Buddhadasa.org

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน ตอนที่ ๓ — ๓. ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้วยจิตว่าง

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.49 วันนี้จะได้พูดถึง ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้วย จิตว่าง. ในคราวที่แล้วมาเรา ได้พูดถึงเรื่องทำงานด้วยจิตว่าง โดยมุ่งหมายจะให้เป็นหลักทั่วไปในการที่จะมีชีวิตอยู่ใน โลกนี้, แล้วก็ได้พูดกันถึงคำว่า จิตว่าง คืออะไร ตลอดถึง เหตุผลที่ว่าทำไมจึงได้ใช้คำนี้ขึ้นมา ซึ่งพูดมาบ้างแล้วพอ สมควร : ก็เพื่อให้เข้าใจการที่จะทำงานด้วยจิตว่าง. และ ก็มักจะมีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าคน เราจะทำอะไร หรือตั้งใจจะทำอะไร ย่อมประสบเข้ากับ ปัญหาหรืออุปสรรค. สิ่งที่เรียกว่าปัญหาหรืออุปสรรคนี้ พอที่จะแบ่งออกได้ เป็น ๒ ชนิด : มีปัญหา เพราะว่าสมรรถภาพในตัวของเรานั้น ไม่พอ นี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่งก็คือ ปัญหาที่มาจากสิ่งแวดล้อม ข้างนอก จะเป็นธรรมชาติ หรือเป็นบุคคลหรือเป็นอะไรก็ตาม เดี๋ยวนี้เรามีปัญหาอยู่อย่างนี้กันทั้งนั้น จะเป็น ปัญหาชนิด ไหนก็ตาม ใน ๒ อย่างนี้ หรือทั้งหมดนี้มันก็ เนื่องมาจากการที่ ไม่รู้จักทำจิตให้ ว่างนั่นเอง. ไป ๆ มา ๆ ปัญหามันก็อยู่ที่ไม่รู้จัก

น.50 ๕๐ ทำจิตให้ว่าง เราไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยเรื่องอย่างอื่น นอกจาก การรู้จักทำจิตให้ว่างก่อนเสมอไป. แม้ปัญหาในส่วนบุคคลผู้นั้น เอง ก็มีมูลมาจากการที่ ไม่รู้จักทำจิตให้ว่าง. อย่าลืมที่ได้กล่าว มาแล้วอย่างมากมายว่า พอทำจิตให้ว่างได้ ปัญหาก็จะหมด ไปเองโดยธรรมชาติ, อย่าลืมในข้อนี้ ที่ได้พูดไว้ว่า พอจิตว่าง จากตัวกู-ของกู ก็เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา. ในเรื่องสมรรถภาพ ไม่พอของคนทุกวันนี้ จะแก้ได้ด้วย การทำจิตให้ว่างเพื่อจะได้มีสติปัญญาขึ้นมา ; หัวเสียคิดอะไร ไม่ออก มันก็คือวุ่นวาย จิตที่วุ่นวายคือไม่ว่าง พอทำให้ว่างมัน ก็มีปัญญาของมันเอง, คำตอบหรือหนทางมันจะมีขึ้นมาเอง ; อย่างน้อยก็ตามธรรมชาติ ซึ่งเพียงพอแก่การที่จะแก้ไข หรือจะผ่าน สิ่งเหล่านั้นไปได้, ผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้จนหมดสิ้น ไม่มี อุปสรรคที่จำเป็น เหลืออยู่. ฟังดูให้ดีว่า "อุปสรรคที่จำเป็น" คืออุปสรรคที่แท้จริง ที่มันจะขวางหนทางที่เราจะออกไปให้ได้. ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้วยจิตว่าง นั้นก็คือ ต้องรู้จักทำ จิตให้ว่าง. ถ้าไม่รู้จักทำจิตให้ว่างโดยการใช้สติปัญญาก็แก้ได้ ด้วยการทำจิตให้ว่างตามธรรมชาติ. เมื่อไรกลัดกลุ้มขึ้นมา เราก็ต้องสำรวมจิตให้ว่าง, แม้โดยวิธีง่าย ๆ ตามธรรมชาติ, ตาม common sense. เหมือนกับคนจะร่ายมนต์, พวกถือคาถา อาคม จะร่ายมนต์เขาก็ต้องรู้จักสลัดอะไรออกไป ให้จิตว่างพอ สมควร แล้วจึงร่ายมนต์ร่ายคาถา. คิดดูให้ดีแล้ว มันก็เป็นเรื่อง ที่เกิดได้เอง : ความรู้อันนี้เกิดได้เอง ตามที่ธรรมชาติมันจะช่วย ให้เรามีความรู้ในข้อนี้ ในเมื่อเคยชิน เคยได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ มา มากพอ.

น.51 ๕๑ เรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับการสำรวมจิตที่เราอ่านพบในหนังสือ ที่ถือว่ามันไม่มีสาระ แต่มันก็เป็นเรื่องที่มีสาระอยู่ไม่น้อยเหมือน กัน ; แต่ที่ถือกันนั้นเป็นไปในรูปที่ไม่มีสาระหรือเป็นไสยศาสตร์ เกินไป : ที่จริงมันเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่งอยู่ในไสยศาสตร์นั้น. พอทำจิตให้ว่างจากสิ่งที่กำลังรบกวนจิต ; อะไร ๆ มันก็ เปลี่ยนไปหมดทันทีเป็นไปในทางดี . แม้ในเรื่องไสยศาสตร์ ทำนองนี้ มันก็มีข้อเท็จจริง เกี่ยวกับความว่าง, การทำจิตใจให้ ว่างอยู่. เหมือนดังเรื่องยักษ์ตัวหนึ่งถูกเจ็บปวดในการสงครามก็ สำรวมจิตให้ว่างแล้วลูบเนื้อลูบตัว ; อาการที่เจ็บปวดมากจนถึง กับล้มนอนอยู่ก็หาย, ลุกขึ้นมารบได้อีก. อ่านดูก็เห็นว่าเป็นเรื่อง นิยาย, เป็นเรื่องที่ว่าไม่น่าสนใจ, เห็นว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่น่าเชื่อ แต่ด้วยกำลังของจิต ที่ได้มาจากความว่าง แม้ชนิด ที่เป็นอันธพาลก็ยังมีประโยชน์ได้มากถึงอย่างนี้ ยิ่งถ้ารู้จักทำ ให้มันประกอบไปด้วยธรรมะก็ดีกว่านี้มาก. พวกที่ถือเคล็ดถืออาคมอะไรต่าง ๆ ก็มีหลักที่เขาจะต้อง ปฏิบัติ ในการทำจิตให้ว่างโดยไม่รู้สึกตัวตามแบบนั้น ๆ อยู่เสมอ เรื่องลมหายใจ เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้ก็มีเหมือนกัน ลงจากเรือนไป ธุระการงาน ก็มีการสังเกตลมหายใจ, ถ้ามันยังไม่คล่องไม่โปร่ง ก็ถือว่ายังไปไม่ได้ ; ยังติดขัดด้วยเรื่องอะไรเขาก็ไม่ได้อธิบาย. ต้องทำจิตให้โปร่ง ให้หายใจคล่อง ให้สะดวก ให้อะไรตามที่ ต้องการนั้นเสียก่อน. อย่างนี้ก็เป็นการ ปรับปรุงจิตให้เป็นปกติ โดยธรรมชาติ ที่เราเรียกว่าทำจิตให้ว่างนี้เหมือนกัน. ยังมี

น.52 ๕๒ อะไรอีกมากมาย ; สังเกตดูให้ดีจะพบว่าเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องรู้จักดึงเอามาใช้ตามกฎของธรรมชาติ สมรรถภาพแท้ ๆ นั้น มันก็ไม่ลึกลับ ไม่ยากจนเกินความ สามารถ ; แต่แล้วเราเอามาใช้ไม่ได้ ; ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ เอามาใช้ไม่ได้ เพราะจิตมันกลัดกลุ้ม ดังนั้นสมรรถภาพใน การที่จะเอามาให้ได้นี่เป็นสมรรถภาพที่สำคัญกว่า. สมรรถภาพ ที่เราเรียน เราศึกษาเราอบรม เราปฏิบัติให้มีอยู่ มันก็เป็นสมรรถ- ภาพอันหนึ่ง ซึ่งคนก็เห็นความสำคัญของมันมาก, และอาจจะมาก เกินไปอย่างหลับหูหลับตา ; แต่ว่า "สมรรถภาพที่จะดึงเอาสมรรถ- ภาพนั้นมาใช้ให้ได้" นี่ไม่ค่อยจะสนใจ. นี่มันเป็นเรื่องของจิตว่าง. เป็นหน้าที่ของ จิตที่ว่างจากตัวกู-ของกู จึงจะดึงเอาสมรรถภาพ ต่าง ๆ มาใช้ได้. ตัวอย่างเช่น คนมีฝีมือ ในการยิงปืนแม่นยำที่สุด นี้เป็น สมรรถภาพทีแรกที่หนึ่ง ; แต่ว่าต้องมีสมรรถภาพในการที่จะ บังคับจิต ให้ใช้สมรรถภาพอันนี้ให้ได้, คือมีจิตว่าง จึงจะ มีผลเกิดขึ้นมาได้. ถ้าจิตมันวุ่นไม่ว่างคนที่ยิงปืนแม่นก็จะไม่ แม่นขึ้นมาทันที. บางเวลามีจิตวุ่นวายอยู่ในเรื่องตัวกู-ของกู ที่ เคยยิงปืนแม่นมันก็ไม่แม่นไปทันที ; มันขาดสมรรถภาพในส่วน สำคัญอย่างนี้. ถ้าคนไม่มีฝีไม้ลายมือในการยิงปืน คือไม่เป็น แชมเปี้ยนอะไรทำนองนั้น : ถ้ารู้จักทำจิตให้ว่างได้ จะยิงปืนได้ โดยอำนาจอันลึกลับของธรรมชาติและแม่นยำ. เรื่องยิงปืนนี้ยังดูยาก ยังเข้าใจยาก เพราะมันเป็นวัตถุ ประดิษฐ์อันหนึ่ง, ถูกต้องแน่นอนก็ได้ ไม่ถูกต้องแน่นอนก็ได้ ;

น.53 ๕๓ เอาเรื่องขว้างแม่นอะไรทำนองนี้ยังดีกว่าซึ่งเป็นธรรมชาติล้วน ๆ. เด็ก ๆ สมัยผมเคยเล่นอย่างที่เขาเรียกว่า เล่นทอยกอง หยอด หลุม ; สมัยนี้อาจไม่ทราบ พอมีเวลาว่างก็ไปเที่ยว ; สมัยก่อนไม่มี ที่เที่ยวอย่างเดี๋ยวนี้ เพราะโลกยังไม่เจริญ : ก็ไปเก็บเม็ดมะขาม เม็ดมะม่วงหิมพานต์เอามาเล่น, เรียกว่าทอยกองหรือะไรจำไม่ได้ เสียแล้ว. มีหลุมเล็ก ๆ โยนเม็ดมะม่วงลงไปในหลุม ตามวิธีกติกา ที่จะตกลงกันไว้ ว่าใครจะเป็นผู้ชนะผู้แพ้ ผู้ชนะจะได้ไปหมดทั้งของ คนอื่น. นี่แม้การหยอดหลุมทอยกองก็ยังต้องทำด้วยจิตว่าง ; ไม่ใช่ว่า ชำนาญแล้วมันจะทอยลงหลุม, ต้องมีจิตว่าง ด้วย จึงจะ ทำได้. ถ้าคุณอยากจะเข้าใจก็ไปลองดู ; จะโยนอะไรลงไปในหลุม เล็ก ๆ ก็ได้ ; ไม่จำเป็นต้องเป็นการเล่นการพนัน, โยนตามธรรมดา สามัญ มันก็ยังต้องปรับปรุงจิตใจให้เหมาะสมให้ว่าง. ทีนี้ คนเรามันก็มีเรื่องหวัง ซึ่งเป็นเรื่องอยากเรื่องตัวกู-ของกู ที่ไม่ว่าง : มันก็ปรับปรุงไม่พอดี, ตั้งใจน้อยไปบ้าง ตั้งใจแรงไปบ้าง ล้วนแต่ไม่ลงหลุมทั้งนั้น, ส่วนเราใช้วิธี ทำจิตให้มันว่างโดย ไม่มากไปไม่น้อยไป มันก็ลงหลุมได้เองโดยอำนาจของธรรม- ชาติ, แม้ไม่เคยฝึกฝนอะไรมากมายนัก. พวกที่ฝึกฝนมามากมาย หรือเก่งบางทีมันก็แพ้อย่างหลุดลุ่ย ; โดยเราหาวิธีทำอะไรให้เขา หัวเสียนิดหน่อยเท่านั้น. คนที่เคยชนะทุกทีก็กลับแพ้ได้ ; มันเป็นวันที่ไม่รู้จะเรียกว่า เป็นวันอะไรก็เลยว่า "วันนี้กูซวย" ที่จริงมันโง่, ไม่รู้จักทำจิตให้ว่าง จึงไปโทษ "วันนี้กูซวย" ไปโทษอะไรเสียอย่างนี้, โทษโชค โทษผี โทษอะไรไป. ถ้ามีธรรมะตามหลักพุทธศาสนา หรือธรรมะของ

น.54 ๕๔ ธรรมชาติก็คือการทำจิตให้มันเป็นกลาง ; ให้ว่างไม่มากไปไม่น้อย ไปมันก็ไม่รู้จักซวย. ลองไปซ้อมมือดู ซึ่งมันจะมีปัญหาหลายอย่าง ที่เรียกว่าปัญหาเบ็ดเตล็ดแทรกเข้ามาอีก แ ต่ปัญหาใหญ่มหาศาล มันอยู่ที่ตรงนี้ ที่ต้องทำจิตให้มันว่าง. ผมก็ยังเล่นทอยกองอยู่ เวลานี้ทุกวัน คือโยนอะไรให้ปลา กิน ; โยนจากข้างในทางหน้าต่าง ; มันก็มีเรื่องต้องโยนให้ลงที่ตรง นั้นลงที่อื่นก็ไม่ได้ มันไม่เหมาะสม : นี่ยังเล่นทอยกองอยู่อย่างนี้ ทีนี้มันมีปัญหาปลีกย่อยแทรกแซงอย่างของที่โยนมันเหนียวติดมือ สลัดทิ้งไปอย่างธรรมดามันติดมือ มันก็ผิดที่, ผิดจากที่เราอยาก ให้มันลงไป. ปัญหาปลีกย่อยอย่างนี้มันเล็กน้อย ต้องแก้ไขกันวิธี อื่น ; หรือของมันหนักเกินเบาเกินไป, นี้มันก็เป็นปัญหาปลีกย่อย. ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ตรงว่า ทำไปด้วยจิตที่เป็นกลางหรือที่ว่าง. ถ้ามันเหนียวติดมือ ก็ทำอย่าให้มันเหนียว. หรือคำนวณความ เหนียวนี้ให้พอดี โดยสลัดให้มันแรงกว่า ; นี่ก็เป็นเรื่องของ สติปัญญา, ไม่ต้องมีโมโหโทโสอะไรเกิดขึ้น. นี่แหละขอให้ถือไว้เป็นเรื่อง ช่วยความจำว่า : แม้เด็กเล่น ทอยกองก็ต้องใช้จิตว่าง, อะไรอื่น ๆ ที่คล้ายกัน มันก็ทำนองเดียว กัน. การแก้ไขอุปสรรคส่วนบุคคล ก็ต้องแก้ไขด้วยการทำจิต ให้ว่างอยู่นั่นเอง : เราสามารถใช้สมรรถภาพความรู้ต่าง ๆ ซึ่งมี อยู่ให้สำเร็จได้ ด้วยการที่ทำจิตให้ว่าง ถึงแม้แก้ปัญหาที่มันมาจาก ภายนอกหรือจากผู้อื่นมันก็อย่างเดียวกันอีก, แต่มันไกล หรือ มันยากออกไป. เดี๋ยวนี้ เรามีทางแก้ปัญหามากมาย ซึ่งไม่เกี่ยวกับจิต

น.55 ๕๕ ว่างโดยตรง ; แต่แก้ด้วยจิตว่างที่ไม่ถูกต้อง จนเป็นจิตว่าง อันธพาล ไปก็มี. ในบางคราวมันก็มีประโยชน์ แต่ส่วนมากมันก็ใช้ไม่ได้ ; แม้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจล้วน ๆ บางอย่าง มันก็ยังแก้ได้ด้วย จิตว่างแบบอันธพาล : เหมือนอย่างกลัวผี, เป็นปัญหาส่วนตัว เรื่องกลัวผี ; ใช้เพียงจิตว่างอันธพาล มันก็ทำฮึดฮัดขึ้นมา หรือ มุมานะอะไรขึ้นมา, จนรู้สึกว่าไม่มีตัวกู ไม่มีอะไร หรือจะสู้กับผี จะเตะจะต่อยกับผีอะไรก็ตามใจ ; มันก็ขจัดความกลัวผีไปได้แบบ หนึ่ง หรือชั่วเวลาหนึ่ง. อย่างนี้มันก็ยังเรียกว่า ไม่ใช่จิตว่างอย่าง ที่ต้องการ : มันพอใช้ได้อยู่บ้าง แต่มันยังมีอะไรที่ดีไปกว่านั้น. อีกประการหนึ่ง เขาใช้เครื่องราง, กลัวผีใช้เครื่องราง เช่น อาจจะใช้แขวนพระกันผี มันก็กันไม่ค่อยจะได้ ทั้งที่แขวนเครื่อง รางอยู่ก็ยังโดนผีหลอก, เพราะลืมไปว่าแขวนเครื่องรางอยู่ ก็มี : อย่างดีที่สุดที่จะช่วยได้ก็ให้มีความมั่นใจอะไรขึ้นมาสักอย่าง หนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งเขา ใช้อวิชชาแบบหนึ่งมาช่วยแก้ปัญหา เรื่องกลัวผี คือต้องเชื่ออย่างงมงายจึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่ง เรียกว่าอวิชชา. มันก็กระเดียดไปทางจิตว่างอันธพาลอยู่เหมือน กัน ; แต่ว่าอย่าพูดดีกว่า เพราะใคร ๆ ก็ทำอยู่อย่างนี้มาก มัน กระทบกระเทือน. เรื่องต่อไปอีก ก็ให้รู้จักทำจิตที่ส่ง ไปเสียทางอื่น จากเรื่องผี เช่นตัวอย่างเรื่องเดินผ่านป่าช้านี้ ; ก็ไปนึกถึงอะไรเสีย ความกลัว ผีในป่าช้ามันก็ไม่มาก, หรืออาจจะระงับไปชั่วคราว ผ่านป่าช้า ไปได้ : เด็กบางคนหลับตาเดินผ่านป่าช้า, ผมก็ใช้วิธีของผมโดย

น.56 ๕๖ นึกถึงเรื่องอื่น. จากวัดที่ผมบวช หรือวัดที่ผมอยู่ตอนเด็ก ๆ จาก วัดไปอีกวัดหนึ่งต้องผ่านป่าช้าเป็นป่ารก, บางทีก็ต้องไปธุระ ถูก ใช้ให้ไปธุระไปหาอาจารย์อีกวัดหนึ่ง, บางทีนึกสนุกขึ้นมาก็พนัน กันเล่นระหว่างเด็กหลาย ๆ คน ว่าใครจะกล้าผ่านป่าช้าไหม? พอตกหัวค่ำแล้วพนันกันว่า จะไปเอาอะไรมาเป็นหลักฐาน จากวัดฝ่ายโน้นมาให้ฝ่ายนี้ดูว่าผ่านป่าช้า ไปจริง ; มีเพื่อนเด็ก กรรมการเฝ้าต้นทางอยู่ทางนี้. ต่างคนต่างก็มีของตัวอย่างที่ว่า ; ส่วนมากมันก็เหลวไม่กล้าไป หรือเล่นตลกจนเขาจับได้. ส่วนวิธี ส่งจิตไปเสียทางอื่นนั้นใช้ได้ : ทำเหมือนกับไม่ใช่ป่าช้า, อย่างนี้ เรียกว่าใช้การบังคับ, อยู่ในพวก ที่ใช้วิธีการบังคับ เป็นวิก- ขัมภนะ, คือการบังคับ ; ประเภทเดียวกับการใช้สมาธิ. แต่มันก็ ไม่ดีเท่ากับเรื่องของจิตว่าง โดยแท้จริงหรือโดยสมบูรณ์. ทำ อย่างนั้นมันก็คล้ายๆ จิตว่างแบบอันธพาลอยู่หน่อย ๆ โดยไม่ รู้สึกตัว, ทำทะลึ่งตึงตังขึ้นมา หาฤกษ์หาอะไร แต่มันไม่ประกอบ ด้วยธรรมชาติเดิมแท้ และมันก็ไม่เป็นวิธีของพุทธศาสนาโดย สมบูรณ์. ส่วนที่เป็นวิธีขอ งพุทธศาสนานั้น ก็ใช้วิธีอย่างที่เรียกว่า ไฟกรด, ไฟกรดจี้ไปทางไหนก็ว่างไปหมด. เปรียบเหมือนกับยักษ์ตัวหนึ่งมีตา เป็นไฟกรด มองไปทางไหน ไหม้วินาศไปหมด, เราก็มีไฟกรดตามแบบของพระพุทธเจ้า. มองไปทางไหนมันก็ว่างไปหมดว่างจากสัตว์ จากบุคคล ตัวตน เรา เขา ; แต่ก็ ต้องมีการศึกษา อบรม มาพอสมควรเราจึงจะ รู้จักทำได้. แทนที่จะมอบให้ง่าย ๆ อย่างพระอิศวรประทานพร

น.57 ๕๗ ก็ต้องทำการ ปฏิบัติตามวิธีของพระพุทธเจ้า จึงจะรู้จักทำจิต ให้ว่าง ได้หมด ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีผี ไม่มีการงาน ไม่มี อุปสรรค ไม่มีอะไร ; มันเป็นเรื่องของปัญหาทางวิญญาณ ไม่ใช่ เป็นเรื่องว่างอันธพาล อย่างน้อยมันก็เป็นปัญญา เป็นวิทยา- ศาสตร์ ; แม้แต่คณิตศาสตร์ของเด็กอมมือ มันก็เป็นเรื่องของปัญญา. บางทีเราก็คิดว่า ผีมันมี สิ่งที่คนเขาเรียกกันว่าวิญญาณ ซึ่งเราก็ไม่รู้อะไรนอกจากเขาเรียกกันว่าวิญญาณ : ผีมันมีแต่ วิญญาณ. ส่วนเรานี่วิญญาณอย่างผีก็ต้องมีซิ เพราะว่าผีมันเพิ่ง จะตายไป มันเหลือแต่วิญญาณที่ท่องเที่ยวอยู่, ในตัวเราก็ต้องมี วิญญาณชนิดนั้นแน่นอน ; แต่เรายังมีเนื้อ มีเลือด มีกล้ามเนื้อ มีอะไรที่ยังมากกว่าวิญญาณ : ถ้าผี ; มี ๑ เราก็ต้องมี ๒ มี ๓ ; ดังนั้นเราก็ต้องเก่งกว่าผี, ทำไมเราจะต้องกลัวผี คิดขึ้นมาอย่างนี้ มันก็หายกลัวผี. ในคณิตศาสตร์ ๑ + ๑ = ๒, ๒ - ๑ มันก็ต้องเหลือ ๑ มันก็หายกลัวผี : อย่างนี้มันเป็นเรื่องของสติปัญญา ไม่ใช่ อันธพาล. ต้องรู้จักแยกสติปัญญาออกจากการมุมานะอย่าง อันธพาล ซึ่งเป็นเรื่องจิตวุ่นนั้นเสีย : เรื่องจิตว่างนั้นเป็นสติปัญญา มันแยกทางกันเดิน. ดังนั้นการที่จะมีจิตว่างตามแบบพุทธศาสนาอันถูกต้อง ต้องเป็นเรื่องของปัญญา. ถ้าทำอย่างนี้ได้ ปัญญาจะมีมากขึ้น ๆ ๆ จนสูงกว่าคณิต- ศาสตร์ของเด็กอมมือ ; นี่มันเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม ไม่สนใจกันเสีย หมด. ถ้าเรามีความเคยชินกับวิธีการอย่างนี้มาแต่เดิม เป็นทุน เป็นพื้นฐานบ้าง ก็จะง่ายในการที่จะมีจิตว่าง ; คือมัน เพียงแต่

น.58 ๕๘ พอกพูนปัญญา คือมันเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้ว ; แต่ว่าทำให้มันมากขึ้น เจริญขึ้น develop มันขึ้น, ที่มันมีอยู่เพียงสิ่งเดียวนั้น ให้มันแก่กล้า ขึ้นมาก็แก้ปัญหาได้หมด เพราะมันเป็นเรื่องปัญญาสูงสุด มองเห็น ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา กระทั่ง มองเห็นว่าสิ่งเหล่านั้น มันเป็นเรื่องของคนไม่รู้ เที่ยวสมมติกันอย่างนั้น สมมติกัน อย่างนี้, ผีก็ไม่มี คนก็ไม่มี แล้วใครจะหลอกใคร . ฉะนั้นผู้ ที่ถึงฝั่งถึงตลิ่งของพระธรรม คือเป็นพระอรหันต์ก็หมดปัญหา เหล่านี้ คือผีไม่หลอก ; เพราะไม่มีผี ไม่มีตัวให้ผีหลอก. ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ได้ยินคนที่บวชเรียนแล้ว แต่ไม่รู้เรื่อง อะไร ผมกล้าพูดว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไร ; แต่เขาพูดสืบ ๆ กันมาว่า เป็นพระอรหันต์แล้วก็หมดปัญหา ผีไม่หลอก, หรือเป็น อาจารย์วิปัสสนาแล้วผีก็ไม่หลอก : อย่างนี้ก็พูด. ทั้งเขาไม่รู้ว่า วิปัสสนาคืออะไร? เป็นอย่างไร? และทำไมผีจึงไม่หลอก? เขาไม่รู้ แน่นอน, ผมสังเกตเห็น ; แต่เขาพูดตาม ๆ กันมา ตามความเชื่อ เดี๋ยวนี้เรามองดูมันก็เห็นว่าจริง : ถ้าเป็นอาจารย์วิปัสสนาจริง ผีก็ไม่หลอกเพราะมองเห็นอยู่ว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเรา ไม่มีเขา อย่างนี้เรื่อย. ถ้าพิจารณาสูงขึ้นไปจนกระทั่งให้มันว่างไปหมด ไม่มีอะไร เราก็พูดอย่างแบบฟ้าแลบแบบมาเหนือเมฆเหมือนที่ฮวงโปพูด ไปหาหนังสือฮวงโปอ่านดูบ้างนิดหน่อยก็พอรู้ : ว่าคนอย่าง ฮวงโปหรือนิกายของเขาใช้คำว่า "ว่าง" คำเดียว, ไม่มีอะไรนอก จากความว่าง, พุทธะคือ ความว่าง, ธรรมะคือความว่าง, สังฆะคือความว่าง ว่าเท่านี้ก่อน อะไร ๆ ก็คือความว่าง แม้

น.59 ๕๙ แต่กิเลสก็คือความว่าง, ความทุกข์ก็คือความว่าง. อะไร ๆ ก็คือความว่าง. ที่แท้ก็คือ ความรู้ทางพุทธศาสนา, หรือหลักของ พระพุทธศาสนาที่เอาไปพูดอีกแบบหนึ่งให้มันโผงผางตรงไปตรง มา ; ฟังไม่ดีก็เป็นอันธพาล ; ที่จริงไม่ใช่อันธพาล แต่เป็นสติปัญญา, เป็นผลของสติปัญญาชั้นสูงสุด. นี้ถ้ามองเห็นลึกพอและเห็นจริงถึงที่สุด : ก้อนหินก็คือความ ว่าง, สุนัข แมว อะไรก็คือความว่าง, คนก็คือความว่าง, อะไร ๆ ก็คือความว่าง, กระทั่งพุทธะธรรมะสังฆะก็คือความว่าง, และ ความว่างนั้นก็คือความว่างอีกทีหนึ่ง. แต่แล้วก็ไม่มีใครเอามาใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้ เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง. วิธีการนี้ จะดีวิเศษ อย่างไรจะจริงที่สุดอย่างไร คนเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์เหมือนกัน. แต่ก็มีประโยชน์อยู่ในตัวมัน เอง, เป็นเพชรเป็นพลอยที่มีค่าอยู่ในตัวมันเอง ; ไม่มีใครเอามาใช้ ให้เป็นประโยชน์. อย่างนี้แม้แต่เรื่องกลัวผี เราก็ยังต้องใช้วิธี หลาย ๆ ระดับที่จะทำลายผีให้หมดไปได้. วิธีที่ดีที่สุด อันสุดท้ายก็คือมีปัญญาเหมือนไฟกรด มอง ไปทาง ไหนว่างไปหมด : นั่นคือวิธีของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เธอจงมีสติมองเห็นโลกโดย ความเป็นของว่างอยู่เสมอเถิด" แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้หมดเลย. แต่ถ้าฟังไม่ถูกก็เป็นเรื่องบ้าบอที่สุด แต่ว่าคน ๆ นั้น เขานับถือ พระพุทธเจ้าตามธรรมเนียม, ก็ไม่กล้าว่าพระพุทธเจ้า. ถ้าลอง ผมพูด หรือเขาเข้าใจว่าผมพูดเอาเอง ก็จะว่ามันเป็นเรื่องบ้าบอ ที่สุด. แต่พอรู้ว่าพระพุทธเจ้าว่า ก็เงียบเสีย. ความไม่เข้าใจ

น.60 ๖๐ นั่นแหละเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ; แล้วมันก็จริงอย่างฮวงโป ว่า : “ พุทธะคือความว่าง" ดังนั้นถ้า ไม่รู้จักความว่าง ก็คือ ไม่ รู้จักพุทธะ. คนนั้นแม้จะอ้างว่านับถือพระพุทธเจ้า ก็ถึงพระพุทธเจ้าแต่ เปลือก ไม่ใช่ถึงพระพุทธเจ้าที่แท้จริงข้างใน. ธรรมะคือความว่าง เขาก็ไม่มีธรรมะ ไม่รู้จักธรรมะ สังฆะคือความว่าง เขาก็ ไม่รู้ จักพระสงฆ์ ไม่มีพระสงฆ์ฮวงโปพูดทีเดียวตลอดสาย มันก็เหมือน อย่างที่เรียกว่าไฟกรดมันไม่ยกเว้นอะไร มันเผาไหม้หมด เป็นความ ว่างไปหมด. พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็เพราะว่าว่างจากตัวกู- ของกู, ธรรมะเป็นพระธรรมขึ้นมา ก็เพราะว่ามันเป็นธรรม- ชาติที่ไม่เจืออยู่ด้วยตัวกู-ของกู ; แม้ธรรมะที่เป็นคำสอน สำหรับเล่าเรียน มันก็สอนเรื่องว่างจากตัวกู. ข้อปฏิบัติก็เพื่อให้ว่าง จากตัวกู ผลของมันก็คือว่างจากตัวกู ฉะนั้น ธรรมะก็คือความ ว่าง. ดูเนื้อตัวตามธรรมชาติมันก็คือความว่างไม่ใช่ตัวกู-ของกู. สังฆะพระสงฆ์นี้ก็เหมือนกัน ต้องมีจิตว่างหรือพร้อมที่จะเป็น ไปตามแบบของความว่าง จึงจะเป็นพระสงฆ์ ไม่ใช่ตัวคน. พระสงฆ์เขาไม่ได้หมายถึงตัวคน, เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้ หมายถึงตัวคน ; ล้วนแต่หมายถึงตัวธรรมไปหมด. แล้วธรรมก็ คือธรรมชาติ. ไม่ใช่ตัวกู-ของกู ไม่ใช่บุคคล ; มันก็ว่างไปหมด. ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูโลกโดยความเป็นของว่าง" นั้นก็คือ ว่างทั้งหมด รูปธรรม นามธรรม ก็เป็นของว่าง, กิเลสมันก็อยู่ใน พวกนามธรรม มันก็ เป็นของว่าง. ความทุกข์ก็เป็นพวกนามธรรม

น.61 ๖๑ มันก็เป็นของความว่าง. ถ้าอย่างไร ในระหว่างบวชนี่ รู้จักสร้างอาวุธกายสิทธิ์ คือ ไฟกรด ที่เราสมมติเรียกนี้ : มองดูอะไรเป็นของว่าง, เป็นแว่น แก้ว, ถ้าเป็นไฟกรดก็สำหรับจี้เผาทุกสิ่งให้มันว่างไปไม่มีเหลือ นี่พูดเป็นเรื่องทางวัตถุไปหน่อย แต่มันเป็นอุปมา. ส่วนเราก็เผา ทางวิญญาณให้หมดตัวกู-ของกูในทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเป็นแว่นแก้ว ก็คือแว่นที่มีแสงส่องให้มันเผาไหม้ "ตัวกู-ของกู" อย่างเดียว ; อย่างอื่นจะเหลืออยู่ก็ตามใจ มันก็เป็นซาก, ชีวิตก็เหลืออยู่เป็นซาก, จิตใจก็เหลืออยู่เป็นซาก คือ ปราศจากตัวกู-ของกู. นี่ถ้าคุณได้ อันนี้ไปในระหว่างบวชนี้ออกไปแล้วมันก็คงจะใช้ได้มาก เพราะ ต้องออกไปเผชิญกับอุปสรรคประเภทที่ ๒ คืออุปสรรคที่เกิดมา จากภายนอก หรือสิ่งแวดล้อม, เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกคน เดียว จะต้องไปทำงานเนื่องด้วยผู้อื่น. ตามปกติสึกออกไป ก็ไปมีครอบครัวมีอะไร ก็มีคนอื่นสิ่งอื่น เข้าแวดล้อม, มันล้วนแต่เป็นหนทางที่จะเกิดอุปสรรค. และยิ่งกว่า นั้นก็คือมีคนอีกจำนวนมาก ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ; ถ้าเขาเป็น คนอันธพาลเป็นคนคอรัปชั่นมันก็ยิ่งมีปัญหา. และยิ่งกว่านั้นอีก เราก็มีศัตรูคู่แข่งขันคู่ทำลายอยู่รอบด้าน ตามวิสัยโลกหรือคน ปุถุชนในโลก มันก็มีปัญหามากในการที่จะทำให้หัวเสีย ; พอ หัวเสียก็คือตาย. คนเราเมื่อหัวเสียขึ้นมาเมื่อไร มันก็คือตาย เมื่อนั้น คือมันฉิบหายหมด. ดังนั้นวิธีที่จะ ไม่ให้หัวเสียนั้นมันก็ ไม่มีวิธีอื่นนอกจากการดำรงจิตไว้ให้ถูกต้องอยู่เสมอ คือมี ปัญญา มีวิชชาตามแบบของพระพุทธเจ้า ; ไม่ใช่ปัญญา

น.62 ๖๒ คดโกง ปัญญาบริสุทธิ์ตามแบบพระพุทธเจ้า คือหลังจากจิตว่าง แล้ว จะมีปัญญาบริสุทธิ์, อันนี้ต้องมีอยู่เสมอ ; มันจะเป็นอาวุธ อย่างที่ว่า จะเผาทุกสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องให้หมดกำลังหมดอำนาจ ไป. แต่มันก็ทำยากอย่างยิ่ง คือยากยิ่งขึ้นทุกที ในเมื่อสิ่งนั้นคือ สิ่งที่เราโกรธหรือเกลียดหรือไม่ชอบอยู่เป็นต้นทุน, เป็นศัตรูหรือ ผู้ขัดขวางขัดคอนี้ เราก็เกลียดอยู่เป็นต้นทุนแล้ว : มัน ไม่ว่าง อย่างยิ่งอยู่เป็นต้นทุนแล้วมันก็เลยทำยาก, มันก็มีความมืดมน ไปหมด ไม่มีปัญญาที่จะแก้ปัญหา, ไม่อาจจะถือหลักพระพุทธ- ภาษิตที่ว่า "ชนะความชั่วด้วยความดี" ชนะคนชั่วด้วยความ ดี ; ทำไม่ได้เพราะจิตมัววุ่นวาย. พอถูกเข้าเพียงครั้งเดียว สองครั้งก็ยอมแพ้หมด ; ร้องว่าวิธีการนี้ใช้ไม่ได้แล้วโว้ย! ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้พูด, และเราก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า .. เดี๋ยวนี้มี คนเชื่อมากขึ้น ๆ ที่ว่า วิธีการชนะความชั่วด้วย ความดีนี่มันใช้ไม่ได้ ; เพราะโลกนี้เขาไม่ยอมถือกันอย่างนี้ เช่นถือว่าคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายชั่ว เสรีประชาธิปไตยเป็นฝ่าย ดี : ควรจะชนะความชั่วหรือคนชั่วด้วยความดี ไม่มีใครถือ ไม่มีใครคิด ไม่มีใครพยายาม ; เขาจะใช้ฟันต่อฟัน, ตาต่อตา กันเรื่อยไป. บางทีอาจจะใช้อุบายเหมือนกับว่า ทำดีเข้ามาหา อย่างนี้มันก็ไม่ใช่ดีที่ถูกต้อง เพราะว่าไม่จริง ; มันก็ชนะไม่ได้. ในฐานะที่คุณเป็นภิกษุในพุทธศาสนา เป็นสาวกของพระ- พุทธเจ้า, ไปคิดดูเองว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ผิดหรือถูกอย่างไร? ชนะความชั่วด้วยความดี, ชนะคนขี้เหนียวด้วยการให้ทาน,

น.63 ๖๓ คุณจะทำไปได้สักกี่ครั้งในการชนะคนขี้เหนียวด้วยการให้ทาน? รวมความแล้ว ทำอะไรไม่ได้หมด เพราะว่าทำจิตให้ว่างไม่ได้. คนในครอบครัวก็ยังบังคับไม่ได้ ; เหมือนที่เขาล้อ นะโปเลียน ว่า เอาหมาออกไปตัวหนึ่งจากครอบครัวก็ไม่ได้, เป็นถึงมหาจักร- พรรดิ์ กำจัดหมาตัวหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะว่าราชินีชอบหมา. นี่มัน เป็นเรื่อง มีตัวกู-มีของกู แล้วมันก็เอาชนะอะไร ๆ ไม่ได้. นี่เราจะต้องพบปัญหานับตั้งแต่ในครอบครัว นี่หมายถึงคน ที่สึกออกไป ; ไปถึงคนใต้บังคับบัญชา, คนข้างนอก, คนที่เป็นศัตรู, แล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยอะไร? ผมก็ยังคงยืนยันว่าต้องใช้ จิตว่างคือเครื่องมือวิเศษอย่างเดียวจงรีบแสวงหาสะสมไว้ แล้ว นำเอาไปใช้. เราต้องชนะตัวเราก่อน ต้องมีการชนะตัวเอง คือชนะ กิเลส ว่างจากตัวกู ว่างจากของกู เสียก่อน จึงจะมีสติปัญญา เห็นลู่ทางที่จะเอาชนะผู้อื่น, ทำผู้อื่นให้อยู่ในอำนาจของเราได้. แต่แล้วมันก็ไม่ใช่ทำง่ายเหมือนปากว่า ; ต้องใช้ความอดกลั้น อดทน บวกกันเข้ากับสติปัญญา ซึ่งมันมาเจ็บปวดอยู่ที่อดกลั้น อดทน. ถ้าทนไม่ได้ก็ล้มละลายกันตรงนี้, ยิ่งถ้าเป็นคนทำงาน เพื่อตัวกู-ของกู ไม่ได้ทำงานเพื่องาน มันก็ยิ่งยาก. แม้ว่า ทำงานเพื่องานมันก็ยังไม่ดีที่สุด ; มันต้องทำให้ไม่มีงาน ไม่เป็น งาน, ทำเป็นการเล่นหรือของเล่นไปเลย โดยปัญญาของพระพุทธ- เจ้า : มองอะไรว่างไปหมด งานก็ไม่มี การทำงานก็ไม่มี ซึ่งดียิ่ง กว่าที่ทำงานเพื่องานไปเสียอีก.

น.64 ๖๔ ทำงานเพื่อตัวกูเพื่อของกูนี้ มันตกนรกทั้งเป็นตลอดเวลา. ทำงานเพื่อตัวกูจะรู้สึกหัวเสียตลอดเวลา แล้วก็ยุ่งหมดตลอด เวลา : แม้ภายในครอบครัวของตัวเอง มันก็ยุ่ง. ถ้าทำงานเพื่อ งานมันก็วิเศษเพราะมีใจคอปกติมีปัญญาพอที่จะแก้ไข อุปสรรคต่าง ๆ ได้. นี่เราจะพูดกันโดยละเอียดในคราวอื่น. ที่วิเศษแสนวิเศษไปกว่านั้นอีกก็คือว่าไม่มีงานที่จะต้อง ทำ : "ฉัน ไม่มีงานที่จะต้องทำ แต่ว่ามีการเคลื่อนไหวอะไรอยู่ ตัวเป็นเกลียวเหมือนกัน" สิ่งที่ทำนั้นไม่มีความรู้สึกว่าเป็นการงาน หรือเป็นภาระ เหมือนกับทำอะไรเล่น ๆ เป็นการเล่นไปหมดไม่มี การงาน เลยสนุกสบายไปหมด. มันมีแต่ได้ไม่มีเสีย คือมัน มีแต่ ได้ ได้ความรู้ ได้อะไรไปหมด ; แม้ทำผิดฉิบหายหมด มันก็ได้ ความรู้. นี่มันเป็นมากอย่างนี้ มันมีแต่เรื่องได้ : ได้ความรู้ได้ความ จริงได้อะไรมาเรื่อย ; เลยไม่มีการงาน มีแต่การได้อะไรอย่างหนึ่ง เรื่อยไป มีความเจริญทางจิตใจ มีวิวัฒนาการทางวิญญาณ เรื่อยไป ๆ, ไม่มีทุกข์ไม่มีนรก. อย่างนี้จะชนะตัวเองด้วย ชนะผู้อื่นด้วย, ชนะอะไรได้ด้วย. เดี๋ยวนี้มีการงานมากเหลือเกิน แล้วก็มีอุปสรรคมาก เหลือเกิน ; ที่พูด ๆ กันในโลกนี้ มีการงานมาก มีความรับผิดชอบ มาก มีอุปสรรคมาก กว่าจะได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ต้องฟันฝ่า อุปสรรคการงานเหลือเกิน. นี่คนยังโง่กว่าสุนัข หรือกว่าสัตว์ เดรัจฉานทั่วไป โดยไม่รู้สึกตัว ผมหมายความว่า สัตว์เดรัจฉาน นั้นการงานของมันก็คือกิน, ผมนั่งดูนกที่มันกินลูกหมากเม่า มันกินพลางเล่นพลาง มันมีเท่านั้น, ไม่ต้องพูดถึงการงาน มันไม่มี

น.65 ๖๕ หน้าที่อะไร นอกจากบินมาแล้วก็กิน-กิน-กิน ; นี่คือการงานของ มัน, การทำงานของมันคือการกิน. สุนัขก็เหมือนกัน มันไม่ทำงาน อะไร นอกจากกินเท่านั้นกินคือการงาน : ส่วนที่มันจะทำอะไรไป ตามเรื่องของมันเป็นเรื่องเล่นไปหมด. มันจะรับใช้เราหรือว่ามันจะ ไล่กัดสัตว์ หรืออะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องเล่นไปหมด : ไม่มีภาระ หมักหมม ทับถมจิตใจเหมือนมนุษย์. มนุษย์นั้นอะไร ๆ ก็เป็นการงานไปหมด ต้องรับผิดชอบ ไปหมด ; แม้แต่การกินเข้าไปก็เป็นภาระ เป็นหน้าที่การงาน ที่ทรมานใจไปหมด : จึงมีงานมากท่วมหูท่วมตา ท่วมเป็นภูเขา เลากา. แต่สัตว์เดรัจฉานไม่มีการงาน ; การงานของมันคือการกิน เข้าไป. คนเราต้องหาด้วยการทำงานแล้วจึงจะได้กิน. มองดูแล้ว ไม่เรียกว่าโง่ แล้วก็ไม่รู้จะเรียกอะไร เป็นคนมีบาปมีกรรมอะไร, เป็นคนมีบาปมีกรรม คือทำงานแล้วจึงจะได้กินเข้าไป. สัตว์เดรัจ- ฉานการงานก็คือกินเข้าไป แล้วมันก็ไม่รู้สึกว่าเป็นการงาน รู้สึก เป็นการเล่นหรือการสบาย หรือเป็นความสุขไปหมด. ส่วนเรานั้น เต็มไปด้วยการงาน ; แต่สุนัข มันเต็มไปด้วยการเล่น มันก็ย่อมดี กว่าเรา. เราจะแก้อุปสรรคทั้งหลายในชีวิต จะเป็นส่วนบุคคล ก็ดี ศัตรูก็ดี การงานก็ดี อะไรก็ดี ให้ออกไปได้อย่างไร? ผมว่าไม่มีทางอื่น นอกจาก ทางของพระพุทธเจ้า ด้วย เครื่องมือคืออาวุธวิเศษกายสิทธิ์ ที่จะมองส่องอะไรให้มัน ไหม้เป็นจุณณ์ไปหมด เป็นความว่างไปหมด ; เราต้องแก้ ปัญหาทั้งหมดด้วยการที่ทำจิตให้ว่าง, ไม่มีเครื่องมืออื่นนอก

น.66 ๖๖ จากทำจิตให้ว่าง : คือทำให้สติปัญญาที่มาจากความว่างมัน เกิดขึ้นมา, ขจัดตัวกู-ของกูออกไปนั่นคือการแก้ปัญหาด้วยการ ทำจิตให้ว่าง. พอจิตว่างมันก็มีสติปัญญาออกมาสำหรับ แก้ปัญหาทุกอย่าง ที่มนุษย์เรียกกันว่าปัญหา, อย่างน้อยที่สุด มันสลายตัวลงทันที. อุปสรรคปัญหาต่าง ๆ มันสลายตัวลงไป ทันทีที่มีจิตว่าง แล้วต่อจากนั้นจะทำอะไรต่อไปก็แล้วแต่. นี่เรียกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ส่วนตัวเราโดยเฉพาะก็ดี, ปัญหา ที่มาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกก็ดี, วิธีแก้ของมันก็คือการทำจิต ให้ว่าง, ถ้าต้องการ ด้วยการทำจิตให้ว่าง ก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจาก การทำจิตให้ว่าง ด้วยการเอาวิชชามาสร้างวิชชาไว้เรื่อยไป ๆ. ส่วนอีกทางหนึ่ง : อวิชชามันก็สร้างอวิชชาเรื่อยไป. วิชชาก็มา จากวิชชา, อวิชชาก็มาจากอวิชชา เป็นที่สุดจุดจบของการตอบ คำถามตามแบบของพุทธศาสนา. ถ้าเป็น logic หรือเป็นปรัชญาสมัยใหม่เขาจะตอบกันอย่างไร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน. ถ้าตอบตามแบบพุทธบริษัท ที่รวบรัด ตัดบทได้ทันแก่เวลา ก็อย่างที่ว่า นั่นแหละ : คืออวิชชาความโง่ มันก็มาจากอวิชชา วิชชาความรู้มันก็มาจากวิชชาความรู้ ; และที่สูงที่สุด ที่ดีที่สุดก็คือที่มันออกมาจากความว่างจากตัวกู- ของกู เป็นวิชชาอยู่ในตัวเองด้วย, และเป็นวิชชาที่จะทำให้เกิด วิชชาอื่น ๆ ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุดด้วย. เวลาหมดแล้ว ก็พอกันทีสำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต