Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๒๐ — ถึงธรรมตามความหมายที่ ๓ และ ๔

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.252 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงลักษณะของ การถึงธรรมทั้งสี่ประเภท เสร็จไปเพียงสองประเภท ยังค้าง อยู่สองประเภท ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในวันนี้ สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมตามความหมายที่ ๓ เมื่อ กล่าวโดยสรุปแล้ว เล็งถึงความดีงามและผลของความดีงาม

น.253 นับตั้งแต่อย่างต่ำที่สุดจนกระทั่งถึงอย่างสูงที่สุด ซึ่งรวมพระ นิพพานอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ในฐานะที่เป็นอุดมคติสูงสุด หรือ จะถือว่าธรรมนั้นเป็นหน้าที่ๆ เราจะต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อ ให้ลุถึงสิ่งนั้น ๆ ในฐานะเป็นความดีสูงสุดของมนุษย์เรา ดัง นั้นการลุถึงธรรมประเภทนี้ ก็คือการลุถึงจุดหมายปลายทาง ของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ควรจะได้ควรจะถึง อย่าให้เสียทีที่เกิด มาเป็นมนุษย์ และถ้ายังไม่ลุถึงสิ่งนี้อยู่เพียงใด มนุษย์ก็ยัง ต้องเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์อยู่เพียงนั้น ทำให้เราเห็นได้ว่า ธรรม ในความหมายข้อนี้เป็นสิ่ง จำเป็นที่สุด สำหรับมนุษย์ทุกคนจะต้องเข้าถึงให้ได้ และวิถี ทางปฏิบัติมีมากมายหลายแง่หลายมุม ซึ่งจะต้องศึกษาและ ปฏิบัติกันอย่างตั้งอกตั้งใจ ตลอดเวลาอันมีระยะยาวไม่มีจำกัด ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันโดยละเอียดในตอนต่อๆ ไปข้างหน้า จน กว่าจะเป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งพอเพียง สำหรับในวันนี้จะมีการอธิบายพอเป็นเครื่องเปรียบ เทียบกันและกันทั้งสี่ความหมาย และชี้ให้เห็นว่าจะต้องมี การถึง โดยวิธีการถึงในระดับไหนอย่างไรเท่านั้น

น.254 แทบจะไม่ต้องกล่าว ใคร ๆ ก็พอจะทราบได้เองว่า การลุถึงธรรมตามความหมายที่ ๓ นี้ จะต้องถึงด้วยการรู้แจ้ง แทงตลอดที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็มิได้หมายความว่าจักต้องมี การศึกษา เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจอย่างมากมาย ที่สุดไปตาม กล่าวคือไม่จำเป็นจะต้องมีการศึกษา หรือการ ทำความเข้าใจที่มากมายเหมือนกับที่ต้องใช้ในการศึกษาธรรม ตามความหมายที่ ๑ และที่ ๒ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพราะ ว่าธรรมในความหมายที่ ๓ นี้ ต้องการแต่เพียงความรู้ความ เข้าใจเท่าที่จำเป็น แต่ว่าต้องการการปฏิบัติที่รัดกุม และ เพียงพอ ถึงพร้อมด้วยความพากเพียร บากบั่น อดกลั้น อดทน หรือที่เรียกว่า การสู้รบกับกิเลสโดยตรงยิ่งกว่าสิ่งใด ทั้งหมด ดังที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในเรื่องราวแต่หนหลัง ว่า แม้แต่คนที่ไม่รู้หนังสือ พูดอะไรไม่ได้กี่คำ ก็ยังสามารถ ปฏิบัติและลุถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ ดังนั้นจึงได้กล่าวว่า ไม่ต้องการความรู้หรือความเข้าใจอันมากมายเหมือนการรู้ ธรรมในความหมายที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งมักจะแผ่กว้างเกินขอบ เขตยากที่จะห้ามปรามเอาไว้ได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ควรกลัว และควรระวังอยู่มากเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นก็มิได้หมาย

น.255 ความว่า จะไม่ต้องแสวงหาความรู้หรือไม่ต้องทำความเข้าใจ กันเสียเลย สำหรับการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมตามความ หมายหมวดที่ ๓ นี้ ถ้ากล่าวโดยที่แท้แล้ว ไม่สู้จะต้องการ ความรู้ทางปริยัติ กล่าวคือ ความรู้ที่เรียนมาจากหนังสือหรือ จากบุคคลโดยตรง แต่ว่าต้องการความรู้ชนิดที่สังเกตเอาเอง ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเอาเอง ค้นหาเหตุผลเอาเอง ไม่ใช่ จากหนังสือ แต่ว่าจากอารมณ์หรือจากสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อม ตนอยู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จากตัวชีวิตจิตใจ ที่กำลัง เต็มไปด้วยความสุขและความทุกข์ จนมีความเบื่อระอาต่อ ความทุกข์ และมีความสนใจในเรื่องของการดับทุกข์ ต้อง เอาความรู้ชนิดนั้นแหละมาเป็นต้นทุนสำรองให้มากพอเสีย ก่อน แล้วจึงลงมือปฏิบัติธรรมตามความหมายนี้ ก็จะสำเร็จ ผลสมประสงค์ได้โดยง่าย ลำพังความรู้ที่เรียนมาจากหนังสือ หรือบุคคลนั้น แม้จะมีอย่างมากมายกว้างขวางเพียงไร ก็ยัง ไม่เป็นอุปกรณ์ที่ดีแก่การศึกษาปฏิบัติ หรือบางทีจะเป็นได้ น้อยเกินไปเสียอีก ดังนั้นจึงสู้ความรู้ที่ได้มาจากการสังเกต เอาเองไม่ได้

น.256 นี่แหละคือเหตุผลที่จะอธิบายว่า ทำไมคนที่ไม่รู้ หนังสือจึงเป็นพระอรหันต์ได้ นั่นก็เพราะว่าเขารู้อะไร มากไปกว่าคนที่รู้หนังสือ และทั้งรู้ในลักษณะที่ถูกที่ตรง และจริง ยิ่งกว่าคนที่รู้หนังสือรู้ และไม่รู้เพ้อเจ้อไม่มีขอบเขต เหมือนคนที่รู้หนังสือรู้ ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า ความรู้หรือ ความเข้าใจในลักษณะนี้ ย่อมแตกต่างจากความรู้หรือความ เข้าใจ ที่ได้มาจากหนังสือหรือการคิดตามเหตุผล อย่างที่จะ เปรียบกันไม่ได้ทีเดียว ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า ถ้าจะอาศัยกำลัง ของความรู้หรือความเข้าใจ เพื่อถึงธรรมประเภทนี้กันบ้าง แล้ว ก็ขอให้เข้าใจว่า มันเป็นความรู้หรือความเข้าใจอีก ประเภทหนึ่ง ซึ่งกระเดียดไปในทางความเห็นแจ้งแทงตลอด อยู่ในตัวมันเอง หรือควรถูกสงเคราะห์เข้าไปไว้ประเภทการ เห็นแจ้งแทงตลอดในระดับหนึ่ง มากกว่าที่จะจัดให้เป็น ความรู้หรือความเข้าใจตามธรรมดาสามัญ คำว่านักศึกษาในสมัยพุทธกาลนั้น เล็งถึงพวกที่ ศึกษาจากธรรมชาติของชีวิตจิตใจ มากกว่าที่จะศึกษาจาก หนังสือ คนสมัยนี้อาจจะหัวเราะเยาะว่า เป็นเพราะไม่มี

น.257 หนังสือจะศึกษาบ้างละกระมัง ข้อนั้นต้องยอมรับว่าเป็น ความจริง ในข้อที่ว่าไม่มีหนังสือจะศึกษา เพราะยังไม่มีการ ใช้หนังสือ แต่เพราะเหตุที่ไม่ต้องใช้หนังสือ หรือไม่มี หนังสือจะใช้นั่นแหละ คนจึงต้องศึกษาจากธรรมชาติโดยตรง · หรือจากตัวชีวิตจิตใจโดยตรง จึงไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยว กับสิ่งเหล่านั้นลึกซึ้งกว่าคนในสมัยปัจจุบัน ซึ่งอะไร ๆ ก็เรียน เอาจากหนังสือซึ่งดูเหมือนจะรับรองต้องกันว่า ยิ่งเรียนก็ยิ่ง สับสน ยิ่งรู้มากก็ยิ่งยากนาน หรือรู้จนท่วมหัวแล้วก็ยังเอา ตัวไม่รอด ดังนั้นมันจึงสู้คนในสมัยโน้น ซึ่งไม่มีหนังสือจะ ท่วมหัวก็ไม่ได้ นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าประสงค์จะเข้าถึงธรรมประเภทนี้ อันเป็นธรรม ประเภทที่ไม่ใช่ประเภทปริยัติธรรมแต่ในลักษณะใดเลย ขอกล่าวอย่างสรุปสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมตาม ความหมายประเภทที่ ๓ คือความดีสูงสุดของมนุษย์นั้น เรา ต้องเข้าถึงด้วยการรู้แจ้งแทงตลอด หรือด้วยการกระทำใด ๆ ที่นับเนื่องอยู่ในการรู้แจ้งแทงตลอด โดยการรู้สึกต่อสิ่งนั้น ๆ ด้วยจิตใจโดยตรง ไม่ใช่เพียงแต่ความจำความเข้าใจ หรือการ คำนึงคำนวณ ดังนี้เป็นต้น

น.258 ทีนี้ก็มาถึงธรรมตามความหมายกลุ่มที่ ๔ ซึ่งหมาย ถึงสิ่งที่เป็นต้นเหตุบันดาลให้เกิดสิ่งทั้งปวง และควบคุมสิ่ง ทั้งปวง หรือดลบันดาลสิ่งทั้งปวง ให้เป็นไปในลักษณะที่เรียก ว่า มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีที่ สิ้นสุด และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งทั้งปวงอย่างสาสมกัน เสมอ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่าธรรมชาติอันเร้นลับ หรือถ้า เรียกอย่างบุคคลาธิษฐาน ก็เรียกว่าพระเป็นเจ้า ดังที่เคย กล่าวมาแล้วในการบรรยายครั้งก่อน ๆ แต่สิ่งเหล่านี้จะมีชื่อ เรียกสักกี่อย่างก็ตาม ความหมายต้องตรงเป็นอันเดียวกัน หมด คือหมายถึงต้นเหตุที่เป็นเหตุให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมันโดยเฉพาะ เรียกโดยโวหารตรงๆ ก็เรียกว่าธรรม เรียกโดยโวหารอ้อมหรือสมมติก็เรียกว่าพระ- เป็นเจ้า มีเพียงสองอย่างด้วยกันเท่านี้ แล้วเราก็มีปัญหา ว่าจะถึงสิ่ง ๆ นี้ได้อย่างไร หรือด้วยการถึงแบบไหน ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างที่ไม่ควรลืมเสียว่า เรา อาจจะถึงสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้ด้วยความเข้าใจ และด้วยการ เห็นแจ้งแทงตลอด แต่คำว่าธรรมหรือพระเป็นเจ้าในที่นี้ มีความหมายเนื่องกันอยู่กับบุคคลเป็นหลายระดับ และที่

น.259 แตกต่างกันมากก็มีอยู่สองระดับคือ พวกหนึ่งต้องการจะถึง พระเป็นเจ้า เพื่อการเคารพบูชาอ้อนวอนหรือขอร้องให้เป็น ที่พึ่งก็ตาม ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นต้องการจะถึงพระเป็นเจ้า เพื่อการทำลายล้างพระเป็นเจ้าให้หมดไป ดังนั้น จึงเป็นการ ถึงที่เหมือนกันไม่ได้ ถึงแม้ในหมู่พุทธบริษัทเรา ที่มีคำว่าธรรมในฐานะ ที่เป็นพระเป็นเจ้าเป็นสองความหมาย ก็มีนัยอย่างเดียวกัน คือพุทธบริษัทพวกหนึ่ง ต้องการธรรมมาเป็นเครื่องยึดมั่น ถือมั่น เพื่อเป็นสรณะที่พึ่งหรือเพื่อเป็นอะไรก็ตาม ส่วนอีก พวกหนึ่งนั้น ต้องการจะปล่อยวางสิ่งทั้งปวง ต้องการจะ ทำลายความยึดมั่นถือมั่นเสียให้หมด แม้จากสิ่งที่เรียกว่า ธรรมเป็นที่สุด จนไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ เลย โดย ความเป็นตัวเป็นตนแต่ประการใด ดังนั้น การถึงธรรม ใน สองความหมายนี้ก็ต้องแตกต่างกันอย่างตรงกันข้ามอีกเป็น ธรรมดา ดังเช่นในกรณีของพระเป็นเจ้าเช่นเดียวกัน สรุปความให้สั้นที่สุดก็คือว่า สิ่งซึ่งเป็นต้นเหตุอันลึก ล้ำนี้ เราควรจะยอมแพ้มันหรือว่าควรจะฆ่ามันเสีย ถ้ากล่าว ตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง ของพุทธศาสนาหรือของพุทธบริษัท

น.260 แล้ว ก็ต้องกล่าวว่าต้องฆ่ามันเสีย ดังนั้นธรรมเหล่าใดเป็น ต้นเหตุแห่งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราต้องฆ่ามันหรือ กำจัดธรรมเหล่านั้นเสีย แต่ว่าเหตุการณ์ ใน พวกเรา หาได้ เป็นไป ตาม หลักที่ กล่าวนี้ไม่ คือยังมีคนแม้ที่เป็นพุทธบริษัทเป็นจำนวนมาก ได้มีความเข้าใจไปเสียว่า สิ่งซึ่งเป็นต้นเหตุหรือผู้บันดาล เหล่านั้น เป็นสิ่งที่ควรกลัวควรบูชา หรือกระทั่งควรตอบ แทนบุญคุณ ในการที่เขาสร้างเรามา หรือให้เราหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งข้อนี้เป็นความเข้าใจที่เป็นไปตามกฎ- เกณฑ์ของศีลธรรมในขั้นต่ำ ๆ มาแต่ยุคโบราณกาล ซึ่งจัดขึ้น สำหรับคนขลาด สำหรับคนที่ยังไม่อาจจะรู้อะไรและควรได้ รับอบรมนิสัยแห่งความกตัญญูกตเวทีเป็นต้น เพื่อความเป็น สังคมที่ว่านอนสอนง่าย เหมาะสมที่จะอยู่กันในโลกตามวิสัย โลก ในชั้นธรรมดาสามัญทั่วไป เมื่อเป็นดังนี้ เขาก็มีความ ขลาดกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็นตัว และถือกันว่าเป็นสิ่งที่สร้าง เรามา จึงได้บูชาธรรมในฐานะอย่างเดียวกันกับที่เขาบูชา พระเป็นเจ้าผู้สร้าง แล้วในที่สุดก็เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง กันอยู่เป็นสองความหมาย คือพวกหนึ่งถือว่าควรบูชา พวก หนึ่งถือว่าควรฆ่ามันเสีย ดังนี้

น.261 มื่อหลักเกณฑ์มีอยู่ดังนี้ คำว่าถึงก็ต้องกลายเป็นสอง ความหมายไปด้วยคือ ถึงธรรมเพื่อบูชาอย่างหนึ่ง ถึงธรรม เพื่อกำจัดเสียอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นการถึงธรรมด้วยความประ- สงค์เพื่อจะบูชาเป็นต้นแล้ว รากฐานของการกระทำก็ตั้งอยู่ ที่ศรัทธาคือความเชื่อ เขาต้องหาความรู้มาสนับสนุนให้เชื่อ หาความเข้าใจมาสนับสนุนให้เชื่อ มันจึงเป็นความรู้ความ เข้าใจแบบความเชื่อ และเมื่อเชื่อถึงที่สุดแล้ว ก็ถือว่าถึง ธรรมเต็มที่ตามความหมายนั้น แล้วเรื่องก็จบกันอยู่ที่การ บูชา ทีนี้ถ้าเป็นเรื่องของการถึงธรรมเพื่อการฆ่า หรือการ กำจัดความยึดมั่นถือมั่นในธรรมนั้นเสีย รากฐานของการ กระทำก็ตั้งอยู่บนปัญญาชนิดที่เป็นการรู้แจ้งแทงตลอด ต้อง แสวงหาความรู้หรือความเข้าใจมาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสนับสนุน ปัญญาหรือการรู้แจ้งแทงตลอด โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยศรัทธา หรือความเชื่อชนิดที่งมงาย ดังที่กล่าวแล้ว ความรู้แจ้งแทง ตลอดนั้น ย่อมเป็นความเชื่ออยู่ในตัวมันเองแล้ว แต่เป็น ความเชื่อชนิดที่ปราศจากความงมงาย เป็นความเชื่อชนิดที่ เป็นสิ่งเดียวกันกับความรู้ คือรู้ว่าสิ่งนี้เป็นต้นเหตุของความ ทุกข์ แม้จะมีความเข้าใจก็ยังเป็นความเข้าใจได้ดีว่า สิ่งนี้

น.262 เป็นต้นเหตุของความทุกข์ ไม่มีทางที่จะหลงไปว่า เป็นสิ่งที่ ควรบูชาหรือต้องทดแทนบุญคุณ ดังนั้น จึงเป็นความรู้และความเข้าใจที่ต่างกันมาก และเรื่องมันไม่จบลงตรงที่ว่า รู้แล้วบูชา เคารพรักษาหรือ ทะนุถนอมเอาไว้ แต่เรื่องได้กลายเป็นว่า รู้แล้วถอนความ ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา ว่าของเรา ออกเสียจากสิ่งเหล่านั้น หรือจากธรรมทั้งปวง คือจากธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่ง การเกิด เป็นต้น ถ้าหากจะมีการบูชาตามธรรมเนียมประเพณี หรือตามธรรมดาของบุคคลผู้รู้ ก็ต้องไปบูชากันในความ หมายอย่างอื่น เช่นในความหมายของธรรมประเภทที่ ๒ และประเภทที่ ๓ เป็นตัวอย่าง คือบูชาในฐานะเป็นพระธรรม คำสอน ที่เป็นเรื่องของความจริง หรือบูชาธรรมในฐานะ เป็นความดีสูงสุดของมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตาม การบูชานั้น สักว่ากระทำไปตามจารีตประเพณี เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ อนุชนเป็นต้น หาได้บูชาด้วยการยึดมั่นถือมั่นแต่ประการใด ไม่ เป็นเพียงการเคารพสิ่งที่ควรเคารพด้วยสติปัญญา เพื่อ เป็นแบบฉบับที่ดีสำหรับผู้ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จักได้ไต่เต้าขึ้น มาสู่ระดับสูงได้สำเร็จโดยง่าย แต่ไม่ต้องข้องแวะด้วยความ

น.263 ชื่ออย่างงมงายแต่ประการใด นับว่าเป็นวิสัยของพุทธบริษัท แท้ และเป็นการถึงธรรมตามความหมายที่ ๔ นี้อย่างถูกต้อง ด้วย ไม่มีอะไรที่บกพร่องน่าตำหนิติเตียนแต่ประการใดเลย ขอให้ผู้ศึกษาทั้งหลายแยกความหมายของการถึงธรรมประเภท ที่ ๔ นี้ออกเป็นสองอย่างดังที่กล่าวแล้วนี้ ขอสรุปความเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกันทั้งสี่หมวดในที่ สุดอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าเราเพ่งเอาความหมายอย่างผิวเผินตาม ตัวหนังสือ หลักเกณฑ์ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นอย่างหนึ่ง แต่ถ้า เราเพ่งลึกลงไปถึงความจริงและให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วย โดยไม่ถือเอาตัวหนังสือเป็นประมาณแล้ว หลักเกณฑ์ก็เกิด ขึ้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังเช่นถ้ากล่าวตามตัวหนังสือ การถึง ธรรมตามความหมายที่ ๑ และที่ ๒ เป็นสิ่งที่ถึงได้ด้วย ความรู้ และความเข้าใจเพียงเท่านั้นก็พอแล้ว แต่ถ้าให้ถึงที่สุดของ ความหมายกันจริงๆ คือให้ปล่อยวางสิ่งทั้งปวงได้และถึงที่สุด ของคำสอนจริง ๆ ด้วยแล้ว ก็ต้องอาศัยการถึงด้วยการรู้แจ้ง แทงตลอด ส่วนธรรมในความหมายที่ ๓ คือความดีสูงสุดของ มนุษย์นั้น ดูคล้ายกับว่าต้องถึงการรู้แจ้งแทงตลอดเพียงอย่าง เดียว แต่ตามความจริงนั้นต้องใช้ครบทุกอย่าง คือทั้งรู้

น.264 ทั้งเข้าใจ และทั้งรู้แจ้งแทงตลอด ชนิดที่เป็นเครือเดียวกัน แท้ ส่วนธรรมในความหมายที่ ๔ คือหมายถึงต้นเหตุนี้ ถ้าดู อย่างผิวเผินคล้ายกับว่าไม่ต้องไปถึงอะไรให้ป่วยการ หรือมัน ไม่ใช่ธุระของเรา เพียงแต่รู้หรือเข้าใจเอาไว้เล่น ๆ ก็พอแล้ว แต่โดยเนื้อแท้นั้นเราต้องเข้าถึงตัวมันให้ได้ แล้วกำจัดมัน เสียอย่างไม่เหลือเชื้ออะไรไว้ จึงจะถูกต้องตามเรื่องราวและ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ทั้งหมดนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่จะต้อง กำหนดไว้เป็นอย่างดี เพื่อความไม่ฟั่นเผือแห่งการถึงธรรม ด้วยประการทั้งปวง

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต