Buddhadasa.org

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน ตอนที่ ๑ — ๑. การทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.11 วันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง โดยเฉพาะเป็นพิเศษ. วันที่แล้วมา ก็ได้พูดถึงอุปมา เหมือนกับว่ามีฤทธิ์มี อำนาจพิเศษ มองไปทางทิศไหนก็ว่างไปหมด. นี่ต้องเข้าใจ คำนี้กันให้จริงจังมันถึงจะได้, ฉะนั้นจึงต้องพูดซ้ำเฉพาะ ส่วนนี้. เราได้พูดถึงยักษ์ตัวหนึ่ง หรือฤๅษีตนหนึ่งที่มีตา เป็นไฟ มองไปทางไหน ถลนตาทีเดียว มันก็ไหม้วอดวาย โล่งโถงไปหมด : ความหมายอันนี้อยากจะให้นำมาใช้เป็น เครื่องเปรียบเทียบ. เรื่องนิยายอย่างนั้น เขาก็มีความหมายอะไรซ่อนไว้อยู่ เหมือนกัน มันเป็นเกร็ด หรือเป็นอรรถกถาของคัมภีร์สำคัญ ๆ เช่น คัมภีร์รามายณะเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น ; แสดงว่าคนยุคนั้นเขามี จินตนาการไม่เลว ในทางที่จะคิดนึกอะไรให้ผิดแปลกไปจาก ธรรมดา ทีนี้ของเรามันยิ่งแปลกไปจากธรรมดาอย่างนั้นเสียอีก หลายเท่า. ถ้าจะเปรียบกำลังของไฟที่ไหม้ให้ว่างไป ก็ยังสู้กำลัง ของ "ความว่าง" นี้ไม่ได้ ; หมายความว่า มันว่างไปยิ่งกว่านั้น เพราะไฟเป็นเรื่องวัตถุ มันก็เผา ไหม้แต่วัต ถุ ว่างไปแต่วัตถุ นามธรรมนั้นเอาไฟเผา ไม่ได้.

น.12 ๑๒ เดี๋ยวนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องนามธรรม ก็ต้องมีสิ่งที่จะเอา มาเผา หรือทำลายให้หมดไปได้ แม้แต่นามธรรม : สิ่งนั้นก็คือ ความว่างจากความรู้สึกคิดนึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" นี้มันเป็นนาม- ธรรม. สำหรับเรื่องยักษ์ หรือฤาษี ที่มีฤทธิ์ ชนิดที่กล่าวมาแล้วนั้น เขาใช้ฤทธิ์เพื่อทำลายผู้อื่นด้วยความเห็นแก่ตัว, ทำลายผู้อื่นเพื่อ ประโยชน์ของตัว เห็นแก่ตัว เดี๋ยว นี้เราต้องการจะไม่มีความ เห็นแก่ตัว ทำลายความเห็นแก่ตัว, และ ไม่เอาประโยชน์ อะไรจากใคร ; ตรงนี้สำคัญมาก. คนที่ไม่เข้าใจเรื่องความว่าง ก็เพราะจะเอาประโยชน์ ของตัว. คนจะเอาประโยชน์เพื่อตัว แก่ตัวเรื่อยไป จึงฟังความว่าง นี้ไม่เข้าใ ; มันก็ติดอยู่ที่ตรงนี้ ถ้าศึกษาเรื่อง "ความว่าง" เพื่อ จะเอาประโยชน์ในทางเห็นแก่ตัว เป็นตัวเป็นของตัว อย่างนี้ไม่มี ทางที่จะทำได้, และก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจหรือฟังรู้เรื่อง มัน ไม่มี ทางที่จะปฏิบัติได้ จนกว่า จ ะเห็นความสำคัญ; ความหมาย สำคัญอยู่ที่ เพื่อความไม่เห็นแก่ตัว. เพื่อความไม่มีตัวจริง ๆ เสียก่อน; ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องคล้ายกัน แต่มันเป็นเรื่องคนละอย่าง. ถ้าใครต้องการประโยชน์ของตัว อยู่อย่างเต็มที่ละก็ ศึกษา หรือฟังเรื่อง "ว่าง" นี้ไม่ออกแน่ ; คือจะฟังออกไปใน ทางที่มันขัดกันเสมอ. เหมือนกับที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ : อย่าง ที่ว่า "ไม่มีความเห็นแก่ตัว แล้วอะไรจะทำงาน, อะไรจะเป็น เครื่องผลักดันให้ทำงาน ให้เป็นกำลังใจ ในการทำงาน" : เขาตั้ง

น.13 ๑๓ ข้อสังเกตเพียงเท่านี้ ; ก็รู้สึกว่าขัดขวางกันเสียแล้ว ก็เลิกความ สนใจที่จะศึกษาเรื่องความว่าง ; แปลว่าปัดทิ้งไปเสียทั้งดุ้น ปัดทิ้งไปทั้งกะบิเลย ; ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมฟังเรื่องความว่าง ไม่ออก. นี่เป็นผลจากการสังเกต ที่ผมสังเกตมาตั้งหลายปีแล้วเกี่ยว กับการเผยแพร่เรื่องความว่างออกไปในสังคม : ว่าที่จริง คำ อธิบายนั้นก็มากพอที่จะเข้าใจ. แต่เขา ทนอ่านไม่ไหว จิตมัน ปฏิเสธ ไม่ยอมต้อนรับเสียตั้งแต่ทีแรกที่ได้ยิน, แล้วก็เห็นเป็น เรื่องเหลวไหล ; เพราะเครดิตของบุคคลก็ไม่เป็นเครื่องประกันให้เขา รับพิจารณา. มันก็เลยมีคนเข้าใจน้อย ถึงแม้จะมีคนเข้าใจบ้าง ก็ยังเป็นจำนวนน้อย ; และอีกอย่างหนึ่งก็ฟังไม่เข้าใจกันอยู่อีกก็ นิดเดียวตรงที่ว่า เ ราจะมีความหวัง มีความต้องการ มีอะไร ได้ ด้วยสติปัญญา คือ โดยไม่ต้องยึดมั่นได้อย่างไร? เขาปฏิเสธว่า ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีความหวัง ไม่มีความต้องการ : นั่นมันถูกตามตัวหนังสือ แต่ยัง เ ข้าใจ ผิด : เพราะคำว่าความหวัง ความต้องการ ความบากบั่น อะไรนี้ เป็นภาษาที่กำกวม. เหมือนที่กล่าวมาแล้ว จะทำงาน ด้วยอะไรก็ได้คือทำด้วยความยึดมั่นก็ได้ ด้วยความ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นก็ได้. เขาก็เลยฟังว่า เมื่อเรายังมีกิเลสอยู่ ที่จะให้ทำด้วย ความไม่ยึดมั่นนั้นทำไม่ได้ ; เขาเลยปัดเรื่องนี้ทิ้ง ไม่ทนอ่านคำ อธิบายอะไรหมด, คือจัดตัวเองเป็นผู้มีกิเลสหนา จะต้องมีความ ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าใครมาพูดว่า ทำงานด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ก็ไม่ยอมรับ ถือเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไปเลย.

น.14 ๑๔ ถ้าจะศึกษาให้เข้าใจ จะต้องทบทวนไปถึงข้อที่ว่า ; จิ ตนี้ มันว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นประจำ เป็นพื้นฐาน ; ความยึดมั่นถือมั่นเพิ่งมีมาเป็นครั้งคราว. เราจะต้องระวัง, อย่าให้มันเกิด ในขณะที่เราจะทำอะไรที่ เป็นงานสำคัญ, เป็นสิ่งสำคัญ : คือว่า พอเผลอ-มันเกิด, เผลอ- มันเกิด. แต่ตอนนี้เผลอไม่ได้ : เพราะมันมีระยะกาลมากพอ ที่จะให้ นึกให้คิด แล้วต้องไม่เผลอ : เมื่อคิดจะทำอะไร ไม่ใช่อารมณ์ มันกระทบวูบวาบ มันมีเวลาที่จะนึก จะคิดจะเตรียมตัวจะอะไรได้. เพราะฉะนั้น ให้มีหลักว่า "จิตมันว่างจากความยึดมั่นถือมั่น อยู่เป็นพื้นฐาน" ก็ใช้จิตชนิดนั้นไปก็แล้วกัน สำหรับคนที่ยังมี กิเลส, ที่ถือตัวว่ายังมีกิเลส และยังมีความยึดมั่นอยู่เสมอ. ทีนี้ คนเรามีปัญหาสำคัญเรื่องการทำงาน เพราะว่า ชีวิต มันอยู่ด้วยการทำงาน หรือว่ามีค่าเพราะการงาน, การงานก็เลย เป็นปัญหาสำคัญที่สุด. เพราะฉะนั้นผมจึงพูด โดยยกเอาการงาน ขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ อย่างที่ได้ยินกันอยู่เสมอ ๆ จนท่องกันได้ จนเอาไปร้องเพลงเล่นอะไรเล่นก็มี ; แต่ว่าจะเข้าใจหรือไม่ มัน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. ตามหลังปกหนังสือชุดมองด้านใน ได้สั่งให้บรรจุข้อความ ที่เป็นคำกลอนบทนี้ไว้เรื่อยไป; เชื่อว่าทุกคน หรือทุกองค์คง ได้ยินและจำได้ดีแล้วว่า : " จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยก ผลงานให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัว แต่หัวที." คำกลอน บทนี้ ภาษามันโสกโดกหรือบ้านนอก เช่น "พระกิน" ก็เป็นภาษาที่

น.15 ๑๕ ไม่เพราะ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ขอให้ ให้อภัย, ควรได้รับการอภัย ; ไม่ใช่เพียงแต่ว่าคำกลอนได้รับการอภัย ; ไม่ใช่เช่นนั้น. ผมมีเจตนาจะพูดให้รุนแรง ให้ฟังแล้วลืมยาก อย่างที่จะพูด ว่า : อย่างพระกิน "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัว แต่หัวที" คำว่า "หัวที" เป็นภาษาบ้านนอกภาษาบ้านนี้, คนกรุงเทพฯ ฟังไม่ค่อยรู้ เรื่อง นี้ก็ เจตนาที่จะใส่ลงไปอย่างนั้น เพื่อจะยืนยันว่า คำพูด อย่างนี้ เป็นคำพูดที่บ้านนอก พูดเข้าไปจากบ้านนอก อย่างน้อย ที่สุดก็เป็นการสอนภาษาคำใหม่ให้แก่ผู้สนใจสักคำหนึ่งว่า "แต่ หัวที” หมายความว่า แต่แรกเริ่มเดิมที, คำว่า "แต่หัวที" เป็น ภาษาทางปักษ์ใต้ เราต้องทำความเข้าใจมันให้ดี ทีละบรรทัด ๆ : จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง นี่คุณฟังดู มันมีความหมาย บอกอยู่แล้ว ว่าพูดกับคนที่ยังไม่หมดกิเลส ไม่สิ้นกิเลส; จึงต้อง ขอร้อง บังคับ ให้ทำงานด้วยจิตว่าง ถ้าเป็นผู้หมด กิเลสแล้ว ก็ไม่ต้อง ขอร้องบังคับ อะไรกันอีก, เขาก็ทำงานด้วยจิตว่างได้เอง. แต่นี่มันเป็นคำพูดสำหรับคนที่ยังมีกิเลส เป็นคำแนะนำขอร้อง, หรือเป็นคำบังคับในที่สุดว่า จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ถ้า ไม่อย่างนั้นแล้วแกจะแย่. ปัญหาอยู่ที่คำว่า "จิตว่าง" ซึ่งเรื่องนี้ก็พูดมามากแล้ว แล้ว ก็มีรายละเอียดที่ได้พูดไปแล้ว ไปค้นหาอ่านดูเอาเองบ้าง. ที่สำคัญ ที่สุดก็ต้องรู้ให้เต็มที่ว่า คำพูดแต่ละคำ แต่ละเรื่อง มันมีความ หมายเฉพาะของมัน ; ไม่ใช่แก่คนทั่วไป ที่ไม่เคยศึกษาเรื่องนี้. ฉะนั้นต้องถือว่า เป็น " ภาษาธรรม" ที่ต้องการความหมาย หรือคำอธิบายความหมายเป็นพิเศษ.

น.16 ๑๖ คำว่า “จิตว่าง" ก็ไม่ใช่อย่างที่นึกเอาเองว่า มันเป็นจิต ที่ไม่คิดนึกอะไร เหมือนกับคนไม่มีสติสัมปชัญญะ. ถ้าว่างไม่คิดอะไร หรือมากไปกว่านั้น มันเป็นเหมือนกับ หลับไปเลย แล้วจะทำอะไรได้ ; มันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่นั่นเอง. ทีนี้มันก็ยังเหลืออยู่ว่า "แกล้งทำว่าง" ถ้าแกล้งทำว่างมันก็เป็น ว่างอันธพาล, มันก็เป็นจิตว่างอันธพาล. ถ้าแกล้งทำว่างอย่าง ที่เรียกว่าไม่เข้าใจ แล้วก็ยังจะเอาประโยชน์อยู่ แกล้งทำว่างเพื่อจะ ไม่ต้องรับผิดชอบ อย่างนี้ก็กลายเป็นจิตว่างอันธพาล. แต่เรา มีความหมายตามหลักพระพุทธศาสนาจำกัดลง ไปว่า : จิตว่างในที่นี้ คือว่างจากความคิดนึก หรือ รู้สึก ประเภทที่มีความหมายเป็นตัวกู-ของกู. ความรู้สึกคิดนึกที่ มีความหมายเป็นตัวกู-ของกูมันกว้างมาก จะต้องสังเกต ศึกษา ให้เข้าใจ ให้รู้จักสิ่งนี้ : ถ้าไม่รู้จักสิ่งนี้ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจเรื่องนี้. ฉะนั้น จงอุตส่าห์พยายามแยกแยะ ทำการแยกแยะ ความคิดนึก รู้สึกของเรา ที่รู้สึกนึกคิดอยู่เป็นประจำวัน ; ว่า ชนิด ไหนมันว่าง, ว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกู ชนิด ไหนมัน ไม่ว่าง. โดยหลักทั่วไปแล้วก็พูดได้ง่าย : ความคิดความรู้สึกที่เจืออยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ นี้มันก็ไม่ว่าง : ถ้าไม่ เจืออยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ จิตก็ว่าง. ถ้าจะสรุปอีกทีหนึ่งก็ว่า : จิตเจืออยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ นั่นคือเห็นแก่ตัว , เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว เข้าข้างตัว ; เพราะ เห็นแก่ตัว จึงเกิดแตกแขนงเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ความคิดที่ ว่างก็คือ ไม่มีความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว หรือเป็นไปเพื่อตัว มันก็

น.17 ๑๗ เหลือแต่สติปัญญาบริสุทธิ์, เป็นความคิดนึกด้วยสติปัญญาที่ บริสุทธิ์. ทีนี้เ ราสอนกันยาก ที่จะแยกสติปัญญาบริสุทธิ์ออกมา จากสติปัญญาที่มันเป็นทาสของกิเลสตัณหา แต่ถึงอย่างไรก็ดี ; ขอให้สังเกตเอาเอง ไม่ต้องเชื่อผม. สังเกตเอาเองจากความคิดนึก ของตัวเองก็ได้ หรือจะดูจากผู้อื่น ที่เขาเป็นผู้คิดนึก ศึกษา ค้นคว้า เก่งก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็บูชาวิทยาศาตร์กันอย่างหลับหูหลับตา : ก็ลอง นึกถึงพวกนักวิทยาศาสตร์ ที่คิดค้นเรื่องวิทยาศาสตร์ดูบ้าง. ตัวอย่างเช่น : เราอ่านเรื่องดาวิน ค้นเรื่องชีววิทยา ว่าคนมา จากสัตว์อะไรทำนองนี้. ได้ทราบว่า เขาก็ต้องใช้เวลาเพ่งคิด อย่างเดียวกับโยคี มุนี เหมือนกัน ; เช่น ดาวินแกไปยืนอยู่ในสวน เพื่อดูสัตว์. เอาไม้เท้าค้ำยันไว้ข้างหน้า เพื่อจะเพ่งดู ; นิ่งเหมือน ตุ๊กตาหิน จนกระรอกหรือนก มาไต่อยู่บนตัวของเขา. ลองคิดดู ว่าความเพ่งคิดขนาดนั้นมันเป็นอย่างไร? มันลึกมันแหลมเท่าไร? แล้วมันเจืออยู่ด้วยความหมายแห่งตัวกู-ของกูได้หรือไม่? คุณคิดดูเองก็จะเห็นได้ เข้าใจได้ ว่าถ้ามี ความรู้สึกเป็น ตัวกู-ของกูติดเจืออยู่, เขาจะคิดหรือเพ่งอย่างลึกซึ้งอย่าง นั้นไม่ได้ ; มันกระสับกระส่าย. ความคิดเกี่ยวกับตัวกู-ของกู ในกรณีนี้ ถ้ามันมีอยู่ มันก็ต้องล้มเหลวนำมาซึ่งความล้มเหลว ล้มละลาย ไม่เป็นสมาธิพอ ที่จะเพ่งจนมองเห็นความลับอันลึกซึ้ง ของธรรมชาติ.

น.18 ๑๘ ดาวินเขาลืมทุกสิ่งทุกอย่าง : ลืมตัวหมด ตัวเขาชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน? เป็นอะไร? มีประโยชน์ได้เสียอย่างไร? ทำหน้าที่ อย่างไร? เพื่ออะไร? นี้ลืมหมด, มีแต่จิตล้วน ๆ ที่ฝังตัวเข้าไปใน ธรรมชาติ : คือตัวเขาหมดไป กลายเป็นธรรมชาติไป, หมดความ หมายที่เป็นตัวตนของตน, ตัวกู-ของกู ไม่มีเหลืออยู่เลย. จิตกลาย เป็นธรรมชาติล้วน ๆ แล้วก็เพ่งลึกถึงที่สุด ตามคุณสมบัติของมัน. ฉะนั้นเขาจึงเจาะแทงลงไปได้ถึงความลับของธรรมชาติ, รู้แนวตาม ความเป็นจริงของธรรมชาติตามที่เขาค้นพบ. นี่คือตัวอย่างที่ ทำงานด้วยจิตว่าง จากตัวกู-ของกู เรื่องของนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ยังมีอีก. เช่น ไอน์สไตน์ ซึ่งมีชื่อเสียงมาก. คุณก็ต้องทายได้ ว่าแกคิดค้นอะไร ; มันก็ เป็น จิตอันแหลมลึกลงไปถึงธรรมชาติ. เป็นตัวอันเดียวกันกับ ธรรมชาติ, ไม่มีวี่แววแห่งตัวฉัน ของฉัน เพื่อประโยชน์ของฉัน ได้เสียของฉัน อะไรเหลืออยู่. ด้วยเหตุนี้ไอน์สไตน์จึงคิดอะไรได้ถึง ขนาดที่เรียกว่า เป็นอัจฉริยมนุษย์ จนคนในโลกสมัยนี้ยกให้เป็น อัจฉริยมนุษย์. สูตรที่เอามาใช้ทำระเบิดปรมาณูได้ อะไรได้ ก็เป็นฝีไม้ลายมือของบุคคลที่ "คิดด้วยจิตว่าง" ชนิดที่เราพูดกัน. ไม่ว่าจะเป็นนักคิด นักค้นคว้า นักพิสูจน์คนไหนก็ตาม ต้อง ทำงานด้วยจิตว่างทั้งนั้น. ถ้ามีวี่แววแห่งตัวกูเมื่อไร ก็เป็นอัน ล้มละลายทันทีเมื่อนั้น : จะต้องออกจากฌานเมื่อนั้น จะต้องออก จากความเพ่งคิดเมื่อนั้น : เช่น คิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว คิดถึง ความสำเร็จ ความไม่สำเร็จ ที่จะทำงานครั้งนี้ คิดอย่างนี้งานจะ ล้มละลายทันที.

น.19 ๑๙ ความคิดเรื่องสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะต้องไม่เข้ามาอยู่ในหัว เลย : มันมีแต่ดิ่งลงไป-ดิ่งลงไป-ดิ่งลงไป จนกว่าจะหมดเรี่ยว แรงของมันสมอง สำหรับคิดในวันหนึ่ง ๆ รุ่งขึ้นก็ทำต่อไปอีก เขา ไม่ได้คิดว่าเขาทำเพื่อใคร รับจ้างใคร เห็นแก่ใคร หรือมีความ จำเป็นอะไรมาบังคับให้ทำ. ถ้ามีการกระทำเพื่อรับจ้างใคร หรือเพื่อรับผิดชอบอยู่กับใคร ผูกพันอยู่กับใคร เขาต้องปัดทิ้งมันไปหมด, ในเวลานั้นต้องปัดทิ้ง ไปหมด ; แล้วต้องเป็นเรื่องที่คิดกันตกหรือว่าปลงตก หรือว่าได้ วางรูปของเรื่องสำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยไม่ต้องไปคิดถึงอีก. สมมติว่าไอน์สไตน์คิดทฤษฎีที่จะช่วยอเมริกา ที่มีบุญคุณ แก่ไอน์สไตน์ เขาต้องปัดทิ้งไปหมด : อเมริกาหรือยิว ของฉันหรือ แก หรือฉัน, บุญคุณหรือไม่บุญคุณ ต้องปัดทิ้งไปหมด : เหลือแต่ จิตที่ว่างจากเรา จากเขา จากได้ จากเสีย จากอันที่เป็นตัวกู- ของกูหมด : จิตจึงเปลี่ยนสภาพเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เข้าถึง ธรรมชาติอันลึกซึ้งได้. อันนี้คือตัวอย่างของการทำงานด้วย จิตว่าง. เขาอาจจะนึกว่า ที่เราทำนี้เพื่อใช้หนี้ประเทศอเมริกาที่มี บุญคุณแก่พวกยิว. พอคิดเท่านี้แล้วก็เลิกกัน, ต้องรีบเลิกกัน ; ตัวกู-ตัวสูไม่ให้มาสูสีอีกต่อไป. ให้เหลือแต่หน้าที่ ; แล้วก็ ทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่. ดังนั้นจึง ทำงานด้วย จิตว่าง อย่างแหลม ลึกที่สุด : เหมือนกับที่เรียกว่า มีตาเป็นไฟ มองไปทางไหนไหม้ พินาศเป็นจุลทะลุปรุโปร่ง เหมือนกับยักษ์ตัวที่เคยเล่าให้ฟังมา แล้วนั้น.

น.20 ๒๐ แต่เขาไม่ได้ทำเพื่อเอาประโยชน์เหมือนยักษ์ตัวนั้น, ยักษ์ตัว นั้นมันเอาประโยชน์เพื่อตัวเอง. เขาต้องดีกว่าไปอีก ; เขาทำงาน เพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, เวลานั้นไม่มีฉัน ไม่มีเรา ไม่มีของ เรา ไม่มีใครได้ ไม่มีใครเสีย ; เวลานั้นไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นยิวที่ เป็นหนี้บุญคุณอเมริกัน เขาเหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์ เขาเหลือแต่ปัญญา ที่บริสุทธิ์ : เขาจึงพบอะไรที่คนธรรมดาไม่พบ ขณะนั้นเขาจึงลืม อะไรอย่างที่ไม่น่าเชื่อลืมสิ่งที่ไม่จำเป็นทั้งหมด : กินข้าวแล้วหรือยัง, อะไรอยู่ที่ไหน, ไม่ต้องรู้. บนโต๊ะทำงานของเขารกยิ่งกว่ารังหนู ยิ่งกว่าโรงวัว : เพราะจิตไม่มาคำนึงอยู่ที่เรื่องสวยงาม เรื่องอะไร ๆ ที่บนโต๊ะทำงาน, จิตมีแต่จะแทงให้ตลอดในสิ่งที่เขาเพ่งคิด. อีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้าความเพ่งคิดมันมากอย่างผลุนผลัน. เป็น จิตว่างมาก เต็มด้วยสติปัญญา มากอย่างผลุนผลัน เหมือน อย่างนักปราชญ์กรีก อาคิมีดิส คนที่คิดเรื่องความถ่วงจำเพาะ ออกนั้น. เขาคิดออกในห้องน้ำ : จิตก็เพ่งทะลุปรุโปร่งอยู่แต่เรื่อง นั้น จนวิ่งเปลือยกายออกมาข้างนอกร้องว่า "พบแล้วโว้ย ๆ" จิต ว่างมีปัญญาเต็มที่ มันต้องมากถึงขนาดที่ลืมไปว่า ผ้าไม่ได้นุ่ง ก็วิ่งออกมาได้ : นี้เขาลืมอะไรทุกอย่างหมด, มันเหลือแต่ความคิด ที่แหลมเป็นไฟกรดแทงทะลุปรุโปร่งทุกสิ่งที่เป็นความลับของ ธรรมชาติ. นี่ตัวอย่างการทำงานด้วยจิตว่างแท้ ๆ เป็นอย่างนี้. ถ้า เวลาอื่นซึ่งไม่ใช่เวลาทำงาน ก็อาจมีตัวกู มีครอบครัว มีลูกมีเมีย มีได้มีเสีย มีอะไรไปตามแบบของเขา ; นั้นมันคนละตอน คนละที่ คนละเรื่อง. แต่ถ้า เมื่อทำงานก็ต้องทำงานด้วยจิตว่าง, ต้อง

น.21 ๒๑ ไม่มีอะไรมาบังคับ, ต้องไม่ไปมีข้อผูกพันกับเรื่องอื่น ; มันก็เป็นอยู่ ด้วยความว่าง ทำงานด้วยจิตว่างนี้ได้ตลอดเวลา. เดี๋ยวนี้คนทำงานไปพลางแล้วประหม่าไปพลาง, คนทั่วไป ทำอะไรอยู่ก็ตาม มันประหม่าไปพลาง : เช่นวิตกว่าจะไม่ประสบ ความสำเร็จ เนื่องด้วยตัวกู-ของกูมันบีบคั้นอยู่อย่างแรงตลอด เวลา. ที่โต๊ะทำงานนั้น มีแต่เรื่องตัวกู-ของกูบีบคั้นอยู่ตลอด เวลา. เพราะฉะนั้น มันจึงปวดหัว ผู้จัดการคนนั้นจึงปวดหัวและ เป็นโรคเส้นประสาทตาย, เขาไม่ได้ตัดเรื่องประหม่าเรื่องวิตก กังวล เรื่องอะไรออกไปเสีย ; เขาจึงคิดมันไม่ได้, แล้วงานของเขา มันก็ไม่มีระเบียบ มันสับสนวุ่นวายกันไปหมด. นี่เรียกว่าทำงาน ที่ต้องใช้สติปัญญามันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ แม้แต่งานที่เลว หรือที่เรียกกันว่างานต่ำงานเลว โดย ไม่ต้องใช้สติปัญญา : งานเช็ดถูปัดกวาดอย่างนี้ : ถ้าเช็ดถูปัดกวาด ไปพลาง โมโหไปพลาง มันก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น : เช่น กวาด บ้าน กวาดเรือน กวาดห้อง ถูพื้นอะไรไปพลางนี้ แล้วโมโหอะไร ไปพลาง ; แล้วจะเอาอะไรมาทำให้ดีได้ หรือถ้าคิดว่า จะทำให้ ถูกใจนาย, จะได้รับรางวัล จะต้องมีความอยากมีความหวังเพื่อ บากบั่นทำงานนี้ : อย่างนี้มันก็ไม่พ้นที่จะเป็นทุกข์ ; แล้วงานนั้น มันก็ไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนกับคนที่ลืมอะไรไปหมด มีแต่ใจ จดจ่ออยู่แต่สิ่งที่กำลังทำเท่านั้น. การทำงานโดยหวังจะได้อะไรตอบแทนนั้นมันเป็นเรื่อง ตัวกู-ของกู ที่ทำกันจนเคยชิน : ถ้ามีใครคอยดู คอยจะให้รางวัล อยู่ก็ทำดี : พอไม่มีใครแอบดูอยู่ก็ทำอีกอย่างหนึ่ง. หรือทำต่อ

น.22 ๒ ๒ หน้าคนที่มีอำนาจ หรือคนรักใคร่แล้วก็ทำดี, ลับหลังก็ทำอีกอย่าง หนึ่ง ; มันก็เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ; แล้วอย่าไปหวังว่างานนั้น มันจะดี, หรือว่าดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้ ในเมื่อทำด้วยจิตใจที่ฟุ้งซ่าน มันมีจิตใจฟุ้งซ่านอยู่อีกแบบหนึ่ง คือมีความระแวงระวังว่าจะต้อง ทำให้ถูกใจคน ที่เขาจะบันดาลอะไรให้ได้ ; ไม่ได้ทำด้วยกำลังใจ ทั้งหมด : อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่ได้ทำด้วยจิตว่าง. และเมื่อไม่ได้ทำ ด้วยจิตว่าง มันจะดีเท่ากับที่ทำด้วยจิตว่างนั้นเป็นไปไม่ได้ ; แม้ ทำงานอย่างเดียวกัน รายเดียวกัน. ถ้าคิดจะทำให้ถูกใจ นายจ้างบ้าง คนรักบ้าง หรืออะไร ก็ตาม : คิดทีแรกพอ รู้สึกทีแรกก็พอ, ตกลงใจทีแรก ก็พอแล้ว. พอลงมือทำงานเข้าจริง ๆ ต้องทำด้วยจิตว่าง : คือไม่มี กู มี สู, ไม่มีเรามีเขา ; มีแต่สติปัญญา แล้วก็แรงงานที่จะระดมลงไป พร้อม ๆ กัน. ใช้แรงงานด้วยสติปัญญา ของจิตที่ไม่ฟุ้งซ่านแล้วจะ ทำได้ดีกว่า ; แม้แต่งานเช็ดบ้าน ถูบ้าน. แล้วในที่สุดผลมันจะ วกกลับมาเป็นการถูกใจนายจ้างหรือคนรัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. แต่ถ้าเขาทำด้วยจิตวุ่นอยู่ด้วยความฟุ้งซ่านอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว มันต้องมีเผลอ, ต้องมีเผลอส่วนนั้นส่วนนี้ จะเหลือขี้ฝุ่นไว้เป็น ทาง ๆ ก็ไม่แน่. การทำงานด้วยจิตวุ่น มันมีเผลอแน่ มันต้องมีเผลอ เพราะ ว่าจิตไม่ได้มุ่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในการทำงาน วุ่นคิดไปตามความ อยากความหวังอยู่, ฉะนั้นถ้าเรา จะทำงานให้มีผลดี พอลงมือ

น.23 ๒๓ ทำงานละก็ต้องเป็นเรื่องจิตว่าง, จากตัวกู ตัวสู, จากเขาจาก เรา, จากได้ จากเสีย, จากขาดทุน จากการมีกำไร, จากอะไร ทั้งหมด ; แล้วจะไม่ปวดหัว, แล้วงานก็จะไม่มีความหมายเป็น การงาน แต่จะเป็นของสนุกเหมือนของเล่น. เรื่องนี้พูดแล้วเมื่อวันก่อน ว่า ทำการงานโดยให้สูญเสีย ความหมายของการงาน ให้กลายเป็นการเล่น ; งานก็กลายเป็น ของสนุก นี่เคล็ดลับของการทำงานด้วยจิตว่าง ; คือทำให้ การงาน-เป็นของสนุก. ถ้าทำงานด้วยจิตวุ่น การงานก็กลาย เป็นของทุกข์. นี่ผมพูดมาถึงอย่างนี้แล้ว คุณก็ควรจะเข้าใจได้ ทันทีว่า : ทำงานด้วยจิตว่างหรือทำงานด้วยจิตวุ่น มีสอง อย่างเท่านั้นเอง. ถ้าทำงานด้วยจิตวุ่น คือ มีตัวกู-ของกู มีได้มีเสีย มีขาดทุน มีกำไร มีอะไร : นั่นล้วนแต่มีความหมายแห่งความมีตัวกู-ของกู ทั้งนั้น : นี่แหละทำงานด้วยจิตวุ่น : มันมีอะไรร้อยแปดประดัง กันเข้ามาเพื่อให้เกิดความฟุ้งซ่าน. ทีนี้ ถ้าเราทำงานด้วยจิต ว่าง จะไม่มีความรู้สึกชนิดนั้น เข้ามารบกวนเลย ; เหลือแต่สติ ปัญญาล้วน ๆ เหมือนที่ดาวินใช้เพ่งต้นหมากรากไม้ หญ้าบอน จนกระรอกขึ้นมาไต่อยู่บนหัว : ก็แปลว่าใช้กำลังทั้งหมดของจิตได้ โดยไม่ถูกอะไรรบกวน. นี่ทำงานด้วยจิตว่าง กับทำงานด้วยจิต วุ่น มันต่างกันอย่างนี้. ทีนี้มันก็มีพิเศษอยู่ว่า บางคนมีนิสัยหรือมีบุญ มีนิสัยที่จะทำ อย่างนั้นได้โดยง่าย : เรียกว่ามีพรสวรรค์ หรือว่ามีอะไรแล้วแต่ จะเรียก ที่จะทำให้เป็นอย่างนั้นได้โดยง่ายก็มี : มันก็จริงเหมือนกัน.

น.24 ๒๔ บางคนไม่ค่อยจะมีนิสัย เหมือนกับคนมีโรคจิตไม่สมประกอบ อยู่ด้วย ละก็ทำยาก. ฉะนั้นคนบ้า ๆ บอ ๆ คนบ้าจี้ ก็ทำไม่ได้ ; เขาต้องมีบุญถึงขนาดว่า เป็นคนที่มีร่างกายจิตใจถูกต้อง ตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; แล้วก็ได้รับการฝึกฝนอบรมมาตั้งแต่เล็ก ให้เป็นผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่บากบั่น กระทั่งหัดทำสมาธิได้อย่าง นี้ : จึงจะทำอย่างนั้นได้โดยง่าย. การทำงานด้วยจิตว่าง ยากแก่คนทั่ว ๆ ไป ที่มีจิตใจไม่ สมประกอบ ; เพราะฉะนั้นที่เรียกว่าอัจฉริยมนุษย์จึงมีน้อย ; แต่ว่าไม่ใช่เพราะธรรมชาติกำหนดมาให้น้อย ให้ตายตัว อย่าง นั้น : มันเป็นความเหลวใหลของมนุษย์อยู่ด้วยแทบทั้งนั้น ซึ่งไม่รู้ จะโทษใครได้, ความเหลวใหลของมนุษย์ ของบิดามารดา ของ ลูกของหลานของเด็ก ของอะไรเองนี้ มันมีมากเกินไป. ธรรมชาติสร้างมาพอใช้ได้ทั้งนั้น แต่แล้วมาทำเสียหมด ทีหลัง : มีนิสัยสะเพร่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวกู-ของกู ไปเสีย ตะพืด เห็นแก่ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ; ในที่สุดมันก็ไม่มี จิตที่จะมีกำลังเป็นสมาธิ. และไม่มีปัญญาเฉียบแหลม เพราะ สมาธิมันมีไม่ได้. ฉะนั้นเราจึงหาคนอย่างไอน์สไตน์ หรือดาวิน นี้ไม่ค่อยพบ : มีบ้างสองสามคนก็ไปคิดแต่เรื่องวัตถุเสียอีก. ถ้าคนอย่างไอน์สไตน์ หรือดาวิน หรือคนอื่น ๆ อีกหลายคนนี้ ถ้าเขามาคิดเรื่องวิญญาณบ้างก็จะวิเศษ ; นี่จึงพูดได้ว่า อัจฉริยะ มนุษย์นั้นมีน้อย แล้วที่มีน้อยนี้ก็ไปคิดแต่เรื่องวัตถุเสียอีก ไม่หันมา คิดค้นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณกันบ้าง. นั้นก็เรียกว่ามันเป็นความ บกพร่อง หรือความเหลวไหลของมนุษย์ มากกว่าของธรรมชาติ.

น.25 ๒๕ แต่เดี๋ยวนี้เราได้พูดกันแล้ว ได้ตกลงกันแล้ว ว่าเรา จะมุ่ง ตรงไปยังเรื่องความดับทุกข์ เราเกิดมาเพื่อจะดับทุกข์ ; ฉะนั้นจึงต้องหันความหวังความต้องการ ความสนใจของเรา มาในเรื่องทางวิญญาณ, และก็ในลักษณะที่ทุกคนจะทำได้ สำหรับจะได้ไม่เป็นทุกข์. ดังนั้นถ้า ไม่อยากเป็นทุกข์ก็ต้องทำงานด้วยจิตว่างแล้ว งานก็จะสนุกด้วย แล้วผลงานก็จะดีเลิศด้วย. เรื่องที่ว่าจะทำอย่างไร เพื่อใคร ได้เสียอย่างไรนั้น อย่าให้ มันเหลืออยู่ ในเวลาที่ลงมือทำงาน ให้เป็นเรื่องที่คิดไว้แต่ทีแรก เรากำหนดลงไปแน่นอนแล้ว, แล้วก็อย่าไปปรารถนาเกินกำลังของ สติปัญญา, อย่าไปรับภาระหน้าที่เกินความสามารถของตน, ให้ความสามารถมันเจริญงอกงามไปก่อน จึงค่อยขยายหน้าที่ ความรับผิดชอบตามออกไป. เดี๋ยวนี้มักจะอวดดี กล้ารับมอบ หมายนั่นนี้เข้ามาเกินความสามารถของตน ; ก็เลยทำงานแบบ ผักชีโรยหน้า หน้าไหว้หลังหลอก ; มันก็เสียหายกันใหญ่โต. เราต้องทำงานอย่างบริสุทธิ์ มีเจตนาบริสุทธิ์ ; เมื่อเห็นว่างาน ที่ทำนั้นมันมีค่าพอแก่การเสียสละ แล้วก็ลงมือทำ. ทีนี้แม้งาน ประจำวัน หน้าที่ประจำวันที่ไม่ค่อยมีค่ามีราคามากมายนี้ก็ ต้อง ทำงานด้วยจิตว่าง ไม่เช่นนั้นมันจะตกนรกทั้งเป็น, หยุม หยิม ๆ ๆ ๆ ไปทั้งวัน ๆ นี้แม้จะเป็นงานปกิณกะเบ็ดเตล็ดก็ดี, จะเป็นงานชิ้นเอกในชีวิตก็ดี ; ก็ต้องทำด้วยจิตว่างทั้งนั้น .. ปัญหาสำคัญ มันอยู่ที่ข้อนี้ข้อเดียวคือ "ทำงานด้วยจิตว่าง", ในส่วนที่ขยายความออกไปเป็นว่า ยกผลงานให้ความว่าง

น.26 ๒๖ กินอาหารของความว่าง นั้นมันก็เพื่ออธิบายปัญหาข้อแรกมาก กว่า. ถ้าเราเข้าใจข้อแรก หรือปฏิบัติได้ : ข้อต่อไปมันก็ไม่ค่อย เป็นปัญหาอะไร. เพราะฉะนั้นต้องพูดกันมากหน่อยก็บรรทัดแรก ที่เรียกว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ; ไปทำให้ได้เถอะก็จะรู้จัก "ยก ผลงานให้ความว่าง" หรือ "กินอาหาร ของความว่าง” ได้ เอง ; แต่เราก็จะพูดถึงเหมือนกันในวันอื่น. วันนี้จะพูดให้ชัดในข้อที่ว่า ทำได้อย่างไร ทำงานด้วย จิตว่าง? แล้วเป็นจิตว่างชนิดไหน? ถ้าไปสังเกตดูอย่างที่บอกแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า : อย่างไหน จิตว่าง อย่างไหนจิต ไม่ว่างจากตัวกู ; สังเกตพบแล้ว มันก็ ง่าย ; จึงพูดได้ว่าทำงานด้วยสติปัญญา, หรือว่าทำงานด้วยกิเลส. ถ้าจิตว่างก็ทำงานด้วยสติปัญญา. ถ้าจิตวุ่นก็ทำงานด้วย กิเลสตัณหา ; มันมีเท่านี้ .. ไปถูบ้าน ถูเรือน ทำงานกลางดินชั้นต่ำชั้นเลว กวาดขยะ มูลฝอย ก็เหมือนกัน ; มันก็ต้องตั้งปัญหาว่า นี้กำลังทำด้วย สติปัญญา หรือทำด้วยกิเลสตัณหา คือมันประกอบด้วยสติ ปัญญา หรือประกอบด้วยกิเลสตัณหา ; นี่บทเรียนมีอยู่อย่างนี้ถ้า ทำด้วยกิเลสตัณหา ก็จะต้องรู้ให้ได้ ว่าทำด้วยกิเลสตัณหา ; แล้ว ควรจะทำอย่างไรต่อไป. มันก็ควรจะแสดงบาปแก่ตัวเอง แล้วก็ ไม่ทำอีก, คือกลับใจไม่ทำอีก ; ก็มีอยู่เท่านั้นเอง ; จนกว่ามันจะเป็น นิสัย คือต้องทำงานด้วยสติปัญญา, ไม่ทำงานด้วย กิเลสตัณหา. เรื่องที่เราพูดกันนี้ มันก็มากจนเหลือจะมากแล้ว, ส่วนที่ท่อง บ่นก็มากเหลือที่จะมากแล้ว ; ทำไมจึง ไม่ได้รับประโยชน์ ;

น.27 ๒๗ ก็เพราะมัน ไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าทำงานด้วยสติปัญญา : ดังนั้นจึงต้องมีสติปัญญาแล้วก็มีความบริสุทธิ์. แต่เราไม่ค่อย พูดถึง ว่าทำงานด้วยสติปัญญา ไม่ทำงานด้วยกิเลสตัณหา ; นี้ก็หมายความว่ามีความจริงใจ หรือมีความบริสุทธิ์อยู่ในตัว ; และปัญญานี้ก็ต้องหมายถึงปัญญาที่ว่างจากตัวกู-ของกู. สติ ปัญญา ในที่นี้หมายความว่า มันมีอยู่ในขณะที่จิตว่างจาก ตัวกู-ของกู. พอจิตมีตัวกู-ของกูเกิดขึ้น : ปัญญาก็เปลี่ยนรูป, เป็นปัญญา ชนิดที่เรียกว่า หลอกลวง, เป็นความเฉลียวฉลาด เป็นไหวพริบ, เป็น cunning เป็นอะไรที่ล้วนเพื่อตัวกู-ของกู ; แล้วโลก ก็ต้อง การปัญญาอย่างนั้นเสียด้วย, ต้องการปัญญาเพื่อตัวกู-ของกู ที่หลอกลวงเป็นลิงหลอกเจ้าเรื่อยไป ; ไม่ต้องการสติปัญญาที่ บริสุทธิ์. เมื่อพูดถึงสติปัญญาจะต้องเป็นปัญญาจริง ปัญญาบริสุทธิ์ ด้วย, อย่าไปเอาปัญญาปากตลาด ที่สักเรียกว่าปัญญาชนิด "เอา ตัวรอดเป็นยอดดี" นี่เขามุ่งหมายเพียงเท่านี้ : สติปัญญาชนิดนั้น มันคนละเรื่องกัน. ขอให้จำไว้ให้ดีว่ามันเป็น สติปัญญาของกิเลส ตัณหา มันก็ยังมีอยู่ประเภทหนึ่ง ; มันไม่ใช่สติปัญญาบริสุทธิ์. ไปดูเสาที่มีรูปอวโลกิเตศวร เราเขียนไว้ว่า สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี. คำว่าสุทธิต้องมาก่อน สุทธิ คือบริสุทธิ์ตรงไม่โกง, สี่เหลี่ยมสี่ด้าน : มันต้องมีสุทธิคือจริง หรือบริสุทธิ์นี้มาก่อน : แล้วปัญญามันก็ไม่โกง ; แล้ว เมตตา ก็บริสุทธิ์ : เหมือนเมตตา ประเภทที่ ๓ ที่ว่า ไม่ใช่เมตตาประเภทที่ ๑ ที่ ๒ ที่ยังสกปรก

น.28 ๒๙ หรือว่ามันยังมีตัวกูอยู่. แล้ว ขันตีนี้ก็จะ ไม่เหน็ดเหนื่อย ; ถ้า เป็นขันตีของสติปัญญานี้มันไม่ต้องทนขนาดที่ว่า เลือดตาไหล ; เพราะมีเรื่องบริสุทธิ์นำหน้า. ปัญญาอย่างเอาตัวรอดเขาเรียกว่า โลกิยปัญญา คือ ปัญญา ของกิเลสตัณหามันอีกอย่างหนึ่ง, เป็นปัญญาอย่างชาวบ้าน ภาษา ฝรั่งเขาเรียกว่า cunning เหมือนที่เคยพูดก็ถูกแล้ว. เพราะมัน ไม่ใช่ wisdom; ภาษาบาลีเรียก เ ฉโกก็ถูกแล้วไม่เรียกว่าปัญญา ; แต่มันเป็นบาปกรรมที่ภาษาไทยไปเรียกปัญญา เหมือน ๆ กันไป หมด : เฉโก ก็เรียกปัญญา. ปัญญาบริสุทธิ์ ก็เรียกปัญญา ; คนก็เลยเวียนหัว ฉะนั้นอย่าเอามาปนกัน. จะเล่าเรื่อง เฉโก ปัญญาที่ดี ชั้นดี อย่างโลก ๆ สักนิดหนึ่ง ก็ได้. คนที่เป็นเทศาฯ ที่อยู่เมืองตรัง ชื่อพระยารัชฎาฯ เป็นถึง เทศาฯ, พระพุทธเจ้าหลวงให้เป็นเทศาฯ, ไม่รู้หนังสือไทย ; หนังสือ จีนก็ดูเหมือนจะพอเขียนชื่อได้, หนังสือไทยก็พอจะเซ็นชื่อได้เท่า นั้น. นี่มีปัญญาแบบชาวบ้าน ปัญญาแบบโลกิยะก็เป็นเทศาฯ ได้. แล้วก็ทำงานได้ประโยชน์ ได้ผลกว้างขวางมากมาย ดีกว่าเทศาฯ ที่รู้หนังสือหรือที่เป็นมหาเปรียญเป็นอะไรเสียอีก. และติดัฒน์ มีคนเขาเล่าให้ผมฟังยังนึกขัน แล้วไม่ค่อยจะลืม ; ว่ามีแขก กำลังคุยอยู่ด้วย แล้วก็มีโทรเลขส่งมา, เลขานุการเอาโทรเลขมา ส่งตามเคย, เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ถ้าเป็นเวลาปกติเทศาฯ ท่าน จะให้เลขานุการอ่านโทรเลขนั้น : แต่ทีนี้มีแขกอยู่ จะทำอย่างนั้นก็ ดูจะเป็นปมด้อย ก็เลยฉีกโทรเลขทำทีถือมาอ่านเอง, ทั้งที่อ่าน หนังสือไทยไม่ได้. เวลาถือมาอ่านก็เอาหัวลง ; เลขาฯ โง่ก็บอก

น.29 ๒๙ ท่านว่า ท่านอ่านเอาหัวลง. ท่านก็เลยฟาดหัวเลขาฯ โง่ด้วยกล้อง สูบยาแดงดังโป๊ก แล้วบอกว่า กูอ่านได้! หัวลง กูอ่านได้! ที่จริง คนธรรมดาก็อ่านหนังสือเอาหัวลงได้เหมือนกัน หนังสือหัวลงเรา ก็อ่านได้. นี่เป็นเทศาฯ ที่ว่ามีปัญญาอย่างพอตัว ในเรื่องปัญญา ทางโลก. เลขาฯ กลับเป็นคนโง่อวดดีหรือทำอะไรมากเกินหน้าที่. อีกเรื่องหนึ่งเมื่อตัดถนน ระหว่างพัทลุงกับตรัง ต้องผ่าน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลึกลับซับซ้อนเหล่านั้น. คนงานเขาไม่กล้าที่จะเข้า ไปในดงนั้น หรือว่าไม่กล้ากินน้ำไม่กล้าทำอะไร. เทศาฯ คนนี้ก็ ถ่ายปัสสาวะรดแล้วบอกว่า : "เอ้า! กูเยี่ยวรดแล้วมึงกินน้ำนี้, ไม่มีผีไม่มีอะไร ; ไม่มีผีที่จะหักคอมึง." คนงานก็เลยต้องทำงาน ต้องกินน้ำ ต้องทำอะไร การตัดถนนก็สำเร็จ ด้วยปัญญาของคนที่ ไม่รู้หนังสือ. ปัญญาอย่างนี้ก็น่ากลัวเหมือนกัน, คือว่ามากมาย มหาศาล, เป็นปัญญาของตัวกู-ของกู หรือในฝ่ายของโลกิยะ ต้องอาศัยกิเลสตัณหาชั้นดีมาช่วย. แต่นั่นมันเรื่องโลก เอามาใช้ ในทางธรรมอย่างนี้ไม่ได้ : มันเป็น cunning, เป็นเฉโก เป็นอะไร ทำนองนั้น. ดังนั้นถ้าผมพูดว่า " จิตว่างประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา" มันเป็นเรื่อง ความรู้จริงมีความเป็นอันเดียวกันกับธรรมชาติ. "ความรู้" ที่จิตมันเป็นอันเดียวกันกับธรรมชาติ มันก็รู้ธรรมชาติ นี่ภาษาไทยทำให้เราลำบาก, ภาษาไทยทำให้คนไทยลำบากก็ น่าหัว. เพราะฉะนั้นไปคิดเอาเองก็แล้วกัน ว่ามันจะต้องมีคำอะไร สักคำหนึ่งที่เป็นชื่อของปัญญาชนิดนี้ ; แต่เอาละ ภาษาบาลีชั้น หลังก็อย่าไปไว้ใจนัก.

น.30 ๓๐ บทกรวดน้ำที่สวดกันอยู่ทุกวันมีคำ เฉโก ธมฺมฺถ โกวิโท. เฉโกนี้ไปยืมมาใช้ผิด ๆ เป็นผู้ฉลาดไหวพริบอย่างโลก ๆ, ยืมมา ใช้อย่างปัญญาบริสุทธิ์. แต่เฉโกนี้เป็นปัญญาชนิดที่เรียกว่า เพื่อ เป็นไปตามเรื่องของตัวกู-ของกู. นั้นเป็นบาลีแต่งใหม่ยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่เราเอาความเคยชินของเรามาใช้ในเรื่องปัญญา- ปัญญา-ปัญญา. ลูกคนนี้มันมีปัญญาชนิดขโมยเก่ง, มันเป็นเรื่อง ไหวพริบ เป็นเรื่องเฉโก ไปทั้งนั้น. ถ้าจิตว่างจริง จะมีปัญญาบริสุทธิ์, สติปัญญาบริสุทธิ์ สะอาดจากตัวกู-ของกู แล้วก็ทำงานได้ดีเลิศ ; งานก็เป็นของ สนุก, ไม่รู้สึกว่าเป็นการงาน เขาเอาชนะการงานได้. ในเมื่อคุณ ทำงานประจำวันอยู่ ก็ช่วยทดสอบข้อนี้ด้วย : ว่ามันสนุกหรือเปล่า? เป็นการงานหรือเปล่า? ถ้ายังมีความหมายเป็นการงานอยู่ละ จิตยัง ไม่ว่าง. ไปดูให้ดี ๆ : ทำเสียใหม่ให้จิตว่าง ; เพื่อว่าจะได้ เป็นผู้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่างดูบ้าง อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องทำ ให้เป็น : ขณะที่ทำงานนั้นต้องว่าง ขณะอื่นจะวุ่นบ้างก็ตามใจ หรืออยากจะวุ่นสนุก ๆ บ้าง, ก็เก็บเอาไว้เวลาอื่น ; อย่าให้มันวุ่น ในขณะที่ทำงาน ก็จะไม่เสียหลาย. การที่จะมีตาไฟ ตากรด มองอะไรว่างไป ไม่มีตัณหา ไม่มี ความทุกข์ มันต้องมีความรู้มากถึงขนาดที่เรียกว่า แม้แต่งานก็ถูก มองให้ว่างไป จนไม่มีความหมายว่าการงาน ; ทำลายความหมาย ของคำว่าการงานให้หมดไป การงานก็กลายเป็นเรื่องเล่น สนุก ; มันก็จะมีความสบาย มีความครื้นเครง อะไร อยู่ในการ งานนั้น. ผู้จัดการก็ไม่ต้องปวดหัว. แม่บ้านก็ไม่ต้องปวดหัว,

น.31 ๓๑ คนใช้ก็ไม่ต้องปวดหัว, คนกวาดถนน คนแจวเรือจ้างก็ไม่ต้อง ปวดหัว ; เพราะว่าเขาไม่ได้ทำการงานนั้น, เขาเล่นสนุกอะไรอยู่ อย่างหนึ่ง. นี่ความหมายชนิดพิเศษ เฉพาะประโยคที่ผมพูดขึ้นเองว่า จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง มันมีอยู่อย่างนี้. เอาไปคิดดู ให้ดี ; จะได้มีอำนาจพิเศษลึกลับ เหมือนกับยักษ์หรือฤาษี หรือมุนี ที่มีอำนาจเผาผลาญ สิ่งซึ่งเป็นอุปสรรคศัตรูที่ขวางอยู่ข้างหน้าให้ วินาศไปไม่มีเหลือ. เอาละพอกันที ตามเวลาที่เลยไปบ้าง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต