น.286 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่ ๒๓ นี้ จะได้เริ่มวินิจฉัยกัน ถึงเรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อการถึงธรรม และในขั้นแรกที่สุดนี้ จะ ได้มองดูถึงลู่ทางอย่างคร่าว ๆ กันไปก่อน ซึ่งเป็นวิธีศึกษา อย่างธรรมดาสามัญที่สุด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้ง หมดว่า ทั้งที่คนหรือกิเลสก็ล้วนแต่เป็นธรรมด้วยกัน แต่
น.287 นที่เข้าถึงธรรมไม่ได้ เพราะว่าธรรมส่วนที่ถูกยึดถือให้ เป็นคน. ด้วยอำนาจของธรรมประเภทที่เป็นกิเลส เช่น อุปาทานเป็นต้น. ซึ่งมีต้นตออยู่ที่อวิชชา ธรรมส่วนที่ ถูกยึดถือนี้. เกิดมีอาการปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยนแปลง เรื่อย. เป็นการปิดบังตัวมันเองอยู่ในตัวมันเอง หรือโดย ตัวมันเอง. ซึ่งเป็นลักษณะของอวิชชานั่นเองอยู่เรื่อยไป และมีอาการที่แบ่งแยกเป็นดีหรือชั่วไปได้อย่างน่าขบขันที่สุด ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้น. มีเพียงสิ่งเดียว. และไม่ ควรจะถูกแบ่งแยก ก็มาถูกแบ่งแยกอย่างน่าขบขันไป เช่น เดียวกับน้ำ เมื่อเกิดเป็นคลื่นแล้ว. ย่อมมีลักษณะที่อาจ จะแบ่งแยกได้ต่าง ๆ กัน ฉันใดก็ฉันนั้น ดังนั้นทำให้ เราเห็นได้ว่าการแบ่งแยกนั้นมีอยู่หรือมีได้. เฉพาะส่วนที่ เป็นมายาของสิ่งนั้นเท่านั้น เมื่อไปยึดถือในส่วนที่เป็นมา- ยาว่าเป็นของจริงเข้า ก็เกิดอาการหลงผิดอย่างน่าขบขัน ขึ้นมา และน่าเวทนาสงสารที่สุด. ในเมื่อกระทำไปตาม ความหลงผิดนั้น ตัวอย่างดังเช่นที่ถือกันอยู่ในลัทธิที่มี พระเป็นเจ้า ในบางกรณีก็พูดว่าพระเป็นเจ้าเป็นสิ่งบริสุทธิ์ หรือไม่เปลี่ยนแปลงดังนี้เป็นต้น ในบางกรณีก็กลายเป็นว่า
น.288 พระเป็นเจ้ามีอารมณ์เสียหรือทรงพิโรธขึ้นมา ก็ทำร้าย บุคคลนั้นด้วยการลงโทษเป็นต้น, บางคราวมีอารมณ์ดี โปรดปรานขึ้นมา ก็คุ้มครองหรือให้รางวัลบุคคลนั้นเป็น ต้น, ฟังดูเป็นที่น่าขบขันอย่างยิ่ง แต่ตามความเป็นจริง นั้นควรจะมีความหมายอย่างเดียวกัน ซึ่งมีใจความสั้น ๆ ว่า ธรรมที่เป็นธรรมชาติเดิมแท้ ย่อมบริสุทธิ์และไม่ เปลี่ยนแปลง ส่วนธรรมที่เป็นเพียงมายา ที่ยึดมั่น ถือมั่นหรือถูกปรุงแต่งไปในลักษณะใดลักษณะหนึ่งด้วยธรรม ประเภทเดียวกันแล้ว ก็มีอาการเหมือนกับว่าโกรธหรือให้ ร้าย ในเมื่อจัดเป็นฝ่ายชั่ว และย่อมมีอาการราวกับว่าดี หรือให้คุณในเมื่อจัดเป็นฝ่ายดี ดังนั้นการปฏิบัติเพื่อเป็น ไปในฝ่ายดี แม้จะดีที่สุดอย่างไร ก็ยังหาใช่เป็นการถึง ธรรมที่แท้ ที่บริสุทธิ์ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงแต่ประการใดไม่ ยังเป็นเพียงการถึงธรรมในขั้นที่ยังเป็นเพียงมายา หรือผิว เปลือกของธรรมในชั้นใดชั้นหนึ่งก่อนเท่านั้น ทำให้เรา กล่าวได้ว่า การปฏิบัติเพื่อถึงธรรม ก็คือการกระทำชนิดที่ เป็นการแทงทะลุผิวเปลือกที่เป็นมายาหรือเป็นอวิชชาเพื่อถึง ธรรมที่แท้จริงนั่นเอง ไม่ใช่ไปหลงติดอยู่ที่ความดีที่สุด
น.289 ดังนี้เป็นต้น ดังที่กล่าวแล้ว เมื่อความรู้สึกว่าคนยังมี เหลืออยู่ นั่นก็คืออวิชชาหรืออุปาทานที่เป็นผิวเปลือก ยัง หุ้มจิตใจอยู่ จิตใจนั้นจึงมืดมน ไม่มีความรู้ซึ่งเป็นความ แหลมคม ซึ่งจะเจาะแทงม่านของอวิชชาได้ จึงได้รู้จักแต่ ส่วนที่เป็นผิวเปลือกและเป็นมายา ไม่รู้เรื่องธรรมที่แท้จริง แต่ประการใดเลย แล้วจะไปสนใจให้ถูกตัวธรรมที่แท้จริง ได้อย่างไรกันแล้วยังแถมไปหลงสนใจหรือบูชาสิ่งซึ่งเป็นเพียง มายานั้นเป็นอย่างยิ่ง เท่า ๆ กับที่ไม่มีความสนใจในตัว ธรรมแท้ กลายเป็นการทำความอยุติธรรมต่อธรรมอย่าง ยิ่ง จนกระทั่งกลายเป็นการเหยียบย่ำหรือฆ่าธรรมไป” จึงได้ รับปฏิกิริยาตอบสนองจากธรรม คือธรรมเหยียบย่ำผู้นั้น หรือฆ่าผู้นั้น ในลักษณะที่เรียกว่าพระเป็นเจ้าทรงพิโรธ ต่อผู้นั้นขึ้นมา เพราะเขาไม่สนใจต่อพระเป็นเจ้า ทำความ อยุติธรรมต่อพระเป็นเจ้า ดังนั้นวิธีปฏิบัติเพื่อการถึงธรรม เมื่อกล่าวกันใน ลักษณะบุคคลาธิษฐานเช่นนี้แล้ว ย่อมกล่าวได้ว่า เขาจะ ต้องพยายามรู้เรื่องธรรม สนใจต่อธรรม ให้ความยุติธรรม ต่อธรรม ยกย่องธรรม คือไม่เหยียบย่ำธรรม ไม่ฆ่าธรรม
น.290 ดังนี้เป็นต้น แล้วประพฤติปฏิบัติโดยอาการที่กล่าวอย่างบุค- คลาธิษฐานได้สืบไปอีกว่า บัดนี้เขาเป็นมิตรผู้หวังดีต่อธรรม, เป็นผู้เสาะแสวงหาธรรม, เป็นผู้ภักดีต่อธรรม, เป็นสาวกของ ธรรม, เป็นผู้ให้ความยุติธรรมต่อธรรม, เป็นผู้เข้าถึงความ เป็นอันเดียวกันกับธรรมได้ในที่สุด ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการ กล่าวอย่างบุคคลาธิษฐานเท่านั้น เพื่อเป็นการชี้ให้เห็นความ หมายของการกระทำได้อย่างง่ายๆ เพื่อปฏิบัติไปตามลำดับ สำหรับบุคคลผู้แรกประพฤติธรรมเรื่อยไป จนกว่าจะถึงขั้นที่ ลุถึงความจริง ซึ่งกล่าวอย่างธรรมาธิษฐานว่า ไม่มีความยึด มั่นถือมั่นธรรมใด ๆ โดยประการใด ๆ ว่าเป็นตัวเป็นตนหรือ เป็นอะไร นอกจากเป็นเพียงธรรมไปตามธรรมชาติเท่านั้น เรียกว่าผู้นั้นได้หลอมตัวเป็นอันเดียวกับธรรมไปแล้ว และถึง ที่สุดของการปฏิบัติธรรมโดยประการทั้งปวง ไม่มีตัวผู้ปฏิบัติ ธรรม หรือกำลังดำเนินไปเพื่อถึงธรรมอีกต่อไป สรุปอย่าง สั้นที่สุดก็คือว่า คนคนนั้นได้เดินทางเข้าไปหาความสลาย ตัวเองในที่สุด เหลืออยู่แต่ความว่างจากคน กล่าวคือธรรม แท้ดังที่กล่าวแล้ว จิตใจของเขาจึงได้ดื่มรสของธรรมอย่าง เต็มที่ บัดนี้ปัญหามีอยู่ว่า คนส่วนมากไม่อยู่ในสภาพที่จะมี
น.291 วามรู้อย่างถูกต้องเช่นนี้ได้ คือไม่อาจจะเห็นธรรมโดย ความเป็นธรรม มีแต่จะเห็นธรรมโดยความเป็นบุคคล เป็น เรา เป็นเขา หรือเป็นพระเป็นเจ้า เป็นต้นไปเสียหมด เลยทำให้พูดกันอย่างธรรมาธิษฐานไม่รู้เรื่อง จึงเลยต้อง พูดกันอย่างบุคคลาธิษฐาน คือพูดอย่างมีคน มีสัตว์ ขึ้นมา เป็นจุดหมาย และมีจุดหมายปลายทางขึ้นมา มีทางที่จะต้อง เดินหรือจะต้องถึงขึ้นมา และมีความหวังหรือความอยากที่ เป็นเหตุให้เดินนั้นขึ้นมา เพื่อจะลุถึงสิ่งที่ประสงค์มุ่งหมายใน ปลายทาง ได้รับอะไรเป็นที่พอใจเรื่อย ๆ ไป และพร้อมกัน นั้นก็ฉลาดขึ้นเรื่อย คือ พอกพูนสติปัญญา หรือวิชชาขึ้น เรื่อยๆ จนกระทั่งการดำเนินเป็นไปถึงขั้นสุดท้าย จึงค่อยมี ปัญญาเพียงพอที่จะรู้ว่า สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดไม่ได้เป็นอะไร ดังที่ตนเคยเข้าใจมาแต่ก่อนเลย เป็นเพียงความว่างจากคน จากคุณค่าหรือความหมายต่างๆ ที่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งมัก จะนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า "ความว่าง" ซึ่งในที่นี้เรียกว่าธรรม แท้หรือธรรมชาติแท้ เป็นการหมดคนและหมดทุก ๆ อย่าง ลงโดยกระทันหัน ซึ่งเรียกว่าเป็นความดับไม่เหลือ ดังนั้น ประโยคที่กล่าวโดยบุคคลาธิษฐานว่า การดำเนินของคนที่
น.292 ดำเนินมาสู่ความดับไม่เหลือนั่นแหละ คือการปฏิบัติเพื่อ การถึงธรรม ทั้งนี้ย่อมเป็นความแตกต่างจากลัทธิอื่นซึ่งมัก จะถือว่า คนเดินไปสู่ความเป็นคนอย่างถาวรคืออยู่กับพระ เป็นเจ้า ซึ่งเมื่อถือเอาโดยคำพูดหรือโดยตัวหนังสือแล้ว ย่อมเป็นการขัดขวางกันอย่างยิ่ง แต่ถ้าแปลงสิ่งที่เรียกว่า พระเป็นเจ้านั้นให้เป็นธรรมเสียแล้ว และการแปลงการอยู่ กับพระเป็นเจ้าอย่างถาวรนั้น เป็นการดับไม่เหลือเสียแล้ว เรื่องก็จะกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้ ดังนั้นนับว่าการกล่าวโดยวิธีทั้งสอง คือการกล่าว อย่างบุคคลาธิษฐาน และการกล่าวอย่างธรรมาธิษฐานนี้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าทำถูกวิธีก็เป็นผลดี ถ้า ทำไปผิดวิธีก็เป็นผลร้าย ถึงกับจับคนฝั่งแน่นเป็นหลักตอ ประจำวัฏฏะไปทีเดียว จนแทบจะกล่าวได้ว่าอยู่นอกวิสัย ของการถึงธรรมได้ต่อไป สำหรับคำอธิบายในขั้นนี้ เราลองมากล่าวกันอย่าง บุคคลาธิษฐาน เพื่อประมวลความหมายที่สำคัญมาให้หมด • สำหรับทำความเข้าใจกันในเบื้องต้นก่อน แล้วจึงค่อยแปลง
น.293 ป็นธรรมาธิษฐานกันในเมื่อถึงเวลา หรือถึงระดับอันสม- ควร สิ่งแรกที่สุดจะต้องกระทำก็คือ พยายามศึกษาคิดคำนึง คำนวณหรือทำความเข้าใจอย่างอื่น ๆ จนถึงกับรู้เรื่องธรรม อย่างถูกต้องและเพียงพอ ซึ่งสรุปเป็นใจความสั้น ๆ ว่า ธรรม คือสิ่งทั้งปวงซึ่งเป็นอยู่อย่างนั้นเอง เป็นของตายตัว ไม่มี ใครบังคับหรือแก้ไขได้ ที่เป็นตัวความทุกข์ก็มี, ที่เป็นตัว ความดับทุกข์ก็มี, เป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ก็มี, เป็นตัวเหตุให้ ดับทุกข์ก็มี, และมันมีอยู่อย่างไรก็ต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องความดับทุกข์ ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับความ ดับทุกข์นั้นแม้จะมีอยู่อย่างมากมาย และน่าประหลาดมหัศ- จรรย์อย่างไร ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่ควรจะเสีย เวลาด้วย และธรรมส่วนที่ควรรู้นั้น ถือว่ายิ่งกว่าจำเป็นไป เสียอีก และส่วนที่รู้นั้น ก็ล้วนแต่เป็นหลักเกณฑ์ที่เป็นไป ตามเหตุผล คืออยู่ในอำนาจของเหตุผลที่ทุกคนเข้าใจได้ หรือพิสูจน์ได้ โดยวิถีของทางการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นสิ่ง จำเป็นในระยะต้น ๆ สำหรับบุคคลที่ไม่อาจจะทำอะไรให้ มากไปกว่านั้นได้ เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้แล้ว
น.294 ก็เพียงพอที่จะให้เกิดความสนใจอย่างแรงกล้าในสิ่งที่เรียกว่า " ธรรม" นั้น คำว่าสนใจอย่างแรงกล้า มีความหมายว่า เห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจไปหมด ก่อนหน้านี้เคย สนใจเรื่องอื่นอย่างแรงกล้ามากเรื่องด้วยกัน แต่ว่าล้วนแต่ เป็นเรื่องมายาไปทั้งนั้น ส่วนมากเป็นเรื่องทางวัตถุ คือเรื่อง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเอร็ดอร่อย สนุกสนาน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งมีมากมายจนไม่รู้ว่าจะสนใจ อย่างไรให้ครบถ้วนได้ บัดนี้ความสนใจจะละจากสิ่งเหล่านั้นมากลายเป็น เรื่องตรงกันข้าม คือ ไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ และยังแถมกลาย เป็นเรื่องที่จะทำให้หลุดพ้น หรืออยู่เหนืออำนาจครอบงำ ยั่วยวนของวัตถุ คือเป็นความสงบสงัดจากการที่จะต้องแล่น ไปตามอำนาจของวัตถุ เห็นโทษของความหลงใหลในวัตถุ เบื่อหน่ายต่อการที่จะหลงใหลไปตามวัตถุ เห็นการหลงใหล ในวัตถุวาเป็นอันตรายอย่างยิ่ง จึงได้สนใจในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้โดยไม่ให้ต้องตกไปอยู่ใต้อำนาจของ วัตถุอีกต่อไป ความสนใจจึงเป็นไปอย่างแรงกล้าต่อสิ่งที่
น.295 รียกว่า "ธรรม" เกิดมีอาการที่เรียกว่าให้ความเป็นธรรม หรือให้ความยุติธรรมต่อธรรมขึ้นมาทันที สำหรับสิ่งที่เรียกว่า การให้ความเป็นธรรมต่อธรรม หรือให้ความยุติธรรม ต่อธรรมนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเกี่ยวข้องกันอย่างที่สุด กับความเป็นอยู่ของมนุษย์เรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์แห่ง ยุคปัจจุบันนี้ ความเขลาของมนุษย์เราแห่งยุคปัจจุบันนี้ มีมากมายหลายอย่างหลายประการ แต่ความเขลาที่เป็น อันตรายอย่างยิ่งนั้น คือความเขลาที่เป็นการให้ความไม่เป็น ธรรมแก่ธรรมนี่เอง จนถึงกับหลงเหยียบย่ำธรรม หรือ ฆ่าธรรมอยู่เป็นโกลาหลกำลังได้รับผลสนองอย่างสาสมกันอยู่ ทุกเรื่องทุกรายไป และนับวันแต่จะเป็นไปในลักษณะที่ รุนแรงยิ่งขึ้น และน่าหวาดยิ่งขึ้น เกี่ยวกับการให้ความไม่เป็นธรรมแก่ธรรมนี้ มีนัย หรือความหมายเป็นหลายอย่าง จะยกมาพอเป็นตัวอย่างเช่น คนเราตามธรรมดาสนใจแต่เรื่องของตัว หรือสิ่งอื่นที่เนื่อง กันอยู่กับตัว รวมแล้วเป็นเรื่องความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน ทางเนื้อ ทางหนัง ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ซึ่ง หมายความว่า ทั้งเวลาตื่นและเวลาหลับ เพราะว่าเขาไม่
น.296 หลับสนิท มีแต่ละเมอเพ้อฝันถึงแต่สิ่งเหล่านี้ เป็นอันว่า เวลาทั้งหมดของเขาได้อุทิศให้แก่สิ่งซึ่งไม่ใช่ธรรมในที่นี้ ซึ่ง ควรจะเรียกว่าอุทิศให้แก่ภูตผีปีศาจไปทั้งหมดทั้งสิ้นเสียทีเดียว จึงได้จมอยู่ในกองทุกข์ในลักษณะที่เรียกว่า เป็นการชักใย พันตัวเองให้ห่อหุ้มแน่นหนาจนแก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินแว่ว ๆ ว่า ธรรมเป็นเครื่องดับทุกข์ได้ ก็วิ่งไป หาธรรมทั้ง ๆ น้ำตา แล้วลองคิดดูเถิดว่าจะหาพบได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยสนใจมาก่อนเลย แล้วธรรมจะช่วยได้อย่างไร ? เขาก็เลยพาลหาเรื่องว่าธรรมนี้ไม่จริง ช่วยอะไรใครไม่ได้ มี ไว้พูดกันเล่นๆ เท่านั้น หมดที่พึ่งแล้วไปฆ่าตัวตายดีกว่า แล้วคนพวกนี้ก็ตายไปด้วยการให้ความไม่เป็นธรรมแก่ธรรม แม้จะมีคนบางพวกเที่ยวโพนทนาว่า คนนั้นไม่ช่วย คนนี้ ไม่ช่วย ทั้ง ๆ ที่ทุกคนพยายามจะช่วย แต่เขาก็ไม่อาจจะ เข้าใจได้ในเวลาอันสั้น แล้วก็โทษธรรมว่า ไม่ได้ทำให้ใคร ดีขึ้น ไม่ได้ทำให้ใครมีเมตตากรุณาจริง เขาก็เลยมีความ น้อยใจและเสียใจอย่างอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ก็นับว่าเป็นผล ของการให้ความไม่เป็นธรรมแก่ธรรมอย่างเดียวกันอีกนั่นเอง
น.297 ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" จึงมีน้อยเหลือเกิน มีน้อยอย่าง ยิ่งในหมู่มนุษย์ไม่ถึงระดับที่จะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้ ซึ่งทำ ให้กล่าวได้ว่า แม้มนุษย์โดยส่วนรวมก็ให้ความไม่เป็นธรรม แก่ธรรม เท่าที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างอันแรก เพราะเป็น สิ่งที่มีอยู่อย่างดาษดื่นเต็มไปทั้งโลก จนจะเรียกได้ว่าเป็น มาตรฐานของมนุษย์สมัยนี้ไปทีเดียว จึงได้ยกขึ้นมาชี้ให้เห็น เป็นตัวอย่างก่อนส่วนที่ลึกซึ้งไปกว่านี้ จะได้นำมากล่าวใน คราวหลัง.
Buddhadasa