Buddhadasa.org

ควร มังสวิรัต (กินเจ) ? หรือ ข้อคิดสำหรับศีลข้อหนึ่ง ตอนที่ ๓ — มังสวิรัตกับเศรษฐกิจ-สังคม และมัชฌิมาปฏิปทา

ควร มังสวิรัต (กินเจ) ? หรือ ข้อคิดสำหรับศีลข้อหนึ่ง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ควร มังสวิรัต (กินเจ) ? หรือ ข้อคิดสำหรับศีลข้อหนึ่ง (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.17 ๑๐ ต้องเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ก็ที่ดินขนาดเท่ากัน.สามารถเลี้ยงสัตว์พอเพื่อ มนุษย์ น้อยกว่าปลูกผักเพื่อมนุษย์ คิดดู ที่ ๑ ไร่ เราอาจปลูกพืช - พันธุ์ เลี้ยงคนได้หลายสิบคนในปีเดียว แต่ไม่พอเพื่อเลี้ยงวัว ๑ ตัว สำหรับกินเนื้อ และต้องหลายปี ปัญหาจึงไปตกหนักอยู่ที่เนื้อสัตว์จะ ไม่พอ แม้ปลาในมหาสมุทรก็บอกสถิติตัวเองอยู่เรื่อยๆมาแล้วว่า จะต้อง ขาดมือลงไม่นานนัก แต่ข้อสำคัญที่สุด คือมันไม่ให้คุณไปกว่าผักเลย มีนักปราชญ์ทางวิทยาศาสตร์คำนวณว่า เนื่องจากการ เกิดใหม่มากกว่าการตาย ในเวลานี้ ได้มีจำนวนพลโลกเพิ่มขึ้นถึง ปีละ ๒๐ ล้านคน และต่อไปจะเพิ่มมากทวีขึ้นอีก ถ้าไม่มีเหตุใดมา ทำให้จำนวนคนลดน้อยลง, เป็นต้นว่า การสงครามหรือโรคภัยที่ร้าย แรงมาลดจำนวนลงเสียมากๆเป็นพิเศษ ในอีก ๑๐๐ ปี จะมีจำนวน คนถึง ๕,๐๐๐ ล้าน (ห้าพันล้านคน) ในเวลานั้นพื้นดินทุก ๆ แห่ง จะต้องใช้เป็นที่ทำการเพาะปลูกเพื่อได้อาหารมาเลี้ยงมนุษย์, ไม่มีที่ดิน และอาหารผักพอที่จะเลี้ยงสัตว์, มนุษย์จึงต้องกินอาหารผักและข้าวโดย ตรง แทนการกินเนื้อ, ซึ่งเป็นการกินผักโดยทางอ้อม, มหาเศรษฐีจึงจะ มีนมและเนื้อกินโดยเลี้ยงวัวไว้บนตึกชั้นสุดยอดหรือในสวนข้างๆบ้าน เวลานี้มีคนเพียง ๑,๘๐๐ ล้านคน เรามีจำนวนคนที่ อดอยากอยู่มากน้อยเพียงไร อีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าเมื่อมีคนถึง ๕,๐๐๐

น.18 ๑๑ ล้านคน ภาวะของความจนจะเป็นอย่างไร? ความจำเป็นจะบังคับให้ คนต้องกินอาหารผักและเมล็ดข้าวเท่านั้น สำหรับภิกขุ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้มาถึงเหตุผลของฝ่าย โลกดังกล่าวมานี้ก็จริง แต่เพราะเป็นเพศนำของเพศอื่น จึงควรดำรง อยู่ในอาหารที่เป็นไปฝ่ายข้างพ้นทุกข์ สงบเยือกเย็นอยู่เสมอ ไม่เป็น คนดื้อด้านต่อเหตุผล. ไม่เป็นคนเลี้ยงยาก, ไม่เป็นคนละเลยต่อการ ขูดเกลาความรู้สึกของธรรมดาฝ่ายต่ำ, มีการเห็นแก่ตัวหรือความอร่อย ของตัวเป็นต้น. ไม่เป็นผู้หาข้อแก้ตัวด้วยการตีโวหารฝีปาก, แต่จะเป็น คนรักความยุติธรรม, รักความสงบ, แผ่เมตตาไม่จำกัดวง, ไม่จำกัดรับ ความผิดชอบพร้อมด้วยเหตุผลอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ภิกขุจึงไม่ควร นิ่งเฉยต่ออารมณ์ที่เกื้อกูลแก่ความก้าวหน้าในส่วนใจของตนแม้แต่น้อย การเว้นบริโภคเนื้อไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทรงห้ามหรือฝืนพระ- บัญญัติสำหรับดวงใจที่ประสงค์เพื่อขูดเกลากิเลสของตน - ดวงใจที่ไม่ เอาคนนอกส่วนมากเป็นประมาณ - ดวงใจที่ไม่แพ้ลิ้น - ดวงใจที่ไม่ ประสงค์การตีโวหาร การไม่บริโภคเนื้อก็เป็นธุดงค์อย่างเดียวกับธุดงค์ อื่นๆ ซึ่งทรงตรัสไว้ว่าเป็นการขูดเกลากิเลส แต่ก็ไม่ทรงบังคับกะ - เกณฑ์ให้ใครถือ แต่เมื่อใครถือก็ทรงสรรเสริญเป็นอย่างมาก เช่น - ทรงสรรเสริญพระมหากัสสป ธุดงค์ ๑๓ อย่าง บางอย่าง เช่น เนสัช

น.19 ๑๒ ชิกังคะ ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นพุทธภาษิตนัก, แม้จำนวน ๑๓ ก็ไม่ใช่ จำนวนที่ทรงแต่งตั้ง เมื่อเช่นนั้นการขูดเกลาใจด้วยการเว้นเนื้อก็เป็น สิ่งที่รวมลงได้ในธุดงค์หรือมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง เพราะเข้ากันได้กับ สิ่งที่ทรงอนุญาตในฝ่ายธรรม มิใช่ฝ่ายศีลซึ่งเป็นการบังคับ ท่านคงประหลาดใจหรือสงสัยว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่จะสนับ สนุนมติของตนเอง จึงส่งเสริมให้ฝึกใจด้วยอาหารผัก ข้อนี้ขอตอบว่า เพราะเป็นโอกาศจะฝึกฝน - ทดลอง - ขูดเกลา ได้ทุกวันนั้นเอง วิธี อย่างอื่นโดยมากเราต้องคอยระลึกขึ้นมา ไม่ได้ผ่านมาเฉพาะหน้าเรา ทุกวัน ๆ เช่นอาหาร และอีกอย่างหนึ่งคนธรรมดาเราก็ติดรสอาหาร กันแทบทั้งนั้น มันเป็นเครื่องทดลองหรือวัดน้ำใจเรา เปรียบเหมือน ออกสงครามต่อสู้ข้าศึกอยู่เสมอ ถ้าไม่กลัวว่ามันเป็นเครื่องทดลอง วัดน้ำใจของท่านเกินไปแล้ว ท่านคงเห็นพ้องกับข้าพเจ้าทีเดียวว่า เรา ควรยึดเอาบทเรียนประจำวันบทนี้เป็นแน่, เพราะมันจะเป็นผู้เตือน ให้เราฝึกมันทุกวันทีเดียว เป็นบทเรียนที่ยากแต่เปิดโอกาสให้เราฝึก ทุก ๆ วัน ท่านอาจถามข้าพเจ้าว่า เราจะไปนิพพานด้วยการกินผัก กันหรือ? ข้าพเจ้าก็อาจตอบได้โดยย้อนให้ท่านตอบในตัวเองว่า เราจะ ไปนิพพานได้โดยต้องบวชเป็นบรรพชิตเท่านั้นแลหรือ? ถ้าท่านตอบว่า การบวชเป็นเพียงการช่วยให้เร็วเข้าเท่านั้น เพราะฆราวาสก็บรรลุ

น.20 ๑๓ ก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้แล้ว ข้าพเจ้าก็พิสูจน์ให้ท่านได้ทันที่ว่า การกินผักก็อย่างเดียวกัน เพราะเป็นการฝึกใจช่วยให้ไปถึงการชำนะ ตัณหาเร็วเข้าดังกล่าวแล้ว ถ้าใครจะพยายามพิสูจน์ว่า เรากินผักเพราะ พระพุทธองค์ไม่ฉันเนื้อ หรือกินเนื้อเป็นบาปแล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพออย่างเดียวกันกับท่าน, เพราะเนื้อที่บริสุทธิ์ไม่บาป และพระองค์ก็ฉันเนื้อ ถ้าท่านยังแย้งว่า การกินผักไม่ได้เป็นการก้าวหน้าของ ปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีคำตอบแต่เพียงว่า ท่านยังไม่รู้จักตัวปฏิบัติธรรม เสียเลย ท่านจะรู้จักการกินผักซึ่งเป็นอุปกรณ์ของการปฏิบัติธรรม อย่างไรได้ ขอให้ทราบว่า การกินผักไม่ได้ถือเป็นลัทธิหรือบัญญัติ เราฝึกบทเรียนนี้โดยไม่ได้สมาทานหรือปฏิญาณอย่างการสมาทานลัทธิ หรือศีล มันเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายธรรมทางใจ ซึ่งเราอาศัยหลักกาลามสูตร์ หรือโคตมีสูตร์เป็นเครื่องมือตัดสินแล้วก็พบว่าเป็นไปแต่ฝ่ายให้ คุณโดย ส่วนเดียว เป็นการขูดเกลากิเลส ซึ่งพระองค์ทรงสรรเสริญ แต่ถ้า ใครทำเพราะยึดมั่นก็กลายเป็นสีลัพพตปรามาสยิ่งขึ้น และถ้าบังคับกัน ก็กลายเป็นลัทธิของพระเทวทัต ที่จริงหลักมัชฌิมาปฏิปทาสอนให้เรา ทำตามสิ่งที่เรามองเห็นด้วยปัญญาว่าเป็นไปเพื่อความขูดเกลากิเลสเสมอ แต่เรามองเห็นแล้วไม่ทำก็กลายเป็นเราไม่ปรารถนาดี ไปเอง ส่วนผู้ที่

น.21 ๑๔ ยังมองไม่เห็นนั้นไม่อยู่ในวงนี้ มัชฌิมาปฏิปทา คือการทำดีโดยวงกว้าง วันนี้ข้าพเจ้าเขียนมาก จนคาดว่าบรรณาธิการจะรังเกียจ เพราะจะแย่งเนื้อที่ของเรื่องแผนกอื่นมากไป จึงขอไว้อธิบายเพิ่มเติม ในโอกาสหลังบ้าง แต่ขออย่าลืมหลักสั้น ๆ ว่า เราไม่ได้เสพผักเพื่อ- เอาชื่อเสียงว่าเป็นนักเสพผัก (Vegetetrian) เลย, เราก้าวหน้าใน การขูดเกลาใจเพื่อยึดเอาประโยชน์ อันเกิดแก่การมีกิเลสเบาบางอีก ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อท่านผู้ใดจะวิเคราะห์เหตุผลทั้งหลาย ของข้าพเจ้า โปรดใช้กฎประจำใจอันนี้เข้าผสมด้วยเสมอ และอย่าลืม ว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนฝ่ายโลกนาถภิกขุหรือฝ่ายใคร นอกจากฝ่ายที่ มีเหตุผลแล้วและตั้งหน้าปฏิบัติด้วยความเชื่อ ความนับถือตนเองเท่านั้น และข้อสำคัญที่สุดก็คือ ข้าพเจ้าไม่ได้ขอร้องให้ท่านเป็นนักผัก เป็น แต่แสดงความคิดเห็นของข้าพเจ้าในเรื่องนี้ ขอร้องเพียงให้ท่านนำไป คิดดู เมื่อคิดแล้วในกาลต่อไป ท่านจะเป็นนักผักหรือนักเนื้อก็แล้วแต่ เหตุผลของท่าน พุทธบุตรที่แท้จริง คือ "คนมีเหตุผล" ที่จริงนักเนื้อ ก็ไม่ใช่ผู้อันใครจะรังเกียจ เช่นเดียวกับผู้ไม่สมาทานธุดงค์อย่างอื่น เช่นทรงไตรจีวร, หรืออยู่โคนไม้เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องที่ ไม่บังคับ โมกขพลาราม ๔ ธันว์ ๗๗

น.22 ๑๕ คัดมาจากหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาปีที่ ๒ เล่ม ๔ พระภิกขุองค์นี้ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ที่สวนโมกขพลาราม อำเภอเมือง ไชยา ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของข้าพเจ้ามาก ภะรต (ทั้งหมดนี้ คัดมาจากหนังสือ วิธีประกอบอาหารมังสวิรัต โดย พระยาภะรตราชสุพิช ฯ ซึ่งเป็นผู้ที่ข้าพเจ้าเคารพ และเลื่อมใสใน ปฏิปทาของท่านมาก ปัจจุบันอายุ ๘๓ ปี ทำงานเป็นกรรมการ พุทธสมาคมกลาง พระนคร บัว.)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต