Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๓๐ — ค่าของสิ่งประเล้าประโลมใจ

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.372 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงสิ่งที่จะต้อง ปรับปรุงหลายประการด้วยกัน ล้วนแต่เป็นการเตรียมพร้อม สำหรับการปฏิบัติเพื่อการถึงธรรม หรือจะเรียกว่า บุรพภาค ของการถึงธรรมก็ได้ แม้ที่สุดแต่ความเข้าใจในความหมาย ของคำบางคำ ก็ยังต้องมีการปรับปรุงกันใหม่ เพื่อให้

น.373 เข้าใจคำเหล่านั้น ในทางที่ถูกต้อง คือเป็นประโยชน์แก่ การปฏิบัติเพื่อลุถึงธรรมนั่นเอง สรุปความแล้วพอจะกล่าวได้ว่า ต้องสะสางหรือ ปรับปรุง หรือตระเตรียมสิ่งทุก ๆ สิ่งที่เกี่ยวกับการถึงธรรม ให้อยู่ในสภาพที่อำนวยแก่การถึงธรรม การถึงธรรมจึงจะเป็น ไปโดยสะดวก เพราะเป็นสติปัญญาแท้ ปราศจากความ งมงายหรือหลงผิดแต่ประการใด ดังนั้น ควรจะถือว่า การ ทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ให้ถูกต้องนั้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรม อยู่ในตัว เพราะเป็นการปรับปรุงทิฏฐิความคิดเห็น ซึ่งเป็น ตัวการสำคัญในความเป็นมนุษย์ของเรา ให้เป็นไปอย่างถูก ต้องนั่นเอง หลักในทางพระพุทธศาสนาถือว่าทิฏฐิที่ถูกต้อง คือสัมมาทิฏฐินั้นเป็นเครื่องทำความดับทุกข์ และคล้ายกับถือ ว่าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำความดับทุกข์ทั้งหมด ดังพระพุทธ ภาษิตที่ว่า "สัมมาทิฏฐิสมาทานา สัพพัง ทุกขัง อปัจจคุง" ซึ่งแปลว่าพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ ทั้ง นี้ก็เพราะเหตุว่าเมื่อสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐิ กล่าวคือความคิดเห็น หรือความเข้าใจ เป็นไปอย่างถูกต้องแล้ว ก็นำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องหมด การกระทำทุกอย่างก็ถูกต้องหมด

น.374 ดังนั้นจึงดับทุกข์ทั้งปวงได้ แต่คนทั่วไปละเลยต่อสิ่งที่เรียก ว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีความประมาทหรือความหลงผิดบาง ประการ ถือเอาทิฏฐิที่ตนมีอยู่ เป็นทิฏฐิที่ถูกต้องไปเสีย หมด กลายเป็นความหลงหรือความประมาทสองซ้อน เรื่อง ก็ยิ่งไกลไปจากความดับทุกข์ ส่วนในที่นี้ต้องการให้สนใจ กันอย่างพิถีพิถัน เพื่อจะปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไป ในคลองของสัมมาทิฏฐิ จนกระทั่งแม้ที่สุดแต่เพียงคำพูด เช่นคำว่า " ชาติ" ที่ได้พิจารณากันอย่างละเอียดในการ บรรยายครั้งที่แล้วมา แม้ในการบรรยายครั้งนี้ ก็ยังคงกระทำอย่างเดียว กัน คือจะวินิจฉัยกันถึงสิ่งที่จะต้องเข้าใจอย่างถูกต้อง ซึ่ง จะได้กล่าวถึงสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต และเป็นที่ตั้งของอหังการ มมังการอันเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ชาติ" อีกต่อหนึ่ง นั่นเอง เมื่อพูดกันถึงสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต ความรู้สึกของคนใน ปัจจุบันนี้ที่มีการศึกษาอย่างนี้ มีหลักแห่งการพูดจาอย่างนี้ ก็ จะมีความคิดแล่นไปถึงปัจจัยเครื่องอาศัยของชีวิตสี่ประการ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และสิ่งบำบัดโรค แล้ว ก็ถือว่าสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตมีเพียงเท่านั้น ทั้งๆ ที่ความจริง

น.375 ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้ในความรู้สึกส่วนลึกของเขาเอง ดังเรา เห็นกันอยู่แล้วโดยประจักษ์ว่า คนเราดิ้นรนในสิ่งสนุกสนาน เพลิดเพลิน เท่ากับดิ้นรนในการหาเลี้ยงชีวิต และยิ่งไป กว่านั้นอีกก็คือ ถ้าคนเราปราศจากสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ เพลิดเพลิน หรือจะเรียกว่ามหรสพของชีวิตก็ได้กันจริงๆ แล้ว คนเราอาจจะทนไม่ได้ ทั้งนี้เพราะว่าใจก็ต้องการ การบำรุงบำเรอ โดยเท่าเทียมกันกับที่กายต้องการการบำรุง บำเรอ การได้แต่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและสิ่งบำบัด โรคนั้น เป็นการได้แต่ทางฝ่ายกายเท่าที่ร่างกายต้องการตาม ธรรมชาติ ส่วนจิตที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลส หรือตัณหา อุปาทานนั้น มันต้องการสิ่งอื่น ไม่ใช่ต้องการสิ่งเหล่านั้น กล่าวคือ มันต้องการสิ่งที่เป็นมหรสพของชีวิตนั่นเอง และ ต้องการอย่างที่จะขาดเสียไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่ จำเป็นแก่ชีวิต จึงมิได้มีเพียงปัจจัยสี่อย่างนี้เท่านั้น แต่ยัง มีสิ่งต่าง ๆ อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องประเล้าประโลม ใจ หรือมหรสพในตัวชีวิตเองอีกส่วนหนึ่ง และสิ่ง ๆ นี้เอง ที่เป็นปัญหายุ่งยาก ที่เป็นบ่อเกิดแห่งอหังการมมังการ ยิ่ง ไปกว่าปัจจัยทั้งสี่ประการนั้น ซึ่งเราอาจจะสังเกตเห็นได้

น.376 ง่าย ๆ ว่า คนทุกคนแม้ที่สุดแต่คนยากจน ก็ยังต้องการสิ่ง ประเล้าประโลมใจ หรือที่เรียกว่า Entertainment ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง เพียงแต่มีอาหารการกิน มีเครื่องนุ่งห่ม มีที่ อยู่อาศัย และไม่มีโรคนั้น ไม่อาจจะทำความพอใจให้ได้ เขาต้องดิ้นรนแสวงหาเครื่องประเล้าประโลมใจอย่างใดอย่าง หนึ่งจนได้ ซึ่งเป็นการดิ้นรนของกิเลสเท่า ๆ กันกับที่ร่าง กายตามธรรมชาติดิ้นรนหาอาหารเป็นต้น อย่างเดียวกันแท้ ในที่สุด เราก็เห็นได้ว่า คนทุกชาติทุกชั้นต้องการ อาหารทางกายเหมือน ๆ กันหมด แต่ต้องการอาหารทางใจ สำหรับใจที่ยังมีกิเลสนี้แตกต่างกันอย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ และสิ่งนั้นเองเป็นมูลเหตุให้แบ่งสัตว์ทั้งหลายออกเป็นประ- เภท ๆได้เพราะเหตุนี้ เท่าที่มีอยู่เป็นประเภทใหญ่ ๆ ก็มีอยู่ สามประเภทคือ ประเภทที่ต้องเอากามคุณเป็นเครื่องประ- เล้าประโลมใจ นี้เรียกว่าประเภทกามาวจร ได้แก่สัตว์ทั้ง หลายที่ยังพอใจในกาม มีกามเป็นจุดสูงสุดของความปรารถนา นี้ประเภทหนึ่ง, และประเภทที่มีความสงบสุขทางใจอย่าง หยาบ กล่าวคือ ความสุขที่เกิดมาจากสมาธิประเภทรูปฌาน มาเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ เรียกว่าประเภทรูปาวจร

น.377 นี้ก็ประเภทหนึ่ง, แล้วก็มีพวกที่สูงขึ้นไป คือ ประเภทที่มี ความสุขทางใจอย่างละเอียดสุขุม คือ สุขที่เกิดจากสมาธิ ประเภทอรูปฌานมาเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ เรียกว่า ประเภทอรูปาวจร นี้อีกประเภทหนึ่ง รวมเป็น ๓ ประเภท ด้วยกัน ประเภทแรกหมายถึงคนธรรมดาสามัญทั่วไป กระ- ทั่งถึงสัตว์เดรัจฉานเป็นที่สุด สองประเภทหลังหมายถึงพวก ที่มีจิตใจสูงไปกว่านั้น จนกระทั่งเห็นว่ากามเป็นสิ่งที่น่าขยะ- แขยง ไม่อาจจะใช้เป็นเครื่องประเล้าประโลมใจได้ จึงต้องใช้ สิ่งซึ่งสงบและประณีตไปกว่านั้น กล่าวคือ รสของความสงบ ใจ กระทั่งถึงฌานหรือสมาบัติ ซึ่งล้วนแต่เป็นความรู้สึกที่ เป็นสุขสงบเย็น ไม่เร่าร้อนเหมือนความรู้สึกที่เกิดมาจากกาม มาเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจอย่างจำเป็น ที่จะขาดเสีย ไม่ได้ เช่นเดียวกับที่สัตว์อย่างธรรมดาสามัญ จะเว้นจาก กามเสียไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น, เมื่อเป็นดังนี้ เราย่อมเห็น ได้ว่า สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ปัจจัยสี่ อย่างเหล่านั้นอย่างเดียว ยังมีสิ่งที่เรียกว่า กาม นั้นอีกด้วย และมิใช่จะมีเพียงเท่านั้น ยังมีสิ่งที่ตรงกันข้ามจากกามอีก ด้วย ทั้งนี้เพราะว่าสัตว์ทั้งหมดนั้น มีจิตใจอยู่ในชั้นในภูมิ

น.378 ที่แตกต่างกัน จนเปรียบเทียบกันไม่ได้นั่นเอง, เมื่อประ- มวลมาทั้งหมด เราก็อาจจะแบ่งแยกได้ว่า สิ่งจำเป็นทาง ร่างกายนั้น ต้องการเหมือน ๆ กันหมดหรือตรง ๆ กันหมด ทุกประเภท ส่วนสิ่งที่จำเป็นทางจิตใจนั้น แตกต่างกันเป็น ประเภท ๆ ไป คือเป็นประเภทกามาวจร, รูปาวจร, และ อรูปาวจร ดังที่กล่าวแล้ว ข้อนี้หมายความว่า แม้ว่าจิตใจ ของเขาจะอยู่ในประเภทกามาวจร หรือรูปาวจร หรือแม้แต่ อรูปาวจรก็ตาม แต่ทางร่างกายของเขาย่อมต้องการอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และสิ่งบำบัดโรคเช่นเดียวกันหมด ดังนั้นปัญหายุ่งยากจึงไปเกิดอยู่ที่สิ่งที่จำเป็นทางจิตใจ สำหรับ จิตใจที่ยังมีกิเลส หรือมีตัณหาอุปาทานนั่นเอง พวกที่เป็น กามาวจร ก็มีกิเลสไปตามแบบของพวกกามาวจร พวกที่เป็น รูปาวจรก็ยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทานไป อีกแบบ หนึ่งตามแบบ ของรูปาวจร, แม้ที่สุดแต่พวกอรูปาวจรก็ยังมีกิเลสตัณหา อุปาทานไปอีกแบบหนึ่ง, ตามแบบของอรูปาวจรอีกนั่นเอง ทุก ๆ แบบล้วนแต่มีอหังการมมังการ ไปตามแบบของตน ๆ ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงได้มีชาติไปตามแบบของตน ๆ อย่าง มากมายอีกเช่นเดียวกัน แล้วก็มีความทุกข์ไปตามแบบของ

น.379 ตน ๆ ล้วนแต่ยังจัดว่า เป็นปุถุชนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น หาใช่ เป็นพระอริยเจ้าไม่ แม้ว่าจะมีจิตใจสูงถึงประเภทอรูปาวจร เพราะเหตุที่ยังมีอหังการมมังการอย่างเต็มที่นั่นเอง เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ ควรจะจับใจความให้ได้เสีย ชั้นหนึ่งก่อนว่า สัตว์ทั้งหลาย บรรดาที่ยังเป็นปุถุชนเหล่า นี้ทุกประเภท ล้วนแต่จะต้องมีสิ่งประเล้าประโลมใจ ที่จำเป็น แก่ชั้น หรือแก่แบบของตน ๆ และแต่ละคน ๆ ก็มุ่งมั่น เฉพาะแต่สิ่งนั้น ๆ ในฐานะเป็นสิ่งประเสริฐสุดสำหรับเขา จนถึงกับรู้สึกว่า ถ้าขาดสิ่งนั้นเสียแล้ว ชีวิตก็ไร้ความ หมาย ดังนั้น จึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในทางฝ่ายจิตใจสำหรับ สัตว์เหล่านั้น สรุปความได้ว่า เขารู้จักสิ่งจำเป็นกันแต่เพียง สองประเภทคือ ประเภทที่บำรุงกาย และประเภทที่ประเล้า ประโลมใจ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ และควรที่จะย้อนไประลึก ถึงข้อความที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า คนสมัยนี้มีคำพูดกันแต่ เพียงว่า สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตมีเพียงปัจจัยสี่เท่านั้น ไม่ได้เอ่ย ถึงสิ่งที่ประเล้าประโลมใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต ดังที่เรากำลังกล่าวกันนี้เลย ข้อนี้ย่อมแสดงถึงความที่คน เหล่านั้น เป็นพวกวัตถุนิยม หรือ Materialist โดยส่วนเดียว

น.380 จึงมองเห็นอะไรๆ แต่ในทางวัตถุไปหมด แล้วดึงเอาเรื่องฝ่าย จิตใจมารวมไว้เป็นเรื่องฝ่ายวัตถุไปหมด คือยกเอาเรื่องทางกาย เป็นส่วนสำคัญนั่นเอง จึงได้มัวเมาแต่ในสิ่งนั้น ๆ แล้วแก้ ปัญหายุ่งยากอันเกิดขึ้นจากสิ่งนั้น ๆ ไม่ได้ เพราะไม่มองเห็น สิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริงนั่นเอง, ถ้าเขามองเห็นว่า สิ่งประเล้า ประโลมใจต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตในด้านจิตใจอีก ประเภทหนึ่งโดยแท้จริงแล้ว เขาก็จะใช้ความรู้หรือสติปัญญา ของเขา ปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ประเภทนี้ ให้เป็นไปอย่างถูก ต้อง ไม่ให้เกิดเป็นทุกข์เป็นโทษขึ้นมา เหมือนดังที่กำลังเป็น อยู่ในบัดนี้ ซึ่งใคร ๆ ก็มองเห็นและจะต้องยอมรับเป็นเสียง เดียวกันว่า ความเดือดร้อนในสังคมมนุษย์ปัจจุบันของเรานี้ เช่นความเสื่อมทรามทางศีลธรรมเป็นต้น ซึ่งเป็นมูลเหตุ ของความทุกข์ และความเสียหายอย่างอื่น ๆ ทั้งหมดนั้น มัน มีมูลมาจากสิ่งประเล้าประโลมใจ ซึ่งจำเป็นแก่ชีวิตในด้าน จิตใจนั่นเอง ส่วนสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตในด้านร่างกายคือ ปัจจัย สี่นั้น หาได้เป็นมูลเหตุแห่งความเสื่อมทรามของมนุษย์มาก เช่นนั้นไม่

น.381 ยังมีสิ่งที่จะต้องมองให้เห็นชัดลงไปอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ข้อที่คนสมัยนี้ไม่ได้ต้องการปัจจัยสี่ในลักษณะที่เป็นเพียงปัจ- จัยสี่เหมือนคนสมัยก่อน แต่ไปดัดแปลงปัจจัยสี่นั้นให้เลย ขอบเขตของความเป็นปัจจัยสี่ จนกลายเป็นสิ่งประเล้าประ- โลมใจไปในที่สุด คืออาหารก็ต้องเอร็ดอร่อยวิจิตรวิตถาร เครื่องแต่งตัวก็ต้องสวยงามวิจิตรวิตถาร ที่อยู่อาศัยก็ต้องหรู- หราวิจิตรวิตถาร แม้ที่สุดแต่สิ่งบำบัดโรค ก็เป็นไปอย่างสำ- อางค์วิจิตรวิตถาร มันจึงพ้นความหมาย หรืออยู่นอกความ หมายของปัจจัยสี่ กลายเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจไปโดยไม่รู้ สึกตัวและไม่มีขอบเขตอีกอย่างเดียวกัน จนอะไร ๆ ก็ถูกทำให้ เปลี่ยนไปสู่ความเป็นเหยื่อของกามคุณไปทั้งหมด และด้วย ความตึงเครียดที่สุด แม้จะเป็นถึงอย่างนี้แล้วเขาก็ยังหาได้ หยิบยกเอาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาพิจารณากัน ในฐานะเป็นสิ่งที่จำ- เป็นแก่ชีวิตในด้านลึก หรือในด้านที่มองเห็นได้ยาก แล้วจัด การแก้ไขหรือปรับปรุงให้เป็นอย่างเหมาะสมหรือราบรื่น ไม่ เป็นทุกข์เป็นภัยแก่มนุษย์เองไม่ ดังนั้นควรจะถือว่า ภาวะเช่น

น.382 นี้เป็นความเขลา เป็นความหลงผิด หรือความงมงายของ มนุษย์เราในสมัยนี้อย่างหนึ่งด้วย หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ มองดูกันเสียใหม่ให้เห็นว่า สิ่งประเล้าประโลมใจเหล่านี้ เป็น สิ่งจำเป็นแก่ชีวิตที่ยังมีกิเลสโดยเฉพาะ เท่า ๆ กับที่ปัจจัยสี่ เป็นสิ่งจำเป็นแก่ร่างกายของคนที่ยังมีกิเลสนั่นเอง เพื่อจะได้ เกิดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนขึ้นมาว่า สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตนั้นมี อะไรบ้าง แล้วเราจะต้องจัดการแก้ไขปรับปรุง ควบคุมมัน ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง อย่าให้เกิดเป็นความทุกข์ ขึ้นมาได้ สำหรับในกรณีแห่ง "คนถึงธรรม - ธรรมถึงคน" นั้น เรายังมีสายตาที่มองไกลไปกว่านั้นอีก คือมองเห็นสิ่งที่จำเป็น แก่ชีวิตสูงขึ้นไปกว่าที่กล่าวมาแล้วอีกชั้นหนึ่ง กล่าวคือการ มองเห็นการถึงธรรมหรือความเข้าถึงเป็นอันเดียวกันกับธรรม นั่นแหละว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตอีกระดับหนึ่ง คือในระ- ดับของความเป็นพระอริยเจ้า ซึ่งผิดแผกไปจากที่กล่าวมา แล้วทั้งหมด ซึ่งล้วนแต่เป็นระดับของปุถุชน แต่ถึงแม้ อย่างนั้น ก็ยังเป็นการยอมรับว่า ในทางฝ่ายร่างกายนั้นสิ่งที่

น.383 เรียกว่าปัจจัยสี่ คงมีความสำคัญไปตามเดิม แต่สำหรับใน ทางฝ่ายจิตใจแล้ว ไม่ยอมรับว่ากามคุณหรือแม้จะเป็นความ สุขที่เกิดมาแต่สมาธิ ทั้งอย่างต่ำและอย่างสูง เป็นสิ่งที่จำเป็น แก่ชีวิต แต่ว่าได้มุ่งหมายเอาความสงบอันแท้จริง คือความ สงบจากการไม่เกิดขึ้นของอหังการมมังการ ว่านั่นแหละเป็น สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต และจำเป็นอย่างยิ่งแก่คนทุกคน ไม่ใช่จำ- เป็นแต่พระอริยเจ้าพวกเดียว หากแต่ว่าคนธรรมดาสามัญ ทั่ว ๆ ไป ไม่มีความรู้สึกสูงพอที่จะถือว่า ความสงบเป็นสิ่งที่ จำเป็นแก่ชีวิต เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง และละเอียดสุขุม ไปกว่าสติปัญญาของคนเหล่านั้นอีกมากนัก เพียงแต่ข้อที่สิ่ง ประเล้าประโลมใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต เขาก็มองไม่เห็น เสียแล้ว ไฉนจะไปมองเห็นความลับที่ว่า ความสงบเป็นสิ่งที่ จำเป็นแก่ชีวิตได้เล่า และยิ่งถ้าจะกล่าวขึ้นว่า แม้แต่ความ สงบนั่นเองก็เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ ดังนี้ เขาก็ยิ่งฟังไม่ถูก หรือฟังไม่ออกหนักขึ้น เพราะเหตุที่ความหมายยิ่งละเอียด หรือยิ่งลึกซึ้งลงไปทุกที, ดังนั้นข้อที่ความสงบจะเป็นสิ่งประ- เล้าประโลมใจ และเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชีวิตอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ จะต้องวินิจฉัยกันสืบไปในโอกาสหลัง

น.384 เฉพาะในคราวนี้ ขอให้พยายามทำความเข้าใจในข้อ ที่ว่าแม้แต่สิ่งประเล้าประโลมใจ ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น แก่ชีวิต เพื่อจัดการกับมันให้ถูกต้องเหมือนกับที่เราจัดการ กับปัจจัยสี่ ดังที่รู้จักกันดีทั่วไปแล้ว ขอให้ทำความเข้าใจให้ถูก ต้องในคำว่า สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามนัยนี้ จนเพียงพอแก่การปฏิบัติ เพื่อการถึงธรรมเป็นลำดับ ๆไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต