Buddhadasa.org

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน ตอนที่ ๖ — ๖. กินอาหารของความว่าง

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.103 วันนี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อถัดไปว่า กินอาหารของ ความว่างอย่างพระกิน ต่อจากที่ได้กล่าวมาแล้วในวันก่อน จะต้องมีการทบทวนถึงเรื่องที่กล่าวมาแล้วในวันก่อนตาม ลำดับ : นับตั้งแต่ทำงานด้วยจิตว่าง, ยกผลงานให้ความ ว่าง, ให้กินอาหารของความว่าง. เรื่อง "กินอาหารของความว่าง" ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ดูจะอยู่ที่ฟังไม่ชัด อยู่มากเหมือนกัน คือเป็นปัญหาในอีกแง่หนึ่ง ที่คนมักสงสัยว่า ถ้าทำงานให้ความว่าง แล้วคนจะกินอะไร? ปัญหาอันนี้เกิด ก็เพราะว่าคนมีความคิดแต่ในทาง ที่จะมีตัวกู-ของกูอยู่เสมอ ปัญหาจึงออกมาในรูปนี้เสมอ เหมือนกันว่า : จะทำได้อย่างไร? หรือว่าจะเอาอะไรกิน? แล้วก็ เป็นปัญหาที่ทำให้ไม่อยากจะสนใจเรื่องนี้ เรื่องความว่างนี้. ทีนี้ เราจะดูกันให้ดีต่อไปอีก อย่าลืมข้อที่ได้พูดมาแล้ว หลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ หน ; เพราะการที่เราเป็นผู้ที่ยังต้องปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นผู้ที่ปฏิบัติเสร็จแล้ว : ถ้าปฏิบัติเสร็จแล้วมันก็เป็นไป โดยตัวเองของมันเอง ไม่ต้องมีปัญหา. พระอรหันต์ทำงานด้วย จิตว่าง ผลงานก็ตกเป็นของความว่าง ท่านฉันก็ฉันอาหารอย่าง เป็นความว่าง.

น.104 ๑๐๔ นี้เหมือนกับมีหัวข้อน่าคิดอีกหน่อยว่า : ความว่าง หรือ จิตว่าง กินอาหารของความว่าง ซึ่งเป็นวิธีที่พระกิน วิธีที่พระ พระฉัน. ให้นึกถึงบทปัจจเวกขณ์ นั้นอยู่เสมอไปว่า : สิ่งที่กิน ก็ดี สิ่งที่ถูกกินก็ดีก็เป็นความว่าง เป็นของว่าง. ตัวผู้ที่กินนั้น ก็เป็นของว่าง ; เพราะไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล. สิ่งที่ถูกกินก็ เป็นของว่างหรือเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ; การกินก็เลย กลายเป็นความว่าง เพราะไม่มีตัวที่กินและตัวที่ถูกกิน. คำว่า "กินอย่างพระกิน" มันแสดงชัดอยู่แล้วว่าฆราวาส หรือคนทั่วไป เอาอย่างพระ, หรือว่าเป็นเหมือนกับพระ หรือ เป็นพระไปเสียเลย. ถ้ายังรู้สึกตัวเป็นฆราวาสอยู่มาก ๆ ก็ พยายามกินอย่างพระ ; ถ้าไม่ถือตัวว่าเป็นพระหรือฆราวาส ต้องกินตามวิธีที่พระกิน : คือมีความว่างอยู่ตลอดเวลา. มาถึงตรงนี้อยากจะขอแทรกเป็นคำเตือนอยู่เสมอครั้งหนึ่ง ว่า การปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ ที่ถูกก็ไม่ต้องมีพระ หรือฆราวาสคือทำเหมือนกันหมด ; พระก็ทำอย่างนี้ ฆรา- วาสก็ทำอย่างนี้. นี่เป็นความจริงหรือเป็นข้อเท็จจริง ; แต่ใน ความรู้สึกของคนทั่วไปไม่เป็นอย่างนั้น ; เขาแยกเป็นพระเป็น ฆราวาส, และมิหนำซ้ำแยกห่างออกจากกันจนจะให้กลายเป็น เดินคนละทาง ทำคนละอย่าง. เหมือนดังที่พูดกันอยู่เดี๋ยวนี้ในกรุงเทพฯ ที่เจริญด้วยการ ศึกษา เขาว่าให้พระทำอย่างหนึ่ง ให้ฆราวาสทำอย่างหนึ่ง โดย ถือว่า ฆราวาสจะต้องเป็นผู้อยู่ในโลกทำอย่างโลก ๆ, มีอะไร อย่างที่เรียกว่าโลก ๆ เป็นโลกิยะ. ส่วนพระก็จะให้ทำอย่าง

น.105 ๑๐๕ ที่อยู่ในป่า เป็นไปเพื่อเหนือโลก หรือที่เรียกว่า นิพพาน : แล้ว ก็แสดงการคัดค้านไม่ให้ชาวบ้านทำอย่างพระ ; คนที่ไม่รู้ก็ไม่รู้ ว่าจะเชื่ออย่างไร จะทำอย่างไร. ที่จริงจะเป็นใครก็ตาม พระหรือฆราวาสก็ตามต้องทำอย่าง เดียวกัน, โดยหลักเกณฑ์อันเดียวกัน หัวข้ออย่างเดียวกัน ; เพียง แต่ว่าทำมากกว่ากันทำน้อยกว่ากันทำสูงกว่ากัน ไม่ได้ทำอย่าง แยกหรือตรงกันข้าม. การที่จะให้พระฉันด้วยความว่าง ฆรา- วาสจะต้องกิน ด้วยความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู-ของกู อย่างนี้มันเป็นเรื่องผิด ; ทำให้มีผลเสียหาย มีความทุกข์. ฆราวาสก็ต้องกินตามทำนองพระกิน : คือทำนองด้วย ความว่างด้วยจิตว่าง ด้วยความรู้สึกที่ว่าง เช่นเดียวกับที่พูด มาแล้วเมื่อวานนี้. "แม้เป็นฆราวาสมีภรรยาก็เหมือนไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติก็เหมือนไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีสุขมีทุกข์ก็เหมือนกับ ไม่มีสุขมีทุกข์, ซื้อของที่ตลาดก็อย่าเอาอะไร ๆ มา." คำสอนนี้ สอนฆราวาสแท้ ๆ, มันเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องสูงสุดอย่าง เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาสก็ต้องปฏิบัติอย่างนี้ : อย่ายึดถือในการมีการเป็น. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาเรื่องการกิน ก็คือการบริโภคสิ่งที่หาได้ หรือมีอยู่เก็บไว้ ซึ่งจะต้องทำด้วยจิตว่างอย่างเดียวกันอีก. ทำงาน ก็ทำด้วยจิตว่าง กินผลงานก็กินด้วยจิตว่าง ซึ่งเรียกว่า กิน อาหารของความว่างอย่างพระกิน. เมื่อถามว่า กินของใคร? กินของความว่าง ที่เก็บไว้โดยบุคคล สะสมไว้โดยบุคคลนั้น. ถ้าเขาทำถูกมาแล้ว ก็หมายความว่า สะสมด้วยจิตว่าง คือ

น.106 ๑๐๖ สะสมไว้ในฐานะที่ไม่ได้เป็นของกู, แต่เป็นการทำหน้าที่อะไร อย่างหนึ่ง, ทำหน้าที่ด้วยจิตที่ไม่ได้ยึดถือสำคัญว่าเป็นตัวกูหรือ ของกู ก็เลยเหลืออยู่เป็น stock ใหญ่ของความว่าง เป็นคลังใหญ่ ที่สะสมของความว่าง : แล้วกินจากนั้น. นี่พูดอย่างสมมติ ภาษาคน : คนทั่วไปก็ฟังไม่ถูกอยู่ดี. ที่จริงมันยิ่งกว่านั้น คือถ้ากินด้วยจิตว่างแล้ว มันก็คือกิน ของความว่าง ; เพราะฉะนั้นเมื่อเวลากินก็ทำจิตอย่างเดียวกับ พระ : คือมีความรู้สึกสำนึกสติสัมปชัญญะว่า ของที่กินนี้ เป็นของว่างจากตัวตน คือเป็นธาตุตามธรรมชาติ คือกิน แล้วว่างจากตัวตน คือธาตุตามธรรมชาติ : พูดอย่างนี้เลย. เกิดมี คำที่พวกคนไม่เข้าใจเป็นนักล้อ หรืออยากล้อ ; เมื่อไม่เข้าใจ ก็ไปล้อด้วยความโง่ของเขาเองว่า ธาตุกินธาตุ ; พูดว่าธาตุนี้ ไม่ใช่ทาสข้าทาส. ธาตุกินธาตุ หมายความว่า ธาตุที่เป็นบุคคล กินธาตุที่เป็นอาหาร : สำหรับผู้ที่มีความรู้ มีสติปัญญาจะ เข้าใจได้ หรือเป็นพระอรหันต์ในที่สุด : มีความรู้สึกอย่างนั้นว่า ธาตุกินธาตุ ก็กลายเป็นความถูกต้อง เป็นคำพูดที่ถูกต้อง และ เป็นความจริง. ทีนี้สำหรับคนอันธพาล นักล้อ เขาก็ถือแง่ล้อสำหรับ คำว่า ธาตุ, ธา-ตุ. หมายความไม่ยอมเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แล้วก็เอา มาล้อ ก็เลยล้อต่อไปตามแบบของอันธพาล : ธาตุกินธาตุ หรือ ธาตุกระทบกับธาตุ ในเมื่อคนทะเลาะกัน, หรือว่าธาตุแต่งงาน กับธาตุ หรือการกระทำอะไรต่าง ๆ ในการเสวยอารมณ์ในการ สืบพันธุ์อะไรก็ตาม เรียกว่าธาตุกระทบกับธาตุ ; มันก็เลยเป็น

น.107 ๑๐๗ เรื่องน่าหัวที่คำพูดนี้มีความหมายได้ทั้ง ๒ อย่าง : คือเป็นความ ถูกต้อง เป็นความจริงสำหรับผู้ที่รู้แล้ว, และเป็นสิ่งที่มองเห็น ไม่ได้ ไม่ยอมเชื่อ : กลายเป็นเรื่องพูดเล่น พูดล้อ สำหรับคนโง่ หรือคนอันธพาล : ก็ต้องระวังให้ดี. เรื่องธาตุนี้เป็นคำสำหรับล้อ โดยเฉพาะในสมัยผมแรกบวช ยังมีการพูดล้อทำนองนี้กันหนาหูเหมือนกัน : มาเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ หรือจะยิ่งมากขึ้น ในเมื่อคนหมุนไปทางวัตถุนิยมจัดมากขึ้น. คนต้องการจะทำอะไร ด้วยกิเลสตัณหาด้วยตัวกู-ของกู : จะทำ ด้วยความว่างจิตว่างไม่ได้ ก็เลยถือเอาเป็นของล้อ, ล้อคนที่จะทำ อะไรด้วยความว่าง หรือด้วยจิตว่าง, หรือตามแบบตามหลักเกณฑ์ ของพระพุทธศาสนา, หรือพูดให้มันเตลิดเปิดเปิงไป: กลาย เป็น มิจฉาทิฏฐิว่า : ธาตุตีธาตุ ฟันฆ่าธาตุ ก็เลยไม่บาป, หรือว่า ธาตุเอาธาตุไปทำบุญกับธาตุ มันก็ไม่ได้บุญเพราะสักแต่ ว่าเป็นธาตุ. อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นความว่างอย่างที่ เคยมีมาแล้วในครั้งพุทธกาล. ดังนี้ก็จะต้องมีสำหรับเป็นข้อ แก้ตัว หรือ เป็นข้อล้อของคนที่ไม่อยากปฏิบัติอย่างนี้ หรือ ปฏิบัติไม่ได้ ก็แก้ตัวให้ตัวเอง. โลกมันจึงเป็นไปในลักษณะ ของอันธพาล เป็นโลกของอันธพาล ไม่ใช่โลกของสัตบุรุษ, เป็น โลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์. ทีนี้ เมื่อพูดถึงกิเลส ก็มีลักษณะสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่ง คุณจะต้องรู้ไว้เสมอ. ขอให้รู้ไว้อย่างยิ่งว่า : ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วมันต้องแก้ตัว ให้ตัวมันเองเสมอ แล้วก็แก้ได้เสมอ, มันจะแก้ตัวเสมอ,

น.108 ๑๐๘ เพราะฉะนั้น จึงต้องนึกถึงตัวเองในเมื่อบิดพลิ้ว พยายาม บิดพลิ้ว, พยายามแก้ตัวให้แก่ตัวเอง. ต้องสอนตัวเองว่า ในเวลานั้นมันเป็นผีไปแล้ว มันไม่ใช่คน มันเป็นผีอวิชชาไป ; มันก็พยายามหาทางแก้ตัวให้ตัวเองจนได้ ; แล้วมันจะลำบากอะไร, เพราะมันนึกเอง คิดเอง ว่าเอง อะไรเอง อยู่คนเดียว ; ไม่ต้องไปแก้ตัวแก่ใครก็ได้ ไม่ต้องไปแก้ตัวกับ ศาลตุลาการหรือที่ไหน. แต่ทีนี้ ผลร้ายมันยิ่งไปกว่าการไป แก้ตัวที่ศาลที่ตุลาการ ; คือการที่ตัวมันเข้าข้างตัว แล้วมันว่า อะไรไปได้ตามความรู้สึกนึกคิดของตัว ; แก้ตัวจนเป็นเรื่อง ทำบาป ไม่บาป ทำอะไรไม่มีอะไร, หรือแม้แต่ปลอบตัวเองหลอกตัวเอง ด้วยการปลอบให้หายกลัวหายอะไรไป ; มันก็อยู่ในพวกนี้. ที่ถูกก็คือความไม่ซื่อตรงต่อตัวเอง, ความไม่ซื่อตรงต่อ ตัวเอง หลอกตัวเองกบฏต่อตัวเอง เรียกว่าข้อแก้ตัว. ถ้าไม่รู้ เรื่องนี้ไม่ระวังเรื่องนี้ เรื่องอื่นก็จะต้องล้มละลาย เพราะมีทาง หรือโอกาสที่จะแก้ตัวเสมอไป. เราเรียกกันว่า ความเหลวไหล หรือความอะไร ; ยิ่งเฉพาะสมัยนี้แล้วก็ยิ่งเป็นได้มาก ; เพราะว่า คนเรียนเก่งมากในการที่จะใช้เหตุผลตามหลักนั้น ตามหลักนี้ ตามหลักโน้น. แต่ในที่สุดมันก็ลงในหลักของภูตผีปีศาจ ที่มี ความเห็นแก่ตัว เป็นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เกิดผลขึ้นมา อย่างสาสมกัน. พูดหยาบ ๆ คือ สมน้ำหน้า ของการที่เป็นคนเจ้าปัญญา เจ้าความรู้ความคิดเพื่อการแก้ตัว ; มันเหมือนกับหมอความ หรือทนายความที่จะแก้ตัวให้จำเลย. นั้นมันเรื่องวัตถุเรื่องข้างนอก

น.109 ๑๐๙ เรื่องความหลอกลวง ; แต่พอมาถึงเรื่องจริงของธรรมชาติ มันไม่ เข้าใครออกใคร มันก็จะตบหน้าให้อย่างสาสมกัน แล้วก็โดยไม่ รู้สึก : คือมันมีความทุกข์อย่างร้ายอยู่ มีความทนทรมานอยู่ด้วย โรคจิต โรคประสาท โรคอะไรต่าง ๆ นานาแล้วก็ไม่รู้ว่ามาจาก ไหน? ต้นเหตุมาจากไหน? จะแก้ไขได้อย่างไร? ก็ล้วนแต่ไม่รู้ มันมีอาการคล้ายกับตกนรกทั้งเป็นตลอดเวลา ในเมื่อมี นิสัยเคยชิน ไปในการแก้ตัว คือตามใจกิเลสที่เป็นตัวกูเป็น ของกู ; นี่มันยากสำหรับคนธรรมดาสามัญ ที่จะมีธรรมะ. คุณต้องมอง ในข้อนี้ให้เห็นด้วยว่า มันยากแก่คนธรรมดา สามัญ ที่ปล่อยไปตามเรื่องของคนธรรมดาสามัญ, แล้วจะมีธรรมะ ได้อย่างไร : เพราะว่าตลอดเวลานั้น ตลอดเวลาที่เกิดมาจนบัดนี้ เขา ไม่สนใจเรื่องธรรมะ, สนใจแต่เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องตัวกู- ของกู. มีความหมายมั่นปั้นมืออยู่ตลอดเวลา ; ไม่มีธรรมะ พอถึง จุดสูงสุดเข้า มันก็มีผลเป็นความทุกข์สูงสุด, เป็นความทรมาน- ใจที่สุด. ทีนี้จะทำอย่างไร? เป็นบ้าไปก็มี ตายไปก็มี ; ที่ยังไม่ เป็นบ้า ที่ยังไม่ตายก็ทนทรมานเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น มีปัญหา เต็มไปหมด. แม้ในเรื่องการทำการงาน ถ้าไม่มีธรรมะก็เรียกว่า มีความทุกข์ทรมานทั้งสิ้น : ทั้งที่มีเงินมาก มีชื่อเสียงมาก มีอะไรมาก จนกระทั่งมีความป่วยในทางประสาท ซึ่งมันทำให้ สูญเสียความรู้สึก เสียการดำรงตัวอยู่ในความสงบ ความเยือกเย็น ไปจนหมดสิ้นเลย. ถ้าเชื่อโชคก็ไปแก้ปัญหาทางโชค, ถ้าเชื่อผีสาง เทวดาก็ไปแก้ปัญหาทางผีสางเทวดาไป, หรือแม้ที่สุดที่ทำอย่างดี

น.110 ๑๑๐ ที่สุดแล้วที่จะไปหาหมอขอยากิน อย่างนี้ก็แก้ไม่ได้ : เพราะว่า ยานั้นก็ระงับได้ประเดี๋ยวประด๋าว. ส่วนต้นเหตุที่แท้จริงมันไม่ ถูกตัดไม่ถูกถอน, กินยาเข้าไประงับประเดี๋ยวประด๋าว หนักเข้า ก็ไม่ได้ผลอะไร ; เพราะต้นเหตุ หรือสมุฏฐานของโรคมันไม่ถูก ทำลาย จึงถอนไม่ได้ ; เพราะไม่มีธรรมะพอ ไม่สนใจมาก่อนเลย. ผมเคยบอกเสมอ ๆ ทุกคนว่า ธรรมะนี้มันเหมือนกับอาวุธ ที่วิเศษ แต่ก็เหมือนกับอาวุธธรรมดาคือ ต้องเป็นของคู่มือ. ธรรมะเป็นของคู่มือ หมายถึงว่า เราจับฉวยใช้สอยมัน อยู่อย่างคล่องมือ. อาวุธนี้ต้องฝึกการใช้ ฝึกเพลงอาวุธอยู่ เสมอ ให้คล่องแคล่ว ; พอถึงเวลามันจึงจะใช้ได้. จะมีปืน มีดาบ มีหอกอะไรก็ตาม มันต้องฝึกการใช้จนคล่องแคล่ว ; พอถึง เวลามันจึงจะใช้ได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีการฝึกเลย มันก็ใช้ไม่ได้ ใช้ ไม่สำเร็จประโยชน์. มีอาวุธมีเสียเปล่า มีปืน มีดาบ มันก็มีเสีย เปล่า: ใช้ไม่ถูกวิธีก็ไม่มีประโยชน์. พอมาถึงเรื่อง ธรรมะของคนโง่ มันยิ่งไปกว่านั้นอีก : คือ มันถึงกับไม่มีอาวุธ คือธรรมะนั้น. ในเมื่ออาวุธคือธรรมะนั้น ต้องมีอยู่กับเนื้อกับตัว คล่องแคล่วอยู่กับเนื้อกับตัว ต้องรู้ต้อง ศึกษาให้รู้ และปฏิบัติมาจนคล่องแคล่วอยู่กับเนื้อกับตัว ; พอ กิเลสมีอะไรเกิดขึ้นจึงใช้ฆ่ากิเลสได้. เรื่องกิเลสนี้ก็เป็นเรื่องเงิน ของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู ; จนลิงด่าด้วยการล้างหู ใส่หน้าอยู่ทุกวัน ๆ ; ๑ มันก็ไม่มีอะไรมาช่วยได้ : คือ ไม่มีธรรมะ ๑ หาอ่านได้จากนิทานเรื่องลิงล้างหู ซึ่งมีภาพเขียนที่โรงมหรสพทางวิญญาณ สวน โมกข์ฯ

น.111 ๑๑๑ ที่เป็นอาวุธนั้นเลย แล้วไม่มีการฝึกการใช้เลย และ เมื่ออาวุธ ก็ไม่มี แล้วจะฝึกได้อย่างไร. ถ้าตามประเพณีเขาว่า ธรรมะหรือศาสนานี้ดับทุกข์ได้ คนเหล่านั้นก็คิดว่าคงจะดับได้ตามเขาว่า, แล้วก็มาวัด มาหา ธรรมะ มาหาศาสนา : ส่วนใหญ่ก็มารดน้ำมนต์เสียมากกว่า ; หรือถึงมาเพื่อจะศึกษาธรรมะนี้ ก็ทำไม่ทันเวลา. ในขณะที่หัว ของเขาทนทรทานอยู่ด้วยโรคประสาท ด้วยอะไรเป็นต้น, เป็น อย่างนี้ฟังธรรมะไม่รู้เรื่องหรอก : แล้วจะช่วยได้อย่างไร. นี่ภาวะ ปัจจุบันมันเป็นอย่างนี้. ที่เราพูดว่า โอ! กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน นี้ก็ได้ยินกันไปในทางเป็นคำพูดที่บ้า ๆ บอ ๆ, ทั้งที่คำพูดนี้มัน ถูกต้องที่สุด : คนแบบนี้ก็ฟังเป็นเรื่องของคนบ้าพูด. นี่อานิสงส์ ของการที่ไม่เคยยุ่งกับธรรมะ, ไม่เคยมีธรรมะ : ทำบุญให้ทาน สิ้นเงินไปเป็นแสนเป็นล้านก็แล้ว : ไม่เคยมีธรรมะเพราะไม่เคย ให้ทาน : เคยแต่ลงทุนค้าเพื่อเอากำไรหลายเท่าเสมอไป. ที่ ทำบุญให้ทาน เป็นแสน เป็นล้าน มันไม่ใช่บริจาคตัวกู- ของกูออกไป แต่เป็นการลงทุนฝากไว้ชาติหน้าก็มี, เขาเรียกว่า ฝากธนาคารของพระพุทธเจ้าไว้. นี่เขาว่าเอาเอง, ฝากธนาคาร ไว้ในสวรรค์ เมื่อตายแล้วจะได้ไปเก็บเกี่ยวผลหลายสิบเท่าใน สวรรค์. อย่างนี้มันลงทุนค้าเพื่อตัวกู-ของกู ที่มากออกไป ; มันไม่ใช่ธรรมะ ถ้าเป็นธรรมะต้องบดขยี้ตัวกู-ของกู ทำลาย ตัวกู-ของกู. ฉะนั้นคนที่ทำบุญให้ทานเป็นแสนเป็นล้าน แล้วก็

น.112 ๑๑๒ ไม่ช่วยอะไรได้ในการที่จะเป็นโรคเส้นประสาท, มันมีแต่เพื่อตัวกู เข้ามาเรื่อย. เรื่องทำบุญให้ทานนี้เป็นเรื่องทำให้ผมถูกด่าอยู่ตลอดเวลา ; เพราะไปว่าเขาอย่างนี้. ถ้าจะลองทำเสียใหม่ คือ มีความรู้ ความเข้าใจทางธรรมะ แล้วบริจาคเงินเป็นแสนเป็นล้าน โดยวิธีที่ถูกต้อง ตามความคิดนึก หรือจิตที่ถูกต้อง นั่นแหละ จึงจะมีบุญจริง ๆ. แล้วจะมีธรรมะจริง ๆ ที่จะทำลายอุปสรรค ศัตรูทางวิญญาณให้หมดไปได้. เรียกว่าเขาทำบุญจริง ๆ ทำบุญ ถูกวิธีจริง ๆ, เรียกว่าทำบุญชนิดที่มีความหมายเป็นการล้างบาป. บุญนี้แปลว่าล้างบาปก็ได้ ; แต่เขาไม่ทำบุญเพื่อล้างบาป เขาทำบาปเพื่ออิ่มใจ สบายใจ ฟูใจ ซึ่ง คำว่าบุญก็แปลอย่างนั้น ได้เหมือนกัน : เครื่องฟูใจ เครื่องอิ่มใจ. เขาหวังว่าชาติหน้า จะได้รวยกว่านี้หลายสิบเท่า เขาก็อิ่มใจ ฟูใจ : เป็นบุญประเภท นั้นไปเสียหมด ไม่ใช่บุญประเภทขัดล้างออกไป หรือขัดสีให้สะอาด. ถ้าว่าเป็นคนมีธรรมะจริง ก็ต้องมีความรู้สึกเป็นธรรมะ อย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ; ในการหาเงินก็ดี ในการมีเงินก็ดี ในการ สามารถใช้เงินก็ดี ต้องใช้หลักทำงานด้วยจิตว่างทั้งนั้น ยก ผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ; ทำอยู่ได้ ทำไปได้. ทางภายนอกก็มีทรัพย์ มีบุตรภรรยา สามีเกียรติยศ ชื่อเสียงอะไรได้เหมือนกัน, ในภายนอกมันก็มีไปตามเรื่องของ ภายนอกตามเรื่องสมมติ ตามเรื่องของวัตถุเพื่อความสะดวกแก่ การเป็นอยู่อย่างนี้. ส่วนภายในใจนั้น ไม่ได้ยึดถือเรื่องตัวกู- ของกู, หรือมีภรรยาก็เหมือนกับไม่มี : เป็นผู้ที่ร่วมงานกันเท่านั้น

น.113 ๑๑๓ เอง. แม้จะทำการงาน หรือบริโภคผลของการงาน หรือจะบริโภค ผลทางเพศ ทางอะไรก็ตามใจ มันก็เป็นเรื่องของการประพฤติ- ธรรมไปหมด : ถ้าหากว่าทำไปด้วยความรู้สึกที่ไม่เป็นตัวกู- ของกู. ขอให้พยายามทำ ไปตามหน้าที่ตามธรรมชาติจะต้องทำ ; ถ้าว่าทำไปด้วยตัวกู-ของกู แล้วมันก็ต้องมีความทุกข์. ส่วน เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่จะทำตามรอยพระอรหันต์ ; ถ้าใคร ปฏิเสธก็ไม่ต้องพูดกันเรื่องนี้. ถ้าใครยอมรับว่าเรายังไม่เป็น พระอรหันต์ แต่เราพยายามเดินตามรอยพระอรหันต์ให้มากเท่าที่ จะมากได้ มันก็เป็นเรื่องที่จะพูดกันให้รู้เรื่องได้. ทีนี้เขาทำไปในทำนองที่ว่า "กู" กับพระอรหันต์ต้องแยก ทางกันเดิน "กู” เอาตามเรื่องของ "กู” ; อย่างนี้เขาจึงขอร้องว่า อย่าเอาเรื่องว่าง เรื่องอนัตตามาสอนชาวบ้าน : คือห้ามไม่ให้ เอาเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนามาสอนชาวบ้าน. แต่ผมบอกว่า ไม่มีเรื่องอื่น มันมีเรื่องเดียว มันต้องเอามาสอนในลักษณะ ที่พอเหมาะสม พอสมควรกัน คือเดินตามรอยพระอรหันต์ ในลักษณะที่พอสมควรกัน เท่าที่จะทำได้. จะเป็นชาวบ้าน ชนิดไหนก็ตามใจ จะต้องมุ่งตรงไปแนวเดียวกับพระอรหันต์, เดินตามหลังพระอรหันต์ให้มากกว่าที่เราเดินตามก้นฝรั่ง มันก็จะปลอดภัย. ที่การเดินตามก้นฝรั่ง เดินตามกิเลสตัณหาละก็เดินกันอย่าง หมดเนื้อหมดตัว. ต่อสู้เพื่อให้ได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นอย่าง ที่ต่อสู้กันให้พวกผู้หญิงคงนุ่งกระโปรงสั้นได้ต่อไปอีก ซึ่งกำลัง

น.114 ๑๑๔ ต่อสู้กันในกรุงเทพฯ ในระหว่างผู้ที่มีปัญญามีอำนาจ เพื่อให้ได้ ทำตามนั้น. นี่ที่จะเดินตามก้นฝรั่งนั้นเดินกันเต็มที่, ส่วนที่จะเดิน ตามกันพระอรหันต์ หลับหู หลับตา ปิดหู พากันปิดตาเสียทีเดียว. ครั้นเรามาพูดเรื่อง ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ ความว่าง กินอาหารของความว่าง มันก็เลยเป็นเรื่องบ้าที่สุด ตามความรู้สึกของคนเหล่านั้น. แต่แล้วก็ขอให้ย้อนไป ดูความทุกข์ ทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็น ที่ทับถมมากขึ้น ๆ , ทั้งส่วนตัว บุคคลและสังคม. ดูให้ดีก็จะเห็นว่า มันมีมูลมาจากเรื่องนี้ : คือมีมูลมาจากความ ไม่ยอมตามหลังพระอรหันต์เสียเลย ; แม้ในสัดส่วนที่พอเหมาะสมกับตนเอง ; ไม่เท่าไรก็จะเต็ม ไปด้วยคนที่มีจิตใจเหมือนตกนรกทั้งเป็น, เป็นการตกนรก ทั้งเป็นมากขึ้นทั้งโลก กำลังเป็นกันอย่างนั้น. คุณไปดูเถอะ ; ที่บ้านนอกคอกนา ความเจริญอย่างใหม่ ยังมาไม่ถึงยังเป็นกันน้อย, ในบ้านในเมืองที่ความเจริญแผนใหม่ มาถึง มันก็เพิ่มความตกนรกทั้งเป็นอยู่ในใจมากขึ้น ๆ ๆ ทั้ง ส่วนตัวบุคคลและส่วนรวมเป็นสังคม ; ไม่ยอมกินอาหารด้วย ความว่าง จากความว่าง ของความว่าง เพื่อความว่าง อย่าง พระกิน, จะ กินเพื่อตัวกู-ของกู และละโมบโลภลาภ เหมือน ภูตผีปีศาจทางเนื้อหนัง. ขอให้ทุกคนพอใจที่จะตัดกิเลส ที่จะพิจารณาปัจจะเวกขณ์บท "ยถาปัจจยัง" และให้เคร่งครัดยิ่งขึ้นไปอีก. ในการที่จะกินอาหารประจำวัน ในการที่จะนุ่งห่มจีวร ในการที่จะใช้สอยเครื่องใช้ไม้สอย : แม้ที่สุดแต่จะใช้ยา

น.115 ๑๑๕ รั กษาโรค อย่าให้เป็นไปทางสำอางเพื่อตัวกู-ของกู, หรือ ว่าอย่าเลยไปถึงว่า : เพราะว่ามันกลัวตาย เพราะกูจะตาย กูจึงจะ กินยา นี้มันมากไปแล้ว. กูนี้ก็ต้องตายแน่ อย่าอวดดีไปเลย, ไม่วัน ใดก็วันหนึ่ง กูต้องตายแน่. นี่อย่าบ้ามากไป ว่ากินยาแก้ตาย. กินยารักษาโรคแก้ตาย. ที่แท้การกินยาหรือใช้ยานั้นเพียงเพื่อ บำบัดความทุกข์ยากลำบาก ที่มันกำลังเป็นอุปสรรคในระหว่าง ที่ยังไม่ตาย, เพื่อให้ทำงานไปได้เพื่อให้มีชีวิตพอเหมาะสม, ทำการ งานหน้าที่ที่มีประโยชน์ไปได้ก็แล้วกัน .. นี่แม้แต่จะกินยาก็ยัง จะต้องเพื่อเพียงเท่านี้. อย่าเพื่อตัวกู-ของกู มันไม่รู้จักหาย หรอก ; ถ้ามันมีโรคตัวกู-ของกูจัด กินยาอะไรเข้าไปก็ไม่รู้จัก หาย, มันก็ยังมีเผลอมีสะเพร่า มีวิตกกังวลอะไรไปของมัน ซึ่ง จะต้องมีความเจ็บป่วยอยู่เสมอ. นี่คนที่ มีตัวกู-ของกูจัด อย่างนี้ แม้แต่การกินยามันก็ เพื่ออย่างนี้, ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกินอาหาร, นุ่งห่ม, เครื่องใช้สอย. แม้จะกินยาเราก็ต้องรู้สถานประมาณที่พอเหมาะ พอดี. เรื่อง ตัดหัวใจเปลี่ยนใหม่ มันเป็นเรื่องบ้าบอที่สุดพอ ๆ กันกับไปโลก พระจันทร์ : มันไม่เป็นเรื่องที่ควรทำหรือต้องทำ. มันเป็นเรื่อง เกินไป: ทางศาสนาถือว่าเป็นเรื่องโง่ เรื่องบาป เรื่องไม่ถูกศีลธรรม ในการที่จะทำอะไรฝืนกฎธรรมชาติมากเกินไป. เมื่อสมควรตาย มันก็ต้องตาย : ทำเกินนั้น มันลำบาก เปล่า ๆ, มีผลไม่คุ้มกับที่จะได้ หรือจะลำบากมากขึ้นเปล่า ๆ : เอาเวลาไปทำอะไร หรือทำอื่นเสียดีกว่า! คนที่ควรจะตายก็ ตายไป ไม่ไปเสียเวลาลงทุนมหาศาลเพื่อความเป็นอยู่ชนิดที่ใช้

น.116 ๑๑๖ อะไรไม่ได้. ผมไม่ยอมเปลี่ยนหัวใจหรืออะไรทำนองนี้ แม้ใครจะทำให้ ฟรี ๆ ไม่ต้องเสียเงิน. นี่จึงถือว่ามันเป็นเรื่องเกินไป, มันเป็นเรื่อง บ้าบอเหมือนไปโลกพระจันทร์, ไม่จำเป็นจะต้องไป. ทำอะไร ๆ ในโลกนี้ให้มีความสงบสุขดีกว่า. เหยียบตัวกู-ของกูให้แหลก ละเอียดไปเสียก่อน ถึงจะไปเหยียบดวงจันทร์จะดีกว่า ; เรื่องนี้ มันจำเป็นกว่า. นี่จึงมาขอร้อง อ้อนวอน สั่งสอนว่า : ทำงาน ด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความ ว่าง : ขอให้ทำเป็นประจำวันทุกชั่วโมงทุกนาทีจะแก้ปัญหา ต่าง ๆ ได้ รวมทั้งที่จะเป็นโรคหัวใจจนต้องเปลี่ยน มันก็อยู่สบายไป ได้สบายจนถึงอายุขัยของมัน. ทีนี้ไปทำผิดวิธีเป็นของแสลงจนทำให้เป็นโรคหัวใจ เป็น โรคความดันเป็นโรคอะไรต่าง ๆ เพิ่มความยุ่งยากขึ้นหลายร้อย หลายพันเท่าโดยไม่มีความจำเป็น : ไม่มีธรรมะทิ้งธรรมะ มาแต่เกิดจนกระทั่งบัดนี้ จึงเป็นโรคอย่างนี้ ; แล้วก็เสียเวลา เยียวยารักษากัน, คนเจ็บก็เสียเวลามากเสียเงินมาก. เพื่อน มนุษย์ที่เป็นหมอก็พลอยยุ่งยากลำบาก เสียเวลามาก. ถ้าอย่า เป็นโรคนี้มันก็ได้พักผ่อนสบายกันทั้งคนเจ็บทั้งหมอ. เดี๋ยวนี้ กำลังเป็นไปในลักษณะที่จะทำให้เสียเวลา มีความทุกข์ทรมาน ยุ่งยากกันทั้งคนเจ็บและทั้งหมอ ก็คือทั้งโลก ; เพราะไม่ เดินตามหลังพระอรหันต์ ไปเดินตามก้นฝรั่ง อย่างหลับหู หลับตา อย่างสุดชีวิตจิตใจ ; ขอใช้คำอย่างนี้ ..

น.117 ๑๑๗ ให้เราเดินตามหลังพระอรหันต์กัน ตามความสามารถ ที่เราจะทำได้ : เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ทำงานด้วยจิตว่าง ยก ผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง. ผมก็พูดพร่ำ เพรื่อซ้ำ ๆ ซาก ๆ เรื่องนี้ โดยหวังว่าคงจะเข้าใจกันสักวันหนึ่ง ; แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด ก็เข้าใจพอจะเดินตามหลังพระอรหันต์ได้บ้าง ในระยะห่าง ๆ ก็ยังดี. อย่าให้กลายเป็นคำล้อ เหมือนกับที่เขา เอาไปล้อเรื่องจิตว่าง, ใช้คำว่าจิตว่างเป็นคำสำหรับล้อ, นั่นคือ เป็นวิสัยของอันธพาลที่ไม่รู้จักหัวใจของพระพุทธศาสนา, ไป ให้ความหมายว่า "จิตว่าง" แล้วก็ไม่รู้ไม่ชี้อะไร ไม่รับผิดชอบ อะไร. ที่จริง จิตว่าง นี่จะรู้จะชี้จะรับผิดชอบทุกสิ่ง และก็จ ะแก้ ปัญหาทั้งหมดได้ไม่มีอะไรเหลือ. ส่วนจิตว่างที่ไม่รู้ไม่ชี้อะไร เป็นจิตว่างแบบอันธพาลเหมือนจิตใจของผู้พูด : ซึ่งรู้จักแต่ความ ว่างอันธพาล มันก็ใช้แต่ความหมายนั้นไปเรื่อย ถ้าเรารู้ความหมาย ที่ถูกต้องของพุทธศาสนาก็ใช้อีกอย่างหนึ่ง ในทางที่จะทำให้ มนุษย์ทั้งโลกมีความสงบสุข, ป้องกันวิกฤตกาลที่จะเกิดขึ้น แม้แต่ บุคคลที่จะเป็นโรคเส้นประสาทก็ไม่ต้องมีไม่ต้องเป็น. สรุปความสำหรับวันนี้มันก็มีว่า แม้ในขณะที่เปิบข้าว เข้าปาก เราก็ยังต้องทำไปด้วยจิตว่าง, ทำงานก็ทำด้วย จิตว่าง, ทำไร่ไถนาทำอะไรก็ตามก็ให้ถูกต้องตามวิธีของพุทธ- ศาสนา. แม้จะเอาเงินเอาข้าวเปลือกมาเก็บไว้ ก็เก็บไว้ให้ถูกต้อง ตามวิธีของพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "ยกให้ความว่าง ใส่ไว้ใน คลังของความว่าง". พอถึงวิธีที่จะมาหุง มาต้มมาแกง มากิน

น.118 ๑๑๘ มาเปิบเข้าปากมันก็ต้องทำไปด้วยจิตว่าง ที่เรียกว่า "กินอาหาร จากความว่าง" คุณจงเอาไปคิดไปนึก : จ ะอยู่เป็นพระก็ตาม จะสึกออกไป ก็ตาม มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน : เดินตามหลังกันออกไปเป็นแถว ไปทิศทางเดียวกัน. อย่าไปหันหลังกลับแยกทางกันเดิน ก็ต้อง ไปถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์ควรจะไปถึงหรือถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ. จงพยายามทำไปทุกวันทุกชั่วโมงทุกเวลานาทีที่จะ เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. รวมความในคำเดียวกันว่า เป็นอยู่ด้วย จิตว่าง. ถ้าแยกออกไปเป็นส่วน ๆ ก็ทำงานด้วยจิตว่าง, ยก ผลงานให้ความว่าง, กินอาหารของความว่าง : แยกออกไป เป็นอย่าง ๆ แต่รวมกันหมดแล้วก็คือ มีชีวิตเป็นอยู่ทุกลมหายใจ เข้าออกด้วยจิตว่างด้วยความว่าง เป็นยารักษาโรคที่ดี สำหรับ ผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้ว : แล้วมันจะป้องกันโรคสำหรับผู้ที่ยังไม่เป็น. จิตว่างจะเป็นอาวุธที่ดี ที่มีอยู่เป็นคู่มือประจำวันที่ใช้ได้ คล่องแคล่ว จะฟาดฟันศัตรูได้ฉับไว ทันควัน ในเมื่อมันเกิดขึ้นมา. การฝึกฝนอยู่อย่างนี้เหมือนกับฝึกเพลงอาวุธไว้คล่องมืออยู่ตลอด เวลา : ด้วยการ กินอาหารด้วยความว่างอย่างพระกินอยู่ เสมอไป . อย่าได้เผลอเป็นความตะกละ ตัวกูกิน ภูตผีปีศาจกิน จนเป็นโรคทางจิต ทางวิญญาณเต็มไปหมด เพราะการกิน. เวลาหนึ่งชั่วโมงของเราก็หมดลงแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต