น.119 วันนี้จะได้กล่าวในหัวข้อว่า "ตายเสร็จสิ้นแล้วใน ตัวแต่หัวที" ซึ่งเป็นการกล่าวต่อเนื่องกันมาจากวันก่อน ๆ. หัวข้อที่ ๑ ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง หัวข้อที่ ๒ ว่า ยกผลงาน ให้ความว่าง หัวข้อที่ ๓ ว่า กินอาหารของความว่าง หัวข้อ ที่ ๔ นี้ว่า ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที. คำว่า "ตาย" นี้เป็นคำที่มีความหมาย หรือวิธีพูดที่กำกวมที่ อาจจะเกิดสับสนแก่คนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการพูดด้วยโวหาร เช่นนี้ : โดยทั่วไปคนเราก็ได้ยินได้ฟังอยู่ว่า การปฏิบัติธรรมะ นี้ปฏิบัติเพื่อความไม่ตาย ไม่ตายตลอดกาล เรียกว่า อมตะ. ทำไมบัดนี้จึงมาบอกให้ปฏิบัติเพื่อตาย แล้วก็ตายเสร็จสิ้น ตั้งแต่หัวทีอีกด้วย, ซึ่งก็หมายความว่าตายตลอดกาลเหมือนกัน. ไม่ตายตลอดกาล กับตายตลอดกาล มันจะเป็นเรื่องเดียวกัน อย่างไรได้ : คงจะเกิดความสับสนฉงนแก่ผู้ที่ไม่เคยฟัง ในชั้นแรกจะ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า มันเป็นสำนวนพูด เป็นโวหารพูดทางศาสนาทางธรรมะชั้นสูง แล้วแต่ว่าจะเล็งใน แง่ไหน. ที่พูดว่า "ไม่ตาย" นั้นเป็นภาษาคนมากกว่า ถ้า "ฉันอยู่"
น.120 ๑๒๐ เหลืออยู่ แล้วก็ไม่รู้จักตายอีกต่อไป ; อย่างนี้เป็นภาษาคนที่พูด ชนิดที่เข้าใจง่าย, และคนก็รู้จักนึกคิดอย่างนี้มาก่อนตั้งแต่ทีแรก ว่าต้องการจะไม่ตาย, ต้องการจะมีชีวิตอยู่อย่างไม่รู้จักตาย นี่ เป็นภาษาธรรมดากว่าที่จะพูดว่าตายเสร็จสิ้นไปเลย ไม่มีอะไร เหลืออยู่. เราจะต้องรู้จักเปรียบเทียบ "ตาย" กับคำว่า "นิพพาน" เพราะนิพพานแปลว่าดับ ไม่เหลือ, ดับ ไม่เหลือแห่งความทุกข์ ความร้อน ก็คือเย็นสนิท. "ดับไม่เหลือ" มีความหมายไปในทางตายมากกว่าที่จะไม่ ตาย ; แต่แล้วก็เข้าใจผิด ว่าตายนี้เราไม่ชอบ เราก็ไม่อยาก ตาย. ฉะนั้นคำว่าตายในที่นี้หมายถึงตายอีกชนิดหนึ่ง คือตาย โดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย, ชีวิตยังไม่แตกดับแต่ก็ตาย : หมายถึง ตายอีกชนิดหนึ่ง, คือตายโดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย. ชี วิตยังไม่ แตกดับ แต่ก็ตายหมายถึง ตัวกู-ของกูตายหมด. ในคำโบราณที่พูดไว้ว่า : นิพพานนั้นคือตายเสียก่อนตาย, หรือตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย นี้อะไรตาย? ก็คือกิเลสที่เป็น เหตุให้รู้สึกว่ามีตัวกู-ของกู นั่นแหละตาย. กิเลสนี้ต้องตาย เสร็จก่อนร่างกายตาย จึงจะเรียกว่านิพพาน. นี่เป็นสิ่งที่ควร จดจำไว้ด้วยว่า "ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตาย เสียก่อนตาย :" เพียงเท่านี้จะทำให้เห็นว่า มีคำพูดที่สับสน. คราวหนึ่งคนหนึ่งสอนว่า ให้ตายเสียก่อนตาย, คราวหนึ่งนี้ มีผู้สอน ว่าจงทำให้ไม่รู้จักตาย. ที่แท้มันเป็นคำพูดที่ถูกด้วยกันทั้งนั้น เพราะมีความหมายมุ่งไปอย่างหนึ่ง ๆ ; รวมความแล้วคือ ดับ
น.121 ๑ ๒๑ ตัวกู-ของกูเสียได้ ไม่มีความยึดมั่นตัวกู-ของกูเหลืออยู่ นั่นแหละคือใจความของการปฏิบัติ. ดับตัวกูเสีย ได้คือตาย ฆ่าตัวกู ทำลายตัวกู ให้หมด เสีย ; อย่างนี้เรียกว่าทำให้มันตายไปเสีย. ทีนี้ไม่ตายก็หมายความว่าตัวกู-ของกูไม่มีแล้ว ก็เหลืออยู่ แต่ธรรมะที่บริสุทธิ์ ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่ไม่รู้จักตายคือนิพพาน, คือธรรมชาติที่ไม่รู้จักตาย ; เข้าใจเสียให้ดีจะได้ไม่มีอะไรกีดขวาง กัน. พูดว่าจงตายเสียให้เสร็จสิ้นในตัวเสียแต่ทีแรก , ก็หมาย ความว่า : อย่ามีความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูมาเสียแต่ทีแรก ให้ ตลอดเวลาไปเลย. นี้เรียกว่าตัวกู-ของกูมันตาย ไม่มีส่วนเหลือ ตั้งแต่ทีแรก หรือตลอดเวลา. ถ้าตัวกู-ของกูมันตายเสียแล้วตั้งแต่ทีแรก ก็เหลืออยู่ แต่ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ปรากฏออกมาแต่ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ที่ไม่รู้จักตาย : เพราะมันไม่มีตัวกู-ของกู มันจึงไม่รู้จักเกิด ไม่รู้จัก แก่ ไม่รู้จักเจ็บ ไม่รู้จักตาย : เพราะว่าความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย อะไรเหล่านี้มันอยู่ที่ตัวกู-ของกูทั้งนั้น. พอเข้าไป ยึดมั่นถือมั่นสังขารว่าตัวกู มันก็มีตัวกูที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ; ทีนี้ ถ้าเราไม่ยึดถือสังขารว่าเป็นตัวกู-ของกู มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลง ไปตามธรรมชาติ, ไม่เรียกว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย : เพราะว่าเอา ความหมายคำว่าตัวกู-ของกูออกไปเสียแล้ว ไม่มีเหลืออยู่. ความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็สูญเสียความหมายไปด้วย, เรียกว่าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย. นี่มันผลัดกันพูดคนละที หรือคนละแนว อย่างนี้.
น.122 ๑๒๒ ระวังอย่าให้สับสนสำหรับคำพูดเพียงคำเดียวว่า "ตาย" กับคำว่า "ไม่ตาย" ขอให้รู้ไว้โดยประวัติว่า คนแสวงหาความไม่ตายกันมาตั้งแต่ ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด. พระพุทธเจ้าก็ออกแสวงหาความไม่ ตายเหมือนกันคือออกบวช. คนพูดถึงความไม่ตาย ไม่รู้จักตาย มาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด, แล้วก็มีความรู้สึกเอาเองตาม ความสำนึก เพราะว่าเบื่อความตาย เกลียดความตาย ; ยิ่งรู้ ว่าตายแล้วตายอีก ๆ เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารอย่างนี้ มันก็ยิ่ง เกลียดความตาย. นี่ก็เลยต้องการจะมีความไม่ตาย, จะทำอย่างไร หนอจึงจะไม่ตาย? "เที่ยวหาเที่ยวค้นกันอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ก่อน พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น, นานอยู่เหมือนกัน, คงจะหลายร้อยปีเหมือนกัน โดยเฉพาะประเทศอินเดียซึ่งเป็นเจ้าของคำ ๆ นี้. อีกอย่างหนึ่ง ก็มีเรื่องทางโลก ๆ เขาว่า มียาที่กินเข้าไปแล้ว ไม่รู้จักตาย, หรือว่าพวกเทวดามีน้ำดื่มชนิดหนึ่ง ที่ดื่มเข้าไปแล้ว ไม่รู้จักตาย ; นี่มันก็แว่วอยู่ในหู. คนก็อยากจะไม่ตายทำนอง นั้น : ที่เป็นเรื่องโลกจัดก็คือว่า ต้องการจะให้ใครฆ่าไม่ตายใคร ๆ ก็หาวิธีที่ไม่รู้จักตายแบบนี้ : ที่เป็นธรรมะ ก็ต้องการจะไม่เกิด ไม่ตายต่อ ๆ ไป ซึ่งก็เรียกว่าต้องการความไม่ตายด้วยกันทั้งนั้น : ก็ค้นพบสิ่งที่เชื่อกันว่าไม่ตายนี้มาตามลำดับ ๆ แต่แล้วมันก็ไม่ถูก ไม่จริงจนถึงที่สุด จนกระทั่งพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ออกสำรวจค้นหา ความไม่ตายกับเขาด้วยเหมือนกัน แล้วก็พบความไม่ตายใน ลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ อะไรที่เป็นความตาย ก็ให้ตายไปหมด, อย่าให้มีอะไร
น.123 ๑๒๓ เหลือที่มนุษย์ เรียกมันว่าความตาย ก็ให้เพิกถอนให้หมดไม่มีเหลือ ก็จะเหลืออยู่แต่สิ่งที่ไม่รู้จักตาย. ฉะนั้นอะไรที่เป็นความตายที่กลัว กันนัก ก็จะต้องถูกเพิกถอนไป ให้เหลือแต่สิ่งที่ตรงกันข้าม. คนเรา ไม่อยากตาย ก็เพราะว่ามีความหวัง มีที่หวัง ที่กำลังพอใจ สิ่งที่เอร็ดอร่อยเป็นที่หวัง : ไม่อยากตาย เพราะกลัวว่าจะต้อง พลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ : มันเป็นความเห็นแก่ตัวอยู่อย่างนี้ ถ้าถอนความเห็นแก่ตัวนี้ออกไปเสียได้ ก็หมดปัญหาใน เรื่องนี้เหมือนกัน : มันจึงไม่รู้จะอยู่ไปทำไม จึงเฉยได้ คือไม่รู้ ไม่ชี้ทั้งนั้น : แต่ถ้ายังมีความหวังในอะไรอยู่ มันก็ไม่อยากตาย. การที่จะไม่ตายก็ต้องทำลายความหวัง ตัณหา หรืออิสสา. มันมีวิธีเรียกมาก สำหรับกิเลสที่เป็นความหวังมีชื่อหลายสิบชื่อ แต่ใจความของมันก็คือหวัง, หรืออยาก. ฉะนั้น การที่จะไปสู่ นิพพาน หรือบรรลุถึงนิพพานหรือความไม่ตาย นี้ต้อง ทำลายความอยากความหวังเหล่านี้เสียจนไม่มีอะไรเป็น ที่หวัง หรือเป็นที่อยาก : คือนิพพาน เป็นความตายแห่งตัวกู แต่เป็นความไม่ตาย หรือไม่รู้จักตาย ของธรรมชาติอัน บริสุทธิ์. จิตนี้ต้องสลัดธรรมชาติแห่งความโง่หลง คือ อวิชชา ตัณหาอุปาทานนี้ : ที่มีความรู้สึกว่าตายนี้ สลัดออกไปเสียให้หมด จึงจะพบกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่ไม่รู้จักตาย. ที่สอนว่าให้รู้จัก "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที" นี้เป็น ข้อความที่เนื่องกันมาจากคำพูดข้อแรกว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง. กินอาหารของความว่าง ถ้าทำได้ อย่างนี้ มันเป็นการตายเสร็จแล้วในตัวตั้งแต่หัวที. คำว่า " ตาย
น.124 ๑๒๔ เสร็จแล้วในตัว" นี้หมายความว่ามันตายอยู่เองโดยอัตโนมัติ ในการกระทำเช่นนั้น ทีนี้ การกระทำให้ มีความรู้สึกแต่ความ ว่างนั้น มันเป็นการตายของตัวกู อยู่ในตัวมันเองตั้งแต่หัวที. อยากจะขอบอกอีกหน่อยว่า ภาษามันดิ้นได้ หรือกำกวม และพูดเป็นคำกลอนด้วยภาษามันบังคับ. ที่ว่า "ตายเสร็จแล้ว ในตัว" นี้หมายถึงว่าตายโดยอัตโนมัติ ตายได้เองในตัวมันเอง หมายถึงตาย โดยอัตโนมัติ : ไม่ใช่ตายอยู่ในร่างกายนี้. คำแปล ฉบับภาษาอังกฤษแปลผิดที่ตรงนี้ กลายเป็นตายในร่างกาย. แปลอย่างนั้นไม่รู้ว่า ตายแล้วในตัวมันตายได้โดยอัตโนมัติ : เพราะการปฏิบัติเพื่อมีจิตว่าง หรือทำงานเพื่อความว่าง มันตายอยู่ในตัวแต่หัวที. คือตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที. เราพูดกันเรื่อง ความตายอยู่ในตัวมันเอง ตั้งแต่หัวที่ : ความตายนี้ก็เลยกลาย เป็นความตายที่น่ารักน่าปรารถนา ; ไม่เหมือนกับความตายที่เป็นความทุกข์, มีแต่ความตายที่ เป็นตัวกู ที่กลัวตาย, ถ้ายังมีตัวกูแล้วก็กลัวตาย. ความตาย อย่างนั้นมันไม่น่ารักไม่น่าปรารถนา เป็นสิ่งที่น่ากลัวแก่คนทุกคน. นี่แปลว่าตัวกูนี้มันหมดไปไม่มีตัวกูเหลือ, กลายเป็นของน่ารัก น่าปรารถนาสำหรับคนทุกคน. แม้ชีวิตมีอยู่มันก็ไม่มีทางที่จะ ทำผิดทำชั่ว ไม่มีทางที่จะมีความทุกข์ : เป็นความตายที่น่ารัก น่าปรารถนา. นี่คือความหมายของคำว่า "ตาย", ตาย นี้ระวังให้ดี มันสับสนปนเปกันอย่างนี้. ที่ว่า ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวทีนี้ ชาวบ้านที่เป็น คนธรรมดาสามัญจนเกินไป ที่ไม่เคย ได้ยินก็กลัว, พวกที่เข้าใจ
น.125 ๑๒๕ เรื่องจิตว่างแบบอันธพาล เขา ไม่เข้าใจเขาก็กลัว , กลัวความตาย ไปทุกสิ่งทุกอย่าง. ไม่เข้าใจว่าความตายชนิดนี้หมายความว่า อย่างไร : คือความตายชนิดนี้มันช่วยแก้ปัญหาความตายชนิดโน้น. ความตายที่เป็นทุกข์หมายถึง ความตายของจิตที่ยึดมั่น ถือมั่นเป็นตัวกู-ของกู : ส่วนความตายของตัวกู-ของกู มันกลายเป็นสิ่งที่ดับทุกข์ แล้วก็ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป : ความตายชนิดนี้ควรจะศึกษาให้เข้าใจกันไว้. จะพูดไว้ง่าย ๆ เพื่อกันลืมบ้างว่า ถ้ายังมีกิเลสตัณหา อุปา- ทานว่าตัวกู-ของกูอยู่แล้ว มันเป็นความตายที่เป็นทุกข์ทั้งนั้น, แล้วการตายนั้นก็ เป็นการตายโหงด้วย. นี่เราจะแยกกันได้อย่างนี้ ว่าการตายของคนธรรมดาสามัญทุกคนนั้นเป็นการตายโหงใน ภาษาของพระอริยเจ้า. ภาษาของคนธรรมดานั้น ตายโหงหมายถึงตกต้นไม้ตาย ควายขวิดตาย อะไรตาย เขาเรียกว่าตายโหง : ตายโหงอย่างนั้น มันเป็นตายโหงของคนธรรมดา : มีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า มัน ไม่อยากตายอยู่ตลอดเวลา. ไม่อยากตายแล้วมีอะไรมาตัดชีวิต ถูกตัดออกไปให้มันตาย, ตายไม่ทันตั้งตัวนั้นคือตายโหง. ถ้าตาย มีความรู้สึกตั้งตัว ต่อสู้สุดความสามารถแล้วจึงตาย : ชาวบ้าน เรียกว่าไม่ตายโหง. นี่มันก็ถูกอย่างภาษาชาวบ้าน, หรือภาษา คนธรรมดาสามัญพูด. แต่แล้วเราก็ลองไปใคร่ครวญดูว่า ความ หมายของคำว่าตายโหงชนิดของชาวบ้านนั้น มีความหมาย สำคัญ อยู่ที่ว่า ไม่อยากตาย, แต่มีอะไรมาตัดชีวิตของคนที่ไม่ อยากตายโดยปุบปับ.
น.126 ๑๒๖ ถ้าเป็นภาษาหนังสือที่สูงและลึก ภาษาทางวิญญาณ ภาษา ทางธรรม ภาษาพระอริยเจ้านี้ก็เล็งเหมือนกันหมด ว่าถ้ามัน ตายโดยไม่อยากตาย มันก็ควรจะเรียกว่าตายโหง ถ้าตายโดย ที่มีการเตรียมพร้อมสำหรับจะตาย จึงจะไม่ตายโหง. ข้อนี้ อธิบายให้ชัดลงไปได้อีกว่า คนธรรมดาไม่อยากตาย ไม่ยอมตาย ; ฉะนั้นเมื่อจะต้องตายก็กระวนกระวายเดือดร้อนเป็นทุกข์. เหมือนกับที่พูดมาแล้วบ่อย ๆ ว่าตายไม่เป็น, ตาย ไม่เป็นคือ ไม่รู้จักตายอย่างไรให้ดีที่สุด , ตายไม่เป็นอย่างนี้ตายโหงทั้งนั้น จะเป็นตายโหงตามภาษาพิเศษ หรือภาษาที่เรียกว่าภาษาธรรมะ ภาษาพระอริยเจ้า, หรือตายอย่างทุลักทุเล : เรียกหมอให้ช่วย อย่างนั้นช่วยอย่างนี้ ช่วยอย่างนู้น จนไม่มีสติสะตังอะไร นอน ตาปริบ ๆ อยู่จนกระทั่งดับไปก็มี : มันก็อยู่ในพวกที่ตายโหง ของคนที่ไม่อยากตาย, ของคนที่พยายามที่จะดึงไว้ให้ไม่ตาย : เสร็จแล้วมันก็ตาย. แมนนี่มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่าง คนธรรมดาสามัญกับพระอริยเจ้า. ข้อนี้ ผมนึกถึงเรื่องราวตอนใกล้ปรินิพพาน ที่เรียกกันว่า ปลงอายุสังขาร : พระพุทธองค์เสด็จอยู่ที่ปาวาลเจดีย์ ตรัสว่า : สามเดือนต่อนี้จะปรินิพพาน เรียกว่าปลงอายุสังขาร. พญามาร มาทูลขอให้ปรินิพพาน, พระพุทธเจ้าตกลงด้วย : นี่เป็นเรื่องพูด ภาษาสมมุติ. ภาษาจริง ๆ ก็คือว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงตัดสินพระทัย ที่จะให้สังขารร่างกายนี้แตกดับไปในเวลาประมาณ ๓ เดือน ข้างหน้า, นับจากวันนี้ : เรียกว่า ปลงอายุสังขาร คือกำหนด
น.127 ๑๒๗ อายุความตาย ชนิดที่เป็นความแตกดับของสังขาร. ส่วน ตายในภาษาธรรมะนั้น พระพุทธเจ้าตายเสร็จสิ้น แล้วตั้งแต่วันตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ์ คือพอตรัสรู้ ตัวกู-ของกู ของท่านตายฉิบ เสร็จแล้ว ตั้งแต่วันนั้น, นี่ ภาษาคน ก็พูดว่า ตรัสรู้, ภาษาธรรมะพิเศษอย่างนี้ก็คือว่า "ตายเสร็จสิ้นแล้ว ในตัวแต่หัวที" ตั้งแต่วันตรัสรู้, และอยู่มาอีก ๔๕ ปี เพื่อสอน ศาสนา และแผ่ศาสนา ; จนถึงปีสุดท้ายอีก ๓ เดือนจะตายทาง ร่างกาย ท่านจึงปลงอายุสังขาร ให้สังขารนี้สิ้นสุดไปแตกดับไป นับ ๓ เดือน แต่วันนี้, แล้วก็มีการปรินิพพานทางร่างกายจริง ตามกำหนดนั้น. ใ จความสำคัญที่ต้องนึกกันบ้างก็คือว่า คนเราต้องรู้จัก ตายให้เป็น. รู้จักตายให้เป็น คือให้ร่างกายมันแตกดับไป ในลักษณะที่เหมาะสม ; แม้ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า หรือยังไม่ เป็นพระอรหันต์ ก็ทำตามอย่างท่านได้, เท่าที่จะทำได้. เราจึงเห็น ได้ว่าเรื่องตายนั้น เมื่อควรตายก็ให้มันตายอย่างที่เรียกว่าปลง สังขาร ปลงอายุสังขาร, จะต้องไปดิ้นรนต่อสู้ให้ยุ่งยากลำบากไป ทำไม. เรื่องผ่าตัดเอาหัวใจใส่ใหม่นี้ ผมถือว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ของคนที่ไม่รู้จักตาย. ตายไม่เป็นก็ต้องตายโหงอยู่ดี คือ ตายด้วยจิตใจที่ไม่อยากตาย เรียกว่าตายโหงหมด ; ผมถือว่า อย่างนี้. ภาษาธรรมะหรือภาษาอริยเจ้าท่านก็มีความหมาย อย่างนี้ : ตายด้วยความ ไม่อยากตาย, นี่คือตายทางร่างกาย ต้องเป็นการตายโหง ตายด้วยความเศร้าด้วยความเอ็ดอนาถใจ ไม่อยากตายมันก็ต้องตาย, ตายไปด้วยความเศร้า ด้วยความ
น.128 ๑๒๘ ทุกข ; อย่างนี้เรียกว่าตายโหงก็ถูกดีแล้ว เป็นการตายโหงภาษา ที่สูงขึ้นไป, ไม่ใช่ตายโหงอย่างตกต้นไม้ตาย ควายขวิดตาย ; นั่นเป็นภาษาโลก ภาษาคน. ระวังให้ดีพุทธบริษัท ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา อย่า ตายโหงตายด้วยจิตที่ดิ้นรน เสียดาย ไม่ยอมตาย, เสียดายนั่น เสียดายนี่ กระวนกระวายอยู่ ; แล้วมันก็ต้องจำใจตาย ; ก็เรียกว่า ตายโหง. ถึงจะช่วยกันให้อยู่ไปได้โดยมีความรู้สึกว่าตายไป เมื่อไรไม่รู้ ก็เรียกว่าตายโหงอยู่ดี ; เพราะมันเป็นการตายของคน ที่ไม่ยอมตาย ไม่อยากตาย ไม่รู้จักตาย. ทีนี้ที่เรียกว่าการศึกษาธรรมะ หรือรู้ธรรมะกันจริง ๆ เขา ต้องการให้รู้ในข้อนี้: ข้อที่ไม่ต้องตายโหง, คือว่าอย่าต้อง ตาย โดยที่ไม่อยากตาย ; อย่าเป็นคนโง่เป็นคนไม่รู้ ธรรมชาติ มันต้องเป็นไปอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นอย่าให้มันยุ่งยากมากนัก เมื่อควรตาย ; เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร เป็น เรื่องตัวอย่าง : ว่าสามเดือนจากวันนี้ จักปรินิพพาน หมายความ ว่าให้ร่างกายแตกดับไปตามธรรมชาติ; ส่วนนิพพานของกิเลส นิพพานเสร็จแล้ว ตั้งแต่วันตรัสรู้. เมื่อเรามีธรรมะในเรื่องนี้พอ มันก็ไม่มีการตายโหง. ถ้า ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่างอยู่เสมอนี้ มันเป็นการตายเสร็จสิ้น แล้วในตัวแต่หัวที ; เป็นการป้องกันการตายโหงอย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางที่จะวี่แววมาได้. ฉะนั้นผู้ใดไม่อยากตายโหงก็จงปฏิบัติ ตามนี้ คือตายเสร็จไปแล้ว ด้วยความแน่ใจ, มันตายเสร็จไปแล้ว.
น.129 ๑๒๙ ถึงแม้เรายังเป็นคนมีกิเลส ยังไม่หมดกิเลส ก็จงพยายามที่จะตาย อย่างนี้ : พยายามที่จะตายด้วยความสลัดออกไปได้ ปล่อย วางออกไปได้ ไม่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะไม่ตาย ; แล้วจำใจตาย แล้วจะต้องตาย. แม้คนที่ยังมีกิเลสยังไม่หมดกิเลสก็จงพยายาม ที่จะตายอย่างนี้ วิธีบรมโบราณที่สอนกันไว้จนเป็นธรรมเนียม เป็นประเพณี ของพุทธบริษัทอย่างนี้ก็มี : หมายความว่าแม้เป็นชาวบ้าน ถ้ามีภูมิธรรมสูง, ได้รับการศึกษาอบรมทางพุทธศาสนามาดี เขาสอนให้พยายามตายอย่างนี้, แม้จะมีตัวกู-ของกูเหลืออยู่ ในจิตใจ ก็พยายามที่จะตายอย่างไม่ยึดถือเป็นตัวกู-ของกู คือ สมัครตายโดยเรียบร้อยด้วยสติปัญญา ด้วยสติสัมปชัญญะ คือถือว่ามันเป็นการแตกดับไปของมันเอง ; ก็มีโอกาสที่จะเป็น พระอรหันต์ หรือสิ้นกิเลสได้ในขณะที่ดับจิตนั้นก็ได้. เรื่องมัน ง่ายกว่ากันมาก : มันไม่มีปัญหาเรื่องความทุกข์รบกวน. ขอให้ เข้าใจคำว่า "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที" ให้ดี ๆ มันจะช่วยได้มาก เพื่อป้องกันการตายโหงตลอด กาลนั้นได้ และแล้วก็จะเป็นการช่วยให้ดับกิเลสตัณหาอุปทาน ได้เดี๋ยวนี้, หรือว่าวินาทีสุดท้ายที่ร่างกายจะแตกดับ เมื่อถึงวินาที สุดท้ายที่ร่างกายจะแตกดับ ก็สมัครดับ ไม่เหลือ ๆ, มีสติ- สัมปชัญญะระลึกนึกถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะพินิจพิจารณา มาแต่ก่อนจนเห็นแจ้งแล้ว ว่า ไม่มีอะไรที่จะยึดมั่นถือมั่น, ไม่มี อะไรที่ไหนที่ควรจะเอา ไม่มีภาวะอะไรชนิดไหนที่ควรจะเป็น ฉะนั้นเรา สมัครจะไม่เอา ไม่เป็น คือว่า : อย่ามีตัณหาอุปาทาน
น.130 ๑๓๐ ในการเอาการเป็นใด ๆ แต่อย่างใด. จิตนั้นก็บริสุทธิ์, เป็นจิต ที่บริสุทธิ์ กลายเป็นเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ ; ร่างกายกับจิตใจบริสุทธิ์ อยู่ตลอดไป คือตลอดเวลาที่มีความรู้ข้อนี้ เบญจขันธ์นี้ก็เป็น เบญจขันธ์บริสุทธิ์ : แล้วมันก็ดับไปด้วยอาการอย่างนี้, ก็เรียกว่า หมดกิเลสได้ พร้อมกับร่างกายแตกทำลายลงไป. มันก็ได้ผล ได้กำไร และก็ไม่ยากไม่ลำบาก. ถ้ามันยังไม่ตาย มันยังไม่หมดกิเลสก็มีหลักว่า : เมื่อใด ไม่มีกิเลส กิเลสไม่ได้เกิดขึ้น เบญจขันธ์นี้ก็บริสุทธิ์เหมือนกัน, คือบริสุทธิ์ชั่วคราว หรือนิพพานชั่วคราวอย่างที่เรียกกันว่า ตทังค- นิพพาน. เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ชั่วคราว จิตเป็นประภัสสร ก็ยังดี กว่าที่จะไม่รู้จักความเป็นอย่างนี้เสียเลย. ขณะใดเผลอสติไปมี กิเลสปรุงขึ้นมาในใจอีก : เบญจขันธ์นี้ก็สกปรกไปชั่วคราวอีก เป็นเบญจขันธ์ที่มีกิเลสมีตัวกู-ของกูหนาแน่นอยู่, เป็นเบญจขันธ์ สกปรก. ทีนี้ความไม่เที่ยงของสังขาร ของเหตุของปัจจัยมันเปลี่ยน ไป : เดี๋ยวมันก็สิ้นไป ปัจจัยมันก็ดับไป ตัวกู-ของกูดับลงไป ; เบญจขันธ์ก็กลายเป็นสะอาดหรือบริสุทธิ์ชั่วขณะ ๆ อีก สลับกันอยู่ อย่างนี้ . ทีนี้ก็ พยายามที่จะให้มีระยะกาลที่มันสะอาดนี้ยาว ออกไป ๆ, ให้ระยะกาลที่มันจะสกปรกนี้สั้นเข้า ๆ น้อยเข้าจน ไม่มีเผลอ จนมันไม่อาจจะเกิดก็พอแล้ว, ปฏิบัติเพียงเท่านี้ก็ พอแล้ว และใช้ได้ทั่วไปสำหรับทุกคน. อย่าพูดว่านี้มันเหมาะแก่ผู้ที่จะไปเป็นพระอรหันต์อยู่ใน ดงในป่า, อย่าเข้าใจอย่างนั้น. ให้เข้าใจเสียให้ถูกว่าสำหรับ
น.131 ๑๓๑ ทุกคน จะต้องปฏิบัติตามหลักนี้ ตามแนวนี้ ตามมากตามน้อย ตามที่จะทำได้ ; ไม่มีหนทาง สองสาย สามสาย สำหรับเลือก สำหรับเดิน : มันมีแต่สายเดียวที่เรียกว่าเป็น เอกายนมรรค มีแต่สายเดียว ต้องเดินทางสายนี้แต่สายเดียว : แต่จะเดินอยู่ ตรงไหน อย่างไร เท่าไร มันแล้วแต่สติปัญญา ความสามารถ. ถ้าถามขึ้นมาว่าปฏิบัติอย่างไรจึงจะตายเสียก่อนตาย? ถ้ามีความรู้ถูกต้อง ก็ตอบว่า ปฏิบัติด้วยความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพื่อทำลายตัวกู-ของกู ด้วยกันทั้งนั้น. แม้จะสอนให้เด็ก ๆ ปฏิบัติ มันก็ทำลายตัวกู-ของกูไปตามระดับ ของเด็ก ๆ เพื่อจะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน หรือยึดมั่นถือมั่นแต่น้อย. มันมีส่วน ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่มาก คือความไม่ยึดมั่นสำหรับเด็ก ๆ, มิ ฉะนั้นแล้วเด็ก ๆ จะร้องไห้ไม่หยุด หรือเด็ก ๆ จะกินยาตาย ในการ ที่จะป้องกันเรื่องที่เลวร้ายถึงขนาดนั้นจึงต้องสอนในเรื่องไม่ยึดมั่น ถือมั่น เพื่อไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องกินยาตาย ไม่ต้องมาเสียใจ ระทมทุกข์อยู่ ; หากทำผิดก็ทำเสียให้ถูกก็มีเท่านี้. อย่าไปยึดมั่น ถือมั่นเรื่องผิดเรื่องถูก จนคิดว่า ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลง. เพราะฉะนั้น จึงพูดได้ว่า ไม่ว่าคนชนิดไหนไม่ว่าเด็กหรือ ผู้ใหญ่ จะต้องพยายามปฏิบัติในลักษณะที่เรียกว่า "ตายเสร็จ สิ้น แล้วในตัว แต่หัวที" ด้วยกันทั้งนั้น : ต่างกันเพียงในความ หมาย ที่ตื้นลึกกว่ากัน, พยายาม ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่ ด้วยกันทั้งนั้น ตามมากตามน้อย ตามความสามารถของตน ๆ. แม้ว่าเราจะสอนให้เด็ก ๆ ไม่รู้จักกลัวตาย กล้าเผชิญกับ ความตาย มันก็เป็นการถูกต้อง. อย่าเข้าใจผิดไปว่าถ้าไม่รู้จัก
น.132 ๑๓๒ กลัวตาย ไม่รู้จักตายแล้ว มันจะบ้าบิ่น, หรือจะไม่ทำอะไรที่เป็น ของดีมีประโยชน์. ส่วนที่อยากมีชีวิตอยู่นี้มันเป็นต้นทุนเป็นทุนเดิม, มันมีอยู่จนเหลือเฟือแล้ว เพราะ ได้อบรมกันมาแต่อย่างนั้น. ทีนี้ เมื่อจะต้องวิบัติพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจอย่างนี้ ก็ไม่ควรจะมีความทุกข์มาก ; เพราะว่ารู้จักเรื่องความตาย ว่าเป็นของธรรมชาติ เป็นของต้องมีเท่าที่จะรู้ได้. ทีนี้มันไปคิด กันเสียว่า โอ! เดี๋ยวเด็กจะไม่รู้จักรักพ่อแม่ พ่อแม่ตายก็ไม่ร้องไห้ ; ก็ตามใจ, เมื่อต้องการอย่างนั้นก็ตามใจ. เรื่องกลัวว่าพ่อแม่ตาย เด็ก ๆ จะไม่ร้องไห้ ไม่ต้องกลัว มันก็จะร้องไห้อยู่แล้ว : มันมีอยู่ แต่ว่าจะแก้ไขให้ไม่ต้องร้องไห้มาก หรือไม่ร้องเลย. เพราะเรื่อง ร้องไห้มันเป็นเรื่องของความคิดประเภทยึดมั่นถือมั่น. เราเคยได้ยินได้ฟังมาว่า พระจักรพรรดิ์จีนจะตายต้องมี คนร้องไห้, บรรดาคนรักคนใคร่ บรรดาสนมกำนัลของจักรพรรดิ์ ต้องมานั่งร้องไห้ : มันคงจะเนื่องมาจากพระจักรพรรดิ์ต้องการ จะเห็นความจงรักภักดี เพื่อจะได้ตายอย่างสบายใจ ได้ชื่อว่า ตายแล้วยังมีคนร้องไห้. มันก็เกิดเป็นธรรมเนียมประเพณีขึ้นมา จนต้องจ้างคนมาร้องไห้ เมื่อมีคนตาย, มันก็เลยไปกันใหญ่จนถึง ขนาดนี้: จะเป็นความโง่หรือเป็นความฉลาดก็ลองคิดดูก็แล้วกัน ร้องไห้ตามธรรมดาไม่พอ ต้องไปจ้างคนมาช่วยร้องไห้อีก ; เป็น ความยึดมั่นถือมั่นเท่าไร : คำนวณดูก็ได้. ทีนี้ ที่จะต้องร้องไห้ตามธรรมดา ไปลองคิดว่า ควรจะมี หรือไม่ควรจะมี? ถ้าไม่มีใครร้องไห้ก็คงจะคิดว่าคนนี้มันเลว จนไม่มีใครร้องไห้; เขาคงคิดกันไปในรูปนี้. นึกแต่ว่าเด็ก ๆ
น.133 ๑๓๓ ไม่รักพ่อแม่ ไม่ร้องไห้ นี่เป็นเรื่องน่าหัว : จะเอากันรูปไหน ก็ไป คิดดูเองก็แล้วกัน. คนประเภทที่ยังต้องตายโหงก็ต้องการให้คนอื่นร้องไห้ เมื่อตัวจะตาย : หมายความว่าตัวเองมีความยึดมั่นถือมั่นมาก ไม่อยากตาย. คนนั้นก็จะต้องการให้คนอื่นพลอยร้องไห้เมื่อตัว จะตาย, จะได้มีความอิ่มใจว่าเรามีคนรักมีคนอาลัย ; จะตายทั้งที ก็ต้องมีคนรักมีคนอาลัย ; นี่มันเป็นเอามากถึงอย่างนี้. ถ้ามัน มากถึงอย่างนี้แล้วมันก็ไม่เหมาะสมที่จะเรียกว่า พุทธบริษัท คือหมู่คณะของผู้มีสติปัญญามีความรู้ ผู้มีปัญญา หรือมีความรู้ ; หมายความว่ารู้จักทำ ไม่ให้มันเป็นทุกข์. ถ้าเป็นหมู่เป็นคณะ เราเรียกว่ารู้จักทำกันทั้งหมด เพื่อจะให้มันไม่เป็นทุกข์, หรือเป็น ทุกข์น้อยลง ๆ จนไม่เป็นทุกข์. ทำไมจะต้องไปขยายออกไปให้มัน มีความทุกข์มากเกินกว่าความจำเป็น ; นั้นมันคืออวิชชา หรือความหลง ซึ่งไม่ใช่ความเป็นพุทธบริษัท. ระวังให้ดี ๆ เป็นพระเป็นเณร นี้อย่ากลัวตาย ชนิด ขี้ขลาดตาขาว แสดงให้เขาเห็น, มันเสียศักดิ์ศรีของผ้าเหลือง ; สุนัขจะไม่กิน. พูดกันให้เด็ดขาดก็ต้องว่าอย่างนี้, คือไม่มีอะไรดี ในตัว จนสุนัขจะกินได้. อะไรนิดก็กลัวตายสะดุ้งโหยงเหยงโวยวาย ไปหมด เหมือนกับชาวบ้านที่กลัวไส้เดือน จิ้งจก ตุ๊กแก กลัว งูเงี้ยว. เพียงแต่งูตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีพิษสงอะไรเลื้อยมาข้างเท้า ก็สะดุ้งกระโดดโหยงเหยงโวยวายไปหมด : เป็นพระเป็นเณรแล้ว ก็ยังมี : นี้เรียกว่าดิบเท่าไร. มันยังเป็นของดิบคือไม่สุกมาก เท่าไร, คือไม่มีคุณธรรมอย่างพระอย่างเณรเลย. ผมเคยเห็นอยู่
น.134 ๑๓๔ บ่อย ๆ ผมพูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่อวดดี แต่พยายามที่จะทำ ที่จะไม่ให้ มันเป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอะอะโวยวาย กระโดด โลดเต้นโหยง ๆ เหยง ๆ, มันจะได้เป็นการทดสอบดู. ถ้างูมันจะ เลื้อยไปบนหลังเท้าบ้าง ก็ลองดูจะดีกว่าที่จะไปกระโดดโลดเต้น โหยง ๆ เหยง ๆ เป็นคนดิบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เป็นพระเป็นเณรแล้ว. นี่ยกตัวอย่างเรื่องอย่างนี้ มาเป็นตัวอย่าง เพราะง่ายดี มัน เห็น ๆ กันอยู่. แล้วมันก็ยังมีอีกมากมายหลายสิบเรื่อง ที่จะ เป็น เรื่องทดสอบ เรื่องกลัวตายก็มี, เรื่องรักเรื่องกำหนัดก็มี เรื่อง ความโลภก็มี เรื่องความโกรธบันดาลโทสะก็มี เรื่องความอิจฉา ริษยามากมายหลายอย่าง มีทางที่จะทดสอบได้. แต่ถ้า เป็นเรื่อง ในใจล้วน ๆ มันมองไม่เห็น ของใครก็ของใคร, อะไรเป็น ของใคร ๆ มองไม่เห็น. แต่ถ้าเป็นเรื่องที่แสดงออกมาทางกาย นี้มันแสดงออกมามองเห็นว่าดิบสักเท่าไร, ว่ายังเป็นคนดิบอยู่ สักเท่าไร. การบวชการเรียนนี้ยังไม่มีผลเลย ยังไม่ได้บ่มให้สุก เลย แต่สุนัขมันรู้ ถึงจะนอนตายอยู่แล้ว สุนัขมันก็รู้ว่านี่เป็นซากศพ ของคนที่ไม่มีอะไรดีที่จะกินได้เลย. อย่าทำเล่นกับความจริง : ธรรมหรือความจริงนี่ ไม่เข้าใคร ออกใคร, มีอะไรเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น. มนุษย์เล่นตลก หลอกกันได้ แต่ ธรรมะหรือธรรมชาติ มันไม่มีทางเล่นตลกได้. เขาเอามาเปรียบด้วยเรื่องเป็นสุนัขที่มันรู้ว่ามนุษย์นี้เป็นอะไร ; หรือจะเรียกว่าเทวดาผีสางก็ได้ แล้วแต่จะเรียก ; ว่ามันมีอะไร อยู่อันหนึ่ง ซึ่งหลอกใครไม่ได้. ผมเรียกว่า ธรรมะหรือพระธรรม ไม่มีทางที่ใครจะหลอกเล่นได้ มันตรงเผงไปตามกฎตาม
น.135 ๑๓๕ เกณฑ์ของพระธรรม : มีความทุกข์ก็ต้องมีความทุกข์, ไม่มีทุกข์ ก็ต้องไม่มีทุกข์. จงเลือกเอาข้างที่ไม่มีทุกข์ พยายามที่จะทำตามอย่าง พระอริยเจ้าพระอรหันต์ คือตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที หรือว่านิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย, พยายามที่จะกำจัดความ รู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ต้องกลัวตาย มาก เหมือนคนธรรมดา , ไม่ต้องโลภมาก เหมือนคนธรรมดา, ไม่ต้องมีโทสะกลุ้มกลัดขัดเคืองมาก เหมือนคนธรรมดา, ไม่ห่วง ไม่หวัง ไม่อิจฉาริษยา ไม่ทะเยอทะยาน อะไรมากเหมือนคน ธรรมดา. นี่เป็นวิธีที่ถูก เป็นแนวเดียว สายเดียว เส้นเดียว ตรงไป ยังนิพพาน. พยายามทำให้เป็นแม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ให้มีความเข้าใจในการ ที่จะบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. อย่าไปมีความคิดเห็นเป็นอันธพาลแบ่งแยกที่ว่า : จะอยู่ ในโลกนั้น เอามันเข้าไป, สกปรกลามกอนาจารอย่างไร ก็หาทางจนได้ เพราะเรามันอยากอยู่ในโลกอันสกปรก ; เขาสอน กันอย่างนี้ก็มี ส่วนที่พูดว่าอยากจะพ้นโลก เหนือโลก โลกุตตระ จึงปฏิบัติอย่างโน้น : สอนกันอยู่อย่างนี้ . โดยเขาคิดไปว่า เพื่อให้ คนเหล่านั้นมีกิเลสตัณหา มีมานะทิฏฐิถือพวกถือพ้องแล้วก็จะได้ รักพวกรักพ้องรักประเทศชาติ ทำลายข้าศึกศัตรู. คิดอย่างนี้มัน ชวนกันตกนรกหมกไหม้ทั้งโขยง, เป็นคนตายโหงทั้งโขยง, อย่าได้ ไปคิดอย่างนั้นเลย.
น.136 ๑๓๖ ให้ฝึกคิดว่า: ไม่มีตัวกู-ของกูไว้เรื่อย ให้เหลือแต่ธรรม ไว้เรื่อยไป. ถ้าจะไปรบกับข้าศึกจะได้มีจิตใจบริสุทธิ์เห็นแก่ ธรรมะรบเพื่อธรรมะ เพื่อรักษาธรรมะเอาไว้; ไม่ใช่เพื่อตัวกู- ของกู, ไม่ใช่เพื่อรักษาชีวิตของกู. การรบราฆ่าฟันกันนี้มันมี ๒ ความหมาย อย่างนี้ : ถ้ารบเพื่อตัวกู-ของกู มันก็ตายโหง มันก็ บาปกรรมและตายโหง ; ถ้ารบด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยเบญจขันธ์ ที่ชำระให้บริสุทธิ์แล้วไม่มีตัวกู-ของกู ยิงปืนออกไปเพื่อรักษา ความเป็นธรรมผดุงความเป็นธรรมของโลก, ไม่ใช่เพื่อตัวกู- ของกู อย่างนี้ไม่บาปและไม่ตายโหง. แม้จะอยู่ในโลก ต้องรบรา ฆ่าฟันกันอยู่ ก็ยังต้องศึกษาอย่างนี้ ยังต้องปฏิบัติอย่างนี้ ยังต้อง ยึดหลักอย่างนี้ มันจึงจะไม่มีบาปไม่มีกรรม ไม่มีการตายโหง. มันก็เรื่อง "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที” หมายความว่า สะอาดบริสุทธิ์อยู่ในเบญจขันธ์นั้นเรื่อยไป คือ มีธรรมะ เป็นตัวตนเรื่อยไป. อย่ามีตัวกู-ของกูเป็นตัวตน, อย่ามีกิเลสตัณหาอันธพาล อย่างนั้นที่มีความคิดเป็นตัวตน : พวกจิตว่างอันธพาลมีความคิด อย่างนั้นทั้งนั้น ก็มีตัวตนอย่างอันธพาลนั้น. พวกที่มีจิตว่างตาม แบบของพระพุทธเจ้าแล้ว มันก็ไม่มีความเป็นอันธพาล, ทำมา หากินก็ได้รักษาทรัพย์สมบัติก็ได้ แม้แต่จะต้องไปรบพุ่งทำสงคราม ก็ทำได้ ด้วยจิตที่ไม่มีตัวกู : มีแต่ธรรม เห็นแก่ธรรมะ เพื่อธรรมะ ให้เนื้อให้ตัวมันเป็นธรรมะเสียแล้ว มันก็ไม่มีบาปไม่มีกรรม ; ก็ไม่ต้องตายโหง นี่มันโยงถึงกันหมด ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ตายเสร็จ แล้วในตัวตลอดเวลา ; เป็นศิลปหรือว่าเป็นเคล็ดที่สำคัญ
น.137 ๑๓๗ อันหนึ่ง ซึ่งกลั่นกรองออกมาจากพุทธศาสนาทั้งหมด มา เป็นหัวใจของพุทธศาสนา, ที่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็นน้ำอมฤต สำหรับทุกคนจะต้องดื่มต้องกิน เพื่อจะไม่มีความทุกข์ ไม่มี ตายอีกต่อไป. ตายเสร็จแล้ว แล้วจะได้ไม่ต้องตายอีกต่อไป, พวกกิเลส ตัณหา พวกที่มีความยึดมั่นถือมั่นตาย ไปหมดแล้ว, แล้ว ไม่ เหลืออะไรที่จะต้องตายอีกต่อไป. มันแฝดกันได้อย่างนี้ ในความตายชนิดนี้มีความไม่ตายตลอดกาล. นี่ขอให้พยายามศึกษาให้เข้าใจจนปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร ; จะเป็นฆราวาสที่จะไปรบราฆ่าฟันใน สนามรบ หรือว่าเป็นลูกเล็กเด็กแดงออกมาลืมตาขึ้นมาในโลก มันก็ต้องถือหลักอย่างนี้ คือ อย่าเห็นแก่ตัว, อย่ายึดมั่นถือมั่น แต่ฝ่ายข้างตัวมันจะพอกพูนกิเลสมากเข้ามันก็ตกนรกทั้งเป็น. เราควร สอนให้เด็ก ๆ มีความเข้าใจในเรื่องความเป็น สุภาพบุรุษ เป็นเด็กดีเป็นคนดี. ถ้าสอนถูกก็ต้องสอนอย่างนี้ : สอนอย่าให้เห็นแก่ตัว ; ถ้าสอนในทางให้เห็นแก่ตัวก็ต้องเกิด เรื่องแน่, ในอนาคตมันจะถูกหลอกถูกหลอนไปด้วยปีศาจของ กิเลส เหมือนที่เห็น ๆ กันอยู่ ที่เขาดึงไปสู่ความต่ำของจิตใจ. มีเรื่องกระโปรงสั้นเป็นตัวอย่างสำหรับผู้หญิง, มีเรื่องสำมะเลเทเมา สำหรับผู้ชายมีมากขึ้น ๆ : เป็นเรื่องไม่รู้จักตายเป็นเรื่องไม่ยอม ตาย, เป็นเรื่องพอกพูนตัวกู-ของกู พอกพูนชีวิตของกิเลสหรือ ความเป็นอันธพาล : มันตรงกันข้ามกับที่เรากำลังพูด.
น.138 ๑๓๘ ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที มันเป็นเรื่องลดลงไปสู่ ความสงบราบคาบ เรียบร้อยเย็นสนิท. "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที" นี้มีความหมายว่าเป็นอยู่ ด้วยชีวิตที่เย็นสนิท. ถ้าตรงกันข้ามจากนี้ มันก็คือ ความร้อน, ร้อนเป็นไฟเผาอยู่ตลอดเวลา, เป็นการทำบาปอยู่ตลอดเวลา ในตัวมันเอง ; มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใดหมด. เป็นการ ทำบาปอยู่ตลอดเวลาในตัวมันเอง น่ากลัวหรือไม่น่ากลัว. ไปลอง คิดดู : เป็นบาปร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ในตัวตลอดเวลา. ที่เป็นอยู่ ด้วยกิเลสตัณหานั้น เป็นอยู่อย่างนี้ : แต่ถ้าว่ามันขจัดออกไปเสียได้ ให้มีกายในใจที่บริสุทธิ์อยู่เท่าที่เราจะทำได้ มันก็ตรงกันข้าม มีความเย็นอยู่ตลอดเวลา : เอาไปเปรียบดูก็แล้วกัน. เราคนเดียวกันนี่บางโอกาสมันก็ร้อนเป็นไฟ บางโอกาส มันก็เย็นเป็นน้ำ ; ทีนี้ก็เลือกเอาสภาพที่มันเย็นเป็นน้ำ, ให้มันยังคงอยู่ตลอดไป ๆ จนมันเกิดความตายตัวลงไปในการ ที่จะเย็นอยู่ตลอดเวลา อย่าให้ร้อนแม้ด้วยกรณีใด ๆ ; และ ร้อนที่น่ากลัวที่สุดนั้นคือด้วยความโง่ ร้อนด้วยราคะ ความ กำหนัดทางเพศ, ทางอะไรก็ยังไม่ร้อนเท่าความโง่ แต่คนก็ไม่รู้ จัก ; คิดว่าร้อนราคะมันร้อนเหลือเกิน, ร้อนด้วยโทสะ ความโกรธ ร้อนเหลือเกิน ; เพราะไปดูอย่างผิวเผิน คือเท่าที่มันปรากฏแก่คนโง่ คนธรรมดา. ถ้า คนมีสติปัญญาแล้วจะรู้ว่าโมหะที่ไม่แสดง อะไรออกมา นั้นมันร้อนกว่า ร้อนลึก. การรักษาโรค หมอแผนโบราณ ก็มีคำว่า "ร้อนใน ร้อน นอก ;" ไปคลำที่ตัวร้อน เขาว่าไม่เท่าไร ถ้าข้างในมันไม่ร้อน,
น.139 ๑๓๙ แล้วต้องสังเกตดู ถ้าข้างในมันร้อนละก็น่ากลัว หรือมีอันตราย หรือคนไข้จะตาย ที่เรียกว่า "ร้อนใน" แบบของหมอแผนโบราณ คนธรรมดาไม่รู้สึกว่าร้อน, คลำตัวก็ไม่ร้อน. ต้องมีความรู้ชนิด หนึ่ง จึงจะรู้ว่ามันร้อนอย่างยิ่ง, ร้อนข้างใน แล้วมันก็ตายทั้งที่ ตัวมันไม่ร้อน. นี่วิธีของหมอแผนโบราณเป็นอย่างนี้. กิเลสนี้ ก็เหมือนกัน กิเลสที่เผาข้างใน มันร้ายกาจกว่ากิเลสที่แสดง ออกมาข้างนอก. ราคะแสดงออกมาข้างนอก โทสะแสดงออกมา ข้างนอก : แต่ โมหะมันร้อนลึกอยู่ข้างใน , แล้วมันจะเป็นเชื้อ ราคะ ส่งโทสะออกมาไม่รู้จักสิ้นสุดเรื่อย ; เพราะฉะนั้นมันน่า กลัวกว่าน่าอันตรายกว่า. ไฟที่เปียกเย็นนั่นแหละระวังให้ดี มันร้อนลึกกว่าไฟ ที่ลุกโพลง ๆ อยู่. ตัวกู-ของกูนั่นแหละคือ ไฟที่เปียกที่ลึก อยู่ข้างใน, ร้อนใน. ต้องขจัดออกไปให้มันตาย, หรือทำให้ มันตายอยู่เสมอ ทุกวันทุกคืนทุกชั่วโมง. ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ให้ถูกต้อง ให้ถูกวิธีอยู่เสมอ มันจะแก้ร้อนใน ; แล้วร้อนนอกมันก็จะ หายไปได้เอง. ที่เราพูดกันถึงเรื่องตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที มันดี อย่างนี้ : มันแก้การตายโหง มันแก้อาการร้อนในแก้อะไรสารพัด อย่าง ที่ไม่พึงปรารถนา. จึงขอให้คุณเอาไปคิดดูให้ดี ๆ ให้เข้าใจ กันจนได้, แล้วปฏิบัติให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในฐานะที่ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา เป็นอมตธรรมในพระพุทธศาสนา. เวลาของเรา ๑ ชั่วโมงก็หมดไป.
Buddhadasa