น.67 วันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า " ปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน ด้วยจิตว่าง" ต่อจากที่พูดค้างไว้จากวันก่อน. ในวันที่แล้ว มาได้พูดถึงปัญหาในการทำงานด้วยจิตว่าง ในลักษณะที่ เป็นส่วนบุคคลตามลำพังตนเป็นส่วนมาก. ปัญหาใหญ่อันหนึ่งก็คือปัญหาที่เกิดจากบุคคลภายนอก หรือสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เป็นตัวปัญหา, คนโดยมากมักจะไปโทษผู้อื่น หรือสิ่งอื่น ไม่โทษตัว เอง ไม่โทษสติปัญญาหรือความสามารถของตัวเอง ว่ามีไม่พอ. เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ในข้อนี้กันเป็นส่วนใหญ่เสียก่อน ; เพราะ ถ้าเ รามีสติปัญญาความสามารถพอ ก็ไม่มีใครเป็นอุปสรรค หรือเป็นผู้ต้านทานได้. ดูลงมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นจอม
น.68 ๖๘ ของปัญญา ท่านก็ประกาศพระธรรมหรือพระศาสนา ในลักษณะ ที่ไม่มีใครต้านทานได้ : ถ้ามีใครต้านทานได้ ก็หมายความว่า มันยังไม่ใช่สติปัญญาที่สมบูรณ์. ในบทสวดธัมมจักร์ของเราจึงมีว่า อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พุราหุมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนาวา ; ซึ่งมีใจความว่า ไม่มีใครโต้กลับได้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือ พราหมณ์ เป็นเทวดา มาร พรหม ; กล่าวถึงพรหมเป็นพวก สุดท้ายเพราะถือว่าเป็นสัตว์ประเภทสูงสุด. ก็ไม่สามารถที่จะโต้ กลับ หรือตีกลับพระธรรมจักก์ที่พระพุทธองค์ได้ประกาศออกไป คือศาสนา. นี้ก็ต้องถือว่าโดยหลักใหญ่แล้วท่าน ชนะได้ด้วย ปัญญา ที่เพียงพอ ส่วนคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า เป็นบุคคล ที่รอง ๆ ลงไปก็ล้วนแต่ทำอะไรสำเร็จก็เพราะว่ามีปัญญา มีความ สามารถเพียงพอ คือ เหนือกว่าอุปสรรค เหนือกว่าปรปักษ์หรือ ศัตรูนั่นเอง. ที่อยากจะพูดแล้วพูดอีกหรือซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าสติปัญญานั้น ไม่มีสติปัญญา ไหนจะดีไปกว่า สติปัญญาที่มีปรากฏอยู่ในตัว มันเอง ในขณะที่จิตนี้ว่างจากตัวกู-ของกู : คือเมื่อจิตปราศ จากความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัวกู-ของกูเดือดพล่านอยู่ในใจ เป็นเวลาที่มีสติปัญญาสูงสุด. แต่ฟังดูคล้าย ๆ ว่าเป็นความโง่ หรือเป็นความไม่มีอะไรเลย, เพราะไม่ต้องคิดต้องนึก ต้องศึกษา อะไรมากมายเหมือนกับที่เขากำลังศึกษากัน. มันเป็นสติปัญญา ตามธรรมชาติ ของธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติ โดยธรรมชาติ แล้ว แต่จะพูด : ต้องเข้าถึงตัวธรรมชาติจริง ๆ. นี่คือสิ่งที่ต้องรู้ไว้สิ่งหนึ่ง
น.69 ๖๙ ว่า จะเรียนพุทธศาสนา จะศึกษาธรรมะอะไรเหล่านี้ก็ต้อง ศึกษาจากธรรมชาติโดยตรง ; ไม่ใช่ศึกษาจากหนังสือหนังหา จากคำพูดของผู้บอกผู้กล่าวอย่างเดียว ; อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้ มันไม่พอ คือจะไม่รู้ธรรมะได้เลย, ถ้ารู้ก็เป็นความรู้อย่างความจำ อย่างความคิดคำนึงคำนวณ ไม่ใช่ความรู้แจ้งแทงตลอดด้วยใจจริง ด้วยการเข้าถึงตัวธรรมชาติเลย ; เพราะเหตุนี้เขาจึงมีคำพูดที่ ฟังยาก. ในบางหมู่ บางพวก เช่นพวกนิกายเซ็น ก็พูดว่า "ไม่ต้อง ทำอะไรนอกจากเข้าถึงตัวธรรมชาติ" คือเป็นอันเดียวกันเสีย กับธรรมชาติ : พูดอย่างนี้ก็ฟังไม่ถูกอีก. แต่ที่แท้มันก็คือคำที่พูด อย่างธรรมดาสามัญที่เราพูดกัน : คือการถึงธรรม บรรลุธรรม เข้าถึงธรรม หรือเป็นธรรมเสียเอง. คำอธิบายละเอียดข้อนี้ อธิบาย อยู่ในหนังสือเรื่อง " คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน" ลองไปอ่านดู ถ้าสนใจ. คำว่า "เข้าถึงตัวธรรมชาติเสียเลย, หรือเป็นธรรม- ชาติเสียเลย" มันกลายเป็นจิตใจในขณะที่มีสติปัญญาสูง สุด ; เพราะว่าถ้าเข้าถึงตัวธรรมชาติเสียเลย หรือเป็นตัวธรรมชาติ เสียเลยแล้ว มันไม่มีตัวกู-ของกูเลย มันจึงอยู่เหนืออะไรหมด เหนือความขลาด ความกลัว ความรัก ความโกรธ ; และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือเหนือความโง่. คนเราโง่มากที่สุดก็เมื่อมีตัวหรือเห็นแก่ตัว เพราะว่า ความโง่นั้นเป็นเหตุ ให้รัก ให้เกลียด ให้กลัว ให้โกรธ ให้อะไร ต่าง ๆ สารพัดอย่างได้. คนที่มีสมรรถภาพมากที่สุดก็คือคน ที่อยู่เหนือความโง่, ไม่มีความโง่ หรือความผิดอะไร เหลืออยู่
น.70 ๗๐ ในขณะนั้น ซึ่งเราเรียกกันในที่นี้ว่า มีจิตว่างจากตัวกู-ของกู ; เป็นเรื่องที่ฟังยาก หรือเข้าใจยากหน่อย แต่ถ้ามีความพยายาม ทนพยายามที่จะศึกษาให้เข้าใจ มันก็เข้าใจได้ และมีประโยชน์ เกินค่า : มีประโยชน์ยิ่งกว่าที่จะเรียกว่าพอคุ้มกัน แต่ว่ามันมี ประโยชน์เกินค่า เพราะถ้า ไม่มีสิ่งนี้แล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะ บรรลุธรรมะอะไรได้. ผู้ที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ จะต้องมีการบรรลุธรรมเสียก่อน บรรลุอย่างเด็ดขาด หรือบรรลุเพียงบางส่วนบางระดับ : หรือว่า แม้แต่ทำให้มีการบรรลุ หรือถึงธรรมชาติชั่วขณะบางขณะ ก็ยังเป็น การดีที่สุด ก็คือว่า มีจิตว่างในบางครั้งบางคราวก็ยังดีที่สุด ดีกว่าที่จะไม่มีจิตว่างเสียเลย. โดยเฉพาะในกรณีที่อุปสรรค ศัตรูปรปักษ์ อะไรประดังกันเข้ามาในเวลานั้น ถ้ามีจิตว่างได้มัน ก็ดีที่สุด วิเศษที่สุด ในการที่จะแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้น ดังนั้นจึงได้ พูดถึงเรื่องนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อเราจะได้รู้จักและเข้าใจ, เพื่อจะทำ ให้มีจิตว่างได้ตามสมควรในการที่จะแก้ปัญหาในขณะที่ทำงาน, และต้องการที่จะทำการงานให้ดีที่สุดด้วยจิตว่าง. ในวันนี้ที่ต้องการจะชี้ให้เห็นก็คือ งานที่มีอุปสรรคเต็มไป หมด เนื่องมาจากบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งสมัยปัจจุบันนี้ หรือสมัยต่อไปข้างหน้า มนุษย์จะต้องทำการ งาน ชนิดที่ต้องสัมพันธ์กับคนอื่นมากยิ่งขึ้นกว่าที่แล้วมา. เมื่อ ครั้งโลกยังไม่เจริญตามแบบใหม่ คนทำงานตามลำพังได้เป็นส่วน มาก, ยิ่งสมัยดึกดำบรรพ์ด้วยแล้วก็คล้าย ๆ กับสัตว์; เรื่องงาน ก็คือการกินเท่านั้นเอง. นี่จะต้องไม่ลืมว่าในสมัยอย่างนั้น งาน
น.71 ๗๑ ของเขา คือไปเก็บมากินจากในป่า. ไปเที่ยวในป่ามันก็สนุกเหมือน กับคนเดี๋ยวนี้ไปเที่ยวป่า แล้วก็กิน, เพียงแต่กินเข้าไปในปาก มัน จึงไม่มีปัญหามากเหมือนสมัยนี้. ครั้นเปลี่ยนแปลงมาจนถึงสมัยนี้ ที่เรียกกันว่าความก้าวหน้า ก็ต้องพึ่งพาอาศัย หรือเกี่ยวข้องกับคนอื่นมากขึ้นทุกที. ความเจริญ ทำให้รวมกันเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านต้องรวมกันเป็นจังหวัด และเป็น ประเทศในที่สุด ; มีความผูกพันเป็นอันเดียวกัน เหมือนกับจับ มามัด เป็นมัดเดียวกัน ; มันก็ผิดจากสมัยโน้น ซึ่งต่างคนต่างเป็น อิสระ เหมือนกับนกหรือสัตว์เดรัจฉาน. เช่นนกอย่างนี้มันไม่มีการ งาน, บินไปหากิน มันก็สนุกสนานในการบินไปเหมือนกับเราเที่ยว ชมวิว, พอพบลูกไม้เข้าก็กินอย่างสนุกสนาน สบายร้องเพลงไป พลางก็มี ; อย่างนี้เรียกว่า อุปสรรคไม่มี เพราะว่าการงานไม่มี มีแต่การเล่นหรือการเที่ยว. คนสมัยโน้นเหมือนกับสัตว์อยู่มาก มีความเป็นอิสระแล้วก็ เปลี่ยนมาเป็นมีภาระมากเข้า ๆ ๆ เหมือนกับถูกสาป: ซึ่งคัมภีร์ ของศาสนาบางศาสนาก็พูดไว้ชัดว่าถูกสาป, มนุษย์ถูกสาปให้มี ความทุกข์. ให้มีความลำบากยุ่งยากมากขึ้น เพราะไม่เชื่อฟังคำ สั่งของพระเจ้า คือดื้อดึงซึ่งหน้า จะต้อง มีความทุกข์มากขึ้น : มันก็ไม่มีอะไรนอกจากความมีตัวกู-ของกู. มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ จนอยู่ในสภาพปัจจุบัน นี้เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว อย่างที่เรียกว่าเห็นแก่ตัวทุกกระเบียด นิ้ว ; แต่อาศัยความสุภาพที่ฉาบย้อมเอาไว้ ตามที่สอนกันให้
น.72 ๗๒ มีความสุภาพฉาบย้อมเอาไว้ปิดบังกิเลสหยาบ ๆ ไว้. แต่แล้ว ก็ครอบงำกิเลสนั้นไม่ได้ มันเพียงแต่ว่าปิดบังไว้ กลบเกลื่อน ไว้ ; เราจึงมีจิตใจชนิดที่ฉลาดไกลจากธรรมชาติ ไกลจากความ เป็นธรรมชาติมากขึ้นทุกที จึงมีความทุกข์เต็มไปหมด ; เพราะ มีความอยาก มีความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ๆ. ทีนี้ก็มาถึง ปัญหาที่ว่าจะต้องทำงานด้วยหมู่คณะที่ต่าง คนต่างก็มีโรคทางวิญญาณเหมือนกันหมด. เดี๋ยวนี้เราก็ทำงานเป็นหมู่ ๆ ; เช่นการค้าขายของพวกนายทุน ก็ต้องมีคนเป็นจำนวนมากเข้ามาสัมพันธ์ด้วย มีการบังคับบัญชา มีการปกครอง มีการระมัดระวังอะไรมาก ก็ยังไม่ได้ตามที่ต้องการ, มันก็มีปัญหาเกิดขึ้น มีการทะเลาะวิวาทเป็นต้น. หรือแม้การงาน ที่ดีกว่านั้น ที่มีอำนาจบังคับบัญชา เช่น การทหาร งานราชการนี้ มีระเบียบวินัยบังคับบัญชา ก็ยังทำอย่างสงบไม่ได้ ; มันมีช่องมี อะไร ที่จะโต้แย้งทัดทานบิดพลิ้ว ต่อสู้อยู่ในหมู่คณะนั้น. เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า ผู้บังคับบัญชาล้วนแต่ ปวดหัวอยู่ตลอดเวลา หน้าเขียวหน้าเซียว หน้าดำอยู่ตลอดเวลา แม้ที่เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภออะไรขึ้นไป, ชั้นหัวหน้ากอง กระทั่งรัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี, ถ้ามองดูกันในแง่นี้ก็ จะเห็นว่า แหม! เต็มไปด้วยอุปสรรค ที่เกิดมาจากการบังคับ บัญชา, จะต้องระมัดระวัง. แม้แต่ว่ากิจการทหารที่มีอำนาจเฉียบ ขาดกว่านั้น : คือว่าถ้าใครฝืนละก็ลงโทษอย่างหนักได้เลย หรือ ประหารชีวิตได้เลยก็ยังไม่วายที่จะมีการบิดพลิ้ว การต่อต้านอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ใต้ดินบนดินอะไรมันก็ยังมี. นี่เป็นปัญหาหนักของ
น.73 ๗๓ ผู้ที่จะทำงานให้ลุล่วงไปด้วยดี ; ในโลกนี้มีปัญหาอยู่อย่างนี้เป็น ส่วนสำคัญสำหรับประเทศชาติที่ต้องการความเจริญอย่างแผน ใหม่. ทีนี้ก็มีปัญหาว่าทำอย่างไร จึงจะทำงานด้วยกัน ได้ดีที่ สุด เกี่ยวกับการบังคับบัญชา? ถ้าบังคับบัญชาไม่ได้เราจะทำ อย่างไร? เราจะปวดหัว หรือตกนรกทั้งเป็นอยู่อย่างนั้นหรือ อย่างไร? นี่คือปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้วยจิตว่าง ที่กำลังจะพูด ถึงอยู่ในขณะนี้ คือเนื่องด้วยสังคมเนื่องด้วยคนอื่น. ถ้าแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ได้ ดูจะหมดปัญหาในโลกนี้ : เพราะแม้ว่าเรื่องที่เป็น ปัญหาชั้นระหว่างประเทศ ระหว่างชาติ มันก็เรื่องนี้ทั้งนั้น : เรื่อง พูดกันไม่รู้เรื่อง, ใช้คำธรรมดาสามัญก็คือ เรื่องพูดกันไม่รู้เรื่อง, เช่นคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตยก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะมีตัวกู- ของกูอย่างแรงมากขึ้นไปตามสัดส่วน : ที่พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ เพราะประโยชน์ที่ต้องการไม่ตรงกัน. ลูกน้องกับผู้บังคับบัญชา หรือลูกจ้างกับนายจ้าง ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะผลประโยชน์มัน ไม่ตรงกัน. ถ้าประโยชน์มันตรงกันมันก็พูดกันง่าย พูดกัน ๒-๓ คำแล้วก็ทำงานสนุกสนานไปเลย ไม่เกิดปัญหาอันนี้ขึ้นมา. เ ดี๋ยวนี้ประโยชน์มัน ไม่ใคร่ตรงกันยิ่งขึ้น ๆ เพราะว่า ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัวมากขึ้น. ก่อนนี้เคยทำงานกันอย่างพ่อ กับลูก ; นายจ้างกับลูกจ้าง สมัยก่อนเขาทำกันอย่างพ่อกับ ลูก ; หรือแม้แต่ทาสในเรือนเบี้ยกับนายเงิน ก็ยังทำงานเหมือน พ่อกับลูก ; มาถึง สมัยนี้ทำงานกันเหมือนระหว่างศัตรูกับ
น.74 ๗๔ ศัตรู : อย่างพวกทาส ที่ฝรั่งจับไปจากอาฟริกาเอาไปเป็นทาส, ทำกันอย่างทาสเหลือที่จะเรียกว่าทาส, และนายจ้างกับลูกจ้างก็ ไม่ทำงานกันอย่างพ่อกับลูกเหมือนสมัยก่อน ; เพราะมีความเห็น แก่ตัว จึงพูดกันไม่รู้เรื่อง ; เพราะต่างฝ่ายต่างจ้องมองที่จะเอา เปรียบ จ้องหาโอกาสที่จะเอาเปรียบเพื่อประโยชน์ของตัว : มันก็ ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง. มาคิดดูคำนวณดู ถ้าทำให้เรียบร้อยไปได้ จ ะต้องใช้สติ ปัญญามากเท่าไร? ในเมื่อแต่ละคน เต็มไปด้วยความคิด ความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกู, กลัดกลุ้ม หรือเต็มปรี่อยู่อย่างนั้น. สมมติว่าเราไม่เป็นอย่างนั้น เช่นเราเป็นผู้บังคับบัญชา เราไม่มี จิตใจเป็นอย่างนั้น ; แต่ว่าลูกน้องเป็นอย่างนั้นเราจะทำอย่างไร? มันก็มีปัญหามากจนเหลือวิสัยต้องขอลา ที่เขาเรียกกันว่าต้องไข ก๊อก คือลาตัวเองถอนตัวเองออกไปจากการงานนั้น : เพราะสู้ ไม่ไหว. ลูกน้องหรือคนใช้หรือลูกจ้างที่มันเหลือประมาณ ถ้ามัน เป็นสิ่งที่ลาได้ถอนได้มันก็ดีอยู่. แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ลาออกไม่ได้ ถอน ไม่ได้ มันก็ต้องต่อสู้ต่อไป ; นี่คือปัญหา. ถ้าเป็นสามีภรรยากันมันเกิด ไม่ลงรอยกันจะทำอย่างไร? หย่ากันก็ไม่ได้ ก็ต้องทนตกนรกทั้งเป็น เพราะพูดกัน ไม่รู้เรื่อง แม้หย่ากันได้มันก็ยังเป็นอย่างเดียวกันอีก ปัญหาก็ยังคงเดิม. ดังนั้นมันจึงเป็นความถูกต้องที่จะต้องแก้ปัญหามากกว่าที่จะ ยอมแพ้ ; นี่เราก็มาถึงปัญหาข้อนี้ในลักษณะอย่างนี้ เราจะ ปฏิบัติงานไปให้ดีที่สุดด้วยจิตว่าง ในหมู่คนที่จิตวุ่นแวดล้อม อยู่เช่นนี้ได้อย่างไร? นี่เป็นตัวปัญหา. คำตอบมันก็ไม่มีอะไร
น.75 ๗๕ มากไปกว่าที่พูดแล้ว อย่างกำปั้นทุบดินไม่มีผิด ว่าต้องทำ งาน ด้วยจิตว่างให้มีจิตว่างจากตัวกู-ของกู ไปตามเดิม คือ ไม่ โกรธ ไม่หม่นหมอง ไม่อะไรหมด, หาทางแก้ไขไปตามเดิม. ปัญหามันก็เขยิบใกล้เข้ามา จะแก้ไขกันอย่างไร? จะแก้ไข คนที่มีจิตใจวุ่นอย่างนั้นจะแก้ไขได้อย่างไร? จะดำเนินงานไปได้ อย่างไร? เพราะเขาตั้งตัวเป็นศัตรู หรือเป็นฝ่ายค้านเป็นอะไรอยู่ ในใจ : เพราะประโยชน์มันขัดกัน. มันก็มาถึงข้อที่ว่า ชนะความ ไม่ดีของผู้อื่นด้วยความดีของเรา อย่างที่เคยพูดมาแล้ว, ซึ่งเป็น หลักสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา. ปัญหาต่อไปก็มาอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรไหว? เอาความดีไป ชนะความชั่วของคนเหล่านั้นตั้งมากมายนั้นจะทำได้อย่างไร ; มันเหลือที่จะทำได้ แต่ถ้าอาศัยหลักพุทธศาสนาก็มีเป็นลำดับ อีกเหมือนกันว่า : ถ้าดีกว่าเราสูงกว่าเราก็ให้เคารพบูชาเชื่อ ฟัง, ถ้าเสมอกันก็ให้รักใคร่กลมเกลียวกัน, ถ้าอยู่ในฐานะที่ ต่ำกว่าเรา ก็ให้เมตตาสงสาร. แต่แล้วมันก็มาโดนปัญหาว่าสงสารไม่ออก สงสารไม่ไหว, มันเลวเกินไป มันเป็นอุปสรรคศัตรู ยิ่งกว่าที่จะเป็นผู้น้อย ผู้อยู่ใน บังคับบัญชา. ปัญหามันมีอย่างนี้เรื่อย แต่มันก็ไม่พ้นไปจาก แก้ ปัญหาด้วยการใช้จิตที่ว่างอยู่เรื่อยไป. มันมีอยู่แต่ว่า จะใช้มัน ในแง่ไหน, มันมีหลายแง่หรือหลายสิบแง่หลายสิบมุม จะใช้มันใน แง่ไหน จะใช้จิตว่างแบบอันธพาล ให้สำเร็จลุล่วงไป อย่างว่าเอา หน้ารอดไปคราวหนึ่ง ๆ มันก็ได้เหมือนกัน ถ้าไม่มีปัญญาอะไร มากกว่านั้น : มันก็ยังดีกว่าไม่แก้เสียเลย แม้มันเป็นปฏิภาณหรือ
น.76 ๗๖ เป็นเฉโกไปเลย. ถ้าให้ดีที่สุด เ ป็นพุทธบริษัทเต็มตัว มันก็ต้องทำด้วยใจ จริงด้วยสติปัญญาจริง ๆ, สติปัญญาจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ไปกว่าความว่าง ชนิดที่เปรียบเหมือนกับไฟกรด หรือตากรด มองอะไรให้มันว่างไปหมดจริง ๆ มีปัญญาสูงกว่าเหนือกว่า จน มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของว่างไปได้จริง, มองงานก็ไม่เป็นงาน กลายเป็นของเล่นสนุกไป, มองคนก็กลายเป็นไม่มีคนกลาย เป็นธรรมชาติ เป็นธาตุ เป็นขันธ์ เป็นอายตนะไป. ทีนี้ถ้าผู้อยู่ ใต้บังคับบัญชามีลักษณะเป็นผู้ต่อต้านขึ้นมา มีกิเลสอย่างนี้ ก็ต้อง มองอย่างเดียวกันนั้นอีก : คือ มองให้เห็นไม่เป็นคน มองไม่เห็น คน, เห็นแต่กิเลส ; มองเห็นกิเลสก็คือเห็นผี. เรื่องผีพูดกันในวันก่อนแล้วว่า ผีที่แท้จริงคืออวิชชา, อวิชชา เป็นมารดาบิดาของผี ; เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็คือเกิดผีนานาชนิดขึ้นมา. ครั้นเมื่อเราเผชิญหน้ากันอยู่กับ คนมุ่งร้ายต่อเรา หรือคนดื้อดึง คนบิดพลิ้ว หรืออะไรทำนองนี้ แล้ว ก็ มองเขาด้วย ไฟกรดหรือตาที่มีไฟกรดฉายลงไปที่นั่น ว่าเรากำลังพูดกับผี ไม่ใช่กำลังพูดกับมนุษย์, หมายความว่าเรา พูดกับกิเลสของเขา ไม่ได้พูดกับคน คือกำลังพูดกับกิเลส หรือกำลังพูดกับผี. เมื่อกำลังพูดกับผี เราจะต้องทำอย่างไร? เราก็ไม่ควรจะ โกรธ ; เพราะมันเป็นผีตามธรรมชาติ ไม่ได้พูดกับคน นาย ก. นาย ข. นายคนนั้นคนนี้, "เรา" คืออะไร? เราก็ไม่ใช่คน เราคือสติปัญญา , เราที่กำลังเป็นคือสติปัญญา ของความมีจิต
น.77 ๗๗ ว่าง : นี่คือ "เรา" ที่กำลังพูดกับผีหรืออวิชชาหรือโลภะ โทสะ โมหะ ของคนใดคนหนึ่ง ที่เราสมมติว่าเป็นคนใดคนหนึ่ง. ถ้า เราโกรธขึ้นมา โมโหขึ้นมา เราเองก็เป็นผีขึ้นมา ผีพูดกับผี มันก็ได้ทะเลาะกัน, ถ้าผีกับผีมันกัดกัน มันก็จะล้มละลายไป ด้วยกัน. ถ้าเราโกรธขึ้นมา หรือแม้แต่เราหม่นหมองขึ้นมา เราก็ กลายเป็นผีพูดกับผี. ลองคิดดูมันจะพูดกันรู้เรื่องได้อย่างไร ; มันก็ต้องทะเลาะกัน แม้ไม่ทะเลาะกันด้วยปาก มันก็ทะเลาะ กันด้วยใจ อย่างร้ายแรง. เมื่อใดนายจ้างโกรธขึ้นมา ; ลูกจ้างเขาโกรธอยู่แล้ว : มันก็ คือ ผีพูดกับผี ทะเลาะกับผี แล้ว ใครจะแก้ปัญหา ได้, มันเป็น เรื่องผีกัดกัน ใครจะไปแก้ปัญหาได้. มันเป็นผีไปทั้งสองตัว, แล้วใครจะแก้ปัญหาได้. ถ้าจะแก้ปัญหาให้ได้มันก็ต้องเป็นมนุษย์ สักฝ่ายหนึ่ง, เป็นมนุษย์สักข้างหนึ่ง ; เป็นมนุษย์พูดกับผี แก้ปัญหา กับผี มันอาจจะทำได้ เพราะมนุษย์ต้องเก่งกว่าผี. เราต้องเป็นมนุษย์ไว้เสมอ. เป็นมนุษย์ไว้ให้ได้เสมอไป ที่จะทำอะไรกับผี คือบุคคลที่กำลังมีตัวกู-ของกูจัด อยู่ในรูป ของความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างที่เรียกกันว่า พูดกัน ไม่รู้เรื่อง. ถ้าเรา จะพูดกันให้รู้เรื่อง เราก็ต้องเป็นมนุษย์ที่ดี และ ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่ามนุษย์ที่กำลัง มีจิตว่างจากตัวกู-ของกู จึงจะมีปัญญา เหนือกว่า, มีอะไรที่เหนือกว่า พูดไปทำไม จัดไป ให้มันเข้ารูปเข้าเรื่อง ; เพราะ ถ้าเป็นผีเสียแล้ว มันก็คือความมืด ความบอด ความ ไม่มีแสงสว่างเลย. ถ้าเป็นมนุษย์มันก็มีแสง
น.78 ๗๘ สว่าง ; เราต้องรักษาความเป็นมนุษย์ ที่มีแสงสว่างไว้เสมอ ก็จะ ทำไปได้. ถ้าไปโกรธเสียแล้ว ไ ปโกรธเสียด้วยกัน ก็ต้องล้ม ละลายไปทันที จนกว่าจะตั้งตัวได้ใหม่ คือหายโกรธ. เพราะ ฉะนั้น อย่าโกรธ กลายเป็นคำตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ง่าย ๆ อย่างนี้ใคร ๆ ก็ตอบได้ เด็ก ๆ ก็พูดได้ ขอให้จำไว้สักอย่างหนึ่งว่า คำตอบนั้น ตอบง่ายที่สุด, ปัญหา ธรรมะหรือทางธรรมะอย่างลึกซึ้งนั้น ตอบง่ายที่สุด. และมันจริง ด้วย ถูกด้วย ไม่มีอะไรจริงหรือถูกยิ่งกว่านั้นแล้ว ; แต่มันไปยากที่ การปฏิบัติ. ขอให้นึกถึงภาพที่เขียนไว้ในที่ผนัง ด้านพวกเซ็น, คือ พระภิกษุตอบเทศาฯ ว่า " อย่าทำชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์" เทศาฯ ก็ย้อนว่า "โอ๊ย! พูดอย่างนี้เด็ก ๓ ขวบ ก็พูดได้." พระก็ย้อนว่า " เด็ก ๓ ขวบพูด ได้ แต่แก่หัวหงอกแล้วมันก็ยัง ปฏิบัติไม่ได้ ;" ลักษณะอย่างนี้จะมีอยู่ทั่วไป เสมอ คือมีอยู่ ทั่วไปในหมู่มนุษย์ในตัวเรา: พูดได้ คิดได้ วางแผนการ ได้ ; แต่มาติดอยู่ที่ว่า ปฏิบัติไม่ได้, บังคับตัวเอง ไม่ได้, มันก็ปฏิบัติไม่ได้ คือไปโกรธเสีย. . สอนว่าอย่าโกรธ ก็เห็นจริง แต่แล้วก็ปฏิบัติไม่ได้เพราะไปโกรธเสีย. มีพุทธภาษิตที่น่าประหลาด ที่สรุปการปฏิบัติทั้งหมดไว้อีก แบบหนึ่งในภาษาคนธรรมดาสามัญว่า : " สจฺจํ ภเณ น กฺเฌยุย- พูดจริง แล้วอย่าโกรธ" ทั้งหมดมีแค่นี้เอง "พูดจริง แล้วก็อย่า โกรธ" เพียงเท่านี้พอ หมดเลย, ไปนิพพานก็ได้ ในที่นี้เราหมาย ถึงปัญหาในโลก ปัญหาเกี่ยวกับการสังคมในโลกนี้ เช่นเป็นนาย
น.79 ๗๙ จ้างเป็นนายทุน เพียงแต่พูดจริง และอย่าโกรธเท่านั้น จะแก้ ปัญหาต่าง ๆ ได้หมด. นี้พระพุทธเจ้าว่า ไม่ใช่ผมว่า. เรื่อง พูดจริง นี้ก็ยากที่คนเราจะพูดจริง เพราะตัวเองก็มัก จะคดเสมอ. นอกจากนั้นมันยังมีจริงอีกความหมายหนึ่งคือเป็น คนจริง พูดจริงทำจริง : ตัวเองก็ทำ แล้วตัวเองก็เป็นคนจริงด้วย ไม่ใช่แต่พูดจริงอย่างเดียว มันก็ต้องทำจริงและเป็นคนจริงด้วย จริงให้เป็นหลักเป็นประธาน เป็นอะไรไว้อยู่ด้วยเสมอ. ขอให้เป็นความจริง คือคนตรงหรือคนจริง นี่เป็นหลัก อันใหญ่ที่ ๑, หลักที่ ๒ คืออย่าโกรธเป็นอันขาด : เพราะถ้า โกรธแล้วก็จะรักษาความจริง ความอะไรไว้ไม่ได้. คำว่า โกรธก็ต้องให้มีความหมายกว้าง : ไม่ใช่ถึงขนาด ไปด่าเขา เพียงแต่หม่นหมอง เพียงแต่มีจิตกระเพื่อม มี move อะไรอย่างหนึ่งละก็ใช้ไม่ได้แล้ว, เรียกว่าโกรธแล้ว และความ หวั่นไหว ความตื่นเต้น ที่เรียกว่า excitement ก็เหมือนกัน สงเคราะห์อยู่ในความโกรธนี้. เมื่อไม่โกรธก็ไม่มี excite ไม่มี move แม้แต่ประการใด ; นี่เรียกว่าไม่โกรธ คือไม่หวั่นไหว. พูดจริงแล้วก็ไม่โกรธ อยู่เป็น ประจำเป็น personality เป็นของที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวแสดงอยู่ที่เนื้อ ที่ตัวประจำอยู่ตลอดเวลา จนใคร ๆ เห็นก็รู้ยอมรับว่าหมอนี่พูด จริงและไม่โกรธ ; แล้วคุณก็ชนะลูกน้อง, ชนะคนใต้บังคับบัญชา, ชนะอะไรได้อย่างปาฏิหาริย์. เพราะว่าการ พูดจริงและไม่โกรธ มันมีความหมายถึงทำงานด้วยจิตว่าง มีสติปัญญาของความ ว่างอยู่จึงไม่โกรธ, จะไม่มีอาการผีทะเลาะกับผีต่อไป, จะมี
น.80 ๘๐ อาการของมนุษย์ที่มีปัญญาเฉียบแหลม แล้วก็กำจัดผี ปราบผี ฆ่าผีด้วยธรรมะอันนี้ : ไม่ใช่ไปมัวทะเลาะกับผี. มีคนเป็นอันมากมาที่นี่ ในชั้นที่เป็นหัวหน้างานเป็นอะไร มาร้องทุกข์มาพร่ำบ่น ปรับทุกข์เรื่องเข้าใจกันไม่ได้อย่างนี้ ผม สังเกตและเห็นว่า อ้าว! มันเป็นผีไปทะเลาะกับผีด้วยกัน แล้ว มันจะไม่เพิ่มปัญหาได้อย่างไร ; นี่ก็คือคนขาดธรรมะ คน ไม่มีธรรมะ คนไม่สนใจธรรมะ : เดือดร้อนขึ้นมาจึงจะมาวัด แล้ว ใครจะช่วยได้, ไม่เคยสนใจธรรมะ ไม่ประสีประสาต่อธรรมะ จะมาพูดกันชั่วโมงเดียวให้รู้เรื่อง ; ก็ทำไม่ได้, บางคนว่ามีเวลา ครึ่งชั่วโมง ; นี่คนบ้า ที่ไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้จักศาสนาจะให้ผมพูด ๑๕ นาที ๒-๓ คำ ให้เขาแก้ปัญหาทั้งหมดเหล่านั้นได้, แล้วเขา จะกลับไปขึ้นรถไฟ : เขาว่าอย่างนี้. นี่คือคนบ้าที่สุด ที่ไม่รู้จัก พุทธศาสนา ; เราพูดกันเป็นวัน ๆ เดือน ๆ ปี ๆ ก็ยังไม่ค่อยจะรู้ เรื่อง, รู้แล้วก็ยังทำไม่ได้. การแก้ปัญหาใด ๆ ขอให้ให้ความสำคัญแก่พระธรรม ให้เพียงพอ. ถ้าผมพูดตรง ๆ ก็จะพูดว่า : พวกพระ พวกเณรนี้ก็ยังให้ ความสำคัญแก่พระธรรมไม่เพียงพอ แก่คุณค่าของพระธรรมไม่ เพียงพอ : มันจึงมีปัญหาเหลืออยู่. ไม่ต้องพูดถึงคนชนิดนั้น ที่วุ่น เห็นแต่สิ่งอื่นเห็นแก่ปากแก่ท้อง ยิ่งกว่าเห็นแก่ความสำคัญของ พระธรรม. เพราะไปเห็นแก่ปากแก่ท้องเสียแล้ว ก็คือไม่เห็นแก่ พระธรรมนั่นเอง, พระธรรมไม่ต้องการให้เห็นแก่ปากแก่ท้อง : เมื่อ ไปเห็นแก่ปากแก่ท้องก็คือไม่เห็นแก่พระธรรม, ไปเห็นแก่เล่น
