Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๒๒ — ตะล่อมใจความส่วนลึก

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.276 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายครั้งที่ ๒๒ นี้ ขอให้ถือเอาเป็นโอกาส พิเศษสำหรับการซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับ การบรรยาย ทุก ครั้งที่แล้วมา หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การตะล่อมใจ ความทั้งหมดเข้ามาเป็นใจความสั้น ๆ เพื่อซักซ้อมความเข้า ใจกันให้เป็นที่แน่นอน ป้องกันการฟั่นเฝือ เนื่องจากว่า

น.277 วามยึดมั่นถือมั่นในความดี หรือเรียกว่าละความดีเสีย เมื่อความทุกข์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ ทั้งจากความชั่วและ ความดีเช่นนี้แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องละเสียให้หมดทั้งสอง อย่าง การทำเช่นนั้น ไม่มีทางอื่นเลย นอกจากทางที่ จะละความรู้สึกว่า "คน" เสียเท่านั้นเอง เพราะว่าถ้าความ รู้สึกว่า "คน" ยังมีเหลืออยู่เพียงใดแล้ว ก็จะมีความรู้สึก ว่าชั่วหรือดีเหลืออยู่เพียงนั้น เพราะว่าเป็นความรู้สึกที่อยู่ ในระดับเดียวกัน คือยังมีความยึดมั่นถือมั่นตัวเอง ยึดมั่น ความดี หรือความชั่ว ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัว เช่น เกลียดความชั่ว หรือรักความดีเป็นต้น ซึ่งยังมีคนที่ อยากจะดี ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ จนกว่าจะดีถึงที่สุด ยัง มีความรู้สึกว่า มีคนที่เป็นเจ้าของความดี. หรือมีคนดี เป็นต้นอยู่ร่ำไป อย่างนี้ เรียกว่ายังมีคนเหลืออยู่ คนยัง ไม่ได้หลอมตัวเป็นธรรม จึงยังไม่เรียกว่าถึงธรรมในที่นี้ ต่อเมื่อใดความรู้สึกว่าคนหมดไป เหลืออยู่แต่ธรรมหรือ ธรรมชาติล้วน ๆ แล้ว เมื่อนั้นจึงจะถือว่า เป็นการถึง ธรรมอย่างแท้จริงและถึงที่สุด ดังนั้นจึงอาจจะกล่าวได้อย่าง สรุปสั้น ๆ ว่า ถ้าคนถึงธรรม ก็เท่ากับคนหมดไป ถ้าคน

น.278 ไม่ถึงธรรม ก็คือคนยังเหลืออยู่ คนที่ยังเหลืออยู่นั้น แม้จะเป็นเพียงธรรม หรือธรรมชาติอย่างหนึ่งโดยกำเนิด แต่ก็ถูกยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานว่าเป็นคนอยู่ร่ำไป หา เป็นธรรมขึ้นมาได้ไม่ ทั้งที่แท้จริงคนก็คือธรรมนั่นเอง แต่คนหารู้สึกอย่างนั้นไม่ กลับไปรู้สึกต่อธรรม หรือธรรม ชาติอันนั้นว่าเป็นคน คือเป็นตัวเป็นตนของตนไปเสียด้วย อำนาจของความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ไม่มีความรู้สึกว่า ธรรม หรือธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้นเกิดขึ้นมาในใจของ คนได้ สิ่งที่เรียกว่าคนได้ปิดบังธรรมชาติ ที่เรียกว่า ธรรมเสียอย่างมิดชิด ดังนั้นจึงมีอยู่แต่คนในความรู้สึก ไม่มี ความรู้สึกหรือความเห็นว่าเป็นธรรมล้วน ๆ เลย นี่แหละ คือภาวะที่เรียกว่าคนเหลืออยู่ ส่วนสิ่งที่เรียกว่าธรรมไม่ ปรากฏในความรู้สึกเลย ส่วนในกรณีที่ตรงกันข้ามคือมีการ ถึงธรรมนั้น ก็คือความรู้สึกว่าคนไม่ได้เหลืออยู่ในจิตใจ ไม่อาจจะรู้สึกสิ่งใดหรือส่วนใดว่าเป็นคน มองเห็นเป็น ธรรมหรือเป็นธรรมชาติ ที่ไม่ใช่คนไปเสียหมดทุกสิ่งทุก อย่าง จึงไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคน แต่รู้สึกเป็น ธรรมหรือเป็นธรรมชาติไปเสีย ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่า

น.279 เป็นคนเหลืออยู่อีกต่อไป ร่างกายและจิตใจก็เป็นเพียง ธรรมชาติ ความดีและความชั่วก็เป็นเพียงธรรมชาติ ความ สุขและความทุกข์ก็เป็นเพียงธรรมชาติ หรืออะไร ๆ ทุก อย่างที่จะรู้สึกได้ ก็ล้วนแต่เป็นเพียงธรรมชาติ ภาวะเช่นนี้ เรียกว่า เป็นภาวะที่เหลืออยู่แต่ธรรม ส่วนสิ่งที่เรียกว่าคน นั้นหายไปอย่างไม่มีร่องรอยหรือจะตามหาอีกสักเท่าไร ๆ ก็ ไม่พบ นี่แหละคือภาวะที่คนถึงธรรมอย่างแท้จริง จนกระ- ทั่งคนหายไป เหลืออยู่แต่ธรรมดังนี้ และถือว่าภาวะ เช่นนี้ เป็นที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์โดยประการทั้งปวง อยู่ เหนือดีเหนือชั่ว เหนือกรรม เหนือเวลา เหนือความ ตาย และเหนืออะไรทุกอย่าง แต่ก็ยังเป็นภาวะซึ่งจิตที่หลุด พ้นแล้ว สามารถจะรู้สึกได้อยู่นั่นเอง จึงเรียกว่าเป็น ภาวะแห่งการถึงธรรม และถึงเสร็จแล้วอย่างสมบูรณ์ โดย ไม่ต้องมีตัวคนที่เป็นผู้ถึง ถ้าจะเกณฑ์ให้มีผู้ถึงก็ได้แก่สติ ปัญญาหรือญาณในขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ถึงธรรมในที่นี้ ซึ่ง ทำให้เราเห็นได้แล้วว่า คำว่า "ผู้" ในที่นี้ไม่ได้หมาย ถึงคนหรือผู้คน เป็นเพียงเรายืมเอาคำพูดตามธรรมดามา ใช้พูด เพราะจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น มิฉะนั้นแล้ว

น.280 ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ดังนั้นเราจึงพูดว่า ญาณหรือสติปัญญา เป็นผู้ถึงธรรม ทีนี้ถ้าเราลองมองดูให้ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่งว่า ถึงแม้ ตัวสติปัญญาหรือตัวญาณนั้นก็เหมือนกัน ล้วนแต่เป็น เพียงธรรมอย่างเดียวกัน หรือเป็นเพียงธรรมชาติเท่านั้น ดังนั้นเมื่อญาณหรือสติปัญญาเป็นผู้ถึงธรรม เรื่องมันก็เป็น ว่า ธรรมนั่นแหละถึงธรรม และเป็นธรรมอย่างเดียว กันด้วย คือเป็นเพียงธรรมชาติล้วน ๆ อย่างเดียวกันด้วย มันจึงกลายเป็นเพียงธรรมอย่างเดียวกัน ถึงธรรมอย่าง เดียวกัน หรือหลอมตัวเข้าเป็นสิ่งอันเดียวกัน เหลือ อยู่แต่ธรรมซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียว นี่คือภาวะที่เรียกว่าหลอม ตัวเข้าด้วยกันจนเหลืออยู่แต่ธรรม ทีนี้อาจจะมีผู้แย้งว่า เมื่อตะกี้นี้ก็พูดว่า คน คือ ธรรม และทำไมคนจึงหลอมตัวเป็นอันเดียวกับธรรมไม่ ได้ พอถึงทีของสติปัญญาหรือญาณซึ่งเป็นธรรมด้วยกัน ทำไมจึงหลอมตัวเข้าด้วยกันได้ ? คำถามนี้ไม่น่าจะถามเลย เพราะว่าถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว ย่อมจะเห็นได้เองว่า ถึง แม้ว่าคนจะเป็นธรรมโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ในคนนั้น ยังไม่มีสติปัญญาที่แท้จริง ที่จะทำให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า

น.281 นนั้นเป็นเพียงธรรมหาใช่เป็นคนไม่ เขามีความรู้ผิด มี ความเข้าใจผิด มีความยึดมั่นถือมั่น ไปยึดเอาธรรมชาติ ล้วน ๆ นั้นเป็นคนขึ้นมา ตัวคนในความรู้สึกยึดมั่นถือ มั่นนั่นแหละเป็นเครื่องขัดขวางเอาไว้ ไม่ให้ธรรมส่วนที่ ถูกยึดว่าเป็นคนหลอมตัวเข้ากันได้กับธรรม ซึ่งเป็นธรรม- ชาติแท้ คนที่เต็มอัดอยู่ด้วยความรู้สึกว่าคน. จึงร่วมกับ ธรรมไม่ได้ หรือที่เรียกว่าหลอมตัวเข้ากับธรรมไม่ได้ ส่วนคนที่มีสติปัญญาถึงที่สุด จนกระทั่งไม่มีความรู้สึกว่า คนในตัวเองนั้น. ย่อมรวมเข้ากับธรรมได้ อาจจะมีผู้ถาม ต่อไปอีกว่า อุปาทานที่ยึดมั่นว่าคนและสติปัญญาที่รู้ว่าไม่ มีคน ทั้งสองอย่างนี้ ก็ล้วนแต่เป็นเพียงธรรมหรือธรรม- ชาติด้วยกันทั้งนั้นมิใช่หรือ? แล้วทำไมอุปาทานจึงทำให้คน ไม่ถึงธรรม แต่สติปัญญากลับทำให้คนถึงธรรมไปได้เล่า ? คำตอบก็เป็นทำนองเดียวกันกับที่แล้วมาคือตอบว่าถ้าสังเกตดู ให้ดี ก็พอจะมองเห็นว่าอุปาทานนั้นมีมูลมาจากอวิชชา คือความหลงมันต้องการแต่จะพยายามยึดมั่นถือมั่น แยก ธรรมออกมาเป็นคน. คือเอามายึดมั่นถือมั่นเป็นคนเสมอ ไป ไม่ยอมเห็นเป็นธรรม ต้องการจะเป็นคนเสมอไป. มี

น.282 ผลเท่ากับไม่ยอมรวมนั่นเอง ดังนั้นอุปาทานทั้งที่เป็นเพียง ธรรมชาติ ก็ไม่ช่วยให้คนถึงธรรม. หรือถึงธรรมชาติ ได้ ส่วนสิ่งที่เรียกว่าสติปัญญาหรือญาณนั้น มีมูลมาจาก วิชชา คือความรู้แจ้งตามที่เป็นจริง. เกิดไปรู้เข้าในทำ- นองที่ว่า อ้าว ! นี่ก็มันไม่ใช่คนนี่. มันเป็นเพียงธรรมนี่ ดังนั้นมันจึงถึงหรือรวมกันได้ในทันที โดยไม่มีการฝืนแต่ ประการใด ข้อนี้ทำให้เรามองเห็นความจริงอีกแง่หนึ่งว่า อวิชชาหรืออุปาทานนั้น เป็นธรรมหรือเป็นธรรมชาติฝ่าย ที่ปรุงแต่งให้ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง แยกตัวออกไปเรื่อย ตามความอยากที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ จากการกระทบทางตา ทาง หู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเอง ส่วน วิชชาหรือญาณนั้นเป็นธรรมหรือธรรมชาติ ที่เป็นไปเพื่อ หยุดการปรุงแต่ง หยุดการไหลเวียนเปลี่ยนแปลง หยุด เสียซึ่งความอยากโดยประการทั้งปวง แม้ว่าจะมีอารมณ์มา กระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่างเดียวกัน เมื่อมันผิดกันอย่างตรงกันข้ามอย่างนี้ ผล ก็เกิดขึ้นอย่างตรงกันข้าม คือความรู้สึกว่า "คน" นั้น ย่อมขัดขวางการรวมกันกับธรรมอยู่เสมอไป ถ้าหมดความ

น.283 รู้สึกอันนี้แล้ว ก็เป็นการรวมกับธรรมอยู่ในตัวมันเอง ข้อ นี้ทำให้เราเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมหรือธรรมชาตินั้น มีเพียงสิ่งเดียว อย่างเดียวและไม่เป็นอะไรกับใครทั้งหมด ถืออย่างนั้นก็ยังอาจจะถูกยึดถือให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็น อย่างนี้อย่างโน้น ไปได้มากมายจนเหลือที่จะกล่าวได้ซึ่ง เป็นการแยกตัวออกไปจากภาวะเดิม และเป็นไปในทาง ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงปรุงแต่งเรื่อย จนกว่าเมื่อไรในสัง- ขารกลุ่มนั้น จะปรากฏสติปัญญาหรือญาณขึ้นมา จึงจะ หยุดการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงหรือปรุงแต่งนั้นได้ คือถึง ซึ่งความสงบ หรือความหยุด หรือความดับไม่เหลือเป็น ต้น แล้วแต่จะเรียก แต่โดยที่แท้ก็คือการกลับเป็นธรรม ตามเดิม ซึ่งเรียกโดยสมมติว่าถึงธรรมในที่นี้ ยังมีภาวะที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งได้แก่ ภาวะ ของ การที่ธรรมนั่นแหละ อาจจะถูกแบ่งแยกเป็นธรรมฝ่ายไหล เวียนเปลี่ยนแปลงและเป็น ฝ่าย ที่ไม่ไหลเวียน เปลี่ยนแปลง ในสองอย่างนี้ใคร ๆ ลองพิจารณาดูว่า อันไหนเป็นของ เดิม อันไหนเป็นของใหม่ ทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันเป็น เสียงเดียวกันว่า ภาวะที่ไม่ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงนั้น ควร

น.284 จะเป็นของเดิม และภาวะที่ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงนั้นเป็น ของใหม่ ถ้าจะเปรียบกับน้ำก็เปรียบได้ว่า ภาวะเดิมแท้ เปรียบเหมือนตัวแท้ของน้ำ ส่วนภาวะใหม่เปลี่ยนเหมือน กับคลื่นที่ปรากฏในขณะที่มีอะไรมาทำให้น้ำเป็นคลื่น เมื่อ เราไปที่ทะเลก็เห็นคลื่น จนลืมนึกถึงน้ำ เพราะสิ่งที่เรียก ว่าคลื่น ย่อมเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกหรือความยึดถือยิ่งกว่า สิ่งที่เรียกว่าน้ำ ความรู้สึกของเราจึงไปรู้สึกที่คลื่น ไม่รู้สึก ต่อสิ่งที่เรียกว่าน้ำ ถ้าถามว่าน้ำเปลี่ยนแปลงหรือคลื่น เปลี่ยนแปลง คนที่มีปัญญาลึกซึ้ง ย่อมจะเห็นว่าน้ำไม่ได้ เปลี่ยนแปลงคือน้ำคงเป็นน้ำอยู่ตามเดิม ภาวะที่เป็นมายา คือคลื่นนั่นแหละเปลี่ยนแปลง แต่คนธรรมดาไปเห็นเสีย ว่าน้ำเปลี่ยนรูป จึงถือว่าน้ำเปลี่ยนแปลงดังนี้ ถ้าอย่า ไปหลงยึดถือที่มายาคือคลื่น สนใจแต่ส่วนที่เป็นน้ำอย่าง เดียว ก็จะเห็นว่ามันจะมีอยู่ในรูปอย่างไรก็ได้ มันล้วน แต่เป็นน้ำแท้ ๆ หรือเป็นน้ำอย่างเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่า คลื่นก็หายไป หรือมีค่าเท่ากับมองไม่เห็น เห็นอยู่แต่ภาวะ ของความเป็นน้ำ ซึ่งมันจะมีภาวะอย่างไรมันก็เป็นน้ำอยู่ นั่นเอง จะเป็นน้ำที่อยู่ในขวด ในถ้วย ในบ่อ ในโอ่ง

น.285 หรือในทะเล หรือที่กำลังเป็นเม็ดตกลงมาจากฟ้า มันก็ เพียงสักว่าน้ำเท่านั้น มิได้เห็นเป็นสิ่งอื่น ๆ ไปตามรูปที่ มันเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่แท้ก็เป็นเพียงมายาเท่านั้นเอง ดัง นั้นถ้าคนไม่หลงไปตามการปรุงแต่งของเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง ก็ย่อมจะไม่หลงในมายาของสิ่งที่เรียกว่าคน. และจะไม่เห็น เป็นคนแต่จะเห็นเป็นเพียงธรรม หรือธรรมชาติล้วนๆ อย่างเสมอหน้ากันหมด ไม่ว่ามันจะอยู่ในลักษณะแห่งการ ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างไรกี่ร้อยกี่พันอย่างก็ตาม ไม่มี ความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นคน หรือเกี่ยวเนื่อง กันกับคนแต่ประการใดเลย. ความเป็นมายาว่าคนเป็นต้น นั้นก็หมดไป. กลายเป็นธรรมอยู่ในตัวมันเองขึ้นมาทันที ซึ่งเราเรียกว่า. การถึงธรรม ในที่นี้ข้อนี้ทำให้เห็นได้ว่า คำว่าถึงธรรมในกรณีของเรา มิได้มีความหมายอย่างคำว่า "ถึงธรรม" ของคนธรรมดาทั่วไป ขอให้เข้าใจไว้เป็นหลัก ที่ถูกต้องไม่ฟั่นเฝือเสียขั้นหนึ่งก่อนแล้วจะได้ศึกษากัน ถึง วิธีการเข้าถึงธรรมโดยทำนองนี้อย่างละเอียดสืบไป

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต