Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๑๘ — ความหมายของคำว่า "ถึง"

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.231 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายเรื่อง "คนถึงธรรม - ธรรมถึงคน" ใน ครั้งที่แล้วมา ได้ชี้ให้เห็นความหมายของคำว่า ธรรม อันมี อยู่ต่าง ๆ กัน และสรุปได้เป็นสี่หมวด แล้วมีปัญหาเหลือ อยู่ว่า ธรรมในความหมายหมวดไหน เป็นธรรมที่จะต้องถึง

น.232 ในคำกล่าวที่ว่า “คนถึงธรรม - ธรรมถึงคน" ซึ่งจะได้ วินิจฉัยกันในการบรรยายครั้งนี้ เมื่อถามว่าธรรมในความหมายต่าง ๆ กันทั้งสี่หมวด หมวดไหนเป็นธรรมที่คนจะต้องลุถึงแล้ว มีทางที่จะตอบได้ ว่าอาจจะลุถึงได้ทั้งสี่หมวด หรือทั้งสี่ความหมาย ทั้งนี้เพราะ เหตุว่าคำว่า "ถึง" ในที่นี้ มีความหมายกว้างอีกนั่นเอง ดังนั้น ควรจะทำความเข้าใจกันถึงความหมายของคำว่า "ถึง" ให้ เป็นที่เข้าใจอย่างเพียงพอกันเสียก่อน คำ ๆ นี้คือคำว่า "ถึง" นี้ นับว่าเป็นคำที่มีความ สำคัญมากสำหรับการศึกษาธรรม เป็นคำที่ทำความฉงน สนเท่ห์ให้แก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติอย่างไม่น้อย ควรทำความ เข้าใจโดยหลักพื้นฐานกันไว้ทุกคน จะได้เป็นการสะดวกใน การที่จะศึกษาธรรมต่อไปข้างหน้า คำว่า "ถึง" ในภาษาไทย เรา ที่ใช้กันอยู่ในประโยคที่ว่า ถึงธรรม หรือถึงสรณาคมน์ ก็ตาม มาจากคำในภาษาบาลี ซึ่งแปล ว่าไป ว่าถึง เป็นคำ ๆ เดียวกัน กล่าวคือมาจากบรรดาคำที่มีรากศัพท์ว่า คมะ คำ หนึ่ง ว่า ปทะ คำหนึ่ง ซึ่งอาจจะเปลี่ยนรูปตามทางไวยากรณ์

น.233 ได้มากรูปแล้วแต่กรณี แต่ใจความสำคัญของคำ ๆ นั้นมีอยู่ ว่า "ไป" ว่า "ถึง" ดังกล่าวแล้ว ถ้าใช้เป็นรูปอกรรม กิริยาก็แปลว่าไป เช่นไปสู่ที่นั่นสู่ที่นี่เป็นต้น ถ้าเป็นรูป สกรรมกิริยาก็แปลว่า ถึง เช่นถึงซึ่งสรณาคมน์หรือถึงซึ่ง นิพพานเป็นต้น และถ้าเป็นกรณสาธนะก็แปลว่าเครื่องให้ ถึง เช่นคำว่าข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงนิพพานเป็นต้น แม้แต่ ทางสำหรับเดินนี้ ก็เรียกว่าเครื่องให้ถึงด้วยเหมือนกัน แม้ แต่เท้าสำหรับเดินของเราก็รวมอยู่ในคำว่าเครื่องให้ถึง หมาย ความว่าเรามีเท้าเป็นเครื่องเดินให้ถึง ดังนั้นความหมายที่ ควรสนใจที่สุด ก็คือความหมายของคำว่า "ถึง" ซึ่งเราจะได้ วินิจฉัยกันต่อไป เมื่อพิจารณาดูจากภาษาที่ได้ใช้พูดกัน อยู่แล้วในภาษา ที่ได้ใช้พูดกันอยู่แล้วในภาษาบาลีนั่นเอง หรือแม้ในภาษา ไทยก็ตาม เราได้ใช้คำว่า ถึง ในกรณีที่เป็นการลุถึงธรรม ลุถึง นิพพาน หรือแม้แต่ถึงสรณาคมน์เป็นต้น เรื่องก็ควรจะ เกิดความฉงนขึ้นว่า เมื่อสิ่งที่กล่าวนั้นเป็นนามธรรม ไม่มี ตัวไม่มีตนเป็นวัตถุหรือเป็นก้อนแล้ว การถึงนั้นจะถึงได้ อย่างไร ? และอะไรเป็นผู้ถึง ?

น.234 การที่จะตอบปัญหาข้อนี้ ควรจะทำความเข้าใจใน ขั้นแรกเสียก่อนว่าในโลกเรานี้ สิ่งที่เป็นนามธรรมมาทีหลัง สิ่งที่เป็นรูปธรรม ข้อนี้หมายความว่า มนุษย์รู้จักสิ่งซึ่งเป็น รูปธรรมก่อน และมีคำพูดที่ใช้พูดถึงสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว อย่างทั่วถึง ต่อมามีความรู้สูงขึ้นจึงค่อยรู้จักสิ่งที่เรียกว่า นามธรรม ด้วยการศึกษาและสังเกตที่ประณีตยิ่งขึ้น ครั้น รู้จักสิ่งซึ่งเป็นนามธรรมแล้ว ก็เกิดมีปัญหาเรื่องคำที่จะใช้ เรียกหรือใช้พูดเกี่ยวกับสิ่งที่พบใหม่นี้ แต่เนื่องจากความ คุ้นเคยกันอยู่กับคำที่พูดกันในฝ่ายรูปธรรม จึงได้ยืมเอาคำฝ่าย รูปธรรมนั่นเอง มาใช้พูดเรียกสิ่งที่เป็นนามธรรม ดังนั้น คำเช่นคำว่า ทาง สำหรับเดินด้วยเท้าก็ถูกเอามาใช้เป็นคำ สำหรับเรียกทางที่จะต้องเดินด้วยใจ หรือด้วยการประพฤติ กระทำซึ่งเป็นนามธรรมอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน จึงเกิดมี คำว่า "ทาง" เช่น ทางมีองค์แปดหรืออัฏฐังคิกมรรคขึ้นมา แล้วก็เรียกกันสั้น ๆ ว่า "ทาง" เหมือนกัน คำว่า "ทาง" เพียงพยางค์เดียวสั้น ๆ ลุ่น ๆ นี้ ได้ เกิดมีความหมายเป็นสองความหมายขึ้นมาแล้ว คือทาง สำหรับเดินด้วยเท้าอย่างหนึ่ง ทางสำหรับเดินด้วยใจหรือ

น.235 ด้วยสติปัญญาอีกอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นมาในภาษาพูดของมนุษย์ ในยุคที่เจริญด้วยความคิดนึก ซึ่งคนสมัยป่าเถื่อนในยุคหินทำ ไม่เป็นหรือพูดไม่เป็น และทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของนามศัพท์ ทีนี้ก็มาถึงพวกกิริยาศัพท์ เมื่อนามศัพท์มีได้สอง ความหมาย กิริยาศัพท์ก็พลอยมีสองความหมายไปด้วย เช่น คำว่า "ไป" หรือ "ถึง" ในกรณีที่เรากำลังกล่าวกันอยู่นี้ คำ ว่าไปด้วยเท้าก็คือเดินไปตามธรรมดา ส่วนคำว่าไปโดยจิตใจ นั้น คือการปฏิบัติก้าวหน้าในทางใจ แม้คำว่า "ถึง" ก็เหมือนกัน คือถึงจุดหมายปลาย ทางที่เดินด้วยเท้านั้นอย่างหนึ่ง และถึงจุดหมายปลายทาง ที่เดินด้วยใจ เช่นลุถึงมรรคผลนิพพานนี้ก็อีกอย่างหนึ่ง แต่ก็ใช้คำว่า "ถึง" คำเดียวกันแท้ และคำว่า "ถึง" ใน ประโยคว่า "คน ถึง ธรรม หรือ ธรรม ถึง คน" นี้ ย่อมต้อง หมายถึงการถึงด้วยใจเป็นธรรมดา เพราะเหตุว่าสิ่งซึ่งเรียก ว่า ธรรมนั้นเป็นเพียงนามธรรม มิได้เป็นรูปธรรมแต่ ประการใดเลย ดังนั้นการถึงนั้นเป็นการถึงของใจ มีใจเป็น สิ่งที่ถึง และมีธรรมเป็นสิ่งที่ถูกถึง

น.236 แต่อย่างไรก็ตามคำว่า ถึง ในลักษณะที่เป็นการถึง โดยทางใจเช่นนี้ ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันอยู่อีกมาก มายหลายระดับ ซึ่งอาจจะแบ่งได้เป็นสามระดับเป็นอย่าง น้อย และเป็นสิ่งที่ต้องตั้งใจศึกษากำหนดจดจำไว้ให้เป็น อย่างดีเพื่อความเข้าใจในเรื่องการถึงธรรมอย่างละเอียดลออ ที่ว่ามีอยู่สามระดับนั้นหมายถึง ความรู้อย่างหนึ่ง ความเข้าใจอย่างหนึ่ง และ ความเห็นแจ้งอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งล้วนแต่มีน้ำหนักหรือความหมายไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่มีความหมายเหมือนๆกัน คือเป็นการถึงด้วยกันทั้งนั้น เป็น สิ่งที่จะต้องจำกัดความหมายกัน อย่างรัดกุมไม่ให้ปะปนกันได้ กล่าวคือ ความรู้หมายถึงสิ่งที่ได้มาจากการได้ยิน ได้ฟัง และ จำได้ เป็นต้น ส่วนความเข้าใจนั้นมาจากการคิดคำนึงทบ ทวนตามเหตุผล ส่วนความเห็นแจ้งนั้นหมายถึงการที่จิต ได้เสพ คบ หรือสัมผัส หรือได้บริโภค หรือได้รู้สึกต่อสิ่ง นั้นโดยตรงอย่างเต็มที่ ทั้งสามคำนี้มีน้ำหนักแตกต่างกัน อย่างไม่มีทางที่จะใช้แทนกันได้ ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบด้วยคำ

น.237 ต่างประเทศก็คือ ความแตกต่างระหว่างคำสามคำ เช่นคำ ว่า Knowledge ความรู้, คำว่า Understanding ความเข้าใจ, และคำว่า Realization ความเห็นแจ้ง ซึ่งผู้ที่รู้ความหมาย ของคำเหล่านี้แล้ว จะเห็นได้ด้วยตนเองว่ามันแตกต่างกัน อย่างที่เรียกว่า อยู่กันคนละระดับทีเดียว แต่ว่าความหมาย มันเหมือน ๆ กัน คือมันได้หมายถึงใจที่ได้เข้าถึงหรือถึงเข้า กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ตัวอย่างเช่นถ้าเราจัดเอาเรื่องอริยสัจ หรือเรื่องปฏิจจสมุปบาทมาเป็นวัตถุสำหรับถึง เราก็อาจจะ ถึงได้โดยวิธีทั้งสามนี้ คือ ถึงได้ด้วยวิธีของการเรียนให้รู้ และถึงได้ด้วยวิธีของการคิดให้เข้าใจ และถึงได้ด้วยวิธีที่รู้สึก ต่อธรรม เช่นความทุกข์ ความไม่มีทุกข์ที่เกิดอยู่แก่ใจจริง ๆ หรือกิเลสที่ปรากฏอยู่แก่ใจจริง ๆ หรือมรรคมีองค์แปด ที่ตนได้ปฏิบัติลงไปแล้วอย่างครบถ้วนจริง ๆ ลักษณะเช่นนี้ เราไม่เรียกว่าความรู้หรือความเข้าใจ แต่เราเรียกว่าความเห็น แจ้งแทงตลอด คืออาการที่จิตใจได้รู้สึกหรือได้เสวยรสจาก สิ่งนั้นจริง ๆ ซึ่งพ้นวิสัยที่ความรู้หรือความเข้าใจจะทำให้ เป็นเช่นนั้นได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว จงพิจารณาดูเองเถิดว่า การถึง ชนิดไหนมีลักษณะอาการอย่างไร หรือชนิดไหนตื้นลึกกว่า

น.238 กันอย่างไร อย่างไหนเป็นการถึงเล่น ๆ อย่างผิวเผิน และ อย่างไหนเป็นการถึงอย่างลึกซึ้งถึงตัวจริง ดังนี้เป็นต้น สำหรับคำว่าถึงธรรมนั้น โดยเนื้อแท้ย่อมเล็งถึงการ ถึงด้วยการเห็นแจ้งแทงตลอด แต่โดยวิธีปฏิบัติจริง ๆ นั้น ย่อมรวบเอาความรู้และความเข้าใจเข้าไว้ด้วย ในฐานะที่เป็น บุรพภาค คือสิ่งที่จะต้องทำในเบื้องต้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ ต้องไม่ลืมว่า ในบางกรณีของคนบางคนนั้น อาจจะไม่ต้อง ใช้ความรู้ หรือความเข้าใจในเบื้องต้นก็ได้ เป็นเพราะได้ ปรับปรุงการปฏิบัติของตน ให้เป็นไปในลักษณะที่เหมาะสม และบังเอิญ ซึ่งทำให้เกิดความรู้แจ้งแทงตลอดขึ้นมาอย่าง กะทันหันดังนี้ก็ยังมี แต่นับว่าเป็นกรณีพิเศษมากเกินไป จึงไม่ถือว่าเป็นหลักทั่วไป โดยหลักทั่วไปนั้นถือว่าจะต้อง ปฏิบัติไปตามลำดับ คือเดินไปตามลำดับ ถึงไปตามลำดับ สมตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า “พรหมจรรย์นี้มีลักษณะ เหมือนมหาสมุทร ซึ่งมีฝั่งลาดเอียงลงไปตามลำดับ ไม่โกรก ชันทีเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น" ดังนั้นการถึงธรรมของเราโดย ปกติ ก็ย่อมเป็นไปตามลำดับ ๆ คือแสวงหาความรู้ให้เป็น การถึงด้วยความรู้ แล้วทำความเข้าใจ ด้วยการใช้เหตุผล

น.239 ให้เข้าใจ แล้วจึงมีการปฏิบัติในขั้นที่ทำให้รู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งนับว่าเป็นการถึงที่แท้จริง ในขั้นที่เป็นเพียงความรู้นั้นจิตก็ได้แต่เพียงเสวยรส ของความรู้ ยังไม่ใช่รสของตัวธรรมแท้ เป็นแต่เพียงรสของ ความอิ่มเอิบใจ เบิกบานใจว่าตนได้มีความรู้บางสิ่งบางอย่าง เข้าแล้ว เป็นเพียงปีติที่เกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนได้รู้อะไรที่ แปลกหรือใหม่เข้ามาเท่านั้น ถึงแม้ในระยะของความเข้าใจก็ เหมือนกัน จิตได้รับรสของความพอใจที่เกิดมาจากความรู้สึก ว่าตนได้เข้าใจอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ออกไปแล้ว ยังไม่ใช่รส ของธรรมหรือของการถึงธรรมแท้เหมือนกัน เป็นแต่เพียง ความรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมเท่านั้น ครั้นมาถึงขั้นที่ เป็นความรู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งหมายถึงขั้นที่กิเลสได้หมดไป จริง ความทุกข์ได้ดับไปจริง จิตได้พบกับความสะอาด สว่าง สงบ โดยสมควรแก่ฐานะจริง จึงได้เกิดรสชนิดพิเศษอย่าง หนึ่งขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นรสของการถึงธรรมโดยแท้จริงในที่นี้ ซึ่งไม่นิยมพรรณนากันด้วยคำพูดหรือด้วยตัวหนังสือ เพราะ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะกระทำเช่นนั้นได้ หรือได้ก็น้อยเกินไป จนแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่ยิ่งพูดก็จะยิ่งผิดความ

น.240 จริงออกไปทุกที อย่างที่จะช่วยไม่ได้ จึงไม่พูดเสียเลยดีกว่า และทิ้งไว้ให้แต่ละคน ๆ ได้ชิมรสนั้นด้วยตนเอง ในเมื่อมีการ ถึงธรรมจริง ๆ แล้วดีกว่า ถ้าจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ ง่ายดายมาก เพราะแม้แต่ว่าเรื่องของรสทางวัตถุธรรม หรือ รูปธรรมตามธรรมดา เราก็ยังไม่มีปัญญาที่จะอธิบายมันได้ ด้วยคำพูด ดังเช่นรสเค็ม หวาน เปรี้ยว ของเกลือ น้ำตาล หรือของส้ม เป็นต้น เราก็ยังไม่สามารถพรรณนาลักษณะ ของรสนั้นให้เป็นที่เข้าใจได้ แก่คนที่ไม่เคยชิมเกลือหรือ น้ำตาลหรือส้มมาก่อน เมื่อเรื่องทางวัตถุก็ยังเป็นดังนี้แล้ว การพรรณนารสของการถึงธรรมซึ่งเป็นนามธรรมชั้นละเอียด ลึกซึ้ง จะยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพิ่มขึ้นอีกสักเท่าไร ดังนั้น ในทางธรรมจึงนิยมใช้ระเบียบของการพูดในทำนองว่าเป็น สันทิฏฐิโก คือเห็นได้ด้วยตนเอง หรือปัจจัตตัง เวทิตัพโพ มีความรู้สึกได้เฉพาะตน ไม่มีทางที่จะถ่ายทอดความรู้สึกแก่ กันและกันได้ การถึงธรรมถึงที่สุดนั้น มีความหมายว่า ต้องถึงกัน จนถึงกับได้รู้รสของธรรมแล้วเท่านั้น ถ้ายังไม่ได้ชิมรสใน ขั้นสุดท้ายของธรรม ก็ยังไม่เรียกว่าถึงธรรมโดยสมบูรณ์

น.241 เป็นเพียงถึงอย่างผิวเผินดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ยังไม่สำเร็จ ประโยชน์อะไร ในความหมายของคำว่า การถึงธรรม เลย เป็นเพียงความรู้ความเข้าใจชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการศึกษาตาม ธรรมดาโลก หรือตามวิสัยของชาวโลกเท่านั้น ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้ศึกษาจะต้องพยายาม สังเกตให้เข้าใจ ความหมายของคำว่า "ถึง" ซึ่งมีอยู่หลาย ความหมายและหลายระดับนี้อย่างชัดเจน สำหรับจะได้นำไป แยกเป็นพวก ๆ เพื่อปรับกันให้ได้กับความหมายของคำว่า “ธรรม" ซึ่งมีอยู่เป็นพวก ๆ และหลายพวกอย่างเดียวกัน ว่า ธรรม พวกไหน จะถึงได้ด้วยวิธีอาการของการถึงชนิดไหน และในระดับไหนอีกด้วย ซึ่งจะเป็นเหตุให้สามารถเข้าถึง ธรรมได้ทุกพวกในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน และได้รับประโยชน์ ต่าง ๆ กัน ตามสมควรแก่ความแตกต่างกันของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม” ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันในวันหลัง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต