น.359 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายเรื่อง "คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ใน ครั้งที่ ๒๙ นี้ จะได้ชี้แจงข้อที่ควรสงสัยบางประการเกี่ยวกับ ข้อความที่ได้กล่าวมาแล้วในครั้งก่อนว่า คำว่า " ชาติ " ในกรณีที่เกี่ยวกับการดับทุกข์นั้น หมายถึงการเกิดของ อุปาทานและภพที่ปรากฏเป็นความรู้สึกขึ้นว่า ตัวกูหรือของ
น.360 กู แล้วเรียกว่า ชาติ ในที่นี้ และโดยเฉพาะในกรณีของ หลักการแห่งการถึงธรรม. คนส่วนมากอาจจะสงสัยขึ้นว่า ถ้าคำว่า ชาติ เป็นเพียงการเกิดทางนามธรรมดังกล่าวเช่น นั้นแล้ว ชาติจะให้เกิดชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ เป็นต้นได้อย่างไรกัน ? คำตอบข้อนี้ถ้าจะตอบอย่างสั้น ๆ ลุ่น ๆ ก็ต้อง ตอบว่าชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ เป็นต้นเหล่านั้น ก็จักต้องเป็นความ แก่ หรือ ตาย เป็นต้น อย่างนาม- ธรรมอย่างเดียวกัน กล่าวคือ ความสำคัญมั่นหมายว่า เราแก่ เราตาย หรือความสำคัญมั่นหมายเป็นเรามีความ โศก เรามีปริเทวะดังนี้เป็นต้น มิได้หมายเพียงกิริยา อาการอย่างนั้นล้วน ๆ แต่ว่าคำตอบสั้น ๆ ลุ่น ๆ เช่นนี้ เข้าใจยากเกินไป ต้องการคำอธิบาย ดังนั้นเราควรจะ ได้วินิจฉัยกันถึงข้อนี้ ให้เป็นที่กระจ่างไปเสียเลยในคราว เดียวกันและจะใช้ได้ในทุกกรณี ที่มีการกล่าวคำใน ลักษณะเช่นนี้ เราจะต้องจับใจความสำคัญให้ได้ว่า ไม่ว่า อาการของความทุกข์ชนิดไหนหมด ถ้าไม่ถูกยึดมั่น-ถือ มั่นด้วยอุปาทานแล้ว ย่อมหาเป็นทุกข์ไปได้ไม่ ถึงแม้
น.361 จะรู้สึกเจ็บปวดขนาดหนักอย่างไร ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือ มั่นแล้ว ย่อมเป็นเพียงความเจ็บปวดเฉย ๆ หามีสิ่งที่ เรียกว่าเรามีความทุกข์ไม่ ดังนั้นจึงเป็นทำนองเดียวกัน กับคำว่า "ชาติ" ซึ่งมีหลักสำคัญว่า แม้จะได้คลอด ออกจากท้องแม่แล้ว แต่ถ้ายังไม่มีอุปาทานว่า ตัวเรา- ของเรา เกิดขึ้น มันก็จะยังไม่ใช่ชาติโดยสมบูรณ์ คือ ยังไม่ใช่ชาติที่จะเป็นทุกข์ ในที่นี้ เป็นเพียงสักว่าการคลอด จากท้องแม่เท่านั้นคือเป็นเพียงกิริยาอาการทางวัตถุ หรือ ทางรูปธรรมล้วน ๆ เท่านั้น ไม่ต้องกล่าวว่าเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข แม้จะเป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์ทางวัตถุ ซึ่งไม่มี ความหมายอะไรในที่นี้ ต่อเมื่อใดอุปาทานว่าตัวกูของกู โผล่ขึ้นมาภายในความรู้สึกของจิตใจ เมื่อนั้นจึงจะเป็นชาติ เต็มที่ เรียกว่ามีตัวเราเกิดขึ้นมาโดยแท้จริง ทีนี้พอไป ทำอะไรเข้าด้วยอุปาทานนั้น ๆ การกระทำนั้น ๆ ก็เป็น เราทำไปหมด หรือว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นหรือมาเกี่ยวข้องกับ เรา คือในขณะที่มีอุปาทานว่า ตัวเราหรือของเรา สิ่ง นั้น ๆ ก็กลายเป็นของเราไปหมด และถือว่ามันเพิ่งเกิด ขึ้นมาในขณะนั้นด้วยเหมือนกัน เพราะว่าก่อนหน้านั้นไม่
น.362 มีความหมายอะไรเลย แม้มีอยู่ก็เท่ากับไม่มี ตัวอย่าง ง่าย ๆ เช่นความแก่. แท้จริงร่างกายหรือสิ่งต่าง ๆ ก็ เปลี่ยนแปลงหรือแก่อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเจ้าของร่างกาย นั้นไม่มีอุปาทานว่า ความแก่ของเรา โดยเหตุที่ผู้นั้นไม่ มีอุปาทานว่า "เรา" ดังนี้แล้ว ความแก่นั้นก็เท่ากับไม่มี หรือเท่ากับไม่ได้เกิดขึ้น ต่อเมื่อผู้นั้นมีอุปาทานว่า เรา โดยเหตุใดเหตุหนึ่งขึ้นมา แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นเอาความแก่ เป็นของตน ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นเหตุให้เบื่อระอา เป็น ทุกข์เพราะเหตุนั้น เมื่อนั้นจึงจะถือว่ามีความแก่ หรือมี ความทุกข์อันเกิดมาจากความแก่ มีบุคคลผู้แก่ และมี บุคคลผู้เป็นทุกข์เพราะความแก่ เมื่อเป็นดังนี้ เราย่อม เห็นได้ชัดว่า อุปาทานว่าเรามีความแก่ จะเกิดได้ต่อ เมื่อมีอุปาทานว่า "เรามีเรา" เสียก่อน อุปาทานว่า "เรามี เรา" นั้นก็คือการเกิด อุปาทานว่า "ความแก่ของเรา" นั้นคือความแก่ ส่วนความตายก็เป็นอย่างเดียวกัน แม้ที่ สุดแต่ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น ก็ล้วนแต่มีคำอธิบายอย่างเดียวกัน คือมันจะ สำเร็จรูปเป็น โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ อะไรขึ้นมาได้
น.363 ก็ต้องต่อเมื่อมีชาติ คือมีอุปาทานว่า "ตัวกู" เกิดขึ้นเสีย ก่อน และได้ยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้าแล้วจึงจะเกิดเป็นความ โศก หรือความทุกข์อื่น ๆ ขึ้นมาได้อย่างมีความหมาย ยกตัวอย่างเช่น ลูกตาย ถ้าไม่มีอุปาทานว่าตัวกูและของกู แล้ว ความโศกจะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นความโศกจึงเป็น ผลิตผลของอุปาทานชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน หรือ เป็นอุปาทานอะไรอย่างหนึ่งอยู่ในตัวมันเอง และเกิดสืบ ต่อมาจากอุปาทานว่าตัวกู หรือสิ่งที่เราเรียกว่า " ชาติ ” ในที่นี้นั่นเอง. ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าความโศกหรืออาการของความ ทุกข์อย่างอื่น ๆ ล้วนแต่มาจากชาติดังนี้ ถ้าคนไม่มี อุปาทาน แม้ลูกของเขาจะตายลงไปสักกี่คน เขาก็หามี ความโศกไม่ เพราะเหตุผลอย่างเดียว คือ ไม่มีอุปาทาน ที่จะเป็นชาติว่าตัวกู ไม่มีอุปาทานที่จะยึดถือเด็กว่าเป็นลูก ของกู ชนิดที่ทำให้ต้องโศกเศร้าเมื่อตายไป เพราะว่า เขามีสติปัญญาสูงสุดอย่างยิ่ง เข้ามาแทนที่ของอุปาทาน เหล่านั้นเสีย ดังนั้นแม้เขาจะเจ็บไข้เอง หรือลูกของเขา จะเจ็บไข้ เขาจะตายเองหรือลูกของเขาจะตาย ก็หามี
น.364 ความหมายเป็นความทุกข์แต่ประการใดไม่ เพราะว่าตัวเขา ไม่มี คือชาติทางนามธรรมของเขาไม่มีในกรณีนี้ ดัง- นั้นเราจึงสรุปความได้ว่า ถ้าชาติทางนามธรรมคือ ชาติ ที่เกิดจากอุปาทานไม่มีแล้ว ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น ก็ไม่มีและไม่อาจจะมี แม้ว่าเราจะมีอาการ ที่เราเรียกกันว่า แก่หรือตาย หรือ อาการที่เราจะต้องเป็นทุกข์ โศกเศร้ากันต่าง ๆ เช่นลูก ของเราตายเป็นต้น ส่วนในทำนองตรงกันข้ามกล่าวคือถ้า ชาติที่มีกำเนิดมาจากอุปาทานมีขึ้นมาแล้ว ความแก่ ความ ตาย ก็จะมีเข้ามาอย่างพรั่งพรู แม้แต่ความตายก็จะมีมา ก่อนแต่ร่างกายจะตายจริง กล่าวคือ ความตายเกิดเป็นปัญ- หา หรือเกิดมีความหมายขึ้นมา ทำให้เขาเป็นทุกข์ตั้ง แต่เดี๋ยวนี้ ทั้งๆ ที่ร่างกายยังไม่แสดงวี่แววว่าจะตาย แต่ ความตายทางอุปาทานที่เป็นตัวทุกข์ก็มาท่วมทับเขาเสียแล้ว อย่างใหญ่หลวง เขาจะเป็นทุกข์เพราะความตายชนิดนี้ ทุก ๆ คราวที่ชาติในทำนองนั้นได้เกิดขึ้นแก่เขา สำหรับ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น ก็เช่น เดียวกัน ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าชาติ ในทางฝ่ายนาม
น.365 ธรรมเป็นพื้นฐาน พอมีชาติฝ่ายนามธรรมเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นการพร้อมหรือได้ที่ที่จะ มีความ ทุกข์โศก นั้น ขึ้น มา ทัน ควันทีเดียว ดังนั้นพอมีอะไรมาเกี่ยวข้องสักนิดหนึ่งตาม ธรรมดาของสิ่งที่ไม่เที่ยงและเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจแล้ว อา- การแห่งความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นทันที ถ้าสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นั้นน่ารัก หรือตรงตามความประสงค์ ก็เป็นทุกข์ด้วย ความหวั่นเกรงระแวง หรือความกลัวว่าจะต้องพลัดพราก จากกัน ว่าจะไม่อยู่นานสมใจรัก หรือว่าจะมีความรู้สึก หวงแหน ดังนี้เป็นต้น สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก นั่นเอง เป็นต้นเหตุของความโศก ปริเทวะ โทมนัส อุปายาส เมื่อสิ่งที่เป็นไปเพื่อความรัก ก็มาเป็นเหตุให้ เกิดความโศกเสียเอง ดังนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ สำหรับ ที่จะทำให้ไม่โศกหรือไม่ทุกข์ เพราะว่าสิ่งที่ไม่น่ารักนั้น ก็มีแต่ก่อให้เกิดความทุกข์ล้วน ๆ อย่างเดียวอยู่แล้ว ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า สิ่งที่น่ารักก็ดี สิ่งที่ไม่น่ารักก็ดี ถ้ามี อุปาทานเข้าไปยึดครองแล้ว เป็นเกิดความโศกได้ด้วยกัน ทั้งนั้น แต่ถ้าไม่มีอุปาทานเกิดขึ้นยึดครองแล้ว สิ่ง ที่น่ารักก็ดี ไม่น่ารักก็ดี ไม่มีทางที่จะให้เกิดความโศก
น.366 ได้แต่อย่างใด ดังนั้นทำให้เรากล่าวอย่างสั้น ๆ ที่สุดได้ว่า เพราะสิ่งที่เรียกว่า ชาติ ตัวเดียวนี้เท่านั้น ความโศกจึง เกิดขึ้นมา ทั้งจากสิ่งที่น่ารักและไม่น่ารัก อย่ามีชาติ เสียตัวเดียวเท่านั้น ความโศกก็ไม่อาจจะมี ทั้งจากสิ่ง ที่น่ารักและไม่น่ารัก เมื่อชาติในความหมายอย่างนี้เป็น ตัวการอันร้ายกาจ กว้างขวาง ลึกซึ้งเช่นนี้ การเพ่ง เล็งในทางที่จะดับทุกข์ทั้งหมด จึงได้เจาะจงลงไปที่ชาติ โดยความมุ่งหมายว่า จะทำสิ่งที่เรียกว่าชาตินั้นให้สิ้นสุด เสีย กล่าวคืออย่าให้มันเกิดขึ้นมาได้แม้แต่ประการใด ทั้ง ๆ ที่ร่างกายและชีวิตจิตใจยังคงมีอยู่อย่างถูกต้องหรือสมบูรณ์ เราปฏิบัติให้ถูกต้องในทำนองที่ไม่ให้ชาติเกิดขึ้นมาเท่านั้น ร่างกายชีวิตจิตใจที่เหลืออยู่นี้ จักมีความสงบเย็นถึงที่สุด หรือ สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ในลักษณะที่เราเรียก กันว่า "นิพพาน" จะไม่มีพิษร้ายของความแก่ชราหรือความ ตาย หรือโศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส เป็นต้น มาแผ้ว พานได้อีกต่อไป จนตลอดชีวิตของบุคคลนั้น เพราะว่าเขา ไม่มีชาติเสียแล้ว คือไม่มีตัวเขาเองเสียแล้ว เรียกว่าชาติ ของเขาสิ้นแล้ว ตัวเขาก็สิ้นไปตาม คงเหลืออยู่แต่ร่าง
น.367 ย ชีวิต จิตใจ ซึ่งเป็นเพียงธรรมชาติ และเป็นของ ธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้นเอง ทั้งหมดนี้คืออานิสงส์ของ การไม่มีชาติ ชนิดที่เป็นการเกิดทางนามธรรม ส่วนชาติที่เป็นการเกิดทางเนื้อหนังร่างกายนั้น ไม่มี น้ำหนักหรือความหมายแต่อย่างใด แม้เราจะทำให้มันสิ้น ไปด้วยการฆ่าตัวตาย ก็มิได้ถือว่าเป็นการทำให้ชาติทาง นามธรรมสิ้นไปด้วย มันจึงเป็นทุกข์เปล่าหรือตายเปล่า จบลงด้วยความทำลายของร่างกาย แต่มิได้จบลงด้วยความ ดับทุกข์ มันจึงเป็นเพียงการสลายของวัตถุก้อนหนึ่งเท่า นั้นเอง หาเป็นความดับทุกข์ตามความหมายของนิพพาน แต่ประการใดไม่ ส่วนในทางตรงกันข้าม เราสามารถ ลุถึงนิพพานได้โดยไม่ต้องทำลายชีวิตหรือร่างกาย แต่ต้อง ทำลายสิ่งที่เรียกว่า "ชาติ" โดยตัดต้นเหตุหรือทางเกิด ของมัน ให้ขาดสูญเสียจริง ๆ เท่านั้น ได้แก่การกระ- ทำในทางที่ไม่ให้เกิดตัณหาหรืออุปาทานขึ้นมาได้นั่นเอง ทั้ง- หมดนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า ชาติตามความหมายในทาง นามธรรมเท่านั้น ที่เราจะทำให้มันสิ้นสุดไปได้ และมี ผลเป็นการดับทุกข์สิ้นเชิงได้ ส่วนชาติในฝ่ายรูปธรรม
น.368 กล่าวคือ การเกิดจากท้องมารดาล้วน ๆ นั้น เราไม่มี ทางที่จะทำเช่นนั้นได้ คือไม่อาจจะทำให้สิ้นไปได้แม้แต่ ประการใด แต่ความดีพิเศษยังมีอยู่อีกอย่างหนึ่งว่า ถ้า เราทำลายชาติฝ่ายนามธรรมเสียได้ ชาติทางฝ่ายรูปธรรม ก็เป็นอันถูกทำลายด้วยพร้อมกันไปในตัว โดยที่เราไม่ต้อง ไปเสียเวลาทำลายมันให้เหนื่อยหรือให้ลำบากไปเปล่า ๆ ข้อนี้ หมายความว่า ถ้าชาติฝ่ายนามธรรมหมดปัญหาไปแล้ว ชาติ ฝ่ายรูปธรรมก็หมดปัญหาไปตาม ดังนั้นเราจึงไม่สนใจเรื่อง ชาติ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น ในฝ่ายรูปธรรม เราสนใจสิ่งเหล่านี้ แต่ในฝ่ายนามธรรม ที่เกิดมีขึ้นมาทันที หรือเกิดเป็น ปัญหาขึ้นมาทันที ในขณะที่มีอุปาทานเกิดขึ้นยึดครองสิ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น ทั้งหมดนี้คือคำตอบสำหรับปัญหาที่ ว่า "ชาติ" ตามความหมายทางนามธรรมเป็นเหตุให้เกิด ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร ทีนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ และน่าสนใจอย่างยิ่งอยู่อีก ประการหนึ่ง คือ ข้อได้เปรียบเสียเปรียบที่มีอยู่ ในระหว่าง
น.369 รที่ฝ่ายหนึ่งจะถือว่า ชาติตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท เป็นต้นนั้น มีความหมายเป็นชาติทางฝ่ายนามธรรม หรือว่า อีกฝ่ายหนึ่งจะถือว่า เป็นชาติทางฝ่ายรูปธรรม ข้อเสีย เปรียบอันนี้นับว่า เป็นข้อเสียเปรียบอันใหญ่หลวงกว่ากัน และกัน ดังจะชี้ให้เห็นดังต่อไปนี้ ผู้ที่ถือว่าคำว่า ชาติ หมายถึงการคลอดจากท้องแม่นั้น จะต้องประสบปัญหา มากมาย เพราะยังมีเรื่องทางฝ่ายนามธรรมเหลืออยู่อีก เรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องลึกซึ้งใหญ่โตกว่าเรื่องทางฝ่ายรูป ธรรมมากนัก และทำให้เกิดความรู้สึกแก่เขาเป็นไปใน ทำนองที่ว่า คนกับธรรมนี้เป็นคนละสิ่งละอย่าง ไม่ใช่ สิ่งเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่ตามธรรมชาติก็ถึงกันอยู่แล้ว หาก แต่ว่าเรามองไม่เห็นเองดังนี้เป็นต้น ดังนั้นเขาจะต้อง พยายามอีกมากมาย และเป็นเวลานานอีกหลายร้อยหลาย พันชาติ ของการคลอดจากท้องแม่จึงจักถึงธรรมได้ ส่วน ฝ่ายที่ถือว่าคำว่า ชาติ มีความหมายเป็นการเกิดทางนาม- ธรรม คือการเกิดขึ้นของอุปาทานนั้น วันหนึ่ง ๆ เกิด ขึ้นได้หลายร้อยหลายพันชาติ ดังนั้นจึงมีหนทางที่จะฝึกฝน ปฏิบัติเพื่อควบคุมมัน หรือเอาชนะมันให้ได้ วันหนึ่งก็
น.370 หลายร้อยหลายพันครั้งเช่นเดียวกัน และเขาจะเห็นโดยประ- จักษ์ว่า หยุดอุปาทานเสียอย่างเดียวเท่านั้น เรื่องต่าง ๆ ก็ สิ้นสุดลงทันที เป็นการกระทำที่ง่ายดายกว่า การที่จะทำเพื่อ ให้หยุดคลอดจากท้องแม่ ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่ตัวผู้นั้นเองจะพึง กระทำได้เอง และยิ่งไปกว่านั้นอีก เขาจะเห็นลู่ทางได้โดย ง่ายว่า คนกับธรรมนั้นที่แท้เป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว แต่เรา หลงผิดไปเองไปยึดเอาธรรมส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยอุปาทาน จนเกิดเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาใหม่ แล้วเกิดปัญหาเป็น ความทุกข์ขึ้น หยุดอุปาทานว่า "คน" เสียก็คือหยุดชาติเสีย ได้ เลยกลายเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว หากแต่ ว่าอยู่ในลักษณะที่เป็นเคล็ดลับ ทำนองที่ว่าชักเส้นผมที่บัง ภูเขาออกเสีย เราก็มองเห็นภูเขาทั้งลูกได้ทันที มันเป็นเพียง เรื่องที่ต้องการสติปัญญาที่พอเหมาะพอสมเท่านั้นเอง เราก็ จะสามารถหยุดชาติ ที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย เสียได้ ไม่ต้องมีความพยายามมากมายแต่ประการใด เพราะ ว่าเราไม่ต้องเข็นคนไปหาธรรม เหมือนพวกที่ถือว่า ชาติ คือการเกิดจากท้องแม่ แต่เรารู้ว่าคนกับธรรมถึงกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่เราจะต้องพยายามให้ถึงกันอีก เพียงแต่เราถอน
น.371 อุปาทานว่า "คน" เสียเท่านั้น สิ่งที่เคยเรียกว่า "คน" ก็จะกลาย เป็นธรรมไปทันที เป็นการถึงธรรมโดยไม่ต้องพยายามถึง เป็นแต่เพิกถอนความโง่ความหลงที่ปิดบังการถึงอยู่แล้วนั้น เสียให้ได้เท่านั้น. นี่แหละ คืออานิสงส์อย่างใหญ่หลวงของความเข้าใจ อย่างถูกต้องว่า ชาติซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ ตามนัยแห่ง ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้นนั้น มันหมายถึงการเกิดทางฝ่าย นามธรรม คือการเกิดขึ้นแห่งอุปาทานอันทำให้เกิดความรู้ สึกสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวกูหรือเป็นของกูขึ้นมาคราว หนึ่งๆ ทุกคราวที่ตาได้เห็นรูป หรือหูได้ยินเสียงเป็นต้น ที่ตน ควบคุมจิตไว้ไม่ดี ปล่อยไปจนกระทั่งเกิดตัณหาอุปาทานขึ้น เกี่ยวกับเรื่องนั้นดังนี้. ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า ในกรณี ที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน นั้น หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ต้อง เป็นไปในทำนองที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าชาตินั้น ต้องหมายถึงการ เกิดขึ้นทางฝ่ายนามธรรม กล่าวคือ การเกิดอหังการมมังการ ที่เป็นอุปาทานขึ้นมาในจิตคราวหนึ่ง ๆ ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง.
Buddhadasa