น.385 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายครั้งที่ ๓๑ นี้ จะได้ขยายความของการ บรรยายครั้งที่ ๓๐ ในบางประการให้ชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้นไป และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เห็นว่า ถ้ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ เรื่องสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตแล้ว การปฏิบัติเพื่อการถึงธรรม จัก เป็นไปได้โดยยาก เช่นเดียวกับความเข้าใจผิดอย่างอื่น ๆ
น.386 บางประการ ยิ่งเฉพาะในกรณีของ "คนถึงธรรม หรือ ธรรม ถึงคน" นี้ด้วยแล้ว จักต้องเข้าใจความหมายของสิ่งต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกันอยู่ ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงอย่างไรจริง ๆ สำหรับในที่นี้ สิ่งที่จะต้องวินิจฉัยก็คือ ข้อที่สิ่งซึ่ง เป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตอีก ประเภทหนึ่ง โดยน้ำหนักที่เท่า ๆ กันกับความจำเป็นของ ปัจจัยสี่นั้นเหมือนกัน หากแต่ว่าเป็นเรื่องคนละอย่างคนละ แนว ในเมื่อปัจจัยสี่จำเป็นแก่ชีวิตทางฝ่ายร่างกาย สิ่งประ- เล้าประโลมใจทั้งหลายก็จำเป็นแก่ชีวิตในฝ่ายจิตใจโดยเท่า ๆ กัน แต่จะยิ่งไปกว่าในการที่มันเป็นมูลเหตุให้เกิดปัญหายุ่งยาก นานาประการ และเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลหรือหลงผิด มากกว่ากัน สำหรับข้อที่ว่า "สิ่งประเล้าประโลมใจเป็นของ จำเป็นแก่ชีวิตอย่างยิ่ง" นั้นจักต้องทำความเข้าใจกันให้ถูก ต้องเสียก่อน ในความหมายของคำว่า จำเป็น. คำว่า "จำเป็น" เราย่อมหมายความว่าขาดเสียไม่ได้ ถ้าขาดแล้วจะต้องตาย สำหรับปัจจัยสี่จำเป็นแก่ร่างกายนั้น เห็นได้ชัดว่าจำเป็นอย่าง ไร ไม่ต้องอธิบายอะไรกันให้มากมายก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า นั่นเป็นเพียงเรื่องทางฝ่ายกาย ส่วนเรื่องทางฝ่ายใจนั้นเป็น
น.387 อีกเรื่องหนึ่ง และโดยเฉพาะจิตใจ ที่ยังประกอบอยู่ด้วยกิเลส ย่อมมีปัญหามากยิ่งขึ้นไปกว่าจิตใจที่ปราศจากกิเลส แต่จะ อย่างไรก็ตาม เราย่อมถือเป็นหลักอันเดียวกันได้ว่า ทั้งจิตใจ ที่ประกอบด้วยกิเลส และทั้งที่ไม่ประกอบด้วยกิเลส ย่อม ล้วนแต่ต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจไปตามแบบของตน ๆ ด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องขอร้องให้ทำความเข้า ใจในคำว่า "สิ่งประเล้าประโลมใจ" นี้ให้ดี ๆ อย่าได้เข้าใจว่า เป็นเรื่องทางกามารมณ์ไปเสียหมด ควรจะระลึกถึงข้อความ ในครั้งที่แล้วมาว่า พวกที่มีจิตใจอยู่เหนือกามารมณ์ เป็น พวกที่ตั้งอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิเป็นต้น ก็ยังมีสิ่ง ประเล้าประโลมใจไปตามแบบของตน ซึ่งไม่เกี่ยวกับกามา- รมณ์แต่อย่างใดเลย และยิ่งไปกว่านั้น แม้พระอริยเจ้าผู้ตั้ง อยู่ในโลกุตตรภูมิ ก็ยังมีสิ่งประเล้าประโลมใจไปตามแบบของ ท่าน หากแต่ว่าคนธรรมดาสามัญหรือปุถุชนเรารู้จักสิ่งประ- เล้าประโลมใจ แต่ในเรื่องทางกามคุณอย่างเดียว จึงไม่เข้า ใจความหมายของสิ่งประเล้าประโลมใจ ชนิดที่ไม่เกี่ยวกับ กามคุณเลย จึงไม่มีความเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งประเล้า- ประโลมใจ แต่ยังมีความเห็นเลยไปอีกว่า แม้จะเป็นสิ่ง
น.388 ประเล้าประโลมใจ ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นแก่ชีวิต แต่แล้วในที่สุด เหตุการณ์ก็เป็นไปอย่างกลับกัน ถึงขนาดที่เรียกว่า กลับ ตาละปัดว่า ถ้าสิ่งประเล้าประโลมใจเหล่านั้นไม่จำเป็นแก่ชีวิต แล้ว ทำไมคนเหล่านั้นจึงได้ไปสนใจกับสิ่งประเล้าประโลมใจ เสาะแสวงหาและหลงใหลในสิ่งประเล้าประโลมใจนั้นยิ่งไปเสีย กว่าปัจจัยทั้งสี่นั้นเล่า แล้วยังพยายามอยู่ทุกวิถีทาง อย่าง สุดความสามารถของตนทีเดียว ที่จะทำปัจจัยทั้งสี่ ให้กลาย เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจไปทั้งหมด ทำสิ่งทั้งสี่นั้นให้สูญเสีย ความหมายของสิ่งที่จำเป็นแก่ร่างกาย กลายไปเป็นสิ่งประเล้า- ประโลมใจ หรือถึงกับกลายไปเป็นสิ่งที่ส่งเสริมกิเลสตัณหา ไปในที่สุด และต้องตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา ด้วยอำนาจ ของการกระทำในทำนองนั้นนั่นเอง. ทำไมเขาจึงเฉยเมยต่อ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ทำไมเมื่อได้ปัจจัยสี่ครบถ้วนแล้ว ก็ยังมีจิต- ใจที่ดิ้นรนกระวนกระวายหงุดหงิดงุ่นง่าน หรือซบเซาเหี่ยว- แห้งราวกับว่าชีวิตนี้ไม่มีความหมายไปด้วยเล่า ? ถ้าพิจารณา ดูกันในทำนองนี้บ้าง ก็อาจจะมองเห็นภาวะคือความจำเป็น ในการที่จะต้องมีสิ่งหล่อเลี้ยงทั้งทางฝ่ายกายและทางฝ่ายใจ ถ้า ใช้คำว่าหล่อเลี้ยง ดูเหมือนจะเข้าใจได้ง่ายกว่าคำว่าประเล้า-
น.389 ระโลมใจ แต่โดยที่แท้แล้วก็เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน หากแต่ว่า พิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า สัญชาตญาณของอหังการมมัง- การนั้น ไม่ต้องการเพียงแต่ให้หล่อเลี้ยง หากแต่ว่ามันต้อง การถึงขนาดที่ให้ประเล้าประโลม หรือที่เรียกว่าขับกล่อม บำรุงบำเรอเอาทีเดียว ดังนั้นเมื่อเราจะพูดถึงสิ่ง ๆ นี้ ให้มี ความหมายกว้างพอที่จะใช้รวมกันไปในคราวเดียวกันได้ ทั้ง แก่ปุถุชนทุก ๆ ระดับ และทั้งแก่พระอริยเจ้าด้วย เราจึงใช้ คำว่า "สิ่งประเล้าประโลมใจ" และยิ่งเมื่อการบรรยายนี้มุ่ง หมายจะกล่าวเพื่อเป็นประโยชน์แก่บุคคลซึ่งยังไม่ถึงธรรมด้วย แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องใช้คำว่าประเล้าประโลมใจมากยิ่งขึ้น ไปอีก จึงจะเข้าใจได้ง่ายและตรงกันกับตัวเรื่อง ซึ่งอาจจะ สรุปเป็นใจความได้อย่างสั้น ๆ ที่สุดว่า คนทุกคนจะต้องมี ชีวิตอยู่ด้วยการที่มีความพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งตรงกับใจ ของตนที่สุดอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลาด้วยกันทุกคน แม้ ที่สุดแต่คนที่รักลูก รักหลาน เป็นยายแก่ ตาแก่ ก็ยังมี ความรู้สึก รักลูก รักหลาน นั่นเอง เป็นสิ่งประโลมใจ ทำ ให้ชีวิตนั้นสดชื่นรื่นเริงอยู่ได้ดังนี้เป็นต้น ข้อที่เราจะขาด เสียซึ่งสิ่งประเล้าประโลมใจอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้นั่นแหละ
น.390 เรียกว่าความจำเป็นในที่นี้ และเมื่อกล่าวโดยหลักทั่ว ๆ ไป ก็ เป็นที่เข้าใจตรง ๆ กัน และพูดหรือกล่าวกันอยู่คล้าย ๆ กับ ว่า คนเราต้องการทั้งอาหารกายและอาหารใจ อาหารใจก็ หมายถึงอาหารทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือทาง สัมผัสผิวหนัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันกับอาหารทางกาย การ ที่ต้องใช้คำว่าอาหารในลักษณะเช่นนี้ ย่อมแสดงอยู่ในตัว แล้วว่า หมายถึงสิ่งที่จำเป็น ถ้าใจไม่ได้อาหารประเภทนี้อีก ส่วนหนึ่ง ใจนั้นก็ผิดปกติไป และมีแต่จะเป็นไปในทางร้าย โดยส่วนเดียว ธรรมชาติบังคับให้ต้องมีอาหารในส่วนนี้อย่าง ที่จะหลีกเลี่ยงเสียไม่ได้ หากแต่ว่าต้องมีหรือต้องใช้หรือต้อง บริโภคกัน ในลักษณะที่เรียกว่าถูกต้องหรือเป็นธรรมเท่านั้น เอง อาหารกายเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหาและบริโภคให้ถูกต้อง และเป็นธรรมฉันใด อาหารใจก็เป็นสิ่งที่ต้องแสวงหาและ บริโภคให้ถูกต้องและเป็นธรรมฉันนั้น เมื่อคนเรามีทั้งอาหาร กาย และอาหารใจอย่างถูกต้อง และเป็นธรรมด้วยกันทั้ง สองอย่างแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ก็จักไม่มี ความยุ่งยากลำบากก็ จักไม่มี และถ้าเป็นไปได้ถึงระดับสูงสุดจริง ๆ แล้ว ความ ทุกข์ทั้งปวงก็ไม่มี และเราเรียกกันว่า “การถึงธรรม" ในที่นี้
น.391 ปุถุชนก็มีอาหารใจไปอย่างถูกต้องตามแบบของปุถุชน พระ- อริยเจ้าก็มีอาหารใจอย่างถูกต้องอยู่ในตัวไปตามแบบของพระ อริยเจ้า. เกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากจะขอร้องให้ดูกันอย่างละเอียด หรือละเอียดถึงขนาดที่เรียกว่าในขั้นปรมัตถ์กันก็ได้ คือขอ ร้องให้สังเกตด้วยคำทุก ๆ คำเท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ ว่าโดยที่ แท้นั้น กายก็เป็นสักแต่ว่าธรรมชาติ ใจก็เป็นสักแต่ว่าธรรม- ชาติ และเราเล็งกันแต่ในแง่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่จำเป็นที่จะ ต้องให้เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นปุถุชน หรือเป็นพระอริย- เจ้าเป็นต้น ขึ้นมาแต่ประการใดเลย มองดูมันในฐานะที่เป็น เพียงธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้น มันก็ยังรู้จักต้องการอาหารกัน คนละแผนกด้วยกันทั้งนั้น คือทั้งกายและใจต้องการให้สิ่งที่ เรียกว่าอาหารนั้นมาหล่อเลี้ยงให้ปกติ ให้สดชื่นให้งอกงาม ไปตามทางที่ถูกที่ควรด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าจะมีลักษณะหรือมี มาตรฐานผิดแผกแตกต่างกันหรือสูงต่ำกว่ากัน อย่างที่จะ เปรียบเทียบกันไม่ได้ก็ตาม ก็ยังเป็นสิ่งที่มีความหมายอย่าง เดียวกันนั่นเอง คือความต้องการอาหาร และถ้าเป็นเรื่อง ทางใจก็ต้องไม่ใช่อาหาร เช่น คำข้าว แกงกับ เป็นต้น
น.392 แต่ต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ หรือหล่อเลี้ยงจิตใจให้สด- ชื่น หรืออย่างน้อยก็เป็นปกติอยู่ได้ ดังนั้นเราจึงถือว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็น ส่วนคนทั่วไปหรือคนส่วนมาก เข้าใจว่าสิ่ง ประเล้าประโลมใจ หรือที่เรียกว่า Entertainment นั้น เป็นเรื่อง พิเศษหรือเป็นเรื่องเล็กน้อย ในฐานะที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว เฉพาะบางแห่งหรือบางคนเท่านั้น การเข้าใจเช่นนี้ก็ถูกต้อง ไปทางหนึ่งในเมื่อมองดูกันอย่างผิวเผิน แต่ถ้ามองดูกันอย่าง ลึกซึ้งแล้ว สิ่งที่เรียกว่า Entertainment นั้น ก็คืออาหารใจ ในความหมายทั่วไปนั่นเอง หากแต่ว่าเอามาจัดเป็นพิเศษ เฉพาะอย่าง เฉพาะคราวโดยบุคคล โดยวัตถุหรือโดยเวลาที่ แปลกออกไป จึงดูคล้ายของพิเศษ แล้วก็ให้ความหมายแก่ มันเพียงเท่านั้น เมื่อเรามองดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า ส่วนที่ จัดทำกันขึ้นเป็นพิเศษนั้นมันนิดเดียวในเมื่อนำไปเทียบกันกับ ที่จิตใจต้องการทั้งหมด และที่จัดกันอยู่นั้น มันจะกลายเป็น สิ่งต่ำทรามที่สุด ในเมื่อนำไปเทียบกันเข้ากับ Entertainment ที่พระอริยเจ้าท่านจัดกันขึ้นในหมู่ของพระอริยเจ้าเอง กล่าว คือเมื่อคนพวกนั้นสำรวญสรวลเสกันอยู่ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่จัดกันขึ้นเป็นพิเศษนั้น พระอริยเจ้าทั้งหลาย
น.393 ท่านกำลังสดชื่นรื่นเริงกันอยู่ ด้วยการสนทนาธรรม หรือ การชี้ชวนกันอยู่ในทางธรรม อย่างเป็นที่น่าสนุกสนาน ไม่ มีเบื่อได้ตลอดวันตลอดคืนเหมือนกัน หรือแม้ที่สุดแต่การที่ ฤษีมุนีแนะนำกันอย่างสนุกสนาน อยู่ด้วยการเข้าฌานหรือ สมาบัติ ในแบบหรือวิธีที่แปลกออกไป ๆ ดังนี้เป็นต้น. จง เปรียบเทียบกันดูเถิดว่า พวกหนึ่งใช้สุรายาเมาเป็นต้น เป็น เครื่องประเล้าประโลมใจ ส่วนอีกพวกหนึ่งมีการสนทนาธรรม และการดื่มรสของธรรมเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ นับว่า เป็นการกระทำที่แตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน แต่แล้วก็มีผล หรือมีความหมายไปในทางประเล้าประโลมใจ ด้วยกัน ทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่พวกฤษีมุณี ที่อยู่ด้วยอากัปกิริยา ที่มีผู้ประพันธ์ เป็นกาพย์กลอนว่า "เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อน กายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน" ดังนี้ ย่อมหมาย ความว่า ท่านเหล่านั้นมีรสของฌานนั่นเองเป็นเครื่องประ- เล้าประโลมใจ และเป็นที่พอใจไปทุกวันจนตลอดชีวิต แม้ ที่สุดแต่พระอริยเจ้าที่เป็นพระอรหันต์บางประเภท ก็อยู่ด้วย สมาบัติบางอย่าง อย่างเป็นที่เพลิดเพลินใจ แม้นี้ก็เรียกว่า สิ่งประเล้าประโลมใจ หากแต่ว่าอยู่ในระดับที่สูงและบริสุทธิ์
น.394 สะอาดถึงที่สุดเท่านั้น แม้ชนพวกอื่นที่มีสิ่งประเล้าประโลม ใจอย่างอื่นที่แปลกออกไปกว่านี้อีกมาก ก็ยังคงมีความหมาย ในทางจิตใจอย่างเดียวกัน จนกระทั่งว่าแม้ที่สุดแต่การนั่งอยู่ นิ่ง ๆ หรือการได้เป็นอิสระนั่งอยู่นิ่ง ๆ ได้ ก็ยังเป็นอาหารใจ หรือสิ่งประเล้าประโลมใจได้อย่างเดียวกัน และที่ยิ่งไปกว่า นั้นอีก ก็ควรจะระลึกถึงข้อที่ว่า แม้ที่สุดแต่สิ่งที่ยังอยู่ในความ หวัง ยังไม่เป็นตัวเป็นตนที่แท้จริงขึ้นมา ก็ยังอาจจะเป็นสิ่ง ประเล้าประโลมใจได้ ในระดับใดระดับหนึ่งอีกเหมือนกัน. ดังนั้น ย่อมเป็นการเพียงพอที่จะทำให้เรากล่าวอย่าง สรุปได้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีสิ่งประเล้าประโลมใจเป็นอาหารใจ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ อย่างที่เรียกว่าจำเป็นและเป็นอยู่ตลอด เวลา ทำนองเดียวกันกับที่ร่างกายต้องการเครื่องหล่อเลี้ยง กายฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่ไม่ถึงธรรม หรือยังไม่ถึงธรรม ก็คือผู้ ที่ยังจัดการกับสิ่งทั้งสองนี้ ไม่ถูกต้องอยู่ตามมากตามน้อยตาม แต่ที่เขามีความเข้าใจผิดต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร ที่เป็นอย่างมาก ก็คือไม่รู้เรื่องเอาเสียเลยว่า เราอยู่ได้ด้วยสิ่งประเล้าประโลม ใจอย่างจำเป็น ไปถือเสียว่าเป็นเพียงงานอดิเรกหรือเครื่อง พักผ่อนหย่อนใจแต่แล้วกลับไปหลงใหลหรือถึงกับเสพย์ติด
น.395 แล้วเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ โดยที่ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย นี่ คือความหมายของความเป็นปุถุชนคนหนา แล้วก็ยังหนา มากเกินไปเสียอีกด้วย ส่วนปุถุชนที่มีความหนาน้อยหน่อย คือค่อยยังชั่วขึ้นมา ได้แก่ผู้ที่ยอมรับว่า อาหารใจเป็นสิ่งจำ- เป็น พยายามจะจัดจะทำให้เป็นไปอย่างถูกต้อง แต่ก็ไม่เป็นไป อย่างถูกต้องได้ จึงตกอยู่ในลักษณะของบุคคลผู้ไม่ถึงธรรม และธรรมไม่ถึงบุคคลผู้นั้นอยู่นั่นเอง ต่อเมื่อใดเข้าใจสิ่งเหล่า นี้อย่างถูกต้อง มีการจัดการทำเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง แล้วบริโภคหรือเสวยรสของสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง ไม่มีทุกข์ โทษเกิดขึ้นแต่ประการใด ก็เรียกว่าเป็นผู้ถึงธรรมโดยแท้ เป็น ผู้อิ่มหรือเป็นผู้อยู่อย่างอิ่ม ด้วยอาหารทั้งทางกายและทางใจ ในลักษณะที่บริสุทธิ์สะอาดอยู่ได้ด้วยเหตุนั้น นับว่าเป็นไป ตรงตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้ทุกประการ จนกระทั่งในที่สุด สามารถใช้รสแห่งนิพพาน หรือสุญญตาวิหารเป็นเครื่อง หล่อเลี้ยงจิตใจ อยู่เป็นประจำวัน ดังนี้ได้ นับว่าเป็นที่ถึง ที่สุดแห่งการถึงธรรม โดยไม่มีข้อบกพร่องแม้แต่ประการใด เลย. เมื่อเรารู้จักสิ่งประเล้าโลมใจในฐานะเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่
น.396 ชีวิตอย่างชัดแจ้ง และถูกต้องไปเสียตั้งแต่ต้นมือดังนี้แล้ว เราก็จะสามารถควบคุมอหังการมมังการ ที่จะก่อให้เกิดชาติ ต่าง ๆ ขึ้นได้ ไม่ให้ชาติปรุงแต่งทุกข์ได้อีกต่อไป ได้โดยไม่ ยากเลย นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปอย่างเด็ดขาด จึงจะ เรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเหมาะสมที่จะปฏิบัติ เพื่อ การลุถึงธรรมโดยแท้ทุกประการ
Buddhadasa