น.347 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายในวันนี้ จะได้กล่าวถึงความหมายของ คำว่า "ชาติ" โดยเฉพาะที่จะต้องใช้ในกรณีที่เกี่ยวกับการถึง ธรรม ถ้าถือเอาความหมายผิดแล้ว ข้อความต่าง ๆ จะขัด ขวางกันหมด นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องวินิจฉัยกันเป็นพิเศษ คำ ว่า "ชาติ" มีความหมายสำคัญตรงที่ เป็นที่ประมวลของ
น.348 ความทุกข์ทั้งหลาย และความมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม ก็คือต้องการจะให้สิ่งที่เรียกว่าชาตินั้นสิ้นไปหรือหยุดไป และ ถือว่าการสิ้นชาตินั้นเป็นที่สิ้นสุดลงของการปฏิบัติด้วย ดังที่ ได้มีคำกล่าวไว้เป็นคุณบทสำหรับพระอรหันต์ว่า "อยมฺติมา ชาติ" ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย "ขีณา ชาติ" ชาติสิ้นสุดแล้ว "วุสิตํ พรหมจริยํ" พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว "กตํ กรณียํ" กิจที่จะต้องกระทำได้กระทำเสร็จแล้ว "นาปรํ อิตฺถตฺตาย" กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว ทั้งหมด นี้รวมใจความได้สั้น ๆ ว่า ชาติที่สิ้นสุดลงนั่นแหละ คือการจบ กิจของพรหมจรรย์ ไม่มีกิจที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อ ดับทุกข์อีกต่อไปเพื่อการทำกิเลสให้สิ้น เพราะว่ากิจแห่งการ ทำกิเลสให้สิ้นนั้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งเรียกกันว่าเป็นการ บรรลุความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเราเรียกว่า การถึงธรรม โดยสมบูรณ์ในที่นี้ ดังนั้นจึงสรุปความได้อีกครั้งหนึ่งว่า การ ถึงธรรมโดยสมบูรณ์ ก็คือการทำให้ชาติสิ้นไปนั่นเอง ดังนั้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่า สิ่งที่เรียกว่า "ชาติ" ใน ที่นี้หรือกรณีอย่างนี้ หมายถึงอะไร ? อีกทางหนึ่งนั้น คำว่า "ชาติ" มีที่มาในสูตรของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งอาจจะตัดตอน
น.349 เอามาแต่ตอนที่สำคัญ และอยู่ในรูปของพุทธภาษิตว่า "อาย- ตนะให้เกิดผัสสะ ผัสสะให้เกิดเวทนา เวทนาให้เกิดตัณหา ตัณหาให้เกิดอุปาทาน อุปาทานให้เกิดภพ ภพให้เกิดชาติ ชาติให้เกิดชรา มรณะ โศกะ ปริเทว ทุกขะ โทมนัส" หรือที่เรียกรวม ๆ ว่าความทุกข์ทั้งปวง ข้อความทั้งหมดนี้ มีใจความที่อาจสรุปได้อย่างสั้น ๆ ว่าต่อเมื่อมีตัณหาอุปาทาน จึงจะมีภพหรือมีชาติ และตัณหาอุปาทานนั้นจะมีก็ต่อเมื่อมี เวทนา ซึ่งเกิดจากผัสสะต่างๆ ดังนั้นทำให้เราเห็นได้ว่า ทุกคราวที่มีตัณหาอันเกิดจากเวทนา ย่อมต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ชาติ โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนหรือที่ ไหน และสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไป วันหนึ่ง ๆ มัน ย่อมมีเวทนาและเกิดตัณหาได้มากครั้ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เรียกว่าชาตินั้น ก็ต้องมีอยู่มากครั้ง หรือเกิดขึ้นมากครั้งไป ตาม ดังนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า สิ่งที่เรียกว่าชาติในลักษณะ อย่างนี้ หรือในกรณีอย่างนี้นั้นมันหมายถึงอะไร ? เมื่อเอา เรื่องที่กล่าวถึงชาติทั้งสองเรื่องที่กล่าวมาแล้วนี้มาสัมพันธ์ เข้าด้วยกัน ก็จะเกิดหลักในทางปฏิบัติขึ้นมาว่า ถ้าต้องการ จะให้ชาติสิ้นสุดลง ก็ต้องกระทำไปในทางที่ไม่ให้เวทนาปรุง
น.350 ตัณหา เมื่อไม่มีตัณหาก็ไม่มีอุปาทานไม่มีภพ สิ่งที่เรียกว่า ชาติก็เกิดขึ้นไม่ได้ หรือจะเรียกว่าสิ้นสุดลงก็ได้ นี่เป็น ปฏิจจสมุปบาท เป็นลักษณะของปฏิจจสมุปบาทในฝ่ายดับ ซึ่งเมื่อมีผลถึงที่สุดแล้ว ก็คือทำให้ชาติสิ้นสุดลงแล้วก็เรียก ได้ว่า เป็นการถึงธรรมที่สมบูรณ์ได้เหมือนกัน คำว่า ชาติ ในที่นี้ มีบทบาทสำคัญตรงที่เกิดมาจากตัณหาอุปาทาน และ ถ้าชาติสิ้นสุดลงแล้ว ความทุกข์ทั้งปวงก็สิ้นสุดลงไปตาม ดังนั้นการทำชาติให้สิ้น ก็คือการทำความทุกข์ทั้งปวงให้สิ้น ปัญหาจึงมีว่าชาติชนิดไหนกันเล่า ที่เราสามารถจะ ทำให้สิ้นลงไปได้ ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ หรือเมื่อกล่าวโดย เจาะจงก็คือ ตั้งใจจะถามว่ามันเป็นชาติที่หมายถึงการเกิดมา จากท้องมารดา อยู่คราวหนึ่งประมาณแปดสิบปีถึงร้อยปี หรือว่าเป็นชาติที่หมายถึงการเกิดขึ้นแห่งความรู้สึกว่า ตัวเรา ว่า ของเรา ซึ่งเป็นลักษณะของอุปาทานที่เกิดขึ้นได้เป็น คราว ๆ วันละหลายๆ ครั้งกันเล่า ดังที่ได้กล่าวมาแล้วใน การบรรยายครั้งที่แล้วมา ว่าการเกิดจากท้องมารดานั้น เป็น การเกิดในทางรูปธรรม ส่วนการเกิดของอหังการมมังการ คือความรู้สึกว่า ตัวกูของกู วันละหลาย ๆ ครั้งนั้น เป็น
น.351 การเกิดของนามธรรม หรือการเกิดฝ่ายนามธรรม กล่าวคือ เจตสิกธรรมประเภทอุปาทาน ความหมายมีอยู่แตกต่างกันเป็น สองอย่างดังนี้ ปัญหาจึงมีว่าใน คำว่า ชาติ ทั้งสองคำนี้ ชาติ อย่างไหนเป็นสิ่งที่จะต้องทำให้สิ้นไป ตามคุณบทของพระ อรหันต์ หรือว่าจะต้องทำให้ดับไปตามหลักแห่งปฏิจจสมุป- บาทฝ่ายดับก็ตาม ถ้าพิจารณาดูถึงคุณบทของพระอรหันต์ ข้อความก็ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า ความรู้สึกว่าชาติสิ้นไปแล้ว นั้น ได้เกิดขึ้นในขณะที่บรรลุความเป็นพระอรหันต์นั่นเอง หมายความว่า แม้ชาติจะสิ้นแล้ว แต่ผู้นั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ไป อีกนาน แล้วแต่ว่าบรรลุความเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ยังหนุ่ม หรือว่าสูงอายุแล้วเพียงไร ? มิได้หมายความว่าชาติสิ้นแล้ว ก็คือความตาย. ข้อนี้ทำให้เชื่อได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าชาติในกรณี นี้มิได้หมายถึงการเกิดทางรูปธรรม เพราะว่าแม้ชาติจะสิ้น แล้ว ก็ยังมีรูปร่างกายเหลืออยู่ คือมีร่างกายและชีวิตเป็นไป อยู่ สำหรับบทที่ว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายนั้น ก็ไม่จำเป็น ที่จะต้องหมายความว่า การเกิดโดยรูปธรรมครั้งนี้เป็นครั้ง สุดท้าย แต่ต้องหมายความว่า การเกิดขึ้นแก่อหังการ มมัง- การครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย คือการเกิดขึ้นแห่งความสำคัญมั่น
น.352 หมายว่า ตัวเรา หรือ ของเรา นั้นเป็นครั้งสุดท้าย คือจะไม่ เกิดขึ้นอีกต่อไป ต่อไปนี้อหังการมมังการจักไม่มีอีกต่อไป คือ ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราของเรา ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกต่อ ไป ผลจึงมีเท่ากับว่าเราได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ จึงถือว่าเป็น ชาติสุดท้ายของเรา สิ่งที่เรียกว่าเราไม่มีอีกต่อไป. คนส่วนมาก ถือเอาใจความของบทนี้ว่า ที่ว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายนั้น หมายความว่า จะได้อยู่หรือจะอยู่ได้ต่อไปอีกจนกว่าร่างกาย จะแตกดับ ที่เข้าใจไปดังนี้ ก็เพราะว่าเขารู้จักสิ่งที่เรียกว่า ชาติ แต่ในฝ่ายรูปธรรม คือชาติที่พูดกันอยู่ตามธรรมดาสา- มัญ เขาไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชาติ ในฝ่ายนามธรรม จึงได้ เข้าใจไปอย่างนั้น แต่แล้วความเข้าใจอย่างนั้นของเขาย่อมไป ขัดกันกับคำว่าชาติสิ้นแล้ว หรือชาติมิได้มีเหลืออยู่อีกต่อไป เมื่อเป็นดังนี้ควรจะถือว่า ชาติ ในบทที่ว่า ชาตินี้เป็นชาติ สุดท้ายนั้น ต้องหมายถึงการเกิดในฝ่ายนามธรรมโดยแท้ สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปอีกก็คือ ข้อที่ว่าชาติเป็นสิ่ง ที่เกิดจากอุปาทาน ซึ่งเกิดได้วันหนึ่งหลาย ๆ ครั้ง ถ้าหากว่าคำ นี้เล็งถึงการเกิดฝ่ายรูปธรรม ซึ่งในระยะแปดสิบปี หรือร้อยปี มันมีการเกิดครั้งเดียวและตายครั้งเดียวแล้ว มันจะเกิดได้
น.353 วันละหลาย ๆ ครั้ง หรือว่าทุก ๆ คราวที่มีตัณหาและอุปาทาน ได้อย่างไรกัน ? เมื่อคำว่า "ชาติ" ในที่นี้เป็นสิ่งที่เกิดได้วันละ หลาย ๆ ครั้งแล้ว ก็ต้องหมายถึงการเกิดขึ้นของอหังการมมัง- การโดยแน่นอน กล่าวคือ การเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน ว่าตัวกู- ว่าของกู นั่นเอง ความหมายอันเร้นลับที่สุดในเรื่องนี้ที่ควรจะ มองให้เห็นชัดมีอยู่ว่า เมื่อชาติเป็นสิ่งที่ต้องทำให้สิ้นไป หรือ สิ้นไปได้ก่อนแต่มีชีวิตจะดับลงดังนี้แล้ว มันต้องไม่ใช่ชาติ ในฝ่ายรูปธรรมหรือฝ่ายร่างกายโดยแน่นอน แต่ต้องเป็นชาติ ฝ่ายนามธรรม คืออหังการมมังการนั่นเอง ชาติฝ่ายรูปธรรม นั้นไม่มีทางที่จะทำให้สิ้นไปได้ นอกจากการฆ่าตัวตาย ส่วน ชาติในฝ่ายนามธรรมนั้น มีทางที่จะทำให้สิ้นลงไปได้ โดย ที่ชีวิตยังคงมีอยู่ และบุคคลนั้นก็ยังคงเป็นพระอรหันต์ ที่ ที่จะบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกได้สืบไป จนกว่าร่างกายจะดับ ลง สรุปความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่า "ชาติ" ชนิดที่เราสามารถจะทำให้สิ้นสุดลงไปได้ ก่อนแต่ที่ร่างกาย จะแตกดับนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า "ชาติทางฝ่ายนามธรรม" เท่านั้น และการทำให้สิ้นสุดลงไปนั้น ก็มิได้มีอะไรอื่นมาก ไปกว่าการตัดเสียซึ่งหนทางแห่งการเกิดขึ้นของอหังการมมัง-
น.354 การนั่นเอง ซึ่งพูดโดยภาษาชาวบ้านก็ว่า ไม่ให้ความ รู้สึกว่า ตัวกู ของกู เกิดขึ้นมาได้อีกต่อไป. การหมด ความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู โดยสิ้นเชิง คือการถึงธรรมใน ที่นี้ที่เรียกว่า "คน" หมดไป สิ้นสุดไปไม่มีเหลือ เหลือ อยู่แต่สิ่งที่เรียกว่าธรรมล้วน ๆ ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ชาติ" ในที่นี้ ก็คือสิ่ง ๆ เดียวกันกับที่เรียกว่า "คน" นั่นเอง ซึ่งคำว่า "คน" ในที่นี้ก็เช่นเดียวกัน คือ เป็น เพียงมายาของอุปาทานหาได้มีตัวตนที่แท้จริงไม่ มันจึงสิ้น สุดลงไปได้หรือเป็นสิ่งที่สิ้นสุดลงไปได้ ดังนั้นการที่จะ กล่าวว่า ชาติสิ้นไป หรือ คนสิ้นไป ก็ย่อมมีความหมาย เท่ากัน เพราะว่าทั้งคนและทั้งชาติ ล้วนแต่เป็นเพียง มายาฝ่ายนามธรรมด้วยกัน แต่ว่า คน หรือคำว่า คน อีก ความหมายหนึ่ง คือ ความหมายที่ชาวบ้านใช้พูดจากันนั้น เขามาถึงเนื้อหนัง ร่างกาย ความหมายอย่างนี้ ต้องแยก ออกไปให้เห็นเป็นคนในฝ่ายรูปธรรม แล้วเอาไปรวมเป็น พวกเดียวกันกับชาติในฝ่ายรูปธรรมมันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูด
น.355 ถึง หรือไม่ต้องนำมาเกี่ยวข้อง ในกรณีแห่งการถึงธรรม ในที่นี้ หนทางที่จะต้องวินิจฉัย เพื่อความแจ่มกระจ่าง ยิ่งขึ้นไปอีกมีอยู่ว่า คนหรือชาติก็ตาม ที่เป็นฝ่ายรูป ธรรมนั้น ไม่มีความหมายอันใดเลย มันเหมือนกับท่อน ไม้ท่อนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงส่วนเปลือกหรือโครงร่าง ภายนอกเท่านั้น ต่อเมื่อใดคนหรือชาติ ในฝ่ายนาม ธรรม กล่าวคืออหังการมมังการในใจได้เกิดขึ้นในเปลือก หรือในโครงร่างอันนั้น เปลือกหรือโครงร่างอันนั้นจึงจะมี ความหมายหรือมีคุณค่าเป็นคน หรือเป็นชาติที่แท้จริงขึ้น มาทันที เมื่อใดอหังการมมังการในภายในดับไป มันก็ยัง เหลือแต่เปลือก เหลือแต่โครงร่างไปตามเดิม นี่ดีแต่ว่า อหังการมมังการนั้น มันเป็นสิ่งที่ดับได้ยากแสนเข็ญ กล่าว คือต้องมีการถึงธรรมในขั้นสูงสุดแท้จริง จึงจะดับได้ ดังนั้นอหังการมมังการของคน จึงได้มีอยู่ตลอดเวลา หรือ พร้อมที่จะเกิดอยู่ตลอดเวลาสำหรับคนธรรมดาสามัญ แต่ แล้วคนธรรมดาสามัญเหล่านั้น ก็หาได้รู้จักตัวเองไม่ว่า
น.356 สิ่งที่เรียกว่า คน หรือ ชาติ โดยแท้จริงนั้น มันอยู่ ตรงไหนกันแน่ ? เขาไปหลงเอาคนหรือชาติในฝ่ายรูป ธรรม คือทางฝ่ายร่างกายมาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ หรือ เป็นประมาณเสียอย่างเดียว ว่า คน หรือ ชาติ มันอยู่ ที่นั่น ส่วน คน หรือ ชาติที่เป็นมายาอันเร้นลับที่สุด คืออหังการมมังการนั้นเขามองไม่เห็น เขามองไม่เห็นก็ เพราะเหตุอย่างเดียว คือมันได้กลายเป็นตัวเขาเสียเอง หรือเรียกว่าเป็นผู้มองเสียเอง มีลักษณะเป็นเส้นผมบัง ภูเขา เขาไม่เห็นตัวเอง มองเห็นแต่สิ่งอื่นเสียร่ำไป แล้วไปหลงเอาสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเอง ว่ามีคนหรือมีชาติอยู่ ที่นั่น แล้วมุ่งหมายแต่ที่จะไปดับคนหรือดับชาติที่นั่น ไม่ ได้สำนึกถึงการที่จะดับ ตัว คน หรือ ชาติใน ภายใน ที่แท้จริง คือไม่กล้าคิดที่จะดับตัวเอง ความรู้ ความคิด หรือการ กระทำทั้งหมดจึงมุ่งแต่จะไปดับคนหรือดับชาติฝ่ายรูปธรรม ไปเสียตะพึด เมื่อเขามีหลักเกณฑ์อย่างนี้เป็นพื้นฐานอยู่ แล้ว พอไปได้ยินได้ฟังคำว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายก็ดี หรือคำว่าชาติสิ้นแล้วก็ดี หรือว่าดับตัณหาก็ดี หรือว่า ตัณหาอุปาทานเป็นเหตุให้เกิดภพเกิดชาติก็ดี เขากลับเข้า
น.357 ใจคำว่าชาติเป็นฝ่ายรูปธรรมไปหมด จึงได้เข้าใจพระพุทธ- วจนะ หรือหลักเกณฑ์เหล่านั้นผิดไปหมด ไม่ตรงตาม พระพุทธประสงค์ ครั้นงงงันเพราะความเข้าใจไม่ได้หนัก เข้า ก็กล้าหาญถึงกับไปแก้ความหมายของหลักเกณฑ์นั้น ๆ เช่นถึงกับไปจัดลำดับปฏิจจสมุปบาทกันเสียใหม่ จัดกัน อย่างนั้น จัดกันอย่างนี้ จนกระทั่งให้คำว่าชาติ ในที่ นั้น มีความหมายเป็น ชาติ ในฝ่ายรูปธรรมไปจนได้ แล้วก็สอนกันอยู่ตามสำนักศึกษาต่าง ๆ หรือที่เขียนไว้เป็น พระคัมภีร์ตั้งหลายร้อยปีมาแล้วก็ยังมี ทั้ง ๆ ที่เข้าใจกันไม่ ได้ทั้งผู้สอนและผู้เรียน กลายเป็นเรื่องที่สอนกันไปที่เรียน กันไปที่ อย่างที่จะเอามาใช้เป็นประโยชน์อะไรไม่ได้เลยจน กระทั่งบัดนี้ นี่แหละคือโทษของการที่ถือเอาความหมาย ของคำว่า ชาติ ไม่ถูกไม่ตรงตามที่เป็นจริง. ถูกแล้ว คำว่า ชาติ มี ๒ ความหมาย คือความหมายทางฝ่ายรูป ธรรมอย่างหนึ่ง และความหมายทางฝ่ายนามธรรมอีกอย่าง หนึ่ง แต่แล้วจะเอามาปนเปกันไม่ได้ จะต้องวินิจฉัยกันลง ไปให้ถูกต้องว่า คำว่า ชาติ ในกรณีไหน หรือใน หลักธรรมะหมวดไหนมัน หมายถึง ชาติ ชนิดไหน กัน นั่น เอง
น.358 สำหรับในกรณีที่ทำให้เกิดทุกข์ และเราอาจจะทำให้มันสั้น สุดลงไปได้นั้น จักต้องเป็นชาติในฝ่ายนามธรรม อันได้ แก่อหังการมมังการที่เกิดขึ้นจากอุปาทานเสมอไป ซึ่งเรา จะทำให้สิ้นสุดลงได้ และเมื่อสิ้นสุดลงได้เมื่อใด ก็เรียก ว่ามีการถึงธรรมโดยสมบูรณ์เมื่อนั้น.
Buddhadasa