Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๑๙ — ถึงธรรมตามความหมายที่ ๑ และ ๒

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.242 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! จากการบรรยายสองครั้งที่แล้วมา ขอให้ผู้ศึกษา สังเกตจนจับใจความให้ได้ว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรม มีความหมาย ต่าง ๆ กันถึงสี่ชนิด และคำว่า ถึง ก็มีความหมายต่าง ๆ กัน ถึงสามชนิด ดังนั้นย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่เราจะต้องทำ ความเข้าใจกันว่า ธรรมในความหมายไหนจะถึงได้ด้วยการ

น.243 ถึงในความหมายอันไหน และในที่สุด ธรรมในความหมาย อันไหนที่เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่เราจะต้องถึงให้ได้จริง ๆ คือ ที่จะเป็นประโยชน์แก่เราอย่างแท้จริง โดยเป็นความดับทุกข์ จริงๆ ส่วนนอกนั้นเป็นเพียงความรู้ประกอบ เป็นเพียง เรื่องสำหรับศึกษาหรือเป็นเครื่องเรื่อง ปัญญา ยิ่งกว่าส่วน อื่น เนื่องจากความหมายของคำว่า ถึง มีอยู่เป็นชั้น ๆ ถึง ๓ ชั้น คือถึงด้วยการได้ยินได้ฟัง, ถึงด้วยการคิดจนเข้าใจ, และถึง ด้วยการทำสิ่งนั้น ๆ สำเร็จไปจริง ๆ ได้รับผลของมันแล้ว รู้ รสแห่งการเสวยผลของมันว่าเป็นอย่างไร ทำให้เราเห็นได้ว่ามีลู่ทางอย่างไร สำหรับการศึกษา ธรรม และปฏิบัติธรรมในความหมายอันไหน โดยการ พิจารณาดูให้ดี ๆ ให้เห็นความหมายของคำ ว่าธรรมที่แตกต่าง กันว่า แต่ละอย่าง ๆ นั้นเล็งถึงอะไรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราจะ ต้องวินิจฉัยกันดูอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ธรรมในความหมายที่ ๑ เล็งถึงปรากฏการณ์ของ ธรรมชาติ ที่อยู่ในรูปและแบบต่าง ๆ กัน ทั้งทางรูปธรรม และนามธรรมมากมาย จนเหลือที่จะคำนวณได้ว่ามีอยู่กี่อย่าง หรือแม้แต่กี่พวกหรือกี่ประเภท จนกล่าวได้ว่าอะไร ๆ ทุก อย่างได้นามว่าธรรมไปหมด กล่าวโดยสรุปสั้น ๆ ก็ได้แก่สิ่ง

น.244 ทั้งปวง เมื่อคำว่าธรรมมีความหมายว่า สิ่งทั้งปวงดังนี้ก็ลอง คิดดูเองเถิดว่า เราจะถึงมันได้อย่างไร คือถึงด้วยวิธีการ ชนิดไหน และถึงไปทำไม เมื่อกล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา มีหลักใหญ่ ๆ ว่าจะต้องรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการที่มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างไร ถ้าเรารู้หรือเข้าใจมันโดยถูกต้อง ก็เรียกว่า เราถึงมันได้เหมือนกัน มีความหมายคล้าย ๆ กับว่าเราถึงตัว มัน จนกระทั่งเรารู้ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือถ้ากล่าวให้ถูกก็คือถึงความจริงของมันนั่นเอง ไม่ใช่เพียง แต่แตะต้องตัวมันทางร่างกาย หรือว่าเห็น ๆ มันอยู่ว่ามันมี รูปร่างอย่างไร มีพฤติอย่างไร หรือมีประโยชน์อย่างไร เป็นต้น หากแต่จะต้องรู้โดยความหมายของมันในขั้นลึก คือ ในขั้นที่มันทำให้เกิดความทุกข์หรือไม่ ทุกอย่างไร หรือว่า เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันโดยวิธีใดจึงจะไม่เป็นทุกข์ หรือ ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องผิดวิถีทางอย่างใด แล้วได้ เกิดความ ทุกข์ ขึ้น อย่างนี้จึงจะเรียกว่ามี ความรู้มีความเข้าใจในสิ่งทั้งปวงนั้น ๆ ส่วนที่ลึกยิ่งไปกว่านั้น ก็คือการที่ได้เคยรู้รสของมันมาแล้ว ในเมื่อเราประพฤติผิด หรือประพฤติถูกต่อมันนั่นเอง

น.245 ข้องกับเรา ในรูปร่างของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์อยู่ตลอดเวลา หรือแทบจะกล่าวได้ว่า ทุก ครั้งที่หายใจเข้าออกทีเดียว ดังนั้นลองคำนวณดูด้วยตนเองเถิดว่า เราได้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า ธรรมตามความหมายหมวดที่ ๑ นี้แล้วอย่างไร และเพียงไร และพร้อมกันนั้นเราก็เข้าใจได้ด้วยตนเองว่า ธรรมตามความหมายในหมวดที่ ๑ นี้ เราเข้าถึงมันด้วยเครื่อง เข้าถึงเพียงความรู้ และความเข้าใจเป็นส่วนมาก และแม้ ความเข้าใจนั้นก็ยังน้อยเกินไป ส่วนการถึงด้วยการรู้แจ้งแทง ตลอดนั้น แทบจะไม่มี แทบจะไม่ต้องกล่าวถึง เพราะว่า ส่วนใหญ่เราไปเรียนหรือไปศึกษาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ในทาง ที่จะเอามันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ตามความหมายหรือคุณ ค่าทางวัตถุ เราไม่ได้เรียนหรือเพื่อศึกษาเข้าถึงความจริง ของมัน ตามความหมายของธรรม สิ่งที่เรียกว่าธรรมตามความหมายหมวดที่ ๑ นี้ จึง ยังมืดมนธ์สำหรับเรา จนแทบจะกล่าวได้ว่า เราไม่รู้อะไร เลย เข้าในบทว่าจมอยู่ในโลก ก็ไม่เห็นโลกนั่นเอง แต่อีก ทางหนึ่งก็ดูคล้าย ๆ กับว่า เป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดไปเสียทั้ง

น.246 หมด ด้วยการศึกษาค้นคว้าอันเกี่ยวกับโลก ซึ่งโดยเนื้อแท้ แล้วก็คือไปหลงติดในเหยื่อหรืออัสสาทะของโลก จนถูกเบ็ด เกี่ยวไว้โดยไม่รู้สึกตัว ต้องตกเป็นทาสของโลกอยู่ตลอดเวลา นั่นเอง จึงได้ง่วนอยู่แต่เรื่องโลก ๆ บูชาโลกและทำอะไร เพื่อโลกไปหมด ในลักษณะที่ต้องถือว่ากินเบ็ดแล้วติดเหยื่อ ก็ยังไม่รู้สึกตัว แล้วจะมีทางที่จะหลุดออกไปจากเบ็ดนั้นหรือ โลกนั้นได้อย่างไร ? นี้เรียกว่าการจมโลกและยังไม่รู้จักโลก ซึ่งอยู่ในรูปของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมตามความหมายที่ ๑ สำหรับสิ่งที่เรียกว่าธรรมตามความหมายที่ ๒ ซึ่ง สรุปรวมอยู่ในคำว่าโอวาทหรือที่เรามักจะเรียกกันในสมัยนี้ว่า พระศาสนาหรือพระธรรมนั้น เราหมายถึงความจริงของ ธรรมชาติในส่วนที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ แล้วทรงนำมา สอนเกี่ยวกับความดับทุกข์ เป็นระบบคำสอนที่ประเสริฐกว่า คำสอนทั้งหลาย ธรรมตามความหมายนี้เป็นสิ่งที่จะถึงได้ด้วย การถึงทั้ง ๓ ความหมายเช่นเดียวกัน คือถึงด้วยการรู้ การ เข้าใจและการเห็นแจ้งแทงตลอด แต่ภาวะที่เป็นอยู่จริงในหมู่มนุษย์เรา ก็เป็นอย่าง เดียวกันกับในกรณีของธรรมตามความหมายที่ ๑ คือมักจะ

น.247 เป็นเพียงเรียน ๆ รู้ ๆ กันไปตามธรรมเนียมเท่านั้นเอง ไม่มี ใครกี่คนที่สนใจจะทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง แม้ความรู้ที่มีกัน อยู่นั้น ก็ยังเป็นความรู้ชนิดที่ไม่มีรากฐานอยู่ที่ปัญญาหรือที่ เหตุผล มักจะมีรากฐานเพียงสักว่า ความเชื่อที่งมงาย และ กระทำไปพอเป็นพิธี ตามขนบธรรมเนียมประเพณีไปเท่า นั้นเอง ความรู้นั้นจึงไม่แท้และไม่สมบูรณ์มากไปกว่านั้นอีก ดังนั้นจึงไม่มีการปฏิบัติที่สมบูรณ์ อันจะทำให้รู้แจ้งแทงตลอด ขึ้นมาได้ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ การเลื่อนชั้นตัวเอง จากความเชื่อถือศรัทธาอย่างงมงาย มาอยู่ในชั้นของสติ ปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิให้มากยิ่งขึ้น ๆ ครั้นเข้าใจพระธรรม อันประเสริฐนั้นอย่างเพียงพอแล้ว ย่อมเกิดมีการปฏิบัติที่ สมบูรณ์ขึ้นมา อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ในตัวมันเอง ซึ่งต่อจากนั้นก็จะมีการรู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งเป็นการถึงธรรม ตามความหมายที่ ๒ คือดับทุกข์ได้จริง เพราะการปฏิบัติถึง ที่สุดตามโอวาทนั้น ๆ ดังนั้นเราจะต้องจับใจความให้ได้ว่า ธรรมหรือ โอวาทนั้นมิได้เป็นเพียงโอวาทเฉย ๆ แต่ต้องรวมการปฏิบัติ ตามโอวาท และการได้รับผลจริงตามที่กล่าวไว้ในโอวาท นั้นด้วย ถ้าคำว่าโอวาทเป็นเพียงโอวาทล้วน ๆ การถึง

น.248 ธรรมในหมวดนี้ มีแต่เพียงการถึงด้วยความรู้ก็พอแล้ว เพราะว่าพระพุทธวจนะหรือโอวาทนั้น พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสไว้อย่างละเอียดถี่ยิบ จนเหลือเฟือเกินกว่าที่จะ กำหนดจดจำไปเสียอีก ชาวต่างประเทศหรือคนไทยที่รู้จัก พุทธศาสนาไม่เพียงพอ ย่อมเข้าใจไปว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนา นั้น หมายถึงตัวคำสั่งสอนไปเสียตะพึด เลยพูดกันไปแต่ใน เรื่องทางหลักวิชา และพูดต่อไปจนเลยขอบเขต จนกลาย เป็นฟั่นเฝือ หรือออกนอกลู่นอกทางไปในที่สุด ตัวศาสนาที่แท้จริงนั้น ย่อมรวมไว้ทั้งความรู้ ทั้ง การปฏิบัติ และทั้งผลของการปฏิบัติ และทั้งอยู่ในลักษณะ ที่รัดกุมเท่าที่เพียงพอแก่ความต้องการอย่างจำเป็นเท่านั้น จึง ไม่มีเรื่องที่จะต้องพูดกันกี่คำ และมีแต่เรื่องที่จะต้องปฏิบัติ ไปด้วยสติปัญญาและด้วยความตั้งใจจริง แล้วผลก็จะเกิดขึ้น มาเองทันที โดยสมควรแก่การปฏิบัติ ดังนั้นจากข้อเท็จจริงอันนี้ เราจะเห็นได้ว่าสำหรับ คนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไปนั้น คงจะถือว่าธรรมในความหมาย ของคำว่าโอวาทนี้ เราถึงได้ด้วยการเรียนรู้ ไม่ได้เกี่ยวกับ การปฏิบัติเลย ถ้าเราจะพลอยถือไปตามเขาเช่นนั้นด้วย ก็

น.249 แปลว่า เราพลอยถือตามตัวหนังสือไปตามเขา แต่ถ้าเราจะ เอาตามหลักของพุทธบริษัทเรา เราก็ต้องพยายามไป จน กระทั่งมีการถึงด้วยการปฏิบัติ และการเห็นแจ้งแทงตลอดใน ผลของการปฏิบัติ นับว่าเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอยู่เป็นสอง ความหมายดังนี้ กฎเกณฑ์หรือข้อเท็จจริงอันนี้ เป็นสิ่งที่ต้องสำ- เหนียกไว้ สำหรับจะได้นำไปใช้กับปัญหาเรื่องอื่นซึ่งคล้ายกัน ซึ่งจะขอสรุปไว้เป็นใจความสั้น ๆ ว่า เมื่อกล่าวไปตามความ รู้สึกของคนธรรมดาสามัญหรือกล่าวไปตามตัวพยัญชนะที่ยึด ถือกันอยู่อย่างงมงายแล้ว ความหมายของถ้อยคำนั้นๆ ก็เป็น ไปอย่างหนึ่ง ครั้นถือเอาตามกฎเกณฑ์ของพุทธบริษัทที่แท้ จริง ความหมายก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องกว้างแคบหรือ สูงต่ำกว่ากันเป็นธรรมดา และในบางกรณีนั้นเป็นไปได้ไกล จนถึงกับว่า ตีความหมายต่างกันจนถึงกับตรงกันข้าม หัน หลังให้แก่กันก็ยังมีได้ในบางเรื่อง นับว่าเป็นสิ่งที่จะต้อง ระมัดระวัง อย่าให้ยึดมั่นถือมั่นโดยส่วนเดียว คือหลับหู หลับตายึดมั่นถือมั่นประพฤติไปอย่างใดอย่างหนึ่ง จนเกิด การกระทบกระทั่งกันชนิดที่กล่าวแล้วในตัวอย่าง มีผลเกิดขึ้น

น.250 คือ ไม่ได้รับประโยชน์อะไร จากสิ่งที่ตนต้องการจะได้รับ ประโยชน์ กลายเป็นเรื่องที่มีไว้สำหรับคุยกันเล่นอย่างลม ๆ แล้ง ๆ แล้วนำไปสู่การทุ่มเถียงทะเลาะวิวาทกันในที่สุด สิ่งที่เรียกว่าธรรมตามความหมายที่ ๒ นี้ เรายกย่อง หรือให้เกียรติอย่างสูง จนเติมคำว่า " พระ " เข้าข้างหน้า เติมคำว่า " เจ้า " เข้าข้างหลัง สำเร็จรูปเป็นคำว่า พระธรรม- เจ้าขึ้นในภาษาไทยเรา แล้วเราลองตั้งปัญหาขึ้นพิจารณาดู เถิดว่า สิ่ง ๆ นี้จะเป็นเพียงคำพูดคำสอนล้วน ๆ เป็นเพียง ตัวหนังสือหรือเป็นเพียงตำหรับตำราล้วน ๆ ได้อย่างไรกัน แต่ก็เป็นที่น่าสลดใจในการที่ตำหรับตำราบางฉบับ หรือครูบา อาจารย์บางคน ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า พระธรรม เพียงเท่านั้น ผู้มาใหม่หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ ที่ได้ ศึกษาจากตำรับตำราเหล่านั้น ก็มีความเข้าใจผิดเป็นพื้นฐาน มาเสียตั้งแต่ต้นแล้ว แม้จะถือเอาความหมายได้เต็มที่ตามหลักเกณฑ์นั้น ๆ มันก็ยังถูกตัวพระธรรมแต่เพียงหนึ่งในสาม แตะต้องตัวพระ ธรรมได้แต่เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น คือถูกตัวพระธรรมแต่ ในความหมายของปริยัติ กล่าวคือการศึกษาเล่าเรียน แต่ยัง

น.251 ขาดพระธรรมในส่วนที่เป็นตัวปฏิบัติและตัวปฏิเวธอยู่อีกถึง สองส่วน ดังนั้นจึงถือว่า เขาเข้าถึงพระธรรมได้เพียงหนึ่งใน สามของทั้งหมด ยังขาดอยู่อีกถึงสองในสามซึ่งเป็นส่วนที่แท้ และเป็นหัวใจของพระธรรมด้วย เมื่อพิจารณาดูอีกทางหนึ่งก็จะพบว่า ผู้ที่ทำเช่นนั้น แหละ เป็นผู้ที่ลดค่าของพระธรรม เป็นผู้ที่ทำลายเกียรติ ของพระธรรม หรือถ้าจะเรียกว่าเป็นผู้ประทุษร้ายต่อพระ ธรรม ก็ยังเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง หากแต่ว่าเป็นสิ่งที่เขาทำ ไปโดยไม่รู้สึกตัว เราจงพยายามอย่าให้เราถูกนับเนื่องหรือนับรวมอยู่ ในบุคคลเหล่านั้นเลย ขอให้การถึงธรรมตามความหมายที่ ๒ นี้ จงได้เป็นไปในลักษณะที่ถูกต้อง เต็มตามความหมายของ คำว่าธรรมดังที่กล่าวแล้วนั้นจงทุกประการ ส่วนธรรมตาม ความหมายที่ ๓ และที่ ๔ นั้น จักได้วินิจฉัยกันในการบรรยาย ครั้งต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต