น.298 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายครั้งที่ ๒๔ นี้ จะได้กล่าวถึงการปฏิบัติ เพื่อถึงธรรม ที่เป็นการให้ความเป็นธรรมแก่ธรรม ต่อจาก ที่กล่าวค้างไว้แต่ก่อน ในตอนที่แล้วมาได้กล่าวถึงการที่คน ทั่วไป ให้ความสนใจแก่ธรรมน้อยเกินไป ไม่สมกับที่ธรรม เป็นที่พึ่งอย่างจำเป็นแก่ตน ข้อนั้นได้แก่ข้อที่คนเหล่านั้นได้
น.299 ช้เวลาในการศึกษาธรรมน้อยเกินไปบ้าง หรือไม่ยอมใช้ เสียเลยบ้าง ต่อเมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้นจึงจะเรียกร้องให้ธรรม ช่วย แล้วธรรมก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะตนเองให้ความเป็น ธรรมแก่ธรรมน้อยเกินไปหรือ ไม่ให้เสียเลยดังที่กล่าวแล้ว ส่วนในวันนี้ จะได้ชี้ให้เห็นถึงข้อที่คนทั่วไปให้ความ ไม่เป็นธรรมแก่ธรรมอย่างไม่รู้สึกตัว คือการที่คนเหล่านั้นรู้ เรื่องธรรมหรือเกี่ยวข้องกับธรรมอย่างงมงายที่สุด เช่นสักว่า เป็นเพียงพิธีรีตองเท่านั้น แล้วก็เป็นไปอย่างงมงายโดยส่วน เดียว พอมีความทุกข์ขึ้นมาก็เรียกหาให้ธรรมช่วยเมื่อไม่ได้ รับผลสมใจ ก็ยกโทษให้แก่ธรรมต่าง ๆ นานาตามประสาของ คนที่กำลังเป็นทุกข์ และน้อยใจว่าเขาได้ทำดีที่สุดหรือเสียสละ ที่สุด แล้วก็ยังไม่เห็นธรรมช่วยที่ตรงไหนลักษณะเช่นนี้มีได้ แม้แก่พวกที่เรียกตัวเองว่านักศึกษา และยังแถมได้เคยบวช เคยเรียนเป็นพระเป็นเณรมาแล้ว นับว่าเป็นภาวะที่น่าเวทนา สงสารอย่างยิ่ง เนื่องมาจากความเข้าใจผิดหรือความงมงาย ของเขาเอง กระทั่งถึงกับบอกเลิกพุทธศาสนา ไปถือศาสนา อื่นก็ยังมี ถ้าใครจะให้ความเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์แก่ธรรม ในกรณีนี้แล้ว เขาจักต้องสนใจและรับรู้ในข้อที่ธรรมนี้เป็น
น.300 ของละเอียด สุขุม ประณีต และลี้ลับสำหรับคนทั่วไป จนถึง กับแม้แต่พระพุทธเจ้าเองท่านก็ยังตรัสว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ดังนี้เป็นต้น ซึ่งหมายความว่าเรื่องนี้มันระงับเรื่อง นี้มันละเอียด เรื่องนี้มันประณีต ดังนี้เป็นต้น หมาย ความว่า บุคคลแม้เป็นผู้มีสติปัญญา ก็ยังต้องทำกับเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นเรื่องละเอียด สุขุม เร้นลับ สงบระงับ ลึกซึ้ง เป็นต้น ไม่สามารถจะทำได้ด้วยอาการเพียงสักว่าท่อง ๆ บ่น ๆ หรือสักว่าพิธีรีตอง หรือแม้ที่สุดแต่สักว่าการคิด ๆ นึก ๆ ไปตามอาการแห่งการเดา หรือการสันนิษฐานของ บุคคลทั่วไป หรือแม้ที่สุดแต่การคิดของบุคคลผู้มีสติปัญญา แต่เป็นไปในทางตรรกวิทยาเป็นต้น ซึ่งเป็นเพียงการใช้ เหตุผลอย่างเฉโกเท่านั้น เขาจะต้องมีความพยายามอย่างยิ่ง ในการที่จะศึกษาพินิจพิจารณา ด้วยความระมัดระวังสุขุม รอบคอบที่สุด และเป็นไปในทางจิตใจในขั้นที่เป็นความรู้สึก อย่างละเอียด สุขุม และตามที่รู้สึกอยู่จริง ๆ แม้ว่าจะเป็น ความรู้สึกที่ละเอียดแผ่วเบาอย่างไร ก็ยังต้องมีการเข้าถึง อย่างชัดเจนและด้วยความเสียสละ อดกลั้น อดทนเป็นเวลา นาน จึงจะได้ชื่อว่า ให้ความเป็นธรรมแก่ธรรมอย่างเพียง พอในกรณีนี้ ข้อนี้ต่างจากข้อที่กล่าวมาแล้วในวันก่อน ตรง
น.301 ข้อที่กล่าวมาแล้ว หมายถึงความไม่สนใจในธรรม ส่วนข้อนี้ หมายถึงความสนใจอย่างงมงาย ส่วนข้อถัดไปที่ควรจะกล่าวถึงอีกนั้นค่อนข้างจะฟัง ยาก ข้อนี้หมายถึงการที่ธรรมเป็นของธรรมชาติ เป็นไปตาม ธรรมชาติ มีความตายตัวของธรรมชาติ แต่แล้วคนก็จะเอา มาเป็นของตน คือจะบังคับให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามที่ตน ต้องการ ไม่ยอมรับรู้ว่าธรรมชาติต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ต้องการแต่จะให้เป็นไปตามที่ตนต้องการไปตะพึด เมื่อไม่ได้ ก็กลุ้มใจ จนกระทั่งหนักเข้าก็เกิดเป็นโรคทางประสาท หรือ ทางจิตใจ เพราะความที่ตนไม่ปล่อยให้ธรรมเป็นไปตามธรรม ไม่ยอมปรับปรุงตัวเองเข้าหาธรรม แต่ไปพยายามปรับธรรม เข้ามาหาตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นการบังอาจหรือโอหังมากเกิน ไป ถึงแม้ว่าเขาจะใช้วิธีบวงสรวง อ้อนวอน ก็ยังเป็นความ อ่อนแอที่โอหังมากเกินไปอยู่นั่นเอง จึงไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น จากการกระทำเช่นนั้น ซึ่งนับว่าเป็นการให้ความไม่เป็น ธรรม หรือความไม่ยุติธรรมแก่ธรรมเป็นอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน ถ้าเคารพธรรมก็ต้องยอมให้ธรรมเป็นไป ตามธรรม แล้วปรับตัวเองเข้าหาธรรม โดยยืนธรรมไว้ เป็นหลัก ส่วนตัวเองนั้นยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงทุกอย่างทุก
น.302 ประการ แล้วแต่ว่าหลักในทางธรรมมีอยู่อย่างไร ? นี้เรียก ว่าให้ความเป็นธรรมแก่ธรรมอย่างยิ่ง จึงไม่มีเรื่องที่จะต้อง เสียใจ ไม่มีเรื่องที่จะต้องเกิดโรคทางประสาทหรือทางจิตขึ้น มาเป็นต้น แล้วนอกจากนั้น ยังสามารถปฏิบัติธรรมได้ผล สมตามความมุ่งหมาย เพราะการยอมถวายความเป็นธรรม ให้แก่ธรรมด้วยความเคารพและความบริสุทธิ์ใจดังนี้ หลักอันนี้เรียกว่าการตั้งจิตไว้ถูก ซึ่งหมายถึงการ ตั้งทิฏฐิ หรือความคิดความเห็นไว้ถูก ในกรณีที่เกี่ยวกับ ธรรม จึงได้รับผลที่พอใจ เกี่ยวกับเรื่องนี้มีพระพุทธภาษิต ตรัสไว้เป็นหลักว่า "จิตที่ตั้งไว้ผิดนั้น ย่อมทำอันตรายบุคคล นั้น ยิ่งกว่าที่โจรหรือศัตรูคู่อาฆาตจะพึงทำให้ได้เสียอีก ส่วนจิตที่ตั้งไว้ถูกนั้น ย่อมอำนวยคุณประโยชน์ให้แก่บุคคล นั้นยิ่งกว่าที่บิดามารดาหรือคนที่รักใคร่ที่สุดจะพึงทำให้ได้เสีย อีก" ดังนี้เป็นต้น ข้อนี้หมายความว่าแม้จะทำไปด้วยเจตนาดี อย่างไร แต่ถ้าจิตนั้นตั้งไว้ผิดเสียแล้ว เรื่องทั้งหมดก็ กลายเป็นของผิดไปอย่างที่จะคาดไม่ถึงทีเดียว เสียผลใน ทางธรรมหมด แล้วยังจะต้องเสียผลในทางโลกหรือทาง วัตถุ คือถึงกับตัวตายหรือวิกลจริต ไม่มีผลอะไรตอบแทน เลย ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นผลร้ายยิ่งกว่าที่โจรหรือ
น.303 ศัตรูคู่อาฆาตจะพึงกระทำให้ได้เสียอีก นับว่าเป็นปัญหาที่จะ ต้องสะสางให้ดี การปฏิบัติจึงจักดำเนินไปได้ตามลำดับ ตรง ไปยังจุดหมายปลายทาง มิฉะนั้นแล้วผลจะกลับตรงกันข้าม คือยิ่งปฏิบัติยิ่งไร้ผล และยิ่งเป็นภัยแก่ตนยิ่งขึ้นไปกว่าที่จะ ไม่ปฏิบัติอะไรเสียเลยไปเสียอีก หมายความว่านอนเล่นเสีย อย่างสบายๆ ก็ยังดีกว่าการปฏิบัติที่งมงายของคนเจ้าปัญญา เจ้าทิฏฐิ เจ้ามารยาชนิดนี้ ซึ่งเป็นการให้ความไม่เป็นธรรม แก่ธรรมอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าข้อที่แล้วมา ข้อที่แล้วมาเป็นความ งมงายอย่างธรรมดา ส่วนข้อนี้เป็นความงมงาย ของคนมี ปัญญา หรือคนเจ้ามารยาดังที่กล่าวแล้ว เมื่อธรรมชาติเป็น สิ่งที่ทำเล่นกับใครไม่เป็น คนที่เป็นเจ้าปัญญาทำนองนี้ ก็ ต้องได้รับผลเป็นความเจ็บปวดอย่างแสบเผ็ดมากยิ่งขึ้นไปตาม ส่วน และมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น เพราะความงมงายหลับหูหลับตาไปทำความไม่เป็นธรรมเข้า กับธรรม ในลักษณะดังที่กล่าวนี้ ทั้งหมดเท่าที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างของการที่ คนเราไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ธรรม ทั้งที่โดยรู้สึกตัวและ โดยไม่รู้สึกตัว มีอาการเหมือนกับทำตนเป็นศัตรูต่อธรรม
น.304 เสียเอง แล้วจะถึงธรรมอย่างไรได้ ดังนั้นเขาจะต้องมีความ ยอมทุกอย่างทุกประการ ในการที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ ธรรม ถึงกับว่าเราเป็นฝ่ายงอนง้อต่อธรรม ยินยอมปรับตัว เองตามธรรม ยกตัวเองขึ้นไปหาธรรม ไปสู่ธรรม โดยไม่ ดึงธรรมลงมาสู่ระดับของตัวดังที่กล่าวแล้ว ลักษณะอาการ อย่างนี้ จะเรียกว่าเป็นการยกย่องธรรมถึงที่สุดก็ได้ บูชา ธรรมถึงที่สุดก็ได้ หรือจะเรียกอย่างอื่น ๆ ที่คล้ายกันอีกก็ได้ ขอแต่ว่าให้เรากระทำตนให้อยู่ในลักษณะเช่นนี้เสียก่อน การ ปฏิบัติของเราจักดำเนินไปด้วยดี คือแน่นอนต่อการลุถึงจุด หมายปลายทาง บุคคลโดยมากนอกจากไม่ให้ความเป็นธรรม แก่ธรรมแล้ว ยังทำตนเป็นศัตรูต่อธรรม เป็นผู้คิดว่าตน อาจฆ่าธรรมเสียเลยก็ได้ โดยที่ทำอะไร ๆ ไม่คำนึงถึงธรรม หรือถึงกับกล้าเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ของธรรม ทั้ง ๆ ที่รู้สึกอยู่ ธรรมจึงกลับฆ่าบุคคลนั้นอย่างไม่มีทางจะต่อสู้ได้ สำหรับผู้ ปฏิบัติธรรมนั้น นับว่าห่างไกลจากอาการเช่นนั้นมาแล้วโดย แน่นอน และเป็นผู้ยินยอมโดยประการทั้งปวง ในการให้ ความเป็นธรรมต่อธรรม เลยกลายเป็นบุคคลที่เป็นมิตรกับ ธรรม อย่างที่เรียกว่ามีธรรมเป็นกัลยาณมิตร เขารู้สึกว่า
น.305 นบรรดามิตรทั้งหลาย ที่เรียกว่ามิตรอย่างยิ่งนั้น ไม่มีมิตร ใดยิ่งไปกว่าธรรม ถึงแม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าอัฏฐังคิกมรรค เป็นกัลยาณมิตรดังนี้เป็นต้น ความเป็นมิตรต่อธรรม หรือ มีธรรมเป็นมิตรนั้น พึงถือเอาความหมายอย่างเดียวกันกับ ความหมายของคำว่ามิตรตามธรรมดาโดยทั่ว ๆ ไป คือคน เรามีความรู้สึกต่อมิตรอย่างไร ก็ควรจะมีความรู้สึกต่อธรรม อย่างนั้น เพียงแต่ให้มีน้ำหนักมากกว่ากัน สมกับที่ธรรม เป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่งนั่นเอง ความหมายของคำว่า มิตร เป็นสิ่งที่อธิบายยาก ดังที่ปรากฏกันมาแล้วแต่โบราณกาล เพราะว่าคำ ๆ นี้มีความหมายอะไรบางอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง จับใจ จนไม่อาจจะบรรยายด้วยคำพูดได้ แต่เราอาจจะจับใจ ความได้ว่า มีความหวังดีด้วยจิตใจทั้งหมด มีความรักใคร่ ด้วยจิตใจทั้งหมด หรืออะไร ๆ ก็ทั้งหมดโดยทำนองนี้ ดังนั้น เขาจึงไม่อาจจะทำอะไรลงไปในลักษณะที่เรียกว่าฝืนใจบุคคล ผู้เป็นมิตร ในกรณีที่มีธรรมเป็นมิตร เราจะต้องประพฤติ ให้จริงจังยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก จึงจะเป็นการเหมาะสมและ เพียงพอกัน เป็นการรับประกันได้ว่า ความเป็นมิตรนั้นจะ นำมาซึ่งผลอันใหญ่หลวงโดยส่วนเดียว หลังจากการมีธรรม
น.306 เป็นมิตรแล้ว ก็มาถึงการเป็นผู้เสาะแสวงหาธรรม ในฐานะ ที่เป็นมิตรให้ถึงที่สุด เพราะแม้ว่าเราจะมีความรู้สึกว่า ธรรม เป็นมิตร แต่เราก็ยังหาได้รู้จักธรรมถึงที่สุดไม่ ยังเป็นเพียง มิตรในความฝันมากเกินไป หรือยังไม่เพียงพอแก่ความต้อง การ จักต้องแสวงหาความเป็นมิตรต่อธรรมที่ยิ่งขึ้นไป หรือ ทำความวิสาสะที่ยิ่งขึ้นไปต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรม ดังนั้นจึงเป็น อันว่าในบรรดาสิ่งที่ควรแสวง หรือกำลังแสวงกันอยู่ก็ตาม ผู้นั้นจะรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่ควรแสวงยิ่งไปกว่าธรรม ไม่มี อะไรที่ควรค้นคว้าอย่างพิถีพิถันยิ่งไปกว่าธรรม ซึ่งเมื่อได้มา แล้ว จะเป็นมิตรที่ดีที่สุด ผู้แสวงในลักษณะเช่นนี้เรียกกัน ว่า ฤษี หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า ฤๅษี และอยู่ในรูป ภาษาบาลีว่า อิสิ หมายความว่าเป็นผู้แสวงหาด้วยกำลังกาย กำลังใจ อย่างหมดเนื้อหมดตัวต่อสิ่งที่ตนประสงค์ ซึ่งใน ที่นี้ก็ได้แก่ธรรมนั่นเอง เราเคยได้ยินได้ฟังมาว่าพวกฤๅษีอยู่ตามป่าตามเขา บำเพ็ญตบะอะไรอยู่บางอย่าง แต่เราก็มักจะไม่ทราบถึงความ มุ่งหมายอันแท้จริง ของคำว่าฤๅษี ซึ่งโดยที่แท้แล้วก็คือ บุคคลผู้แสวงที่กำลังอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อแสวงหาอะไรอยู่จน
น.307 กว่าจะพบสิ่งนั้น แม้พระพุทธเจ้าของเราก็ยังได้นามว่ามหา ฤๅษี คือผู้แสวงหาซึ่งคุณธรรมอันใหญ่หลวงจนกระทั่งพบสิ่ง ที่สูงสุด ซึ่งเรียกว่านิพพาน หรือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ จึงจะสิ้นสุดงานของฤษี มิฉะนั้นแล้วก็ยังมีงานหรือพรหม- จรรย์ที่ต้องประพฤติ ที่ยังไม่สิ้นสุดอยู่นั่นเอง ดังนั้นผู้ปฏิบัติ เพื่อการถึงธรรมในอันดับนี้ จักต้องทำตนเป็นฤๅษี คือเป็น ผู้แสวงด้วยกำลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกำลังกายหรือกำลังจิต หรือกำลังสติปัญญา ขอให้ทำตนให้เป็นฤๅษีกันจริง ๆ เถิด ก็จะพบสิ่งที่เรียกว่าธรรม ในฐานะที่เป็นยอดสุดของกัลยา- ณมิตรดังที่กล่าวแล้ว อย่าได้เข้าใจว่า ฤๅษีเป็นเพียงผู้แสวง หาผลไม้ตามในป่า ดังที่เด็ก ๆ เข้าใจกันต่อไปอีกเลย แต่จง เข้าใจว่า ตามธรรมชาติอันแท้จริงและเร้นลับที่สุดนั้น มนุษย์ ทุกคนหรือคนทุกคนเป็นฤๅษี ควรเป็นฤๅษี หรือต้องเป็น ฤๅษีอยู่โดยธรรมชาติ คนที่ไม่ยอมเป็น จักเป็นคนโง่ที่สุด เพราะทำตนเป็นผู้ต่อสู้ธรรม ขัดขวางหนทางของธรรม ซึ่ง ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ และไม่มีผลดีแม้แต่ประการใด เมื่อ กล่าวโดยธรรมชาติที่ประจักษ์แล้ว คนทุกคนมีความอยากรู้ อยากเห็นเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้ที่สุดแต่เด็กอมมือก็มี
น.308 ลักษณะแห่งความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นความหมายของ คำว่าฤๅษีอยู่ในตัวแล้ว แต่แล้วทำไมความเป็นฤๅษีนี้ จึงไม่ บากหน้าไปแสวงหาคุณอันใหญ่หลวง กลับหันหน้าออกไป นอกทิศนอกทาง แสวงหาอะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้ตนห่าง ไกลจากคุณอันใหญ่หลวง จนกระทั่งเข้าร่องเข้ารอยไม่ถูก และพลัดออกไปนอกร่องนอกรอยของธรรม สูญเสียความ หมายของความเป็นฤๅษีไปในที่สุด แล้วไปตกจมอยู่ในกอง ทุกข์ จนแทบว่าจะหมดกำลังใจในการที่จะเสาะแสวงหา ความพ้นทุกข์ คือยอมตนเป็นสัตว์ที่นอนจมปรักชนิดหนึ่ง นั่นเอง ไม่อยากจะไปไหน หรือไม่อยากจะแสวงหาอะไรอีก ต่อไป ข้อนี้เป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า พืชแห่งความ เป็นฤๅษีที่ธรรมชาติได้ใส่มาให้แล้วแก่คนทุกคนนั้น ของคน บางคนได้ตายด้านไป คือไม่ได้เพาะ ไม่ได้หว่าน เสียเลย ก็มี หรือว่าเพาะหว่านแล้วไปตายเสียครึ่งทางก็มี จึงไม่มีการ ถึงธรรม ซึ่งโดยที่แท้แล้วเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของคน ตามที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้ว่า ทุกคนมีจุดหมายปลายทาง อยู่ที่นั่น และธรรมชาติก็ได้ใส่พืชพันธุ์แห่งความเป็นอย่าง นั้น มาให้แล้วด้วยกันทุกคนอย่างทั่วถึง กล่าวคือพืชพันธุ์
น.309 แห่งความเป็นฤษีที่กล่าวนี้ เมื่อเพาะเลี้ยงไม่เป็น ก็ตายไป เสียก่อนแต่ที่จะได้งอกงาม ดังนั้นผู้ที่ข้ามไปถึงฝั่งแห่งธรรม จึงมีน้อยนัก โดยอาการดั่งที่กล่าวมานี้เอง ผู้ประสงค์จะถึง ธรรม จักต้องธำรงความเป็นฤๅษีของตนไว้ให้ยังคงมีอยู่ ตลอดเวลา และให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นตามลำดับ จนกว่าจะลุถึง จุดหมายปลายทาง ทุกคนควรจะสำรวจตรวจสอบความ บริสุทธิ์แห่งความเป็นฤๅษีของตน ว่าคงอยู่ในสภาพเช่นไร แล้วปรับปรุงให้ก้าวหน้าสืบไป ก็จักเป็นบันไดของการถึง ธรรมที่หนักแน่นและแน่นอนสำหรับบุคคลนั้น นับว่าเป็น ขั้นหนึ่งของการปฏิบัติเพื่อการลุถึงธรรมดังนี้.
Buddhadasa