Buddhadasa.org

ควร มังสวิรัต (กินเจ) ? หรือ ข้อคิดสำหรับศีลข้อหนึ่ง ตอนที่ ๒ — ประโยชน์ของมังสวิรัต : ฝึกทมธรรมและปัญญา

ควร มังสวิรัต (กินเจ) ? หรือ ข้อคิดสำหรับศีลข้อหนึ่ง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ควร มังสวิรัต (กินเจ) ? หรือ ข้อคิดสำหรับศีลข้อหนึ่ง (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.12 ๕ ๓. เป็นการฝึกในส่วนทมธรรม (การข่มใจให้อยู่ใน อำนาจ) คนเราทุกข์เพราะตัณหาหรือความอยากที่ข่มไว้ไม่อยู่ ข้อพิ สูจน์เฉพาะเรื่องผักกับเนื้อง่ายๆ เช่นข้าพเจ้าเห็นชาวตำบลป่าดอนสูงๆ ขึ้นไป อุตส่าห์หาบอาหารผักลงมาแลกปลาแห้งๆ ทางบ้านแถบริม ทะเลขึ้นไปรับประทาน ทั้งที่ต้องเสียเวลาเป็นวันๆ และทั้งที่กลางบ้าน ของเขามีอาหารผักพวกเผือกมัน มะพร้าว ผัก ฟัก ฯลฯ อย่างสมบูรณ์ และทั้งที่อาหารเหล่านั้นยังเป็นของสด (Fresh) สามารถบำรุงร่างกาย ได้มากกว่าปลาแห้งๆจนราจับที่อุตส่าห์หาบหิ้วขึ้นไป ไว้เป็นสะเบียงกรัง เป็นไหนๆ ผู้ที่ไม่มีการข่มรสตัณหาจักต้องเป็นทาสของความทุกข์และ ถอยหลังต่อการปฏิบัติธรรม การข่มจิตด้วยอาหารการกินก็เหมาะมาก เพราะอาจมีการข่มได้ทุกวันดังกล่าวแล้ว การข่มจิตเสมอเป็นของคู่กับ ผ้ากาสาวพัสตร์ โปรดทราบว่า มันเป็นการยากอย่างยิ่งที่คนแพ้ลิ้นจะ ข่มตัณหา โดยเลือกกินแต่ผักจากจานอาหารที่เขาปรุงด้วยเนื้อและผัก ปนกันมา จงยึดเอาเกมที่เป็นเครื่องชนะตน (Self Control) อันนี้ เถิด ในการเลี้ยงพระของงานต่าง ๆ ข้าพเจ้าเคยเห็นเคยได้ยินเสียง เรียกเอ็ดแต่อาหารเนื้อ ส่วนอาหารผักล้วน ดูเหมือนเป็นการยากที่จะ ได้ถูกเรียกกับเขา แล้วยังเหลือกลับไปอีก แม้อาหารที่ปรุงระคนก็หาย ไปแต่ชิ้นเนื้อ ผักคงเหลือติดจานกลับไป และยิ่งกว่านั้นก็คือควรทราบ

น.13 ๖ ว่า แม่ครัวหรือเจ้าภาพเขารู้ตัวก่อนด้วยซ้ำ จึงปรุงอาหารเนื้อไว้มาก กว่าอาหารผักหลายเท่านัก ทั้งนี้ก็เพราะตัณหาทั้งของฝ่ายทายกและ ปฏิคาหกร่วมมือกัน "เบ่งอิทธิพล" ๔. เป็นการฝึกในส่วนสันโดษ (การพอใจเท่าที่มีที่ได้) ชีวิตพระย่อมได้อาหารชั้นเลวโดยมาก ข้าพเจ้าเคยเห็นบรรพชิตบางคน เว้นไม่รับอาหารจากคนยากจน เพราะเลวเกินไป คือเป็นเพียงผัก หรือผลไม้ชั้นต่ำ แม้จะรับมาก็เพื่อทิ้ง นี่เป็นตัวอย่างที่ ไม่มีความสัน โดษหรือถ่อมตน การฝึกเป็นนักเสพผักอย่างง่าย ๆ จะแก้ ได้หมด สันโดษเป็นทรัพย์ของบรรพชิตอย่างเอก ๕. เป็นการฝึกในส่วนจาคะ (การสละสิ่งอันเป็นข้าศึก แก่ความสงบหรือพ้นทุกข์) นักผักมีดวงจิตบริสุทธิ์ผ่องใสเกินกว่าที่จะ นึกอยากในเมื่อผ่านร้านอาหารนอกกาล หรือถึงกับนึกไปเองในเรื่อง จะบริโภคให้มีรสหลาก ๆ เพราะผักไม่ยั่วในการบริโภคมากไปกว่า เพียงเพื่ออย่าให้ตาย ต่างกับเนื้อซึ่งยั่วให้ติดรสและมัวเมาอยู่เสมอ ความอยากในรสที่เกินจำเป็นของชีวิต ความหลงไหลในรส ความ หงุดหงิดเมื่อไม่มีเนื้อที่อร่อยมาเป็นอาหาร ฯลฯ เหล่านี้ ข้าพเจ้ารับ รองได้ว่าไม่มีในดวงจิตของนักกินผักเลย ส่วนนักเนื้อนั้นท่านทราบ ของท่านได้เอง เป็นปัจจัตตัง เช่นเดียวกับธรรมะอย่างอื่น

น.14 ปัญญา (ความรู้เท่าทันดวงจิตที่ กลับกลอก) การกินอาหารจะบริสุทธิ์ได้นั้น ผู้กินต้องมีความรู้สึกแต่ เพียงว่า "กินอาหาร" (ไม่ใช่กินผักหรือเนื้อ, คาวหรือหวาน) และ เป็นอาหารที่บริสุทธิ์ การที่จะปรับปรุงใจให้ละวางความยึดมั่นว่า- เนื้อ-ผัก-หวาน-คาว-ดี ไม่ดี ฯลฯ เหล่านี้ เป็นแบบฝึกหัดที่ยาก แต่ ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นโทษของการยึดมั่นในชื่ออาหาร มามีความ สำคัญเพียงว่าเป็น "อาหาร" ที่บริสุทธิ์แล้วก็บริโภค อยู่เสมอแล้ว นี่ก็เป็นการก้าวก้าวใหญ่ของการปฏิบัติธรรม ไม่มีอะไรดีไปกว่าอาหาร ผัก ที่จะเป็นอารมณ์อันบังคับให้ท่านต้องใช้ปัญญาพิจารณาตัวอยู่เสมอ ทุกมื้อ เพราะเนื้อทำให้หลงรส ผักทำให้ต้องยกใจขึ้นหารส เหมาะ แก่สันดานของสัตว์ซึ่งมีกิเลสย้อมใจจับแน่นเป็นน้ำฝาดมาแต่เดิม แต่ ปัญญาของท่านต้องมีเสมอว่า ไม่ใช่จะไปนิพพานได้เพราะกินผัก เป็นเพียงช่วยเหลือในการขูดเกลากิเลสทุกวันทุกวันเท่านั้น ไว้นาน ๆ จะทดลองในความรู้สึกในใจของท่านว่า จะบริสุทธิ์สะอาดพอหรือยัง ด้วยการลองรสอาหารที่ยั่วลิ้นเสียคราวหนึ่ง คือเนื้อที่ปรุงให้มีรสวิเศษ นั่นเองก็ได้ แท้จริงข้าพเจ้าไม่ได้มีความเห็นว่า ฝ่ายที่จะช่วยเหลือการ ขูดเกลาใจต้องเป็นผัก ความจริงมันควรเป็นอาหารชั้นเลวๆไม่ประณีต

น.15 ๘ ก็พอแล้ว แต่เมื่อใคร่ครวญดูไปเห็นมาตรงกับอาหารผัก เพราะเนื้อ ทำอย่างไรเสียก็ชวนกินอยู่ตามธรรมชาติ แม้เพียงแต่ต้มเฉยๆมันก็ยั่ว ตัณหาอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นฝ่ายที่ปราบตัณหาจึงกลายเป็นเกียรติยศ ของผัก, คืออาหารที่ข่มตัณหาได้ และมีแต่ทางบริสุทธิ์อย่างเดียว โดยไม่มีการระวังเลยก็ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ระแวงภัยในความประมาท อยู่เสมอ ฝ่ายโลก เช่น ๑ ผักมีคุณแก่ร่างกายยิ่งกว่าเนื้อหรือไม่ วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันก็บอกแก่เราแจ้งชัดอยู่แล้ว ว่าจะทำให้มีโรคน้อย มีกำลัง แข็งแรง มีดวงจิตสงบกว่านักเนื้อ (ชาวฮินดูด้วยกันที่เป็นพวกมอสเล็ม ดุร้ายกว่าพวกที่เป็นพราหมณ์ไม่กินเนื้อโดยกำเนิด) มีความหื่นใน ความอยาก-ความโกรธ-ความมัวเมาน้อยลงเป็นอันมาก ๒. ทางเศรษฐกิจ ราคาผักกับเนื้อทราบกันอยู่แล้วว่า ผิดกันเพียงไร ของดีไม่ใช่มีหลักว่าต้องแพงเสมอไป แต่ของแพง คือ ของสำหรับคนโง่ คนทะเยอทะยาน ของที่มีคุณภาพสมค่า หรือเกิน ค่าไม่ใช่ของแพง แม้จะมีราคาเท่าไรก็ตาม และเป็นของสำหรับคน ฉลาด อาหารเลวๆไม่ได้ทำให้คนโง่ลงเลยยิ่งเนื้อและผักแล้ว เนื้อเสีย อีกกลับจะทำให้โง่ คือหลงรสของมันจนเคยชิน คนๆเดียวกันนั่นเอง

น.16 ๙ ถ้าเขาเป็นนักผักจะเป็นคนเข้มแข็ง มีใจมั่นคง ไม่โยกเยกรวนเร ยิ่งกว่าเป็นนักเนื้อ (กินผักมากที่สุด กินเนื้อแต่เล็กน้อยเท่าที่จำเป็น จริงๆก็เรียกว่านักผัก ผักหมายถึงผลไม้-น้ำตาลสด-ขนมด้วย แม้จะ หมายถึงนมด้วยก็ได้) ๓. ธรรมชาติแท้ ๆ ต้องการให้เรากินผัก ขอจงคิดให้ลึก หน่อยว่า ธรรมชาติสร้างสรรพวกเราให้มีความรักชีวิตของตนทุกๆคน เราควรเห็นอกของสัตว์ที่มีความรู้สึกด้วยกัน มิฉะนั้นก็ไม่มีธรรมเสียเลย ลองส่องดวงใจที่เป็นกลางๆ ไปทั่วใจสัตว์ทุกตัว ที่ต้องพรากผัว-เมีย ลูก - แม่ - พ่อ ฯลฯ โดยฆ่าเป็นอาหาร แล้วลองเทียบถึงใจเราบ้าง ถ้ามีพวกยักษ์ใหญ่มาทำแก่เราเช่นนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร? เราจะถึงกับ ร้องขอให้พระเจ้าช่วยหรือไม่ ถ้ามีพระเจ้าที่จะช่วยได้ ? และคิดสืบ ไปว่าเมื่อเราอาจช่วย หรืออาจเสียสละรสที่ปลายลิ้นให้ผู้อื่นได้แล้ว ธรรมของมนุษย์ (สัตว์มีใจสูง) จะไม่ช่วยให้เราทำเพื่อเห็นเก่อกเขา และอกเราบ้างเจียวหรือ แม้พระพุทธองค์ก็ทรงบำเพ็ญพระเมตตาบารมี อย่างกว้างขวาง ทำไมเราจึงไม่ช่วยในเมื่อเรารู้ว่าเราจะช่วยได้ แม้ว่า ไม่ช่วยก็ไม่บาปก็ตาม ธรรมชาติจะมีผักหญ้า ผลไม้พอให้เราบริโภคพอเพียง เสมอ มนุษย์มากขึ้น ๆ ทุกปี ส่วนสัตว์มีน้อยลง ๆ ทุกปี โลกมนุษย์ ขยายตัวออก โลกสัตว์เดรัจฉานหดสั้นเข้า ในที่สุดเนื้อจะไม่พอกินกัน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต