น.32 ๓ อีกอย่างหนึ่ง หมายถึง เมื่อ ร่างกายจะต้องแตกดับไปจริง ๆ ขอให้ปล่อยทั้งหมด รวมทั้งร่างกาย ชีวิตจิตใจ ให้ดับเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีเชื้ออะไรเหลืออยู่ หวังอยู่ สำหรับการเกิดมีตัวเราขึ้นมาอีก. ฉะนั้นตามปกติประจำวัน ก็ใช้อย่างแรก, เมื่อถึงคราวจะแตกดับทางร่างกาย ก็ใช้ อย่างหลัง. ในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ตายทันที มีความรู้สึกเหลืออยู่บ้าง ชั่วขณะ ก็ใช้อย่างหลัง. ถ้าสิ้นชีวิตไป
น.33 ๔ อย่างกระทันหัน ก็หมายว่าตับไปในความ รู้สึกในวิธีอย่างแรก อยู่ในตัว, และเป็น อันว่ามีผลคล้ายกัน คือไม่มีความอยาก เกิดอีก นั่นเอง, วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๑ คือทำเป็น ประจำวันนั้น หมายความว่ามีเวลาว่าง สำหรับทำจิตใจเมื่อไร ก่อนนอนก็ดี ตื่นนอนใหม่ก็ดี ให้สำรวมจิตเป็นสมาธิ ด้วยการกำหนดลมหายใจ (หรืออะไร ก็แล้วแต่ถนัด) พอสมควรก่อน แล้ว จึงพิจารณาให้เห็น ความที่สิ่ง
น.34 ๕ ทั้งหลายทั้งปวงทุกสิ่ง ไม่ควรยึดมั่น ว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา แม้แต่ สักอย่างเดียว, เป็นเรื่องอาศัยกันไปใน การเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้นเอง ยึดมั่น ในสิ่งใดเข้า ก็เป็นต้องทุกข์ทันที และ ทุกสิ่ง. การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเล่าก็คือ การทนทุกข์ทรมานโดยตรง เกิดทุกที เป็นทุกข์ทุกที เกิดทุกชนิด เป็นทุกข์ ทุกชนิด ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ก็เป็นทุกข์ ไปตามแบบของการเกิดเป็นอย่างนั้น.
น.35 ๖ เกิดเป็นแม่ ก็ทุกข์อย่างแม่ เกิดเป็นลูก ก็ทุกข์อย่างลูก เกิดเป็นคนรวย ก็ทุกข์ อย่างคนรวย เกิดเป็นคนจน ก็ทุกข์อย่าง คนจน เกิดเป็นคนดี ก็ทุกข์อย่างคนดี เกิดเป็นคนชั่ว ก็ทุกข์อย่างคนชั่ว เกิด เป็นคนมีบุญ ก็ทุกข์ไปตามประสาคน มีบุญ เกิดเป็นคนมีบาป ก็ทุกข์ไปตาม ประสาคนมีบาป ฉะนั้น สู้ ไม่เกิดเป็น อะไรเลย คือ "ดับไม่เหลือ" ไม่ได้. แต่ที่นี้ สำหรับการเกิด หรือคำว่า "เกิด" นั้น อย่าหมายเพียงการเกิดจาก
น.36 ๗ ท้องแม่, ที่แท้มันหมายถึงการเกิดของจิต คือของความรู้สึกที่รู้สึกขึ้นมาคราวหนึ่ง ๆ ว่ากูเป็นอะไร เช่นเป็นแม่ เป็นลูก เป็น คนจน เป็นคนมี คนสวย คนไม่สวย คนมีบุญคนมีบาป เป็นต้น ซึ่งนี่แหละ เรียกว่าความยึดถือ หรือ อุปาทานว่า "ตัวกู" เป็นอย่างไร "ของกู" เป็นอย่างไร. ตัวกู หรือของกู อย่างที่ กล่าวนี้ เรียกว่า อุปาทาน. มันเกิดจาก ท้องแม่ของมันคือ อวิชชา มันเกิดวัน หนึ่งไม่รู้ กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง หรือไม่รู้
น.37 ๘ กี่ร้อยชาตินั่นเอง เกิดทุกคราวเป็นทุกข์ ทุกคราว อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยง. ทุกคราวที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยิน เสียง หรือจมูกได้กลิ่น หรือลิ้นได้รส หรือกายได้สัมผัสผิวหนัง หรือจิตมันปรุง เรื่องเก่า ๆ เป็นความคิดเป็นเรื่องเป็นราว ขึ้นมาเอง ก็ตาม ถ้าควบคุมไว้ไม่ดีแล้ว "ตัวกู" เป็นได้โผล่ หรือเกิดขึ้นมาทันที และต้องเป็นทุกข์ทันที ที่ตัวกูโผล่ขึ้นมา. ฉะนั้นจงระวัง อย่าเผลอให้ “ตัวกู" โผล่หัวออกมาจากท้องแม่ของมัน เป็นอันขาด. เพียงแต่ตาเห็นรูป หรือ
น.38 ๙ หูได้ยินเสียงเป็นต้น แล้วเกิดสติปัญญา รู้ว่าควรจัดการอย่างไร ก็จัดไป หรือนิ่ง เสียก็ได้ อย่างนี้ไม่เป็นไร ; ขออย่างเดียว อย่าให้ "ตัวกู" ถูกปรุงขึ้นมาจากตัณหา หรือเวทนา อันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ได้เห็น หรือได้ยินเป็นต้นนั้น, อย่างนี้เรียกว่า "ตัวกู" ไม่เกิด คือไม่มีชาตินั่นเอง เมื่อไม่เกิด ก็ไม่ตาย หรือไม่ทุกข์อย่างใด ทั้งสิ้น. นี่แหละคือข้อที่บอกให้ทราบว่า การเกิดนั้น ไม่ใช่หมายถึงการเกิดจาก ท้องแม่ ทางเนื้อหนังโดยตรง แต่มัน หมายถึงการเกิดทางจิตใจของ "ตัวกู" ที่ เกิดจากแม่ของมัน คืออวิชชา.
Buddhadasa