Buddhadasa.org

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน ตอนที่ ๕ — ๕. การยกผลงานให้แก่ความว่าง

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.86 วันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า " การยกผลงานให้แก่ ความว่าง". ในวันที่แล้วมา ได้กล่าวถึงการทำงานด้วยจิต ว่าง, ในวันนี้จะว่าด้วย "การยกผลงานที่ทำนั้นให้แก่ความ ว่าง" เป็นการกล่าวต่อกันไป ตามหัวข้อที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ว่า "ทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง ทุก อย่างสิ้น กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที". การที่สรุปไว้เป็นคำกลอนอย่างนี้ เพื่อช่วยความจำ ให้ความ สะดวกในการที่จะคิด จะพิจารณา รวมทั้งจะปฏิบัติ คือมีสติอยู่ เสมอ. สำหรับคำกลอนนั้น มันก็ต้องมีข้อยกเว้นบางอย่าง คือให้ อภัยกันบ้าง ในการที่ว่าคำกลอนมันก็ต้องเป็นไปตามระเบียบของ กลอน : ถ้ามันมีอะไรที่จะต้องทำความเข้าใจให้สมบูรณ์ มันก็ต้อง ทำ. และยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่าคำพูดนี้ต้องการพูดไว้เป็นกลาง ๆ. ส่วนการปฏิบัติของผู้ปฏิบัตินั้น มันก็มีได้หลายแง่หลายมุม คือผู้ ที่ยังมีกิเลสก็ต้องพยายามปฏิบัติ ; นี้มันก็อย่างหนึ่ง.

น.87 ๘๗ คำสอนนี้มันก็ต้องมีเหมือนกับว่า มีคำบางคำประกอบอยู่ ด้วยการขอร้องบ้างด้วยการบังคับบ้าง ; เช่นคำว่า "จงยก ผลงานให้แก่ความว่าง" นี่สำหรับผู้ที่ยังปฏิบัติอยู่ ก็สอนให้ปฏิบัติ อยู่ด้วยการขอร้อง หรือการบังคับ ; แต่ถ้าเป็นผู้ที่ปฏิบัติเสร็จแล้ว หรือไม่มีกิเลส มันก็เป็นการ "ยกผลงานให้แก่ความว่าง" อยู่ ในตัว โดยไม่ต้องขอร้อง หรือไม่ต้องบังคับอะไรกัน, มันเป็นอยู่ แล้วในตัว. แล้วยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือถ้าผู้นั้นเป็นผู้ที่ทำงานด้วยจิต ว่างได้จริง ๆ : มันก็เป็นการยกผลงานให้ความว่างอยู่แล้วในตัว เหมือนกัน : เพราะมันทำด้วยความว่าง ไม่ใช่ตัวกูทำ ; ผลงานมัน ก็ไม่เป็นของกู อยู่ในตัวโดยอัตโนมัติ. หลังจากนั้น ถ้าจิตมันไม่ ว่างไปตลอด มันก็วกไปหาความวุ่น : ผลงานนั้นจะมาเป็นของกู เสียอีกก็ได้ ; ฉะนั้นจึงต้องมีการสำรวมระวังต่อไปอีก. ในการที่ จะไม่รับเอาผลงาน ที่ยกให้แก่ความว่างแล้ว กลับคืนมาเป็นของ ตัวกูอีก. นี่มันมีความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ต่าง ๆ กัน ในคำพูด เหล่านี้ โดยเฉพาะที่เป็นคำกลอน. ทีนี้เราจะได้ พูดกันถึงคนที่ยังต้องปฏิบัติ ที่ยังไม่หมด ความยึดมั่นถือมั่น. ผู้ที่ยังต้องปฏิบัติเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ยังกำลัง เผชิญปัญหาต่าง ๆ อยู่เป็นประจำวันนี้ ยังมีความยึดมั่นถือมั่น อยู่ : ฉะนั้นในการที่จะมีจิตว่างและทำงานด้วยจิตว่าง ก็เพื่อ จะไม่เป็นทุกข์, การงานจะไม่เป็นทุกข์การงานจะกลายเป็นของ สนุก ; เ ขาก็จำเป็นต้องระวัง ที่จะไม่ย้อนเอาผลของงานมา เป็นของตัว ให้มันคงสนุกต่อไปเป็นสุขต่อไป.

น.88 ๘๘ วิธีที่จะทำงานด้วยจิตว่าง มีอยู่อย่างไร? มันก็ต้องเอาวิธี นั้นมาใช้กันโดยเฉพาะ ที่จะ ไ ม่ไปยึดเอาผลงานมาเป็นของตัว, ให้มันสมกับการทำงานด้วยจิตว่าง. ทำงานด้วยจิตที่เป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์ไม่เจืออยู่ด้วยตัวกู-ของกู : ผลได้มาก็ต้องยกให้ธรรมชาติ ทั้งนั้น, คือให้เลย ไม่ใช่เพียงแต่ฝากไว้แล้วทำอย่างไรมันจึงจะมี ส่วนนำมาใช้สอยผลงานนั้นเลี้ยงชีวิต? ถ้าพูดอย่างตัวกู-ของกู, มีตัวกู-ของกู มันก็มีปัญหาอย่างนั้น : แ ต่ถ้าโดยจิตใจ ที่ไม่มี ตัวกู-ของกูมันก็ไม่มีปัญหาอย่างนั้น, คือจะไม่มีผู้กินผู้ใช้ต่อไป ด้วย. มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ, มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น แล้วก็มีอะไร ที่จะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ซึ่งเป็นไปตาม ธรรมชาตินั้น โดยที่ไม่เกิดตัวกู-ของกู ในความรู้สึกคิดนึกนั้น ขึ้นมา. แต่เดี๋ยวนี้เนื่องจากว่า จิตนี่มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ หรือ กลับกลอกได้แล้วแต่เหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง ; และยังอยู่ใต้อำนาจของ เหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่ง มันก็ต้องระวังกันอยู่เรื่อย. อันนี้ก็เลยต้องมี บทเรียนต่อ ๆ ไป เพื่อกำกับกันไว้รอบด้านหรือตลอดเวลา เพื่อ ไม่ให้มันล้มเหลว หรือเป็นผลร้ายขึ้นมาในภายหลัง. สำหรับ คำว่า "ยกผลงานให้ความว่าง” มันก็ยังเหลือแต่ที่ ระวังอย่า ให้ย้อนกลับไป มีตัวกู-ของกู แย่งเอา ผลงานนั้นจากธรรม- ชาติมาเป็นของกู. ทีนี้คำว่า "ผลงาน" มันไม่ใช่ผลเฉพาะขณะนั้น มันหมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่ยังคงมีอยู่ต่อไปด้วย เช่นทรัพย์สมบัติหรืออะไร ที่เขาถือว่าเป็นทรัพย์ของบุคคลนั้น. ภาษาธรรมะนี้ บุตร ภรรยา

น.89 ๘๙ สามี ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สมบัติ : มันก็ไม่มีอะไรที่จะไม่เรียกว่า ทรัพย์สมบัติในบรรดาสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับบุคคลผู้นั้น คำว่า "ยกผลงานให้แก่ความว่าง" มันก็กินความมาถึงการที่จะ ไม่ถือ ว่าทรัพย์สมบัติใด ๆ เป็นของเรา, เรามีอยู่, มีทรัพย์สมบัติ เหล่านั้นอยู่ : ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานทั้งสิ้นนั้นต้องถือว่าได้ยกให้แก่ ความว่างเสียแล้ว, มันจึงจะเป็นการยกผลงานให้แก่ให้ความ ว่างโดยสมบูรณ์ : นี้มันแยกออกไปนิดเดียว คือส่วนที่เป็นผล เกิดขึ้น. ที่จริงชีวิตแท้ ๆ มันไม่ใช่ตัวกูไม่ใช่ของกู และมันก็ ไม่ใช่ชีวิตของกู. ถ้าชีวิตมันไม่ใช่ของกู อื่น ๆ มันก็ต้องพลอยสลายไปโดย อัตโนมัติ. โดยหลักที่ว่าเมื่อตัวกู ไม่มีแล้ว ของกูมันจะมีมา แต่ไหน. เมื่อตัวเราไม่มีแล้ว บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติ อะไรของเราจะมีมาแต่ไหน. ถ้ามองเห็นความจริงข้อนี้อยู่มัน ก็ง่ายในการที่จะยกผลงานทั้งหมดให้ความว่าง, หรือว่ามันเป็น การยกให้แล้วอยู่ในตัวโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปยกอะไรอีก. อย่างนี้ หมายถึงปุถุชนที่ขี้ลืม ขี้ส ะเพร่าที่มักปล่อยไปตามอารมณ์ ตามเหตุตามปัจจัย ; คอยแต่จะปรุงแต่งกลับมาเป็นตัวกู- ของกูใหม่ ย้อนหลังไปยึดครอง เอานั่นเอานี่ : การกระทำก็ดี ผลของการกระทำก็ดี ; เรียกว่า มันลืมไป. ที่เรียกว่ามีสติอันหลงลืม คือมันสูญเสียสติ ; ถ้าไม่มีสติ มันก็เรียกว่ามีสติอันหลงลืมเสียแล้ว : เพราะฉะนั้น ความสำคัญ ของการปฏิบัตินี้มันก็อยู่ที่ไม่ลืมสติ ไม่เผลอสติ, สำหรับผู้ยัง ต้องปฏิบัติอยู่ก็คือไม่เผลอสติ, สำหรับผู้ปฏิบัติเสร็จแล้วมันมีสติ

น.90 ๙๐ สมบูรณ์ตลอดเวลา ปัญหามันก็ไม่มีที่จะเผลอสติ ทีนี้สำหรับคำอธิบายข้อนี้ น่าจะนึกถึงคำพูดของฝ่ายคริสเตียน ที่มีคนสรุปคำสอนของพระเยซูทั้งหมดไว้ให้ชาวบ้านปฏิบัติได้ โดยง่าย ๆ. กรณีอย่างนี้ศาสนาไหนก็เหมือนกัน แม้แต่ศาสนาพุทธ ก็มีชาวบ้านบางพวกที่ล้าหลัง บางพวกที่มีการศึกษาน้อย แต่มี สติปัญญาโดยธรรมชาติเฉียบแหลม ; เพราะฉะนั้นการสอนคน จึงต่าง ๆ กัน หรือจะสรุปอะไรให้ก็สรุปให้ต่าง ๆ กัน : - ในพุทธศาสนานี้ มีเรื่องเกี่ยวกับมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่สำคัญ, เป็นสูตรกล่าวด้วยเรื่องสติ, การกำหนด สติ, สูตรใหม่ มีคำอธิบายเขียนไว้ในอรรถกถาว่าเป็นบทที่ตรัส เฉพาะชาวบ้านตำบลกุรุ คือในแคว้นกุรุ ; เพราะว่าเขาเป็นพวก ที่ฉลาดเป็นพิเศษ. ชาวบ้านกลุ่มนั้นสนใจธรรมะเป็นพิเศษอยู่ เป็นพื้นฐาน จึงได้ตรัสสูตรพิเศษ ชื่อว่ามหาสติปัฏฐานสูตร อย่างนี้ เป็นต้น. เรียกว่ามันมีอะไรที่จัดขึ้นโดยเฉพาะเพื่อให้เหมาะแก่ ฝาแก่ตัว หรือถูกฝาถูกตัว. ในคำสอนของพระเยซู มีผู้สรุปให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง คือ ชาวบ้านโกรินเธียนเผอิญมาตรงกับเรื่องที่เรากำลังพูด คือยก อะไร ๆ ให้ความว่าง, หรือถ้าเรียกโดยภาษาคน เป็นบุคคลา- ธิษฐานก็ว่า "พระเจ้า" และเขาก็ได้พูดถึงพระเจ้า หรือว่าพูดถึง ความว่างโดยตรง ด้วยคำพูดนั้น ๆ : แต่ความหมายมันก็เป็น อย่างนั้น. ข้อที่ควรยกมาคือที่เขาพูดว่า : "มีภรรยาจงเป็น เหมือนกับไม่มีภรรยา มีทรัพย์สมบัติก็จงเป็นเหมือนกับ ไม่มีทรัพย์สมบัติ มีความสุขก็จงเป็นเหมือนกับไม่มีความสุข

น.91 ๙๑ มีความทุกข์ก็จงเป็นเหมือนกับ ไม่มีความทุกข์ ซื้อของที่ ตลาด ก็อย่าได้เอาอะไรมา", นี่จัดเป็นคำพูดที่สละสลวย มีความหมายมากเต็มที่ถึงที่สุดที่จะใช้กับเรื่องที่เรากำลังพูดว่า "ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น". ผลของการงานของชาวบ้านชาวโลกตามธรรมดามันก็คือ ทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี หรือลูกหลาน การงาน ความสุข ความทุกข์. ทรัพย์สมบัติทางวิญญาณ คือความสุขหรือความ ทุกข์ : ทรัพย์สมบัติทางวัตถุคือที่ดิน เงินทอง เรือกสวนไร่นา, บุตร ภรรยา สามี เป็นทรัพย์สินทางฝ่ายวัตถุ. เขาสรุปเป็นทรัพย์ ทางฝ่ายวิญญาณคือความสุข ความทุกข์ แล้วแต่ว่าตนได้ประกอบ การงานอะไรขึ้นมา : ก็เลยปฏิเสธหมดทั้งทรัพย์อย่างวัตถุ และ ทรัพย์อย่างจิตใจ ความรู้สึกของจิตใจ ว่ามีก็เท่ากับ ไม่มี : มันก็คือว่าง คือไม่มีที่เราพูดกันเป็นสำนวนว่า "ยกผลงานให้ ความว่าง". ถ้าสำนวนศาสนาที่ถือพระเจ้า มีพระเจ้า เช่นศาสนาคริส- เตียนนี้เขาก็มุ่งหมายว่าเป็นของพระเจ้าอยู่โดยธรรมชาติ อยู่โดย กำเนิด ตลอดเวลามันเป็นของพระเจ้า, ไม่ใช่ของเรา. อย่าได้ คิดว่าทรัพย์สมบัติของเรา บุตร ภรรยาของเรา ; อะไร ๆ ของเรา, ความสุขความทุกข์ของเรามันเป็นของพระเจ้า มันอยู่ในอำนาจของ พระเจ้าเป็นวิสัยของพระเจ้า เป็นความประสงค์ของพระเจ้า ; นี่ก็แปลว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา. นี่พูดอย่างภาษาคน ชนิดบุคคลา- ธิษฐาน เป็นของพระเจ้าไป. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมเป็นธรรมา- ธิษฐาน ก็ว่ามันเป็นของธรรมชาติไม่มีส่วนที่จะเป็นของเรา เพราะ

น.92 ๙๒ ว่าแม้เรียกว่าตัวเรา มันก็ไม่ใช่ของเรา ; มันเป็นของธรรมชาติ หรือว่าเป็นของพระเจ้า. นี่ต้องสลัดออกไปให้เกลี้ยงกลา ถึงขนาด นี้, สลัดออกไปให้สิ้นเชิงถึงขนาดนี้ จึงจะเรียกว่ายกอะไร ๆ ให้ ความว่างไปจนหมดสิ้น. โดยหลักทางจิตใจที่มันเกี่ยวข้องกัน นี้คือการที่จะต้องป้องกัน ล่วงหน้า, ป้องกันในปัจจุบันให้สมบูรณ์ ; หรือจะย้อนไปถึงอดีต ด้วยก็ได้ คือให้มันปราศจากตัวกู-ของกู อยู่ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต. ที่ว่าป้องกันได้ทั้ง ๓ ระยะเวลา ก็โดยทำให้มัน เกี่ยวเนื่องกัน: ให้มีความรู้ว่าผลงานที่จะเกิดขึ้นมันเป็น ของเราไม่ได้ ; ให้รู้อยู่อย่างนี้. การทำงานนั้นทำไปโดยที่ไม่ให้เพื่อเห็นแก่เรา ; นี่มันจะ ช่วยให้การทำงานทำด้วยจิตว่างง่ายขึ้นเหมือนกัน ถ้ารู้ว่างานนี้ มันจะเอาผลมาเป็นของเราไม่ได้. นั่นก็คืออุบาย, เรียกว่าอุบาย ที่จะทำจิตให้มันบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความเห็นแก่ตัว. ไม่ได้ ทำงานเพื่อตัว: ทำงานเพื่องาน, ทำงานเพื่อธรรมะ, มันเลย ง่ายขึ้น ; มันประคับประคองทั้งข้างหน้าข้างหลัง ตรงกลาง ; ที่ทำอยู่อย่างนี้เรียกว่า มีสติสมบูรณ์มาก. ลองคำนวณดู ถ้าสติ มันติดต่อกันทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตอย่างนี้ มันก็เป็นเครื่อง สกัดกั้นที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้เกิดเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา. ในภาษาธรรมะชั้นลึกชั้นสูง เราเรียกสตินี้ว่าเป็นเครื่อง กั้นแห่งกระแส. กระแสนี้คือกระแสของจิตที่ไหลเรื่อยเปื่อยเหมือนน้ำไหล ; ถ้าไม่กั้นก็ไปในทางตัวตนทั้งนั้นเลย มันจึงต้องกั้นไม่ให้มัน

น.93 ๙๓ เกิดกระแสชนิดนั้น. เมื่อเรา "มีสติระลึกถูกต้อง" อยู่อย่างนี้ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน และทั้งอนาคต ; มันเป็นการกั้นที่ดีที่จะไม่เกิดความคิด ปรุงแต่งเป็นตัวกู-ของกู ตลอดเวลา. นั่นคือความสบายที่สุด, เป็นสุขที่สุด มันปลอดภัยทุกอย่างทุกประการ ทีนี้ย้อนมา มองดูตัวเรา มันล็อกแล็ก ๆ อย่างไร, มันเหลว ใหลอย่างไร, มันโลเลอย่างไร, อย่างที่เรียกว่าชักหน้าไม่ถึง หลัง ; ไม่มีสติสมบูรณ์ได้เสมอต้นเสมอปลาย, มี สติว็อบแว็บ ๆ ไม่ติดต่อกัน คือปล่อยไปตามอารมณ์ ; เ พราะว่ามันหัวเราะ เรื่อย มันอวดดีเรื่อย ประมาทเรื่อย ทะนงตัวเรื่อย ความคิด ที่มันจะยกหูชูหางมันมีเสียเรื่อยไป. เพราะฉะนั้นมันก็เลย สับสน มีสติไม่ติดต่อกัน : มีสติแล้วก็ไม่มีสติ, มีสตินิดหนึ่ง แล้วก็ไม่มีสติ, ใช้อะไรไม่ได้. นี่ปัญหามันอยู่ที่นี่. ปัญหาประจำ วันของผู้ปฏิบัติมันอยู่ที่นี่. คำว่า "ผู้ปฏิบัติ" นี้ไม่ใช่พวกปฏิบัติที่อยู่ในป่าอย่างเดียว. คนที่อยู่ที่บ้านที่เรือนที่การที่งาน อยู่กับหน้าที่ภาระ รับผิดชอบอะไรก็ตาม ก็เรียกผู้ปฏิบัติทั้งนั้น คือปฏิบัติธรรม. พอไม่ปฏิบัติธรรม หรือปราศจากธรรม มันก็ฉิบหายหมด : คือเป็น นรก เป็นอบายขึ้นมาทันที, มีความทุกข์ ร้อนเป็นไฟในใจขึ้นมา ทันที ; แล้วการงานมันก็จะล้มเหลว, มันก็จะต้องมีความทุกข์ มากขึ้นไปอีก ; เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันต้องการอุบายวิธีที่ดี. ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังก็ฟังเสีย หรือรู้เสียว่า ภาษาบาลี เขา ใช้คำว่า "อุบาย" การกระทำอย่างนี้เขาใช้คำว่า "อุบาย". ใน ภาษาไทยเรา "อุบาย" มองไปแง่ที่ไม่ค่อยชื่อ หรือเล่นไม่ซื่อ,

น.94 ๙๔ เป็นลูกไม้ เป็นของไม่บริสุทธิ์ ที่ใช้หลอกลวงกันมากกว่า, แต่ใน ภาษาบาลีเขาใช้คำ ๆ นี้ ในการปฏิบัติเพื่อจะหลอกลวงฆ่า เสียซึ่งกิเลส, ใช้มาแต่เดิม. กิเลสเป็นผีเหมือนได้พูดมาแล้วว่า กิเลสนั่นคือผี, อวิชชานั่นคือผี, ลูกน้องของมันก็คือบริวาร ของผี : ทีนี้มันต้องมี "อุบาย" หลอกฆ่าผีเหล่านี้ให้ได้ เหมาะ แล้วที่จะใช้คำว่า "อุบาย" เพราะมันเป็นผี. การทำงานด้วยจิตว่าง หรือการยกผลงานให้ความว่าง นี้เป็นอุบายที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นยอดจุดสุดยอดของอุบาย, คือเป็นอุบายชั้นดีเลิศ, ไม่มีอุบายอันไหนที่จะดีเลิศเหมือนอุบาย อันนี้สำหรับมนุษย์ที่จะใช้เล่นงานกิเลส ต่อสู้กิเลส หรือหลอก ฆ่ากิเลสเสียให้มันตายไป โดยวิธีง่าย ๆ ถ้าเป็นอยู่ด้วย จิตว่างเสมอ ไปแล้ว ไม่ต้องสงสัยกิเลส ไม่อาจจะเกิด นี่อย่าง หนึ่ง ; คือว่าเชื้อหรือความเคยชินของกิเลสไม่ได้รับการหล่อเลี้ยง นี้อย่างหนึ่ง. เขาเรียกว่ากิเลสไม่ได้กินอาหาร มันก็ร่อยหรอไป, ความเคยชินมันก็ร่อยหรอไป ; เพราะกิเลสชั้นละเอียดที่มันจะเป็น เชื้อมันร่อยหรอไป ๆ ไม่เท่าไรมันก็หมด คือตาย. เราไม่ยอมให้มีโอกาสที่กิเลสจะได้กินอาหาร : พูดกัน โดยคำพูดสมมติทั้งนั้น. อุปมาอย่างที่เรียกว่าภาพพจน์ว่าเป็น ตัวตนสัตว์บุคคลอะไรขึ้นมา, กระทำแก่กิเลสเหมือนกระทำกับ สัตว์ร้าย ไม่ให้มันได้กินอาหารจนมันตายเอง. หลักการอันนี้ ก็พูดแล้วพูดอีก ๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงกำชับไว้. เหมือนอย่างกับว่า ประทับตราไม่ให้มันเลือน ไปได้ : อุบายที่จะทำงาน, อุบายที่จะยกผลงานให้ความว่าง,

น.95 ๙๕ แล้วต่อไปโดยมีอุบายที่จะกินอาหารจากคลังพัสดุของความ ว่าง. สำหรับวันนี้ เราจะพูดกันแต่ข้อที่ว่า "ยกผลงานให้ความ ว่าง” โดยแยกความหมายออกมาเป็นพิเศษส่วนหนึ่ง ซึ่งที่แท้มัน ก็เป็นส่วนประกอบของการทำงานด้วยจิตว่าง ถ้าทำงานด้วย จิตว่างได้ มันก็เป็นการยกผลงานให้ความว่างไปด้วยใน ตัว ; แต่จะพูดให้มันชัด จึงเอามาพูดอีกครั้งหนึ่งเพื่อย้ำน้ำหนัก ของหัวข้อแรกหรือขยายให้มันเห็นชัดออกไปว่า การทำงานด้วย จิตว่างนั้น รวมความถึงการที่ไม่ยอมรับผลงานมาเป็นของเรา ด้วย, เพราะว่า ผลงานมันเหมือนอยู่เป็นทรัพย์สมบัติเกียรติยศ ชื่อเสียง หรืออะไร ๆ ที่เป็นที่ต้องใจ เป็นที่หลงใหล มันต้องไม่ อยู่กับสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่ยกผลงานให้ความว่าง จิตมันก็จะพอกพูน เพิ่มพูน ที่มีอะไรเป็นของตัวกู-ของกูมากขึ้น ขยายออกไปไม่มีที่ สิ้นสุด จนกระทั่งอยากจะเป็นเจ้าโลก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่สุด ในปัจจุบันนี้, เพราะมีคนอยากจะเป็นเจ้าโลก, หรือว่าไม่ถึงขนาด ที่อยากจะเป็นเจ้าโลก มันก็ต้องการจะทำความปลอดภัยให้แก่ตัว จากทุกมุมโลก ที่ดีที่สุด, แล้วระแวง และกลัวภัยจากทุก ๆ มุมโลก มันก็ต้องการจะกำจัดภัยทุกมุมโลก จึงทำอาการเหมือนกับว่า จะยึดครองโลกนี้ไว้ในอำนาจ จึงจะปลอดภัยแก่เราทุกมุมโลก. เพราะฉะนั้นในการที่อยากจะเป็นเจ้าโลกครองโลกทั้งโลกนี้มัน เป็นอันเดียวกัน. อยากจะเป็นเจ้าโลก โลกเป็นของเรานี้ก็อย่างหนึ่ง, อยากจะ

น.96 ๙๖ ให้โลกทั้งหมดนั้นมันอยู่ในความควบคุมของเราให้ปลอดภัย แก่เรานี้มันก็อย่างหนึ่ง ; แต่ที่แท้แล้วมันก็เป็นเรื่องเดียวกัน. การ กระทำที่จะเป็นเจ้าโลก มันใหญ่โตถึงขนาดนั้น มันก็มาจากเรื่อง นิด ๆ เล็ก ๆ นิดเดียวมันก็ไม้ขีดก้านเดียว ขีดเป็นไฟขึ้นมาก็เล็ก นิดเดียว ; ก็ลองให้มันได้เชื้อซิ มันขยายออกไป แล้วมันก็ไหม้โลก ทั้งโลกก็ได้. ฉะนั้นอย่าทำเล่นกับเรื่องตัวกู- ของกู ที่มันลุก เป็นไฟออกมานิดเดียวนี่ มันจะใหญ่เต็มโลก ได้เหมือนกัน. นี่เราตัดหมด ตัดหนทางทุกอย่าง ไม่ให้เชื้อเพลิงนี้ลุกเป็นไฟ ขึ้นมา ให้หยุดเสีย ได้ด้วยอุบายวิธีอันฉลาดนี้ โดยการที่มีการ ปักใจลงไปว่า ไม่มีอะไรเป็นของเรา, ไม่ยึดครองอะไรว่าเป็น ของเรา, หรือจะเลือกยึดหลักนี้ไว้ล่วงหน้าก็พอ. การทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง มันประกอบกันอยู่อย่างนี้ ; เ ราไม่ได้หวังทำอะไรเพื่อตัวเรา มันก็เป็นการทำงานด้วย จิตว่างนั่นเอง. เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องตัวกู-ของกูไปเสียหมด มันก็เลยเกิดผลเสียหายร้ายแรง ทำให้งานนั้นร้อนเป็นไฟ และพร้อมที่จะทุจริตเสมอ. งานการกุศลก็เป็นงานสกปรกไป หมด ; อย่างที่ว่ามีองค์การกุศลจัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมเป็นอะไร ก็เพื่อผู้อื่นทั้งนั้น ; แต่แล้วมันก็ปฏิบัติไม่ได้สมบูรณ์มีการโกงกัน ในเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการกุศล. นี่เป็นปัญหาทั่วโลก มีการโกง ในงานการกุศลคิดดูเถิดว่ามันมากน้อยเท่าไร. อย่าว่าแต่ยกผลงานให้ความว่างเลย ; กลับไปขโมยของ ความว่าง ไปแย่งชิง ไปปล้นเอาทรัพย์สมบัติของความว่าง

น.97 ๙๗ ของการกุศลสาธารณะมาเป็นของตัวเสียอีก, เรียกว่ามีจิตใจ เป็นอันธพาล ใจดำอำมหิตอย่างยิ่ง ซึ่งก็ มีอยู่ทั่วไป และก็มี มากขึ้น ๆ ตามความเจริญของโลกซึ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัว. จึง พูดว่าให้สังเกตให้ดี, ให้ระวังจิตใจให้ดี, พิจารณาดูให้ดี : มนุษย์ อย่าไปคว้าโลกพระจันทร์มาเป็นของกูเข้าไปอีก มันจะไปเอา ให้ได้มากไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เป็นเรื่องเพิ่มความโง่ความหลง เพิ่ม ต้นเหตุของความทุกข์เพิ่มอะไรทำนองนั้น. ต้องพร้อมอยู่เสมอ ที่จะสลัดออกไป ๆ จากความเป็นของกู ใ ห้มันยิ่งขึ้นทุกที. เมื่อก่อนบวช คุณมีอะไรเป็นของกูมากเท่าไร เดี๋ยวนี้การบวช หรือเจตนารมณ์ของการบวช ก็ต้องการฝึกจิตให้สลัดสิ่งที่เป็น ของกูนั้น ออกไปตามความหมายของการบวช, ต้องสลัดแม้แต่ บิดามารดา. ฟังดูคล้ายกับโหดร้ายทารุณที่สุด แต่เจตนารมณ์ เป็นอย่างนั้น : สลัดแม้แต่บิดามารดา, เป็นผู้ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีอะไรที่เป็นของตน. นี่ก็ต้องมา ฝึกความ ไม่มีอะไรเป็นของ ตน ถ้าฝึกได้ จริงในระยะที่บวชนี้ ก็คงมีผลมากในข้อที่จะกล่าว ต่อไปนี้ : จะมีอะไรเป็นของตนน้อยลงมาก และ จะก้าวหน้าไป ในทางที่จะไม่มีอะไรเป็นของตน. นี่ต้องระวังให้ดี; ในระหว่างบวชนี่ ให้มันมีบทเรียนอันนี้ ว่ากำลังทำอยู่จริง ๆ. อย่าประมาทอย่างเดียว อย่าประมาท อย่าเพ้อเจ้อ อย่าอวดดี ตลอดเวลานี้จะต้องพิจารณาให้เห็น อยู่ว่า ไม่ได้ทำอะไรเพื่อตน หรือเพื่อของตน : บิดา มารดา บุตร ภรรยา สามี อะไรจะได้หมดไปตามความรู้สึกขณะนี้: ให้คงเป็น แต่ของธรรมชาติ ของพระธรรม หรือของพระเจ้าอะไรไปตามนั้น,

น.98 ๙๘ เป็นเรื่องของธรรมชาติ, นี่เรียกว่าบ วชคือ ไปหมดเว้นหมด จาก อะไรที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวกู-ของกู, มันก็มีความหมายอย่าง เดียว ว่ายกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น. ก ารบวชก็เป็นการ หัดทำบทเรียนนี้ : ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง. นี่ก็แยกแยะดู ไปจารไนดูเป็นอย่าง ๆ ด้วยความไม่ประมาท ว่าแต่ละอย่าง ๆ เราได้ ระมัดระวัง ให้มีสติเต็มที่หรือเปล่า, และก็ระวัง ๆ ให้มากถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า "เกียรติ" ตลอดถึง สิ่งที่เขาเรียกกันว่า "บุญ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมถูกด่ามากที่สุด สิ่งที่เรียกว่าบุญ หรือเ กียรติก็ตามบุญก็ตาม มันจะมาครอบงำ จิตใจ ของผู้ต้องการ เพื่อตัวกู-ของกู. ผมก็เห็นว่าพวกเราทุกคนนี้ไม่ได้ทำเพื่อเงินแน่ ๆ ; เพราะ ไม่มีใครให้เงิน ไม่มีใครให้รางวัลอะไร ; แต่มันก็เหลือความรู้สึก อยู่ว่า เป็นเกียรติ, หรือความรู้สึกว่า เป็นความดีของกู, รู้สึกว่า เป็นบุญของกูที่ได้ทำอย่างนี้, ได้ให้ทานได้ช่วยเหลือผู้อื่น หรืออะไรอย่างนี้ ; อย่างนี้มันไม่ผิด, ไม่ผิดสำหรับคนทั่วไป ไ ม่ได้ ผิดสำหรับหลักทั่วไป ; แต่มันผิดตามหลักที่จะเข้าถึงหัวใจ ของพุทธศาสนา คือความหลุดพ้นหรือวิมุตติ ที่เป็นจุดหมาย ปลายทางของพรหมจรรย์. ที่ผมพูดว่า ระวังสิ่งที่เรียกว่าบุญ เขาก็มองกันในแง่ที่ หาว่าผมเป็นบ้าที่เขาสอนให้คนทำบุญ แต่ผมกลับรู้สึกว่า เขาทำ กันจนเฟ้อจนกลายเป็นเมาบุญไปแล้ว. มาดูกันเสียใหม่ แม้แต่สิ่ง ที่เรียกว่าบุญ ก็อย่าได้ถือว่าเป็นของกูร โอปธิกํ ปุญญํ พระพุทธ- เจ้าตรัสอย่างนี้ เป็นพุทธภาษิตวา บุญนี้ก็เป็นอุปธิ เป็นที่ตั้ง

น.99 ๙๙ แห่งความยึดถือว่าตัวกู-ของกู, และบุญก็เป็นของหนักที่จะ กดคนลงไปสู่เบื้องต่ำเหมือนกับ อุปธิอย่างนั้น คน ลำบากเดือดร้อนด้วยความดีเพราะบุญนี้ ก็มีอยู่มาก : เราต้องไปเกี่ยวข้องกับความดีหรือบุญนี้ ในลักษณะที่ไม่ ต้องเดือดร้อน. ถ้าไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นคนโง่ที่สุด คือกลับ ไปเดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ เพราะบุญหรือเพราะความดีนี่เอง. ถ้าอยากดีอยากเด่น ไม่ได้ดีไม่ได้เด่น มันก็เป็นบ้าขึ้นมา เป็นอันธพาลขึ้นมา มันจึงทะเลาะวิวาทกันในหมู่นักกีฬาหรือใน หมู่คนที่จะสร้างความดี. เมื่อไม่ได้ดีตามที่ต้องการขึ้นมา, ไม่ได้ เด่นตามที่ต้องการขึ้นมา มันก็ทะเลาะวิวาทกัน ทำอันตรายกันใน ขณะที่เรียกว่าทำความดีนั่นเอง. เรื่องบุญนี่ก็เหมือนกัน ทรมาน จิตใจคนจนเป็นโรคเส้นประสาทไปก็มากมาย ; เพราะเขาถือ เอาบุญผิดทาง. คนทำบุญนั้นหน้าเซียวเหี่ยวแห้งอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นหิวกระหาย เป็นเปรตอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ก็มี : เพราะ ทำเพ้อ ๆ ไปโดยไม่รู้ว่าบุญคืออะไร. คนหลงบุญก็หลงไปในทำนองที่ว่าบุญนี้คือของวิเศษ สารพัดนึก : จะให้กูได้อะไรตามต้องการในทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือทุก ๆ อย่างที่ต้องการนั้น, ถึงขนาดเมาบุญเหมือน เมาเหล้าก็มี : ขายบ้านขายเรือน เรือกสวนไร่นา อาจจะขายลูกหลาน ก็ได้, ถ้าทำได้ ก็ต้องการเพื่อทำบุญ. นี่เป็นเรื่องที่ผิดความมุ่ง หมาย ; ยิ่งไปยึดถือว่าความดีของกู. บุญของกูไปตลอดกาล ; ไม่มีเวลาสลัดออก มันก็กลายเป็นไม่ดี ไม่เป็นบุญ. การทำอย่าง นั้น การทำดีและบุญตามความหมายของคน ๆ นั้นมันก็กลาย

น.100 ๑๐๐ เป็นบาป หรือกลายเป็นไฟ เป็นความร้อนเผาคนนั้นขึ้นมา. จิตว่าง ไม่ใช่จิตบาป หรือใจบาป และมันไม่ใช่จิต ที่ไปหลงบุญเรียกว่า ปาปปุญฺญํ ปหีนสฺส นิจฺฉาโต ปรินิพฺฺโต -สลัดบุญและบาปเสีย ได้ก็เป็นคนดับเย็นสนิทไม่มีขี้เถ้า ร้อน. ปาปปุญฺญํ ปทีนสฺส -ละบุญบาปเสียได้. ปรินิพฺพฺโต- ดับเย็น, นิจฺฉาโต- ไม่มีขี้เถ้าร้อน. มองดูชีวิตที่มันเต็มไปด้วย ขี้เถ้าร้อน ก็หมายถึงไฟที่ร้อนจัดที่สุด คือไฟที่ไม่แสดงเปลวอย่าง ที่เรียกว่า นิจฺฉาโต. ถ้าเป็น นิจฺฉาโต ก็ไม่มีไฟถ่านที่หมกอยู่ ใต้ขี้เถ้า มันจึงจะดับเย็น. นี่ระบุว่า อยู่เหนือบุญเหนือบาป. ถ้าไปข้องเกี่ยวผูกพันอยู่กับบุญก็ตาม บาปก็ตาม มันก็ ร้อน เพราะความยึดมั่นนั่นเอง. มันไม่ได้ร้อนเพราะบุญ ไม่ได้ ร้อนเพราะบาป : แต่มันร้อนเพราะความยึดมั่นถือมั่นในบุญ และบาป. พอสลัดออกไปได้ มันก็ไม่มีอะไรร้อน : เป็นผู้ว่างจาก ทรัพย์สมบัติ ทั้งที่เป็นบุญและบาป, เป็นผู้ไม่มีทั้งบุญและทั้งบาป ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย, ยกให้แก่ความว่างทุกอย่างสิ้นไปหมด ทั้งบุญและบาป. พิจารณาดูตัวอย่างที่ประจักษ์อยู่แก่ใจ ได้ทุกเวลาทุกโอกาส : ขณะใดเวลาใด นาทีใดก็ตามใจ : ขณะที่ เราไม่รู้สึกว่าเราเป็น คนดีหรือคนชั่ว นั่นแหละเป็นเวลาที่สบายที่สุด ; ไม่ใช่เป็น เรื่องพูดเล่น ๆ เป็นเรื่องที่จริงที่สุด ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส. เราก็ ไปสังเกตดูจิตใจเวลาใดใจคอของเราไม่รู้สึกว่ามีทั้งบุญหรือบาป นี่เป็นอย่างไร : เวลานั้นเราสบายที่สุด พอรู้สึกว่ามีบาปเราก็เศร้า หรือกระสับกระส่ายเพราะกลัวบาป. พอรู้สึกว่ามีบุญ เราก็ตื่นเต้น

น.101 ๑๐๑ เป็น excite แก่จิต กลายเป็นนั่งไม่ลง, แล้วมันก็จะนำมาซึ่ง ความเป็นห่วง ว่าบุญนี่มันจะหมดไป, หรือว่ามันจะไม่มีมากขึ้น ไปอีก. ถ้าตะกละบุญ มันก็ล้วนแต่ทำความกระวนกระวาย เหมือนกัน ; บาปก็ทำความกระวนกระวายอย่างหนึ่ง, บุญก็ทำ ความกระวนกระวายอย่างหนึ่ง, ครั้นเวลาใดที่จิตใจเราว่าง ไม่ รู้สึกว่ามีบุญหรือมีบาป มันก็สบายที่สุดในเวลานั้น. ดังนั้นจึง เรียกว่าผู้มีบุญตามแบบของพระอริยเจ้า, บุญตามแบบภาษาธรรม หรือพระอริยเจ้าต้องเป็นอย่างนี้ : ที่กำลังอยู่เหนือบาปเหนือบุญ ของคนธรรมดาสามัญ. ที่ว่าดีตามแบบของพระอริยเจ้า มันก็ต้องดี อย่างนี้ : คือ ดีอย่างชนิดที่อยู่เหนือดีเหนือชั่ว อย่างของคนธรรมดาสามัญ : ฉะนั้นผลงานของคนธรรมดาสามัญชนิดใดก็ตามต้องถูกตัดทิ้ง ออกไป. ผลงานนี้มีทั้งดีทั้งชั่วและทั้งผิดทั้งถูก : เมื่อทำงาน ผิดพลาดผลงานก็คือความเดือดร้อนเป็นทุกข์. ผลงานนี้ก็ ต้องยกให้ความว่าง. ถ้าทำงานถูกตามวิธีของงาน ได้ผลดี มีกำไร. ผลงานนี้ก็ต้องสลัดออกไปให้เป็นของความว่างด้วยกัน ทั้งคู่ มีจิตใจอยู่เหนือทั้งคู่ จึงจะได้ผลงานทางวิญญาณ : คือการ ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา มีผลเป็นวิมุตติหลุดพ้น ออกไปได้ตามความมุ่งหมาย. ที่เรามาบวชนี้ เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ บวช ๓ วัน หรือบวช ๓ เดือน ก็เรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีคำอื่นเรียก ; เพราะผลงานมันก็คือเข้าถึงความว่าง นี่เรียกว่าเป็นผู้ยกผลงาน

น.102 ๑๐๒ ทุกชนิด ตั้งแต่อย่างเลวที่สุดถึงอย่างสูงสุดให้แก่ความว่าง ; มัน จึงมีผลเกิดผลเป็นภาวะที่พึงปรารถนา. ถ้าเป็นความปรารถนา ก็ไม่มีอะไรน่าปรารถนายิ่งไปกว่านี้ คือปรารถนาความหมด ความปรารถนา, ปรารถนาความหมดอยาก หมดความต้องการ หมดความมีอะไรเป็นตัวกู-ของกู : นี่คือสิ่งน่าปรารถนา. ส่วน ที่ชาวโลกชาวบ้านปรารถนากันอยู่นั้น เป็นเรื่องร้อนทั้งนั้น, ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งบุญ ทั้งบาป ทั้งสุข ทั้งทุกข์. ว่างที่สุดคือนิพพาน, เรียกโดยสมมติว่า เป็นสุขอย่างยิ่ง : ยกผลงานให้ความว่างก็คือยกให้แก่นิพพาน. ทำเพื่อนิพพาน คือการดับสนิทแห่งความทุกข์ ความร้อน ไม่มีขี้เถ้า. นิจฺฉาต เรียกว่าขี้เถ้า สิ่งที่เป็นไฟแดง ส่วนที่อยู่ใต้ ขี้เถ้าดูเหมือนว่าไม่มีฤทธิ์มีเดชอะไร ไม่น่ากลัวอะไร ; แต่พอไป เหยียบเข้ามันร้อนที่สุดเลย. ทำให้สิ่งร้อนเหล่านี้หมดไปมันก็หมด เรื่องที่จะต้องทำอีกต่อไป; สำเร็จได้ด้วยการสลัดอะไรออกไป ไม่เหลืออยู่เป็นตัวกู-ของกู. ตัวกูก็ไม่ทำงานเพื่อตัวกู, ของกูก็ ไม่ได้มีเหลืออยู่ สำหรับตัวกู : ก็ยกให้ความว่างหมด นี่เป็นคำอธิบายโดยย่อ โดยสรุปหรือ พอเป็นแนวสำหรับ การที่จะ "ยกผลงานให้แก่ความว่างทุกอย่างสิ้น" ซึ่งมันมี ความกำกวมเข้าใจผิดได้ โดยคนที่มักจะเข้าใจอะไรผิด เพราะความสะเพร่าของตัว, นี้จึงพูดพอให้เป็นหนทางที่จะไม่ให้ เข้าใจผิด. เวลาของเราก็หมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต