Buddhadasa.org

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน ตอนที่ ๒ — ๒. ทำไมจึงใช้คำว่าจิตว่าง

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.32 วันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า : " ทำไมจึงได้ใช้คำว่า จิตว่าง?" ในครั้งที่แล้วมาได้พูดโดยสรุปว่า "ให้ทำงาน ทุกชนิดด้วยจิตว่าง." ทีนี้ก็มีความเนื่องกันในการที่ใช้ คำว่า จิตว่าง. มีบางคนเข้าใจไปว่าเป็นการแกล้งหาคำ หรือแกล้งสรรคำมาใช้ตามชอบใจ, หรือว่าเพื่อให้เกิดการ กระทำชนิดที่เป็นการอุตริ. อย่างบ้านนี้เขาเรียกว่า ทำอย่างแผลง ๆ คือทำอุตริให้เป็นของ ขบขันน่าทึ่ง หรือแปลก ๆ ; ถึงกับบางคนขอร้องให้เปลี่ยนคำนี้ เสียใหม่ ; แนะนำว่าควรจะใช้คำอย่างอื่นเช่นคำว่า จิตบริสุทธิ์ หรือจิตสว่าง หรือว่าจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นไปเลย. นี่จึงต้องพูด เรื่องนี้กันเสียบ้างว่า ทำไมจึงใช้คำว่าจิตว่าง ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อ ความเข้าใจผิด หรือถือเอาผิด. ก ารที่ได้ใช้คำหมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิดนี้ ไม่มีเจตนา ที่จะใช้ หรือว่าแกล้ง ใช้คำที่ว่ามันโลดโผน หมิ่นเหม่ต่อความ เข้าใจผิด ; ในทางธรรมะไม่นิยมพูดอย่างนี้ ; ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องเล่นตลก หรือล่อหลอกคน หรือเอาเปรียบคน. ที่จริง คำที่หมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิดมีมากมายแทบทุกคำในหลัก

น.33 ๓๓ ธรรมะชั้นสูง ; เพราะว่าหลักธรรมะชั้นสูง ไม่มีภาษาใช้เฉพาะ จึงต้องยืมคำธรรมดาของชาวบ้านมาใช้. เพราะฉะนั้นก็ดึง ให้เข้าใจผิดไปตามภาษาชาวบ้าน : ดังนั้นเจตนา ที่จะใช้คำที่ หมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิดนั้น ไม่มีประโยชน์อะไร, มีแต่ พยายามจะใช้ให้ถูก หรือเข้าใจง่าย เข้าใจได้ตรงและเร็ว ๆ การใช้คำว่า "จิตว่าง" นี้มีเจตนาจะให้คนได้รับประ- โยชน์ จึงใช้คำที่มันจะช่วยให้ได้รับประโยชน์โดยง่ายและโดยเร็ว, และยิ่งกว่านั้น มันก็เ ป็นคำเดิมในพระบาลีในพระพุทธจนะ คือ คำว่า "ความว่าง" แต่เนื่องจากโดยเฉพาะคนที่แย้งหรือค้าน ไม่ค่อยชิน หรือไม่รู้เรื่องเสียเลยก็มี เกี่ยวกับคำว่า "ความว่าง" ; จนถึงกับมีบางคนบางพวกพูดว่า "เรื่องความว่างนั้นเป็นพุทธ- ศาสนาฝ่ายมหายาน" ที่เขาถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิด้วยซ้ำไป, ที่จริง ในเรื่องความว่างนี้ไม่ใช่เป็นพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน. แต่เป็นพุทธศาสนาทั้งหมด, เป็นหัวใจของพุทธศาสนาทั้ง หมด ก่อนแต่ที่จะแบ่งแยกเป็นเถรวาทหรือมหายาน. ตรงนี้อยากจะแนะเสียเลยว่า พุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เถรวาท ไม่ใช่มหายาน. เถรวาทหรือมหายานเป็นแต่ ทะเบียน เหมือนพวกเรานี้ก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นเถรวาทหรือหินยาน ตามที่พวกโน้นเขาเรียกเรา เราเรียกตัวเองว่าเถรวาท นี้มันเป็น บัญชีสังกัด ในเมื่อเราจะต้องทำบัญชีหรือแยกพวก. นี่เป็นเรื่อง เกิดขึ้นทีหลังเมื่อนิกายแตกแยกแล้ว : แล้ว ใคร ๆ ก็อย่าได้อวดดี ไปว่าของตัวจริงของตัวถูก ; มันล้วนแต่งอกเงยออกไป ด้วย กันทั้งนั้น : แล้วส่วนที่ หดเข้าก็มี. เรื่องนี้อาจจะพูดทีหลังเพราะ

น.34 ๓๔ เป็นเรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่ง. ในที่นี้ขอให้จำไว้ หรือเข้าใจไว้ว่า พุทธศาสนาที่แท้ ที่เป็นพุทธศาสนา จะไม่เป็นเถรวาทหรือมหายานไปได้. แต่พวกเราก็ต้องจดทะเบียนเป็นเถรวาท. พวกอื่นนั้นเป็น มหายาน ซึ่งในคัมภีร์ พระไตรปิฎก ของเถรวาทเองนั้นก็มีคำ "สุญญตา" เป็นคำสำคัญ จนถึงกับมีพระพุทธภาษิตยืนยันอยู่ ว่า ; ตถาคตพูดแต่เรื่อง "สุญญตา" หรือเรื่องที่เนื่องด้วย สุญญตา เรียกว่า สุญญฺตปุปฏิส่งยุตฺตา, คือเรื่องที่เกี่ยวกับ สุญญตาคือความว่าง นอกนั้นไม่กล่าว. ทีนี้คนชั้นหลังชอบพูดเรื่องที่ชวนฟังไพเราะหู สนุกสนาน ประดิษฐ์ประดอยเพื่อความไพเราะ เป็นพวกวิกต, กวิกตา แปล ว่า พวกกวีทำขึ้นมา, นักประพันธ์หรือผู้ร้อยกรอง หรือนักปราชญ์ ที่ฉลาดในการประพันธ์ทำขึ้นมา ; ไม่สนใจให้ดีในพระไตรปิฎก ของตัวเอง ก็เลยไม่รู้ว่าเรื่องสุญญตาเป็นเรื่องหัวใจแม้ของเถรวาท. มีคนเขียนมาถามจากยุโรปจากที่อื่นรวมแล้วหลายคนด้วยกัน ถามว่า : มีข้อความอย่างนี้กล่าวไว้ที่ไหนในพระไตรปิฎก ช่วยบอกที่มา. ผมก็เคยพูดไว้ในที่หลายแห่ง ในปาฐกถาหลาย ครั้งที่พิมพ์ ๆ กันอยู่. ขอบอกเหตุผลที่ใช้คำนี้ว่า : - ข้อ ๑ เรื่องสุญญตา เป็นข้อความในสังยุตตนิกายโดย เฉพาะ เกี่ยวกับเรื่องสุญญตา มันเป็นคำเดิมที่พระพุทธเจ้าท่าน ใช้, ท่านตรัส. ท่านยืนยันว่า : เรื่องสุญญตานี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง หรือเป็นเรื่องหัวใจของพุทธศาสนา. เกี่ยวกับเรื่อง "ความว่าง" ทีนี้เราไม่จำเป็นต้องไปทำให้มันยุ่งยากลำบากขึ้น จึงได้ใช้คำ

น.35 ๓๕ เดิม : แต่ทีนี้มันแปลกหู แก่ผู้ที่ไม่เคยศึกษา หรือไม่สนใจ เรื่อง สุญญตาในพระคัมภีร์ ; ก็เลยเข้าใจไปอย่างนั้น. นี้เป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำไมจึงใช้คำว่า ความว่างหรือ จิตว่าง ; จะไปใช้คำอื่น เช่นคำว่า : จิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือจิต บริสุทธิ์ หรือจิตอะไร มันก็ใช้ได้เหมือนกัน : แต่มันไม่ดึงคนไปสู่ หัวใจของพุทธศาสนามากเท่ากับคำว่า " จิตว่าง" คือ ความว่าง นี้ : เราจึงใช้ วิธี ชนิดที่เรียกว่ารวบรัด หรือเรียกว่าทำทีเดียว ได้ผลมากมายหลายอย่าง ; จึงได้ใช้คำชนิดนี้ ซึ่งนำเข้าไปสู่หัวใจ พุทธศาสนาโดยเร็วด้วยและลึกซึ้งด้วย. แล้วก็พอจะเข้าใจได้ สำหรับคนธรรมดาสามัญด้วย. ข้อ ๒ ก็เพราะว่า มันสะดวก เหมาะสมสำหรับคน ธรรมดาสามัญ : ขอนี้หมายความถึง ข้อเท็จจริง หรือความที่เป็น อยู่จริงอันหนึ่ง ซึ่งพูดมาหลาย ๆ หนแล้วว่า : ตามธรรมดาจิตของ คนเราว่างอยู่เป็นพื้นฐาน อย่าลืมเสียว่า คนเรามีจิตว่างอยู่เป็น พื้นฐาน ไม่ใช่จิตวุ่นเป็นพื้นฐาน เหมือนที่คนโดยมากเข้าใจ กัน, คนโดยมากแม้พวกอภิธรรมหรือพวกอาจารย์อภิธรรม เขาถือ ว่า คนมีกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน คือมีจิตวุ่นอยู่เป็นพื้นฐาน ตลอดกาล เลย, แล้วพยายามขูดเกลาแคะเขี่ยออกไปให้มันหมดกิเลส. แต่ผมไม่พูดอย่างนั้น ผมว่า จิตว่างจากกิเลสอยู่เป็นพื้น ฐาน กิเลสเพิ่งมาเป็นคราว ๆ : ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า แม้แต่อวิชชาจอมกิเลสนั้น มันก็เพิ่งเกิดและเกิดเป็นคราว ๆ แล้วแต่อารมณ์มันมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น พอเผลอสติ มันก็ปรุงเป็นอวิชชาขึ้นมา : แม้แต่หัวหน้ากิเลสคือ

น.36 ๓๖ อวิชชานี้ก็เพิ่งเกิดและเกิดเป็นคราว ๆ. จิตโดยพื้นฐานมันว่าง จากกิเลสอยู่เป็นปกติ : เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราก็มีแต่คอย สะกัดกั้นด้วยสติปัญญา อย่าให้มันมีโอกาสเกิดได้, ให้มีความว่าง หรือจิตว่างตามพื้นฐานเดิมอยู่เรื่อยไป. ความหมายของการปฏิบัติ หรือหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติมันจึง ต่างกันมากกับที่พูดว่ากิเลสมีอยู่เป็นพื้นฐาน, เป็นเนื้อ เป็นตัวอยู่ เป็นพื้นฐาน, เป็นสัสสตทิฏฐิไปเลย. ตามความเห็นของผม : ถ้า พูดอย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ประเภทสัสสตทิฏฐิที่ว่ากิเลสเป็นของ เที่ยงแท้ถาวรเหมือนกับนิพพานไปเลย : ผมจึงไม่พูดอย่างนั้น. กิเลสนี่เพิ่งเกิดเป็นคราว ๆ ตามเหตุปัจจัย ทีนี้มันก็มีหน้าที่ ปฏิบัติต่างกัน. เราระวังอย่าให้โอกาสแก่กิเลส มันก็เกิดไม่ได้ ; ก็มีจิตที่ว่าง จากกิเลสอยู่เรื่อยไป นี่คนธรรมดาสามัญก็พอจะปฏิบัติได้ หรือ ทำได้ : แม้อย่าง ที่เรียกกันว่าสามัญสำนึก, เป็นโอกาสอันง่ายที่ จะมีไว้ใช้ หรือเอามาเป็นเครื่องมือ สำหรับทำการงานด้วยจิต ว่าง ; ว่างอย่างพื้นฐานอย่างนี้ก็ได้, หรือว่างยิ่งขึ้น ๆ ไป จน "ว่าง" ด้วยการบีบบังคับหรือว่าทำลายโอกาสแห่งการเกิดของกิเลสได้ หมดเลย : แล้วมันก็เป็นอยู่ด้วยความว่าง ตลอดกาลทีเดียว. นี่คือตัวอย่างของเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงได้ใช้คำว่าจิต ว่าง ซึ่งบางคนฟังแล้วสะดุ้ง. บางคนไม่เห็นด้วย, บางคนก็เห็นว่า ประดักประเดิด : แต่ที่แท้มันเป็นก ารเลือกคัดหรือพิจารณามา อย่างรอบคอบ ; แล้วก็ยึดความขลังหรือความศักดิ์สิทธิ์ ในแง่ หนึ่ง คือในแง่ที่ เป็นคำที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาซึ่งพระ-

น.37 ๓๗ พุทธเจ้าท่านยืนยันอย่างนี้ จึงไม่ใช้คำอื่นซึ่งมีอยู่หลายคำด้วย กัน : เพราะว่ามันไม่เหมาะเท่ากับจะใช้คำนี้, ไม่เป็นประโยชน์แก่ ผู้พูดและผู้ฟังมากเท่าคำ ๆ นี้ เป็นต้น. ฉะนั้นขอให้เลิกคิดว่ามัน เป็นคำต่างประเทศ คำประดิษฐ์ขึ้นเอง หรือคำอะไรต่อพระพุทธ- ศาสนาเสียที : โดยรู้กันเสียว่า นี่คือดวงวิญญาณของพุทธศาสนา คือคำว่า "ความว่าง" ถ้าจิตประกอบไปด้วยความว่างก็ เรียกว่าจิตว่าง เท่านั้นเอง และ ก็อย่าให้มีความหมาย ไปเป็น ความว่างอันธพาล เหมือนกับที่ได้พูดแล้วโดยละเอียดเมื่อวันก่อน ว่า จิตว่างแบบอันธพาลก็มี. ทีนี้ เรามาพูดเจาะจงถึงความหมายของคำว่า "ความ ว่าง" ต่อ ไปอีกนิดหนึ่ง, ว่างนี้คือว่างจากตัวตน, ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน เท่านั้นเอง : จะว่างโดยวิธีใดก็ตาม ถ้าเมื่อนั้นมั นว่างจากความ รู้สึกความสำคัญว่าเป็นตัวกู-ของกูแล้วก็เรียกว่าจิตว่าง. เราต้องทำการขยับขยายตระเตรียมโดยวิธีใดวิธีหนึ่งให้จิตมันมี สภาพอย่างนี้เสียก่อน แล้วจึงทำงานนั้น ๆ เพื่องานนั้นจะเป็นสุข ด้วย และเป็นผลดีด้วย. มีความ มุ่งหมายอยู่ ๒ อย่าง คือว่า งานนั้นจะเป็นผลดีที่สุดด้วย, และ ผู้ทำรู้สึกสนุกหรือเป็นสุข ไม่มีความทุกข์ด้วย. คุณไปค้นเอาเองก็ได้ ไม่ต้องเชื่อ, ไม่ต้องฟังเรื่องเหล่านี้ก็ได้. ไปค้นเอาเอง ให้มีผลว่า "งานนั้นสำเร็จดีและผู้ทำสนุก สะดวก สบาย มันก็ใช้ได้และถูก "; เป็นผู้ตรัสรู้เอาเอง ก็ได้ : หรือว่าพวกนักวิทยาศาสตร์ ทางจิตวิทยาจะค้นคว้าให้พบ

น.38 ๓๘ ว่า ทำอย่างไร คนเราจึงจะรู้สึกเป็นผลดีในการทำงาน : คืองาน ได้ผลดี และคนทำเป็นสุข สนุกอยากทำงาน เพลิดเพลินในการ ทำงาน ก็ใช้ได้เหมือนกัน. ทำอย่างนั้นได้ก็เป็นพุทธศาสนา หรือ ถึงหัวใจของพุทธศาสนาขึ้นมาทันที. เดี๋ยวนี้ทำงานให้สนุกไม่ได้ ก็เพราะเขาเพ่งเล็งกันแต่เรื่อง ตัวกู-ของกู. งานก็เลย เป็นภาระ, งานก็เป็นภูเขาท่วมทับจิตใจ ขึ้นมาทันที. ดังนั้นเราใช้ spiritual judo ดังที่พูดวันนั้น ให้งาน มันว่างไปจากความหนัก หรือจากความหมายของการเป็นการ งาน : โลกนี้ก็จะมีความสุขสบายขึ้นอีกมาก, คือจะไม่มีภาระบีบคั้น. อีกเรื่องหนึ่งที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้ว่า ให้มีการปฏิบัติใกล้ชิด กับความเป็นอยู่ของคนธรรมดาสามัญ ก็เพื่อให้คนธรรมดาสามัญ ปฏิบัติได้และลงมือปฏิบัติในเรื่องความว่างไปตั้งแต่ ก. ข. ก. กา ขั้นต้นที่สุด A B C D ทุก ๆ ระดับของการงาน ตั้งแต่ระดับแรก ที่สุดที่จะต้องใช้วิชานี้ หรือเทคนิคอันนี้ ในการที่เราจะมีชีวิตอยู่ ในโลก แห่งการงาน : เพราะ โลกคือการงาน การงานคือโลก. ชีวิตคือการงาน, การงานคือชีวิต, เป็นเรื่องเดียวกัน ; ถ้าอยู่ ในโลก หรือมีชีวิตโดยปราศจากการงาน ก็ไม่มีความหมาย อะไร มันยิ่งกว่าตายแล้วด้วยซ้ำ ไป ; การงานมันเป็นสิ่งที่ต้องมี ต้องพบ หลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดเวลา. ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์? ก็จะต้องอาศัยสิ่งที่เรียก ว่าธรรมะ. พระศาสดา ค้นหาธรรมะก็เพื่อแก้ปัญหาข้อนี้. เพื่อให้ มนุษย์เอามาใช้จนเป็นของธรรมดาสามัญในบ้านเรือน จน

น.39 ๓๙ มาอยู่ในรูปของวัฒนธรรมประจำบ้านเรือน : ไม่ต้องพูดเป็นเรื่อง ศาสนาให้ลำบาก ให้เกิดพิธีรีตอง ซึ่งทำให้ชักช้า ; ให้เป็นเรื่องทำ เป็นประจำวันอยู่ในจิต ในกาย ในการพูด การทำ การคิด ประจำ วันไปเลย. ดังนั้น จึงมีซากของวัฒนธรรมประเภทนี้เหลืออยู่มากในหมู่ พุทธบริษัท เพราะว่าพุทธศาสนาเข้ามาเป็นดวงวิญญาณของคน ไทย ของพวกเราที่เป็นพุทธบริษัทนี้ : มันนานมากพอแก่กาลอยู่ เหมือนกัน คือพันปีหรือเกือบสองพันปี ฝังเป็นรกรากอยู่ในวัฒน- ธรรมประจำวัน : แม้จะรวมวัฒนธรรมอินเดีย อื่น ๆ เข้าไปด้วย ก็มีพุทธศาสนาเป็นหลักใหญ่อยู่ในวัฒนธรรม. บางทีมันก็ปนกันยุ่ง ตีกันยุ่ง ในเมื่อบางครั้งบางคราว วัฒน- ธรรมฝ่ายฮินดูหรือฝ่ายศาสนาพราหมณ์ออกหน้าหรือขึ้นหน้า, เพราะครูบาอาจารย์เป็นพราหมณ์ก็มี ; แต่แล้วก็มีพุทธศาสนา นี้มาเป็นหลักใหญ่, จนกระทั่งว่าพวกพราหมณ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ อยู่ก่อน ก็พลอยเปลี่ยนเป็นนับถือพุทธศาสนาไป, หรือว่าลดส่วน ที่เป็นศาสนาพราหมณ์ลงไปเหลือเป็นเพียงเรื่องบ้านเรือน เป็น เรื่องโลกเป็นเรื่องที่เขาเรียกกันว่า เรื่องชาวบ้าน. ส่วนเรื่องธรรมะ ทางวิญญาณทางจิตใจ ก็มีพุทธศาสนาเข้ามาแทน. วัฒนธรรม เหล่านี้ก็เป็นวัฒนธรรมอินเดียด้วยกัน : แม้พุทธศาสนาก็เป็น วัฒนธรรมอินเดีย เป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย, แผ่เข้ามา โดยคนอินเดียนำเข้ามาให้คนไทยเราทั่ว ๆ ไป: เราจึงเป็นหนี้ บุญคุณเขาอยู่.

น.40 ๔๐ วัฒนธรรมที่สอน ไม่ให้ถือโกรธ ไม่ผูกโกรธ ให้อภัย ให้ปลงลงไปว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, อย่ามัวเสียใจอะไร อยู่ นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ซึ่งพวกคนสมัยใหม่จะไม่มี ; โดยเฉพาะพวกฝรั่งจะไม่มีในเรื่องปลงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, หรือถือว่าเป็นเรื่องกรรม, ไม่ต้องร้องไห้ ; ความเสียสละ ความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นแก่ผู้อื่นก่อนเห็นแก่ตัว ความยิ้มแย้มแจ่มใสของ พวกพุทธบริษัทที่มีอยู่เป็นนิสัย นี้มีรากฐานหลายอย่าง : เช่น ไม่กลัวตาย ไม่กลัวความวิบัติ ไม่กลัวความทุกข์ ; นี่จึงยิ้มแย้ม แจ่มใสได้, ความคิดว่าทุกคนเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกัน นี้ก็เป็น เหตุให้ยิ้มแย้มแจ่มใสได้, ความเห็นแก่ผู้อื่นก่อนนี้มันก็เป็นเหตุ ให้เกิดการยิ้มแย้มแจ่มใสได้. ทั้งหมดนี้ มันเป็นลักษณะของความที่จิตว่างจากตัวกู- ของกู : ถ้า ไม่มีส่วนสำคัญส่วนนี้ คือส่วนที่จิตว่าง จากตัวกู- ของกูแล้ว จะยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างนั้นไม่ได้. ถ้าจิตไม่ว่างจะเต็มไปด้วยความกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ของความกลัวตาย หรือนิมิตของความตาย : เช่นความเจ็บไข้หรือ ความอะไรก็ตาม ที่มันเป็นนิมิตส่อถึงความตาย หรือกำลังจะตาย ก็ตาม : แม้ที่สุดแต่ความกลัวสิ่งที่มันเป็นนิมิตของความตาย. เช่นกลัวผีกลัวอะไรมันก็เนื่องมาจากความรู้สึกที่เป็นไปในทางของ ความตาย ; แม้ที่สุดแต่กลัวคน เช่นกลัวที่ประชุม หรือกลัวไมโคร- โฟนมันก็เป็นนิมิตของความตาย : เพราะกลัวความเสื่อมเสีย กลัว ความผิดพลาด กลัวความฉิบหาย มันก็ไปรวมจุดอยู่ที่ความ สูญเสีย คือความตาย.

น.41 ๔๑ อย่าเข้าใจว่ากลัวไมโครโฟน มันไม่เนื่องด้วยความตาย, ออกมาที่หน้าไมโครโฟนพูดไม่ได้ ตัวสั่นประหม่า เขาไม่รู้ว่าความ กลัวมันมาจากอะไร ก็กลัวเสียเฉย ๆ, ความกลัวทุกชนิดมันมี มูลมาจากความกลัวที่จะสูญเสียตัวเอง, สูญเสียอะไร ๆ ของตัวกู และของกูนี้จึงกลัว. ฉะนั้นถ้าเราทำลายความยึดมั่นถือมั่นใน ตัวกู-ของกู มันจะทำลายความกลัวหมดสิ้น แม้กระทั่งกลัว ไมโครโฟน. เอาละ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ควรจะเห็นได้ว่า ปัญหาเรื่องความ ว่างหรือทำจิตให้ว่างนี้มันเป็นของธรรมดาสามัญแก่ชาว บ้าน : ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของผู้จะไปนิพพาน ไปอยู่ป่าอยู่ดง เพื่อจะไปนิพพานโดยเร็ว เหมือนที่คนโดยมากเข้าใจและคัดค้าน ที่ไม่ให้เอาความว่างมาสอนคน ชาวบ้าน. ที่จริงเป็นเรื่องของ ชาวบ้านนับแต่เด็กทารกขึ้นมาทีเดียว จะต้องได้รับการฝึกฝน ชนิดที่รู้จักทำจิตใจให้ว่าง จนไม่กลัวไมโครโฟน : ถือว่าเด็ก เล็ก ๆ ต้องไม่กลัวอะไรที่ทำให้เป็นปัญหาขึ้นมา. คนที่กลัวจิ๊กจก ตุ๊กแก ไส้เดือนอะไรขึ้นมา ที่มันไม่มีเหตุผล มันก็เป็นเรื่องกลัวตาย อยู่ในจิตใจ ; เห็นอะไรแปลกออกมาก็กลัว ตาย. การที่กลัวไส้เดือน จิ้งจก ตุ๊กแก ก็เนื่องมาจากกลัวตาย, ที่กลัวตายเพราะยึดมั่นในตัวกู-ของกู. เราจะต้องสอนตั้งแต่เด็ก ทารก ไม่ให้กลัวสิ่งเหล่านี้, ไม่ให้กลัวความมืดในที่สุด จะต้องมี ความรู้โดยตรงก็ตาม โดยอ้อมก็ตาม ที่จะทำลายความยึดมั่นว่า ตัวกู-ของกู. ให้ว่างจากตัวกู-ของกูไปตามภูมิตามชั้น ตามระดับ ของเด็ก ๆ การที่เราจะหาวิธีทำงานด้วยจิตว่างทุกระดับ ทุก

น.42 ๔ ๒ ตอน ลงมาจนกระทั่งเด็กทารก นี้เป็นหน้าที่ เป็นสิ่งที่ต้อง กระทำ เพื่อเป็นผลดีแก่การเกิดมาเป็นมนุษย์ และเพื่อความ เป็นพุทธบริษัทด้วย. ยกตัวอย่างสูงขึ้นมาถึงผู้ใหญ่ พอเป็นเครื่องช่วยความเข้าใจ หรือความจำว่า เราจะต้องมีจิตว่างในการทำงานอย่างไร? และ จิตว่างนั้นต้อง ไม่เป็นแบบอันธพาลด้วย. มีหมอหลายคน สารภาพว่า ผ่าตัดลูกเมียของตัวไม่ได้ ผ่าตัดพ่อแม่ของตัวเองไม่ได้ ต้องไปวานคนอื่น หมออื่นช่วยทำ ทั้งที่ตัวก็เป็นผู้ชำนาญในการ ผ่าตัด : มันไม่ใช่ทำไม่ได้เพราะไม่มีฝีมือ หรือไม่มีความสามารถ ; แต่ทำไม่ได้เพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไม่เป็นปกติ ; ก็เลยยอม แพ้ เห็นว่าให้ผู้อื่นช่วยทำนี้ปลอดภัยกว่าอย่างนี้ก็มี ที่จริง ถ้าเรา จะใช้จิตว่างตามหลักของพุทธศาสนา คือ ไม่ยึดถือว่าลูกของกูเมียของกู พ่อแม่ของกู นี้เขาก็จะทำ ได้ ; แต่ มันเป็นบทเรียนที่ไม่เคยผ่านไม่เคยทำ เขาก็เลยหลีกเลี่ยงไปเสีย. บางทีอาจจะใช้ได้แม้จิตว่างแบบอันธพาล ที่เราเคยพูดมาแล้ว, จิตว่างแบบอันธพาลน่ารังเกียจนั่นแหละ ก็ยังอาจจะเอามาใช้ได้ ในกรณีอย่างนี้ คือ ทำทะลึ่งตึงตังไม่รู้ไม่ชี้ ทำนองจิตว่าง อันธพาล : ไม่ใช่ลูกของกูไม่ใช่เมียของกูไม่ใช่พ่อแม่ของกูสักพัก หนึ่ง, ชั่วเวลานั้นเขาก็ยังจะทำได้ : แต่ผมก็ยังเรียกจิตว่างแบบ อันธพาล ถ้าต้องการ จิตว่างแบบที่แท้จริง ที่มีธรรมะจริง ๆ คือ ปลงตก แล้วก็ใช้ได้ ; จึงไม่ควรใช้จิตว่างแบบอันธพาล เว้นไว้ แต่มันหมดปัญญาหมดท่า. ดังนั้น เมื่อต้องทำงานอะไรดังตัวอย่าง ที่ว่านี้ ก็ต้องใช้ประโยชน์จากความมีจิตว่าง.

น.43 ๔๓ คนส่วนมากเห็นเลือดเห็นโลหิตไม่ได้ เป็นลม, ดูการชำแหละ ศพไม่ได้, บางคนมากกว่านั้น เพียงแต่ดูการชำแหละสัตว์วัว ควาย สุนัข เป็ด ไก่ก็ดูไม่ได้ ; นี้เพราะความยึดมั่นถือมั่นเรื่องเป็น เรื่องตาย เรื่องตัวกู-ของกูมากเกินไปจึงดูไม่ได้ : มันก็เป็นอุปสรรค อะไรหลายอย่าง ที่จะประกอบการงานในหน้าที่ของตัว. นี้มัน เป็นปัญหาที่ไม่ควรจะมี. บางคนเดินสะพานสูง ๆ ไม่ได้ จะเป็น สะพานอะไรก็ตามเขาเดินไม่ได้ ; ความรู้สึกมันบอกจะเป็นลม หรือมันเวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม ; เขาไม่ได้พูดว่าเพราะกลัว หรือถ้าว่าเพราะกลัวก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไรจึงได้กลัว : ที่แท้ เป็นเพราะว่า จิตมันผิดปกติมากเกินไป, จิตผิดปกติจากเดิม คือจากความว่างนั้นมากเกินไป จนเวียนหัวจนเป็นลม. ผมเคยศึกษาเรื่องอย่างนี้มาเรื่อย ๆ หรือไม่เรียกว่าศึกษา อะไรมากนัก ; แต่ว่านึกเห็นหรือรู้สึกอยู่เสมอ. เมื่อเดินสะพาน รถไฟสมัยก่อนโน้นไม่ได้มีกระดานปู มันเป็นช่อง ๆ ตามช่องไม้ หมอนมันลึกลงไป มองเห็นน้ำในแม่น้ำ ; เมื่อเด็ก ๆ ก็กลัวก็เดิน ไม่ได้. เราต้องขจัดความรู้สึกกลัวออกไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่งแล้วแต่ ใจจะมีกำลังมาให้ มันก็เดินได้. คนผู้ใหญ่ก็สอนว่า อ้าว, ก็ดูแต่ที่ ไม้หมอนซิ, เหยียบที่ไม้หมอน อย่าดูในช่องลงไปถึงน้ำข้างล่าง ; ก็พอจะทำได้ แต่มันก็ยากเต็มที. แต่ถ้าเราใช้สติปัญญาพิจารณาถึงข้อที่ว่า ถ้าไม้หมอนมัน วางอยู่บนบก, บนบกอย่างนี้ เราก็เหยียบเดินไปได้ วิ่งก็ได้ ; เพราะ เราไม่รู้สึกกลัวว่ามันจะตกรูลงไปข้างล่าง, หรือเมื่อมันวางอยู่บน พื้นดินเราก็เหยียบวิ่งไปได้. แต่พอยกขึ้นไปสูงเราก็ไม่กล้าเหยียบ

น.44 ๔๔ ไม่กล้าวิ่ง แต่ถ้าใช้สติปัญญาจาก "จิตว่าง" นี่มันก็แก้ไข ได้ ลึกกว่า. นี่เพียงแต่ว่า เอ้า, ดูแต่ที่ไม้หมอนซิ มันทำยาก. เรื่องจะทำจิตใจให้ว่าง ก็มีหลายระดับ หลายชั้น ตั้งแต่ ง่าย ๆ ไปถึงยาก ๆ: จะให้เด็ก ๆ ดูการชำแหละศพ ชำแหละสัตว์ มันก็เหมือนกันอีก บางคนจะดูเขาชำแหละสัตว์ที่ฆ่าเป็นอาหาร มันก็กินไม่ได้ ไม่กล้ากินจนตลอดชีวิตก็มี : ไม่มีเหตุผล แต่ เพียงไปดูมันเข้าครั้งหนึ่ง : ผมเองก็รู้สึกในเรื่องนี้ เป็นการศึกษา ที่ดีมาตั้งแต่เล็ก ๆ มันหลายอย่างบอกไม่ถูก : ไม่ใช่กลัวตาย กลัว ถูกฆ่าถูกเชือด, แต่มันมีทั้งกลิ่นเหม็นมีทั้งอะไรที่เป็นเรื่องทำให้ จิตใจฝ่อไปหมด. ถ้าต้องการความปกติ หรือความสามารถใน การทำงานอย่างนี้ เราก็ต้องศึกษาวิธีทำจิตให้ว่าง. คนไทย เสียเปรียบพวกจีน ขนถ่ายอุจจาระสมัยโน้น สมัยที่ยังใช้ส้วมที่ต้อง ขนถ่ายอุจจาระ ก่อนจะมีส้วมซึมเข้ามาในกรุงเทพฯ : พวกจีน ทำอาชีพนี้ได้ พวกคนไทยทำไม่ได้ : อย่างนี้เป็นตัวอย่างที่มี มากที่สุด เรียกว่างานต่ำ ๆ งานพื้นฐานทั่วไป. ทีนี้ ก็มีสูงขึ้นมาถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นเรื่องของคนมีสติปัญญา คนที่มีความรู้ มีสติปัญญาเป็นผู้เชี่ยวชาญอะไร บางคนก็ยังกลัว ไมโครโฟน : น่าหัวไหม? คิดดูให้ดี : แม้แต่นักร้องบางคนก็กลัว ไมโครโฟนใจคอไม่ปกติ ร้องไม่ได้ดีเหมือนอยู่นอกไมโครโฟน. ไมโครโฟนมันมีความหมายหลายอย่าง, แต่มันก็มีความหมาย รวมอยู่ในคำว่าต่อหน้า "ธารกำนัล", ต่อหน้าสังคมที่เขาจ้องมอง คนเป็นอันมากจ้องมอง : เรารู้สึกว่าถูกจ้องมอง, คนยิ่งมากเท่าไร มันยิ่งสูญเสียความปกติของจิตมากขึ้นเท่านั้น : เพราะไมโครโฟน

น.45 ๔๕ ได้รับเกียรติเป็นที่รวมของคนทุกคน. ทีนี้พอเข้าใกล้ไมโครโฟน ก็ประหม่าเสียแล้ว นี่เป็นการยากลำบากอย่างยิ่งในสมัยนี้, นี้เป็น หลักทั่วไปที่เป็นพื้นฐาน. สมัยโบราณไม่ต้องมีไมโครโฟนเขาก็กลัวการจ้องมองอย่าง เดียวกัน : เราเรียกกันในหมู่พระเราว่ากลัวธรรมาสน์. พอก้าวขึ้น ธรรมาสน์ตัวมันก็สั่น กลัวธรรมาสน์ : แต่ที่แท้ก็คือกลัวคนทั้งศาลา ที่มานั่งฟัง, ที่คอยจ้องมองด้วยตา คอยเงี่ยฟังด้วยหู ทำให้พระ ตัวสั่น ขึ้นไปบนธรรมาสน์แล้วก็เทศน์ไม่รู้เรื่อง นี่ผมเคยเห็นมา มาก : พอถึงที่ของตัวเองมันก็ต้องคิดแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะล้มเหลว มันอาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยสามัญสำนึก ไม่ต้องมีใครสอน. ผมเคยเล่าให้ฟัง อาจจะหลายครั้งหลายหนด้วยซ้ำ : เมื่อ เป็นเด็ก ๆ ต้องไปถ่ายที่ส้วมที่ริมคลองไกลจากบ้านขนาดที่นี่ไป ไกลถึงลำธารหรือไกลกว่า ต้องผ่านต้นโพธิ์ต้นใหญ่ครึ้ม มันมืด ซึ่งใคร ๆ ก็กลัวผี. ถ้ามันเกิดจะต้องถ่ายดึก ๆ มันก็ต้องไป ไม่ได้ ใช้วิธีใส่หม้อ ใส่กระโถน หรือมีส้วมซึมอยู่ที่บ้าน. พอเข้าไป บริเวณเงาต้นโพธิ์ กว่าจะออกไปถึงริมคลองมันมีปัญหา, ไม่รู้ใคร สอนให้ ไม่รู้ว่าเทวดาหรือพระเจ้าอะไรสอนให้ มันก็พบวิธีของ มันเอง : พอเข้าเงาต้นโพธิ์ต้องนึกถึงปลากัดที่เลี้ยงไว้ : เพราะ กลางวันเคยดู, มันสวย มันล่ากันเมื่อมันเห็นกัน เป็นนิมิตที่ติดตา ก็เลยทำนิมิตถึงปลากัด จนกว่าจะผ่านเงามืดของต้นโพธิ์ถึงริม คลองซึ่งเป็นที่สว่าง เสร็จแล้วก็ต้องทำอย่างนั้นอีกครั้งเมื่อเดิน กลับบ้าน.

น.46 ๔๖ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องวิเศษวิโสอะไรแต่เป็นเรื่องที่บอกให้ รู้ ว่าไม่ต้องมีใครสอน มันก็นึกได้เอง, และไม่อยากบอกใครเพราะ ละอาย ยิ่งตอนนั้นยิ่งไม่อยากบอกให้ใครฟังเพราะมันละอายว่า กลัวผี. แต่ว่าวิธีนี้ยังเอามาใช้ได้ตลอดไปจนกระทั่งเดี๋ยวนี้จน กระทั่งเป็นผู้ใหญ่ แล้วในที่สุดมันก็มาตรงกันกับเรื่องในคัมภีร์ ในตำราจิตวิทยา ที่เขาสอนให้เราขจัดปัญหาเหล่านี้ออกไปให้ได้. โดยเฉพาะเรื่องพระกลัวธรรมาสน์ ในคัมภีร์มิลินทปัญหา ตอนที่แยกไว้เป็นพิเศษ มีวิธีบอกถึงว่าทำอย่างไรธรรมกถึกจึงจะ ไม่กลัวธรรมาสน์ คือกลัวผู้ฟังที่มานั่งอยู่มาก ๆ เขาอ้างไว้มันก็ เหมือนกับวิธีเดียวกับที่เราใช้เมื่อเด็ก ๆ : คือส่งใจไปที่อื่น หรือ ทำมโนคติเป็นอย่างอื่น, ใน ๑๘ อย่างนั้นมากเกินไปผมขี้เกียจ จำ และก็ไม่ค่อยได้จำ, คงจำไว้อย่างเดียวว่า : เดี๋ยวนี้เรากำลังเป็น ราชสีห์. ข้อแนะในคัมภีร์มิลินทปัญหานั้นมีตั้ง ๑๘ อย่างหรือเกือบ ๒๐ อย่าง. มีอยู่ข้อหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้เราเป็นราชสีห์ไม่ใช่เป็นลูก แกะ, เราขึ้นธรรมาสน์อย่างราชสีห์ : เราก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน ก่อนหน้านั้น ก่อนแต่จะไปอ่านพบ เราก็เคยทำอย่างนั้นมาแล้ว ทำตัวเหมือนราชสีห์. บางทีก็ปลอบตัวเองว่า โอ้ นี่แม่ของเรา พ่อของเรา น้องของ เราทั้งนั้นที่มานั่งเต็มศาลานี่ แล้วมันก็หายกลัวไป : แล้วเรื่องมันก็ ไปตรงกับที่แนะไว้ในพระคัมภีร์ซึ่งไปอ่านพบทีหลัง เพียงข้อสองข้อ มันก็พอแล้ว. เราไม่นึกเป็นอย่างอื่น : เรานึกว่าเดี๋ยวนี้เรารับภาระ เป็นราชสีห์ของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องเผยแผ่พระธรรมคำสอน

น.47 ๔๗ ของพระพุทธเจ้า เราจะกลัวใครไม่ได้, จะผิดหรือจะถูกจะเป็น หรือจะตายจะกลัวใครไม่ได้, มันก็เลยพูดได้, บางเวลาเรานึกถึง ว่า : คนเหล่านี้ ไม่ใช่ศัตรู เขาเชื่อเรา เขาฟังเรา เขารักเรา เหมือนกับพ่อแม่พี่น้องของเรา เราก็ว่าไปตามสบาย. ผมไม่เคย กลัวธรรมาสน์จนตัวสั่นมาตั้งแต่การเทศน์ การขึ้นธรรมาสน์ครั้ง แรก ครั้งที่หนึ่ง มันนึกกลัว ๆ บ้างเหมือนกัน แต่ไม่เคยตัวสั่น : ไม่เคยเป็นปัญหายุ่งยาก มันแก้ไขไปได้. เรื่องที่เล่า ๆ มานั้นเป็น ตัวอย่างที่ว่าการทำจิตว่างโดยวิธี common sense ไม่ใช่เทคนิค อะไรมากมาย. การที่รู้จักทำจิตให้เหมาะสมแก่กรณีนั้น ๆ จำ เป็นอย่างยิ่งในการทำงาน. เดี๋ยวนี้เราก็มีปัญหามากกันทุกคน เรื่องที่จะแสดงตัวต่อหน้า ธารกำนัล หรือที่ประชุม ที่ทุกคนจ้องมองเรา : ถ้าเราอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ พูด มันเป็นเพียงเปิ่นเฉย ๆ ก็ไม่เป็นไร. ทีนี้มันต้องพูด มันก็พูด ไม่ถูก พูดผิด เลยยิ่งกว่าเป็น : นี้เรียกว่าในทุกกรณีตั้งแต่ ก. ข. ก.กา, A B C D ขึ้นไปนี้ เราจะต้องรู้จักทำจิตให้ว่าง. ถ้าจน ปัญญาขึ้นมา ใช้จิตว่างอันธพาลนั้นก็ยังดีกว่า ที่จะไม่ใช้เสียเลย : แต่เราต้อง ใช้จิตว่าง ชนิดที่ว่ามีเหตุผลอยู่ในตัวของมันเอง. และสูงสุดขึ้นมาถึงการพิจารณาอย่างที่ว่านี้ : แม้จะคิดว่าเดี๋ยวนี้ เราเป็นผู้เผยแผ่ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ถือว่าเป็นจิตว่างอันธพาล : มันก็เป็นวิธีเริ่มแรกของการที่มีจิตว่างตามแบบพุทธศาสนา. ขอให้สนใจให้ดีว่า เราจะต้องทำงานทุกชนิดด้วยจิต ว่าง มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง. นี่เอามาพูดให้ฟังพอเป็น ตัวอย่าง สำหรับไปเปรียบเทียบคิดนึกเอาเองให้มันกว้างขวาง

น.48 ๔๘ ออกไป. การพูดวันนี้เป็นส่วนประกอบของการพูดครั้งที่แล้วมา เรื่อง "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง" บางทีเราจะต้องพูดอย่างนี้อีก ก็ได้ ไว้โอกาสหลัง. วันนี้ก็หมดเวลา.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต