Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๒๕ — ความเป็นสาวกต่อธรรมโดยตรง

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.310 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่ ๒๕ นี้ จักได้กล่าวถึงวิธีการ ปฏิบัติเพื่อการถึงธรรม ในขั้นที่เป็นการตระเตรียมโดยทั่ว ๆ ไป หรืออาจจะเรียกได้ว่าแนวปฏิบัติอย่างคร่าวๆ ต่อจากที่ กล่าวค้างมาจากวันก่อน ซึ่งได้กล่าวถึงการทำตนให้เป็นผู้ แสวงที่ดี ซึ่งเนื่องมาจากการเป็นมิตรอย่างแท้จริงต่อธรรม

น.311 ผู้ศึกษาทุก ๆ คนจะต้องสนใจ ในความหมายของคำเหล่านั้น แต่ละคำ ๆ ให้เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แล้วอาจจะปรับ ปรุงตนเองโดยพื้นฐานทั่ว ๆ ไปให้เป็นการสะดวกดายในการ ที่จะเข้าถึงธรรม สำหรับในวันนี้ จะได้กล่าวถึงความเป็นสาวกที่ดี และความเป็นผู้ภักดีต่อธรรมเป็นลำดับไป คำว่า "สาวก" โดย ตัวหนังสือแปลว่าผู้ฟัง แต่โดยความหมายทั่ว ๆ ไป หมาย ถึงปฏิบัติตามหรือผู้ติดตาม ทุกคำล้วนแต่มีความหมายเฉพาะ ไม่ได้มีความหมายสั้น ๆ ลุ่น ๆ ตามตัวหนังสือ โดยใจความ ใหญ่หรือโดยใจความที่กว้าง ก็ถือเอาความได้ว่า เป็นผู้ปฏิ- บัติตามด้วยความเชื่อฟัง หลังจากที่ได้ฟังมาเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงได้ความว่าผู้ที่เป็นสาวกนั้น คือผู้ที่ตั้งใจฟังและตั้งใจ ปฏิบัติตามนั่นเอง สำหรับในกรณีแห่งการถึงธรรมนี้ เรา ใช้คำว่าเป็นสาวกของธรรม ซึ่งควรจะมีปัญหาเกิดขึ้นว่า ฟังจากธรรมนั้นคือฟังอย่างไร เป็นเบื้องต้นก่อน โดยทั่ว ๆ ไปเราเคยได้ยินกล่าวกันแต่ว่าฟังธรรมจากคนนั้นคนนี้ ส่วน ในที่นี้กลับกล่าวว่า ฟังจากธรรมเอง ฝั่งธรรมจากธรรมเอง ซึ่งดูเป็นการขัดขวางกันอยู่ เมื่อจะถือเอาความหมายของคำ

น.312 ว่าฟังจากธรรมโดยตรงให้ได้ผลดีจริง ๆ แล้ว ความหมาย ก็จะต้องเปลี่ยนไปในทำนองขลัง หรือศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง คือ ต้องเป็นไปในลักษณะพิเศษจนถึงกับว่า แม้ไม่มีใครแสดง ธรรมหรือพูดให้ฟัง เราก็ยังมีการฟังหรือการได้ยิน แล้ว ยังแถมเป็นธรรมที่แท้จริงอีกด้วยที่เราได้ยิน หรือได้ฟังนั้น หรือกล่าวกันอย่างง่าย ๆ ก็ว่า นั่งอยู่คนเดียวก็ได้ฟังหรือได้ ยินธรรมที่แสดงโดยธรรมเอง โวหารแห่งการกล่าวเช่นนี้ ออกจะแปลกเกินไปสำหรับคนธรรมดาสามัญ แต่ว่าไม่แปลก ประหลาดอะไรเลยสำหรับคนบางหมู่บางพวกที่ใช้โวหารชนิด นี้พูดกันอยู่เป็นประจำ และแถมยังมีคนบางคนได้ประสบกับ อาการเช่นนี้ขึ้นอย่างกระทันหันหรือโดยบังเอิญ เช่นที่มีกล่าว ในหมู่คนบางพวกว่า เขาได้ยินเสียงของพระเป็นเจ้า หรือ ของเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งได้บอกกล่าวข้อความอย่างใด อย่างหนึ่งให้แก่เขา สำหรับในกรณีของเรา เราไม่ถือว่ามีพระเป็นเจ้า หรือเทพเจ้าที่เป็นตัวเป็นตนอะไรโดยทำนองนี้ แต่ถ้าหากว่า หูในภายในของเรา เกิดได้ยินเสียงอะไรทำนองนั้นขึ้นมา เรา ถือว่าเป็นเสียงของธรรม แม้จะถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่

น.313 คิดไปว่าเป็นเทพเจ้า หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อะไรที่ไหน คง ถือว่าเป็นเสียงของธรรมไปตามเดิม สิ่งที่กล่าวนี้หมายถึง ความรู้หรือสติปัญญา ที่เป็นไปตามทางธรรม ที่เป็นไปด้วย อำนาจของธรรม ได้ทำให้เกิดความแจ่มใสชัดเจนขึ้นภายใน ใจปรากฏราวกับว่าเป็นภาพที่ได้เห็น หรือเป็นเสียงที่ได้ยิน เช่นเดียวกับภาพจริง ๆ หรือเสียงจริง ๆ ที่ได้เห็นทางตาหรือ ได้ยินทางหูตามปกติ อาการเช่นนั้นจะปรากฏขึ้นได้ ก็ต่อ เมื่อผู้นั้นใฝ่หา หรือเพ่งคิดอย่างแรงกล้าจริง ๆ เท่านั้นเอง ดังนั้นย่อมเป็นอันกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นมีความตั้งใจรุนแรง มีสมาธิรุนแรง แล้วมีการน้อมใจไปอย่างรุนแรงตามอำนาจ ของสมาธินั้น จนถึงกับสามารถแปลงรูปของสติปัญญาที่เกี่ยว กับสัจจธรรมต่าง ๆ ออกมาเป็นเสียงที่ได้ยินทางหูขึ้นมาได้ จริง ๆ แม้ว่าจะมีความถูกต้องเสมอกันในระหว่างเสียงที่เรา ได้ฟังจากผู้อื่น กับเสียงที่เราได้ยินจากภายในของเราเอง แต่ ก็ยังมีผลดีเป็นพิเศษตรงที่เสียงที่ได้ยินเองนี้ ทำให้เรามีความ เชื่อมั่นหรือมีความตั้งใจแน่วแน่ มีการกระทำสิ่งต่าง ๆ โดย สุดกำลังแห่งจิตใจทีเดียว นี่คือลักษณะอาการที่เรียกว่า แม้ นั่งอยู่คนเดียวก็ได้ยินเสียงของการแสดงธรรม และคำว่า

น.314 "ได้ยิน"ในที่นี้ ในบางกรณีก็มีความหมายเป็นอันเดียวกัน กับคำว่าได้เห็นหรือได้รู้ อีกทางหนึ่งนั้นมีทางที่จะกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือธรรมชาตินั้นแสดงธรรมอยู่เสมอ ทั้ง โดยทางเสียงและโดยทางภาพ เป็นเสียงที่ดังกึกก้อง และ เป็นภาพที่สว่างไสวชัดแจ้งอย่างยิ่ง แต่แล้วคนทั่วไปก็ยังไม่ ได้ยิน หรือไม่ได้เห็นอยู่นั่นเอง ข้อนี้หมายความว่า ธรรม- ชาติทุกอย่างที่แวดล้อมเราอยู่ ย่อมแสดงลักษณะแห่งความ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น อยู่รอบด้าน มีลักษณะ อาการ ราวกับจะร้องตะโกนบอกว่า จงดูซิ! สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอย่างนี้ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น หรือแม้ที่สุดแต่หลักธรรมที่สูงขึ้นไปว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึด มั่นถือมั่น เป็นต้น ก็ล้วนแต่แสดงให้เห็นอยู่ทั้งนั้น แต่แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่ได้ยิน ที่ไม่ได้ยิน ก็เนื่องมาจากไม่ได้เห็น ลักษณะของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของ ธรรมชาติต่างๆ ที่แวดล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเขานั่นเอง เกี่ยวกับ ข้อนี้ อยากจะขอยกตัวอย่างด้วย โกอาน หรือปริศนาธรรม ข้อหนึ่งของพวกพุทธบริษัท นิกายเซ็น ที่มีอยู่ว่า ต้นสนเฒ่า ต้นนี้แสดงธรรมอยู่เนืองนิจ ปริศนานี้ผู้ปฏิบัติต้องไปคิดเอา

น.315 เอง จนได้ยินเสียงแสดงธรรมของสนเฒ่าต้นนั้น สมมติว่า เขาไปที่โคนต้นไม้ต้นนั้น แล้วพยายามจะฟังเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเขาปรับปรุงจิตใจของเขาให้ถูกทาง คือตรงตามเรื่องราว เขาก็อาจจะเกิดความรู้สึกแจ่มแจ้งขึ้นในใจ ถึงกับกล่าวว่า ได้ ยินเสียงของต้นสนนั้นก็ได้ อาจจะได้ยินในแง่ไหนก็ได้ แต่ โดยส่วนใหญ่จะต้องเป็นไปในลักษณะที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะของความทน ทุกข์ทรมาน ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือโดยความเป็นแก่นสาร หรือเป็นตัวตนของตน ดังนี้เป็นต้น เพราะว่าเมื่อดูที่ต้นสนเฒ่า ด้วยการเพ่งพิจารณา จริง ๆ ความคร่ำคร่าของต้นไม้นั้น ย่อมแสดงถึงความไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างยิ่งอยู่แล้ว และเมื่อ ความคิดเดินลึกลงไปถึงว่า ขึ้นชื่อว่าสังขารธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมมีลักษณะเหมือน ๆ กันไปหมด เมื่อต้นสนเฒ่าเป็นอย่าง ไร ต้นสนหนุ่มก็เป็นอย่างนั้น หรือแม้ที่สุดแต่ต้นสนขนาด ลูกเล็กเด็กแดง ก็ต้องเป็นอย่างนั้นแล้วสติปัญญาก็จะงอกงาม เลยไปถึงว่า ต้นไม้เป็นเช่นไร สัตว์หรือคนก็เป็นเช่นนั้น จนกระทั่งว่าอะไร ๆ บรรดาที่เป็นสังขารธรรมแล้ว ย่อมเป็น

น.316 เช่นนั้นเหมือนกันหมด ในจิตใจของเขาถูกประทับด้วยความ จริง เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในลักษณะที่จะเรียกว่า เป็นภาพก็ได้ เป็นเสียงก็ได้ หรือแม้ที่สุดแต่เป็นกลิ่นหรือ เป็นรสก็ยังได้ ดังนั้นจึงเรียกว่า เขาได้ยินเสียงนั้นแล้วอย่างสมบูรณ์ เป็นเสียงของธรรมหรือของธรรมชาติที่แสดงออกมาทางปาก คือต้นสน และอะไร ๆ ก็ล้วนแต่จะเป็นปากที่แสดงธรรม ของธรรมชาติได้ทั้งนั้น จะผิดกันอยู่บ้างก็แต่เพียงพูดดัง หรือพูดเบากว่ากันบ้างเท่านั้นเอง ดังนั้นเขาจึงอาจจะได้ยิน เสียงของธรรมที่ไหน และเมื่อไรก็ได้ นี้เรียกว่าเป็นผู้ได้ฟังเสียงของธรรมโดยตรง โดยไม่ ต้องมีบุคคลที่สองเข้ามาเป็นผู้พูด แม้ที่สุดแต่เขาจะน้อมนึก พิจารณาไปในภายใน คือการพิจารณาขันธ์ ธาตุ อายตนะ นามรูป เป็นต้น ก็ยิ่งประสบผลสำเร็จอย่างเดียวกันยิ่งขึ้นไป อีก คือพิจารณาเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างแจ้งชัด ความแจ้งชัด นั้นรุนแรงมากถึงแสดงออกราวกับว่า เป็นภาพหรือเป็นเสียง ขึ้นมาทีเดียว น้ำหนักแห่งการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงมีมาก และฝั่งแน่นในจิตใจของบุคคลนั้น จนยากที่จะมี

น.317 อะไรมาทำให้เปลี่ยนแปลงได้ หนักเข้าก็เป็นผู้มีความเคยชิน ในการที่จะได้เห็นภาพจากภายใน หรือได้ฟังเสียงจากภายใน ของเขาเอง และเป็นไปได้ในที่ทุกหนทุกแห่ง และจากสิ่ง ทุกสิ่งไม่ว่าสิ่งใด ถ้าเขาต้องการจะเห็นหรือจะได้ยินแล้ว เป็น ต้องได้เห็นภาพหรือได้ยินเสียงของธรรมไปทั้งหมด นับว่า เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมในทางเสียงถึงที่สุดแล้ว การกล่าวเช่นที่กล่าวมานี้ ทุกคนเห็นได้ว่าเป็นการ กล่าวในลักษณะบุคคลาธิษฐานอีกนั่นเอง เป็นการกล่าวที่ สมมติธรรมให้เป็นบุรุษที่สองขึ้นมา สำหรับพูดจาด้วยหรือ คุยด้วย ซึ่งโดยเนื้อแท้ ก็เป็นเพียงการเห็นแจ้งแทงตลอด อย่างยิ่งในธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ถึงกับยกให้เป็นชั้นพิเศษ ราว กับว่าธรรมมาโปรด หรือพระเป็นเจ้ามาสนทนาด้วย ซึ่งกล่าว ได้ว่า ไม่มีการเห็นแจ้งชนิดไหน จะเป็นการเห็นแจ้งยิ่งไป กว่าการเห็นแจ้งชนิดนี้แล้ว และเราก็ต้องการความเห็นแจ้ง ในลักษณะเช่นนี้เอง ในวิถีทางแห่งการปฏิบัติธรรมของเรา คือเราต้องการจะเห็นแจ้งสิ่งทุกสิ่งในลักษณะที่ลึกซึ้ง ราว กับว่ามันพูดกับเรา หรือเปิดเผยความจริงให้แก่เราทั้งหมด ทั้งสิ้น ไม่ว่าในแง่ไหนมุมไหน โดยไม่มีส่วนเหลือเลย ผู้

น.318 ปฏิบัติเพื่อการถึงธรรม จะต้องพยายามฝึกตนให้เป็นสาวก ของธรรม คือสามารถได้ยินเสียงของธรรมในลักษณะเช่นนี้ ในที่ทุกหนทุกแห่งให้ได้เสียอย่างหนึ่งก่อน ซึ่งหมายความ ว่าเป็นผู้เห็นธรรมแท้ หลังจากนั้นจึงพยายามปฏิบัติตามหลัก เกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะพึงรวบรวมได้จากการเห็นแจ้งนั้น ซึ่งจะ เป็นการชี้บอกแนวทางแห่งการปฏิบัติอยู่ในตัวมันเองโดยไม่ ต้องไปหาครูบาอาจารย์ที่ไหน จึงจะเป็นไปอย่างถูกตรงตาม บทว่า สันทิฏฐิโก หรือบทว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะของธรรมแท้ และผู้เห็นธรรมก็เป็น ผู้เห็นจริง ๆ จึงสำเร็จประโยชน์ในการเป็นสาวกของธรรม สำหรับข้อที่กล่าวว่ามีการปฏิบัติตามอย่างแท้จริงนั้น มีความหมายที่จะต้องทำความเข้าใจเป็นพิเศษอยู่ในข้อที่ว่า ถ้าความเชื่อความเลื่อมใสมาจากภายนอก การปฏิบัติตามยัง ไม่แท้จริงสักเท่าใด เขาจะมีส่วนแห่งความงมงายเจืออยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ถ้าหากว่าความเชื่อหรือความเลื่อมใสนั้น มีมูลมาจากภายใน เช่นมีมูลมาจากการได้เห็น หรือได้ยิน เสียงของธรรม ในลักษณะที่กล่าวมาแล้วนี้ การปฏิบัติตามก็ จะเกิดขึ้นมาเองอย่างแรงกล้า หรือเรียกว่าอย่างสุดชีวิตจิตใจ

น.319 ทีเดียว ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่า ธรรมซึ่งสักแต่ว่าได้ยิน ได้ฟังมาจากภายนอกนั้น ไม่อาจจะบันดาลให้เกิดการปฏิบัติ อย่างแท้จริงได้ เว้นเสียแต่ธรรมที่เราได้พิจารณาใคร่ครวญ ให้เห็นความจริงด้วยตนเองเสียก่อน จึงจะเป็นธรรมที่ดล บันดาลให้เกิดการปฏิบัติอย่างแรงกล้าหรือสูงสุดได้ เกี่ยวกับ เรื่องนี้ มีพระพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็น หลัก ซึ่งอาจจะสรุปเอาแต่ใจความสั้น ๆ ได้ว่า "ถึงแม้ตถา- คตพูดก็อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องเอาไปคิดไปตรองจนเห็นจริงก่อน แล้วจึงเชื่อ" การที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสดังนี้ ย่อมหมาย ความว่าอย่าเชื่อคนภายนอกแต่ให้เชื่อตนเอง และเชื่อตน เองในที่นี้ ก็คือเชื่อธรรมนั่นเอง เมื่อฟังดูให้ดีแล้ว จะเกิด ความรู้สึกว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงประสงค์ให้พวกเราเป็น สาวกของพระองค์ แต่ให้เป็นสาวกของธรรม หรือถ้าจะให้ จริงมากไปกว่านั้นอีก ก็ย่อมอาจที่จะกล่าวได้ว่า ให้เป็นสาวก ของตนเองนั่นเอง ซึ่งย่อมจะหมายถึงการเป็นสาวกของธรรม อย่างหนึ่งอย่างยิ่ง โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในที่สุดก็เกิดมีลักษณะที่เรียกว่า ได้ฟังเอง, ได้รู้เอง, ได้เห็นเอง, ได้ปฏิบัติเองจนถึงที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่

น.320 เป็นการถึงธรรมอยู่ตลอดเวลา ทีนี้ถ้าเราลองสังเกตดูถึง พฤติการต่าง ๆ ที่กำลังเป็นไปในหมู่พวกเรา เรากลับจะพบ ว่า มันได้เป็นไปในทำนองที่ตรงกันข้าม คือเรามอบหมาย ความไว้วางใจให้แก่บุคคล มากกว่าที่จะให้แก่ธรรม เช่นเรา รู้สึกว่าจะต้องมีศรัทธาในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระ- สงฆ์ แล้วจะปฏิบัติไปตามความศรัทธานั้น เมื่อเราต้องการ อย่างนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่แล้วเราจักต้องพิจารณาดู ว่า การกระทำเช่นนั้นถูกตรงตามพระพุทธประสงค์แล้วหรือ ยัง หรือว่าการกระทำเช่นนั้น จะทำให้เกิดผลมากน้อยเพียง ไร ปัญหายุ่งยากข้อนี้เกี่ยวกับข้อที่ว่าสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นคืออะไรแน่ หรือว่าการที่เราเชื่อ ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น มันถูกตรงต่อพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริงหรือไม่ ถ้าพระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ กลายเป็นบุคคลหรือสิ่งของไปแล้ว เรื่อง ก็จะเป็นไปอย่างผิวเผิน จะง่อนแง่นคลอนแคลน อย่างที่ กล่าวมาแล้วนั่นเอง ถ้าหากว่าสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์นั้น เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง และเราได้เข้าถึงจริง จนได้ฟังเสียง หรือได้เห็นภาพของ

น.321 ธรรมจริง เรื่องจึงจะลงรอยเป็นอันเดียวกัน คือกลายเป็น ได้เห็นธรรม ได้ฟังเสียงธรรม ได้เชื่อธรรม ซึ่งสรุปแล้วก็ คือเชื่อตัวเอง โดยอำนาจของธรรม คือเห็นธรรมด้วยตน เอง แล้วจึงเชื่อธรรม ด้วยการเห็นของตนเอง จึงนับว่าเป็น สาวกที่บริสุทธิ์ผุดผ่องของพระพุทธ ของพระธรรม ของ พระสงฆ์ หรือของธรรมเพียงคำเดียวสั้นๆ ในที่นี้ นี่แหละ คือความปลอดภัยในการเป็นสาวก ไม่ตกเป็นเหยื่อของความ หลอกลวงของกิเลสหรือของมายา หรือที่เรียกว่าของพยามาร โดยไม่รู้สึกตัว ซึ่งทำให้เกิดการล้มเหลวแก่การถึงธรรม ซึ่ง มีอยู่ทั่ว ๆ ไป หรือกล่าวได้ว่าเป็นส่วนมาก ถ้าหากว่าพุทธ- บริษัทเราจะได้ทำการชำระสะสางภาวะแห่งความเป็นสาวก ของตนให้เป็นไปอย่างถูกต้อง และบริสุทธิ์ผุดผ่องโดยนัยดัง ที่กล่าวแล้ว เรื่องของการถึงธรรมจักไม่เป็นปัญหายุ่งยากมาก มายแต่ประการใด เพราะเราได้เป็นสาวกของธรรมจริง ๆ และย่อมจะถึงธรรมได้จริง โดยไม่มีทางที่จะเป็นอื่นไปได้ เดี๋ยวนี้เรากำลังเป็นสาวกของอะไร ก็ดูเหมือนจะเป็นสักแต่ ปากว่า หรือเป็นเรื่องพูด เป็นเรื่องที่ดูสลัว ๆ ไปหมด ไม่ จริงไม่จัง จนถึงขนาดที่จะเรียกว่า ได้ยินเสียงของธรรมด้วย

น.322 ตนเอง ด้วยหูตนเอง หรือได้เห็นภาพของธรรมด้วยตาตน เอง เรื่องจึงพร่าหรือรวนไป เป็นการถึงธรรมชนิดที่สักว่า ตามธรรมเนียมประเพณีพอได้หลอกตัวเองไปวันหนึ่ง ๆ จน กว่าจะตายเท่านั้น ไม่ได้รับผลอันน่าชื่นใจจากธรรมโดยตรง ทั้งนี้เพราะเหตุที่ไม่ได้ทำตน ให้เป็นสาวกของธรรมโดยตรง แล้วเข้าถึงธรรมที่แท้จริงได้ ด้วยการปฏิบัติตามที่ถูก ที่ตรง ที่จริง อย่างยิ่ง ไม่มีอะไรจะถูก จะตรง จะจริง ยิ่งไปกว่านี้ อีกแล้ว เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ คือการเตรียมตัวเพื่อ เป็นสาวกของธรรมอย่างแท้จริง เพื่อการถึงธรรมที่ยิ่งขึ้นไป ตามลำดับดังที่จะกล่าวให้เห็นในโอกาสต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต