น.335 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายเรื่อง "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ใน ครั้งที่ ๒๗ นี้ จะได้ทำความเข้าใจกันถึงความหมายของคำ บางคำ ซึ่งถ้าถือเอาความหมายผิดแล้ว ย่อมเป็นอุปสรรค แก่การเข้าถึงธรรมอย่างยิ่ง ดังนั้นการทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ในความหมายของคำบางคำนั่นเอง ย่อมรวมอยู่ในการปฏิบัติ
น.336 เพื่อการถึงธรรมด้วย เพราะว่าแม้ว่าเราจะมีความตั้งใจดีทุก อย่างทุกประการ ดังที่กล่าวมาแล้วก็ตาม ถ้าถือเอาความ หมายของคำบางคำผิดเสียแล้ว ความตั้งใจดีเหล่านั้น ก็จะ เป็นหมันไป อีกอย่างหนึ่งพึงเข้าใจว่า การถือเอาความหมาย ในที่นี้ เล็งถึงการเห็นความจริงอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นความ หมายของคำ ๆ นั้น มิใช่เป็นเพียงการตีความของคำพูดหรือ ของตัวหนังสือล้วน ๆ จริงอยู่ในข้อที่ว่า เราจะต้องตีความ หมายของคำ แต่ว่าการตีความหมายนั้นมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว การตีความหมายทุกชนิดย่อม ใช้กับคำที่เรายังไม่เข้าใจลึกซึ้ง หรือยังไม่เห็นอย่างแจ่มแจ้ง นั่นเอง สำหรับในกรณีนี้เราใช้คำว่า ถือเอาความหมาย แทน คำว่า ตีความหมาย ขอให้สังเกตและระวังให้ดี ๆ ว่าเราจะต้อง ถือเอาความหมายให้ถูกต้อง และการถือเอาความหมายโดย ลำพังการตีความนั้น ย่อมอาจจะผิดได้ ดังนั้นเราจะต้อง อาศัยการสอดส่องด้วยปัญญา มองตรง ๆ ลงไปในตัวจริงของ สิ่งนั้น ๆ แทนที่จะไปหลงแต่เพียงคำพูดหรือชื่อของสิ่งนั้นๆ แล้วตีความหมายกันไปต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไปในทางเดาหรือ การคาดคะเนเสียมากกว่า หลักเกณฑ์ดังที่กล่าวนี้ ขอให้
น.337 กำหนดไว้เพื่อเป็นการถาวร เพื่อใช้ในเรื่องทั้งปวงข้างหน้า สำหรับคำที่จะต้องถือเอาความหมายให้ถูกต้องในกระ ณีนี้นั้น พึงทราบว่า คำว่า "ชาติ" เป็นคำที่สำคัญที่สุดคำ หนึ่ง และเป็นคำที่ทำความยุ่งยากมากที่สุด ในการอธิบายธรรมะทั่ว ๆ ไป ถ้าถือเอาความหมาย ของคำว่า ชาติ หรือ ชา-ติ นี้ผิดเรื่องต่าง ๆ ก็จะผิดไปหมด ทั้งเรื่อง เหลืออยู่แต่ความงมงายทั้งในความคิดนึกและใน การกระทำแล้วก็นำมาเชิดชูกันว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คำว่า ชาติ ในภาษาไทยก็เป็นอย่างหนึ่ง ในภาษาบาลีก็เป็นอย่างหนึ่ง และแม้ในภาษาบาลีนั่นเอง ก็มีความหมายไม่น้อยกว่าสอง ความหมาย ตัวอย่างในภาษาไทย เช่นคำว่า ชาติ หมายถึง เชื้อชาติ เช่นคนเชื้อชาตินั้น เชื้อชาตินี้ จนกระทั่งถึงว่า ชาติคน หรือ ชาติสัตว์ ชาติดี หรือ ชาติเลวเป็นต้น และ ไม่ค่อยได้ใช้เล็งถึงความหมายของการเกิด หรือกิริยาอาการ ของการเกิด ส่วนในภาษาบาลีนั้น คำว่า ชาติ เล็งถึงกิริยา อาการของการเกิดเป็นส่วนใหญ่ แล้วจึงมีความหมายแยก ออกไปเป็นสองชนิด คือ เกิด โดยร่างกายหรือทางวัตถุนี้ อย่างหนึ่ง และเกิดโดยทางจิตหรือโดยทางนามธรรมนี้อีก
น.338 อย่างหนึ่ง แม้แต่คำว่าเกิดโดยนามธรรมนั้น ก็ยังแบ่งออก ได้เป็นสองความหมาย กล่าวคือ การเกิดขึ้นโดยทางจิตใจ ในเมื่อมีอุปาทานเกิดขึ้น ว่าตัวเรา หรือว่าของเรา นี้อย่าง หนึ่ง ส่วนอีกอย่างหนึ่งนั้น หมายถึงการเกิดขึ้นด้วยคุณธรรม หรือโดยคุณธรรม คือเมื่อมีคุณธรรมอย่างใดเกิดขึ้น ก็เรียก ว่าคนนั้นได้เกิดเป็นอย่างนั้น เช่นที่พระสิทธัตถะได้เกิดเป็น พระพุทธเจ้าขึ้น ในขณะของการตรัสรู้หรือเกิดเป็นพระ ศาสดาขึ้น ในเมื่อมีการสั่งสอนสัตว์ ดังนี้เป็นตัวอย่าง สำหรับ ปัญหาของเราในกรณีที่เกี่ยวกับการถึงธรรมนี้ ความสำคัญ อยู่ที่ว่า "ชาติ" ที่จะต้องพิจารณากัน มีเหลืออยู่แต่เพียงสอง ความหมาย กล่าวคือ การเกิดทางวัตถุหรือทางร่างกาย ซึ่ง หมายถึงการเกิดจากท้องของมารดานี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง นั้นหมายถึงชาติ คือความเกิดของอุปาทาน รู้สึกสำคัญมัน หมายว่า เป็นตัวเราหรือของเราขึ้นมาดังกล่าวแล้ว ถ้ามีการ ถือเอาความหมายของความเกิดทั้งสองอย่างนี้ กลับกันหรือ สลับกันเสีย เรื่องก็จะไขว้เขวกันหมด หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ จะผิดหมด แล้วผลร้ายก็คือไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการ ปฏิบัติธรรม ดังนั้นเราจะต้องพิจารณากันให้ดี ๆ ทั้งสอง
น.339 ความหมายนี้ แล้วใช้มันให้ถูกต้องในการศึกษา ในการปฏิ- บัติธรรมไปตามหลักเกณฑ์ ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ ที่ เนื่องกับคำว่า "ชาติ" คำนี้โดยตรง ก่อนอื่นทั้งหมดต้องสังเกตดูให้ดีว่า คำว่า "ชาติ" นี้ หมายถึงเวลาก็ได้ เช่นในเมื่อเราพูดว่า สิ้นเวลาชาติหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น และหมายถึงกิริยาอาการก็ได้ เช่น กิริยาอาการ ที่คลอดออกมาจากท้องแม่ หรือกิริยาอาการที่เจตสิกธรรม ประเภทอุปาทานได้เกิดขึ้นปรุงจิต ดังนี้ก็ได้ และในบางกรณี นั้นคำว่า ชาติ หมายถึง ภาว ะ เช่นภาวะของความเป็นคน ในเมื่อเราพูดกันว่ามนุษยชาติ (Humanity) ดังนี้เป็นต้น ใน ความหมายทั้งสามอย่างนี้ ความหมายที่เล็งถึงเวลา ก็ย่อม เนื่องอยู่กับกิริยาอาการ เช่นพูดว่า เกิดมาสิ้นเวลาชาติหนึ่ง ก็เพราะถือเอาการเกิดครั้งหนึ่งเป็นเกณฑ์นั่นเอง จะเป็นเวลา นานเท่าใดก็ได้ แต่ตลอดเวลาที่เป็นชาติอยู่นั้น ย่อมมีภาวะ อย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏอยู่ เช่นภาวะแห่งความดีความชั่ว ภาวะแห่งความเป็นคนหรือเป็นสัตว์ และถือเอาภาวะนั้น เป็นชาติตลอดเวลาของการเกิดอยู่ ดังนั้นทำให้เราเห็นได้ชัด ทีเดียวว่า เวลาก็ดี กิริยาอาการก็ดี ภาวะนั้น ๆ ก็ดี ย่อมเนื่อง
น.340 เป็นอันเดียวกันแท้ และรวมอยู่ในคำว่า ชาติ นั่นเอง ดังนั้น เมื่อได้พูดขึ้น หรือได้กล่าวถึงคำว่าชาติเมื่อใด ก็ให้พึงทราบ ว่าเล็งถึงทั้งเวลา ทั้งกิริยาอาการ และทั้งภาวะนั้น ๆ เข้าด้วย กัน เป็นเพียงคำเดียวหรือสิ่งเดียว แม้ว่าความหมายส่วนใหญ่ของคำว่า ชาติ ในกรณีนั้น จะเล็งถึงอะไรก็ตาม ตัวอย่างเช่น ถ้าคำว่า ชาติ เล็งถึงการ เกิดจากท้องของมารดา ซึ่งเป็นการเกิดทางวัตถุหรือทาง ร่างกายแล้ว เวลาชาติหนึ่งย่อมหมายถึงตั้งแต่เกิดจากท้อง มารดา จนกว่าจะถึงเวลาตาย และภาวะที่เป็นอยู่ตลอด เวลาทั้งหมดนั้น เรียกว่า "ชาติของเขา" ซึ่งมีกำหนดร้อยปี หรือแปดสิบปีโดยประมาณ แต่ถ้าคำว่าชาติ หมายถึงการเกิด แห่งเจตสิกธรรมประเภทอุปาทาน ว่าตัวเราว่าของเราดังนี้ แล้ว ระยะเวลาของชาติเช่นนี้ มีอยู่ชั่วขณะที่เจกสิกธรรม ประเภทนั้นปรุงแต่งจิตให้รู้สึกว่า ตัวเราหรือของเราอยู่ เท่านั้น ซึ่งจะเป็นระยะกาลที่สั้นกว่ากันมากจนถึงกับว่า วัน เดียวเกิดได้ตั้งหลายสิบชาติหรือหลายร้อยชาติทีเดียว และ เราไม่อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นเวลากี่วินาที หรือกี่นาทีต่อชาติ เพราะมันจะสั้นยาวกว่ากัน แล้วแต่ว่าอารมณ์ที่เป็นเหตุ เป็น
น.341 จจัย เข้ามาปรุงแต่งนั้น มันเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เรื่องเล็กที่สุด หรือเรื่องใหญ่ที่สุด ดังนี้เป็นต้น แต่ถึงกระ- นั้นก็ยังกล่าวได้ว่ามันมีระยะกาลเวลา มีกิริยาอาการที่เกิดขึ้น และมีภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งแสดงอยู่ เช่นภาวะที่ถูกบัญญัติ ว่า กุศล หรือ อกุศล ดังนี้เป็นต้น ปรากฏอยู่ตลอดเวลา เหล่านั้น ดังนั้น คำว่า ชาติ แม้ในความหมายเช่นนี้ ก็ยัง มีครบถ้วนทั้งเวลา, ทั้งกิริยาอาการ, และทั้งภาวะอย่างใด อย่างหนึ่ง หากแต่ว่ามันเป็นเรื่องทางจิตใจ จึงเป็นไปได้เร็ว ทั้งในการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไป สรุปความว่า ชาติ คือการเกิดทางร่างกาย หรือรูปธรรมนั้นอย่างหนึ่ง และ ชาติคือการเกิดทางจิตใจ หรือทางนามธรรมนั้นอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายแตกต่างกันอยู่ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ โดยนัย ดังที่กล่าวมาแล้ว และจะยิ่งเห็นชัดยิ่งขึ้น ในเมื่อพิจารณา ดูถึงสมุฏฐาน คือ ที่ตั้งของการเกิด เช่นการเกิดทาง ร่างกาย ก็มีการประจวบกันระหว่างมารดาและบิดาเป็น สมุฏฐาน ส่วนการเกิดทางนามธรรมนั้น ก็มีการประจวบ กันระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก เป็นสมุฏ- ฐาน. นี่ทำให้เราเห็นได้แล้วว่า เป็นคนละเรื่องหรือเป็น คนละประเภทกันทีเดียว
น.342 เมื่อคำว่า "ชาติ" มีความหมายเป็นสองอย่างดังนี้แล้ว คำว่า "ชาติ" ในความหมายไหนเล่า ที่เป็นความหมายของ คำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นทุกข์ หรือว่ามีมูลมาจากภพ จากอุปาทาน จากตัณหาโดยลำดับ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ ทำให้เกิดทุกข์ และได้กลายมาเป็นปัญหาเฉพาะหน้าของพวก เรา จนถึงกับจะต้องศึกษา และจะต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อดับสิ่งที่เรียกว่าชาตินั้นเสีย ดังที่เราก็ยอมรับกันแล้วว่า การประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะดับเสียซึ่งความ ทุกข์ อันจะเกิดมาจากชาตินั่นเอง หนทางที่ดีที่สุดสำหรับการ วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ก็คือการพินิจพิจารณาดูอย่างละเอียด สุขุม จนมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าความทุกข์ที่แท้จริงนั้น มัน อยู่ที่ชาติชนิดไหน คืออยู่ที่ชาติที่หมายถึงการเกิดจากท้องแม่ หรือว่าอยู่ที่ชาติที่หมายถึงการเกิดขึ้นแห่งเจตสิกธรรมประ- เภทอุปาทานที่เกิดขึ้นเป็นคราวๆ ทำให้สำคัญมั่นหมายว่า ตัวกู ว่า ของกู ทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันว่า การเกิดจาก ท้องแม่ และมามีชีวิตอยู่ ประมาณแปดสิบปีหรือร้อยปีนั้น จะรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันเนื่องอยู่ที่มีอุปาทานเกิดขึ้น หรือไม่ต่างหาก พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า "สังขิตเตนะ
น.343 ญจฺปาทานักขันธา ทุกขา" ซึ่งมีใจความว่าเมื่อกล่าวโดย สรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้นเป็นตัว ทุกข์ ข้อนี้ย่อมหมายความว่า เบญจขันธ์ที่ไม่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานย่อมไม่เป็นทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น ที่ถูกอุปาทานเข้าไปยึดถือว่า เป็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราเท่านั้นจึงจะเป็นทุกข์ ส่วนความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของใครก็ตาม ที่ไม่ถูกอุปาทาน เข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเขาแล้ว ก็หาได้เป็นทุกข์ไม่ เมื่อกล่าวให้แคบเข้ามาก็กล่าวได้ว่า การ เกิดทางร่างกายที่ตั้งอยู่ตลอดเวลาประมาณแปดสิบปีนั้น ถ้า ไม่มีอุปทานอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็ย่อม ไม่เป็นทุกข์เลยเป็นเพียง ธรรม หรือ ธรรมชาติ ล้วน ๆ เปลี่ยน แปลงไปเรื่อยเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ตลอด เวลาประมาณแปดสิบปีนั้น ได้มีอุปาทานเกิดขึ้น เป็นจำนวน- นับครั้งไม่ถ้วนในจิตใจของเขา และเป็นทุกข์ทุกครั้งที่มีอุปา- ทานเกิดขึ้น สมกับที่พระพุทธองค์ตรัสว่า การเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ทุกคราว ดังนี้ ข้อนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า คำว่า ชาติ ตามความหมายแห่งสัจจธรรมในขั้นสูงสุดนั้น หมายถึงความ
น.344 เกิดขึ้นแห่งสัจจธรรมประเภทอุปาทานโดยแท้ และเป็นสิ่งที่ เราสามารถปฏิบัติธรรมเพื่อหยุดมันเสียได้โดยเด็ดขาด ไม่ให้ มีการเกิดอีกต่อไป หรือที่เรียกว่า นิพพาน ได้ และเป็นเรื่อง ที่มีความสลับซับซ้อนมองเห็นได้ยาก เข้าใจได้ยาก จนถึงกับ เราต้องลงทุนศึกษา และปฏิบัติกันอย่างมากมายจึงจะเอา ชนะมันได้ ดังนั้นเราจึงต้องแยกออกไปเป็นชาติประเภทหนึ่ง คือเป็นชาติทางฝ่ายนามธรรม และเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและ ปฏิบัติ ในขั้นสัจจธรรม ส่วนคำว่าชาติที่หมายถึงการเกิดทาง ร่างกาย ที่อยู่ได้ประมาณแปดสิบปีหรือร้อยปี เราเรียกว่า ชาติหนึ่งนั้น เป็นคำที่มีความหมายตื้น ๆ เป็นที่รู้จัก และ กล่าวกันอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล เนื่องอยู่ด้วยคำสอน การศึกษา และการปฏิบัติในขั้นศีลธรรม เพื่อประโยชน์แก่ สังคมทั่วไปเพื่อให้คนเหล่านั้นกล้วนรก และหวังต่อสวรรค์ หลังจากที่ได้ตายไปแล้ว เพื่อให้ทุก ๆ คนตั้งหน้าบำเพ็ญ ความดี เพื่อพ้นจากนรก และไปสู่สวรรค์ ภายหลังจากที่ ตายไปแล้วด้วยกันทุกคน คำสอนอย่างนี้มีอยู่ก่อนพุทธกาล แม้แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้เกิดขึ้น ก็มีคนสอนอยู่แล้วอย่างนี้ คำว่าชาติในคำสอนขั้นศีลธรรมนี้ มีความหมายเพียงการเกิด
น.345 ขึ้นแห่งร่างกายจากท้องมารดาคราวหนึ่ง ดังที่กล่าวแล้วนั่น เองก็พอแล้ว ไม่เกี่ยวกับสัจจธรรมอันลึกซึ้ง เป็นแต่เพียง ศีลธรรมขั้นทั่วไปที่ถือเอาทุกขเวทนา เป็นสิ่งที่น่าเกลียด และถือเอาสุขเวทนา เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา ล้วนแต่มีนรก หรือสวรรค์หลังจากตายแล้วด้วยกันทั้งนั้น ส่วนในทางปร- มัตถธรรมหรือสัจธรรมนั้น กลับไปถือเสียว่า นรกก็ดี สวรรค์ ก็ดี หรือแม้ที่สุดแต่นิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดก็ดี ล้วนแต่ อยู่ในอกในใจ มีอยู่แล้วในอกในใจด้วยกันทั้งนั้น หมายความ ว่า สิ่งเหล่านั้นมีอยู่แล้วในอกในใจ ซึ่งมีชีวิตเป็น ๆ อยู่นี้ หรือที่คนธรรมดาเรียกว่า ชาตินี้ นั่นเอง ไม่ต้องกล่าวถึง ชาติหน้า เหมือนที่คนธรรมดากล่าว หรือเชื่อกันเช่นนั้น เพราะคำว่าชาติหน้า เป็นเพียงชาติที่มาทีหลัง และเมื่อใน วันหนึ่ง ๆ เราเกิดได้หลายสิบชาติหรือหลายร้อยชาติ ดังที่ กล่าวมาแล้ว ก็ย่อมจะมีชาตินี้และชาติหน้าอยู่ในตัวมันเอง และอาจจะกล่าวได้อย่างเดียวกันว่า ทำกรรมในชาตินี้แล้ว ได้รับผลกรรมในชาติหน้าได้อย่างเดียวกัน เพราะการเกิดขึ้น แห่งอุปาทานนั้น เกิดขึ้นมาได้วันหนึ่งมากชาติ ดังที่กล่าว แล้วข้างต้น และถ้าหยุดมันเสียได้เมื่อใด ก็เป็นนิพพานไป
น.346 ในทันที เป็นที่สิ้นสุดแห่งชาติ ไม่มีชาติเหลืออยู่อีกต่อไป ทำได้เสร็จเรียบร้อยในชีวิตนี้ ดังนั้นจึงกล่าวว่า ทั้งนรก สวรรค์ และนิพพาน ล้วนแต่อยู่ในอกในใจ ไม่ต้องรอหลัง จากตายแล้ว เมื่อเป็นดังนั้นการถึงธรรมของเรา หมายถึง การหยุดเสียซึ่งชาติทั้งหลายได้เสร็จสิ้นทันในชาตินี้เอง คำว่า ชาติ ในประโยคที่กล่าวเช่นนี้ ชาติ คำแรก หมายถึงการเกิด ทางจิตใจ ชาติ คำหลัง หมายถึงการเกิดทางร่างกายและเวลา ที่เกี่ยวกับการเกิดทางร่างกาย ปัญหาจึงเหลืออยู่แต่คำว่า "ถึง" ในข้อที่ว่าความเกิดในทางจิตใจมีระยะสั้น ๆ อย่าง เหลือประมาณทีเดียว ดังนี้แล้ว เราจะถึงธรรมในชาติอันสั้น เช่นนั้นได้อย่างไรกัน ? ข้อนี้จักได้วินิจฉัยกันในวันหลัง.
Buddhadasa