น.81 ๘ ๑ แก่หัว แก่การยกหูชูหางของตัวกู-ของกู ; นี้ยิ่ง ไม่เห็นแก่ พระธรรมหมดเลย. ระวังในเรื่องยกหูชูหางแห่งตัวกู-ของกูแล้ว ไปลุ่มหลงเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติอยู่เป็นประจำ แล้ว จะไปแก้ปัญหาอะไรได้ ; เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะทำให้ พูด ไม่จริง และโกรธจัดทั้งนั้น. เรื่อง กิน เรื่อง กาม เรื่องเกียรติ ที่บูชากันนักก็ขอให้ระวังให้ดี มันเป็น ตัวการที่ทำให้คนพูด ไม่จริง, และ ไม่เป็นคนจริง และ ไม่เป็นคนตรง แล้วเป็นคนโกรธตะพึด, เพราะความเห็นแก่ ตัว. ถ้าเราจะซื่อตรงต่อคำสอนของพระพุทธองค์ว่า : "สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยุย" ก็ต้องระวังข้อนี้. คือจะเป็นคนพูดจริงและ ไม่ โกรธอยู่เสมอ ได้อย่างไร? ที่บ้านก็เป็นอย่างนั้น, กับครอบครัว ก็เป็นอย่างนั้น. ที่ออฟฟิศทำการงานต่อผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็น อย่างนั้น. จะไปที่ไหนก็เป็นอย่างนั้น. สังคมกับคนทุกคนเป็น อย่างนั้น. อย่างไรก็ดีคุณจะใช้หลักนั้นได้สำเร็จ ๑๐๐% คือ ข้อ ที่ว่า ; ถ้าเขาอยู่ในฐานะสูงกว่าก็บูชาเคารพเชื่อฟัง, ถ้า เสมอกันก็รักใคร่กลมเกลียวกัน, ถ้าอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าก็ เมตตาสงสาร : นี่จะทำได้สำเร็จด้วยอุบายอย่างนี้. ลองคิดดู ถ้าเราพูดจริง และไม่โกรธอยู่เสมอ, ผลอะ ไรมัน จะเกิดขึ้น? มันก็มีแต่ความร่วมมือ, และการให้ความสนับสนุน ผู้ที่สูงกว่าเรา เหนือกว่าเราเขาก็พยายามจะลากดึงเราขึ้นไปสู่ที่ สูง, พวกที่เสมอกันกับเรา ก็จะแวดล้อมเราไว้ให้ปลอดภัย, พวก ที่ต่ำกว่าเราที่เราเมตตาสงสารเขา, เขาก็พร้อมที่จะดุนเราขึ้นไป ให้สูง ช่วยดันเราขึ้นมาจากข้างล่าง. พวกที่อยู่สูงกว่าก็ดึงเราขึ้นไป
น.82 ๗๒ พวกที่เสมอกันก็ประคับประคองส่งขึ้นไป มันก็มีแต่ความร่วมมือ ไม่มีอุปสรรคศัตรูเหมือนอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้น ก ารประกอบการ งานในชีวิตประจำวัน มันก็เป็นการเล่นหัวที่สนุก. การงานที่ หนักอึ้ง มันก็ไม่มีความหมายว่าเป็นเรื่องที่หนักอึ้ง : มันเป็นการ พร้อมใจกันทำอะไรสนุก สรวลเสเฮฮาไปได้อย่างคนสมัยโบราณ อีกเหมือนกัน. กระทั่งการงานนี้ถูกทำลายให้หมดความหมายว่า เป็นการงานหรือภาระหนักไป, ทำลายงานลงเป็นงานฝีมือสนุก ๆ ช่วยกันทำอย่างสนุก ๆ ในระหว่างสังคมเท่านั้น. ลูกจ้างกับนายจ้างก็ดี ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ดี แม้ในครอบครัวล้วน ๆ ก็สามารถเปลี่ยนความยุ่งยาก ให้กลายเป็น ความง่ายดาย, ทำของหนักภาระหนักให้กลายเป็นของเบาไปได้, ทำสิ่งทรมานทุกข์ทนให้กลายเป็นของเล่นหัวไปเสีย ; ทำอย่างนี้ จะไม่เสียเปรียบนกตัวเล็ก ๆ ที่มากินลูกหมากเม่าทุกวัน ๆ. นก มันบินมาก็ดูมันสนุก. ผมดูเห็นมันสนุกในการบินมาหลาย ๆ ตัว ในเมื่อกินอยู่ก็เห็นมันสนุก กินลูกไม้อยู่มันก็สนุก. เอากล้องส่องดู เห็นมันเหมือนกับเล่นสนุก ; ตกลงมันก็ไม่มีเวลาที่จะเป็นทุกข์ การงานของมันก็มีเท่านั้นไม่เป็นการงานเลย เป็นความสนุกสบาย ไม่มีเจ็บมีไข้ที่จะต้องเป็นทุกข์, ความตายก็ไม่มีความหมาย นี่มันเป็นจิตว่างตามธรรมชาติ ไม่ใช่จิตว่างของการอบรมปฏิบัติ ธรรมอะไร : ฉะนั้นขึ้นชื่อว่าจิตว่างที่ว่างจากตัวกู-ของกูแล้ว มันสบายทั้งนั้น. การที่เราจะเอาอย่างนกบ้างมันก็น่าจะได้ ไม่เสียเกียรติเสีย อะไร : เพราะเรายังตกนรกทั้งเป็นอยู่โดยมาก. ถ้าไม่อยากเอา
น.83 ๘๓ อย่างก็เพียงแต่เอาเยี่ยง เหมือนที่เขาพูดว่า "เอาเยี่ยงกาแต่อย่า เอาอย่างกา" ส่วนที่ฉลาดของกา เราเอาเยี่ยง, ส่วนคดโกงของ มันอย่าเอาอย่าง นี่ธรรมชาติต่าง ๆ เราดูได้ในลักษณะอย่างนี้ คือเราฉลาดแล้วก็ใ ช้ความฉลาดในทางที่ถูกต้อง ก็แก้ปัญหา เหล่านี้ได้ ไม่มีอาการที่เป็นผี : แต่เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูง สะอาด สว่าง สงบได้ ไม่แพ้นกหนูมดแมลง อะไรเหล่านี้ ที่มันมี ความว่างความสะอาด สว่าง สงบชนิดตามธรรมชาติที่ "ตัวกู- ของกู" มันยังไม่เจริญ. มนุษย์นี้ "ตัวกู-ของกู" มันเจริญ เกิดปัญหาแปลกออกไป พิเศษออกไป : เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องแก้ปัญหา ให้กลับไปสู่ภาวะ ที่สะอาดสว่างสงบตามธรรมชาติ, แต่แล้วคนก็ไม่มีความสงบสุข มากไปกว่าสัตว์ มนุษย์มีสมรรถภาพในการทำอะไร ๆ ได้มากกว่า นกหนูเหล่านั้น : แต่ถ้ามาพูดถึงความสงบสุข ไม่มีทางที่จะเอา ชนะสัตว์เหล่านี้ได้ เพราะมนุษย์ได้รับบาป, ถูกสาปให้มีปัญหา มาก ให้มีความทุกข์มาก. อย่างคัมภีร์คริสเตียนเขาเขียนไว้อย่างนี้ : คนไปกินอะไรเข้า ที่ทำให้มีสติปัญญาชนิดอันธพาล ที่ไปเริ่มรู้จักแบ่งแยกเป็นดีและ ชั่ว เป็นสุขเป็นทุกข์ แล้วเกลียดข้างหนึ่ง รักข้างหนึ่ง นี่แหละความ ยึดมั่นถือมั่น ทำให้เกิดมีหญิง มีชาย มีดีมีชั่ว มีสุขมีทุกข์ เพราะ แอบกินผลไม้ต้นนั้นเข้าไป จึงเกิดปัญหาอย่างนี้, แล้วปัญหาอย่าง นี้, มันไม่ใช่ปัญญา มันเป็นความโง่, คือไปรู้จักชั่วรู้จักดี สำหรับ ยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นความโง่ แต่ถ้ารู้จักดี รู้จักชั่วสำหรับจะไม่ ยึดมั่นถือมั่นเลยทั้งสองอย่าง นั้นคือปัญญา ปัญญาในพุทธศาสนา
น.84 ๘๔ เป็นปัญญาอย่างนี้. ส่วนผลไม้อีกต้นหนึ่งที่ทำให้รู้จักความดีความชั่วนั้นว่าใช้ ไม่ได้, ยึดถือไม่ได้ นี้พระเจ้าไม่ให้กิน มนุษย์ไม่ได้กิน หวงห้าม เสียสำเร็จ ; มีในคัมภีร์ไบเบิ้ล ๒-๓ หน้าแรกเลย เห็นมีอยู่อย่างนี้ นี่แปลว่ามนุษย์ถูกสาปในลักษณะอย่างนี้มันจึงมาเผชิญปัญหา ใหญ่กว่า ยิ่งวิ่ง ยิ่งไกล ยิ่งออกกำลังยิ่งลึก ยิ่งจมลึกลงไป, ยิ่งมีสติปัญญายิ่งจมลึกลงไป. สติปัญญาอย่างมนุษย์ชนิดนี้ยิ่ง มีเท่าไร ยิ่งจมลึกลงไปในกองทุกข์เท่านั้น เป็นสติปัญญาขุดหลุม ฝังตัวเอง. ดังนั้นอย่ามีสติปัญญาเพื่อตัวกู-ของกู แต่ให้มีสติ ปัญญาเพื่อถอนหรือทำลายเสียซึ่งตัวกู-ของกู โดยวิธีง่าย ๆ คืออย่าเป็นผี หรือเป็นอะไรที่ขบกัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่เป็น ประจำ, แก้ได้ง่ายด้วยคำพูด ๒ คำ "พูดจริง และไม่โกรธ" แล้วก็ปฏิบัติให้ได้ อย่าให้ทันหัวหงอก ก็จะเป็นการดี. นี่โดย หลักใหญ่ๆ เป็นอย่างนี้เอาไปคิดดูโดยหลักการเสียก่อน ; นี้พูดอย่าง ภาษาการเมือง. เมื่อคุณ "รับหลักการ" คุณก็ไปปฏิบัติ ไปแก้ไข ไปทำอะไรให้มันได้ตามหลักการนั้น ๆ จึงจะเป็นผู้พูดจริงและไม่ โกรธ, แล้วก็ไม่ต้องมีปัญญาอะไรอีก ; ปัญญาอื่น ๆ มันเหลืออยู่ แล้ว ปัญญาเฉโก ปัญญาอาชีพ ปัญญาหน้าที่ฝีไม้ลายมือมันเหลือ อยู่แล้ว. แต่ปัญญาที่จะควบคุมตัวกูยังไม่พอ มันมีน้อยเกินไป ก็ต้องใช้วิธีที่ว่าจะให้ธรรมชาติช่วย, เอาสติปัญญาของธรรมชาติ ของความว่างตามธรรมชาติมาช่วย โดยวิธีล่อดักเอามาด้วยการ
น.85 ๘๕ พูดจริงและ ไม่โกรธอยู่เป็นประจำ ; นี่จะเป็นเหมือนกับอะไร อันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยั่วหรือล่อปัญญาให้วิ่งเข้าไปมาหา เหมือนกับเรา มีอะไรที่ใช้ล่อสัตว์ให้มันวิ่งเข้ามาหาเองโดยไม่ต้องลำบาก, ก็ได้ ผลมากมาย. เราต้องการปัญญาของธรรมชาติ อันลึกซึ้งคือ ว่างจาก ตัวกูนี้ ก็ต้องเป็นอยู่ด้วยการพูดจริงและไม่โกรธอย่างเดียว ไม่หวั่นไหว, พูดจริงและเป็นผู้ไม่หวั่นไหว. รายละเอียดปลีกย่อย ค่อยว่ากันก็ได้ หรือคุณอาจจะคิดเอาเองก็ได้. ไปแก้ปัญหาในบ้าน ในเรือนในครัว ที่ออฟฟิศ ทำงานอาชีพหรือราชการอะไรทุก ๆ หนทุก ๆ แห่งให้มันอยู่ในสภาพอย่างนี้ ; นี่เรียกว่าเราแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้น ในเมื่อต้องการจะทำงานด้วยจิตว่าง เพื่อรักษาหลักเกณฑ์ ที่ว่าทำงานด้วยจิตว่าง ไว้ให้ได้ แล้วก็เจริญก้าวหน้าต่อไป. นี่เวลาก็หมด.
Buddhadasa