Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๒๑ — ใคร อะไร เป็นผู้ถึงธรรม

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.265 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา เป็นการประมวลให้เห็น สิ่งที่เรียกว่า ธรรม โดยทุกแง่ทุกมุมตลอดถึงวิธีการโดยย่อที่ จะทำให้ถึงธรรมตามความหมายในหมวดนั้น ๆ ได้อย่างไร ? สำหรับการบรรยายในครั้งที่ ๒๑ นี้ จะได้วินิจฉัยกัน ในส่วนที่ว่า ใครหรืออะไรซึ่งเป็นผู้ถึงธรรม ซึ่งนับว่าเป็น

น.266 สิ่งที่ยังสลัวอยู่มาก เพราะมีความหมายซับซ้อนเช่นเดียวกัน กับคำว่า "ธรรม" หรือความหมายของคำว่า "ถึง" นั่นเอง เมื่อตั้งปัญหาขึ้นว่า อะไรเป็นผู้ถึงธรรม ? ก็พึงทราบว่าสิ่งซึ่ง จะเป็นผู้ถึงนั้นก็มีมากเท่า ๆ กับลักษณะของการถึง ซึ่งมี ความหมายหลายอย่างนั้นเหมือนกัน ตัวอย่างที่จะทำให้เข้าใจ ได้ดีก็คือ คำพูดที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา เช่น คำว่าถึง กรุงเทพฯ ถึงที่หมายปลายทาง ถึงความเสื่อมเสีย ถึงความ เจริญ ถึงความชำรุดทรุดโทรม ถึงความสุข ถึงความทุกข์ ถึงโลกุตตรธรรม และถึงนิพพานเป็นที่สุดจากคำว่าถึงหลายๆ ความหมายเหล่านี้ ขอให้ลองพิจารณาดูด้วยตนเองก่อนทุกๆ ท่านว่ามันมีความหมายต่างกันอย่างไร เช่นเมื่อเราพูดว่าถึง กรุงเทพฯ อะไรเป็นผู้ถึง, เมื่อพูดว่าถึงความเสื่อมเสียหรือ ความเจริญเป็นต้น ก็ต้องคิดดูว่าอะไรเป็นผู้ถึง, หรือเมื่อ พูดว่า ถึงความสุข ถึงความทุกข์ ถึงโลกุตตรธรรม ถึง นิพพานเหล่านี้ อะไรเป็นผู้ถึง, เมื่อเราประมวลการถึงหลายๆ อย่างมาพิจารณาดูพร้อม ๆ กัน เราก็พอจะมองเห็นความ แตกต่างกันของสิ่งซึ่งเป็นผู้ถึง และพร้อมกันนั้นก็จะเห็นได้ อีกว่า สิ่งที่ถึงหรือเป็นผู้ถึงนั้นแตกต่างกันมาก แล้วมิหนำซ้ำ

น.267 ในบางกรณีนั้น สิ่งที่ถึงนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง หรือมีชื่อเรียก อีกอย่างหนึ่ง จากที่เรียกกันอยู่ตามธรรมดา เช่นตามความ จริงนั้น จิตหรือกายเป็นผู้ถึง แต่เราก็ต้องพูดว่า เราเป็นผู้ ถึงหรือคนเป็นผู้ถึง แล้วแต่ว่าในกรณีนั้น ๆ เราประสงค์จะ กล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน หรือว่าโดยธรรมาธิษฐานเป็นต้น ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันสืบไปตามลำดับ ถ้าเรื่องที่กล่าวนั้นเป็น เรื่องทางวัตถุ ก็หมายความว่าวัตถุนั้นเองเป็นสิ่งที่ถึง หรือ ถ้าเป็นเรื่องทางเนื้อหนังร่างกาย ก็ได้แก่เนื้อหนังร่างกาย นั่นเองเป็นผู้ถึง ถ้าเป็นเรื่องที่กล่าวกันอยู่ตามปกติในหมู่ มนุษย์ เช่นที่กล่าวว่าเดินทางไปจนถึงปลายทาง หรือเดิน ทางถึงกรุงเทพฯ อย่างนี้เป็นต้น ก็หมายความว่าทั้งกลุ่มที่ เรียกว่าคนนั่นแหละเป็นผู้ถึง แต่ถ้าเป็นเรื่องของการคิดไปถึงหรือฝันไปถึง มันก็ เป็นเรื่องของจิตใจล้วน ๆ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นผู้ถึงในที่นี้ ส่วน ในกรณีที่พูดว่าถึงซึ่งความเสื่อม หรือความเจริญเป็นต้นนั้น ย่อมเล็งถึงจิตใจเป็นส่วนใหญ่กว่าที่เป็นส่วนร่างกาย และยัง เล็งถึงนามธรรมบางอย่างที่แฝงกันอยู่ เช่น เกียรติยศหรือ ชื่อเสียงของผู้นั้นด้วย แล้วยังรวมไปถึงวัตถุสิ่งของซึ่งสมมติ

น.268 กันว่าเป็นของผู้นั้นด้วย จึงนับว่ามีความหมายอย่างเป็นวง กว้างมากออกไปกว่าที่จะเป็นเพียงจิตใจล้วน ๆ หรือร่างกาย ล้วน ๆ ไม่เหมือนกับเมื่อเราพูดว่า ถึงซึ่งความชราหรือ ความเจ็บไข้ ซึ่งตามปกติก็เล็งถึงร่างกายเป็นส่วนใหญ่ แต่ เมื่อพูดว่าถึงซึ่งความโสมนัสและโทมนัส เราก็เล็งถึงจิตใจ ล้วน ๆ หรือเป็นส่วนใหญ่แทบทั้งหมด แต่ครั้นเมื่อพูดว่าถึง ซึ่งความสุขหรือความทุกข์ เราก็มักจะเล็งถึงร่างกายครึ่งหนึ่ง จิตใจครึ่งหนึ่ง ก้ำกึ่งกัน แต่ครั้นเมื่อพูดว่าถึงธรรมหรือถึง โลกุตตรธรรม หรือถึงนิพพานดังนี้ มันกลายเป็นเรื่องที่ยิ่ง กว่าร่างกายหรือจิตใจ คือกลายเป็นเรื่องของสติปัญญาหรือ ทิฏฐิ อันได้แก่ความเห็นหรือความรู้สึกต่าง ๆ ซึ่งเนื่องกัน อยู่กับปัญญา ดังนั้นเมื่อประมวลมาทั้งหมด ก็พอจะสรุปได้ว่า ถ้าเป็นการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐานก็เป็นอันว่า คนชื่อนั้น ชื่อนี้นั่นเองเป็นผู้ถึง แต่ถ้าเป็นการกล่าวอย่างธรรมาธิษฐาน ก็ยังอาจจะแบ่งได้เป็นชั้น ๆ ว่า ร่างกายหรืออายตนะที่เนื่อง ด้วยร่างกายเป็นผู้ถึงก็มี, จิตหรือสิ่งที่เนื่องด้วยจิตเป็นผู้ถึง ก็มี, ปัญญาหรือญาณเป็นผู้ถึงก็มี, เป็นสามระดับด้วยกัน ดังนี้

น.269 อย่างแรกที่เรียกว่า เป็นการถึงด้วยอายตนะทางรูป ธรรมหรือทางร่างกายนั้น หมายถึงการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และทางกายล้วน ๆ และเกิดความรู้สึก ตามธรรมชาติที่เป็นไปทางกายโดยส่วนเดียว ไม่เกี่ยวกับสติ ปัญญา หรือบางทีก็ไม่เกี่ยวแม้แต่กับความคิดนึก เราจะยก ตัวอย่างเพื่อความเข้าใจง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ดูกันบ้าง โดย ยกเอาการเห็นทรากศพมาเป็นตัวอย่าง การถึงหรือการเห็น ทรากศพของพวกสัปเหร่อตามป่าช้าเป็นเพียงการถึงด้วยอาย- ตนะทางกายล้วนๆ ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าเป็น เพียงวัตถุล้วน ๆ เช่นเขาไม่รู้สึกว่าเป็นของสกปรก หรือ น่า เกลียดน่ากลัว หรือมีความสลดสังเวช หรือว่ามีลักษณะ แห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้เป็นต้น เพราะมันเป็นเพียงการเห็น หรือการถึงทางร่างกาย หรือ ทางรูปล้วน ๆ แต่ถ้าเป็นพวกเราชาวบ้านหรือเป็นสัตบุรุษ เห็นหรือถึงทรากศพนั้น ย่อมเกิดความรู้สึกขยะแขยงบ้าง กลัวบ้าง สลดสังเวชในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาบ้าง ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า การเห็นหรือการถึงนั้นเป็นเรื่องลึกลง ไปถึงจิตใจ ไม่ได้ถึงเพียงร่างกายเหมือนพวกสัปเหร่อ

น.270 ทีนี้สูงขึ้นไปอีก ก็ถึงพวกโยคาวจรโดยเฉพาะและเป็น วิปัสสกบุคคลที่เจริญวิปัสสนาสำเร็จแล้ว ทำให้เกิดญาณมี ประการต่าง ๆ มีนิพพิทาญาณเป็นต้น เนื่องด้วยการเห็น หรือการถึงทรากศพนั้น เป็นการถึงด้วยสติปัญญาอย่างสูง คือเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งหรือสูงไปกว่าการเห็นด้วยจิตใจของคน ธรรมดา ทั้งหมดนี้ทำให้เราจับใจความได้ว่า ศพ ๆ เดียวกัน นั่นแหละ แล้วก็สิ่งที่เรียกว่าคนนั่นแหละเป็นผู้เห็น หรือเป็น ผู้ถึง แต่แล้วมันไปต่างกันในข้อที่ว่า คนหนึ่งเห็นด้วยกาย หรือด้วยตาตามธรรมดา คนหนึ่งเห็นด้วยจิตใจ อีกคนหนึ่ง เห็นด้วยสติปัญญาในขั้นที่ลึกซึ้ง ผลของการเห็นจึงแตกต่าง กันจนเทียบกันไม่ได้ ดังนั้นเราจึงได้กล่าวว่า ร่างกายเป็นผู้ ถึงก็ได้, จิตเป็นผู้ถึงก็ได้, สติปัญญาหรือทิฏฐิญาณทัศนะ เป็นผู้ถึงก็ได้, อย่างที่หนึ่งเป็นเรื่องทางอายตนะของกาย ล้วน ๆ อย่างที่สองเป็นเรื่องของจิตหรือเป็นเรื่องของการคิด นึกรู้สึกหรือการใช้เหตุผล ส่วนอย่างที่สามนั้นเป็นเรื่องของ ญาณหรือความรู้แจ้งแทงตลอดลงไป แม้ไม่ต้องอาศัยเหตุผล การลุถึงธรรมในขั้นสูง เช่นการลุถึงนิพพานย่อม เป็นการถึงประเภทหลังนี้ ซึ่งหมายถึงการที่ได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ

น.271 ไปอย่างสมบูรณ์รู้แจ้งแทงตลอดถึงความจริงอันลึกซึ้งของสิ่ง นั้นๆ ซึ่งเราจะสรุปสั้น ๆ ได้อีกครั้งหนึ่งว่า ถ้ากล่าวอย่าง สมมติก็กล่าวว่าคนนั้นหรือคนนี้เห็นหรือถึง แต่ถ้ากล่าวอย่าง ความจริงในขั้นปรมัตถ์ ก็แบ่งออกได้เป็นสามชั้นว่า ร่างกาย ถึง จิตใจถึง และสติปัญญา หรือทิฏฐิ หรือญาณถึง เป็น สามอย่างด้วยกันดังนี้ สิ่งที่ควรนำมาเปรียบเทียบเพื่อทำความแจ่มแจ้งยิ่ง ขึ้นไปอีกมีอยู่ว่า นักวิทยาศาสตร์ชั้นเอกก็เห็นธรรมชาติ นัก วิปัสสนาชั้นเอกก็เห็นธรรมชาติ แต่แล้วทำไมจึงได้ผลไม่ เหมือนกัน ผลจากการเห็นธรรมชาติของนักวิทยาศาสตร์นั้น ทำให้เกิดความรู้และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย จน กระทั่งเกิดการลุ่มหลงไปตามสิ่งเหล่านั้น ส่วนการเห็นธรรม- ชาติของนักวิปัสสนานั้น อาจจะไม่ทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้น มาก็ได้ แต่ได้ทำให้เกิดความรู้ชนิดที่จะไม่ลุ่มหลงไปตาม ธรรมชาติหรือต่อผลิตผลที่ผลิตขึ้นจากธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะ ว่าการเห็นธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดความรู้หรือความรู้สึกขึ้นใน ระหว่างคนสองพวกนี้นั้น เห็นไปในทางตรงข้าม กล่าวคือ จากการเห็นนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาด้วยกัน ทั้งนั้น

น.272 และเรียกได้ว่าปัญญาด้วยกันทั้งนั้น แต่ปัญญาชนิดหนึ่งนั้น เป็นปัญญาปลอมหรือปัญญาทาส ส่วนอีกทางหนึ่งนั้นเป็น ปัญญาแท้ หรือเป็นปัญญานาย ที่เป็นปัญญาปลอมหรือ ปัญญาทาสนั้น ยิ่งรู้ยิ่งเห็นก็ยิ่งหลง ส่วนที่เป็นปัญญาแท้ หรือปัญญานายนั้น ยิ่งรู้ยิ่งเห็นก็ยิ่งหลุด คือยิ่งไม่หลง การ เห็นธรรมชาติของนักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป ทำให้เกิดปัญญา ทาส จึงยิ่งติด ยิ่งหลง ยิ่งจมอยู่ในโลกไม่มีสร่าง ส่วนการ เห็นของนักวิปัสสนาที่ถูกต้องนั้น เห็นธรรมชาติเท่าไร ก็ยิ่ง เกิดปัญญาแท้หรือปัญญาอิสระเป็นนายเหนือสิ่งทั้งปวง ยิ่ง เห็นก็ยิ่งหลุด คือไม่หลงติดอยู่ในสิ่งที่ยั่วให้หลง มีผลเป็น ความแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม ดังนี้ เมื่อเปรียบเทียบขึ้นมาถึงคู่นี้เราย่อมเห็นได้ว่า แม้ ว่าเราจะได้เขยิบสูงขึ้นมาจนถึงขั้นที่เรียกว่าสติปัญญาเป็นผู้ เห็นดังนี้แล้ว มันก็ยังแบ่งออกจากกันได้สองพวก คือปัญญา แท้หรือปัญญาไม่แท้ ดังนั้นอย่างแรกมีปัญญาไม่แท้เป็นผู้เห็น อย่างหลังมีปัญญาแท้เป็นผู้เห็น แม้ว่าจะมีปัญญาแท้เป็นผู้เห็น ก็ยังมีปัญหาอยู่อีกว่า เห็นไปถึงที่สุดหรือไม่ถึงที่สุด ปัญญา แท้ที่ดำเนินไปจนถึงที่สุดนั้น เราให้ชื่อเสียใหม่ว่า "ญาณ"

น.273 และหมายถึงสัมมาญาณที่เต็มเปี่ยม หรือสมบูรณ์ตามมาตรฐาน ทำหน้าที่ของญาณนั้น ๆ ได้เต็มตามความหมาย จนกระทั่ง เกิดความรู้สึกในใจขึ้นมาจริง ๆ ตัวอย่างเช่นนิพพิทาญาณ ย่อมหมายความว่า ความรู้เป็นไปถึงที่สุดจนเป็นญาณ แล้ว มีความรู้สึกเป็นความเบื่อหน่ายอยู่จริง โดยไม่ต้องคิด ไม่ต้อง นึก ไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรเลย ข้อนี้เรียกว่าปัญญาที่ดำเนิน ไปจนถึงที่สุด เป็นผู้ถึง หรือเป็นผู้เห็น ดังนั้นทำให้เรากล่าว ได้ว่า แม้ในหมู่ของนักวิปัสสนาด้วยกัน ก็ยังมีนักวิปัสสนาที่ เป็นไปถึงที่สุดบ้าง ไม่เป็นไปถึงที่สุดบ้าง ญาณของนักวิปัส- สนาที่เป็นไปถึงที่สุดเท่านั้น ที่เป็นผู้ถึง หรือจะเป็นสิ่งที่ถึง ธรรม ซึ่งถ้ากล่าวอย่างบุคคลาธิษฐานก็ว่า นักวิปัสสนาชื่อ นั้นชื่อนี้เป็นผู้ถึงธรรม แต่ถ้ากล่าวอย่างธรรมาธิษฐานก็ว่า ญาณที่เป็นไปถึงที่สุดในสังขารกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ถึงธรรม เท่าที่กล่าวมานี้ ขอให้นักศึกษาประมวลดูด้วยตน เองว่า การถึงธรรมนั้นมีอะไรเป็นผู้ถึง และมีอยู่กี่ชั้นกี่ตอน และมีวิธีพูดอยู่กี่วิธี จนกระทั่งในที่สุดก็จับใจความสำคัญได้ ด้วยตนเองว่า ถ้ากล่าวอย่างสมมติก็คนนั่นแหละเป็นผู้ถึง ถ้ากล่าวอย่างปรมัตถ์ในบางกรณีก็ร่างกายถึง, ในบางกรณีก็

น.274 จิตใจถึง, ในบางกรณีก็เกี่ยวเนื่องกัน, และในบางกรณีหรือใน กรณีสูงสุดนั้น สติปัญญาเป็นผู้ถึง และยังมีสติปัญญาตาม ธรรมดาเป็นไปอย่างโลก ๆ และมีสติปัญญาอย่างพิเศษ คือ สติปัญญาที่เป็นไปถึงที่สุด จนออกไปนอกโลกหรืออยู่เหนือ โลก คือหลุดพ้นไปจากความยึดมั่นถือมั่นต่อโลก หรือลุถึง ธรรมในระดับสูงสุด คือนิพพานเป็นต้น แต่ในที่สุดมีข้อ เท็จจริงที่จะต้องทราบอีกอย่างหนึ่งว่า ร่างกายกับจิตใจและสติ ปัญญานี้เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ หมายความว่าโดยทางพฤตินัย นั้น สิ่งทั้งสามนี้ไม่อาจจะแยกกันได้ แต่การกล่าวในที่นี้ เรากล่าวกันอย่างนิตินัยหรือตาม หลักวิชา ที่พยายามจะแยกให้เห็นเป็นส่วน ๆ ดังนั้นเมื่อกล่าว ว่าสติปัญญาเป็นผู้ถึง ก็หมายความว่าสติปัญญานั้นอาศัยอยู่ที่ จิตใจ และจิตใจอาศัยอยู่ที่ร่างกาย จึงเลยรวมเป็นกลุ่มเดียว กันว่า ร่างกายที่ประกอบอยู่ด้วยจิตใจ ซึ่งมีสติปัญญาสูงสุด นั่นแหละเป็นผู้เห็นหรือผู้ถึง แต่เนื่องจากว่าการเห็นหรือ การถึงนั้น สำเร็จขึ้นมาได้ เพราะอำนาจของปัญญาในขั้นสูง สุด เราจึงกล่าวว่า ญาณ หรือ ปัญญา นั้นเป็นเครื่องถึงหรือ เป็นผู้ถึง ไม่กล่าวอย่างรวม ๆ ไปว่าร่างกายจิตใจปัญญาเป็น

น.275 ผู้ถึง ทั้งนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นความสำคัญของปัญญา แล้วมา พยายามก่อสร้างหรือพอกพูนปัญญา นั้นด้วยกัน จง ทุกคนเถิด ทั้งหมดนี้เป็นคำตอบของปัญหาที่ว่า ในกรณีแห่งการถึง ธรรมถึงที่สุดนั้น มีอะไรเป็นผู้ถึง ดังนี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต