเอง ลอง พิจารณาดูในบ้านในเรือนเป็นเรื่องแรกก่อน ในบรรดาหมู่ คนที่เรียกว่าอยู่ดีกินดี และยังหวังที่จะอยู่ดีกินดียิ่งขึ้นไปอีก โดยไม่มีขอบเขต ยิ่งเป็นความนิยมของมนุษย์หรือของโลก

น.79 สมัยนี้ ก็จะยิ่งเห็นว่าในบ้านเรือนนั้น เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ จำเป็นหรือ จำเป็นโดยอ้อมนั้น อย่างที่จะประมาณมิได้ และ มีราคาแพงเหลือขนาด และทรัพย์สมบัติส่วนนั้นเองเป็นมูล เหตุแห่งความลำบากทุกข์ยากของเขา ยิ่งไปกว่าส่วนที่เป็นสิ่ง ที่จำเป็น มันเป็นเหตุให้เขาต้องคดโกงผู้อื่น และทำการแข่ง ขันแย่งชิงเบียดเบียนกัน จนเป็นวิกฤติการณ์ถาวรของโลก ในบรรดา สิ่งที่ก่อให้เกิด ความ ทุกข์แก่ มนุษย์ โดยไม่ จำเป็น อันมีอยู่มากมายหลายประเภทนั้น จะได้ยกเอามาให้ ดูเป็นตัวอย่างสักประเภทหนึ่ง คือประเภทสิ่งสวยงามหรือ ศิลปะ ซึ่งมีอำนาจครอบงำจิตใจมนุษย์อย่างยิ่งและลึกซึ้งอย่าง ยิ่ง จนมนุษย์ไม่สามารถจะควบคุมมันได้ เว้นไว้แต่จะได้มี การถึงธรรม หรือ มีเนื้อมีตัวเป็นธรรม พอสมควรเสียก่อน นี่แหละ คือทุกข์ภัยที่เหลือเฟือที่เกิดมาจากสิ่งเหลือเฟืออันไม่ จำเป็นอะไรแก่ชีวิตเลย แต่มากลายเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวง ขึ้นมาได้ ฉะนั้น เราจะต้องรู้จักแยกสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็น ออกจากกันให้ได้ แล้วควบคุมมันให้ได้ทั้งสองประเภท ตัว อย่างเช่น การกินอาหารที่จำเป็นเพื่อบำรุงร่างกายโดยเฉพาะ

น.80 นั้นประเภทหนึ่ง ส่วนการบริโภคสิ่งศิลปที่ประดิษฐ์ขึ้นให้ มีความงามทางรสเพื่อความเอร็ดอร่อยทางลิ้น อย่างไม่มีขอบ เขตนั้น เป็นอีกสิ่งหนึ่งต่างหาก หาควรจะเรียกว่าอาหารไม่ แต่เราก็ยังเรียกมันว่าอาหารอยู่ดี แล้วเราก็พากันบูชาอาหาร ปลอมนี้ยิ่งกว่าอาหารจริงเป็นไหน ๆ ที่แท้มันก็คือศัตรูของ มนุษย์นั่นเอง มนุษย์ยังเอาชนะมันไม่ได้อยู่เพียงใด มัน ก็ยังเป็นเครื่องทรมานมนุษย์อยู่เพียงนั้น ดังนั้นเราควรจะ มองเห็นอานิสงส์ของการถึงธรรมในข้อที่ว่า ทำให้เราสามารถ ควบคุมสิ่งสวยงามนี้ได้เป็นอย่างยิ่ง ทั้งหมดเท่าที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เพ่งเล็งไปในสิ่งที่เรามองเห็นตัวได้ทั้งนั้น ขอให้ พิจารณาดูให้เป็นอย่างดี สำหรับการบรรยายในครั้งที่ ๖ นี้ เราจะได้พิจารณา กันถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัวสืบต่อไป และพอเป็นตัวอย่างอีก ตามเคย และเราจะสรุปเรียกว่า "การถึงธรรมช่วยให้เรา เอาชนะภัยที่มองไม่เห็นตัว" เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัว หรือโลกที่มองไม่เห็นตัว ก็อยากจะให้นึกถึงสิ่งสามสิ่งพร้อม กันไปเลย เพื่อความเข้าใจง่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ นั่นก็คือ

น.81 คำว่า โลกนี้ โลกอื่น และ เหนือโลก คำว่า โลกนี้ ก็ คือสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏชัดแก่มนุษย์หรือเป็นวิสัยของมนุษย์ ทั่ว ๆ ไป ส่วนโลกอื่นนั้นเราหมายถึงส่วนที่ไม่ปรากฏแก่ มนุษย์ ยังอยู่ในความคาดฝันหรือคาดคะเน เป็นเรื่องที่ยิ่ง ไปกว่าโลกนี้และหลังจากการละโลกนี้ไปแล้ว เช่น ที่เรา เรียกกันว่า โลกหน้า หรือ โลกสวรรค์ โลกนรกดังนี้เป็นต้น แล้วแต่จะคิดเห็นหรือจะคาดฝันคาดคะเนไว้อย่างไร ส่วนคำ ว่าเหนือโลกนั้น หมายถึงความรู้ความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง จนไม่มีในโลกนี้หรือโลกอื่น ไม่มีความหมายเป็นโลกนี้หรือ เป็นโลกอื่นอีกต่อไป เพราะความเห็นโลกถูกต้องโดยประการ ทั้งปวง ว่าเป็นเพียงมายา ไม่มีโลกไหนที่น่าสนใจ หรือน่า ยึดมั่นถือมั่น นี่เรียกว่าเหนือโลก เมื่อเราแบ่งเรื่องทั้งหมด เป็นเรื่องโลกนี้ เรื่องโลกอื่น และเรื่องเหนือโลกดังนี้แล้ว เราก็สามารถเห็นได้เองทันทีว่า โลกที่มองไม่เห็นตัวนั้นก็คือ โลกอื่นนั่นเอง แต่ก็ยังไม่สูงขึ้นไปถึงเรื่องเหนือโลก เพราะ ว่าเรื่องเหนือโลกนั้นมันไม่ใช่โลก ดังนั้นเราจะได้พิจารณา กันถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัว และมีอยู่ในฐานะที่เป็นโลก เพราะ

น.82 ถ้าเราเอาชนะโลกชนิดนี้ยังไม่ได้ เราก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะ ความทุกข์ได้ และยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ เราไม่อาจจะเป็น พุทธบริษัทได้ เป็นได้แต่เพียงผู้มีชีวิตอยู่อย่างงมงายไปตาม เดิม ไม่อาจจะเรียกว่าถึงธรรมได้แต่ประการใด สำหรับคำว่างมงายในที่นี้ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการ พิจารณาอย่างละเอียด เพราะมันเนื่องกันอยู่โดยตรงกับคำว่า ป่าเถื่อน หรือที่เราเรียกกันโดยศัพท์โดยแสงว่าอนารยะ เช่น อนารยชนเป็นต้นในภาษาพูดธรรมดา หรือในหมู่ชนเหล่าอื่น ซึ่งไม่ใช่พุทธบริษัท อาจจะบัญญัติความหมายของคำว่า อนารยะ ไปในทางที่ว่าดุร้ายไร้การศึกษา หรือไร้มารยาท หรือโง่ทำอะไรไม่เป็น แต่ในทางพุทธศาสนานั้น เพ่งเล็งไป ในทางที่สูงกว่านั้น คือแม้จะไม่ดุร้าย แม้จะมีความรู้มีการ ศึกษามีมารยาทดี แต่ถ้ายังมีความงมงายเกี่ยวกับโลกที่มองไม่ เห็นตัวอยู่เพียงไรแล้ว ก็ยังเรียกว่า อนารยะ หรือ เป็นป่าเถื่อน อยู่เพียงนั้น และไม่จัดบุคคลชนิดนั้นไว้ในหมู่แห่งอารยชน เลย ต่อเมื่อไม่มีความงมงายในสิ่งเหล่านี้ถึงขนาดที่เรียกว่า ละสีลัพพตปรามาสได้ จึงจะถูกยกฐานะขึ้นอยู่ในหมู่อารยชน

น.83 ระดับแรก นี่แหละขอให้ลองเทียบเคียงดูเถิดว่า มาตรฐาน ตามทางธรรมหรือโดยเฉพาะตามทางพุทธศาสนานั้น ได้ เพ่งเล็งถึงระดับต่าง ๆ ของมนุษย์ในลักษณะเช่นไร และจะ ต้องอาศัยธรรมหรือการถึงธรรมสักกี่มากน้อย จึงจะยกตน ขึ้นสู่ระดับที่พ้นจากความเป็นอนารยะได้ ไม่ถูกประณามว่า ป่าเถื่อนอีกต่อไป สำหรับสิ่งที่มองไม่เห็นตัวหรือโลกที่มอง ไม่เห็นตัวก็ตาม โดยพื้นฐานแล้วย่อมมีมูลมาจากความกลัว กล่าวคือ ความกลัวนั่นเอง เป็นสิ่งที่ทำให้เรากังวลหรือ หวาดหวั่นต่อสิ่งที่มองไม่เห็นตัว นับตั้งแต่เรื่องโชค เรื่อง ลาง เรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องเทวดาอารักษ์ จนกระทั่งถึงเรื่อง นรกหรือสวรรค์ และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งถือกันว่า เป็นปัญหา ภายหลังจากตายแล้ว ดังนั้น เราควรจะได้พิจารณากันถึงสิ่ง ที่เรียกว่าความกลัวเป็นข้อแรกเสียก่อน ความกลัวเป็นกิเลส หรือเป็นผลของกิเลสประเภทโมหะหรืออวิชชา ดังนั้น มันจึง ทำอะไรได้มากมาย ไม่มีขอบเขต และมีลักษณะของความ งมงายเป็นเครื่องหมาย แต่สำหรับความฉลาดในการระมัด ระวังตัวนั้น ไม่ได้มีมูลมาจากโมหะหรืออวิชชา คือมีมูล

น.84 มาจากวิชชาหรือปัญญา ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับความ กลัวในที่นี้ ความกลัวทำให้คนนอนไม่หลับหรือถึงกับวิกล จริต แต่ความฉลาดในการระมัดระวังป้องกันตัวอย่างแท้จริง นั้น หาเป็นเช่นนั้นไม่ นี้เป็นข้อแรกที่จะต้องเข้าใจให้ถูก ต้องกันเสียก่อน ตัวอย่างเช่น คน ๆ หนึ่งเกิดความกลัวขึ้น มาเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็ไปหาหมอดูหรือหมอไสย- ศาสตร์ ส่วนอีกคนหนึ่งเมื่อระแวงในความเจ็บไข้ขึ้นมา ก็ไป ขอรับการตรวจสอบที่สถานตรวจสอบที่มีความเชี่ยวชาญใน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อเป็นดังนี้ ลองเปรียบเทียบกันดูเถิด ว่า ภายในจิตใจของเขาทั้งสองคนนี้ มีความแตกต่างกัน อย่างไร ความยังเป็นป่าเถื่อนหรือความเป็นอารยชนแล้วนั้น อยู่ที่ตรงไหน และสิ่งที่เรียกว่าความกลัวนั้นคู่กันกับอะไร และ ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือ ใครคนไหนอยู่ในฐานะที่อาจจะเข้า ถึงธรรมได้ และคนไหนยังอยู่ไกลเกินไป อันจะเป็นเหตุให้ เรามองเห็นได้ด้วยตัวเองว่า ธรรมกับความกลัวนั้นเป็น ปฏิปักษ์ต่อกันอย่างไร ความกลัวจะอยู่ในอาณาจักรของธรรม หรือว่าธรรมจะอยู่ในอาณาจักรของความกลัวได้หรือไม่ ความ

น.85 กลัวเป็นกิเลสประเภทโมหะดังที่กล่าวแล้ว ความหมดไป แห่งความกลัวโดยแท้จริงนั้น จะมีต่อเมื่อหมดกิเลสประเภท โมหะอีกนั่นเอง ดังนั้นเราจึงอาจจะกล่าวได้เลยไปถึงว่า พระอรหันต์พวกเดียวเท่านั้น ที่ละความกลัวได้ทุก ๆ อย่าง และโดยประการทั้งปวง แต่สำหรับมนุษย์ทั่วไปนั้นคงมุ่งหมาย เพียงละความกลัวเฉพาะประเภทที่งมงายเท่านั้น สำหรับ ความกลัวอันตรายโดยแท้จริงนั้น ตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นสัญชาต- ญาณ หรือเป็นผลของสัญชาตญาณ ดังนั้นการถึงธรรม ในระดับต้น ๆ จึงไม่สามารถจะละความกลัวชนิดนั้นได้ และ ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดก็คือข้อที่ว่า คนธรรมดาสามัญเป็น ทุกข์เพราะความกลัวประเภทงมงายอย่างเดียวเท่านั้น ความ งมงายของมนุษย์นั่นเองทำให้มนุษย์รู้จักแต่ความกลัวประเภท งมงาย และมืดมนธ์อยู่ด้วยความกลัวประเภทงมงาย จน กระทั่ง ความกลัว ประเภทที่มี เหตุผลไม่สามารถ มีโอกาสมา แทรกแซงได้ นี่แหละคือภาวะที่ยังต่ำเกินไปที่ยังน่าเวทนา สงสารหรือยังป่าเถื่อน จนไม่สามารถจะถูกยกขึ้นสู่ระดับของ อารยชนได้ ความกลัวอย่างงมงายนั้น เป็นเหตุให้ทำไปใน

น.86 สิ่งที่ไม่ควรทำ หรือไม่ควรทำอย่างยิ่ง คือเป็นเหตุให้ไปทำ ในสิ่งที่ให้เกิดความทุกข์เพิ่มขึ้นมาอีก หรือไปสร้างความ ทุกข์ขึ้นมาโดยไม่จำเป็น ความงมงายนั้นทำให้ไม่รู้ว่าไม่ จำเป็นจะต้องกลัว ทำให้ไม่รู้ว่า ควรจะจัดการอย่างไรกับ ปัญหาที่เกิดขึ้น และทำให้ปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ผิดไปหมด จน กระทั่งมีความทุกข์หรือความเสียหายเกิดขึ้น เพิ่มเติมขึ้น มากมายโดยไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น เมื่อสงครามเกิดขึ้น ทุกคนกลัว และทุกคนเป็นทุกข์ ซึ่งทุกข์มากถึงขนาดนอน ไม่หลับและวิกลจริตไปเลยก็มีอยู่มาก ลองมองดูเถิดว่าเขา ไม่ได้รับภัยอะไรจากสงครามเลย แต่เขาได้รับภัยจากความ กลัวอย่างงมงายของเขาเอง คือจากโมหะ หรือ อวิชชาของ เขาเอง จึงกล่าวได้ว่า นั่นเป็นความกลัวอย่างงมงายที่สุด เป็นความทุกข์เปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไม่มีเหตุผล ไม่มีความหมาย ส่วนผู้ที่ถึงธรรมแล้วไม่อาจจะเกิดความกลัวในทำนองนี้หรือ ชนิดนี้ จึงไม่ต้องทุกข์อย่างเปล่า ๆ ปลี้ ๆ หรือไม่ถูกหลอน ด้วยปีศาจของความกลัว ตามทางธรรมะจึงถือว่าเป็นอารยชน ส่วนคนที่มีความกลัวอย่างงมงายนอกนั้น แม้เขาจะอยู่ใน

น.87 ฐานะเช่นไร ตามหลักของธรรมะย่อมถือว่าเป็นอนารยชน คือมีความป่าเถื่อนตามแบบของธรรมะ ตัวอย่างนี้เป็นคำ อธิบายของความกลัว ชนิดที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าของคน ธรรมดาสามัญสำหรับนำไปเทียบเคียงในกรณีอื่น ๆ ซึ่งยังมี อยู่อีกมากมาย ในที่นี้มุ่งแต่จะชี้ให้เห็นว่า ความกลัวใน ลักษณะเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าอับอายขายหน้าของมนุษย์มาก อย่างที่จะประมาณไม่ได้ ไม่สมควรแก่ความเป็นอารยชน เลย แต่ก็หามีใครรู้สึกละอายเพราะเหตุนี้ไม่ นี่แหละ คือ ความหมายของการที่ไม่ถึงธรรมอย่างพอสมควรแก่ฐานะ ของตน

น.88 ๗ ธรรมช่วยให้ชนะ สิ่งที่มองไม่เห็นตัว (ต่อ) ———————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายเรื่อง "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ครั้ง ที่ ๗ นี้ จักได้กล่าวถึงอานิสงส์ ของการถึงธรรมที่ช่วยให้ เราสามารถเอาชนะความกลัวต่อสิ่งที่ไม่เห็นตัว ต่อจากที่ ค้างไว้แต่วันก่อน คือการนำเรื่องความกลัวมากล่าวในที่นี้ ก็เพื่อจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงสองอย่างพร้อมกันไป

น.89 คือความกลัวนี้เป็นเหตุแห่งความทุกข์ด้วย และเป็นการ แสดงความงมงายของจิต ซึ่งนับว่ายังต่ำเกินไป กว่าที่จะ เรียกว่า อ า ร ย จิ ต หรือ อ า ร ย ช น ได้ด้วย คนที่ถึงธรรมต้องไม่มีทั้งความทุกข์ และไม่มีทั้งความ งมงาย ดังนั้นอย่างน้อยจึงต้องไม่มีความกลัวในระดับนี้ คือ ในระดับที่เรียกว่ากลัวอย่างงมงาย ไปกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นตัว อย่างงมงาย ซึ่งเป็นนิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป เป็นสิ่งที่ไม่มีในหมู่พระอริยเจ้าหรือเป็นที่รังเกียจของพระ อริยเจ้า นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ดีๆ เพื่อจะ เข้าใจเรื่อง "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ได้อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ เท่าที่กล่าวมาแล้ว ได้แสดงให้เห็นว่าความกลัวเป็น โมหะ เป็นความงมงาย เป็นลักษณะของความป่าเถื่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าได้เข้าใจเอาง่าย ๆ ว่า ความไม่กลัวเป็น สิ่งที่ไม่งมงายหรือไม่ป่าเถื่อน เพราะว่าความไม่กลัวอาจจะ เป็นเพียงความบ้าบิ่นชนิดหนึ่งก็ได้ หรือเป็นสติปัญญาที่ ถูกต้องสมบูรณ์ก็ได้เช่นเดียวกันกับความกลัว คือความกลัว

น.90 ที่ประกอบไปด้วยสติปัญญาหรือความฉลาดในการป้องกันตัว เป็นต้นก็ยังมี และยังมีชื่อธรรมะที่คล้ายกัน เช่น หิ ริ และ โอตัปปะ ซึ่งแปลว่าละอายบาปและกลัวบาป คำว่ากลัวบาป ในที่นี้มิใช่เป็นการกลัวอย่างกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นตัวดังที่กล่าว มาแล้ว เช่นกล้วนรกอย่างคาดคะเนเอาอย่างนี้เป็นต้น แต่ ว่าเป็นความกลัวสิ่งที่ยิ่งกว่ามองเห็นตัวและเป็นความรู้ที่ถูก ต้องของสติปัญญา เพราะได้รู้และได้เห็นอยู่โดยประจักษ์ว่า บาปนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงเป็นความกลัวคนละอย่างหรือ ต่างกัน คือเป็นความกลัวที่ ไม่งมงายนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้น ก็พึงทราบไว้ล่วงหน้าด้วยว่า เมื่อ " คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" โดยแท้จริงแล้ว บาปก็เป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย ไปพร้อมกันเช่นเดียวกับบุญ สำหรับความกลัวที่ต้องการให้ท่าน ทั้งหลายสนใจใน ที่นี้เป็นพิเศษ ก็คือความกลัวอย่างงมงายที่ทำคนเราให้เป็น ทุกข์อย่างเปล่า ๆ ปลี้ ๆ และทำให้เขาอยู่ต่ำเกินไปกว่าที่จะ จัดเข้าในหมู่ของพระอริยเจ้าได้ สำหรับความไม่กลัวอย่าง งมงายหรือความบ้าบิ่นนี้ หมายถึงความไม่กลัวที่มีมูลมาจาก

น.91 โมหะ และจะยิ่งเป็นลักษณะของความป่าเถื่อนยิ่งไปกว่า ความกลัวเสียอีก นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวังให้ดีเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นก็จะเกิดความเข้าใจผิดชนิดที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งได้ ตัวอย่างที่จะเปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีอยู่ เช่น พระอรหันต์ไม่มีความกลัวตาย เพราะหมด ความรู้สึกว่ามีตัวตนสำหรับจะอยู่ หรือจะตาย แต่คนบ้าบิ่น นั้นไม่กลัวตายเพราะมีตัวตนจัด เช่นมีอะไรมาทำให้เมาเกียรติ หรือเมาความมีตัวตนอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อหลงใหลในเกียรติ ทำนองนี้ก็ไม่กลัวตาย หรือว่าโจรใจร้ายมีนิสัยอำมะหิตแข็ง กระด้างด้วยทิฏฐิมานะก็ไม่กลัวตาย หรือแม้ที่สุดแต่สัตว์ เดรัจฉานบางชนิดที่มีอัสมิมานะจัดหรือมีความรักลูกของตัว เป็นต้น ซึ่งเป็นอัสมิมานะสองซ้อน ก็อาจจะต่อสู้กันเอง หรือต่อสู้กับมนุษย์โดยไม่กลัวตายดังนี้เป็นต้น ทำให้เราเห็น ได้ว่าฝ่ายหนึ่งเช่นพระอรหันต์ไม่กลัวตาย เพราะถึงธรรม โดยสมบูรณ์ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามไม่กลัวตายเพราะไม่ ถึงธรรมเลย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจะถือเอาอากัปกิริยาว่าไม่ กลัวตายเป็นประมาณอย่างเดียวไม่ได้ การถึงธรรมจะต้อง

น.92 มีลักษณะแห่งการถึงธรรมอยู่อย่างถูกต้องเสมอไป เมื่อ ได้กล่าวถึงความกลัวต่อสิ่งหรือต่อโลก ที่มองไม่เห็นตัวมาดังนี้ แล้ว ก็ควรจะได้กล่าวถึงความหวังหรือความรักต่อสิ่งที่มอง ไม่เห็นตัว โดยทำนองเดียวกันไปเสียในคราวเดียวกัน เพื่อให้ทราบว่าในบรรดาสิ่งที่มองไม่เห็นตัวนั้นเป็นที่ตั้งทั้งแก่ ความกลัว และแก่ความรัก หรือความหวัง เช่นกลัวนรก แล้วก็ไปรักหรือหวังต่อสวรรค์ เพราะความเป็นโลกที่งดงาม ตรงกันข้ามจากภาวะที่น่ากลัว ความกลัวเป็นความงมงาย อย่างไร ความรักหรือความหวังในกรณีเช่นนี้ก็เป็นความ งมงายอย่างนั้น หากแต่ว่าเป็นไปในสิ่งที่ตรงกันข้ามและเป็น ความงมงายที่ละเอียดหรือลึกซึ้งสองซ้อนเท่านั้นเอง ความ กลัวต่อนรกอย่างงมงาย ทำให้ทำสิ่งที่เป็นป่าเถื่อนได้อย่างไร ความหวังต่อสวรรค์อย่างงมงายก็ทำให้ทำสิ่งที่เป็นป่าเถื่อนได้ อย่างนั้น คนที่ถึงธรรมจึงไม่มีทั้งความกลัวและไม่มีทั้งความ หวัง แม้ต่อสิ่งหรือต่อโลกที่มองไม่เห็นตัวดังกล่าวแล้ว ถ้า จะมีความหวังก็ต่อภาวะเหนือโลก คือความมีจิตใจอยู่เหนือ โลก ซึ่งหมายถึงความไม่หวังจะได้อะไร ๆ จากโลก เมื่อ

น.93 ไม่หวังจะได้อะไรจากโลก หรือไม่หวังจะเป็นอะไรในโลก ก็ตาม ก็ไม่มีความกลัวหรือความหวังไม่ว่าในลักษณะอะไร ๆ ในกรณีที่เกี่ยวกับโลก ไม่มีความหวั่นไหวหรือเปลี่ยนแปลง ไปตามโลก เพราะได้กลายเป็นธรรมหรือมีเนื้อมีตัวเป็นธรรม ไปเสียแล้ว เรียกว่าเป็นผู้หมดปัญหาที่เกิดมาจากสิ่งที่มอง ไม่เห็นตัว ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกอื่น คือปัญหาที่เกิดขึ้น ปรารภเรื่องหลังจากตายแล้วทั้งนั้น ปัญหาต่าง ๆ จึงไม่มี ในเรื่องที่เกี่ยวกับโชคลาง เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ เกี่ยวกับ เทวดาอารักษ์ หรือแม้ที่สุดแต่ที่เกี่ยวกับนรกหรือสวรรค์ เหมือนคนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ผู้ที่ถึงธรรมหรือมีความ เข้าใจเรื่องการถึงธรรม ย่อมมีความขยะแขยงต่อบุคคลที่ยัง กลัวเรื่องโชคเรื่องลาง เรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องเทวดาอารักษ์ หรือแม้แต่นรกสวรค์หลังจากตายแล้ว เพราะมันเป็นเรื่อง สำหรับเด็กอมมือมากเกินไป แต่ก็ไปเห็นเป็นเรื่องจริงจัง หรือเรื่องใหญ่เรื่องโตไปได้เพราะความงมงาย หรือเพราะ การไม่ถึงธรรมนั่นเอง

น.94 ความรู้หรือความเชื่อเรื่องโชคเรื่องลางเป็นต้นนี้ เป็นพินัยกรรมหรือมรดกของคนที่เคยงมงายมาแต่กาลก่อน มอบหมายเอาไว้ให้แก่กันและกันสืบมาโดยไม่รู้ขาดสาย เพราะ ยังมีความงมงายอย่างเดียวกันหรือเท่า ๆ กัน ไม่ยิ่งหย่อน กว่ากัน ไม่ว่าของคนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว หรือของคนใน วันนี้ล้วนแต่เป็นความงมงายในเรื่องของสิ่งที่มองไม่เห็นตัว โดยเท่ากัน ลักษณะหรือภาวะที่เรียกกันว่ามองไม่เห็นตัวนี้ เป็นสิ่งที่ได้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมายในโลก ถ้าการสาง ปัญหานั้นเดินไปผิดทางก็ไปอยู่ในรูปของความงมงาย หรือ ลัทธิที่งมงาย ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมที่ งมงาย และบางอย่างเป็นไปอย่างแรงกล้า ถึงขนาดที่จะ ถูกยกย่องว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะศักดิ์สิทธิ์มากหรือศักดิ์- สิทธิ์น้อยก็ขึ้นอยู่กับความงมงายนั้น ๆ แต่ถ้าการสางปัญหา นั้นเดินมาถูกทาง เรื่องก็เป็นไปในทำนองตรงกันข้าม คือ เกิดความรู้หรือคำสอนที่เป็นลัทธิที่ถูกต้องขึ้นมา เกิดขนบ ธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรมที่ถูกต้องขึ้นมา กระทั่ง เกิดเป็นศาสนาที่ถูกต้องขึ้นมา ละความงมงายเกี่ยวกับการ

น.95 ถือโชคลางหรือนับถือภูตผีปีศาจ และเทวดาอารักษ์เหล่านั้น เสียได้ มีผลเป็นความเกษม คือเกษมจากความกลัวชนิดที่ กล่าวมาแล้วอย่างยืดยาวนั่นเอง ทำให้เราเห็นได้ว่าอย่างแรก เป็นการไกลจากธรรม หรือ ไกลจากการถึงธรรมยิ่งขึ้น ทุกที จนถึงกับเรียกว่าเป็นหลักต่อที่ฝังแน่นอยู่ในวัฏฏะ คือไม่มี วี่แววแห่งการถึงธรรมนั่นเอง ส่วนอย่างหลังนั้นเป็นการ ถึงธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที จนกระทั่งถึงระดับสูงสุด จึงได้ มีการรู้สึกในทำนองที่ว่า การถือโชคลางเป็นต้นนั้นเป็น เรื่องของเด็กอมมือ ดังที่กล่าวแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้เราจะ ต้องสังเกตดูที่ตัวเราเอง หรือที่กว้างออกไปหน่อย ก็คือ ที่พวกเราเอา หรือที่กว้างมากไปกว่านั้นอีกก็คือที่มนุษย์เรา นี่เอง เราจะต้องดูในแง่ที่ว่าถึงธรรมมากน้อยเท่าไร โดยดู จากการที่เรายังถือโชคถือลางอยู่มากน้อยเท่าไรนั่นแหละ และ ดูจนกระทั่งเห็นความงมงายของตัวเราเองด้วย จนกระทั่ง เกิดความละอายขึ้นมาในเมื่อรู้สึกว่า มันยังมีการถึงธรรม น้อยเกินไปจนต้องได้รับความทุกข์ชนิดที่สัตว์เดรัจฉานไม่ ต้องได้รับ กล่าวคือความทุกข์ที่เกิดมาจากการถือโชคถือลาง

น.96 โดยเฉพาะผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักศึกษา บางคนแม้แต่ สมัยปัจจุบันนี้ก็ยังถือโชคถือลาง และยิ่งถือโชคถือลางมากยิ่ง ขึ้นไปกว่าบรรพบุรุษในยุคโบราณเสียอีก จะยกตัวอย่างที่เห็น ได้ง่าย ๆ เช่นเลข ๑๓ ซึ่งบรรพบุรุษของเราไม่เคยถือว่า เป็นเลขที่นำมาซึ่งโชคร้าย ก็แปลว่าท่านเหล่านั้นยังถือโชค ถือลางอยู่ในวงแคบ แต่ลูกหลานในปัจจุบันก็เพิ่มโชคลาง เรื่องเลข ๑๓ ขึ้นอีกโดยลักษณะที่เรียกว่างมงายยิ่งไปเสียกว่า บรรพบุรุษ ที่ไปรับเอาลัทธินี้มาจากพวกงมงายพวกอื่นมา เพิ่มให้แก่ความงมงายของตัว และเมื่อทำอยู่โดยทำนองนี้ เรื่อย ๆไป ความงมงายจะเพิ่มมากขึ้นเท่ากับวันคืนที่ล่วง ไป ๆ มากขึ้น หรือมีการศึกษามากขึ้น มีการสังคมกว้าง ขวางมากขึ้น เขาได้เพิ่มสิ่งที่ทำให้สะดุ้งหวาดเสียวนอนหลับ ยากมีเพิ่มมากขึ้น ๆ ตามลำดับ ดังที่มีประจักษ์พยานปรากฏ ชัดอยู่ในข้อที่ว่า เรามีหมอดูมากขึ้น มีการกระทำพิธีรีตอง เกี่ยวกับโชคลางมากขึ้นแทนที่จะน้อยลง ข้อนี้ย่อมหมาย ความว่าอาณาจักรของความกลัวเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็นตัวได้ ขยายกว้างออกไปมากขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อกล่าวอีกทาง

น.97 หนึ่ง ก็คือไกลจากการถึงธรรมยิ่งขึ้น เป็นมนุษย์ที่งมงาย ต่อการถึงธรรมยิ่งขึ้น ไม่สมกับที่จะกล่าวว่าเป็นมนุษย์ในยุค ที่เจริญด้วยการศึกษาเลย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เราจะ ต้องมองให้เห็นมีอยู่ว่า การศึกษาของโลกโดยเฉพาะในโลก ปัจจุบันได้ตั้งรากฐานอยู่บนความอยากและความหวังในสิ่ง สวยงามหรือสิ่งศิลป เป็นความงามหรือความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย เมื่อความอยากหรือความหวังครอบงำแล้ว บุคคลก็ตกลงสู่ ความงมงายได้โดยทุกวิถีทาง เพราะอำนาจของความอยาก หรือความหวังอยู่เหนือสติปัญญาของมนุษย์โดยไม่รู้สึกตัว ความอยากหรือความหวังนั้น ทำให้มนุษย์สูญเสียความสำนึก ตัวหรือเสียดายความสมดุลย์ของสติปัญญา เมื่อสติปัญญา ไม่เป็นอิสระแก่ตัว แต่ตกอยู่ ใต้อำนาจความบีบคั้นของความ อยากหรือความหวังจนกลายเป็นไม่ใช่สติปัญญา คือกลาย เป็นความมืดมนธ์อย่างยิ่ง แต่อยู่ในรูปของสิ่งที่เรียกกันว่า สติปัญญา คือ เป็นแสงสว่างที่มืดมนธ์อย่างยิ่งนั่นเอง จึง ได้พ่ายแพ้แก่มายาของสิ่งที่มองไม่เห็นตัว ตัวอย่างเช่น มี

น.98 ความอยากหรือความหวังมากเกินไป คือมากจนไม่รู้ว่าจะ มากอย่างไร จึงทำให้เกิดความรู้สึกเป็นความพลาดหวังไป เสียหมด ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งปวงก็ได้เป็นไปตามกฎของมันเอง ตามธรรมดานั่นเอง คือมีผิดบ้าง ถูกบ้าง สำเร็จบ้าง ไม่ สำเร็จบ้าง แต่คนพวกนี้ก็เห็นเป็นความผิดหวังอยู่ตลอด เวลา มีสมหวังน้อยเกินไปอยู่ตลอดเวลาทำให้รอไม่ได้ คอย ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา จึงได้คิดนอกลู่นอกทางออกไปว่า จะ ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิเศษอยู่ในโลกที่มองไม่เห็นตัวอีกสักอย่าง หนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกันอยู่กับความสำเร็จ หรือความไม่สำเร็จ ของเรา จึงได้พลัดออกไปสู่โลกของความงมงายทั้งที่เป็น นักศึกษา มีความเจริญก้าวหน้าในเยี่ยงทางวัตถุอย่างสมบูรณ์ จนไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรอีกต่อไป ความงมงายได้เกิดขึ้น เกิด ขึ้นได้ หรือเข้ามาได้ เพราะอำนาจของสติปัญญาพ่ายแพ้ แก่อำนาจของความอยากหรือความหวังดังตัวอย่างที่กล่าวมานี้ ดังนั้นมนุษย์เราจึงไม่ได้ดีขึ้นในแง่ของการถึงธรรมยังคงหันเห ไปนอกทิศนอกทางของธรรม เดินไปตามทางของความ งมงายซึ่งมีอยู่มากมายเหลือที่จะกล่าวได้ เราจึงมีคนที่เป็น

น.99 โรคทางประสาทหรือทางจิตมากขึ้นกว่าเดิม เพราะความ ที่อำนาจของสติปัญญาพ่ายแพ้แก่อำนาจของความอยากและ ความหวัง จนพลัดตกไปสู่ความงมงายดังที่กล่าวแล้ว ที่ นอกไปจากนี้ก็ยังมีความงมงายชนิดที่นำสืบกันมาเป็นประเพณี ของชนเผ่านั้น ๆ หรือชาตินั้น ๆ ที่มีอยู่เป็นของประจำชาติ ถ่ายทอดกันมาด้วยการกระทำโดยไม่รู้สึก ตัวอย่างคนไทย เราพอจิ้งจกร้องก็สะดุ้ง ถ้าเผอิญมีอะไรเป็นไปในทางร้ายสัก นิดหนึ่งผสมรอยพร้อมกันพอดี ก็มีเรื่องมีราวมากถึงกับล้ม บ่วยเพราะความกลัว และยังมีเรื่องต่าง ๆ อย่างอื่นอีกมาก ลักษณะเช่นนี้มีอยู่ด้วยกันทุกชาติทุกภาษา เป็นความงมงาย ต้นทุนดั้งเดิมอยู่ด้วยกันทุกชาติทุกภาษา ครั้นการคมนาคม และสังคมก้าวหน้ายิ่งขึ้นอย่างในสมัยนี้ ก็มี โอกาสเพิ่มความ งมงายด้วยการแลกเปลี่ยนให้แก่กันและกันเพิ่มขึ้นเป็นหลาย เท่า แล้วแต่ว่ามีการคบค้าสมาคมเพิ่มขึ้นกี่ชาติกี่ภาษา สติ ปัญญามีกำลังน้อยไม่มีทางที่จะฟื้นตัวในโลกที่เต็มไปด้วยความ อยาก ความหวังและความกลัว อันเป็นปัญหาเกิดมาจากสิ่ง ที่มองไม่เห็นตัวดังกล่าวแล้ว

น.100 เราหวังอยู่แต่เพียงอย่างเดียวว่า เ มื่อไร คนถึงธรรม - ธรรมถึงคน" หายความงมงายและความป่าเถื่อนแล้ว ปัญหาเหล่านี้จึงจะหมดไป การถึงธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยขจัดปัญหานานาชนิด ที่เกิดมาจากสิ่งที่มองไม่เห็นตัว ดังกล่าวนี้

น.101 ๘ ธรรมแก้ปัญหา เรื่อง กิน กาม เกียรติ —————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมาได้ กล่าวถึงประโยชน์และ อานิสงส์ของการถึงธรรมไว้ในลักษณะต่าง ๆ กัน ขอให้ สังเกตดูจนเห็นว่าประโยชน์หรืออานิสงส์เหล่านั้น ล้วนแต่ เป็นเรื่องสำหรับปัจเจกชน ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของสังคม เลย และแม้เรื่องของปัจเจกชนเหล่านั้น ก็กล่าวเฉพาะเรื่อง

น.102 ที่เป็นไปในชีวิตธรรมดาสามัญ เรื่องที่จะต้องใช้ปฏิบัติใน ชีวิตประจำวันของคนธรรมดาสามัญ ยังไม่ใช่เรื่องของการ ครองชีวิตชั้นประเสริฐ ยังเป็นเพียงที่เรียกกันว่า Normal Life ยังไม่ใช่ Holy Life ยังไม่ได้กล่าวถึงการละกิเลสโดย ตรง เพียงแต่กล่าวถึงการขจัดปัญหาที่ขัดข้องในชีวิตประจำ วันเท่าที่เห็นว่าจำเป็น เช่นคนเราจะต้องมีความสดชื่น แจ่มใสเป็นพื้นฐาน จะต้องทำการงานในหน้าที่ของตนให้ ประสบความสำเร็จและอาจจะหาความสุขได้จากการงานนั้น เอง และสามารถควบคุมสิ่งสวยงาม ซึ่งเป็นเหตุให้มนุษย์ ตกลงสู่ความมืดมัวไม่สดชื่นแจ่มใสเป็นต้น ทั้งนี้โดยถือหลัก ว่า ปัญหาสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไปนั้น ไม่มีอะไรมาก ไปกว่าคำเพียง ๓ คำ คือ เรื่องกิน เรื่องกาม และ เรื่อง เกียรติ หรือ เรียกง่ายๆ ว่า สาม ก. คือ กิน กาม เกียรติ มนุษย์ตามธรรมดา ประกอบการงานด้วยความเหนื่อยยาก ลำบากก็เพื่อสิ่งทั้งสามนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรมากหรือสูงไปกว่า สาม ก. นี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องขจัดปัญหาเกี่ยวกับสิ่ง ทั้งสามนี้ ให้เสร็จสิ้นไปเสียชั้นหนึ่งก่อน โดยหลักใหญ่ ๆ

น.103 ก็คือ ให้รู้จักประกอบการงานให้สำเร็จ มีความสุขอยู่ในตัว การงานนั้นเอง แล้วก็ไม่ลุ่มหลงผลที่เกิดขึ้นมาจากการ ประกอบการงานสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน หรือเรื่องกาม หรือเรื่องเกียรติก็ตาม ทีนี้เราก็มาถึงปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งที่มองไม่เห็น ตัว เช่นโชคลางเป็นต้น ซึ่งมันก็เนื่องกันอยู่กับการแสวงหา ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติอีกนั่นเอง ยิ่งลุ่มหลงใน เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติมากเท่าไร ก็จะยิ่งสะเพร่า และงมงายในเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นตัวมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น จึงถือว่าเป็นสิ่งที่คู่กันจะต้องสะสางปัญหาพร้อมกันไป โดย ไม่มีทางที่จะแยกออกจากกัน ต่อเมื่อเราสะสางปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้หมดสิ้น จึงจะมาถึงปัญหาที่สูงขึ้นไป กล่าวคือ ปัญหาของการมีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ หรือที่เรียกว่า Holy Life นั่นเอง เกี่ยวกับข้อนี้ไม่จำเป็นจะต้องระบุว่าเป็น ฆราวาสหรือเป็นบรรพชิต เพราะว่าการถึงธรรมนี้เป็นเรื่อง ทั้งของฆราวาสและของบรรพชิตดังที่กล่าวแล้วข้างต้น หรือ ข้อเท็จจริงที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือฆราวาสก็มีชีวิตอย่างประเสริฐ

น.104 ได้ตามแบบฆราวาส บรรพชิตก็มีชีวิตอย่างประเสริฐได้ตาม แบบของบรรพชิต และเมื่อกล่าวโดยหลักใหญ่ ๆ แล้วย่อม เป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือ มีความรู้ความเข้าใจต่อสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้อง จนประพฤติถูกต่อสิ่งทั้งปวง นั่นเอง และการกระทำอย่างนั้นเพียงอย่างเดียวย่อมเป็น การป้องกันไม่ให้เกิดกิเลสขึ้นด้วย และเป็นการละกิเลส ที่เกิดขึ้นแล้วด้วย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็กล่าวว่า บรรดา กิเลสที่อยู่ในระดับที่อาจจะเกิดได้เป็นปกติ นั้นก็ไม่อาจจะ เกิดขึ้นได้ และกิเลสประเภทที่สูงขึ้นไปที่จะเกิดภายหลังกิเลส ตามปกตินั้นก็ถูกตัดหนทางเสียโดยสิ้นเชิงแล้ว ดังนั้นในการบรรยายครั้งที่ ๘ นี้ จักได้กล่าวถึง อานิสงส์ของการถึงธรรมในระดับที่สูงขึ้นไป ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น แบบแห่งการครองชีวิตชั้นประเสริฐ คือ เป็นไปเพื่อความหมดจด สิ้นเชิงแห่งกิเลสเป็นลำดับ ๆ ไป และในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความเข้าใจธรรมชาติ อย่างถูกต้องจนสามารถเอาชนะธรรม- ชาติได้ว่า นี้เป็นอานิสงส์ของการถึงธรรมในขั้นนี้ สิ่งที่ เรียกว่าธรรมชาติที่เราจะต้องรู้จักก่อนกว่าสิ่งอื่นทั้งหมดก็คือ

น.105 สิ่งที่เรียกว่า โลกธรรม โลกธรรม คำนี้แปลว่า ธรรมสำหรับ โลก แต่อาจจะมีความเข้าใจผิดไปได้ว่าเป็นคำสั่งสอนสำหรับ โลกไป เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับภาษาบาลี ดังนั้นควรจะ ถือเอาคำแปลเสียใหม่ให้ชัดเจนว่า โลกธรรม คือธรรมชาติ ที่จะต้องมีอยู่ในโลกเป็นธรรมดา จนเรียกว่าเป็นธรรมดา ของโลกไป คำว่า ธรรม ในกรณีนี้ แปลว่าธรรมดาหรือจะ แปลว่าธรรมชาติก็ได้ หมายความว่าเป็นสิ่งที่ต้อง เกิด อยู่ ธรรมดา คือ มันต้องมีอย่างนั้น มันจักไม่มีเป็นอย่างอื่น สิ่งที่เรียกว่าโลกธรรมนี้มีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้น คือการ ได้ตรงตามที่ต้องการนี้อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งคือการ ไม่ได้ตรงตามที่ต้องการ แม้ว่าในอย่างหนึ่ง ๆ นั้นจะมีวัตถุ ที่เป็นตัวเรื่องถึง ๔ อย่าง คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ดังนี้ก็ตาม แต่ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน รวมกันเป็นสิ่ง ที่ได้ตามต้องการ หรือไม่ได้ตามที่ต้องการ แล้วแต่กรณี ถ้าได้ตามที่ปรารถนาก็เป็นโลกธรรมฝ่ายที่ทำให้ดีใจหรือฟูขึ้น ถ้าไม่ ได้ตามที่ปรารถนาก็ตรงกันข้ามคือทำให้เสียใจหรือแฟบ ลง ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับโลกธรรมก็ไม่มีอะไรนอก

น.106 ไปจากการฟูๆ แฟบๆเหมือนกันไปหมดทั้งที่อารมณ์จะต่างกัน และมีอยู่มากมายเหลือที่จะนับได้ และเรื่องทั้งหมดนั้นก็ไม่มี อะไรมากไปกว่าเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติอีกนั่นเอง ฉะนั้น ถ้าใคร ๆ สามารถควบคุมตนเองไม่ให้ฟูหรือแฟบไป ตามอำนาจของเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติได้แล้ว ก็ ย่อมจะกล่าวได้ว่า เขาเอาชนะโลกธรรมได้ในระดับสูงทีเดียว และนับว่าเป็นผู้มีชีวิตในชั้นประเสริฐคือสูงกว่าระดับธรรมดา ของมนุษย์ไม่ต้องหนี โลกไปทางไหน แต่อยู่ในโลกนี้ด้วยชัย ชนะ ไม่อยู่ด้วยความพ่ายแพ้เหมือนคนทั่วไป เขาจึงมีความ ประเสริฐกว่าคนทั่วไปและความหมายของคำว่าชีวิตประเสริฐ ก็อยู่ที่ตรงนี้เอง คนทั่วไปจะต้องมีอาการฟูๆ แฟบ ๆ คนที่มี ชีวิตประเสริฐ ย่อมอยู่เหนือ ความ ที่จะต้องเป็น อย่างนั้น คือมี ความเกษมจากการที่จะต้องฟูๆ แฟบๆ นี้ จัดว่าเป็นการเอา ชนะธรรมชาติของกิเลสได้อย่างหนึ่งทีนี้ธรรมชาติข้อถัดไปที่จะ ต้องทราบก็คือลักษณะของสิ่งทั้งปวง คือสิ่งทั้งปวงที่เราเรียก กันว่าโลกและหมายความถึงทุกๆโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกที่เกี่ยว กับกามหรือเป็นโลกที่ไม่เกี่ยวกับกามก็ตาม ลักษณะที่เป็นจริง

น.107 ในที่นี้หมายถึงการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไป ซึ่งเมื่อ นำมาต่อกันเข้าทั้งสามอย่างแล้ว ก็เรียกว่าความเปลี่ยนแปลง เป็นความเปลี่ยนแปลงเรื่อยหรือไหลเรื่อยไม่มีหยุดและไหลไป ตามกฎเกณฑ์ของมันเองด้วย ไม่ยอมรับรู้ในความอยากหรือ ความต้องการของใครทั้งหมด แต่ถ้ามีสติปัญญาถึงที่สุดแล้ว ก็จะเห็นได้แน่ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจาก ความเปลี่ยนแปลงที่กำลัง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ตามปัจจัย ของมัน และตามกฎเกณฑ์ของมันอย่างตายตัว ถ้าไม่มีความ รู้เท่าทันโลกในข้อนี้ ก็จะพลอยมีอาการไหลเรื่อยเปื่อยไป ตามโลกด้วย นั่นแหละ คือการล้ม หรือการลุกซ้ำๆ ซากๆ ไปตามโลกธรรม เป็นการล้มลุกคลุกคลานที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเป็นผู้รู้เท่าทันก็ตรงกันข้าม คือไม่ต้องไหลไปตามโลก ไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานไปตามโลกธรรม แต่มีความสงบสุข และสดชื่นอยู่ได้ด้วยการที่มีเนื้อมีตัวเป็นธรรม เป็นผู้รู้โดย แจ่มแจ้งว่า โลกนี้เป็นอย่างไร และเราจะต้องปฏิบัติต่อโลก ซึ่งมีสภาพเช่นนี้ในลักษณะอย่างไร แล้วก็เป็นผู้มีลักษณะ อาการของบุคคลผู้อยู่เหนือโลกไม่ใช่จมอยู่ในโลกเหมือนกับ

น.108 คนทั้งหลาย และยังจะสามารถช่วยเหลือผู้เข้ามาเกี่ยวข้องให้ เป็นอย่างนั้นได้ด้วย ซึ่งเป็นการแสดงถึงลักษณะของความ ประเสริฐที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ตลอดเวลาที่ยังไม่เห็นธรรมข้อนี้ มนุษย์เราก็ยังจมโลกอยู่เรื่อย เมื่อจมโลกอยู่ก็ย่อมไม่ถึงธรรม นี้เป็นของธรรมดา ความประเสริฐหรือความพิเศษมีอยู่ในข้อ ที่ว่า คนจมอยู่ ในโลก นั่นแหละ จะขึ้นมา จากโลกได้ อย่างไร ? หรือว่าคนที่จมโลกอยู่นั้น จะถึงธรรมได้อย่างไร ? ข้อนี้ย่อม เกี่ยวกับคุณสมบัติของคน ๆ นั้นด้วย สำหรับ คุณสมบัติ ของ ธรรมนั้น ไม่เป็นที่สงสัยหรือไม่มีข้อที่ควรสงสัยอีกต่อไปแล้ว คือ ธรรมย่อมมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำให้ คนข้ามขึ้นมา จากโลก ได้ แต่คุณสมบัติของคนที่จะทำตนให้ลุ ถึงธรรมนั้นยังเป็นปัญหา อยู่ พวกเราทั้งหลายก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แล้วเราจะตะเกียก ตะกายกัน อย่างไร จึงจะข้ามขึ้นจากโลก และถึงธรรมได้ คำตอบมีอยู่อย่างคล้ายกับจะเป็นกำปั้นทุบดิน แต่โดยที่แท้ แล้วหาใช่กำปั้นทุบดินไม่ คือคำตอบที่ว่าเราต้องดูที่โลกนั้น เอง จนกระทั่งเห็นธรรม ไม่ว่าจะดูที่โลกธรรมหรือจะดูที่ โลกก็ตาม ความหมายย่อมเป็นอย่างเดียวกัน คือดูจนให้รู้

น.109 ว่าเราจมอยู่ในสิ่งเหล่านั้นในสภาพอย่างไร ส่วนที่จมอยู่นั่น แหละเป็นโลก ส่วนภาวะที่เป็นธรรมนั้น คือ ตรงกันข้าม คือ ภาวะที่ไม่จมอยู่ในโลกหรือส่วนที่ไม่จมอยู่ในโลก เดี๋ยว นี้เรามองไม่เห็นทั้งความจมโลกและความไม่จมโลก เป็นการ ไม่เห็นโดยประการทั้งปวง ไม่เห็นทั้งโลกไม่เห็นทั้งธรรม มี อาการเหมือนปลาอยู่ในน้ำไม่เห็นน้ำ จึงไม่รู้ทั้งเรื่องน้ำ และ เรื่องบก ปลามนุษย์ที่จมโลกอยู่นี้ ก็เหมือนกัน จะต้องดู ให้เห็นน้ำคือโลก และเห็นการจมน้ำคือจมโลกของตัวเอง จน กระทั่งเห็น เป็นภาวะ ที่น่าเวทนาสงสาร หรือ ทนทรมานจึงจะ การทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง ก็หมายความว่า เห็นภาวะที่ เรียกว่าเห็น ข้อนี้หมายความว่า เมื่อเห็นภาวะอย่างนั้น เป็น ตรงกันข้ามด้วย และอยากเป็นอยู่ในภาวะที่ตรงกันข้าม โดย เนื้อ แท้ แล้วไม่มีใครในโลก ชอบ หรือ อยาก จะ ทนทุกข์ ทรมาน เดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกว่า การจมโลกเป็นความทรมานจึงไม่ เคยฝันถึงการข้ามขึ้นจากโลกไปสู่ธรรม แล้วยังแถมมีความเข้า ใจผิดไปเสียอย่างใหญ่หลวงว่า ธรรมไปมีอยู่ในที่อื่น ใน ลักษณะอย่างอื่นโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลก หรือไม่อาจจะหา

น.110 พบที่การจมโลกของตนนั่นเอง เมื่อกล่าวมาถึงข้อนี้ทุกคนควรระลึกถึงพระพุทธภาษิตที่ ว่า " โลกก็ดี มูลเหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี หน ทางปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ" ดังนี้ เมื่อ กล่าวโดยเจาะจงย่อมกล่าวได้ว่า การถึงธรรมก็คือการเห็น ความจริงสี่ประการนี้ คือเห็นความจริงของโลก ของเหตุ ให้เกิดโลก ของความดับสนิทของโลก และของหนทางให้ ถึงความดับสนิทของโลก จงสังเกตดูเถิดว่าไม่มีอะไรนอกไป จากโลก มันมีอะไร ๆ ที่ล้วนแต่เกี่ยวกันอยู่กับโลกทั้งนั้น และแถมยังมี รวมกันอยู่ในที่แคบ ๆ คือกาย ที่ยาว ประมาณวา หนึ่งนี้เท่านั้น ในกายนั่นเอง ดูเหลี่ยมหนึ่งก็เห็นโลก ดู เหลี่ยมหนึ่งก็เห็นมูลเหตุให้เกิดโลก ดูอีกเหลี่ยมหนึ่งก็เห็น ความดับสนิทของโลก ดูอีกเหลี่ยมหนึ่งก็เห็นหนทางปฏิบัติ ให้ถึงความดับสนิทของโลก นี่แหละยิ่งทำให้เราเห็นอีกว่า ยังมีอาการที่เรียกว่า ปลาถึงน้ำหรือน้ำถึงปลาเกินไปก็ยิ่งมอง ไม่เห็นน้ำ จนกลายเป็นปลาที่ไม่มีความรู้เรื่องน้ำหรือเรื่อง

น.111 บกเสียเลย ถ้าเราจะมีอาการที่เรียกว่า ถอยตาให้ห่างออกมา เสียจากน้ำเพื่อให้เห็นน้ำกันเสียบ้าง นั่นแหละจะเป็นอุบาย วิธีที่จะทำให้ถึงธรรมได้โดยง่าย คืออย่าจมอยู่ในโลกธรรมจน ถึงกับมองไม่เห็นโลกธรรม อย่าจมอยู่ในโลก คืออารมณ์ทั้ง ๖ จนถึงกับมองไม่เห็นโลกเสียเลย ถอยออกมาเสียนิดหนึ่งและ ชั่วเวลานิดหนึ่งเท่านั้นก็จะพบ อาทิพรหมจรรย์ คือเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์ หรือการปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงธรรม แล้วหลัง จากนั้นเรื่องต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี เพราะการจับฉวยเอา เงื่อนต้นที่ถูกต้องได้ แล้วก็จะมีการถึงธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที จนกระทั่งถึงที่สุด คือความมีจิตใจอยู่เหนือโลกโดยประการ ทั้งปวง โลกจะกำลังไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปอย่างไรก็ตาม แต่ เราก็หาได้รวมอยู่ในเกลียวนั้นและไหลเรื่อยไปตามโลกด้วยแต่ ประการใดไม่ โลกคงไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปตามประสาโลก ส่วนผู้ที่ถึงธรรมหรือ จิตของผู้ที่ถึงธรรม นั้นย่อมปลีก ออกมา ได้เสมอ และคล้าย ๆ กับว่ายืนดูโลกอยู่ข้าง ๆ เกลียวนั่นเอง เหมือนคนที่ยืนดูเขาหัวเราะและร้องไห้อยู่ โดยที่ตัวเองหา ต้องหัวเราะหรือร้องไห้ไม่ แต่อยู่ด้วยความเกษม หรือความ

น.112 สงบสุขที่แท้จริง โลกธรรมทั้งปวงนั้นเหมือนเหยื่อ ตัณหา คือความอยาก ตัณหาหรือความอยากของคนนั้น คือความ อยากที่จะกินเหยื่อ ทั้งนี้เพราะไม่รู้ว่าเหยื่อนั้นคืออะไร เห็น ไปแต่ในทางเป็นที่น่ารัก น่าปรารถนาไปเสียทั้งนั้น ไม่ว่า จะเป็นเหยื่อในเรื่องเกียรติ ก็ล้วนแต่น่ารักน่าปรารถนา อย่างยิ่งไปหมด จึงอยากจะกินจนไม่รู้ว่าจะอยากอย่างไร และ จะโจนลงไปกินจนไม่รู้ว่าจะกินอย่างไร อาการที่เรียกว่าน้ำถึง ปลาเกินไปจนมองไม่เห็นน้ำจึงได้เกิดขึ้น การถึงธรรมในอัน ดับแรกก็คือมีสติสัมปชัญญะในการที่จะไม่ให้ความอยาก หรือ ความปรารถนาครอบงำมากเกินไปดังที่กล่าวแล้ว ครั้นแล้ว จึงต้องการธรรมะในอันดับที่สอง คือปัญญาให้เข้ามาช่วยดู อีกว่านี่มันคืออะไร ถ้าปัญญาของเขาเป็นธรรมเพียงพอก็จะ พอดูออกว่า มันเป็นเหยื่อซึ่งซ่อนเบ็ดคือความทุกข์ไว้ข้าง ใน เมื่อเห็นดังนั้นเกลียวหรือกระแสแห่งความอยากก็จะหยุด ไป แม้จะเหลียวไปทางไหน ๆ ก็ล้วนแต่ไม่หลงไปกินเหยื่อ เข้า นี่แหละคืออาการที่เรียกว่า "คนถึงธรรม ธรรมถึง

น.113 น" ในขั้นนี้คือขั้นที่จะมี Holy Life หรือชีวิตอันประเสริฐ แม้ในระยะเริ่มแรก เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ จักไม่ เป็นปัญหาเกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะจิตได้ข้ามไปปรารถนาหรือ พอใจที่ความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของธรรม โดยแท้ นับว่าเป็นอันดับแรกที่ย่างเข้าไปสู่อาณาจักรของ ความ สะอาด สว่าง สงบ ได้ด้วยการกระทำอย่างนี้

น.114 ๙ ธรรมเพื่อให้ เอาชนะธรรมชาติได้ ——————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่ ๙ นี้ จะได้กล่าวถึง ความเข้า ใจธรรมชาติอย่างถูกต้องจนเอาชนะธรรมชาติได้ ในฐานะที่เป็น อานิสงส์ของการเข้าถึงธรรมต่อจากวันก่อน คำว่าธรรมชาติในกรณีอย่างนี้ไม่ได้หมายถึงตัววัตถุ แต่หมายถึงความจริง หรือ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับวัตถุรวมทั้งที่

น.115 มีชีวิตจิตใจและไม่มีชีวิตจิตใจ เช่นความที่โลกเป็นไปโดย โลกธรรม หรือโลกเป็นเพียงสิ่งที่ไหลเรื่อยดังนี้เป็นต้น ซึ่ง เป็นลักษณะของมายา หรือสิ่งที่พรางตาไปเสียทั้งนั้น แต่ว่า สิ่งที่เรียกว่า มายานั้นเนื่อง กันอยู่กับความจริงจนกระทั่งบางที เราแยกออกจาก กันไม่ได้เช่น เมื่อพูด ว่าโลกเป็นสิ่งที่ไร้ จาก สาระหรือเป็นมายา หรือว่าว่างจากตัวตนก็ตาม นั่นก็ย่อม เป็นการกล่าวความจริงที่สูงสุดข้อหนึ่ง คือ ความเป็นมายา นั้นได้มีอยู่จริงหรือเป็นของจริงที่มีอยู่แก่โลก ดังนั้นจึงทำ ให้เกิดความสับสนกันขึ้นในเมื่อจะถามขึ้นว่าโลกเป็นมายาหรือ เป็นของจริง เพราะเหตุว่าคำว่า ความจริง หรือ ของจริง เป็นคำที่มี ความหมายกว้าง จนครอบคลุมไปได้ ทุกด้านทุกมุม แล้วแต่เราจะเอาคำ ๆ นี้มาใช้ ในลักษณะเช่นไร ดังนั้นใน กรณีที่เรากำลังวินิจฉัยกันนี้ เราหมายถึงของจริงที่แฝงหรือ ซ่อนตัวอยู่ภายใต้มายา ถ้าดวงตายังไม่ถึงธรรมก็มองไปติด อยู่ แค่มายาแล้วก็มี ความหลงเกี่ยวกับ มายานั้น ๆ ถ้าเป็น ดวงตา ที่เห็นธรรมแล้ว ก็สามารถมอง ทะลุมายาลงไปถึงความ จริง หรือเรียกว่าเห็นความจริงของสิ่งที่เป็นมายา มันจะ

น.116 เป็นการกระทำที่ยากหรือง่ายนั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่มันก็ ตกอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ว่า ถ้าทำถูกวิธีก็ง่ายแสนง่าย ถ้าทำผิด วิธีก็ยากแสนยาก จิตหรือสิ่งที่ถูกสมมติว่า เรานั้นจะต้องทำ อะไร หรือเป็นอะไรด้วยตนเองไปเสียทุกอย่าง เช่นเป็นตัว มายาก็เป็นเสียเอง เป็นเจ้าทุกข์ก็เป็นเสียเอง แล้วยังจะ ต้องเป็นผู้ที่จะมองเห็นมายานั้น หรือเป็นผู้ดับทุกข์นั้น ๆ เองอีกด้วย แล้วยังแถมเป็นความจริงของธรรมชาติอีกชนิด หนึ่งด้วย แล้วมันจะแสดงบทบาทของมันในคราวเดียวกัน ได้อย่างไร มันจะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาประกอบกันเข้า จิตนั้น จึงจะผันแปรไปในลักษณะ ต่าง ๆ หรือแสดง บทบาท ต่าง ๆ ได้และสิ่งที่ว่านั้นก็คือ " ธรรม" ในลักษณะต่างๆ กันอีกนั่น เอง ถ้า จิตถึงธรรม หรือ ธรรมถึงจิตโดยสมบูรณ์ ก็มอง เห็น ตัวเองได้ใน ลักษณะที่แทง ตลอดมายา ทั้งหลายลงไปได้ และเข้าถึงความจริงของสิ่งทุกๆ สิ่ง รวมทั้งตัวมันเองด้วย ลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่า เข้าใจธรรมชาติอย่างถูกต้องจน เอาชนะธรรมชาติได้ และที่เป็นอย่างสูงสุดนั้นเรียกว่า เข้า ใจในสามัญญลักษณะ หรือ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม เป็นต้น

น.117 ซึ่งหมายถึงลักษณะที่แท้จริงอย่างเด็ดขาดของสิ่งทั้งปวง ค่ำ ว่า สามัญญลักษณะ แปลว่า ลักษณะที่สามัญ คือมีได้เสมอ กันหรือรู้ ได้เสมอกันต่อสิ่งทั้งปวง หมายถึงลักษณะของความ เป็นทุกข์ลักษณะของความเป็นอนัตตา แต่ถ้าหลงในมายา ก็จะเห็นลักษณะที่เที่ยงที่สุขที่เป็นอัตตาเสมอไป แม้ไม่โดย สิ้นเชิง ก็โดยเอกเทศที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของมัน แล้วก็หลง ไปยึดมั่นถือมั่นที่ส่วนนั้นโดยความ ที่เป็นสิ่งหรือเป็นส่วนที่น่า อยากน่าปรารถนา ดังนั้น มันจึงเป็นความอยากความปรารถ- นาในสิ่งหรือส่วนที่เป็นมายาของสิ่ง ๆ นั้น แล้วอีกทางหนึ่ง ก็ไปหลงเกลียดหลงชังในมายาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก คือ ไป เห็นสิ่งที่ตรงกันข้ามจากสิ่งที่ตนรัก ว่าเป็นสิ่งน่าเกลียดทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นของอย่างเดียวกัน คือไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อย่างเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นความหลงอย่างที่พระอริยเจ้าไม่ ยอมรับว่าจะเป็นความรู้สึกของอารยชนไปได้เลย และจัดไว้ ในพวกที่ไม่เห็นธรรมอย่างยิ่ง ยังไม่มีแม้แต่ดวงตาเห็นธรรม ในระดับแรก สิ่งที่เรียกว่าการถึงธรรมนั้นอย่างน้อยที่สุด จะ ต้องมีการเห็นความจริงข้อนี้ในระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งพอที่จะ

น.118 ทำให้รู้สึกตัวอย่างน้อย ก็ยับยั้งความหลงนั้นได้ ตามสมควรแก่ กรณี แม้ว่าจะละไม่ได้โดยเด็ดขาด ลักษณะของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตานี้ก็เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เด็ดขาด จนถึงกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้น หรือจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม สังขารทั้งปวงยังคงไม่เที่ยง ยังคง เป็นทุกข์และธรรมทั้งปวงยังคงเป็นอนัตตาอยู่นั่นเอง" ตาม ที่ตรัสดังนี้ ย่อมเป็นการยืนยันความจริงบางอย่างเกี่ยวกับ ธรรมชาติว่า ธรรมชาตินั้น ๆ ไม่อยู่ในอำนาจของผู้ใด แม้ ที่เป็นพระพุทธเจ้า หรือกล่าวอย่างกลับกันก็ว่า แม้จะเป็น พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถ จะบังคับ ธรรมชาติได้ดังนั้น เรา จะ ต้องมีวิธี หรืออุบายที่ฉลาดอย่างยิ่งให้ทัดเทียมกัน เราจึง จะเอาชนะธรรมชาติข้อนี้ได้ คืออย่าให้ความไม่เที่ยงความ เป็นทุกข์ความเป็นอนัตตาของมันทำอันตรายเราได้ จึงจะ เรียกว่าเข้าใจ ธรรมชาติในส่วนนี้ อย่างถูกต้อง และ สมบูรณ์ ลักษณะของ ความไม่เที่ยง เป็นต้นนี้ มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น เรียก ธรรมนิยาม หรือ ธรรมฐิติ ดังที่กล่าวแล้ว ทุก คำล้วนแต่มีความหมายบ่งให้เห็นความจริง แล้วยังแถมเป็น

น.119 วามจริงที่น่าสะดุ้งกลัว หรือความจริงที่ใคร ๆ ไม่ควรจะ ต่อต้านเช่นธรรมที่เรียกว่า ธรรมนิยาม แปลว่า บทนิยาม ของธรรม หรือจะแปลว่า การนิยามของธรรม ก็ได้ ธรรม ในที่นี้ หมายถึง ความจริง อันเป็นสิ่งที่ กล่าวได้ ว่าเป็นเพียงสิ่งเดียวใน บรรดาสิ่งทั้งหลาย ที่ควรจะได้รับสมัญ- ญาว่า "ธรรม" คือเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด และสิ่งนี้ได้ปกา- สิตออกไปว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่าง ที่ไม่มีอะไรจะคัดค้านหรือต่อต้านได้ ดังนั้นจึงได้เรียกว่าการ นิยามของธรรม ซึ่งควรจะถือว่าเป็นเสียงดังก้องที่สุดกว่า เสียงใดๆ แต่สัตว์ทั้งหลายส่วนมากก็คงยังไม่ได้ยินเลยอยู่นั้น เอง เป็นสิ่งที่มีอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังคง ไม่เกรงกลัวเลยอยู่นั่นเอง ภาวะต่างๆ จึงเป็นไปในทางตรง- กันข้ามจากที่ควรจะเป็น คือการปะทะกันระหว่างคนกับธรรม คน จึงไม่ อาจจะถึง ธรรม เพราะไม่มีการลงรอยกันได้กับธรรม นับว่าเป็นสิ่งที่ควรศึกษายิ่งกว่าสิ่งที่ควรศึกษาใด ๆ สำหรับคำว่า ธ ร ร ม ช า ติ นั้นแปลว่าการตั้งอยู่หรือ มีอยู่ของธรรม ซึ่งมีความหมายไปในทำนองว่า ธรรมเป็น

น.120 อย่างอื่นไม่ ดังนี้เป็นต้น หมายความว่าถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ไม่ใช่กฎเกณฑ์ของธรรมหรือไม่ใช่สัจจธรรมนั่นเอง สัจจ- ธรรมนั้นย่อมตั้งอยู่อย่างที่เรียกว่าคงตัว หรือยืนโรงอยู่ใน ลักษณะเช่นนี้เสมอไปคือความเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา เป็นสามอย่างด้วยกันดังนี้ หรือถ้าเราจะสรุปให้ เหลือเพียงคำเดียวสั้นๆ ก็ว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังนี้ก็ได้ ในเมื่อต้องการจะแสดงถึงแนวของการปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งเหล่า นี้ ฟังดูก็น่าขัน คล้าย ๆ กับว่าเป็นพระเป็นเจ้าที่สูงที่สุด ของโลกแล้ว ก็ไม่ทำอะไรหมด นอกจากเอาแต่จะไม่เที่ยงเป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา ก้มหน้าทำอย่างนั้นตะพึดไปโดยไม่ฟังเสียง ใคร แต่แล้วอีกทางหนึ่งคือทางฝ่ายสัตว์ทั้งหลายก็ไม่ยอมรับรู้ อย่างไม่รู้ ไม่ชี้เอาเสียทีเดียว เป็นการหันหลังให้แก่กันและกัน อย่างยิ่ง ภาวะที่เรียกว่าไม่ถึงธรรมก็เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ แล้ว คนเราในโลกก็อยู่ในสภาพเช่นนี้ คือมีความทนทุกข์ทรมาน อย่างไม่รู้สึกตัวอยู่เป็นพื้นฐาน จะรู้สึกบ้างก็นับว่าเป็นเพียง ส่วนน้อย คือส่วนที่แสดงความเจ็บปวดให้เห็นออกมาตรง ๆ เท่านั้น นับว่าส่วนที่ยังมองไม่เห็นนั้นยังมีอีกมากกว่ามากนัก

น.121 ราจึงอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์กันอยู่ โดยทั่ว ๆ ไป เป็นพื้นฐานไม่เกษมจากความทุกข์หรือสิ่งซึ่งเป็นอันตรายอื่น ๆ จากความหมายที่ต่าง ๆ กันหลายแง่ เหล่านี้เราพอจะมองเห็นได้โดยสรุปว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้นมันเป็นอะไรหมดทุกอย่าง และที่สำคัญที่สุดนั้นมันเป็นเหมือนพระเป็นเจ้าผู้สร้างโลก ผู้ควบคุมโลก ผู้ปกาสิตสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปภายในกฎเกณฑ์ของมันเองอย่างเดียวเท่านั้น แล้วจงลองคิดดูเถิดว่าเราจะไม่ควรสนใจกับมันได้อย่างไร เราจะไม่ควรทำความเข้าใจกับมันได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นเพียงสิ่ง ๆ เดียวแท้ ๆ ที่ควบคุม หรือ บันดาล สิ่งต่าง ๆ อย่างเฉียบขาด อยู่ในตัวมันเองโอกาส หรือช่องทางมีอยู่ กับเราเพียงอย่างเดียวก็คือทำอะไรให้เข้ารูปเข้ารอยกับธรรมชาติเท่านั้น ดังนั้นความเข้าใจธรรมชาติอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และมีประโยชน์หรืออานิสงส์อย่างยิ่งพร้อมกันไปในตัว เกี่ยวกับข้อนี้เราต้องมองดูอย่างกว้างขวางที่สุด จนกระทั่งมองเห็นว่า ในบรรดาวิชาความรู้ของโลกทั้งหมด ไม่ว่าวิชาความรู้แขนงไหนก็ล้วนแต่กล่าวได้ว่า รวมอยู่ในคำ ๆ

น.122 เดียวกัน คือรู้หรือเข้าใจในกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างถูกต้องอีกนั่นเอง ความรู้เกี่ยวกับการประดิษฐ์หรือประกอบสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่การดำรงชีวิตที่เราเรียกรวมกันว่า "การทำมาหากิน" เหล่านี้ ก็ล้วนแต่เป็นความรู้เรื่องธรรมชาติอย่างถูกต้อง จึงจะทำไปได้ และประสบความสำเร็จ หรือแม้ที่สุดแต่วิชาสำหรับการศึกษาล้วน ๆ เช่นวิชาเลขเป็นต้น มันก็ยังเป็นเรื่องความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติหรือต่อธรรมชาติอีกนั่นเอง แต่มันเป็นเพียงมุมหนึ่งหรือแง่หนึ่งและยังน้อยเกินไปกว่าที่จะดับทุกข์ ทั้งปวงได้ หรือบางทีก็ยิ่งไปกว่านั้น คือไม่ได้รู้ไปในทางที่จะใช้เพื่อดับทุกข์ แต่รู้ไปในทางที่จะเพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว แต่มันก็ยังเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอยู่นั้นเอง และจัดเป็นธรรมชาติฝ่ายที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะเรารู้ไม่ตรงจุดที่เป็นฝ่ายดับทุกข์จากธรรมชาติอันเดียวกัน หรือตัวเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความจริงเรื่องสามัญญลักษณะ หรือ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม เป็นต้นนี่เอง เรารู้ในส่วนนี้ให้ เพียงพอ เสียก่อน เพื่อให้เป็น ความรู้ พื้นฐานสำหรับจะอยู่ในโลกนี้อย่างไม่มีความทุกข์ จนกระทั่งว่าจะไปทำอะไร ๆ เข้าที่ใด เมื่อไรหรืออย่างไร ความทุกข์ก็ไม่อาจจะ

น.123 กิดขึ้นได้ และเราก็ ประสบความสำเร็จ ตามทาง ที่ควร ปรารถนาไปได้ทุกอย่างทุกประการ นี่แหละเรียกว่าเป็นการ เข้าใจธรรมชาติได้อย่างถูกต้องสำหรับมนุษย์เรา จนกระทั่ง เอาชนะธรรมชาติได้ด้วยอำนาจของการถึงธรรม หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็คือด้วยอำนาจของสติปัญญาที่มีมาจากการ เข้าถึงธรรม สิ่งที่เรียกว่าสติปัญญานั้น ในภาษาไทยเราดิ้น ได้เป็นสองความหมาย คือ สติปัญญาที่จะใช้ในทางคดโกง กัน ก็ยังเรียกว่าสติปัญญาอยู่นั่นเอง จึงไปพ้องกันกับสติ ปัญญาบริสุทธิ์ที่จะใช้ดับทุกข์ ส่วนในภาษาบาลีเดิมแท้นั้น สติปัญญาสำหรับคดโกงนั้นเรียกว่า เฉโก แปลว่าความฉลาด แต่ในทางหาประโยชน์ส่วนตัว ส่วนคำว่าปัญญาต้องหมาย ถึงปัญญาบริสุทธิ์เป็นไปตามทำนองคลองธรรมเสมอไป เกี่ยว กับข้อนี้เราต้องทราบไว้ว่า เราอาจจะทำเฉโกกับมนุษย์ด้วย กันได้ แต่เราไม่มีทางที่จะทำเฉโกกับธรรมชาติได้เลย ขึ้นไป ทำเฉโกหรือ Cunning กับธรรมชาติเข้าเท่าใดก็มีแต่จะพ่ายแพ้ ภัยตัวเองขาดทุนหนักยิ่งเข้าไปเท่านั้น ดังนั้นเราจะต้องเป็น มิตรที่ดี และ ซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติ ประพฤติและกระทำให้ เข้าร่องเข้ารอยกับธรรมชาติ ไม่ให้เกิดการกีดเกะกะขัดขวาง กันขึ้นเป็นอันขาด ธรรมชาติจะตอบแทนความหวังดีของเรา

น.124 ถึงกับมอบอำนาจให้เรามีอำนาจอยู่เหนือความตายทีเดียว เรา ควรจะซื่อตรงหรือไม่เล่นตลกกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ ซึ่ง ที่แท้จะกลายเป็นการเล่นตลกกับตัวเอง แล้วทำลายตัวเอง ให้วินาศไปเท่านั้น ที่เรียกกันว่าความไม่ตายหรืออยู่เหนือ อำนาจของความตายนั้น โดยที่แท้หมายถึงธรรมในขั้นสูงสุด ในความหมายซึ่งลึกซึ้งที่สุด เช่นในประโยคว่า “ธรรมเป็น สิ่งที่ไม่ตาย" ซึ่งย่อมหมายความว่าธรรมชาติในลักษณะที่ กล่าวแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตาย หรือแม้ที่สุดก็ไม่เปลี่ยนแปลง ดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ ตาม ธรรมทั้งปวงยังคงเป็นอย่างนั้นเสมอไป มันไม่รู้จัก เปลี่ยนแปลง แล้วมันจะรู้จักตายได้อย่างไร เพราะคำว่าตาย นั้นเราหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นธรรม ในความหมายระดับสูงหรือระดับที่แท้จริง ย่อมหมายถึง ธรรมชาติชนิดที่ไม่ตายหรือไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ใดรู้ถึงธรรมข้อนี้ เรียกว่าผู้นั้นรู้ความไม่ตาย ผู้ใด ถึงธรรมข้อนี้ เรียกว่าผู้นั้นถึงความไม่ตาย นี่แหละ คือผล หรืออานิสงส์ที่จะได้จากการที่ได้ ถึงธรรมในระดับสุดท้าย เมื่อ "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" ในระดับสุดท้ายคือระดับสูง

น.125 สุดแล้ว คนกับธรรม หรือ ธรรมกับคน ถึงความเป็นอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องไม่ลืมเสีย จะเป็นหลักยืนโรงที่ไม่ให้ความเข้าใจเดินไปผิดทาง หรือให้เข้าใจธรรมถูกทางได้ง่ายขึ้น เมื่อคนถึงธรรมในระดับสูงสุดแล้วย่อมหมายความว่าความรู้เรื่องตัวเราไม่มี หรือของเราไม่มี มีแต่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์อันนี้ ดังนี้ ได้เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นแก่คนนั้นแล้วอย่างสมบูรณ์ อย่างกระจ่างแล้ว อย่างลึกซึ้งและเฉียบขาดจนถึงกับสามารถ ชำระล้าง ส่วนลึกแห่ง สันดานของเขาให้เกลี้ยงเกลาจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ความเกลี้ยงเกลาจากความยึดมั่นถือมั่นที่ทำให้มีความรู้สึกเป็นตัวเราของเรา จนเกิดความรู้สึกว่า เราได้อย่างใจบ้าง เราไม่ได้อย่างใจบ้าง ตลอดจนความรู้สึกว่า เราอยู่ หรือ ของเราอยู่ เราตาย หรือ ของเราตาย ดังนี้เป็นต้น เมื่อกิเลสส่วนนี้หมดไปแล้ว คือไม่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกต่อไปแล้ว คนก็ถึงซึ่งความไม่ตาย นับว่าเป็นอานิสงส์สูงสุดของการถึงธรรมในที่นี้ เพราะถึงที่สุดของความทุกข์โดยประการทั้งปวง

น.126 ๑๐ ความหมดกิเลส และความไม่ตาย ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายเรื่อง "คนถึงธรรม – ธรรมถึงคน" ในครั้งที่แล้วมา คือครั้งที่ ๙ ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการถึงธรรมสูงขึ้นมาตามลำดับจนกระทั่งถึงการมีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐจนกระทั่งเอาชนะกิเลส เช่นความอยากเป็นต้นได้และกระทั่งถึงการเอาชนะความตายได้ในที่สุด นับว่าเป็นอานิสงส์ขั้นสุดท้ายของการถึงธรรม

น.127 บัดนี้เราก็มาถึงปัญหาที่ว่าคนเป็นอันมาก มีความ สงสัยในประโยชน์ของความหมดกิเลสหรือความไม่ตาย ว่า เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ได้อย่างไรกัน หรือว่าประโยชน์ใน ทำนองนั้นจะไม่เหมาะแก่ตนเลยก็ได้ นี่คือ ความสงสัยใน ประโยชน์ของการถึงธรรม ดังนั้น ในการบรรยายครั้งที่ ๑๐ นี้ จักได้วินิจฉัย กันถึงความสงสัยในข้อนี้ เท่าที่เห็นว่าจำเป็นจะต้องทำความ เข้าใจก่อน เกี่ยวกับข้อนี้เราจะต้องมองให้พบความจริงข้อ หนึ่งซึ่งเป็นความจริงที่สุด และมีอยู่ดาษดื่นที่สุดด้วย แต่ ก็ไม่มีใครสนใจที่จะมองหรือจะเข้าใจ และแม้ว่าจะได้ยินได้ ฟังคำกล่าวข้อนั้น ก็กลับเข้าใจไปในทางอื่นเสียทำให้ไกลต่อ ความจริงที่แท้จริงของมัน ทำให้มีภาษาพูดคำเดียวกัน แต่ มีความหมายตรงกันข้ามและมีมูลมาจากความที่คนมีกิเลสย่อม กลัวความหมดกิเลสนั่นเอง เพราะว่าเขากำลังมีกิเลสเป็นตัว เขาเอง ไม่ใช่มีสติปัญญาหรือมีความจริงเป็นตัวเขาเองดังที่ กล่าวแล้ว ตัวอย่างเช่น คำแช่งหรือคำด่าว่า ให้ตายอย่าง ไม่รู้จักผุดจักเกิด ซึ่งผู้ค่าก็เห็นว่าเป็นคำด่าคำแช่งอย่างยิ่ง และผู้ถูกด่าถูกแช่งก็เห็น ว่าเป็นคำด่าคำแช่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง

น.128 แต่ตามความจริงนั้น ความไม่รู้จักผุดจักเกิดอีกต่อไปก็คือ นิพพานนั่นเอง เพราะว่าสัตว์ไม่อาจจะหยุดการเกิดได้โดย การไม่ลุถึงนิพพาน ความไม่เกิดอีกต่อไปย่อมหมายถึงการลุ ถึงนิพพานอย่างที่ไม่มีทางจะเป็นอย่างอื่นได้ แต่แล้วการไม่ เกิดนั้น กลับกลายเป็นมีความ หมายไปในทำนองเป็น คำขู่ให้ กลัว หรือคำแช่งคำด่าที่น่ากลัวของพวกชาวบ้านไป เพราะ ว่าเขายัง มีกิเลสที่เป็น เหตุให้อยากเกิด จึงได้กลัว ความไม่เกิด หรือความไม่ได้เกิดยิ่งไปกว่าสิ่งใด ๆ ดังนี้ แต่คนทั่ว ๆ ไปที่ ได้รับการศึกษาในทางธรรมไม่เพียงพอ ย่อมถือขนบธรรม- เนียมอันนี้ ประเพณีอันนี้ มีวัฒนธรรมอย่างนี้ คือมีการ แช่ง การด่าว่า อย่าให้รู้จักผุดจักเกิด โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่า ถ้าไม่รู้จักผุดจักเกิดแล้วมันจะไปอยู่ที่ไหน ได้อย่างไร เพราะ เขาก็ถือว่ามันยังมีตัวมีตนอยู่ แล้วจะให้มีตัวมีตนที่ไม่รู้จัก ผุดจักเกิด หรือไม่มีการผุดการเกิดได้อย่างไร ? นั่นแหละ คือความหลงอย่างยิ่งของผู้ที่ยังมีกิเลส ดังนั้น คนเราไม่ควร สงสัยในประโยชน์ของความหมดกิเลส ถ้าสงสัยก็หมายความ ว่ายังมีกิเลสมากเกินไปนั่นเอง ตัวอย่างอีกอันหนึ่งซึ่งเป็น เรื่องธรรมดาสามัญยิ่งขึ้นไปอีกที่จะทำให้เราเข้าใจเรื่องความมี

น.129 ตัวตนและความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ยิ่งขึ้นไปอีก เช่นเรามีหนังสือไว้แจกเพื่อเอาบุญ แล้วมีคนมาหลอกว่าขอเอาไปอ่าน แต่แล้วเขาเอาไปขาย คนทั่ว ๆไปได้ยินเข้า เขาก็รู้สึกว่าเป็นการหลอกลวง เป็นการถูกหลอก และเป็นการทำให้เกิดความเสียหาย ก็พากันโกรธเคืองหรือแช่งด่าคนที่มาหลอกเพราะอย่างน้อย ก็ถือว่าคนที่ถูกหลอก เสียเกียรติ์บ้าง เสียของบ้าง ไม่ได้บุญบ้าง ดังนี้เป็นต้น แต่ถ้าเรามองกันตามแง่ของความจริงแล้ว เรื่องก็กลับตรงกันข้าม คือ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เสียเกียรติ์หรือเสียของเปล่า ๆ หรือไม่ได้บุญดังที่กล่าวนั้นเลยแต่มันกลับทำให้ได้อะไรเพิ่มขึ้นอีกบางอย่าง เช่นมีคนได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง มากไปกว่าที่จะมีแต่คนได้บุญหรือได้ความรู้ แม้ว่าหนังสือนั้นจะถูกขายไป คือหลอกเอาไปขาย ก็ยังมีคนเอาไปอ่านและมีคนได้ความรู้อยู่นั่นเอง คือคนที่ซื้อไปอ่านนั่นเอง เจ้าของหนังสือก็ยังได้บุญเพราะทำให้คนมีความรู้อยู่ตามเดิม คนที่แทรกเข้ามาหลอกเอาไปขาย ก็ได้เงินไปใช้เป็นประโยชน์แก่เขา คนที่ได้หนังสือไปอ่านเป็นคนสุดท้ายก็ยังได้ความรู้ เรียกว่าไม่มีอะไรเสียไปหรือขาดไป แต่กลับมีการได้อะไรเพิ่มขึ้นหลายส่วนหรือหลาย

น.130 ฝ่าย ดังนั้นถ้าจิตใจของเขาไม่เดือดพล่านอยู่ด้วยความเห็นแก่ตน หรือเห็นแก่เกียรติ์ของตนแล้วก็จะไม่เกิดความรู้สึกเป็นความโกรธ หรือความรู้สึกว่าถูกหลอกลวง หรือถูกทำให้เสียเกียรติ์แต่ประการใดเลย ตัวอย่างอันนี้แสดงว่าเรื่อง ๆ เดียวเรื่องอย่างเดียวกันแท้ ๆ พวกหนึ่งเห็นเป็นเรื่องเสียหายแต่อีกพวกหนึ่งเห็นเป็นเรื่องที่ได้อะไรมากขึ้น มูลเหตุของมันก็อยู่ที่กิเลสตัวเดียวอีกนั่นเอง ถ้ามีกิเลสเข้าข้างตน ก็เห็นเป็นเรื่องเสียหาย ถ้าไม่มีกิเลสเรื่องก็กลายเป็นตรงกันข้าม ดังนั้น ขอให้พิจารณาให้เห็นพิษสงอันร้ายกาจของกิเลส และพิจารณาให้เห็นอานิสงส์อันน่าชื่นใจของความ หมดกิเลสโดยทำนองนี้กันเถิด จะได้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ถูกต้องตามความเป็นจริงยิ่งขึ้น อย่าได้สงสัยในประโยชน์ของความหมดกิเลสอีกต่อไปเลย สำหรับความไม่ตายนั้นเป็นสำนวนของคำพูดที่สูงหรือที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้คนธรรมดาสามัญฟังแล้วก็ยังชอบ ชอบได้ทั้งที่ไม่เข้าใจความหมายอันแท้จริง เพราะฟังดูมันเยือกเย็นดี แต่ว่าคำ ๆ นี้ก็มีความหมายเป็นความหมดกิเลสอีกนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อหมดกิเลสที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนแล้ว จึงจะเกิดความรู้สึกว่าไม่มีใครเกิด

น.131 ไม่มีใครตาย มีแต่ธรรมชาติที่แท้จริงที่ไม่รู้จักตาย เพราะ ในธรรมชาตินั้นไม่มีความยึดมั่นถือมั่น จิตที่เข้าถึงธรรมชาติ อันนี้ได้ เรียกว่าจิตที่ไม่ตาย เพราะมันสลายจากความเป็น จิตเข้าไปเป็นธรรมชาติที่ไม่รู้จักตาย ไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวเอง ว่าเป็นจิตหรือเป็นตนอีกต่อไป แต่เราก็เรียกโดยสมมติว่าจิต เข้าถึงความไม่ตาย ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าไปมีจิตหรือมีตนอยู่ ในธรรมชาติที่ไม่ตายนั้นอีกต่อไป นั่นมันก็เป็นเรื่องของคน ที่ยังมีเศษแห่งกิเลสเหลืออยู่อีกนั่นเอง ดังนั้น ขึ้นชื่อว่ากิเลส แล้ว แม้จะพอใจในความไม่ตาย ก็ยังเป็นความไม่ตายที่เป็น ของปลอมหรือของเทียมอยู่นั่นเอง ไม่อาจจะเข้าใจหรือพอ ใจในความไม่ตายอย่างแท้จริงได้ ยังมีความสงสัยลังเลใน ประโยชน์ของความไม่ตายอยู่ร่ำไป เพราะไม่อาจจะเข้าถึง ความไม่ตายอันแท้จริงได้ ได้แต่บ่นพร่ำหาความไม่ตายอย่าง เพ้อ ๆไปเท่านั้น ถ้าเรื่องเป็นไปมากถึงอย่างนี้ เราลองมอง หาประโยชน์ของความ หมดกิเลส หรือความไม่ตายใน แง่อื่นดู กันบ้าง เพื่อจะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เกี่ยวกับ ข้อนี้อยากให้ทุกคน ระลึกถึงเรื่อง อำนาจอัน ร้ายกาจ ของเวลา ตามหลักธรรมทั่วไปย่อมกล่าวว่า เวลาย่อมกินสรรพสัตว์กับ

น.132 ทั้งตัวมันเองเป็นบาลีแปลว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา หมายความว่า สัตว์อยู่ใต้อำนาจของเวลา ตายไป หรือสลายไปเพราะเวลาอย่างที่ไม่มีอะไร จะมาช่วยผลัดเพี้ยน . หรือต่อต้านได้ แล้วจงลองนึกดูเถิดว่าจะมีอะไรบ้างที่จะมาสู้ รบกับเวลาได้ ทุกคนอาจจะพูดเฝือ ๆ ไปอย่างกำปั้นทุบดิน หรือถึงกับชิงเดาชิงตอบว่า ธรรมอีกนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจ เลยว่า ธรรมนั้นคืออะไร หรือว่าธรรมนั้นจะช่วยให้เอาชนะ เวลาได้อย่างไร เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าเวลานี้ทุกคนควรจะ สังเกตให้เห็นความจริงอันใหญ่หลวงในข้อที่ว่า เวลานี่เองทำ ความยุ่งยาก ลำบากตลอดถึง ความ ทนทุกข์ทรมาน อย่างยิ่งให้ แก่เรา ตลอดเวลาที่เรายังเอาชนะมันไม่ได้ มันเกี่ยวข้อง กับเรายิ่งกว่าทุกครั้งที่หายใจเข้าออก คือ มันอาจจะทำความ สุขหรือความทุกข์ให้แก่เราได้ในเวลาอันสั้นกว่าระยะแห่งการ หายใจเข้าออก มันทำให้เราทุกข์มากหรือทุกข์น้อย ก็แล้วแต่ ว่าเราได้พ่ายแพ้มันเพียงไร และส่วนสัมพันธ์ของมันนั้นขึ้น อยู่กับตัณหาหรืออุปาทานความยึดมั่นถือมั่นของเราเอง ใน กรณีใดมีตัณหาอุปาทานมาก เวลาก็เป็นพิษหรือเป็น อันตรายแก่เรามาก และมันมีอาการเหมือนกับว่าวิ่งไปเร็ว

น.133 มาก คล้าย ๆ กับว่าวันหนึ่งคืนหนึ่งช่างน้อยเสียเหลือเกิน เราอาจจะเปรียบเทียบดูได้ด้วยตัวอย่างดังต่อไปนี้ คนที่ถูก จับได้ว่าทำผิด หรือเป็นจำเลย หรือคนที่กำลังถูกนำไปเพื่อ จะฆ่า เวลาปรากฏอาการเหมือนกับวิ่งเร็วอย่างยิ่งเสียกว่ามี ปีกบิน ส่วนคนธรรมดาสามัญที่ไม่อยู่ในสภาพเช่นนั้น หรือ คนที่กำลังทำการงานอย่างเห็นผล ย่อมมีความรู้สึกว่าเวลา เดินไปอย่างเนิบ ๆ เท่านั้นเอง สำหรับคนที่มีความหวังใน การเอาเปรียบคนอื่นได้สำเร็จ หรือคนที่ประสบความสำเร็จ ในการงานของตนแล้ว เวลาปรากฏแก่เขาคล้ายกับว่าหยุด เดินหรือเกือบหยุดเดิน ส่วนคนที่กำลังไม่ต้องการอะไรเลย หรือคนที่นอนหลับอยู่ เวลาก็มีอาการเหมือนกับหยุดไม่เดิน ไม่วิ่ง ผลที่เกิดขึ้นก็คือเวลาของใครเดินหรือวิ่งเร็วมาก คน นั้นก็มีความทุกข์มาก เวลาของใครเป็นไปในทางตรงกันข้าม คนนั้นไม่รู้สึกเป็นทุกข์หรือมีทุกข์น้อย และถ้าใครเป็นผู้อยู่ เหนือเวลาโดยประการ ทั้งปวงเรื่อง ก็กลายเป็นว่าเวลาได้เป็น สิ่งที่ไม่มีสำหรับเขาไปเสียแล้ว เขาอยู่เหนือความทุกข์โดย ประการทั้งปวง และก็ได้แต่พระอรหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นอย่างนี้ได้ ปัญหามีอยู่ว่า เราจะเอาชนะเวลาได้

น.134 อย่างไร ในการที่จะป้องกันไม่ให้มันทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ เรา เมื่อตั้งคำถามขึ้นว่า เราจะเอาชนะเวลาได้อย่างไร คำตอบ ย่อมไม่มีในวงคนธรรมดาสามัญทั่วไป หรือแม้ที่สุดแต่ในวง นักวิทยาศาสตร์ที่มี ความรู้แตกฉาน ในเรื่อง สัมพันธ์ ทฤษฎี ระหว่างเวลาและอวกาศคือ Relativity of Time and Space เพราะคนเหล่านี้มองเห็นแต่ในแง่ว่า เวลาเป็นสิ่งที่ตายตัว เป็นไปอย่างมีระเบียบตาม กฎเกณฑ์ของมัน สัมพันธ์กันอยู่กับ ความเที่ยงของสิ่งต่าง ๆ ที่เคลื่อนอยู่แล้วเป็นประจำ เขาจึงมี ความรู้สึกไปในทางที่ว่าเราไม่อาจจะเอาชนะมันได้ และที่ยิ่ง ไปกว่านั้นก็คือเขามีความรู้สึกไปเสียว่ามันไม่เกี่ยวข้องกันโดย ตรงกับความทุกข์ของเราเลย อย่างมากที่เขาจะเอาชนะเวลา ได้ก็เพียงแต่ทำงานให้เสร็จทันเวลาเท่านั้น ส่วนข้อที่มันจะ บีบคั้นเราอย่างไรนั้นไม่เคยคำนึงถึง แม้แต่การกระหืดกระ- หอบเพื่อทำงานให้ทันเวลา ก็ไม่ถือว่าเป็นทุกข์ หรือน่า รังเกียจ เลยไม่มีปัญหาที่จะต้องสะสางเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วน ในทางธรรมนั้นถือว่าปัญหาต่าง ๆ แม้ที่สุดแต่ปัญหาเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ดี ปัญหาเรื่องความยึดมั่นถือมั่นก็ดี ล้วน แต่สัมพันธ์กันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าเวลา หมายความว่า ถ้าเอา

น.135 ชนะเวลาได้ ก็เท่ากับเอาชนะตัณหาหรืออุปาทานได้ เราจึงต้องเอาชนะเวลาและตัณหาอุปาทานพร้อมกันไปในคราวเดียวกันแล้ว แต่ว่าตัณหานั้น ๆ สิ่งที่เรียกว่าเวลาได้เข้ามาเกี่ยวข้องในบทบาทที่สำคัญเพียงไร ที่จะไม่ให้เกี่ยวข้องกันเสียเลยนั้นเป็นไม่มี ตัณหาหรือความอยากของคนเราขึ้นอยู่กับเวลาโดยตรง กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือ มันมีเวลาให้อยากมันจึงเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีเวลาสำหรับให้อยาก ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำให้เวลาล่วงไปโดยไม่มีความอยาก ความทุกข์ก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงได้แสวงหาอุบายหรือวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อกำจัดความอยากเสียโดยสิ้นเชิงแล้วเวลาก็จะไร้ค่าหรือไร้ความหมายไปในตัวมันเอง จนกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นไม่มีสำหรับเรา ดังเช่นที่ไม่มีแก่พระอรหันต์ดังที่ได้กล่าวแล้ว จนกระทั่งว่า วันคืนไม่มี เดือนปีไม่มี ความตายไม่มี เป็นผู้มีจิตใจอยู่เหนือความหมายเหนืออำนาจของเวลาได้โดยประการทั้งปวง มีความเกษมอย่างยิ่งจากสิ่งที่ผูกพันหรือบีบคั้นโดยประการทั้งปวง เป็นจิตที่ว่างหรือเป็นอิสระถึงที่

น.136 สุด สิ่งที่จะเอาชนะเวลาได้ก็มีเพียงสิ่งเดียว กล่าวคือ "การถึงธรรม" เมื่อ "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" จนกลายเป็นธรรมอย่างเดียวกันไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่าเวลาก็ไร้ความหมาย ไม่อาจจะเกิดไม่อาจจะกินคน ๆ นั้นได้อีกต่อไป และเวลาก็ไม่มีสำหรับคน ๆ นั้นด้วย เพราะความที่เขาไม่ต้องการอะไรด้วยตัณหา หรืออุปาทานดังที่กล่าวแล้ว ข้อนี้ทำให้เรามองเห็นได้ว่าเรื่องทางฝ่ายโลกไม่มีปัญหาที่จะเอาชนะเวลา ไม่เคยคิดฝันที่จะเอาชนะเวลา และไม่ถือว่าเวลาเป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ นอกจากการยอมแพ้อย่างงดงาม คือรีบทำให้เสร็จทันเวลา หรือมิฉะนั้นก็ยอมตายไปตามอำนาจของเวลาโดยเห็นว่าเป็นของธรรมดาไป และถือว่าเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับมนุษย์เรา ส่วนในทางธรรมนั้น ต้องการความรู้อย่างอื่น ต้องการจิตใจอย่างอื่น ต้องการการปฏิบัติระบอบอื่นที่จะนำมาใช้จัดการกับสิ่งที่เรียกว่าเวลา ให้เวลาหมดฤทธิ์หมดอำนาจหรือหมดความหมายไปทีเดียว ไม่มีความทุกข์ร้อนในข้อที่ว่าเราตื่นสายว่าเราทำงานสาย ว่าเราทำงานเสร็จไม่ทันตามเวลา ดังนี้เป็นต้น และก็ไม่ตีปีกเต้นแร้งเต้นกาว่าเราตื่นก่อนใครๆ มาถึงก่อนใคร ๆ ทำงานเสร็จก่อนเวลา ดังนี้เป็นต้น

น.137 อีกเหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดนั้น ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้การควบ คุมหรือการลากการจูงหรือการชักใยของสิ่งที่เรียกว่าเวลาที่ทำ ให้เรากระหืดกระหอบทั้งฝ่ายดีใจและฝ่ายเสียใจไปตามอำนาจ ของเวลานั้น ๆ เราจะหยุดขึ้น หยุดลง หยุดฟู หยุดแฟบ หยุดดีใจ หยุดเสียใจ หยุดรักหรือหยุดเกลียด และอะไร ต่างๆ ได้ ก็ด้วยความเป็นผู้เอาชนะเวลาได้และอยู่เหนือ ความบีบคั้นของเวลาเท่านั้น สภาพอย่างนั้นจะมีได้ต่อเมื่อ "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" อย่างแท้จริง คือทำความ หมดกิเลสได้ ทำให้อยู่เหนือความตายได้ เพราะความที่เวลา ไม่อาจจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรารู้แจ้งแทงตลอดต่อสิ่งที่ เรียกว่าเวลาอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงนั่นเอง ได้รับประ- โยชน์สุขทั้งทางโลกและทางธรรมในขั้นสูงสุดได้ด้วยเหตุนี้.

น.138 ๑๑ ธรรมสามารถช่วย ให้อยู่เหนือกรรม —————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! อานิสงส์ของการถึงธรรมที่ปัจเจกชนจะพึงได้รับ อัน จะพึงนำมากล่าวเป็นข้อสุดท้ายนั้น ได้แก่ความสิ้นไปแห่ง กรรม ดังจะได้วินิจฉัยกันในวันนี้ในฐานะที่เป็นอานิสงส์ที่ น่าสนใจที่สุด เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจว่า คนไทยเราเป็นพวก ที่มีวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาสูงสุด คือวัฒนธรรมของเรา

น.139 นื่องด้วยพุทธศาสนายิ่งกว่าอย่างอื่น และเป็นพุทธศาสนา ชั้นสูงสุดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องนิพพาน ดังนั้นจึง มีคำกล่าวติดปากชาวบ้านทั่วไปในลักษณะที่แสดงว่า ผู้กล่าว มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนิพพานนั้น หรืออย่างน้อยก็มีผู้มี ความรู้สูงสุด เป็น ครูบา อาจารย์ และ อยู่ใกล้ชิด กับ ชาว บ้าน คอยแนะนำชาวบ้านเกี่ยวกับธรรมะอันสูงสุดแม้จะยังปฏิบัติ ไม่ได้ ก็ยังต้องการให้รู้ไว้เป็นพื้นฐาน ถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นความรู้ประจำบ้านประจำเรือนทีเดียว ซึ่งจะขอยกตัว อย่างมาให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน เช่นบทกล่อมลูกของชาว บ้านทางภาคใต้อันมีมาแต่โบราณ ที่กล่าวถึงมะพร้าวต้นเดียว กลางทะเลขี้ผึ้งอันอยู่ในที่ ๆ ฝนก็ตกไม่ถึงฟ้าก็ร้องไปไม่ถึง รวมอยู่ในบทกล่อมลูกที่แม่จะใช้กล่อมลูก หรือเด็กหญิงเล็กๆ จะร้องเพื่อกล่อมน้องที่เล็กกว่า คนเดี๋ยวนี้เสียอีกที่จะไม่สนใจ ว่ามันเป็นเรื่องอะไร แต่คนครั้งกระโน้นย่อมเข้าใจได้ดีว่ามัน เป็นเรื่องสูงสุด เป็นการกล่าวถึงสิ่งสูงสุดอันหนึ่ง แม้จะเป็น เพียงสิ่งสำหรับหวัง ก็ยังดีกว่าที่จะไม่รู้หรือไม่ได้ยินได้ฟัง เสียเลย สำหรับเรื่องนี้จะเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้นอกจากจะ

น.140 เป็นเรื่องของฝั่งนอกคือ นิพพาน ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ที่ไม่มีกิเลสที่กรรมตามไปไม่ถึง ที่ความเกิด ความแก่ ความตายตามไปไม่ถึง ดังที่ในบทเพลงกล่าวว่า ฝนก็ตกไม่ถึง ฟ้าก็ร้องไม่ถึงนั่นเอง เมื่อบรรพบุรุษของเราคุ้นเคยกันอยู่กับหลักธรรมในขั้นนี้ จึงไม่เป็นการแปลกประหลาดอะไรในการที่เราได้ยินจนชินหูกับคำที่คนเหล่านั้น หรือคนที่รับวัฒนธรรมสืบเนื่องมาจากคนเหล่านั้นกล่าวกันเสมอ ๆ อย่างติดปากว่า สิ้นกรรม หรือสิ้นกรรมเสียที ขอให้ไปเป็นสุข ๆ เถิด คำว่า สิ้นกรรม ในที่นี้มีความหมายลึกซึ้งถึงที่สุด อาจจะเข้าใจไม่ได้สำหรับคนสมัยนี้ แม้ที่โตแล้ว โดยไม่ต้องกล่าวถึงลูกเด็ก ๆ ซึ่งเข้าใจคำนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติต่างศาสนา แต่มันก็เป็นคำธรรมดา ๆ ที่ใช้กันอยู่เป็นธรรมดาสามัญสำหรับบรรพบุรุษของเรา และท่านเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ดี ซึ่งคนสมัยนี้นำมากล่าวทั้งที่ไม่รู้ความหมายอะไร กล่าวว่า สิ้นกรรม อย่างนี้ก็เป็นการกล่าวตามธรรมเนียมบ้าง เป็นการพลั้งปากออกไปเพราะความเคยชินสืบ ๆ กันมาบ้าง จนกลายเป็นเรื่องวัฒนธรรมหรือเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีไป คงทิ้งไว้ให้แต่ร่องรอยที่แสดงว่า

น.141 บรรพบุรุษของเราเคยมีความรู้สูง มีจิตใจสูงหรือมีวัฒนธรรมสูงเป็นต้น ครั้นตกมาถึงสมัยนี้จะหาคนสักคนหนึ่งที่สนใจคำเช่นคำอุทานที่พลั้งปากว่า พุทโธ่ เป็นต้นนี้ มันมีความหมายอย่างไร หรือมีรกรากมาอย่างไรก็แสนยากที่จะหาได้การพลั้งปากเมื่อตกใจหรือกลัวว่า พุทโธ่ นี้ ย่อมมีความหมายว่า เมื่อเกิดความกลัวขึ้นมาก็ ระลึก ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งแรกก่อนสิ่งอื่นทั้งหมด ข้อนี้จะเป็นวัฒนธรรมที่ดีมากหรือดีน้อย สูงมากหรือสูงน้อย เพียงไรก็ลองคิดดูเองเถิด ! ข้อสำคัญในที่นี้ ต้องการจะให้มองเห็นว่าบรรพบุรุษของเราเคยใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนิพพานนั้นอย่างไร ครั้นตกมาถึงลูกหลานสมัยนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ควรจะเล็งถึงข้อที่ว่ากำลังนับถือศาสนากันอย่างละเมอ ๆ อย่างไร ถึงกับไม่รู้ความหมายของคำว่า สิ้นกรรม เป็นต้น ที่คนมักจะกล่าวในเมื่อเห็นใครสิ้นใจลง คำว่า สิ้นกรรม นั้นไม่ได้หมายถึงการตาย แต่ได้หมายถึงอะไรอย่างหนึ่งซึ่งยิ่งไปกว่าความตายมากนัก คือ หมายถึงการที่ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมอีกต่อไป การที่จะต้องเป็นไปตามกรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือ

น.142 กรรมชั่วก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่น่าสนุกเลยเพราะไม่เป็นอิสระ แก่ตัว คือต้องเป็นไปตามกรรมนั่นเอง สิ้นกรรมก็คือหมด พืชสำหรับจะไปเกิดใหม่ คือจะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ต่อไปเป็นการถึงธรรมในขั้นสุดท้ายของมนุษย์เรา ครั้นเรามา พิจารณดูคนสมัยนี้สักคนหนึ่ง ที่เขา กำลัง นั่งดูคนเจ็บสิ้นใจลง ไป แล้วก็ร้องว่าสิ้นกรรมกันที่ ดูคล้าย ๆ กับว่าเขาก็อนุโมทนา ด้วยอย่างยิ่งในการที่บุคคลผู้นั้นได้สิ้นกรรมไป แต่แล้วเราก็ สงสัยอยู่ว่า คนผู้กล่าวเช่นนั้นต้องการจะสิ้นกรรมในลักษณะ นั้นด้วยหรือเปล่า หรือเป็นการกล่าวตามธรรมเนียมเป็น การอวดผู้อื่นว่าตนรู้ธรรมเนียมดังนี้เป็นต้นไปเสียแล้ว ซึ่ง เป็นลักษณะของการตกต่ำในทางธรรมที่สุด ของลูกหลานของ บรรพบุรุษที่เคยถึงธรรมมาแล้วอย่างสูง เกี่ยวกับความ หมายของคำว่าสิ้นกรรมนี้เป็นสิ่งที่ยากที่ใคร ๆ จะเข้าใจได้ใน เมื่อเขาไม่รู้เสียเลยว่า กรรม นั้นคืออะไรโดยแท้จริง เมื่อ ไม่เข้าใจใน ความหมาย ก็ยาก ที่จะพอใจในอานิสงส์ ของการ สิ้นกรรมนี้ได้ พุทธบริษัทเราควรจะมีความรู้ความเข้าใจใน เรื่องกรรม จนถึงกับมีความเคารพหรือพอใจในความสิ้น กรรมอย่างแท้จริง จึงจะไม่เสียหลายในการที่เป็นพุทธบริษัท

น.143 มื่อกล่าวโดยสรุปแล้วย่อมกล่าวได้ว่า กรรมคือ กระแสแห่ง การไหลเวียนชนิด หนึ่งซึ่งรวม อยู่ในตัวสิ่งที่เรา เรียกกันว่าชีวิต ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องจริง ๆ แล้ว ก็เป็นตัว ชีวิตเสียเอง ที่ว่ากระแสแห่งความไหลเวียนในที่นี้ ก็หมาย ถึงการไหลเวียนของความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งในสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการกระทำตามความอยาก ทำทางกาย ก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม เมื่อมีกรรม หรือการ กระทำอย่างนั้นแล้ว ก็เปลี่ยนรูปเป็นปฏิกิริยาหรือผลของ กรรมซึ่งเรียกว่า วิบาก ขึ้นมาในทันทีทันใดนั่นเอง โดยไม่ต้อง เนื่องด้วยสิ่งอื่น หรือผลอย่างอื่นที่จะเกิดตามมาทีหลัง หรือที่ เนื่องกันอยู่กับกรณีนั้น ๆ ซึ่งที่แท้ไม่ควรถือว่าเป็นผลโดย ตรงของกรรมนั้น ๆ ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ในรูปที่ว่า พออยาก ชั่วก็ทำชั่วเสร็จ พอทำชั่วเสร็จ ก็กลายเป็นคนชั่วเสร็จมีผล สมบูรณ์แล้วในการเป็นคนชั่วในที่นั้นเอง ส่วนที่จะถูกลงโทษ หรือไปตกนรกเป็นต้นนั้น เป็นเพียงเรื่องแตกแขนงออกไป หรือเป็นเพียงสิ่งที่เนื่องกันอยู่เท่านั้นและมันก็ไม่แน่นอนว่า มันจะเป็นไปในรูปไหน ส่วนผลที่ว่าเขาเป็นคนชั่วไปแล้ว นั้นเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด และถือว่าถึงที่สุดแล้วตั้งแต่ขณะ

น.144 นั้น แม้ในการทำดีก็เหมือนกันเป็นไปในทำนองเดียวกันแท้ หากแต่ว่าอยู่ในรูปที่เราถือว่าตรงกันข้าม ที่นี้ถ้าการทำหรือการพูดนั้นเนื่องกันอยู่กับสังคม ปฏิกิริยาต่าง ๆ ก็มีมากกว่ากว้างขวางกว่ายิ่งขึ้นไปอีก คือกลายเป็นสังคมที่คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว หรือ คิดดี ทำดี พูดดี แล้วแต่กรณีที่จะเป็นไป ความไหลเวียนนั้นเป็นไปในรูปที่วกวนไปมาเป็นวงกลมที่คล้องกันเป็นห้วง ๆ เหมือนสายโซ่ ไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเมื่ออยากชั่วทำชั่ว และได้รับผลของความชั่วแล้ว ก็มีการคิดชั่วหรืออยากชั่วต่อไปอีก เวียนไปในรูปอื่น ๆ แปลก ๆ กัน จึงมีการทำชั่วในรูปอื่นและได้รับผลชั่วในรูปอื่น ถ้าสติปัญญาเกิดขึ้นมา ก็เปลี่ยนไปในรูปการกระทำที่ดี เป็นไปในแนวหรือสายที่ดีจนกว่ากิเลสหรือความหลงจะเกิดแทรกแซงขึ้นมาอีก แล้วก็หมุนไปในกระแสแห่งการทำชั่วอีก และเป็นไปในลักษณะเช่นนี้เรื่อยไปไม่มีหยุดจนกว่าจะสิ้นกรรมจริงๆ ซึ่งจะต้องอาศัยการกระทำอีกชนิดหนึ่งต่างหาก ซึ่งถึงกับต้องบัญญัติว่าเป็นกรรมที่ไม่ดี ไม่ชั่ว หรือกลายเป็นกรรมที่สามขึ้นมา ซึ่งได้แก่การปฏิบัติเพื่อหมดกิเลสตัณหา หรืออุปาทานซึ่งเรียกว่านิพพานนั่นเอง ดังนั้นการสิ้นกรรมกับนิพพานจึงเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน ความที่ต้องเป็นไป

น.145 ตามกรรมนั้น หมายถึงแต่กรรมดีกรรมชั่วเท่านั้น วนเวียนไปตามกรรมดีกรรมชั่วไม่มีที่สิ้นสุดนี้เรียกว่า วัฏฏสงสาร เป็นสิ่งที่ยากที่ใคร ๆ จะเอาชนะได้ เหมือนกับการถูกจับตัวโยนลงไปในน้ำวน แล้วให้หาทางช่วยตัวเอง แม้มันจะตายแล้วตายอีกสักกี่ครั้งกี่หน ก็หาใช่การสิ้นกรรมไม่ การสิ้นกรรมหมายถึงการ ออกมาเสียได้จาก วัฏฏสงสารหรือ น้ำวน อันใหญ่หลวงนั้น หรือบางทีก็เรียกว่าทำลายวัฏฏสงสารเสียได้ด้วยการทำให้กรรมเก่าสิ้นไปและกรรมใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น จึงจะเป็นการถึงธรรมในขั้นที่เรียกว่านิพพาน การที่จะทำลายกรรมเก่าให้สั้นไป และไม่มีทางที่จะให้กรรมใหม่เกิดขึ้นได้นั้น เป็นสิ่งที่จะมีได้จากการรู้การเข้าใจ และการรู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องอันเกี่ยวกับกรรมนั้นเอง เราจะต้องมองดูย้อนลงไปให้เห็นว่าการกระทำนั้นมีมูลมาจากความอยากจะกระทำ ความอยากนั้นเป็นตัวเจตนาให้กระทำ ตัวเจตนานั้นเองเป็นหัวใจของกรรมสำหรับการที่จะไปทำกรรมต่อไปอีก ก็คือมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจนไม่เกิดความอยากทั้งปวง ซึ่งเป็นการอยากด้วยอำนาจของความไม่รู้ เป็นการอยากด้วยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้เป็นเพียงความประสงค์

น.146 หรือความต้องการของสติปัญญาที่ไม่มีกิเลสตัณหาอันเป็นเหตุ ให้ยึดมั่นถือมั่น ปุถุชนคนธรรมดาย่อมมีเจตนาเสมอ เพราะ มีความอยากด้วยตัณหาอุปาทานหรืออวิชชาอยู่เสมอ การ กระทำของเขาจึงเป็นกรรมไปหมด ส่วนพระอรหันต์มอง เห็นสิ่งทั้งปวงในฐานะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความอยาก ไม่มีอวิชชา ที่จะโง่หรือหลงใหลในสิ่งใด ไม่มีตัณหาที่จะอยากในสิ่งใด ๆ ไม่มีอุปาทานที่จะยึดมั่นในสิ่งใด ๆ เพราะความรู้แจ้งต่อสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงว่าเป็นอย่างไรเช่น ว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็น เพียงมายา หรือเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าเจตนาจึงไม่เกิด เจตนาจึงไม่มี การกระทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของท่านจึงไม่เป็นกรรม แม้จะ กระทำอยู่อย่างไรก็ไม่เป็นกรรมไปได้แม้ว่าจะเป็นไปได้ถึงกับ ว่า กระทำอยู่ในลักษณะที่น่าหวาดเสียว หรือไม่น่าไว้วางใจ อย่างยิ่ง ก็ไม่เป็นกรรมไปได้ เหตุผลมีอยู่อย่างเดียวตรงที่ไม่ มีเจตนาเท่านั้น ที่ไม่มีเจตนาก็มีเหตุผลอย่างเดียวกันคือการ มองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงโดยความเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา หรือน่าปรารถนา คือไม่เกิดความอยากในรูปลักษณะใด ๆ หมด การกระทำจึงไม่ต้องอาศัยเจตนา เป็นได้อย่างมาก

น.147 พียงกิริยาคือไม่เป็นกรรม นี้คือหนทางที่จะทำไม่ให้กรรม ใหม่เกิดขึ้น แม้แต่คนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์และกำลังปฏิบัติ เพื่อความเป็นพระอรหันต์ เจตนาไม่มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กรรมก็ไม่มี เจตนาไม่มี ก็เพราะความรู้แจ้งต่อสิ่งทั้งหลายทั้ง ปวง ถึงที่สุดโดยนัย ดังกล่าวแล้วซึ่งความรู้แจ้งนั้นได้ ทำให้ไม่ ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของ ๆ ตนเป็นผู้ว่าง จากความรู้สึกว่ามีตัวมีตนที่เป็นเหตุให้อยากอย่างนั้นอย่างนี้ เอาเข้ามาเพื่อตน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของการสิ้นกรรมอย่าง แท้จริงโดยที่ร่างกายไม่ต้องแตกทำลายลงไป คือสิ้นกรรมได้ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับการทำกรรมเก่าให้สิ้นไปนั้นเป็นสิ่งที่ มีอยู่หรือเกิดขึ้น พร้อมกันกับการทำให้กรรมใหม่เกิดขึ้นไม่ได้ ข้อนี้หมายความว่าถ้าทำให้กรรมใหม่เกิดขึ้นไม่ได้จริง ๆ เมื่อ ใดกรรมเก่าก็สิ้นสุดลงไปพร้อมกันเมื่อนั้น ข้อนี้เล็งถึงใจ ความสำคัญคือการหมดอุปาทาน ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนหรือว่าของตนนั่นเอง เมื่อจิตหลุดพ้นจากอุปาทาน หรือไม่มีอุปาทานแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะทำกรรมใหม่ได้อีก ต่อไป คือทำกรรมก็ไม่เป็นกรรม พร้อมกันนั้นก็ไม่มีตัว มีตนที่จะเป็นเจ้าของกรรมเก่า จิตสลัดกรรมเก่าออกไปได้

น.148 พร้อมกับการสลัดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนนั่นเอง กรรม จะยังคงเป็นกรรมอยู่ได้ ก็เพราะจิตยังยึดมั่นถือมั่นว่ากรรม เป็นของตน เพราะเขายังมีตัวมีตนที่จะเป็นเจ้าของกรรมนั้น ครั้นเมื่อจิตถึงธรรมในลักษณะที่รู้แจ้งแทงตลอด จน ทำลาย อุปาทานเสียได้แล้ว สิ่งที่เคยยึดมั่นเป็นกรรมของตนก็สลาย ไป ไม่เหลืออยู่เป็นกรรมเก่าสำหรับจิตนั้นอีกต่อไป นี้คือ ความที่กรรมเก่าสิ้นไปสำหรับจิตนั้น ส่วนที่ ตนได้ไปทำ อะไรหรือเนื่องกันเข้าไว้กับสังคมนั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่าง หาก เช่น สังคมจะไม่ยอมรับรู้ในความสิ้นกรรมของบุคคลนั้น นั่นมันเป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งแล้วแต่สังคมจะเข้าใจหรือกระทำ ไปอย่างไร ? ถ้าสมมติว่าเคยทำกรรมชั่วมาก่อน แล้วมาถูก สังคมจับไปแล่เนื้อเถือหนังอย่างไร หรือว่าถ้าเป็นกรรมดีจะ ถูกสังคมจับไปยกย่องบูชาสรรเสริญอย่างไร ทั้งสองอย่างนั้น หามีผลแก่จิตใจที่หลุดพ้นแล้วหรือสิ้นกรรมแล้วไม่ โดยเสมอ กันทั้งสองอย่างทีเดียว ร่างกายจะถูกทำให้เจ็บปวดหรือจะ ถูกทะนุถนอมประคับประคองอย่างไร ก็มีผลเป็นเพียงปฏิ กิริยาภายนอกที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายล้วน ๆ เท่านั้น ไม่ใช่เป็น ผลกรรมหรือวิบากของกรรมที่เกิดขึ้นแก่จิตที่หลุดพ้นแล้วจาก

น.149 ความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง นี้เป็นเรื่องของการสิ้น ไปแห่งกรรมเก่าและเป็นเรื่องของปัจเจกชนผู้นั้นเพียงผู้เดียว มีขึ้นพร้อมกันกับที่เขาทำให้กรรมใหม่สิ้นสุด จึงเป็นที่สิ้น กรรมโดยประการทั้งปวง ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมอีกต่อไป เรียกว่าเป็นจิตที่ลุถึงนิพพาน หรือความพ้น หรือความเป็น อิสระ หรือความดับทุกข์ซึ่งแล้วแต่จะเรียกอย่างไรก็ได้ แต่ ความหมายที่สำคัญที่สุดก็คือ สิ้นสุดแห่งความทุกข์โดยไม่มี ส่วนเหลือ ซึ่งเราเรียกโดยสมมติในที่นี้ว่า ธรรมทำให้ผู้นั้น อยู่เหนือกรรม เหนือการเวียนว่ายไปตามกรรมเป็นที่สุดที่ จบของวัฏฏสงสารเป็นการลุถึงนิพพานคือความไม่ตาย เพราะ ไม่มีคนที่จะตาย หรือจะทำกรรม หรือจะเป็นไปตามกรรม อีกต่อไปดังนี้ นี้คืออานิสงส์ของการถึงธรรม ที่ทำให้เรา เอาชนะกรรม อยู่เหนือกรรมหรือไม่ต้องเป็นไปตาม กรรมนับว่าเป็นอานิสงส์ขั้นสูงสุด ดังนี้.

น.150 ๑๒ ความลับบางอย่าง ที่ทำให้ต้องถึงธรรม —————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในวันนี้อยากจะชักชวนให้พิจารณากันโดยสรุปถึง อานิสงส์ต่าง ๆ ของการถึงธรรมดังที่กล่าวแล้ว เพื่อให้ เห็นชัดแจ้งว่า คนเรามีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่าธรรม อย่างไร หรือมีความจำเป็นอย่างไรที่เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียก ว่าธรรม และเข้าถึงธรรมให้ได้ในที่สุด เท่าที่กล่าวมาแล้ว

น.151 อย่างยืดยาวถึงอานิสงส์ของการถึงธรรมนั้น คนทั่วไป อาจจะรู้สึกว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้แก่สิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือแก่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ประกาศธรรมมากเกินไปเสียแล้ว แต่ตามที่เป็นจริงนั้นยังไม่เป็นการมากเกินไป และมิได้เป็น การมุ่งหมายที่จะโฆษณาชวนเชื่อทำนองที่จะขายสินค้าอะไร สักอย่างหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่มีเหตุผลคล้ายๆ กัน คือข้อ ที่เมื่อใครจะซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง เขาจะต้องรู้เสียก่อนว่าจะ ซื้อไปทำไม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนไหนที่เขาต้องการ ไม่มี ใครต้องการซื้อสิ่งที่เขาไม่รู้สึกว่ามีประโยชน์อะไร แต่สำหรับ ธรรมนี้ยิ่งไปกว่านั้น ตรงข้อที่ว่าเขาอาจจะไม่รู้ว่าธรรมะนี้ มีประโยชน์อะไรเสียเลยก็ได้ และไม่ยอมคิดว่าจะมีประโยชน์ อะไรก็ได้ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เกินกว่า ที่จะเรียกว่าประโยชน์และจำเป็นเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เรียกว่าจำเป็น หากแต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นตัว และเป็นเรื่องทางจิต ทาง วิญญาณไปเสียทั้งนั้น คนทั่วไปรู้เรื่องและเอาใจใส่ แต่เรื่อง ทางเนื้อหนังหรือที่เรียกว่าทางวัตถุ ดังนั้นจึงมีความเป็นคน กันแต่ในทางฝ่ายเนื้อหนัง ส่วนเรื่องทางจิตทางวิญญาณนั้น

น.152 มีความเป็นคนกันน้อยเกินไป เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่าธรรม นี่เอง ดังนั้นมันจึงเป็นเหมือนกับการพยายามโฆษณาขายสิ่ง ที่เขาไม่รู้จักหรือไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เขาได้ ซึ่ง ที่แท้ไม่ควรจะถูกหาว่าเป็นการโฆษณาขายหรือโฆษณาชวน เชื่อเลย แต่เป็นสิ่งที่ยัดเยียดให้ด้วยความเมตตากรุณาโดยแท้ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของทุก ๆ ศาสนา แต่อย่างไรก็ดีเมื่อ ตกมาถึงสมัยนี้ เราก็หลีกหนีสิ่งที่เรียกว่าการโฆษณาไปไม่ได้ คล้าย ๆ กับว่ามนุษย์สมัยนี้มีนิสัยตกเป็นทาสของการโฆษณา ไปหมดแล้ว จนกระทั่งอะไร ๆ ก็ต้องโฆษณา ทำให้เกิด ความเคยชินเป็นนิสัยในการที่จะนั่งรอ นอนรอ คอยให้มี คนมาโฆษณาให้ฟัง แล้วจะได้เลือกเอาตามที่ตนรู้สึกว่าควร จะมีหรือควรจะได้ ดังนั้นเราจึงมีการโฆษณาแม้ในทาง เผยแผ่ธรรมะมากยิ่งขึ้นทุกที และคำโฆษณาทั่วไปนั้นแทนที่ จะบอกว่า สิ่งนี้คืออะไรโดยละเอียดหรือแจ้งชัดเสียก่อน ก็ต้องข้ามไปบอกว่าสิ่งนี้ดีอย่างไร มีประโยชน์อย่างไรเสีย ก่อนเสมอไป เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ใช่นักศึกษาที่จะอยากรู้ นั่นรู้นี่ว่าเป็นอะไร แต่ว่าคนแทบทั้งหมดล้วนแต่เป็นคน เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ของตัว เขาจึงต้องการแต่ที่จะ

น.153 รู้ว่ามันจะมีประโยชน์อย่างไรแก่ตัวเขาเองโดยตรงเท่านั้น ไม่ต้องการที่จะรู้ว่า โดยธรรมชาติมันคืออะไร และโดยทั่วไปมันคืออะไร ลักษณะดังที่กล่าวนี้เป็นอุปสรรคของการถึงธรรมอยู่ไม่น้อย เพราะว่าการที่จะบอกให้รู้ว่าสิ่งนี้ดีอย่างไรนั้น เป็นการยากกว่าที่จะบอกว่าสิ่งนี้คืออะไรมากมายนัก แต่แล้วก็ต้องพยายามบอกไปในทางที่จะให้เห็นว่าดีอย่างไรอยู่นั้นเอง เพื่อจะปลูกฝังความสนใจในเบื้องต้น แล้วจะได้ติดตามไปถึงความรู้ว่ามันเป็นอย่างไร มันคืออะไร หรือจะเข้าถึง หรือจะได้มาโดยวิธีใด นี่แหละคือข้อที่การเผยแผ่ธรรมแก่คน ทั่วไปมีความยากลำบากกว่าการที่จะเผยแผ่ให้แก่นักศึกษา การบรรยายธรรมของเรา จึงได้เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นประโยชน์หรืออานิสงส์ แม้ที่คนทั่วไปจะพึงได้รับและแม้ในเรื่องการประกอบกิจการงานในหน้าที่ แม้ที่เป็นชั้นอย่างโลก ๆ ที่สุด ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีที่โอกาสหรือธรรมชาติของธรรม เปิดโอกาสให้ทำเช่นนั้นได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นมีอานิสงส์หรือมีประโยชน์มากมายกว้าง

น.154 ขวางเหลือที่จะกล่าวได้นั่นเอง ถ้าจะตั้งปัญหาอย่างสรุปสั้น ๆ ว่าทำไมคนจึงต้องศึกษาธรรมดังนี้แล้ว พวกที่เป็นผู้รู้หรือเป็นบัณฑิตในทางธรรม ย่อมตอบว่า เพราะว่ามนุษย์เรามีธาตุแห่งความเป็นนักศึกษาอยู่ในเลือดในเนื้อ จึงทนการไม่ศึกษาไม่ได้ เหมือนกับที่เราจะไม่กินอาหารไม่ได้ แต่ว่านี่เป็นคำตอบของนักศึกษาหรือที่เป็นผู้รู้ ซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่ยอมรับ เพราะยังมองเห็นความเป็นมนุษย์ของตัวเองน้อยเกินไปนั่นเอง จึงไม่มองเห็นความจริงในข้อที่ว่า มนุษย์ที่แท้จริงมีธาตุแห่งความเป็นนักศึกษาอยู่แล้ว ในเนื้อในตัวแต่ถ้าเราจะมองหรือจะสังเกตดูกันให้ละเอียด อย่างน้อยเราจะมองเห็นได้ว่า คนทุกคนมีนิสัยอยากรู้อยากเห็นทั้งนั้น ต้องการจะได้ยินได้ฟังสิ่งใหม่ ๆ แปลก ๆ ทั้งนั้น แต่พื้นภูมิแห่งจิตใจของเขายังต่ำอยู่ จึงเร่หาไปในทางได้ยิน ได้ฟังเรื่องต่ำ ๆ แล้วจึงค่อยเลื่อนระดับสูงขึ้นที่หลัง ถ้าเหตุการณ์เป็นไปได้ถึงกับว่าไม่ให้ได้ยินได้ฟังเรื่องอะไรเสียเลยแล้ว คงจะกลัดกลุ้มและวิกลจริตกันหมด เพราะเหตุที่ไม่ได้รับอะไรตรงตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้อย่างครบถ้วนนั่นเอง นี่คือข้อ

น.155 เท็จจริงที่ว่าทุกคนมีธาตุแห่งความเป็นนักศึกษาอยู่ในตัว ถ้า ไม่ได้รับการศึกษาก็กระวนกระวาย เหมือนกับร่างกาย ขาดอาหารหรือขาดธาตุที่จำเป็นแก่ร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นขอให้ยอมรับในข้อแรกว่า เราศึกษาเพราะความที่เรา มีธาตุแห่งความเป็นนักศึกษาก็แล้วกัน จะได้เป็นการยอม รับสถานะแห่งความเป็นมนุษย์ของตนให้ถูกต้องเสียชั้นหนึ่ง ก่อน ข้อเท็จจริงข้อถัดไปที่จะต้องสนใจก็คือ คนทุกคน กำลังต้องการและดิ้นรน ที่จะปรับปรุงตนเองอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่อยไป จนมีความรู้สึกพอใจของตนเองอย่างหนึ่ง ๆ หรือ คราวหนึ่ง ๆ อยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ทำอย่างนั้นก็ทนอยู่ไม่ได้ ย่อมมีความกระวนกระวายหรือหาความสงบสุขไม่ได้ แม้แต่ สัตว์เช่นสุนัขเป็นต้น ก็ยังลองขยับไปนอนตรงโน้นไปนอน ตรงนี้ ที่นั่นที่นี่เรื่อยไปจนกว่าจะได้รับความพอใจ หรือได้ ที่ ๆ นอนที่สบายที่สุด นี่กล่าวได้ว่าเป็นนิสัยดั้งเดิมหรือเป็น สัญชาตญาณอย่างใดอย่างหนึ่งทีเดียว เมื่อมนุษย์มีความ คิดนึกรู้สึกสูงกว่าสัตว์อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ ก็จำเป็น ที่จะต้องมีความรู้ที่สูงหรือที่เหมาะกับความต้องการข้อนี้ของ

น.156 มนุษย์แล้วในที่สุดมันก็ไม่มีหนทางอื่นใดนอกจากหน ทางของ ธรรมที่จะช่วยให้มนุษย์ปรับปรุงหรือขยับ ขยายตัวเองไปใน ทางที่จะให้ได้รับความพอใจที่ควรพอใจจริง ๆ ถ้าผิดไปจาก ทางของธรรมแล้ว ก็จะกลายเป็นการเดินเข้ารกเข้าพง ทำ ความทุกข์ยากลำบากให้เกิดขึ้น แทนที่จะได้รับความผาสุก ดังนั้นควรจะถือว่า ธรรมะนี้มีไว้สำหรับต้อนรับนิสัยอยู่นึ่ง ไม่ได้ของมนุษย์ เพื่อมนุษย์จะได้เคลื่อนไหวไปในทางที่ถูก สมกับความหมายของคำว่ามนุษย์นั่นเอง ธรรมในลักษณะ เช่นนี้ตรงกับความหมายของคำว่าทางหรือทางเดินของมนุษย์ ที่จะทำให้ประสบความพอใจไปได้ทุกขั้น ทุกตอน จนกว่าจะถึง ขั้นสูงสุด ถ้าจะพิจารณาดูถึงความมุ่งหมายดั้งเดิมของคน ในยุคโบราณ ที่ได้ให้กำเนิดแก่คำพูดว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ขึ้นมา หรือยุคแรกที่สุดที่คนจะรู้จักหรือพอใจในสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั้น เขาถือกันว่า ธรรมะ เป็นสิ่งที่ทำให้คนผิดแปลก แตกต่างจากสัตว์ จนถึงกับมีคำกล่าวไว้ชัดชัดตั้งแต่ยุค โบราณโน้นว่า "การกินก็ดี การนอนก็ดี การขี้ขลาดหนีภัย ก็ดี การประกอบในเมถุนธรรมก็ดี สี่อย่างนี้มีได้เสมอกัน

น.157 ในระหว่างคนกับสัตว์ ธรรมะเท่านั้นที่ทำความผิดแปลกแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ ปราศจากธรรมะแล้วคนก็เสมอกันกับสัตว์" ดังนี้เป็นต้น ความรู้สึกเช่นนี้มีมาแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล และเป็นหลักที่ยอมรับกันทั่วไปในทุกลัทธิและทุกศาสนา และอาจจะกล่าวได้ว่าแม้ว่าแม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ทีเดียว ดังนั้นคำว่า ธรรม ในลักษณะที่กล่าวนี้จึงหมายถึงเครื่องทำความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ เมื่อเป็นดังนี้ก็ลองคิดดูเถิดว่า คนที่ไม่รู้จักธรรม ไม่สนใจในธรรม ไม่มีธรรมนั้น จะมีความเป็นคนได้ตามแบบไหนกันมันก็จะมีเรื่องแต่กิน ๆ นอน ๆ หรือเรื่องอะไร ๆ ทำนองนั้นเท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมของสัตว์มากกว่าที่จะเป็นธรรมของคน และการกล่าวเช่นนี้เขาไม่ถือกันว่าเป็นการขู่ให้ซื้อสินค้าของพระศาสดาผู้ประกาศธรรม แต่เป็นการชี้บอกถึงข้อเท็จจริงที่ควรสนใจอย่างยิ่งข้อหนึ่งเท่านั้น ผู้ที่หวังจะได้อะไรจากธรรมชาติให้มากกว่าสัตว์ ล้วนพากันสมัครใจและสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม ทั้งนี้เพื่อความรู้และเพื่อการปฏิบัติด้วยความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการกิน การนอน เป็นต้น

น.158 พวกนี้เลยกลายเป็นพวกที่ถือหลักว่าการประกอบอาชีพนี้เพื่อมีชีวิตอยู่ และการมีชีวิตอยู่นี้ เพื่อการถึงธรรมให้ได้ในที่สุด ตรงกันข้ามกับพวกที่ถือว่าเกิดมาเพื่อได้กินได้นอนหรือได้อะไร ๆ ทำนองนั้นให้มากที่สุด และสนุกสนานที่สุดและสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นไม่มีความหมายเลย หรือถ้าจะมีบ้างก็เพื่อใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เราได้กินได้นอนสบายหรือได้อะไร ๆ ในทำนองนั้นเต็มตามที่เราต้องการ เขาถือว่าคุณค่าหรือความหมายของธรรมมีเพียงเท่านี้ เป็นเรื่องที่กลับกันอยู่อย่างตรงกันข้ามเราควรจะอยู่ในพวกไหนเป็นสิ่งที่เราต้องคิดดู จะได้รู้จักเลือกเอาธรรมะในลักษณะที่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น แล้วเราก็จะเป็นคนหรือเป็นมนุษย์ตามแบบของเรา ไม่ใช่ตามแบบของพวกวัตถุนิยมดังที่กล่าวแล้ว สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากมาก เนื่องจากมีการงานมาก และปัญหายุ่งยากหรือการงานนี้ มีอยู่ทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตใจ ฝ่ายร่างกายก็มีอย่างมากมาย ฝ่ายจิตใจก็มีอย่างลึกซึ้ง เมื่อรวมความมากมายกับความลึกซึ้งเข้าด้วยกันแล้ว ลองพิจารณาดูเถิดว่า

น.159 สมรรถภาพของเรามีเพียงพอที่จะสะสางปัญหาเหล่านั้นได้ตามลำพังตัวเองแท้ ๆ หรือไม่ นี่แหละเป็นเหตุที่ทำให้เราต้องพึ่งพาการศึกษา และโดยเฉพาะการศึกษาธรรมะให้มันเพียงพอกับปัญหาที่มากมายและลึกซึ้ง มิฉะนั้นแล้ว ตัวมันเองนั่นแหละจะฆ่าตัวมันเองหรือจะทำอะไร ๆ อย่างผิด ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ได้รับผลเป็นความตายหรือความทุกข์ความวิกลจริต ความเจ็บไข้ได้ป่วย ดังนี้เป็นต้นเราก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วในบัดนี้ว่าโลกสมัยนี้มีความเจ็บป่วยในทางจิตใจ หรือมีความต่ำทรามในทางจิตใจมากน้อยเพียงไร ความหวาดกลัวความกลัดกลุ้ม ความวิตกกังวลและอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ที่ทำให้มนุษย์สมัยนี้ต้องใช้ยานอนหลับหรือยาระงับประสาท ในลักษณะที่คนสมัยโบราณไม่เคยใช้กันเลย นั่นย่อมเป็นการพิสูจน์ที่เพียงพอแล้วว่า มนุษย์ที่ไร้ธรรมะ หรือ มีธรรมะแต่เพียงปากว่าเหล่านั้นได้ชักใยพันตัวเองเข้าแล้วอย่างไร เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที ถ้าไม่มีความสามารถในการทำงานมาก มันก็ไม่ควรจะเรียกว่ามนุษย์ แต่ถ้ามีการงานมากแล้วยิ่งมีความทุกข์มาก มันก็ยิ่งไม่ควรที่จะเรียกว่ามนุษย์ยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นทางออก

น.160 จึงมีอยู่ทางเดียวคือ มีธรรมเป็นคู่มือหรือเป็นเครื่องมือ สำหรับฟัฝ่าการงาน ทั้งหลายอันแสน จะมากมายและลึกซึ้งนั้นให้ลุล่วงไปด้วยความสนุกสนานเท่านั้นเอง เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ ปัญหาทางสุขภาพของมนุษย์ย่อมเกิดขึ้นว่า เมื่อมนุษย์มีการงานมากมายทั้งทางกายและทางจิตเช่นนี้แล้ว มนุษย์จะมีสุขภาพเพียงพอที่จะทนไหวหรือสู้ไหวได้อย่างไร. เกี่ยวกับข้อนี้ถ้าผู้ใดมองเห็นตัวจริงตัวแท้ของธรรมมาตั้งแต่ต้นแล้ว ก็ย่อมจะตอบคำถามนี้ได้ด้วยตนเองว่าธรรมนั่นแหละจะเป็นพื้นฐานที่ดีของสุขภาพได้ทั้งทางกายและทางจิต ธรรมไม่อาจจะเป็นตัวสุขภาพเองก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นเครื่องมือหรือถึงกับเป็นพื้นฐานของสุขภาพได้อย่างเต็มที่เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้น ได้ช่วยให้เกิดปกติภาวะแก่ส่วนลึกของจิตใจหรือที่เราจะเรียกกันใน ที่นี้ว่าวิญญาณได้แก่พื้นฐานของความเชื่อ ความคิดเห็น ความเข้าใจความแน่ใจเป็นต้น เมื่อหลักพื้นฐานของจิตใจเป็นไปในทางถูกต้องไม่ผิดปกติ ไม่ฝืนธรรมชาติแล้ว สิ่งที่เรียกกันว่าจิตก็อยู่ในสภาพปกติ ซึ่งหมายถึงความเป็นสมาธิอยู่เองตามธรรมชาติ มี

น.161 ลักษณะบริสุทธิ์เข้มแข็งและว่องไว ควรแก่การงานเป็นจิตที่เรียกว่ามีสุขภาพอย่างยิ่งและมีสมรรถภาพอย่างยิ่งด้วย. เมื่อจิตมีสุขภาพดี ร่างกายนั้นก็มีสุขภาพดี ยิ่งไปเสียกว่าร่างกายที่ได้รับการบำรุงบำเรอทางอาหารหรือทางหยูกทางยาไปเสียอีก. สิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องพิสูจน์กันอย่างมากมายอีกเรื่องหนึ่งจึงขอยกเว้นเสียไม่กล่าวในที่นี้ ในที่นี้ขอยืนยันแต่ในข้อที่ว่าสุขภาพทางจิตดีแล้ว สุขภาพทางกายก็ดีตาม อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว. ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าแม้แต่เรื่องหรือปัญหาทางสุขภาพ ก็ยังเป็นเรื่องของธรรมะอยู่นั่นเอง จะเป็นเรื่องทางอาหาร ทางพลานามัย หรืออย่างอื่นจะไม่เกี่ยวกับธรรมะไม่ได้. จากการวิจัยทั่วโลกได้พบความจริงข้อหนึ่งแล้วว่าโดยแท้จริงนั้น คนเราสนใจเรื่องสุขภาพของตนเองเป็นเรื่องแรก และเหมือน ๆ กันไปหมดทั้งโลก และก็ไม่เคยมีใครเคยทราบหรือเคยคิดฝันว่า สุขภาพนั้นมีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" หรือปัญหาสุขภาพนั้นจะต้องแก้ด้วยธรรม ยิ่งกว่าที่จะแก้ด้วยเรื่องทางวัตถุ. เราจะเอาชนะปัญหาสุขภาพอย่าง

น.162 แท้จริงไม่ได้ จนกว่าเราจะมีความรู้เรื่องธรรม พอสมสัดส่วนกันเสียก่อน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของเหตุผลที่แสดงว่าทำไมคนเราจึงต้องศึกษาธรรม หรือว่าวิชาธรรมเป็นวิชาที่คนเราจำเป็นจะต้องศึกษา อย่างที่จะขาดเสียไม่ได้ จนถึงกับอาจจะกล่าวได้ว่า ธรรมเป็นคู่กับคน คนเป็นคู่กับธรรม โดยไม่อาจจะแยกกันได้เลย.

น.163 ๑๓ คนเกิดมา จากธรรม ——————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายในครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงตัวอย่างแห่ง เหตุผลที่ว่า ทำไมคนจึงต้องศึกษาธรรมหรือว่าต้องเข้าถึง ธรรมก็ตาม และทั้งหมดนั้นได้ กล่าวไปตามที่มองเห็นได้ ด้วยตา คือตามที่ทุกคนก็เห็น ๆ กันอยู่ แม้จะมองกันในด้าน นอก แต่ก็ยังมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งนิยมเรียกกันว่า การมอง

น.164 ในด้านใน หรือมองในด้านลึก ไม่เป็นที่เปิดเผยแก่คนทั่วไป. อย่างแรกที่เป็นด้านนอกนั้นเรียกว่า Exoteric อย่างหลังที่ เป็นด้านในนั้นเรียกว่า Esoteric ซึ่งฟังดูรู้สึกว่า เป็นไปใน ทำนองขลังหรือศักดิ์สิทธิ์กว่า และอาจจะยอมรับได้แต่บาง คนหรือบางพวก. สำหรับในกรณีที่เกี่ยวกับการถึงธรรมนี้ เมื่อถามว่า ทำไมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องถึงธรรม พวก Esoteric ก็จะ ตอบว่า เพราะคนเราเกิดมาจากธาตุแห่งธรรม หรือ ธรรม ธาตุ แล้วมันต้องการจะกลับไปรวมกับธรรมอย่างเดิม จึงมี การดิ้นรนอยู่ทุกวิถีทางโดยไม่รู้สึกตัว เพื่อจะกลับไปสู่สภาพ เดิมให้ได้. ถ้าหากกลับไปไม่ได้ในชาตินี้ ก็จะมีการสืบพันธุ์ หรือต่ออายุตัวมันเองไว้เรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ ไปเสีย แล้วก็ดิ้นรนไปเรื่อย ๆ จนประสบความสำเร็จในการถึงธรรม หรือการกลับไปสู่สภาวะเดิมของตน. การสืบพันธุ์ ของคน เรามีความเกี่ยวเนื่องกับการถึงธรรมในลักษณะอย่างนี้ และ เรียกว่าเป็นการถึงธรรมของคน.

น.165 การกล่าวอย่างนี้ฟังดูแล้วคล้ายกับเรื่อง อาตมัน ของ พวกพราหมณ์ที่กล่าวว่า มีอาตมันเป็นตัวตนส่วนน้อยแยก ออกมาจากตัวตนส่วนใหญ่ ซึ่งเรียกว่า ปรมาตมัน และดิ้น รนท่องเที่ยวไปจนกว่าจะเกิดความเบื่อหน่ายหรือความรู้แจ้ง แล้วก็กลับเข้าแหล่งเดิมฉันใดก็ฉันนั้น. ลักษณะที่พ้องกัน อย่างนี้ไม่ควรจะเห็นเป็นของแปลก เพราะว่าเรื่องหรือคำก็ ตาม ย่อมใช้แทนกันได้และเหมือน ๆ กัน ส่วนความหมาย หรือคำอธิบายนั้นต่างกันมาก จนถึงกับเป็นคนละเรื่องเอา ทีเดียว. ตัวอย่างเช่น คำว่า "นิพพาน” ก็เป็นคำที่ใช้กันอยู่ ทั่วไปแทบจะทุกลัทธิ แต่มีคำอธิบายต่างกัน หรือหมายถึง สภาพที่แตกต่างกัน ต่างกันจนถึงกับเรียกว่าตรงกันข้ามก็ยังมี. ตัวอย่างเช่น ลัทธิ บาง ลัทธิ ถือเอาความเต็มเปี่ยมทางกาม- คุณเป็นนิพพาน เช่น ลัทธิโลกายตะ เป็นต้น ส่วนพุทธศาสนา ถือเอาความดับกิเลสหรืออุปาทานเสียได้โดยสิ้นเชิงว่าเป็น นิพพาน เป็นคนละเรื่องกันทีเดียวดังนี้ ทั้ง ๆ ที่มีชื่อเรียก เหมือน ๆ กันว่า นิพพาน ! นิพพาน ! ซึ่งความหมายตาม

น.166 ธรรมดาเล็งถึงความสงบเย็น แต่แล้วก็เล็งถึงความสงบเย็นคนละอย่างดังนี้เป็นต้น ครั้นมาถึงเรื่องที่เรากำลังกล่าวกันอยู่นี้ มันก็มีลักษณะอาการคล้ายกัน ในการที่จะพูดว่าคนมาจากธรรมแล้วจะกลับไปรวมกับ ธ ร ร ม ทำนองเดียวกับที่เขาว่า อ า ต มั น ออกมาจาก ป ร ม า ต มั น แล้วจะกลับไปรวมกับ ปรมาตมัน ในที่สุดฉันนั้น. แต่คำกล่าวของเราในที่นี้มีความหมายเป็นอย่างอื่น คืออย่างน้อยที่สุดก็มิได้หมายความว่า เป็นตัวเป็นตนดังเช่น อาตมัน เรากล่าวว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมาบ้าง ก็เป็นเพียงการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน เพื่อให้เป็นภาษาชาวบ้านตามธรรมดาพูดกันเท่านั้นจึงได้พูด ว่ามีคนและคนออกมาจาก ธรรม หรือเกิดมาจากธรรมก็ตาม. โดยเนื้อแท้นั้นต้องการจะกล่าวว่า ทั้ง คน และ ธรรม เป็นเพียงธรรมชาติด้วยกันเท่านั้น ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ และมันก็มีธรรมชาติส่วนใหญ่และส่วนย่อยและเป็นไปตามกฎที่ว่า ส่วนย่อยย่อมต้องการที่จะกลับไปรวมกันกับส่วนใหญ่ และส่วนใหญ่ย่อมดึงดูดส่วนย่อยให้เข้ารวมกัน ดังนั้น

น.167 ถ้าหากมันเป็นธรรมด้วยกัน ย่อมมีความต้องการที่จะรวมกันและอันนี้เองเราเรียกโดยสมมติว่า ความดิ้นรนของคนที่ดิ้นรนเพื่อจะรวมกับ ธ ร ร ม ตามธรรมชาติเดิม. เมื่อถือเอาตามหลักของภาษี บาลีแล้วเรื่องมันก็ง่ายขึ้นอีกเป็นอันมาก ข้อนี้หมายความว่า คำว่า "ธรรม" เป็นชื่อของสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นธาตุเดิมที่ยังไม่มีอะไรปรุงแต่ง หรือว่าจะเป็นของใหม่ที่ปรุงแต่งกันอยู่เรื่อยก็ตาม จะมีฝ่ายละกี่อย่าง กี่ร้อยอย่าง กี่พันอย่าง กี่แสนอย่างก็ตาม ทุกอย่างล้วนแต่เรียกว่า "ธรรม” ทั้งนั้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกบัญญัติทีหลังว่าเป็นพวกดี เป็นพวกชั่ว หรือเป็นพวกที่ไม่อาจจะกล่าวว่าดีหรือชั่วก็ตาม ล้วนแต่เป็น "ธรรม" เสมอกันหมด ดังนั้นคำว่า "ธรรม" ในกรณีอย่างนี้จึงมีความหมายตรงกันกับคำในภาษาไทยเราว่า "ธรรมชาติ" นั่นเอง ทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ หากแต่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ธรรมชาติฝ่ายที่มีการปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเรื่อย นี้อย่างหนึ่ง และธรรมชาติฝ่ายที่

น.168 ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเลย นี้อีกอย่างหนึ่ง. แม้จะกล่าวแต่เพียงเท่านี้ ทุกคนก็จะมองเห็นได้เองว่า ภาวะอย่างไหนเป็นภาวะดั้งเดิม และภาวะอย่างไหนเป็นภาวะใหม่ ๆ อย่างที่เรียกว่าใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ที่นี้ ก็มีทางที่จะต้องคิดต่อไปว่า "ธรรมชาติ" ฝ่ายที่มีการปรุงแต่งและไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเรื่อยนั้น มันจะปรุงแต่งและไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนกัน หรือว่ามันจะไปหยุดไปจบลงที่ตรงไหนหรือว่ามีอะไรที่ไหนจะช่วยให้มันหยุดหรือจบการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงนั้นเสียได้ไป ๆ มา ๆ ทุกคนก็พอจะเดาได้ว่าถ้ามันจะหยุดหรือมันจะจบกันเสียที มันก็ต้องไปกลายเป็นหรือไปรวมกันกับธรรมชาติที่ไม่มีการปรุงแต่งหรือไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ส่วนข้อที่ว่ามันจะไปรวมกันได้อย่างไรนั้น นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง สำหรับปัญหาของเราในที่นี้มีอยู่ว่า ก็คนเรานี้จัดเป็นธรรมชาติฝ่ายไหน คือเป็นธรรมชาติฝ่ายที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลง คำตอบมีอยู่ว่า ถ้ายังมีความรู้สึกว่า คนอยู่เพียงใดก็ยังเป็นธ ร ร ม ช า ติ ฝ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่

น.169 เพียงนั้น ถ้าคนหมดความรู้สึกว่า คน ไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวเองว่า คน โดยแท้จริงขึ้นมาเมื่อใด ก็กลายสภาพเป็นธรรมชาติฝ่ายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อนั้น อาการอย่างนี้แหละที่เราเรียกว่าการถึงธรรม ซึ่งหมายถึงการถึงธรรมชาติดั้งเดิมอันเป็นฝ่ายที่ไม่มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง และเรากล่าวอย่างสมมติสั้น ๆ ว่า "คนถึงธรรม ธรรมถึงคน" คนถึงธรรมกลายเป็นธรรมและรวมตัวเป็นอันเดียวกับธรรม คงเหลืออยู่แต่สิ่งที่เรียกว่า ธรรม เพียงสิ่งเดียวดังนี้ เมื่อเป็นดังนั้นสมมติฐานที่กล่าวข้างต้นว่า คนมาจากธรรมหรือธรรมธาตุ แล้วต้องการจะกลับไปรวมกับธรรมตามเดิมนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่พอจะมองเห็นได้ หรือถึงกับพอจะพิสูจน์ได้ ถ้าหากว่าเรามีการศึกษากันจริง ๆ และเป็นไปตามเกณฑ์ของฝ่าย นามธรรม หรือที่เราเรียกกันเสมอ ๆ ว่าฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญาณ และเราอาจจะเข้าใจได้ในที่สุดว่า การไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่มีการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงนั้น มันต้องไปสุดไปจบสิ้นลงที่การไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง

น.170 ซึ่งฟังดูแล้วคล้ายกับว่าเป็นการกล่าวอย่างกำปั้นทุบดิน แต่แล้วมันก็ไม่มีทางที่จะกล่าวเป็นอย่างอื่น เราจึงต้องกล่าวเช่นนั้น เช่นเดียวกับที่เราจะต้องกล่าวว่า เรากินเพื่อให้อิ่มแล้วจะได้หยุดกิน หรือว่าเราเดินเพื่อให้มันถึงแล้วจะได้หยุดเดิน หรือว่าเราเกิด ๆ ตาย ๆ อยู่นี้ ก็เพื่อให้ถึงที่หยุดเกิดหยุดตาย ดังนั้น การเคลื่อนไหวหรือการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง มันล้วนแต่เป็นไปเพื่อหยุด ซึ่งจะต้องหยุดได้ในวันใดวันหนึ่ง ทีนี้ปัญหาของเราควรจะถูกจำกัดให้แคบเข้ามาจนเหลืออยู่แต่เพียงว่า จิตของคนเรานี้ควรจะจัดให้มันถึงอยู่กับธรรมชาติที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอดี หรือว่าเราจะจัดให้มันถึงอยู่กับธรรมชาติที่ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเลยดี ถ้าเราไม่มีความรู้ที่จะจัดมันก็ต้องคง อยู่กับสภาพที่ไหลเวียน เปลี่ยนแปลงเรื่อยเป็นธรรมดา แต่ถ้าเรามีความรู้ในการจัดอย่างถูกต้องและอย่างสมบูรณ์ เราก็อาจจะจัดให้มันเข้าถึงธรรมชาติที่ไม่มีการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงได้ เป็นการหยุดเดินหยุดวิ่งกันเสียที เพราะได้ถึงจุดหมายปลายทาง อันเป็นความมุ่งหมาย

น.171 ของมันแล้ว ซึ่งเราเรียกโดยสมมติในที่นี้ว่า "การถึงธรรม" หรือคนกลับไปสู่สภาพเดิมได้ คือเข้ารวมกับธรรมตามเดิมได้ ถ้ายังไม่มีอาการที่เข้ารวมกับ ธรรม ตามเดิมได้อยู่เพียงใดแล้ว ก็ยังเป็นวัฏฏสงสาร หรือการทนทุกข์ทรมานอยู่เพียงนั้น บัดนี้เป็นการออกมาได้จากวัฏฏสงสาร หรือทำลายวัฏฏสงสารเสียได้แล้ว เกี่ยวกับข้อนี้อย่าได้หลงเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องที่จะมีหรือจะถึงหลังจากที่ตายแล้ว ซึ่งหมายถึงการตายชนิดที่นำใส่โลงแล้วพาไปเผาหรือไปฝัง แต่มันหมายความว่าทุกอย่างต้องเป็นไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี่เอง การถึงธรรมหรือการกลับเข้าสู่สภาพเดิมนั้น ต้องมีต้องเป็นในความรู้สึกของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่นี้ และเขาจะเป็นผู้รู้ได้ด้วยตนเอง หากแต่ว่าเรามีความจำเป็น ที่จะต้องแบ่งลักษณะอาการเหล่านี้ออกเป็นสองประเภท คือ ถ้าญาณ หรือความรู้นั้นถูกต้องและสมบูรณ์ถึงที่สุด การถึงธรรมของคนนั้นก็เป็นไปอย่างถาวรจนตลอดชีวิต แต่ถ้า ญาณ หรือความรู้นั้นไม่ถูกต้องและสมบูรณ์หรือยังไม่ถึงที่สุด การถึงธรรมนั้นก็เป็นอย่างชั่วคราว หรือ

น.172 บางทีก็เป็นอย่างเอกเทศ ซึ่งล้วนแต่ยังไม่เป็นการถาวร คือยังกลับไปกลับมาได้ ดังเราจะเห็นได้จากการที่จิตของเราเองในบางคราว มีอาการสงบระงับราวกับว่าไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์เลย แล้วในบางโอกาสก็กลับมีอาการแห่งกิเลสหรือความทุกข์อีก ยังไม่จัดว่าเป็นการถึงธรรมที่แท้จริง คือมีอาการกลับไปกลับมา เพราะไม่ถึงธรรมที่แท้จริง ถึงได้เพียงบางส่วน ในลักษณะหรืออาการที่ทำให้กิเลสไม่ปรากฏเพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุให้หลงเข้าใจผิดกันบ่อย ๆ แต่อย่างไรก็ดีเราย่อมเห็นได้แล้วว่า การถึง ธรรม ทั้งสองประเภทนี้ ล้วนแต่เป็นไปได้หรือต้องเป็นไปในชีวิตปัจจุบันทันตาเห็นนี้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับชีวิตหลังจากตายแล้วหรือเข้าโลงไปแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำให้เนื่องกันกับ ชีวิต หลังจากที่ตายแล้ว แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เนื่องกันอยู่กับชีวิตในปัจจุบันทันตาเห็นนี้ และให้เสร็จสิ้นไปในชีวิตนี้ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จึงจะถูกกันกับเรื่องของธรรมซึ่งเป็นของจริง และเป็นของประเสริฐถึงขนาดที่เรียกว่า ต้องได้กันเดี๋ยวนี้หรือยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นแล้วก็

น.173 จะกลายเป็นเรื่องงมงายไปโดยไม่รู้สึกตัว มีแต่จะยิ่งเหินห่างจากการถึงธรรมไปเท่านั้น ขอย้อนกลับไปกล่าวถึงคำที่กล่าวอย่างสมมติฐานข้างต้นอีกครั้งหนึ่งว่า คนมีธาตุแห่งธรรมอยู่ในเนื้อในตัวของคนเพราะว่าคนออกมาจากธรรม ถ้ายังไม่ได้กลับไปรวมกับ ธรรม ตามเดิมอยู่เพียงใด ก็ยังต้องมีความกระวนกระวายเหมือนคนคอแห้งกระหายน้ำ อยากจะได้กินน้ำอยู่เพียงนั้น หาความสงบสุขไม่ได้เลย ได้กินน้ำนิดหนึ่งก็แก้ความกระหายไปได้ครั้งหนึ่ง จนกว่าเมื่อไรจะได้เปลี่ยนไปสู่สภาพที่ไม่กระหายน้ำอีกต่อไป เช่นที่เรียกว่าได้กินน้ำอมฤตหรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งที่แท้ก็หมายถึงการถึงธรรมอย่างสมบูรณ์นั่นเอง ย่อมจะดีกว่าการจิบกินน้ำธรรมดาเล่น ๆ อยู่เรื่อยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สมมติฐานอันนี้ ไม่ได้กล่าวขึ้นเพื่อให้คนค้นหาความจริงตามที่กล่าวนั้น แม้ว่าความจริงก็เป็นอย่างนั้น โดยทั่วไปแล้วกล่าวเพื่อให้คนมีหวัง หรือมีกำลังใจ มีความเชื่อ มีความแน่ใจในการที่จะพยายามถึงธรรมให้จนได้ ครั้นถึงธรรมได้แล้วปัญหาที่ว่า สมมติฐานอันนั้นจะจริงหรือไม่จริงมันก็หมดไปเอง

น.174 การที่เราต้องกล่าวอย่างสมมติฐานเช่นนั้น มันเป็น ความจำเป็นอย่างยิ่ง ข้อนี้เป็นเพราะเหตุว่า ทำอย่างไรเสีย คนก็ยังเข้าถึงความจริงของสิ่งต่าง ๆ หรือแม้แต่ของสมมติ ฐานนั้นก็ยังไม่ได้ ขืนมัวพิสูจน์ความจริงในลักษณะเช่นนี้อยู่ เขาก็ตายเปล่า เพื่อไม่ให้คนตายเปล่าในการค้นหาความจริง จึงมีการบัญญัติสมมติฐานอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา และตั้ง รากฐานอยู่บนความจริงอย่างยิ่ง โดยไม่ต้องหลอกลวงแก่กัน และกัน หากแต่จะกล่าวได้เพียงเป็นสมมติฐาน และทั้งอยู่ใน รูปของการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน หรือที่เรียกว่า โลกิย โวหาร หรือ Conventional Mode of Speaking เราจึง ต้องพูดว่า คนเกิดมาจากธรรมแล้วจะกลับไปรวมกันกับธรรม อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราวกับว่าเป็นกฎตายตัวของพระ เป็นเจ้า ซึ่งที่แท้แล้วก็เป็นเพียงกฎของ ธรรมชาติ ที่จะ ต้องเป็นไปในรูปนั้น และทั้งยังจะต้องกล่าวในลักษณะเช่น นั้น จึงจะสำเร็จประโยชน์แก่คนทั่วไป ซึ่งมีความรู้สึกคิดนึก อย่างนี้ มีการศึกษาอย่างนี้ มีวัฒนธรรมอย่างนี้ ซึ่งจะ ทำให้เข้ารูปกันได้กับ ธรรมชาติ ซึ่งมีกฎเกณฑ์อย่างนี้

น.175 แล้วคนก็เข้าถึงสิ่งสูงสุดที่คนควร จะเข้าถึงได้ด้วย อาการอย่าง นี้ แล้วกล้าท้าให้ใครพิสูจน์ว่า มันยังมีอะไรที่ไหนที่ประเสริฐ ไปกว่านี้ที่มนุษย์เราควรจะเข้าถึงให้ได้เสียก่อนแต่จะตาย และ ยังแถมกล้าท้าให้พิสูจน์ในข้อที่ว่า ยังมีวิธีการอย่างอื่นอย่าง ไหนอีกที่ดีกว่านี้ ในการที่จะช่วยให้คนเข้าถึงธรรมได้ ด้วย อาการที่เป็นสุขสนุกสนานไม่มีความลังเลหรือหวาดกลัวเป็น ต้น แต่ประการใดเลย ในที่สุดปัญหาก็เหลืออยู่แต่เพียงว่า คนที่ไม่ประสี ประสาต่อเรื่องของธรรมนั้น จะต้องจัดว่าเป็นคนโง่สักเท่าไร ในเมื่อกล่าวตามหลักอันนี้ สิ่งที่เรียกว่าธรรมก็คือตัวเขาเอง หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นต้นตอที่มาแห่งตัวเขาเอง คนกำลัง เป็นเพียงธรรม ประเภทที่มีปัจจัยปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยน แปลงเรื่อย เป็นดังนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงธรรมประเภท ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ซึ่ง เรียกว่าเป็นการถึงธรรมที่แท้จริง คือธรรมประเภทเดิมแท้ ที่ควรแก่นามว่าธรรมอย่างแท้จริง เป็นการสมดุลย์ชนิดที่ไม่ ก่อให้เกิดการดิ้นรน หรือการผลักดันอย่างใดขึ้นในจิตใจอีก

น.176 ต่อไป ซึ่งจัดเป็นความหมายของความสงบอย่างแท้จริงที่ เรียกว่า นิพพาน ถ้ายังไม่ได้ตามความต้องการอยู่เพียงใด จักไม่มีการ สมดุลย์ได้ และจักมีการดิ้นรนเรื่อยไปไม่มีหยุด และจะ ต้องมีการสืบพันธุ์ ไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อการถึงธรรมนั้น ซึ่งเป็น อนาคต ที่ยาวนานเกินไป แต่ก็เป็นความจำเป็นที่จะต้อง เป็นอย่างนั้น อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ นี่แหละคือ การทนทรมานของมนุษย์ อันเป็นการทนทรมานไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องมาจากการไม่ถึงธรรมนั่นเอง ดังนั้น การถึงธรรมนับ ว่าจำเป็นแก่มนุษย์อย่างยิ่งเพราะเหตุนี้.

น.177 ๑๔ ธรรมนำมา ซึ่งสันติภาพของสังคม ———————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายภาคที่แล้วมาทั้งหมด ล้วนแต่เป็นการ แสดงถึงอานิสงส์ของการถึงธรรม ที่ปัจเจกชนจะพึงได้รับ แต่มีข้อที่ควรจะสังเกตให้เห็นว่าอานิสงส์ทุกอย่างที่กล่าวมา แล้วนั้น แม้ว่าจะเป็น อานิสงส์ ที่จะพึงมีแก่ปัจเจกชน แต่ ก็ย่อมเป็น อานิสงส์ ที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมพร้อมกันไปในตัว

น.178 เพราะใคร ๆ ก็ย่อมจะมองเห็นได้ด้วยตนเองว่า ถ้าทุกคนใน โลกเป็นคนดีแล้ว สังคมโลกทั้งโลกก็จะเป็นสังคมที่ดี ดังนั้น ตามหลักของพุทธศาสนาจึงถือเอาประโยชน์ส่วนบุคคลเป็น เบื้องหน้า ที่จะต้องได้รับก่อนประโยชน์ของสังคม ถึงกับ มีการแนะให้รีบบำเพ็ญประโยชน์ตนอย่างเร่งรีบ โดยวาง ประโยชน์ผู้อื่นไว้ข้าง ๆ ไปทีก่อน หรือถึงกับถือเป็นหลักว่า ไม่ยอมให้ประโยชน์ตนเสียไป เพราะประโยชน์ของผู้อื่นแม้มาก ถ้าฟังไม่ดีแล้วก็จะเข้าใจผิดไปว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาที่สอนเข้าข้างตัวหรือเห็นแก่ตัว ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ความเข้าใจให้ถูกต้องกันเสียก่อน โดยอาศัยข้อเท็จจริงดังที่ กล่าวแล้ว ทีนี้ถ้าจะมองดูต่อไปอีกก็ย่อมจะเห็นว่า หลักพุทธ- ศาสนาที่วางไว้เพื่อประโยชน์ผู้อื่น หรือเพื่อประโยชน์สังคมก็ ยังมี ที่กล่าวไว้ตรง ๆ ก็มี กล่าวโดยปริยายคือโดยอ้อมก็มี แต่สำหรับในกรณีที่ "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" นี้ ขอ ให้ทำความเข้าใจเอาเองว่ามีประโยชน์ ทางสังคมอย่างใดอย่าง หนึ่งแฝงอยู่ด้วย ถ้าพิจารณาดูโดยเที่ยงธรรมแล้ว ก็จะเห็นว่าคนที่ถึง ธรรมแล้วนั้น ไม่มีทางที่จะเป็นภัยแก่ผู้ใด และยิ่งไปกว่านั้น

น.179 ก็คือการเคลื่อนไหวของเขาทุกกระเบียดนิ้ว จะเป็นประโยชน์แก่สังคมมากยิ่งไปกว่าที่คนธรรมดาสามัญตั้งใจจะกระทำต่อกันและกันเสียอีก ดังนั้นเราจึงถือว่า ไม่สู้จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงประโยชน์ของสังคมหรือทางสังคม เพราะเป็นเรื่องที่แฝงอยู่ในประโยชน์อันแท้จริงของปัจเจกชน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้ที่สุดแต่การถึงธรรมในระดับสูงสุด ที่มีผลทำให้อยู่เหนืออำนาจของเวลา เหนือความตาย เหนือกรรม เป็นต้นนั้นก็ลองพิจารณาดูให้ดีเถิด ย่อมจะเห็นว่า เป็นเรื่องที่มีประโยชน์เนื่องมาถึงสังคมอย่างยิ่ง หรืออย่างสูงสุดด้วยเสมอไป เพราะว่าบุคคลที่ลุถึงธรรมในขั้นสูงสุดเช่นนั้น จะตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นสิ่งที่กระตุ้นหรือเครื่องจรรโลงใจที่ดีให้สังคมดำเนินไปตามทำนองคลองธรรม เป็นเหมือนดวงประทีปที่เป็นจุดหมายปลายทาง ที่มนุษย์จะต้องเดินไปให้ถึง แม้ว่าจะถึงในบัดนี้ยังไม่ได้ ข้อนี้จะเป็นเครื่องประดับประคองจิตใจไม่ให้เขวออกนอกทาง แต่ให้ค่อย ๆ เดินไปตามทางด้วยความพากเพียรและอดทน จนกว่าจะถึงที่สุดจุดหมายปลายทางกับเขาด้วยคนหนึ่ง

น.180 ดังนั้นตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นก็ดีย่อมมีหลักเกณฑ์ที่ตรงเป็นอันเดียวกันข้อหนึ่งว่าสมณะที่แท้จริงนั้น เพียงแต่มีอยู่ในโลกก็พอแล้ว ข้อนี้หมายความว่า เพียงแต่มีสมณะอยู่ในโลกไม่ต้องไปพูดจาติดต่ออะไรกันเป็นต้น ก็ยังเป็นการเพียงพอแล้ว หมายความว่าเป็นหลักยึดหน่วงทางจิตใจของมหาชน หรือมีอำนาจยึดหน่วงจิตใจของมหาชน ให้คงอยู่ในร่องในรอยของธรรมอยู่เสมอไป และถ้าจะกล่าวอย่างรองลงมาคือให้เห็นได้ง่ายขึ้นก็มีคำกล่าวว่า เพียงแต่ได้เห็นสมณะก็เป็นการเพียงพอแล้ว ข้อนี้ก็หมายความว่า แม้ไม่ต้องพูดจาอะไรกัน เพียงแต่เห็นด้วยตาก็ยังจะถูกบุคคลิกภาพของสมณะนั้น ครอบงำจิตใจของมหาชน และยึดหน่วงจิตใจของมหาชนไว้ในร่องในรอยของธรรมะได้ คำกล่าวอย่างนี้เป็นที่รับรองกันทั่วไปในสมัยพุทธกาล แต่ตกมาถึงสมัยนี้ จะกลายเป็นหมันไปหรืออย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตเป็นอย่างยิ่ง แต่อยากจะขอยืนยันว่า ถึงอย่างไรเสียก็ยังมีส่วนแห่งความเป็นอย่างนั้นอยู่ไม่น้อย

น.181 เหมือนกัน หรือถึงแม้ว่าจะเป็นไปได้เพียงส่วนน้อย ส่วน น้อยนั้นก็ยังมีประโยชน์ใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่มากยิ่งไปกว่า ส่วนมากของการกระทำที่กระทำกันไปในโลก ซึ่งหาสมณะ ไม่ได้เลย สมณะในที่นี้เราหมายถึงคนที่ถึงธรรมอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงสมณะในเครื่องแบบเป็นต้น จึงขอสรุปความว่า อานิสงส์ต่าง ๆ มากมายหลาย ประการของการถึงธรรม ที่ปัจเจกชนจะพึงได้รับนั้น ย่อม เป็นอานิสงส์ที่สังคมย่อมจะได้รับพร้อมกันไปในตัว บางอย่าง ก็เร้นลับ บางอย่างก็ไม่เร้นลับ พอจะมองเห็นได้ โดยนัย ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง สำหรับการบรรยายครั้งที่ ๑๔ นี้ จักถือโอกาสกล่าว ถึงอานิสงส์ ที่สังคมจะพึงได้รับเป็นพิเศษ คือเกี่ยวกับ สถานการณ์ในปัจจุบันของโลกเรา ซึ่งใคร ๆ ก็ทราบดีว่า ล้วนแต่เป็นวิกฤตการณ์ถาวร มีความระส่ำระสายยืดเยื้อไม่ ขาดสาย สร้างสันติภาพกันอย่างไร ๆ ก็ไม่เคยสำเร็จ ทั้งนี้ เป็นเพราะมีความเหินห่างจากธรรม หรือจากการถึงธรรม

น.182 มาก จนถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าธรรมเป็นอย่างไร เหลือธรรม หรือความเป็นธรรมอยู่ในโลก สักแต่ว่าเป็นเพียงคำพูด มี อาการเหมือนกับเล่นตลกต่อธรรมอยู่เสมอ คำว่า "ธรรม" มีความหมายคล้าย ๆ กับคำว่าพระ เป็นเจ้า หรือคำอื่น ๆ ที่คล้ายกัน คนไม่น่าจะเล่นตลกกับ ธรรม หรือกับพระเป็นเจ้า เพราะมันจะกลายเป็นเชือดคอ ตนเอง ไม่มีผลอะไรอื่นมากไปกว่านั้น สิ่งที่น่าเวทนาสงสาร ที่สุดก็คือ คนเหล่านั้นไม่รู้สึกถึงการที่ตนเล่นตลกกับพระเป็น เจ้า กลับจะรู้สึกไปเสียว่า ตนยังเคารพพระเป็นเจ้าอยู่อย่าง เคร่งครัด มีพิธีรีตองอะไร ก็เอ่ยถึงพระเป็นเจ้าอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นต้น แต่ภายในจิตใจที่แท้จริงนั้นเขาเป็นผู้ที่มืด มนต่อพระเจ้า มืดมนต่อธรรม อย่างที่จะกล่าวได้ว่าไม่ ประสีประสาเอาเสียทีเดียว ดังนั้นพระเป็นเจ้าจึงไม่ช่วยโลก ธรรมจึงไม่ช่วยโลกทั้งที่โลกได้พร่ำบ่นถึงธรรม หรือพระเป็น เจ้าอยู่ไม่ขาดปาก เขาใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติ ไปแต่ในทางที่จะได้ประโยชน์อย่างวัตถุ จนหมดเวลาที่มีอยู่ จะมีเวลามาพูดถึงธรรมหรือถึงพระเป็นเจ้าบ้าง ก็สักแต่ว่า

น.183 ตามธรรมเนียมเท่านั้น ไม่มีใครสนใจเรื่องธรรม หรือค้น คว้าเรื่องธรรมมากเท่ากับค้นคว้าทางวัตถุ สังคมโลกจึงเป็นสังคมที่มีความพิการทางจิตใจโดยสิ้น เชิง ไม่รู้จักตัวเองไม่รู้จักความทุกข์ที่แท้จริง จึงได้หลงหลับ ตาสร้างความทุกข์ขึ้นมาด้วยสำคัญผิดว่า นั่นเป็นการกระทำ ที่ถูกแล้ว เหมาะสมแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเราหรือ สำหรับพวกเรา แล้วต่างคนหรือต่างฝ่ายก็ต่างแข่งขันกัน กระทำเช่นนั้น เพราะเข้าใจผิดไปถึงกับว่า จะมัวถือธรรม หรือถือพระเป็นเจ้าตามแบบเดิมอยู่ไม่ได้ จะตกเป็นฝ่ายเสีย เปรียบพวกอื่นบ้าง จะล้าหลังในความเจริญหรือการอยู่ดีกินดี ของตนบ้าง จึงได้พลอยเฮกันไปทั้งโลก ไปในทางที่จะตกเป็น ทาสของวัตถุยิ่งขึ้น เป็นการหลับหูหลับตาต่อธรรมหรือต่อ พระเป็นเจ้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อเป็นดังนี้ก็ลองคิดดูเถิดว่า แม้ว่าทุกคนจะพร่ำ พูดถึงสันติภาพกันมากมายเพียงไร หรือแม้กระทั่งได้มีการ กระทำ ในทางที่เรียกว่า ส่งเสริมสันติภาพกันให้มากมาย เพียงไร แล้วสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพนั้นจะปรากฏขึ้นได้อย่างไร?

น.184 นี่แหละคือโทษของการที่หันหลังให้แก่ธรรม หรือเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่า การสร้างสันติภาพให้แก่โลกนั้น ต้องมาสร้างด้วยการถึงธรรมอย่างเดียวเท่านั้น อย่างอื่นเป็นไม่มี คนในโลกมีความคิดกันว่า เขาจะแก้ปัญหาของโลกได้ ด้วยการแก้ทางเศรษฐกิจบ้าง ทางการเมืองบ้าง ทางการทหารบ้าง หรือแม้ที่สุดแต่ด้วยทางการโฆษณาชวนเชื่อแต่แล้วทุกคนจงมองดูด้วยจิตใจที่เป็นธรรมเถิดว่า มันแก้ได้อย่างไรและเพียงไร และแม้ในอนาคตกาลอันนานไกลข้างหน้า ซึ่งยอมให้ใช้เวลาอันยาวนาน แต่ถ้ามีการแก้ไขกันในทำนองนี้ ก็มีหวังว่าจะสำเร็จได้ที่ตรงไหน แม้กระนั้นก็ยังไม่มีใครเฉลียวใจ ในสิ่งที่ตนหวังว่าจะเอาเป็นที่พึ่งว่า มันเป็นสิ่งที่ไร้คุณค่าในการสร้างสันติภาพโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว ดังนั้นสังคมโลกจึงตกอยู่ใน ฐานะหลอกลวงตัวเอง โดยไม่รู้สึกว่าตัวกำลังหลอกลวงตัวเองแม้แต่ประการใด ยังไปหลงยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่สร้างวิกฤตการณ์ถาวรของโลกอยู่เรื่อยไป มันก็ยิ่งกลายเป็นการทำให้ปัญหาของโลกนี้เป็นปัญหาที่

น.185 ใหญ่หลวงและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นทุกที จนกระทั่งโลกนี้ต้องวินาศไป โดยที่แท้จริงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างนั้นเลย นี่แหละคือข้อที่โลกนี้จะได้วินาศไป เพราะการไม่ถึงธรรม เพราะไม่มีความรู้สึกตัว เกี่ยวกับการถึงธรรมแต่ประการใดเลย น่าเสียดายวิชาความรู้ กำลังงาน กำลังใจหรือความบากบั่นอดกลั้นอดทนของโลก ที่ได้ใช้ไปในทางผิด ๆ ที่ได้กลับกลายมาเป็นเครื่องทำลายโลกเสียเอง ในขั้นสุดท้ายดังนี้ นี่แหละคือผลของการที่โลกไม่ถึงธรรม เพราะว่าปัจเจกชนแต่ละคน ๆ เป็นผู้ไม่ถึงธรรมดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ถ้าคนส่วนมากในโลกเป็นผู้ถึงธรรม หรือเสียงข้างมากในโลกเป็นเสียงของธรรม แม้แต่ในระดับต้น ๆ ต่ำ ๆ เท่านั้น ปรากฏการณ์ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นผิดจากเดี๋ยวนี้ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย คือแทนที่โลกจะตกเป็นทาสของวัตถุ เรื่องก็จะกลับกลายเป็นว่า โลกเป็นนายเหนือวัตถุซึ่งหมายถึงมนุษย์ในโลกมีจิตใจสูงหรือมีความเจริญทางจิตใจ จนไม่อาจจะตกลงไปเป็นทาสของวัตถุได้นั่นเอง ความเป็นมนุษย์ของมนุษย์จึงยังคงสะอาด และสดใส

น.186 ใกล้ต่อความเต็มเปี่ยมหรือสมบูรณ์ และมีแต่จะก้าวหน้าไป ในทางที่สมบูรณ์ จนทำให้โลกนี้กลายเป็นโลกของพระอริย- เจ้าขึ้นมา แล้วมนุษย์เราจะมีความเป็นอยู่อย่างผาสุกสัก เท่าไรก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ อาจจะคำนวณดูได้โดยไม่ยากนัก นั่น แหละคือสิ่งที่เราควรจะเรียกกันว่า ภาวะแห่งสันติภาพอัน ถาวรอันเป็นสิ่งซึ่งมนุษย์พร่ำบ่นถึงกัน อยู่ไม่ขาดปากทั้งในที่ ประชุมและทั้งในที่ส่วนตัว แต่แล้วก็ไม่เคยได้รับแม้แต่กลิ่น ไอของสันติภาพ ความเข้าใจผิด หรือการมองไปยังสิ่งที่ผิดของคนใน โลกสมัยนี้ ก็คือข้อที่ว่า สันติภาพต้องมาจากการที่ผู้อื่นไม่มา เบียดเบียนเรา เขารอคอยและหวังอยู่แต่ว่าอย่าให้ผู้อื่นมา เบียดเบียนเรา เขาไม่เคยสำนึกถึงข้อที่เขากำลังเบียดเบียน ตัวเอง จนมีความวิกลวิการในทางจิตใจ แล้วทำอะไรออกไป ในทางที่จะเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้สึกตัวเลย แล้วต่างฝ่าย ต่างก็ระแวงกันยิ่งขึ้น ๆ ในที่สุดก็นำไปสู่การเบียดเบียนซึ่ง กันและกัน

น.187 ดังนั้นขอให้เข้าใจตามหลักพระพุทธศาสนาที่ว่า การ เบียดเบียนของผู้อื่นนั้น ย่อมตั้งต้นอยู่ที่การเบียดเบียนตน ของตนมาก่อนแล้วด้วยกันทั้งนั้น นิสัยสันดานก็ไม่สะอาด จิตใจและความรู้สึกคิดนึกก็ไม่สะอาด การกระทำก็ไม่สะอาด การพูดจาก็ไม่สะอาด เพราะเกลือกกลั้วไปด้วยสิ่งที่เรียก ว่ากิเลส ซึ่งเป็นของสกปรกที่พึ่งเกิดใหม่ ๆ ไม่ใช่ธรรมชาติ เดิมแท้ของธรรมหรือแม้แต่ของร่างกายและของจิตใจเอง อาการที่เป็นอยู่อย่างนี้นี่แหละ ขอให้เข้าใจอย่างชัดแจ้งเถิดว่า นั่นแหละเป็นการเบียดเบียนตนเอง มิได้หมายถึงการที่ตน ต้องชกต่อยทุบตีตัวเองแต่ประการใด แต่มันกลายเป็นการ พะเน้าพะนอตามใจตัวเอง ให้ตัวเองได้กินเหยื่อตามที่ต้อง การเต็มที่ และนั่นแหละคือการเบียดเบียนตัวเองโดยแท้ และเป็นตัวเหตุตัวการที่จะดึงการเบียดเบียนของผู้อื่นมาสู่ตน จนต่างฝ่ายต่างระแวงกัน แล้วก็เบียดเบียนกันหรือพร้อมที่จะ เบียดเบียนกันอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเหตุให้โลกนี้นอนตาไม่หลับ และเป็นสังคมที่มีความพิการทางจิตใจพร้อมกันไป ดังที่กล่าว แล้ว แล้วก็มัวแก้ปัญหาของโลกด้วยระบอบเศรษฐกิจบ้าง การเมืองบ้าง การทหารบ้างเป็นต้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่าง

น.188 ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดได้อย่างไร อย่างที่น่าเวทนาสงสารที่สุด ทั้ง หมดนี้คือโทษของการที่ไม่ถึงธรรม หรือธรรมไม่ถึงคน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า ไม่ต้องกล่าว ถึงปัญหาส่วนบุคคล ซึ่งที่แท้เป็นเรื่องเล็กน้อย ถึงแม้ปัญหา ที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ กล่าวคือ เรื่องการสร้างสันติภาพอัน ถาวรขึ้นในโลกก็ตาม ก็ยังต้องอาศัยเพียงสิ่ง ๆ เดียวกันคือ การที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน โดยไม่ต้องไปนึกถึงสิ่ง อื่น ๆ หรือนึกถึงที่พึ่งอย่างอื่น เพียงแต่คนในโลกมีการถึง ธรรมกันให้มีจำนวนเพียงพอเท่านั้น โลกนี้ก็จะประสบสันติ- ภาพอันถาวรได้ ไม่ต้องมีการเหน็ดเหนื่อยและทนทรมาน มากเหมือนที่โลกกำลังได้รับกันอยู่ในทุกวันนี้ เราก็ยัง สามารถสร้างสันติภาพอันถาวรให้แก่โลกได้ นับว่าภาวะแห่งการถึงธรรมนี้ ย่อมเป็น อานิสงส์ อย่างเอกแก่สังคมมนุษย์ทั้งโลกด้วย และไม่มีทางที่จะหลีก เลี่ยงเป็นอย่างอื่นแต่ประการใด รวมความว่า การถึงธรรม นั้นย่อมแก้ปัญหาได้ทั่วสากลโลก ดังนี้.

น.189 ๑๕ ธรรมแก้ปัญหา สังคมยุคปัจจุบัน ——————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่ ๑๕ นี้ จะได้กล่าวถึงประโยชน์ ของการถึงธรรม ที่เนื่องกับปัญหาทางสังคมแห่งยุคปัจจุบัน เป็นการแสดงประโยชน์ของการถึงธรรมครั้งสุดท้าย ทั้งใน ส่วนที่จะได้แก่ปัจเจกชนและแก่สังคมรวมกันไป ซึ่งนับว่าเป็น การเพียงพอแล้ว สำหรับการแสดงถึงประโยชน์หรืออานิสงส์

น.190 ของการถึงธรรม หลังจากนี้ก็จะได้กล่าวถึงวิธีการถึงธรรม สืบไป เกี่ยวกับปัญหาทางสังคมของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ ถ้า จะแจงโดยรายละเอียดแล้ว ก็มีมากเกินไปจนเหลือที่จะแจก แจงไหว แต่ถ้าจะสรุปเอาแต่ใจความที่สำคัญและที่เราอาจจะ แก้ไขได้โดยอาศัยบารมีของธรรมนั้น อยากจะระบุพอเป็น ตัวอย่างสักสามประการเท่านั้น ก็จะเป็นการเพียงพอสำหรับ การเข้าใจในปัญหาทั้งหมดและแก้ปัญหาทั้งหมดได้ด้วย ที่ว่ามีเพียงสามประการเท่านั้นก็คือ เราขาดคนมี ธรรมสำหรับปฏิบัติงานของสังคมนี้อย่างหนึ่ง เราทำการ สังคมกันด้วยจิตวิทยามากเกินไป แทนที่จะสังคมกันด้วย ธรรมนี้อย่างหนึ่ง เรานำหมู่คณะไปด้วยจิตวิทยามากเกินไป แทนที่จะนำหมู่คณะไปด้วยธรรมนี้อีกอย่างหนึ่ง รวมกันเป็น สามอย่างดังนี้. สำหรับปัญหาข้อที่ว่า เราขาดคนดีสำหรับปฏิบัติงาน นั้น หมายความว่า โลกเราสมัยนี้เจริญด้วยวิชาความรู้ มี การศึกษาค้นคว้าที่ก้าวหน้ารวดเร็วอย่างกับลมพัด เราค้น

น.191 พบแผนการณ์หรือโครงการณ์ที่ดีเป็นอันมาก ในการที่จะจัด โลกให้ประสบสันติสุข หรือแม้แต่จะจัดบ้านเมืองให้มีสันติสุข หรือมีแผนการณ์ที่จะดำเนินกิจการสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ที่ล้วนแต่นับว่าดีหรือวิเศษด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วการปฏิบัติ ไปตามแผนการณ์นั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือทำได้อย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ เป็นอย่างมาก และโดยทั่วไปนั้นเป็นเรื่องหน้าไหว้ หลังหลอกไปเสียแทบทั้งนั้น ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่จะต้องมอบ หมายเป็นช่วง ๆ กันเป็นลำดับไปด้วยแล้วก็ยิ่งประสบความ ล้มเหลวมากยิ่งขึ้นตามส่วน หรือมีอาการที่เรียกว่า หน้าไหว้ หลังหลอกมากขึ้นตามส่วน ต่างคนต่างก็ทำพอสักว่าให้แล้ว ๆ ไป ต่างคนต่างก็ปกปิดความบกพร่องของตนเสีย แล้วก็ส่ง มอบให้ผู้อื่นเป็นทอด ๆ ไป ทุกคนล้วนแต่เป็นคนทำดีทำชอบ ไปทั้งนั้น แต่งานที่แท้จริงนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการ ความเดือดร้อน หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ต้องมีใครรับ ผิดชอบ เพราะทุกคนล้วนแต่ตกอยู่ในสถานะอย่างเดียวกัน และทุกคนมีข้อแก้ตัวหรือคำแถลงการณ์ อย่างเพียบพร้อม ด้วยกันทั้งนั้น งานที่ทำตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาสงสาร

น.192 แล้วยังเปิดโอกาสให้มีการทำทุจริตนานาประการ อย่างที่ เรียกว่า มือใครยาวก็สาวเอา เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องผิด เรื่อง ถูก เรื่องบุญ เรื่องบาป เป็นต้นนั้น ไม่ต้องคำนึงถึง แม้ที่สุด แต่เกียรติยศของสุภาพบุรุษที่แท้จริง ก็ไม่ต้องคำนึงถึง สังคม นี้จึงกลายเป็นสังคมมืด คือล้วนแต่มีอะไร ๆ ที่ต้องปกปิด เปิดเผยไม่ได้ ไม่กล้าท้าให้เทวดาฟ้าดินพิสูจน์หรือสอบสวน ทั้งนี้มีมูลมาจากสิ่งเพียงสิ่งเดียว คือสังคมของเราขาดคนดีที่ จะปฏิบัติหน้าที่การงาน จึงเป็นสังคมที่ร่ำรวยแต่ด้วยโครง- การณ์ หรือแผนการณ์ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับเป็นการเอาเปรียบ กันหรือคดโกงกัน ผลงานที่แท้จริงจึงลุ่ม ๆ ดอน ๆ หรืออยู่ ในสภาพที่น่าเวทนาสงสารดังกล่าวแล้ว ถ้าหากว่าคนเราตั้ง อยู่ในธรรม ซึ่งมีความหมายถึงการเคารพตัวเอง ซื่อตรงต่อ เกียรติยศของตัวเองหรือของมนุษย์แล้ว การปฏิบัติงานใน หน้าที่ต่าง ๆ ทุกระบอบทุกสาขากลับมีผลเป็นที่น่าชื่นใจยิ่ง กว่านี้อีกมากมายหลายเท่านัก จะเป็นในหมู่บ้านก็ตาม ใน จังหวัดก็ตามในประเทศหรือทั่วทั้งโลกก็ตาม ย่อมตกอยู่ใน

น.193 สภาพเช่นเดียวกัน หากแต่ว่าบางแห่งหรือบางคราวเป็น มากหรือเป็นน้อยเท่านั้น แต่เมื่อสรุปความแล้วอาจจะกล่าวได้ว่า สังคมมนุษย์ กำลังพิการในทางฝ่ายจิตใจ ทำให้หาคนที่ดีปฏิบัติหน้าที่ ของตนอย่างสุจริตและสมบูรณ์ได้โดยยาก ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่าธรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าหากว่าจะมีสมัยไหนหรือถิ่นไหน ที่มีการปฏิบัติหน้าที่ ของตนเรียบร้อยกันดี เราก็จะค้นพบทันทีว่า ในที่นั้น มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรม นี้หาได้โดยง่าย เดี๋ยวนี้เรายังค้นไม่พบว่า ใครจะเป็นเจ้าของโลกนี้ หรือจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเจริญหรือความเสื่อมของ โลกนี้ หรือของมุมโลกส่วนหนึ่ง ๆ หรือแม้แต่ของประเทศ หนึ่งๆ ก็ตาม ที่เป็นการถาวรและรับผิดชอบกันจริง ๆ ดังนั้น เราจึงไม่รู้จะไปโทษใครที่ไหน เพราะทุกคนล้วนแต่มีข้อแก้ ตัวด้วยกันทั้งนั้น ในการที่จะต้องรับผิดชอบอะไร ๆ แม้ที่อยู่ ในความรับผิดชอบของตนจริง ๆ ต่างคนจึงต่างปฏิบัติงานไป โดยไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นเหตุให้ไม่มีใครอยากจะเป็นคนดี

น.194 แล้วยังก่อให้เกิดความนิยมเป็นคนเอาแต่ได้กันยิ่งขึ้นทุกที สังคมโลกจึงกลายเป็นสังคมที่เอาแต่ได้กันไปทั้งหมดทั่วทุกหัว ระแหง แล้วในที่สุดก็ต้องรับบาปร่วมกัน ไม่มีใครปลีกตัว ออกไปได้ ในข้อที่จะไม่ต้องรับความลำบากร่วมกันแม้ว่าผู้นั้น หรือฝ่ายนั้น จะเป็นฝ่ายที่กอบโกยเอาไว้ได้มากที่สุด ใน ผลประโยชน์ต่าง ๆ ของสังคม เดี๋ยวนี้สิ่งที่น่าสงสารที่สุด ก็คือการที่มนุษย์ร่ำรวย ด้วยแผนการณ์และโครงการณ์ แต่ยิ่งขาดคนดีที่จะประพฤติ ปฏิบัติงานนั้น ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปยิ่งขึ้นทุกที ๆ เราจะ ต้องรอคอยไปจนกว่าเมื่อไร ธ ร ร ม จะกลับมาสู่ความนิยม ของสังคมมนุษย์อีกเท่านั้นเอง สำหรับปัญหาที่ว่า บัดนี้เรามีการสังคมกันด้วยจิต วิทยามากเกินไป โดยไม่อาศัยธรรมนั้นหมายความว่า เรา กำลังนิยมวิชาจิตวิทยา ชนิดที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป คราวหนึ่ง ๆ มากยิ่งขึ้นทุกที เพื่อให้ทันกันกับความต้องการ อันร้อนรนของคนเราในสมัยนี้ โดยที่ลืมไปว่าจิตวิทยาชนิด นี้ เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการของกิเลสตัณหา

น.195 ไม่ใช่เกิดมาจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยบริสุทธิ์ เมื่อโลก ถูกกิเลสตัณหาครอบงำมากขึ้น ๆ โดยนัยหรือโดยลักษณะ ดังที่กล่าวแล้วคนก็ต้องการจิตวิทยาชนิดนี้กันมากขึ้น มีการ ค้นคว้าการเรียนการสอนกันมากขึ้น และกำลังเร่งรีบให้มัน มากขึ้นอย่างไม่มีขีดสุด โดยหวังว่าถ้าใครใช้จิตวิทยาเก่ง คน นั้นก็จักได้เปรียบผู้อื่น หรือปฏิบัติหน้าที่ของตนสำเร็จ แต่ ส่วนที่มันจะไปเกิดความเสียหายขึ้นแก่ใครอีกทางหนึ่งนั้น ไม่ ต้องรับผิดชอบ เพราะทุกคนมัวเมาแต่ในเรื่องเอาแต่ได้ เข้าว่า หรือขอให้ได้ไปที่ก่อนก็แล้วกันด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น การคบหาสมาคมของคนเหล่านั้น ซึ่งมีต่อ กันและกัน ก็คือการหลอกลวงซึ่งกันและกันชนิดหนึ่งนั่นเอง ไม่มีส่วนใดเป็นธรรมหรือเจือด้วยธรรม มีแต่เรื่องของกิเลส ตัณหาไปทั้งหมด นี่แหละคือผลของการที่คบกัน อยู่ด้วยกัน หรือเข้า กันได้ โดยอำนาจของจิตวิทยา แต่ไม่ประกอบด้วยธรรมเสีย เลย ถ้าเปรียบเทียบกันดูกับความหลอกลวงของภูตผีปีศาจ แล้ว ความหลอกลวงของมนุษย์ด้วยกันในลักษณะที่กล่าวนี้

น.196 น่ากลัวกว่าเป็นไหนๆ แต่เราก็ยังหลงบูชาจิตวิทยาชนิดนี้ อยู่นั่นเอง เพราะเรากำลังตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาอย่าง ไม่มีสร่าง มนุษย์จึงมีความพิการในทางสังคม คือมีชีวิตอยู่ ด้วยกันในท่ามกลางแห่งความหลอกลวงทางจิตวิทยา โดยที่ ไม่หันหน้าเข้าหาธรรม หรือพึ่งธรรมเลย แม้ว่าจะมองให้แคบเข้ามาถึงกรณีของความรักเป็น ส่วนตัวบุคคล ที่จะพึงมีต่อกันและกัน มันก็ยังมีลักษณะที่ คล้ายกัน คือมีการใช้จิตวิทยาเป็นเครื่องมือเสาะหาความรัก แทนที่จะใช้ธรรมเป็นเครื่องมือเสาะหาความรัก ดังนั้นมัน จึงมีอาการเหมือนกับการใช้เวทมนต์คาถาไปเสียทั้งหมด คือ การหลอกลวงกันเล่นชั่วคราวเท่านั้นเอง จิตใจของมนุษย์ จึงได้ระส่ำระสายรวนเรไม่มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอน ที่จะ ทำความอุ่นใจหรือแน่ใจแก่ตัวเองได้ กำลังหวังพึ่งแต่สิ่งที่ เป็นเพียงมายาไปเสียทั้งนั้นเป็นจิตใจที่เลื่อนลอย เป็นความ หวังที่เลื่อนลอย ไม่มีใครเป็นที่พึ่งแก่ใครอย่างแท้จริงได้ เพราะอำนาจที่ได้ใช้จิตวิทยาชนิดนั้นมากเกินไป จนกระทั่ง กลายเป็นยาเสพติดไปเสียแล้ว

น.197 ขอให้กลับตัวกันเสียใหม่ มีความรู้สึกกันเสีย ใหม่ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติว่าเราสมาคมกัน รักใคร่กัน หรือเข้ากันได้ ด้วยธรรมดีกว่าด้วยจิตวิทยา แม้ ว่าธรรมในบางแง่จะเป็นจิตวิทยาอยู่ในตัวมันเอง แต่ก็เป็นจิต วิทยาอีกประเภทหนึ่ง คือเป็นจิตวิทยาที่ไม่อิงอาศัยกิเลส ตัณหา แต่อิงธรรม มุ่งที่จะให้มากกว่ามุ่งที่จะรับ มุ่งที่จะ สละให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น มากกว่าที่จะกอบโกยเอามาเป็น ประโยชน์ของตัว มันแตกต่างอย่างตรงกันข้ามกันไปเสีย ทั้งนั้น ดังนั้นเราควรจะถือหลักว่า สังคมกันด้วยธรรม ดีกว่า สังคมกันด้วยจิตวิทยา ส่วนปัญหาที่ว่าบัดนี้เรานำหมู่คณะไปด้วยจิตวิทยา มากเกินไปกว่าที่จะนำกันไปด้วยธรรมนั้น ก็มีความหมาย คล้าย ๆ กันกับความหมายของปัญหาที่กล่าวแล้วข้างต้น การ อยู่กันเป็นหมู่มาก ก็ย่อมมีผู้นำหมู่ซึ่งเป็นธรรมดาของธรรม ชาติ การเป็นผู้นำของหมู่นั้นมีทางมาได้เป็นสองสถานคือถูก สมมติหรือถูกรับเลือกขึ้นมาด้วยความสมัครใจของคนทั้งปวง นี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็ใช้อำนาจบังคับเอา ให้ยอมรับ เอาเป็นหัวหน้าหมู่และกำลังมีอยู่ในโลกนี้ด้วยกันทั้งสองอย่าง

น.198 และทั้งสองพวกนั้นก็ได้ใช้จิตวิทยากันมากเกินไป ไม่อิงอาศัย ธรรมและแทบจะไม่รู้จักธรรมเอาเสียเลย เพราะอำนาจความ เพลิดเพลินหรือมัวเมาในประโยชน์ที่จะพึงได้ จากการเป็นหัว- หน้าหมู่ การนำหมู่นำคณะของโลกปัจจุบัน จึงคล้ายกับเป็น การหลอกลวงอีกชนิดหนึ่ง ของบุคคลผู้หวังจะได้ประโยชน์ อะไร จากการเป็นหัวหน้าทีมหรือหัวหน้าหมู่นั่นเอง ไม่ เหมือนกับการที่พ่อ แม่นำ ลูกนำหลาน หรือพระ ศาสดานำหมู่ สาวก ซึ่งเป็นการกระทำด้วยอำนาจความรู้สึกเมตตากรุณาที่ บริสุทธิ์ หรือเป็นไปตามทางธรรม ไม่ใช่เป็นการพร้อม เพรียงกันประกอบกิจการงานสักอย่างหนึ่ง เพื่อดึงดูดเอา ประโยชน์ของพวกอื่นหรือฝ่ายอื่นมาเป็นของตัว ซึ่งไม่มีทาง ที่จะประกอบไปด้วยธรรมได้แต่อย่างใด ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ เป็นเรื่องของกิเลสตัณหามากเกินไป เราจักเว้นเสียไม่ต้อง พิจารณากันก็ได้ ทีนี้เราลองมาพิจารณากันดูถึงการนำหมู่ ที่ตั้งใจ กระทำด้วยเจตนาดี เราก็ยังเห็นว่า ยังมีทางที่จะเผลอตัว ไปหลงพึ่งอำนาจของจิตวิทยา มากกว่าที่จะอาศัยบารมีของ

น.199 ธรรมอยู่มากเหมือนกัน ดังนั้นเราจะต้องไม่ประมาทหรือต้อง ระมัดระวังให้มากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ที่จะไม่ให้ตกไปเป็นเหยื่อ ของจิตวิทยา ซึ่งเปิดโอกาสให้แก่กิเลสตัณหาพร้อมอยู่เสมอ ยากที่จะระวังได้ แต่ถึงอย่างไรก็ดี มิใช่ว่าเราจะไม่อาศัยจิตวิทยาเสีย เลย หากแต่ว่าต้องอาศัยจิตวิทยาที่เป็นธรรม ที่อิงธรรม มี รากฐานอยู่ที่ธรรม ซึ่งที่แท้หาควรจะเรียกว่าจิตวิทยาไม่ ใน เมื่อนำมาเทียบกันกับความหมายของคำว่า จิตวิทยา แห่งยุคนี้ ซึ่งเหมาะสมที่จะเติมคำว่า มิจฉา เข้าข้างหน้า ให้กลายเป็น มิจฉาจิตวิทยาไปดูจะเหมาะกว่า เพราะเพ่งเล็งแต่ประโยชน์ ทางวัตถุ เป็นอานิสงส์ไปเสียทั้งนั้น ถ้าจะจัดจิตวิทยาชนิดนี้ ว่าเป็นสติปัญญา ก็เป็นสติปัญญาชนิดที่เรียกในภาษาบาลีว่า เ ฉ โ ก มากกว่าที่จะเรียกว่า ญ า ณ หรือว่า ปั ญ ญ า หรือ เป็นสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์และถูกต้อง ที่เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ ได้จริง ๆ ไม่หลอกลวง ดังนั้นเราควรจะถือเป็นหลักกันเสียใหม่ว่า นำหมู่ คณะไปด้วยธรรม ดีกว่านำไปด้วยจิตวิทยา โดยทำนองเดียว

น.200 กันกับเรื่องที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และไม่ควรทำโลกนี้ให้ กลายเป็นโลกของจิตวิทยา แต่จงช่วยกันทำให้เป็นโลกของ ธรรมที่บริสุทธิ์เสียก่อน แล้วจิตวิทยาก็จะเข้ามารับใช้เป็นบ่าว ที่ซื่อสัตย์ได้เองในภายหลัง เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ควรจะจับใจความให้ได้ว่า สังคมของเราไม่มีคนดีปฏิบัติงานตามแผนการที่วางไว้ก็ดี เราคบกันและจูงนำกันด้วยจิตวิทยามากเกินไปก็ดี ล้วนแต่ เป็นโทษที่เกิดมาจากการขาดธรรม ไม่สนใจในธรรมเพราะไป หลงผลที่ได้สด ๆ ร้อน ๆ จากอำนาจของจิตวิทยานั่นเอง ไม่ ยึดเอาสิ่งที่แท้จริงและถาวรเป็นที่พึ่ง แต่ไปยึดเอาสิ่งที่กิเลส- ตัณหา ใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาเป็นที่พึ่ง และได้แก่จิตวิทยาชนิดที่กิเลสตัณหาลูบคลำมาแทนที่ของจิต- วิทยาที่เกิดมาจากสติปัญญาอันบริสุทธิ์ ดังนั้นเราจึงตกเป็น สมุนของกิเลสตัณหา เป็นสังคมที่มีกิเลสตัณหาเป็นผู้ปกครอง และมีแต่จะใช้จิตวิทยาเป็นอุบายสำหรับการปกครองแต่อย่าง เดียวเท่านั้น

น.201 จึงถือว่าเป็นสังคมที่พิการแล้วในทางจิตใจโดย สมบูรณ์ ในเมื่อกล่าวโดยการถือเอาธรรมะเป็นหลัก เท่าที่ พุทธบริษัทเราจะยอมรับได้ เราควรจะรีบช่วยกันทำการ ปฏิวัติในข้อนี้ ให้สังคมนี้กลายเป็นสังคมที่มี ธ ร ร ม ปกครอง หรือมี ธ ร ร ม เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเสียโดยเร็วเถิด ธรรมะจะ แก้ปัญหาทางสังคมแห่งยุคปัจจุบันได้โดยแน่นอน.

น.202 ๑๖ ธรรม คืออะไร? — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มารวมกันทั้งหมด จน กระทั่งถึงวันนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ธรรม กับ คน พร้อมกับเหตุผลว่า ทำไมคนจึงต้องศึกษาและปฏิบัติ ธรรม และมีผลเป็นการถึง ธรรม ในที่สุด นับว่าเป็นการ เพียงพอแล้ว สำหรับปัญหาที่ว่า ทำไมคนจึงต้องถึงธรรม

น.203 การบรรยายในครั้งที่ ๑๖ นี้ จะได้เริ่มวินิจฉัย กันว่า จะถึงธรรมได้อย่างไร ? จะได้ไม่เป็นการเพียงแต่กล่าว ทางหลักวิชาอย่างเดียวว่า ทำไมจึงต้องถึงธรรม ซึ่งนับว่า ยังไม่สำเร็จประโยชน์อะไรนัก สำหรับการที่จะอธิบายให้ทราบว่าถึง ธรรม ได้อย่าง ไรนั้น ควรจะได้แยกเป็นหัวข้อย่อยลงไปอีกเป็น ๓ หัวข้อว่า ธรรม คืออะไร ? อะไรเป็นผู้ถึงธรรม ? และ ถึงโดยวิธีอย่างไร ? จึงจะเป็นการง่ายแก่การเข้าใจ และสำหรับในครั้งนี้ จะได้กล่าวกันในหัวข้อที่ว่า ธรรมคืออะไร ? แต่เพียงข้อ เดียวก่อน เมื่อถามขึ้นว่า ธรรม คืออะไร ? ขอให้ทุกคนเข้าใจ ว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาที่กว้างขวางโดยขอบเขตและลึกซึ้งโดย ความหมาย ไม่อาจจะบรรยายโดยละเอียดได้ชั่วเวลาเล็กน้อย แต่มีทางที่จะทำได้โดยวินิจฉัยกันเท่าที่เห็นว่า เป็นการสมควร แก่กรณีนี้ และข้อแรกที่จะวินิจฉัยกันก็คือคำว่า "ธรรม" ใน

น.204 ภาษาชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะพุทธบริษัทชาวไทยเรา ดัง ที่ได้กล่าวมาแล้วบ่อย ๆ ว่า วัฒนธรรมของชาวไทยเรา มี รากฐานอยู่ที่พุทธศาสนา ดังนั้น คำว่า "ธรรม" จึงเป็นคำ ที่คุ้นเคยกับประชาชนแม้แต่ที่เป็นชาวไร่ชาวนาก็ยังรู้จักพูดจา ด้วยคำ ๆ นี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมที่มีความหมายลึก ซึ้ง ก็คือวลีที่พูดกันติดปากว่า แล้วแต่พระธรรมจะสร้างมา หรือวลีที่ว่า เป็นเรื่องของรูปธรรม นามธรรม จะเลือกเอาตามใจ ชอบใจไม่ได้ ดังนี้เป็นตัวอย่าง ผู้กล่าวจะเข้าใจความหมายอย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ หรือไม่นั้นเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง จักไม่วินิจฉัยกันในที่นี้ แต่จะขอย้ำหรือขอชี้ในที่ว่า คำกล่าวนั้นเป็นการกล่าวถึง ธรรมในขั้นลึกซึ้ง หรือระดับสูงสุดของหลักธรรมในพระพุทธ ศาสนา ถ้าชาวต่างชาติหรือต่างศาสนาที่รู้พุทธศาสนาดี มาได้ ยินคำ ๆ นี้เข้าย่อมจะถึงกับสะดุ้งใน ข้อที่ว่าชาวไร่ชาวนาก็ยัง รู้จักหลักพระพุทธศาสนาถึงเพียงนี้ ดังนั้นถ้าพวกเรารู้หลัก พระพุทธศาสนากันถึงขนาดนี้จริง คือไม่รู้แต่ปาก หรือพูดได้

น.205 ตามธรรมเนียมแล้ว ก็นับว่าเป็นการเพียงพอทีเดียวสำหรับ การลุถึงธรรม โดยขนาดที่จะทำให้ไม่เป็นทุกข์ได้ คำว่า "ธรรม" ในภาษาชาวบ้านในความหมายอย่าง นี้นั้น หมายถึงสิ่งสูงสุดหรือมีอำนาจเด็ดขาด หรือครอบงำ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งสัตว์ทั้งหลายจักต้องเชื่อฟังด้วยการ ยอมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เป็นไปตามทางของธรรม หรือเป็น การประพฤติธรรมนั่นเอง ส่วนคำว่า "ธรรม" ในความ หมายอย่างอื่นนอกจากนี้เป็นเพียงความหมายปลีกย่อยทั่วไป ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันทีหลัง และทั้งไม่เป็นคำที่แสดงถึงความ ลึกซึ้งของวัฒนธรรมของพุทธบริษัทกี่มากน้อย ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "ธรรม" โดยภาษาบาลี ได้แก่คำ ว่าธรรมะ หรือคำว่า "ธรฺม" ในภาษาสันสกฤตก็ตาม ซึ่ง เป็นรกรากต้นตอของคำว่า "ธรรม" ในภาษาไทย ซึ่งถ้าผู้ใด เข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้ดีแล้ว ก็นับว่าเป็นการเข้าใจ ความหมายของคำว่า "ธรรม" โดยสิ้นเชิง แม้ว่าคำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลีจะมีความหมายกว้างขวางแทบจะกล่าว ได้ว่าไม่มีขอบเขต และจะต้องทำความเข้าใจกันมากหน่อยก็

น.206 ตาม ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรจะทนทำ และก็เมื่อไหน ๆ ได้พยายามอธิบายถึงประโยชน์ ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม มามากมายหลายเวลาแล้ว ก็ควรจะอดทนทำความเข้าใจกันในความหมายของคำว่า "ธรรม" กันอย่างเพียงพออีกครั้งหนึ่ง จักไม่เป็นการเสียหลาย แต่จักมีประโยชน์แก่การเข้าใจเรื่องอันเกี่ยวกับธรรม ในกาลข้างหน้าอย่างดีที่สุดอีกด้วย ถ้าจะ กล่าวโดยสรุป ที่สุดตาม วิธีกล่าว ของภาษาบาลี ธรรม คำนี้ย่อมถูกพิจารณาแยกออกเป็นสองส่วน หรือสองทาง คือโดยตัวพยัญชนะทางหนึ่ง และโดยอรรถะอีกทางหนึ่ง คำว่า "โดยพยัญชนะ" นั้น หมายถึงโดยตัวหนังสือ โดยตัวหนังสือ คำว่า "ธรรม" แปลว่าทรงไว้ มีรากของคำว่า ธระ แปลว่า ทรง ดังนั้นคำว่า "ธรรม" จึงแปลว่า ทรงไว้ หรือภาวะที่ทรงอยู่ได้ หรือสิ่งที่มีความทรงตัวอยู่ได้หรือสิ่งซึ่งทรงอื่น ๆ ไว้ ซึ่งอะไร ๆ ก็ล้วนแต่มีความหมายว่า "ทรง" ไปทั้งนั้น เมื่อ "ธรรม" คำนี้ถูกแปลเป็นภาษาลาติน ซึ่งเป็นภาษาโบราณทัดเทียมกัน คำว่า "ธรรม" ก็แปลว่า Forma ซึ่งมี Root ของศัพท์ว่า "ทรง" อย่างเดียว

น.207 กันอีก ซึ่งมาอยู่ในรูปของภาษาอังกฤษว่า Form และขอให้คำนิยามแก่คำว่า Forma นั้นว่า สิ่งซึ่งทรงไว้ซึ่งสิ่งอันทำให้เกิดสภาวะหรือสถานะ แก่ส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีการจัดไว้เป็นระเบียบ อันก่อรูปให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่มันปรากฏอยู่อย่างไร ? เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเห็นได้ว่าคำนิยามนี้เป็นคำนิยามที่ถูกต้องใช้ได้ทั้งแก่คำว่า Forma ในภาษาลาติน และคำว่า “ธรรม" ในภาษาบาลี ถือเป็นหลักเกณฑ์ ที่ตรงกันในชั้นแรกได้ว่า เมื่อกล่าวโดยตัวหนังสือนั้น คำว่า "ธรรม" หมายถึงอะไร ? ซึ่งอาจจะกล่าวได้ทันทีว่า คำว่า "ธรรม" หมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นสิ่งใด ทั้งที่มนุษย์ได้รู้จักแล้วและทั้งที่มนุษย์ยังมิได้รู้จัก คือทั้งที่ได้ปรากฏแล้ว และที่ยังมิได้ปรากฏ ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกไหน ไม่ว่าในยุคนี้หรือในยุคไหน คือหมายถึงทุกสิ่งโดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่นั่นเอง ซึ่งเราจะได้วินิจฉัยแยกแยะกันทีหลัง นี่คือคำว่า "ธรรม" โดยตัวพยัญชนะ สำหรับคำว่า "ธรรม" โดยอรรถะ คือโดยความหมายนั้นย่อมแคบเข้ามา กล่าวคือมีความหมายเพียงเฉพาะ

น.208 เรื่องเฉพาะกรณี ตามที่มุ่งหมายจะกล่าวหรือหมายถึงในกรณี นั้น ๆ เช่นในบางกรณีก็หมายถึงพระธรรมคำสอน ในบาง กรณีก็หมายถึงความถูกต้องหรือความยุติธรรมในบางกรณีก็ หมายถึงกฎของความจริงดังนี้เป็นต้น ซึ่งก็มีมากมายหลาย ความหมาย จนยากที่จะประมวลมาให้หมดได้อีกเหมือนกัน แต่พึงจับใจความให้ได้ในที่นี้ว่า เมื่อกล่าวโดยอรรถะหรือ โดยความหมายนั้น ย่อมจำกัดอยู่ในวงแคบกว่าเมื่อกล่าวโดย พยัญชนะ หรือโดยตัวหนังสือเสมอไป เพราะโดยอรรถะนั้น ย่อมระบุเจาะจงลงเฉพาะเอาแต่ส่วนที่ประสงค์จะกล่าว ถ้าผู้ใดมีความเข้าใจในข้อเท็จจริงข้อนี้ดี ผู้นั้นจะไม่ รู้สึกฉงน หรือสับสนในความหมายของคำว่า "ธรรม" โดย ที่ไม่รู้จักแบ่งออกเป็นโดยพยัญชนะ หรือโดยอรรถะนี่เอง ทำให้เวียนหัวไปหมด จนไม่รู้ว่า "ตัวธรรม" ที่ควรต้องการ นั้นอยู่ที่ตรงไหน ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "ธรรมโดยประยุกต์" คือคำว่า "ธรรม" ตามที่ได้ใช้กันอยู่จริงอย่างไร หรือควรจะนำไปใช้ อย่างไร กระทั่งถึงว่า ควรจะแยกเอาไปปฏิบัติอย่างไรด้วย

น.209 ทางที่ดีที่สุดสำหรับการประยุกต์ในที่นี้ ก็คือการรวมใจความ ของคำว่า "ธรรม" ทั้งโดยอรรถะและโดยพยัญชนะเข้าด้วย กัน หรือทำให้ลงรอยคือเข้ากันได้แม้ว่าจะใช้คำว่า "ธรรม" นั้นในความหมายอย่างไร ก็ให้รู้ความหมายของคำ "ธรรม" ในกรณีนั้น ๆ เป็นอย่างดี แล้วนำมาใช้ให้สำเร็จประโยชน์ จริง ๆ ในกรณีที่ตนต้องประสงค์ซึ่งในที่นี้จะชี้ได้ให้เห็นความ หมายพร้อม ๆ กันไป ทั้งโดยพยัญชนะโดยอรรถะและโดย ประยุกต์ ซึ่งเป็นการประหยัดเวลา ความหมายของคำว่า "ธรรม" ในที่นี้จักแบ่งออก เป็นหมวดสักสี่หมวด หรือว่าจักเรียกว่าสงเคราะห์ให้เหลือ เพียงสี่หมวดก็ตาม ซึ่งก็เป็นการเพียงพอแล้วในกรณีของเรา ซึ่งจะทำความเข้าใจกัน ในเรื่องการถึงธรรม ความหมายของคำว่า ธรรมหมวดที่หนึ่งก็คือความ หมายที่บ่งไปทางรูปศัพท์ หรือรากของธรรม คือคำว่า ทรง ไว้ หรือ สภาพที่ทรงตัวเองไว้ นั่นเอง ความหมายเหล่านี้ได้ แก่คำว่า รูป หรือแบบ หรือระเบียบ หรือสถานะ หรือ สิ่ง หรือปรากฏการณ์ของโลก หรือในโลกเป็นต้น

น.210 คำว่า รูป หรือ แบบ ย่อมเล็งถึงอาการที่สิ่งใดสิ่ง หนึ่งทรงตัวอยู่ หรือปรากฏตัวอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง แม้นี้ก็จัดว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงรูปหรือแบบ ล้วน ๆ คำว่า ระเบียบก็หมายความว่า เป็นไปอย่างเป็น ระเบียบตามกฎเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ความเป็นระเบียบ ก็เรียกว่าธรรมในลักษณะเช่นนี้ ส่วนคำว่า สถานะ หรือสภาวะเป็นต้นนั้น มีความ หมายที่หนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก คือหมายถึงการที่ตั้งอยู่อย่าง หนักแน่นอย่างเด่นชัด อย่างถาวรตลอดระยะกาลอันหนึ่ง สำหรับคำว่าปรากฏการณ์ของโลกนั้น หมายถึงสิ่งที่ ปรากฏอยู่เป็นระเบียบ เป็นไปอย่างเป็นระเบียบในอาทิตย์ จักรวาล หรือสากลจักรวาลก็ตาม ความเป็นอย่างนั้นก็เรียก ว่า "ธรรม" เหมือนกัน สำหรับคำว่า "สิ่ง" นั้น เป็นคำกลางที่กว้างที่สุด คำ ๆ นี้ในภาษาไทยเราใช้หมายได้ถึงสิ่งทุกสิ่ง ดังนั้นเมื่อ

น.211 ล่าวโดยอักษรศาสตร์แล้ว คำว่า "ธรรม" ในกรณีนี้ ตรง กับคำว่า "สิ่ง" ในภาษาไทยอย่างเต็มที่ ไม่มีคำอื่นดีไปกว่า สำหรับศัพท์ทางธรรมหรือทางศาสนาโดยเฉพาะนั้น คำว่า รูปก็ดี นามก็ดี สังขตะ และ อสังขตะก็ดี สุข ทุกข์ สวรรค์ นรก บุญ บาป เป็นต้นก็ดี ล้วนแต่รวมอยู่ในความหมาย ของคำว่าธรรมในหมวดนี้ เพราะไม่มีอะไรที่จะอยู่นอกเหนือ ไปจากความหมายของคำว่าธรรมในลักษณะอย่างนี้ ดังนั้นจึงอยากจะกล่าวเพื่อเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้ เห็นง่ายๆ ว่า นับตั้งแต่สิ่งที่ไม่มีค่าที่สุด เช่นฝุ่นสักอนุ- ภาคหนึ่งขึ้นไปตามลำดับจนถึงสิ่งที่มีค่าสูงสุด และเป็นเรื่อง ทางจิตทางใจคือนิพพาน ก็ล้วนแต่รวมอยู่ในคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว ถ้ามีภาวะเป็นรูปก็เรียกว่า รูปธรรม ถ้าไม่มี รูปก็เรียกว่านามธรรม ถ้ามีสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขตธรรม ถ้าไม่มีอะไรปรุงแต่งก็เรียกว่า อสัง- ขตธรรม ถ้าสมมติบัญญัติว่าเป็นฝ่ายดี ก็เรียกว่ากุศลธรรม

น.212 ถ้าเป็นฝ่ายที่บัญญัติว่าไม่ดี ก็เรียกว่าอกุศลธรรม ถ้าไม่อาจ จะบัญญัติได้ว่าดี หรือไม่ดีโดยเหตุใดก็ตาม เรียกว่า อัพยากต- ธรรม ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ไม่ว่ามันจะอยู่ในลักษณะไหน มีรูปร่างอาการสัณฐานอย่างใด ก็ล้วนแต่เรียกว่า "ธรรม" ไปทั้งหมด นี้เป็นความหมายหมวดที่หนึ่งของคำว่าธรรมที่มีหลัก เกณฑ์ว่า คำว่า "ธรรม" หมายถึงปรากฏการณ์ในโลกทุก อย่าง ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ทีนี้ก็มาถึงความหมายของคำว่า "ธรรม" หมวดที่ สองหรือกลุ่มที่สอง หมวดนี้เล็งถึงคำสั่งสอน โอวาท กฎ บัญญัติระเบียบต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นหรือบัญญัติขึ้น หรือเปิดเผย ขึ้นโดยพระศาสดา หรือโดยผู้มีหน้าที่ทำเช่นนั้น สรุปรวม อยู่ที่คำ ๆ เดียวว่า "คำสั่งสอน" หรือเรียกโดยบาลีว่า "ธรรม วินัย" แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแบ่งออกได้เป็นสองฝ่าย ตามที่ เราจะเรียกกันโดยภาษาไทยเราว่า คำสั่ง และคำสอน หาก

น.213 แต่ว่ามีความหมายลึกซึ้งและเฉพาะอยู่บ้าง กล่าวคือคำสั่ง หมายถึงวินัยที่พระศาสดานั้น ๆ ได้บัญญัติขึ้น จึงจะมีขึ้นมา และท่านอาจจะสั่งเพิกถอนได้ หรือถ้าหากท่านไม่ได้บัญญัติ ขึ้น ก็มีผลเท่ากับไม่มีคือไม่ต้องประพฤติตาม ทั้งหมดนี้เรียก ว่า "คำสั่ง" หรือสิ่งที่บัญญัติขึ้น ส่วนคำว่า "คำสอน" นั้น เรามุ่งหมายจะให้ตรงกับคำว่า " ธรรม" อีกความหมายหนึ่ง ข้อนี้หมายความว่า แม้พระศาสดาก็ไม่อาจจะบัญญัติธรรมใน ส่วนนี้ เป็นแต่เป็นผู้เปิดเผยข้อเร้นลับอันนี้ตามที่มีอยู่จริง ตามธรรมชาติ เป็นกฎอันตายตัวของธรรมชาติ ท่านเองก็ บังคับมันไม่ได้ แต่งตั้งมันไม่ได้ เพิกถอนมันไม่ได้ จึงได้ แต่เป็นผู้เปิดเผยหรือผู้แสดง ไม่ใช่เป็นผู้บัญญัติดังเช่นที่ กระทำแก่วินัย ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่า วินัย กับ ธรรม ที่มาเป็นคู่กันอย่างนี้ เป็นของที่แตกต่างกันเป็น คนละอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ทั้งธรรมและทั้งวินัยล้วนแต่เป็นธรรมด้วย

น.214 กันทั้งนั้น คือวินัยก็เป็นธรรม ธรรมก็เป็นธรรม ในความ หมายของคำว่าโอวาท หรืออนุศาสน์ ผิดกันแต่ลักษณะที่ว่า วินัยเป็นธรรมที่บัญญัติขึ้น ส่วนธรรมเป็นธรรมที่ทรงเปิด เผยออกมา และธรรมในความหมายเช่นนี้ เดี๋ยวนี้เรานิยม เรียกกันว่า ศาสนา และคำอื่น ๆ ที่คล้ายกันอีกหลายคำ ไม่ นิยมเรียกด้วยคำว่า ธรรม เหมือนในสมัยพุทธกาล ซึ่งใช้ พูดกันอยู่เป็นภาษาพื้นบ้าน ทั้งหมดนี้เป็นความหมายของคำว่าธรรมหมวดที่สอง หรือกลุ่มที่สอง ความหมายของคำว่าธรรมหมวดที่สาม มีความหมาย ส่วนใหญ่เล็งไปยังความจริงหรือความถูกต้อง ซึ่งมีคำแปล ต่าง ๆ กัน เช่นคำว่าความดี ความเป็นธรรม ความยุติ- ธรรม ความถูกต้อง อุดมคติ หน้าที่บริสุทธิ์ สัมมาปฏิบัติ กุศลธรรมและคำอื่น ๆ อีกมาก ที่มีความหมายทำนองเดียว กัน และความหมายทุกความหมายนั้น รวมเรียกว่า ธรรม

น.215 ทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่คำว่า "หน้าที่" ก็พึงทราบว่า โดยหลักทั่ว ไปในสมัยพุทธกาลนั้น ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดย ตรงและโดยถูกต้อง ไม่ว่าเขาจะมีหน้าที่อย่างไร เรียกว่าเป็น การประพฤติธรรมทั้งนั้น และถึงกับบัญญัติว่า แม้ที่สุดแต่ การทำหน้าที่สามีภรรยา หรือหน้าที่ของเพศหญิงเพศชาย ที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมแล้ว เรียกว่า เป็นการประพฤติธรรมอยู่ในตัวทั้งนั้น ความหมายโดยส่วน ใหญ่นั้นเล็งถึงความเป็นธรรม หรือเนื่องอยู่กับธรรม หรือ เป็นไปตามธรรม และหมายถึงส่วนดี หรือส่วนที่ตรงกับ ความต้องการของมนุษย์อย่างเดียว ไม่รวมไปถึงความผิด ความชั่ว ความทุกข์เป็นต้น ไม่เหมือนกับความหมายของคำ ว่าธรรมในหมวดที่หนึ่ง เมื่อกล่าวโดยสรุปก็หมายถึงการกระทำดี หมายถึง อุดมคติและหน้าที่ที่จะต้องทำเช่นนั้น และถือว่านิพพานเป็น บรมธรรมของธรรมส่วนนี้ ได้มีผู้ประยุกต์ความหมายของ

น.216 คำว่า "ธรรม" ขึ้นมาใช้ในปัจจุบันนี้อย่างเหมาะสมที่สุด จนเป็นที่ยอมรับกันทั่ว ๆ ไปในวงของนักจริยธรรม และ นัก ศาสนาของโลกแห่งยุคปัจจุบัน บทนิยามของคำว่า " ธรรม " ที่กล่าวนั้นมีว่า " ธรรม คือระบอบของการปฏิบัติที่เหมาะ สำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนโดยเฉพาะ แห่งวิวัฒนาการ ของ เขา" ซึ่งทำให้เราเห็นได้ว่าความหมายของคำว่า "ธรรม" ในหมวดนี้ มุ่งหมายตรงไปยังการปฏิบัติ ซึ่งย่อมรวมทั้ง ความรู้ ความคิด เจตนา และอุดมคติอยู่ในตัว ที่ตรงตาม ที่มนุษย์เราควรจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อความเจริญก้าวหน้า ของเขา ทั้งในทางกายและทางใจอย่างถูกต้องไปทุกขั้นทุก ตอน ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้วก็จะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรดี หรือสำคัญไปกว่านี้จริง ๆ เราควรจะสนใจในคำว่า "ธรรม" โดยความหมายหมวดนี้ หรือโดยบทนิยามนี้กันให้มากเป็น พิเศษ และเป็นความหมายที่เราประสงค์โดยเฉพาะ ใน

น.217 รณีของการถึงธรรม ในหัวข้อที่ว่า "คนถึงธรรม - ธรรม ถึงคน" ยิ่งกว่าความหมายกลุ่มอื่นหรืออย่างอื่นทั้งหมด นี้เป็นความหมายของคำว่า ธรรม กลุ่มที่สาม ส่วนความหมายของคำว่า ธรรม กลุ่มที่สี่นั้น จักได้ กล่าวในโอกาสต่อไป เพราะว่าเวลาได้สิ้นสุดลงเสียแล้ว

น.218 ๑๗ ธรรมคืออะไร? ในฐานะเป็นเหตุหรือพระเป็นเจ้า ———————————————————————— ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายในวันนี้ มีข้อความต่อจากการบรรยาย ในครั้งที่แล้วมา ซึ่งได้กล่าวถึงความหมายของคำว่าธรรม กลุ่มที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ส่วนในวันนี้จะได้กล่าวถึงความ หมายของคำว่า ธรรมกลุ่มที่สี่ ความหมายของคำว่าธรรม กลุ่มที่สี่ มุ่งไปยังความหมายของคำว่าเหตุ คำว่าธรรม แปล

น.219 ว่าเหตุ ในเมื่อมาคู่กันกับคำว่า อรรถ หรือ อรรถะซึ่งแปลว่า ผล เช่นคำว่า ธัมมัญญู ซึ่งแปลว่าผู้รู้เหตุ คำว่าเหตุ ใน ที่นี้ มีความหมายกว้าง คือรวมถึงสิ่งที่เป็นเหตุหรือสิ่งซึ่งทำ หน้าที่เหมือนเหตุซึ่งรวมทั้งที่เป็น ต้นเหตุและเป็นเพียงปัจจัย สนับสนุนในขั้นต่อมา รวมทั้งแบบฉบับหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดสิ่งต่าง ๆ แล้วบังคับสิ่งต่าง ๆ ให้เป็น ไปตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ ด้วย แม้ที่สุดแต่ความหมายของคำว่า กิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ หรือแม้ที่สุด แต่กฎแห่งกรรม ดังนั้นคำว่า ธรรม ในกรณีเช่นนี้จึงแปลได้หลายคำ เช่น แปลว่า เหตุ, กฎ, กฎหมาย, มาตรฐาน, สัจจะ, หรือสัจจธรรม เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งทุก ๆ คำเล็งเอาน้ำหนัก หรือความหมายที่ส่อไปในทางเป็นต้นเหตุของสิ่งทั้งปวง ดังนั้นคำว่าธรรมในกรณีนี้ จึงมีความหมายคล้าย กับคำว่าพระเจ้าหรือพระเป็นเจ้า หรือ God ของลัทธิศาสนา ที่มีพระเป็นเจ้า ไม่ว่าจะมองกันในแง่ของความเป็นต้นเหตุ หรือเป็นผู้สร้างก็ดี หรือในแง่ของความเป็นผู้ควบคุม เช่น กฎแห่งกรรมก็ดี ซึ่งควรจะวินิจฉัยกันให้เป็นที่เข้าใจ เพราะ

น.220 เป็นคำสำคัญ หรือเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกันทั้งแก่พวกเรา และแก่พวกอื่น ถ้าพุทธบริษัทถูกถามว่าในพระพุทธศาสนามีพระเป็น เจ้าไหม ? ก่อนที่จะตอบว่าอย่างไรออกไป จะต้องระมัด ระวังให้ดี ๆ เพราะคำว่า ธรรม ในกรณีเช่นที่ กำลังกล่าวนี้ ก็มีความหมายตรงกับคำว่าพระเป็นเจ้าหรือ God ตามที่มีอยู่ ในลัทธิอื่น ขอแต่ว่าให้เอาความหมายของคำว่าพระเป็นเจ้า นั้นให้ถูกต้อง อย่าให้เป็นเพียงพระเป็นเจ้าในทำนอง Mytho- logy คือมีพระเป็นเจ้าดังที่กล่าวไว้ในนิยาย กระทั่งอย่าให้ เป็นเจ้าชนิดที่เป็นบุคคล คือ Personal God หรือ Anthropo- morphic God อย่างที่เชื่อมั่นกันเกินไป ตามตัวหนังสือที่ กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพวกที่ถือศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า แต่ว่า ขอให้ถือเอา ความหมาย ของคำว่า พระเป็นเจ้า นั้น ให้ ถูกต้อง คือหมายถึงอำนาจของการทำหน้าที่ หรือการดลบันดาลสิ่ง ต่าง ๆ ให้เป็นไปในลักษณะใด ๆ ก็ได้โดยไม่ต้องจำกัดว่าเป็น ตัวบุคคล แต่จะเป็นเพียงอำนาจหรือพลัง หรือสิ่งลึกลับ อะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้ ขอแต่ให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ ที่เหลือวิสัย

น.221 ของมนุษย์ธรรมดาได้ก็แล้วกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้แบ่ง กันไว้เป็นสามหน้าที่ คือหน้าที่สร้างขึ้นมา หน้าที่ควบคุม สิ่งนั้น ๆ ให้เป็นไปตามกฎ และหน้าที่ยุบหรือทำลายสิ่ง นั้น ๆ ให้สูญไปเป็นคราว ๆ แล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่ และให้ เป็นไปตาม กฎเกณฑ์ เดียวกันอีก ซึ่งเป็นที่ รับรอง ต้องกันใน ทุก ๆ ศาสนาที่ถือพระเป็นเจ้า บางศาสนาได้ รวมหน้าที่ ทั้งสามนี้ไว้ใน พระเป็นเจ้า องค์เดียว ในบางศาสนาก็กล่าวแยกกันไว้เป็นสามองค์ตาม จำนวนของหน้าที่ หรือหลายองค์ออกไปในฐานะเป็นพระ- เป็นเจ้าผู้ช่วย ส่วนในฝ่ายศาสนาพุทธเรารวมไว้ในคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว ซึ่งมีความหมายว่าเป็นเหตุดังที่กล่าว มาแล้ว ดังนั้นพุทธบริษัทเราอาจจะตอบแก่เขาว่า ใน พระพุทธศาสนาก็มีพระเป็นเจ้าเหมือนกัน คือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่นเอง สามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ของพระเป็นเจ้า ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งอาจจะแยกให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งคือ :- ๑. พระเป็นเจ้าผู้สร้าง หรือ God the Creator ที่ สร้างโลกหรือสร้างสัตว์ขึ้นมา ในพุทธศาสนา เราหมายถึง

น.222 อวิชชา ตัณหา และกฎแห่งกรรม เพราะถือว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะอำนาจสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นไปตามกฎของปฏิจจของ สมุปบาทหรือตามกฎที่เรียกว่ายถาปัจจัยหรือยถาปัจจัยธรรม ซึ่งอาจจะสรุปเป็นใจความสั้น ๆ ได้ว่า เพราะอำนาจของ อวิชชา ที่ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ได้ปรุงแต่งสิ่งต่าง ๆ จนเกิด ความอยาก คือ ตัณหา แล้วก็มีการเคลื่อนไหว หรือการ กระทำที่เรียกว่ากรรมไปตามอำนาจของความอยากนั้น ๆ จึง ได้มีอะไรเกิดขึ้นและเป็นไปโดยสมควรแก่เหตุและปัจจัยนั้น ๆ สำเร็จเป็นกิริยาอาการที่เรียกว่าสร้างขึ้นมา แต่มรรยาทบังคับ ให้เรามีความยากลำบากที่จะกล่าวออกไปเช่นนี้ เพราะเป็น การกระทบกระเทือนน้ำใจของฝ่ายที่ถือว่า มีพระเป็นเจ้าที่ เป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดาหรือเป็นบุคคลประเสริฐ จนไม่ รู้ว่าจะกล่าวพรรนาลักษณะอย่างไรได้ แต่เมื่อถูกบังคับให้ กล่าวออกมา ก็ต้องกล่าวอย่างนี้ โดยไม่มีทางที่จะหลีก เลี่ยงได้ แล้วเราก็กล่าวว่าธรรมนั่นเองเป็นพระเป็นเจ้าผู้สร้าง เพราะสิ่งที่เรียกว่าอวิชชาหรือตัณหา หรือกฎแห่งกรรมก็ตาม ย่อมรวมลงได้ในคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว เมื่อกล่าวว่า

น.223 ธรรมเป็นผู้สร้างดังนี้ ก็ไม่กระทบกระเทือนใจกับฝ่ายตรง กันข้าม และเป็นทางออกที่ดีของพุทธบริษัท แต่ว่าโดยที่แท้แล้ว เราเกลียดผู้สร้าง ต้องการจะ ทำลายผู้สร้างให้หยุดสร้าง ไม่ยอมบูชาอ้อนวอนต่อผู้สร้าง เรื่องมันผิดกันอยู่ที่ตรงนี้ แต่ถึงดังนั้นก็ยังกล่าวได้ว่า เรา ได้ประพฤติหรือกระทำ หรือปฏิบัติต่อผู้สร้างอย่างถูกต้อง แล้ว คือเราถือเสมือนหนึ่งว่าการสร้างเราขึ้นมานั้น เป็น เหมือนกับการให้บทเรียนยาก ๆ หรือการสอบไล่ที่ยาก ๆ ให้ เราทำ เพื่อทดลองความสามารถของเรามากกว่า ดังนั้นเรา จะต้องสอบไล่ให้ได้ คือหยุดการสร้างนั้นเสียให้ได้ ก็จะเป็น ที่ถูกใจพระเป็นเจ้าคือธรรมของเราโดยไม่ต้องสงสัยเลย แม้นี้ก็เรียกว่าประพฤติต่อพระเป็นเจ้าอย่างดีที่สุด แล้ว และถือว่าตรงตามเจตนา หรือความประสงค์ของ พระเป็นเจ้าด้วย ซึ่งได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" เพียงอย่าง เดียว ไม่มีพระเป็นเจ้าอื่นเลย. ๒. พระเป็นเจ้าผู้ควบคุมและพิทักษ์รักษา หรือ God the Preserver หมายถึงอำนาจที่ควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้ เป็นไปอย่างมีระเบียบ และกระทำตอบแทนต่อสิ่งต่าง ๆ

น.224 อย่างตรงไปตรงมาอย่างเป็นระเบียบตายตัวที่สุด ซึ่งถ้ากล่าว ในรูปของบุคคลาธิษฐานก็กล่าวว่า พระเป็นเจ้าประดับประ- คองเลี้ยงดูสัตว์โลกไว้ไม่ให้ต้องตาย และลงโทษ หรือให้ รางวัลตามสมควรแก่กรณี แม้พระเป็นเจ้าในลักษณะเช่นนี้ ทางพุทธบริษัทเราก็ถือว่าได้แก่ สิ่งที่เรียกว่าธรรม อีก เหมือน กัน และหมายถึงกฎของกรรมโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงกฎของ อริยสัจจ์ และกฎอื่น ๆ ที่คล้ายกันอีกด้วย ซึ่งมีใจความ สำคัญว่า สัตว์ทั้งหลายต้องกระทำไปตามอำนาจของความ อยาก แล้วผลจะเกิดขึ้นโดยสมควรแก่การกระทำเสมอ บางอย่างก็สมมติหรือบัญญัติว่าเป็นฝ่ายดี บางอย่างก็เป็น ฝ่ายชั่ว จึงได้บัญญัติว่าเป็นความสุข หรือ ความทุกข์ตาม สมควรแก่กรณีนั้น ๆ หรือตาม ความรู้สึก ของมนุษย์ นั่นเอง ทำกรรมแล้วก็ต้องได้รับผลของกรรมตามสมควรแก่กันและกัน อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ แล้วต้องเป็นอยู่หรือเป็นไป ตามผลแห่งกรรมนั้น โดยไม่ต้องร้องอุทธรณ์หรือร้องขอใด ๆ ถ้าอยากจะไถ่ถอนกรรมชั่ว ก็จงทำกรรมดีให้มากให้ท่วมทับ

น.225 กรรมชั่วก็แล้วกัน สัตว์โลกต้องอยู่ใต้กฎแห่งกรรมและเป็น ไปตามกรรมในลักษณะอย่างนี้ ดังนั้นเราจึงถือเอาความหมาย ของพระเจ้า ผู้ควบคุม นี้ในลักษณะที่กล่าวได้ว่า ตรงกันกับกฎแห่งกรรม แต่อย่างไร เสียก็ย่อมรวมกิเลสอยู่ด้วยโดยปริยาย เพราะว่าถ้าไม่มี กิเลสแล้วก็หามีการกระทำกรรมได้ไม่ และสิ่งที่เรียกว่า กฎแห่งกรรมนี้ก็รวมอยู่ในคำสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า "ธรรม" ดังนั้นธรรมอีกนั่นเองจึงเป็นพระเป็นเจ้าผู้ควบคุม หรือ พิทักษ์รักษาโลก ๓. พระเป็นเจ้า ผู้ทำลายโลก God the Destroyer หมายถึงอำนาจหรือกฎเกณฑ์อะไรบางอย่าง ที่ทำให้โลกต้อง สูญสิ้นไปเป็นยุคเป็นคราว จนกว่าจะถึงยุคที่กลับมีขึ้นมา ใหม่ ซึ่งสำหรับพุทธบริษัทเราแล้ว ก็ยังคงหมายถึงกฎแห่ง กรรมหรือกฎแห่งยถาปัจจัยธรรม กล่าวคือ ข้อที่สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงจักต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยโดยเฉพาะ ของมันเองด้วย กันทั้งนั้น เมื่อเหตุปัจจัยปรุงแต่งไปในทางที่ให้เกิดมัน ก็เกิดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยปรุงแต่งไปในทางที่ให้ตั้งอยู่ได้ มัน ก็ตั้งอยู่ จนกระทั่งถึงเวลาที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งไปในทางให้

น.226 ดับมันก็ดับลงไป สรุปได้ในคำสั้น ๆ เพียงสามคำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีที่สิ้นสุด กฎที่ทำให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ก็รวมอยู่ในคำว่า “ธรรม" เพียงคำ เดียวอีกเหมือนกัน เฉพาะในที่นี้เราหมายถึงการที่ทำให้ดับ ลงไป ไม่ได้เล็งถึงการที่ทำให้เกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ แต่โดยเนื้อ แท้แล้วเป็นกฎแห่งธรรมกฎเดียวกัน เพียงแต่ทำให้มีปรากฏ- การณ์คนละอย่าง และต่างเวลากันเท่านั้น ดังนั้นพวกที่ กล่าวว่า พระเป็นเจ้ามีเพียง องค์เดียวนี้ ก็ถูก และพวกที่กล่าวว่าพระเป็นเจ้ามีถึงสามองค์ก็ถูกเหมือน กัน เพราะพวกแรกรวมเอาหน้าที่ทั้งสามนี้ไปมอบไว้ที่พระ- เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว ซึ่งจะเรียกว่าพระอาหล่า หรือพระ ยะโฮวา หรืออะไรก็สุดแท้ แต่ต้องเป็นพระเป็นเจ้าองค์เดียว ที่ทำหน้าที่ทุกอย่าง ส่วนอีกพวกหนึ่งสมัครที่จะแยกกัน โดย ปันหน้าที่เหล่านั้นให้แก่พระเป็นเจ้าองค์หนึ่ง ๆ ไป เช่นตาม คติของฮินดู หรือ พวกพราหมณ์ ที่เอาหน้าที่การ สร้างไปไว้ให้ แก่พระพรหม หน้าที่ควบคุมพิทักษ์รักษาไปไว้ให้แก่พระ- วิษณุ และหน้าที่การทำลายให้ไว้แก่พระศิวะ แต่ถึงอย่าง

น.227 นั้นก็ยังมีคัมภีร์ของคนบางพวกและบางยุค ที่ได้ยุบรวมพระ เป็นเจ้าทั้งสามนี้เข้าเป็นองค์เดียวกัน เรียกว่าพระมเหศวร แล้วก็แย่งตำแหน่งพระมเหศวรนี้ไป ให้แก่พระเป็นเจ้าองค์ที่ ตนนับถือ คือบางพวกก็ถือว่าพระวิษณุเป็น พระมเหศวร บางพวกก็แย้งว่าพระศิวะต่างหาก เป็นพระมเหศวรดังนี้เป็น ต้น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของการยึดมั่นถือมั่นตามตัวหนังสือ ตาม ความเข้าใจหรือตามกิเลสตัณหา ของตน ๆ เพื่อจะแข่งขันกัน หรือเพื่อจะเอาชนะกัน ซึ่งพระเป็นเจ้าเหล่าโน้นท่านหาได้ รับรู้ด้วยไม่ เป็นแต่ศาสนิกบริษัทของศาสนานั้น ๆ กระทำ กันไปเอง แต่แล้วก็ควรจะถือว่าถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น ไม่มี ใครเป็นผู้ผิดในเรื่องนี้ หรือถ้าผิดมันก็ต้องผิดด้วยกันทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน ส่วนพุทธบริษัท เราถือว่า ธรรมเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ดลบันดาลสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างให้เกิดขึ้น ให้ตั้งอยู่และให้ดับไป ซึ่งเราเชื่อกันว่า เป็นการกล่าวที่ถูกต้องไม่มีทางที่จะผิดได้ แล้วเราก็พอใจที่จะ ถือหลักเกณฑ์อย่างนี้

น.228 ทีนี้จะขอถือโอกาสกล่าวไปเสียเลยว่า คุณสมบัติบาง อย่างบางประการของพระเป็นเจ้า ซึ่งได้ กล่าวไว้ อย่าง น่ากลัว และมากมายหลายชนิดนั้น ลักษณะอาการเหล่านั้นล้วนแต่ เป็นลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม” นี้ด้วยกันทั้งนั้น เช่น ลักษณะที่กล่าวว่า พระเป็นเจ้ามีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง พุทธ- บริษัทเราก็เชื่อว่าธรรมหรืออำนาจของธรรมมีอยู่ในที่ทุกหน ทุกแห่ง เช่นที่เราถือกันเป็นหลักว่า "ทำกรรมอย่างใดอย่าง หนึ่งลงไปแล้วจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหน เพื่อให้พ้นจากการ ต้องรับผลของกรรมนั้นเป็นไม่มีที่เป็นเช่นนั้น" หมายความ ว่าธรรมย่อมครองโลกในที่ทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งเทวโลก พรหมโลก มารโลก แม้ที่สุดแต่นิรยโลก คืออบาย ยังมี ลักษณะที่ว่าเป็นใหญ่ในที่ทุกหนทุกแห่งไม่มีใครต่อกรได้ พวก เราก็ถือว่า "ธรรม" อย่างเดียวเท่านั้นที่จะเป็นสิ่งซึ่งทรง อำนาจเช่นนั้น แล้วยังมีลักษณะที่เรียกว่ารอบรู้ไปทุกสิ่ง ทุกอย่าง พุทธบริษัทเราก็ไม่มีสิ่งอื่น นอกจากสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในฐานะเป็นสิ่งที่ประมวลความรู้ทั้งหมดเข้าไว้

น.229 บางคนเรียกว่า God อย่างตลกขบขัน แกมความ เคารพว่า God the Dictionary ซึ่งหมายความว่าในตัว God นั้น เราอาจจะค้นพบอะไร ๆ ได้ทั้งหมดเช่นเดียวกับที่เรา ค้นอะไร ๆ ได้จากปทานุกรม เมื่อกล่าวกันอย่างนี้สำหรับ พวกเราพุทธบริษัทก็ไม่มีสิ่งอื่นนอกจาก สิ่งที่เรียกว่า ธรรมอีก เหมือนกัน ซึ่งจะเป็น Dictionary หรือปทานุกรมที่ค้นได้ไม่ รู้จักหมดจักสิ้นให้แก่เรา ดังนั้นย่อมหมายความว่าเขามี God หรือพระเป็นเจ้าในลักษณะอย่างไร ในความหมายอย่างไร เราก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในลักษณะอย่างนั้นและในความ หมายอย่างนั้น อย่างครบถ้วนคู่เคียงกันไปในทุก ๆ กรณี จนกระทั่งถึงความหมายอันประเสริฐสุดขั้นสุดท้าย คือพระ- เป็นเจ้าผู้ช่วยโลก หรือ God the World Saviour ซึ่งเป็น เหตุให้คนเหล่านั้นบูชาอ้อนวอนบวงสรวง ต่อสิ่งที่เรียกว่า พระเป็นเจ้าหรือ God ตามลัทธิของเขา ส่วนพุทธบริษัทเรามีธรรมเป็นผู้ช่วยโลก หรือ The World Saviour ดังนั้นเราจึงหันหน้าไปหาธรรม บูชาธรรม เพื่อให้ช่วยโลก หรือจะเรียกว่าบวงสรวงอ้อนวอนก็สุดแท้ หากแต่มีวิธีการที่บัญญัติไว้เป็นอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งอาจ

น.230 จะสรุปไว้โดยบุคคลาธิษฐานว่า ถ้าจะทำอะไรให้ถูกใจสิ่งที่ เรียกว่า ธรรม แล้วก็ต้องปฏิบัติ ธรรม ให้สมควรแก่ ธรรม เพียงอย่างเดียวเท่านั้น วิธีการอย่างอื่นเป็นไม่มี และเมื่อได้ ปฏิบัติ ธรรม โดยสมควรแก่ ธรรม จนสุดความสามารถของ ตน ๆ แล้ว เป็นอันกล่าวได้ว่าได้บูชาบวงสรวง อ้อนวอน ต่อพระเป็นเจ้าคือธรรมถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า เรามีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมในฐานะที่ผู้อื่นมีสิ่งที่เรียกว่าพระเป็นเจ้าอย่างตรงกันทุก กระเบียดนิ้ว และถือว่า "ธรรม" นั่นแหละเป็นพระเจ้า หรือ God ในพระพุทธศาสนา เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ทำให้เราเห็นได้ว่า คำว่า ธรรมมีความหมายกว้างขวางเหลือที่จะกล่าวได้ และที่ได้ยก มาให้ดูเพียงสี่กลุ่มนี้ ก็ยังเป็นเพียงตัวอย่างและมุ่งหมายจะ ให้เป็นไปในทางที่จะให้เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรม นั้นคือ อะไร และเพื่อให้เห็นต่อไปว่า ธรรมในส่วนไหน หรือใน ลักษณะเช่นไร เป็นธรรมที่เราควรเข้าถึงให้ได้ ซึ่งจะได้ บรรยายกันในตอนต่อไป

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต