น.323 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงธรรม ในขั้นตระเตรียม ซึ่ง จะได้บรรยายต่อไป ในการบรรยายครั้งที่ ๒๖ นี้ เรียกว่า ความเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อธรรม สืบเนื่องมาจากความเป็น สาวกของธรรมในครั้งที่แล้วมา คำว่า "สวามิภักดิ์" ในที่นี้ เรียกในภาษาไทยเราสั้น ๆ ว่า "ความภักดี" หรือขยายออกไป
น.324 เป็น "ความจงรักภักดี" เพื่อเข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้ ควรจะได้พิจารณาถึงคำเต็มว่า สวามิภักดิ์ หรือ สามิภักดิ์ ดัง ที่กล่าวมาแล้ว เมื่อกล่าวโดยพยัญชนะ หรือตามตัวหนังสือ คำว่า "สวามิภักดิ์" ก็ควรจะเป็นว่าภักดี ต่อ สวามี ซึ่งหมายถึง เจ้า- นาย หรือ สามี สำหรับคำว่า "ภักดี" ซึ่งมาจากคำสันสกฤต ว่า ภักติ นั้น ตามตัวพยัญชนะคำนี้แปลว่า "ส่วน" ว่า "การ กระทำซึ่งเป็นการอุทิศ" ถ้าแปลว่า "ส่วน" ก็ย่อมหมายความ ว่า เป็นส่วนของสวามี คือถือว่าบุคคลนั้นเป็นส่วนหนึ่งแห่ง นายของตน ถ้าเอาความว่า "เป็นการอุทิศ" ความหมายย่อม ชัดเจนอยู่แล้วว่า การกระทำทั้งหมดนั้นเป็นการอุทิศต่อนาย ของตน แต่ในกรณีของเรานี้ มีสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่น แหละเป็นนาย ดังบทที่เราสวดกันอยู่เสมอ ๆ ว่า "ธัมมัส- สาหัสมิ ทาโสวะ ธัมโมเม สามิกิสสะโร" ซึ่งมีคำแปลว่า "ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม พระธรรมเป็นนาย มีอิสระ เหนือข้าพเจ้า" ดังนี้ เมื่อรวมกันทั้งหมด เกิดเป็นคำว่า ธรรมสวามิภักดิ์ คือ สวามิภักดิ์ต่อธรรม หรือจะเรียกเป็น ไทย ๆ ว่า ความจงรักภักดีต่อธรรม เมื่อกล่าวโดยอรรถหรือ
น.325 โดยความหมาย และโดยเฉพาะตามทางแห่งการปฏิบัติแล้ว คำ ๆ นี้ ย่อมเล็งถึงการกระทำ ที่กระทำไปอย่างสุดกำลัง หรือสุดชีวิตจิตใจ ด้วยความเคารพ ด้วยความหวังดี ด้วย ความหวังจะเอาเป็นที่พึ่ง และด้วยความสุจริต ซื่อตรงด้วย โดยทุกวิถีทาง สำหรับการสวามิภักดิ์ต่อธรรมนั้น ความหมายอัน แรกที่สุดก็คือ การยอมตามซึ่งหมายถึงการไม่ฝ่าฝืนธรรม โดยที่รู้สึกว่าไม่อาจจะฝ่าฝืนไปได้ เพราะความที่ตนเป็นส่วน หนึ่งของธรรม เพราะว่าตนเกิดมาจากธรรม ดังที่ได้บรรยาย โดยละเอียดแล้วในครั้งก่อน ๆ มาเป็นผู้ยอมต่อธรรมในทำนอง ที่ว่าธรรมมีอำนาจเด็ดขาด และตนเป็นอย่างมากก็เพียงทาส ซึ่งไม่อาจจะมีอะไรเป็นของตัวเอง แต่มีชีวิตจิตใจหรือทุกสิ่ง ทุกอย่างเป็นของนาย จึงพร้อมที่จะทำตามความประสงค์ของ นาย หรือเพื่อประโยชน์แก่นาย โดยไม่มีข้อแม้หรือข้อยกเว้น ใดๆเลย นี้เรียกว่าความยอม ส่วนความหมายถัดไปก็คือ ความหวังดี หรือที่เป็นใจ ความของคำว่า ความจงรักภักดี หมายความว่า บุคคลผู้เป็น ทาสนั้น ไม่ได้มีความเกลียดหรือความกลัวต่อนายของตน
น.326 แล้วจำยอมประพฤติตาม หากแต่ว่ามีความจงรักหรือความ หวังดี แล้วกระทำไปด้วยความสมัครใจ เต็มใจ ในการที่จะ ปฏิบัติต่อนายของตน นี่เรียกว่า ความจงรักภักดี ส่วนความหมายถัดไปอีก หรือความหมายอันสุดท้าย ก็คือ ความหวังหรือความยึดเอาเป็นที่พึ่ง ด้วยความรู้สึกว่า ไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากนายของตน มีทุกข์ร้อนอะไรขึ้นมา ต้อง นึกถึงนายก่อน วิ่งไปหานายก่อนคนอื่น และไม่คิดที่จะรับ ความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น นอกจากนายของตน เมื่อรวม ความหมายทั้ง ๓ ประการเข้าด้วยกัน กล่าวคือความยอม ความจงรัก และความหวังเอาเป็นที่พึ่ง รวมเข้าเป็นอันเดียว กันแล้ว เราก็ได้ความหมายของคำว่า สวามิภักดิ์อย่างสม- บูรณ์ เต็มตามความหมายของคำ ๆ นั้น และการกระทำนั้น ก็จะมีลักษณะเป็นไปตรงตามความหมายตามตัวหนังสือ ที่ว่า ผู้นั้นเป็นส่วนของนาย และมีการกระทำที่อุทิศต่อนาย ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น ความหมายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความหมายที่ใช้ อยู่ตามธรรมดา และเป็นเรื่องทางวัตถุหรือทางโลก ๆ คือ การเป็นบ่าวเป็นนายกันระหว่างบุคคล และเป็นที่เข้าใจกัน
น.327 ดีอยู่แล้ว ครั้นความหมายอันนี้ถูกนำมาใช้ในทางนามธรรม ซึ่งเรียกว่า "ธรรม" ในที่นี้ อาจจะมีความฉงนเกิดขึ้นบ้างไม่ มากก็น้อย ว่าเราจะประพฤติปฏิบัติต่อธรรมซึ่งไม่มีตัวตน ราวกับว่าประพฤติต่อบุคคลที่มีตัวมีตนนี้ได้อย่างไรกัน ความ จริงมีอยู่ว่าเป็นการทำเลียนแบบ หรือการถือเอาความหมาย ของการประพฤติทางวัตถุนั้น มาประพฤติต่อสิ่งซึ่งไม่ใช่วัตถุ โดยตั้งข้อสมมติขึ้นว่า ถ้าหากว่าสิ่งนั้นเป็นบุคคลขึ้นมาโดย แท้จริงแล้ว เราจะพึงประพฤติต่อสิ่งนั้นอย่างไรนั่นเอง กล่าว ตรงๆ ก็คือว่า ถ้าสมมติว่า พระธรรมเป็นบุคคล เราจะพึง ประพฤติต่อพระธรรมอย่างไรนั่นเอง คำตอบสำหรับปัญหา ข้อนี้ ตอบได้โดยง่าย ในเมื่อย้อนไปพิจารณาถึงคำอธิบายที่ แล้วมา ที่ว่าธรรมะมีความหมายเท่ากันกับพระเป็นเจ้า จน ถึงกับพระพุทธเจ้าก็ยังเคารพธรรม ดังที่ได้บรรยายแล้วใน คราวก่อน ๆ นั้นอีกเหมือนกัน พระธรรมจะเป็นบุคคลหรือ ไม่เป็นบุคคลนั้น ไม่เป็นประมาณหรือมิใช่เป็นปัญหาสำคัญ ปัญหาสำคัญอยู่ที่บุคคลจะต้องประพฤติต่อธรรม อย่างที่เรียก ว่า ด้วยความสวามิภักดิ์ทั้งหมดทั้งสิ้นก็พอแล้ว ตัวธรรมจะ เป็นบุคคล หรือไม่เป็นบุคคล ก็ย่อมมีผลเท่ากัน มนุษย์
น.328 สมัยนี้ ไม่มีความสวามิภักดิ์ต่อธรรม ทั้งโดยส่วนตัวและโดย ส่วนรวม แล้วยังกลับไปสวามิภักดิ์ต่อสิ่งที่ไม่เป็นธรรมอย่าง ลุ่มหลงหรืออย่างหลับหูหลับตา คือเป็นเหมือนอย่างยาเสพ ติดมีมากขึ้นไป จนถึงกับเป็นการติดเบ็ดติดบ่วง ซึ่งเลย ความหมายของคำว่า สวามิภักดิ์ ไปเสียอีก เมื่อกล่าวโดยตรง ก็คือ การสวามิภักดิ์ต่อความสุขทางวัตถุ หรือทางเนื้อหรือ ทางหนังนั่นเอง ไม่มีความสวามิภักดิ์ต่อธรรม แม้ในความ หมายใด ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเลย แล้วแถมยังมี คนบางพวกแย้งว่า ระบบที่มอบตัวให้แก่ธรรมโดยไม่มีข้อแม้ เช่นนี้ ไม่ชอบต่อระบอบประชาธิปไตย หรือไม่เป็นไปเพื่อ เสรีภาพ พวกเราสมัยนี้ต้องการประชาธิปไตยและเสรี ดัง นั้นหลักเกณฑ์แห่งความสวามิภักดิ์ต่อธรรมนั้น ไม่เหมาะแก่ เรา ข้อแย้งนี้ ควรจะถือว่า เป็นเสียงแย้งของสิ่งซึ่งไม่เป็น ธรรม หรือของภูตผีปีศาจที่ไม่ชอบธรรม มากกว่าจะเป็น ความจริง เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั้น ต้องการปลด เปลื้องมนุษย์ให้หลุดพ้นจากอำนาจของภูตผีปีศาจ กล่าวคือ กิเลส และให้พ้นจากอำนาจบีบคั้นของมาร คือความทุกข์นา- นาประการ ทั้งนี้ เพื่อทำคนให้เป็นอิสระหรือเป็นเสรีนั่นเอง
น.329 ดังนั้นเสี่ยงแย้งนั้น จึงเป็นเสียงแย้งของภูตผีปีศาจ หรือกิเลส ที่กล่าวว่า ถ้าคนต้องไปสวามิภักดิ์ต่อธรรมเช่นนั้น ก็สูญเสียอิสระภาพหรือเสรี ส่วนข้อแย้งที่ว่า เมื่อทำอะไรไม่ ได้ตามใจชอบ ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น เราต้องเพ่งเล็ง ถึงข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้เราเป็นพลเมืองของใคร คือเราเป็นพล- เมืองของภูตผีปีศาจ หรือของพยามารอันร้ายกาจเหล่านั้น หรือว่าโดยเนื้อแท้นั้นเราเป็นพลเมืองของธรรม เพราะว่า ธาตุแท้ของเราเกิดมาจากธรรม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ถ้าผู้ใด ถือว่าตนเป็นพลเมืองของธรรม ก็ย่อมจะรู้สึกว่า เมื่อได้ ประพฤติไปตามธรรม โดยไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องขัดขวาง แล้ว ก็ควรจะถือว่า นั่นแหละคือประชาธิปไตยอย่างยิ่ง หรือยิ่งไปกว่าประชาธิปไตย จนไม่ควรจะเรียกว่าประชาธิป- ไตย แต่ควรจะเรียกว่าธรรมาธิปไตย และนั่นแหละ คือ ประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ข้อนี้ เป็นเพราะเหตุว่าถ้าหากว่า ประชาชนทั้งหมด พ่ายแพ้แก่อำนาจของภูตผีปีศาจเสียแล้ว มติของประชาชนทั้งหมด หรือประชาธิปไตยของคนพวกนี้ ย่อมไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นเพียงหมู่คนที่กำลังมีความ คิดเห็นร่วมกัน ในทางที่จะเฮกันไปทำความผิดหรือนำความ
น.330 ทุกข์มาสู่ตัวเองเท่านั้น ถ้าเมื่อใดประชาชนทุกคนเป็นผู้เข้าถึง ธรรม หรือเป็นผู้มีความสวามิภักดิ์ต่อธรรมเป็นอย่างน้อย เมื่อนั้นประชาธิปไตยของเขาจึงจะมีความหมาย กล่าวคือ เป็นความคิดและการกระทำของคนทุกคน ที่รวมกันเฮกันไป ในทางของความดับทุกข์ หรือความเป็นประโยชน์สุขเกื้อกูล แก่พวกเขา ในลักษณะที่หาโทษอันใดมิได้ เมื่อเป็นดังนี้ ย่อมเป็นอันกล่าวได้ว่า ยิ่งมีความสวามิภักดิ์ต่อธรรมมากยิ่ง ขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งใกล้ต่อความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงยิ่ง ขึ้นเท่านั้น แหละนี่ ก็เป็นเพียงเรื่องของโลก ๆ หรือประ- โยชน์ทางสังคม ยังไม่ใช่ความมุ่งหมายที่สูงสุดของคำว่า สวา- มิภักดิ์ต่อธรรม สำหรับประโยชน์ส่วนบุคคลนั้น ได้วินิจฉัยกันมา แล้วว่า ถ้าทุกคนดี สังคมก็ดี ดังนั้นประโยชน์ส่วนบุคคล ย่อมมีอำนาจ หรือมีความสำคัญเหนือประโยชน์ส่วนสังคม และเป็นสิ่งที่ต้องนึกถึงก่อน แม้แต่ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ขอให้คนทุกคนมีความสวามิภักดิ์ต่อธรรม หรือที่อยู่ ในรูปของ "บุคคลาธิษฐาน" ที่เรียกกันว่า พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เพราะสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธ
น.331 พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว ความสวามิภักดิ์หรือความ จงรักต่อพระรัตนตรัยก็คือ ความจงรักต่อธรรมนั่นเอง ขอ เพียงแต่ให้สะสางปัญหาอันเกี่ยวกับความจงรัก หรือความ สวามิภักดิ์ต่อพระรัตนตรัยให้ถูกต้อง หรือให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง กันจริงๆ เท่านั้น คำว่าถูกต้องหรือบริสุทธิ์ผุดผ่องในที่นี้ มีใจ ความสำคัญอยู่ตรงที่ไม่งมงาย กล่าวคือต้องประกอบอยู่ด้วย ปัญญา หรือแสงสว่างของธรรม ความสวามิภักดิ์ของทาส ต่อบุคคลผู้เป็นนายอย่างงมงายนั้น อาจจะไม่ให้โทษอย่างไรก็ ได้ แต่ความสวามิภักดิ์ต่อธรรมอย่างงมงายนั้น กลับเป็น อันตรายโดยตรง และตลอดเวลา ปัญหาจึงมีเพิ่มขึ้นมาอีก ขั้นหนึ่ง กล่าวคือ นอกจากจะต้องสวามิภักดิ์แล้ว ยังต้อง สวามิภักดิ์อย่างถูกต้อง และอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องอีกด้วย ถ้า ยิ่งงมงายมากเข้าเท่าไร จะยิ่งเป็นความทรยศต่อธรรมอย่าง ไม่รู้สึกตัวมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แถมยังจะได้รับอันตรายจากการ กระทำเช่นนั้น และโดยไม่รู้สึกตัวอีกอย่างเดียวกัน ดังนั้น คำว่า สวามิภักดิ์ต่อสิ่งซึ่งเป็นนามธรรมนั้น จึงมีความหมายที่ผิดแปลกออกไปบ้างจากความหมายตาม
น.332 ธรรมดา การปฏิบัติของพวกเราเกี่ยวกับเรื่องสวามิภักดิ์ต่อ ธรรมนี้ มีความหมายอย่างเดียวกันกับที่เราจะพึงใช้ แก่คำ ว่าสวามิภักดิ์ต่อพระรัตนตรัย มีปัญหาที่จะต้องชำระสะสาง ศรัทธา หรือความเชื่อ หรือพอกพูนวิริยะ ความพากเพียร เป็นต้น ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ และเป็นสิ่งที่ ไม่อาจจะสำเร็จได้ ด้วยการกระทำชนิดที่เป็นพิธีรีตอง หรือ แม้ที่สุดแต่สิ่งที่เรียกว่า พิธีกรรมทางศาสนา ที่กระทำกัน ในโบสถ์ เป็นต้น เพราะนั่นเป็นแต่เพียงพิธีรีตอง หรือ อย่างมากที่จะเป็นได้ ก็เป็นเพียงเหมือนกับการมาลงทะเบียน หรือการขึ้นบัญชีไว้ว่า จะเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อธรรมกับเขา ด้วยสักคนหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นแล้ว เขาจะต้องปฏิบัติ ตามกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องที่ทำให้เรียกได้ว่า เป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อ ธรรมโดยแท้จริง เป็นผู้ไม่มีที่พึ่งอย่างอื่น นอกจากธรรม ไม่จงรักภักดีต่อสิ่งอื่น นอกจากธรรม ไม่ยินยอมกระทำตาม อย่างอื่นที่ขัดขวางต่อธรรม แม้หากว่าจะต้องเสียชีวิตลงไป เพราะเหตุนั้น และถือเอาการเสียชีวิตเพราะธรรมหรือเพื่อ ธรรมก็ตาม ว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผลสมควรในเมื่อมีความจริง เป็นเช่นนั้น เขาอาจจะกระทำได้ทันที ด้วยความรู้สึกว่า
น.333 ตนเป็นเพียงส่วนน้อยส่วนหนึ่ง ซึ่งน้อยเกินกว่าที่จะนำไป เปรียบกับธรรมทั้งปวงได้ จึงกลายเป็นส่วนน้อยที่พร้อมที่จะ เสียสละเพื่อส่วนใหญ่ หรือถือว่าการกระทำเช่นนั้น เป็น การกระทำเพื่อให้ส่วนน้อยกลับไปรวมกันกับส่วนใหญ่ ด้วย ความหวังและความปราถนาอย่างแรงกล้า ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า สวามิภักดิ์ต่อธรรม ในที่นี้ จึงเป็น เรื่องที่ไม่ต้องอาศัยความเชื่อ แต่ต้องอาศัยปัญญา หรือ อย่างน้อยที่สุด ก็อาศัยความเชื่อที่ปรุงขึ้นมาจากปัญญานั้น เอง จึงจะเป็นการยอมหรือการจงรักภักดี หรือการหวังจะ เอาเป็นที่พึ่งที่แปลกกัน จนไม่อาจจะเอาไปเปรียบเทียบกัน ได้กับความสวามิภักดิ์ที่ทำไปด้วยความเชื่อ แล้วเลยไปเป็น ความงมงายในที่สุด เท่าที่กล่าวมานี้ พึงถือว่าเป็นเพียงตัวอย่างของการ ประพฤติปฏิบัติ ในขั้นตระเตรียมเพื่อการเข้าถึงธรรม หรือ เข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับธรรม ความสนใจในธรรมก็ดี, การให้ความเป็นธรรมแก่ธรรมก็ดี, ความยกย่องไม่เหยียบย่ำ ธรรมก็ดี, ความเป็นมิตรสหายต่อธรรมก็ดี, ความเป็นฤๅษี
น.334 ต่อธรรมก็ดี, ความเป็นสาวกและความเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อ ธรรมนี้ก็ดี ล้วนแต่ได้กล่าวไว้ ในรูปของบุคคลาธิษฐาน เพื่อสะดวกแก่การตระเตรียมให้ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม เพื่อการ ปฏิบัติเข้าถึงธรรมโดยตรง เรียกว่ามีพื้นฐานที่ดี ที่ถูกต้อง เพียงพอ จนเป็นเหตุให้รับประกันได้ว่า ไม่มีทางที่จะหันเห ออกไปจากแนวของธรรม มีแต่จะมุ่งตรงไปสู่ธรรม ทั้ง โดยรู้สึกตัว และโดยไม่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาดังนี้ นับว่าเป็น บุรพภาคที่ควรตระเตรียมโดยแท้จริง.
Buddhadasa