Buddhadasa.org

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน ตอนที่ ๘ — ๘. การงาน คือการปฏิบัติธรรม

ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.140 เรื่องที่เราเคยตั้งใจไว้ว่าทุก ๆ วันพระจะมีปาฏิโมกข์ทาง ธรรมะ ข้อนี้อย่าลืมเสีย. ปาฏิโมกข์ทางวินัยนั้น เพียงเดือนละ ๒ ครั้ง ปาฏิโมกข์ทางธรรมมีทุกวันพระ วันธัมมสวนะ อย่างนี้ ก็เป็นเดือนละ ๔ ครั้ง. แต่ละครั้ง ก็ควรจะพูดเรื่องที่เป็นหลัก เป็นข้อความสำคัญ พอที่จะเรียกว่า "ปาฏิโมกข์" แล้วต้องเป็น เรื่องที่ทุก ๆ องค์ในที่นี้ ลืมหรือลางเลือนไปไม่ได้ ต้องเฝ้าย้ำ พูดซ้ำกันอยู่บ่อย ๆ ขยายความกันอยู่บ่อย ๆ. เรื่องที่สำคัญที่สุด มันก็มีไม่กี่หัวข้อ และบางหัวข้อก็ชัดเจน เพียงพอ แปลว่าพวกเรารู้ และเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น ทุกทีอยู่แล้ว. บางหัวข้อนั้น รู้สึกว่ายังไม่รู้ โดยเฉพาะหัวข้อที่ว่า "การงาน คือการปฏิบัติธรรม" นี้ ซึ่งก็เป็นหัวข้อที่สำคัญที่สุด. โดยเฉพาะ สำหรับเรา ที่อยู่กันที่สวนโมกข์นี้ ยิ่งมีความสำคัญมาก.

น.141 ๑๔๑ แห่งอื่น เขาอาจแยกการปฏิบัติธรรมะ ให้ออกจาก การงาน จนถึงกับว่า การงานนั้น รวมกันไม่ได้ กับการปฏิบัติ ธรรม. ในหนังสือ อย่างว่าวิสุทธิมรรค หรืออรรถกถาพวก เดียวกันนั้น เขาจัดว่า การงานเป็นปลิโพธ คือเป็นอุปสรรค หรือ อย่างน้อยก็เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยวขัดขวาง ทำให้ล่าช้า แก่การ ปฏิบัติธรรม. ที่นี้ เรากลับมาพูดเสียว่า การงาน คือตัวการ ปฏิบัติธรรม อย่างนี้ใครฟังถูก ฟังเข้าใจถูกไหม? ถ้าไม่ถูก ก็แปลว่ายังไม่รู้. ถ้าถือเอาตามอรรถกถาเหล่านั้น ก็แปลว่าเราจะทำการ งานให้เป็นการปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะมันเป็นข้าศึกแก่กัน แต่ ในที่นี้ ก็ขอยืนยันว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม อยู่อีก และ จะยืนยันเสมอไป และที่สวนโมกข์นี้ ก็ถือหลักอันนี้ มาตลอดเวลา ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที จนกระทั่งบัดนี้ เพราะฉะนั้นควรจะสนใจ กันไว้บ้าง. เมื่อกี้ ที่ว่า พวกเราที่อยู่ที่นี้ มีหลักที่ตรงกันข้าม จากคน อื่นเขา นี้จะเข้าใจว่าอย่างไร? ผู้อื่นเขาว่าเมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ต้องไม่ทำอะไรเลย แม้แต่หนังสือก็ไม่อ่าน อะไรก็ทำไม่ได้ นอกจากปฏิบัติ-ปฏิบัติโดยวิธีนั่งหลับตา ภาวนาตามแบบใด ก็สุดแท้. นี่ จะเห็นได้ว่า มันก็เป็นเรื่องถูกของเขา ไม่ใช่จะไปหา ว่าผิด หรืออะไรเป็นเรื่องถูกของเขา ถูกอย่างของเขา ถูกเพื่อของเขา เพื่อเขา ส่วนในสวนโมกข์นี้ มันก็มีไปอย่างของเรา ฉะนั้นใครจะ ถูกจะผิด ก็แล้วแต่ใครจะชอบอย่างไหน.

น.142 ๑๔๒ ที่สวนโมกข์นี้ มีหลักมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที ตั้งแต่ก่อนมี สวนโมกข์นี้ จนกระทั่งบัดนี้ ว่า การงานที่จัดไว้ดี จัดไว้ถูกต้องนั้น ไม่เป็นอุปสรรค ไม่เป็นปลิโพธ ต่อการปฏิบัติไปเสียทุกขั้น คือมัน แล้วแต่ความสามารถของผู้นั้น และขึ้นอยู่กับความสามารถของ ผู้นั้นมากกว่า เพราะฉะนั้น ในสวนโมกข์นี้ จึงมีการทำการงาน เรื่อยมา ไม่มีหยุด ไม่มีหย่อน. เมื่อก่อนนี้ กุฏิ พระเณรก็ทำอยู่เอง ไสกบเอง ขึ้นหลังคาเอง อย่างนี้มาตั้งแต่แรกมีสวนโมกข์ ไม่มี ใครช่วย ทำให้มากมายนัก แม้เขามาทำ ช่วยทำให้ เราก็ทำด้วย มาจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังมีการกระทำ ทำการงานอยู่เรื่อย การ ค้นคว้า การเขียนหนังสือหนังหา การเตรียมปาฐกถา การไปพูด ก็เป็นการทำงานเหมือนกัน และก็ทำเรื่อยมาจนบัดนี้. นี่ เราก็มี วิธีเฉพาะอย่างนี้. ส่วนพวกอื่นเขานั้น ต้องปลีกตัวหมด ไป นั่งหลับตาภาวนาแต่อย่างเดียว เขาหนีจากงานไป อย่าง ของเราไม่เอาอย่างนั้น แต่ถ้ามาดูผลกันแล้ว รู้สึกว่าเรายังมี ความแน่ใจ ว่าอ้ายแบบที่เราทำกันนี้ กล่าวคือแบบ "ปฏิบัติธรรม คือการงาน, การงาน คือการปฏิบัติธรรม" นี้ ยังถูกต้องอยู่. จริงอยู่ มันอาจจะมีในสักระยะหนึ่ง ที่จะต้องปลีกตัว เก็บตัว เป็นระยะสั้น ๆ อย่างนั้นก็มีเหมือนกัน เป็นระยะ เป็นคราว ๆ เท่านั้น. แต่จะทำกันตลอดปีหรือตลอดชีวิตนั้น มันเป็นไปไม่ได้ หรอก มันไม่มีประโยชน์อะไร. ที่จริง คนเราทุกคนนี้ จะต้องคิดในปัญหาข้อใหญ่กันเสียก่อน ว่า "ชีวิตทั้งชาตินี้ จะเอา ไปใช้อะไร?" วันเวลา ของชีวิต ทั้งชาติ-ทั้งชาติ ตั้งชาติหนึ่งนี้ จะเอาไปใช้อะไร. จะนั่งหลับหู

น.143 ๑๔๓ หลับตาภาวนาไปตลอดอย่างนั้นหรือ. ถ้าเขาชอบอย่างนั้น ก็เป็น อิสระ เป็นสิทธิเสรีภาพ ที่เขาจะทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ทีนี้เราประสงค์ จะให้ได้ประโยชน์ ครบทั้งสองฝ่าย ไม่มีประโยชน์ฝ่ายไหนเสียไป เพราะฉะนั้นจึงมีวิธีที่ว่า เอาการงานนั่นเอง เป็นการปฏิบัติธรรมะ. ยิ่งถ้าเราได้ทำมาเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เป็นเวลาหลายสิบปี หรือตลอด ชีวิต จนมันได้แยะ นี่ ก็ลองคิดดูเถอะ คือประโยชน์แก่เพื่อน มนุษย์นั้น มันได้แยะ มันได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ. กับที่จะ ไปนั่งหลับหูหลับตาภาวนา ทำเคร่ง ๆ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อะไร ทำนองนั้นมันไม่มีทางทำประโยชน์ให้แก่ใครได้เลย ในทางวัตถุนี้ แต่เขาก็จะอ้าง ว่าที่เขาทำอย่างนั้นมันก็เป็นการสืบศาสนา เป็นการศึกษาธรรมะอย่างสูงไปสอนคน นั่นก็ถูกของเขา เหมือนกัน แต่เรายังคิดว่า เรายังอยากจะให้ได้กำไรมากกว่า นั้น. ที่ทำอย่างที่เขาทำนั้น เราก็จะทำเหมือนกัน ทำให้ครบให้เต็ม เหมือนเขาทำเหมือนกัน แต่แล้วเรายังทำประโยชน์ทางวัตถุ หรือที่เนื่องด้วยวัตถุ หรือที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ทั้งทาง วัตถุและมิใช่วัตถุ อีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งจะมีมากไม่มีที่สิ้นสุด. เรื่องวัตถุปัจจัยเครื่องอาศัยนี้ทำอยู่เอง ใช้เอง อะไรเองนี้ไม่เท่าไหร่ มันก็ครบ และเหลือใช้ แต่ส่วนที่จะทำให้ผู้อื่นนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด. ที่สวนโมกข์นี้ ตั้งแต่สมัยแรก เคยทำกันทุกอย่าง บางคราว ทำคล้าย ๆ กับว่าชาวบ้านติเตียน เช่นโกยดิน โกยทราย เลื่อยไม้ ฯลฯ เหล่านี้เคยทั้งนั้น ไปแต่งถนน แต่งคลองทำอะไรที่เขาทำกัน เพื่อประโยชน์รวม ๆ นี้ก็เคยทำกันมาทั้งนั้น. บางครั้งชาวบ้าน

น.144 ๑๔๔ เขาเห็นเราทำ เกิดมองเห็นประโยชน์ เพราะประโยชน์นั้น ก็ไม่ใช่จะตกไปสู่ใครที่ไหน มันก็เป็นประโยชน์สาธารณะ ทั้งสิ้น เขาก็พากันมาช่วย เลยก็เคยมีเสียงกล่าวหาอีก ว่าเรา เป็นต้นเหตุ ต้นไม้จึงถูกโค่นถูกตัด ดินถูกขุด อย่างนี้เขาเห็นว่า เป็นอาบัติ ก็ตามใจเขา. มีคราวหนึ่งยกกองไปแต่งคลองทางน้ำ สำคัญของหมู่บ้านนี้ ซึ่งถูกเพิกเฉยละเลย รกเรี้ยวจนเกิดน้ำไหล ลงทะเลไม่ทัน เสียหายต้นข้าวในบางฤดู หรือไม่สามารถสัญจร ใช้คลองให้เป็นประโยชน์ได้ คราวนั้นต้องใช้เวลาตั้ง ๗ วัน ๗ คืน กินอยู่ที่นั่น นอนอยู่ที่นั่น ชาวบ้านพากันมาร่วมมือ ต้นไม้ ถูกตัด จนคลองโล่ง เรือเดินได้. นี่ ก็ยังมีการกล่าวหาเหมือนกัน ว่าก็เพราะพระนั่นแหละเป็นเหตุ ชาวบ้านเขาจึงไปช่วยตัด. ก็ดี เหมือนกัน ตามใจเขาเถอะ. การกระทำงานอย่างนี้ เราถือว่ามันเป็นทางลัด เป็นวิธีลัด โดยใช้หลักการที่ว่า "การงาน คือการปฏิบัติธรรม" นี่แหละ คือ ลัดรวดเดียว ได้ทั้งประโยชน์ตน ได้ทั้งประโยชน์ผู้อื่น. และลัดรวดเดียว ได้ทั้งธรรมะสูงสุด สอบไล่ตัวเอง อะไร ไปในตัวเสร็จ : คือมันมีการสอบไล่ ในการงานนั้นด้วยเสมอไป. ที่เขาเขียนไว้ในหนังสืออรรถกถา เหมือนอย่างว่า คน ๆ หนึ่ง อยากเจริญกัมมัฏฐาน แล้วก็ยังเป็นห่วงการงาน พวกนวะกรรม เช่นสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างอะไรต่าง ๆ แล้วเลยปฏิบัติธรรม ไม่ได้ เพราะยังเป็นห่วงงานอยู่ อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าฟัง เหมือนกัน. ทีนี้เรามันก็ตลุยลงไปเลยในการงานนั้น ถือเอาตัว การงานนั่นแหละ เป็นตัวการปฏิบัติธรรม อย่างนี้ไม่รู้ว่า

น.145 ๑๔๕ ของใครจะถูกกันแน่! แต่ว่าที่เห็นได้ง่าย ๆ นั้น ก็คือว่า ตลอดชีวิต หลายสิบปีนี้ มันก็ควรจะมีอะไรเลื่อนชั้นไป จนถึงกับว่า ทำพร้อมไปได้ กับการงาน. ถ้าใครจะไปนั่งหลับตาภาวนา อยู่ตลอดเวลา หลาย ๆ สิบปี จนตลอดชีพแล้วก็ดูเหมือนกับ ไม่ได้ทำอะไรเลย. เกี่ยวกับหลักที่ว่า "การทำงาน เป็นการปฏิบัติธรรม" คือให้ เป็นการปฏิบัติธรรมขึ้นมาเอง นี้ ตามความคิดของเรา มันมี แนวใหญ่ ๆ อยู่บางแนว หรือหลายแนว : จะถือเป็นแนว เป็นลักษณะเริ่มแรก ตั้งต้นตั้งแต่ ฟิตร่างกาย ให้แข็งแรง เหมือนพวกโยคีเขาฟิตร่างกายฉะนั้น แต่แทนที่จะ ไปทำโยคะ เราก็มาทำการงานเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง นี่เรียก เป็นหัฐถะโยคะได้ คือชั้นนี้ ทำให้ร่างกายแข็งแรง เข้มแข็ง เป็น หัฐถะโยคะอย่างพวกโยคีเรียก ทีนี้ ถ้าหากว่าการงานนั้น ผลิตออกมา ไม่ไปเอามาเป็น ประโยชน์อะไรแก่ตนเลย ให้เป็นประโยชน์ผู้อื่นล้วน ๆ ถ้าอยู่ ในขั้นนี้ ก็เรียกเป็นกัมมะโยคะ ได้. ด้วยเหตุนี้ เข้าใจว่าคงไม่มีใครผอมเหลือง หน้าซีดอมโรค ทำอะไรไม่ไหว เมื่อได้ปฏิบัติงานเป็นชั้น หัฐถะโยคะนี้ และก็จะ ทำประโยชน์ผู้อื่นด้วยการอธิษฐานว่าจะไม่เอาอะไรตอบแทน ไม่ยอมรับการตอบแทน ไม่กินอาหารที่ได้มาจากการตอบ แทน อย่างนี้ก็จัดได้ว่าเป็นการปฏิบัติกัมมะโยคะแล้ว. หากเป็น เรื่องตอบแทนแลกเปลี่ยนอย่างนั้นมันเหมือนกับการค้าขาย : อย่างนี้กัมมะโยคะ เป็นอันว่ารับไม่ได้. ส่วนที่กินตามธรรมดา

น.146 ๑๔ ๖ ที่เขาถวายตามธรรมดาไม่มีลักษณะเป็นการตอบแทนนั้น ก็กินได้ เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ธรรมะขั้นต่ำ. การเสียสละ ทำประโยชน์ออกไป เหมือนกะเครื่องจักร ทำงานเหมือนเครื่อง- จักร ไม่หวังจะเอาอะไรตอบแทนมานี่เรียกว่า ไม่ใช่ธรรมะ ขั้นต่ำ มันต้องหัดกันมากเหมือนกัน. เพราะส่วนมากที่เห็น ๆ กันอยู่ มันทำงานหวังผลตอบแทนทั้งนั้น แล้วที่มากที่สุด ก็คือ ที่เขาเรียกกันว่า "สินน้ำใจ" หรือ "กำลังใจ" เช่นต้องมีคนคอยชม อย่างนี้เป็นต้น. โดยมาก ทุกคนแม้จะไม่หวังเงิน หวังของอะไรตอบแทน ก็ไปหวังให้เขาชม นั่นก็คือยังหวังการตอบแทน ยังเป็นโยคี ที่เลวมาก ใช้ไม่ได้. ที่จะไปทำอะไร ให้ใคร ออกปากชม หรือ ว่าตนเองนึกเข้าใจว่าเขาชมอยู่ในใจก็ตาม แล้วก็มีกำลังใจทำงาน ขึงขังขึ้นมา อย่างนี้ก็ยังเป็นโยคะที่เลวมาก ไม่มีกัมมะโยคะ ที่ว่ากันในที่นี้เสียแล้ว. ฉะนั้นให้ไปสอบไล่ วัดตัวเองเสียใหม่. โยคะอันดับหนึ่ง เราทำเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง โยคะอันดับสอง ต้องเพื่อเสียสละความเห็นแก่ตัว โยคะอันดับสาม เพื่อต่อสู้กิเลส หรือสอบไล่ตัวเอง ในการต่อสู้กิเลสที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป. โยคะข้อนี้หมายความว่า ในขณะที่ทำงานนั้น มันเป็นโอกาส ที่ต้องทำร่วมกันกับบุคคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ฯลฯ หลายคน มันก็เป็นโอกาสที่จะเกิดกิเลส พอเข้าใกล้บุคคลที่สอง ที่สาม เป็นต้น ถ้าเป็นคนที่มีนิสัยยกหูชูหางอยู่ในใจมาแต่เดิมแล้วก็ ไม่ว่าเข้าใกล้ใคร จะต้องมีเกิดกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ปริยายใด

น.147 ๑๔๗ ปริยายหนึ่ง ไม่ปริมาณใดก็ปริมาณหนึ่ง เป็นแน่นอน. ทีนี้ มันก็มี อยู่ว่ามันจะพอกพูนขึ้น แล้วมันก็สุมมากขึ้นหรือไม่ เท่านั้น ทีนี้ ลองมาทำจริงกันดีกว่า ที่ว่าตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่นอะไรอย่างนี้ ให้มันเป็นเรื่องทำจริง ๆ ดีกว่า ตาเห็นรูป เห็นรูปคนที่ตัวเกลียด เห็นรูปคนที่ตัวไม่นับถือ หรือเห็นรูปคน ที่ตัวไม่รักอะไรอย่างนี้ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นในใจของคนนั้น. เช่นว่า สักว่าได้ฟังน้ำเสียงอยู่คนละฝา คนละด้านนั้น แต่เพียง ได้ยินน้ำเสียงของคนที่ตัวไม่นิยมนับถือ ไม่รักไม่ชอบ นี้ มันจะ เป็นอย่างไร. เพราะว่า ถึงแม้คนที่ชอบ ที่รัก ที่อะไรก็ตาม แต่ถ้า มันซ้ำซากเข้า มันก็มีเรื่องกระทบ ทำให้เกิดความเกลียด ความ อิดหนาระอาใจเป็นธรรมดา. ทีนี้พอเข้าใกล้บุคคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ฯลฯ นี้ นิสัยที่จะเด่นกว่าคนอื่นจะดีกว่าคนอื่นนั้น ย่อมมี ย่อมแสดงออกมา. ก่อนหน้านี้เก็บไว้ เดี๋ยวนี้ก็แสดง ออกมา และถ้าควบคุมไม่ดี มันก็มากขึ้นไปอีก มันจะเจริญงอกงาม ยิ่งขึ้นไปอีก. นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การที่ ทำลงไปจริง ๆ กับการที่ลำพังแต่คิด ๆ เอานั้น มันต่างกันมาก. บางคนรู้สึกด้วยความบริสุทธิ์ใจ ว่าเราเป็นผู้เสียสละ เพื่อ เห็นแก่ผู้อื่นอยู่แล้ว ฉะนั้นงานที่เป็นการทำเพื่อเสียสละ ก็รู้สึกว่า เป็นของทำได้แน่ แล้วเราก็มีนิสัยอย่างนั้นจริง อย่างนี้แต่พอไปทำ เข้าจริง ๆ ทำไม่ได้ ถอยหนี ถอยวิ่งหนี ผละหนีไป ทั้งนี้ เพราะ มันผิดกันกับที่ว่าคาดคะเนเอากับไปโดนเข้าจริง ๆ อย่างนี้ ที่คิดว่าเราจะทนร้อนได้ ทนหนาวได้ ทนหิวได้ ทนอะไรได้ทั้งนั้น นั้นไม่จริงหรอก จนกว่าจะไปลองมันเข้าจริง ๆ จึงจะรู้ว่าทนได้

น.148 ๑๔๔ หรือ ไม่ได้ แล้วส่วนมากก็ทน ไม่ได้. เพราะฉะนั้นเรื่องที่คิด คาดคะเน กำหนดตั้งใจ หรืออะไร ทำนองนี้ยังไม่ใช่ความจริง มันต้องลองไปทำเข้าจริง ๆ ลงมือ ทำเข้าจริง ๆ จึงจะรู้ว่าเรานี้เป็นคนเสียสละเพื่อผู้อื่นหรือ ไม่ เราเป็นคนมีใจคอปรกติหรือไม่ ในเมื่อเข้าใกล้กับบุคคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ แล้วเมื่อได้ทำอะไรร่วมกันไป มันชักจะเกลียดน้ำหน้า ใครบางคนเข้าหรือหาไม่. ถึงแม้จะไม่พูดปริปากอะไรออกมา แต่สมัครจะหอบงานหนีไปทำเสียคนเดียว เพื่อเลี่ยงไปเสีย อย่างนี้ ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน. เพราะฉะนั้น การทำงานโดยอาการเช่นนี้ ถ้ามองในแง่หนึ่ง ก็เป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรม ถ้ามองไปในอีกแง่หนึ่ง กลับ กันเสีย ก็เป็นตัวการต่อสู้เพื่อการปฏิบัติธรรม หรือเป็นการ ปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวการต่อสู้นั้น. คนจำนวนหนึ่ง โดยมาก เป็นพวกที่ติดสบายหรือสำรวยนั้น เขาคิดว่าเขารักษาศีลได้ดี ไม่ตบยุงแต่เขานอนในมุ้ง หรือห้องที่ยุงเข้าไม่ได้, แล้วกับคน ที่อยู่กับยุงจริง ๆ แล้ว ไม่มีการตบยุง อย่างนี้มันถึงจะเป็น คนจริง, ฉะนั้นการอยู่กับยุ่งนี้ดี มีอะไรที่ทำให้เป็นการปฏิบัติธรรม จริง ๆ ขึ้นมา. ว่าถึงเรื่องยุง ก็ขอทำความเข้าใจในการปฏิบัติตัวต่อยุงนี้ด้วย ที่นี่ไม่กางมุ้งตลอดปี ๆ ก็เพราะข้อนี้ คือเพื่อวัดตัวเองบ้าง เพื่อ ดูกันว่ามันอย่างไรบ้าง บางทีก็คิดแต่เพียงสร้างความต้านทาน ในเลือด ในร่างกายนี้ จนยุงกัดไม่เจ็บ แม้มีเชื้อมาเลเรียมา มันก็ สู้ได้ เชื้อมาเลเรีย มันก็ไม่สามารถจะฟักตัวขึ้นในเลือดของเรา

น.149 ๑๔๙ มันทำเชื้อต้านทานไว้เสมอ. หากคิดไปอย่างนี้ ไม่ใช่ธรรมะ ยังไม่ใช่ ธรรมะ ถ้าจะคิดอย่างธรรมะ มันก็เพื่อจะวัดดู ว่ามันอดทน ได้หรือไม่ มันเมตตากรุณา หรือว่ามันไม่เมตตากรุณา อย่างนี้เป็นธรรมะ. อนึ่ง การทำการงานนี้ มันทำให้เหนื่อย ให้ลำบาก มันจึง เป็นเครื่องทดลอง ทดสอบ เพราะการงานและผลของการ ทำงาน มันเป็นโยคะอันดับสามนี้ มันเป็นการศึกษาเรื่อง ตัวกู-ของกู เรื่องทำลายตัวกู-ของกู. และนี่ เป็นตัวปฏิบัติ ธรรมะแท้ และอย่างสูงสุดด้วย ซึ่งพวกที่ไปนั่งหลับหู หลับตา อยู่คนเดียว ไม่มีโอกาสที่จะผ่านหรือว่าจะทำได้. ถ้าเราจะไปทำทุกกรกิริยา อย่างพวกเดียรถีย์ หรืออย่างที่ พระพุทธเจ้าเคยทรงทดลองกระทำมาแล้ว นั่นมันก็คงจะดีเหมือนกัน แหละ แต่สู้เราเอามาใช้ใน การงานเสียไม่ได้ เอามาใช้ในการงาน ที่เป็นประโยชน์ เป็นอะไรขึ้นมาแก่ศาสนา แก่เพื่อนมนุษย์ นี้ยัง ดีกว่า. การที่เราจะไปทำทุกกรกิริยาเฉย ๆ แรงงานอันนี้ มันก็เสีย ไปเปล่า มันควรเอา ไปใช้ให้เป็นแรงงานที่เป็นประโยชน์ เป็นอนุสาวรีย์เหลืออยู่ไว้ในโลกนี้ ก็ไม่ต้องสร้างอนุสาวรีย์อื่น อีกแล้ว แล้วก็ไม่ต้องมีใครรู้หรอก ไม่ต้องมีใครชม ไม่ต้องมีใคร ขอบใจ เรารู้มันคนเดียวก็พอ ว่าได้ทำอะไรบ้าง. ลองทบทวนดูเถอะ การงานข้อแรก ทำเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เข้มแข็ง, อันดับที่สอง มันทำให้เราฝึกฝนการเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นรากฐานที่ดีที่สุดของการปฏิบัติธรรมเพื่อทำลายตัวกู- ของกู, และอันดับที่สาม ก็คือการต่อสู้ รบรากันกับตัวกู-ของกู

น.150 ๑๕๐ ทุกแบบทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ทุกแง่ทุกมุม. นี่ อย่างน้อย ๓ อย่างนี้ มันมี มันได้ และก็ดูจะพอแล้ว ไม่มีอะไรที่สำคัญกว่านี้ ถ้ามี ก็เป็นข้อปลีกย่อยไป. นี้เรียกว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องลัด และรวบรัด ประโยชน์หลาย ๆ อย่าง เข้าไว้ด้วยกัน, แล้วทำไปในคราวเดียวกัน. ฉะนั้น ลองคิดดู ถ้ามองเห็น ก็น่าจะพอใจ กว่าที่จะไปทำงาน อย่างเดียวแล้วก็ไม่มีการฝึกฝนอย่างนี้. และก็จะน่าพอใจกว่า ที่จะไปนั่งหลับหูหลับตาอย่างเดียว ไม่มีการงานเลยอย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ เราลองมองดูที่วัดทั่ว ๆ ไป หลาย ๆ วัด เขาก็มีการงาน เหมือนกัน เหน็ดเหนื่อยมากเหมือนกัน บางวัด บางแห่ง. ทีนี้ สังเกตดู อาจจะไม่มีความมุ่งหมายในภายใน หรือไม่ได้มุ่งหมายลึก อย่างที่เรากำลังพูดอยู่นี้ โดยมากมันเป็นเรื่องทำงานเสียจริง ๆ ไม่มุ่งให้เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะเขาไม่สนใจจะปฏิบัติ ธรรมจากการงาน เพราะฉะนั้นยังมีวัดมากเหมือนกัน ที่อาจารย์ กับลูกศิษย์ช่วยกันทำการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ค่อยได้หยุด ได้หย่อน แต่แล้วก็ไม่เป็นการปฏิบัติธรรม มีแต่จะเริดร้าง ห่างเรื้อ ไปในทางที่ไม่ปฏิบัติ เพราะเหตุไม่รู้ และไม่ได้มุ่งหมายนั่นเอง. เพราะฉะนั้นเรามุ่งหมาย และพยายามจะรวม จะประสาน มันเข้าไปด้วยกัน ให้การงานเป็นการปฏิบัติธรรม. ผลส่วนการงาน ก็ได้ ผลส่วนการปฏิบัติธรรมก็ได้. สิ่งนี้แหละ ที่น่าเป็นห่วงอยู่ จึงเอามาพูดวันนี้ ในฐานะเป็น ปาฏิโมกข์ ธรรมะ เผื่อว่าพระเณรบางองค์จะไม่ทำอย่างว่า จะทำ ไปแต่การงานโดยส่วนเดียวเสียก็มี หรือว่าไม่สนใจ ที่จะใช้

น.151 ๑๕๑ การงานนั้น เป็นบทเรียนทดสอบจิตใจ หรือบางที ถ้าร้ายกาจ ไปยิ่งกว่านั้น ก็จะเอาการงานนั่นแหละ เป็นเหตุสร้างกิเลส สร้างเวร สร้างภัย สร้างความอาฆาต สร้างอะไรต่าง ๆ เพิ่มขึ้น. ข้อนี้เห็นได้ถ้ามีการที่ไม่สมัครสมาน สามัคคีกัน ปัดแข้งปัดขากัน ด้วยจิตใจอย่างนี้มันก็ไม่มีผลอะไร เป็นโยคีที่เลวอีกเหมือนกัน ไม่มีอาการแห่งบุคคลผู้เสียสละ ถ้าเสียสละก็ต้องให้ได้หน้า ต้อง เอาหน้า ต้องให้คนรู้ อย่างนี้ก็คือโยคีที่เลวมากเหมือนกัน ถ้ามีการ เสียสละอะไร ต้องให้มีคนรู้ ต้องให้คนชม มันไม่ใช่การเสียสละ อย่างนั้นมันไม่มีใครเรียกว่าเป็นการเสียสละหรอก นอกจากใน บรรดาคนชนิดเดียวกันนั้น. การเสียสละที่แท้จริง ถ้าทำได้ ต้องไม่ให้ใครรู้ ควรจะ ไม่ให้ใครรู้ การประพฤติปฏิบัติที่แท้จริง ก็ควรจะไม่ให้ใครรู้ ไม่ต้องการให้ใครชม ให้มันซ่อนไว้ ไม่ให้ใครรู้ว่าปฏิบัติอะไร หรือสละอะไร แต่ภายในจิตพยายามสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วให้ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งขึ้น ๆ ถ้าทำได้ อย่างนี้ไม่เท่าไร จะมีความก้าวหน้าสูงสุด ในการปฏิบัติธรรม การงานเป็นของเล็กน้อย เป็นของเท่าขี้เล็บไปเลย แม้ว่าจะสร้าง อะไรได้มากมายใหญ่โต ที่เขาจะตีราคาให้มาก ๆ ก็เป็นเรื่อง ขี้เล็บไปเลย เพราะว่าตัวการปฏิบัติธรรมนั้น มันใหญ่เกิน มัน ใหญ่กว่า มันมีค่ามากกว่า ถ้าเราอยู่กันอย่างเรา ในสมัยนี้ ในสถานะการณ์อย่างนี้ ในสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ ในโลกเวลานี้ ในประเทศไทยอย่างนี้ เราควรจะถือหลักว่า การงาน คือ การปฏิบัติธรรม อันนี้ เป็นหลัก

น.152 ๑๕๒ ที่จะถูกต้องที่สุด เหมาะสมที่สุด แล้วก็ไม่เสียหายทั้งทางโลก และทางธรรม เพียงแต่ต้องระวังให้ดี ๆ เท่านั้น ระวังให้ดี ๆ แล้วก็มีความบริสุทธิ์ใจ พลาดไปก็กลับตัวทันที พ ลาดไปก็ กลับตัวทันที ผิด ไปก็กลับตัวทันที เป็นการระมัดระวังให้มาก. ถ้าขืนหมักดองเอาไว้ ก็คือการสร้างอาสวะในการผูกอาฆาต ในการยกหูชูหาง ในการอะไรต่าง ๆ อัดอยู่ในใจเหมือนกับว่า จะระเบิด แต่อุตส่าห์ปกปิดไว้ด้วยความสงบเสงี่ยม. เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดสุขุม หรือที่เขาเรียกกันว่าเทคนิค นี้มากเหมือนกัน ที่จะทำงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติ ธรรมในตัวการงานเอง นั่นมันเป็นของยาก เป็นเทคนิค เอาไปลองดู ไปสังเกตดู ก็จะรู้ไม่ยากนัก. แต่ว่ายิ่งยากนั่นแหละ ยิ่งทำให้เร็ว ในการบรรลุธรรม บรรลุธรรมได้เร็ว ได้สูงและได้ลึก ทีนี้ ก็มาถึงคำว่า "การงาน" การงานนั้น คืออะไร? เราก็ ต้องรู้จักเลือก ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานชนิดที่มันไม่เหมาะสม กันกับภิกษุ ให้เลือกงานที่มันเหมาะสมกันกับภิกษุ. ทีนี้ คำว่า ภิกษุ นี้มันก็ใช้แก่คนทุกคน ที่เข้ามาบวช ฉลาดก็มี ไม่ค่อยฉลาด ก็มี ไม่ฉลาดก็มี โง่ก็มี บ้า ๆ บอ ๆ ก็มี มันจะเหมือนกันได้อย่างไร. เมื่อคนเรามันไม่เหมือนกัน การงานก็ย่อม ไม่เหมือนกัน. ได้เคยไปดูความเป็นอยู่ในวัดธิเบต ที่อินเดีย ทางดาร์จีลิ่ง ก็ไปเข้าใจเรื่องนี้ทันที ว่าเขาทำไมอยู่กันได้ พระธิเบตนั้นมีทุกแบบ เพราะมันไม่เหมือนกันจริง ๆ คนเราไม่เหมือนกันจริง ๆ. พระ- ธิเบตบางองค์ มีหน้าที่ผ่าฟืนเท่านั้นแหละ มีหน้าที่หาฟืน ผ่าฟืน กวาดขี้เถ้าเท่านั้น แต่เขาก็พอใจ และได้รับความเคารพนับถือ

น.153 ๑๕๓ เสมอกัน. นี่เรียกว่า มีสมานสังวาส มีอะไรเสมอกัน มีเกียรติ เสมอกัน. และทำหน้าที่สูงขึ้นมา ปัดกวาดวิหารก็มี ต้อนรับแขก ก็มี กำลังศึกษาเล่าเรียนก็มี สอนก็มี ติดต่อประชาชนก็มี ล้วนแต่ เป็นพวกที่เรียกว่า เป็นพระ เสมอกัน. ฉะนั้น สิ่งที่เป็นการงานนี้ อย่า ไปดูถูกเพื่อนกัน ถ้าเขาต้อง ทำงานชนิดที่เรียกว่าต่ำ ๆ ทราม ๆ ง่าย ๆ ก็อย่าไปดูถูกเขา เพราะ ว่าธรรมชาติสร้างเขามาให้มีสมรรถภาพเพียงเท่านั้น. เรื่องนี้ ระวังให้ดี เดี๋ยวจะเกิดไปดูถูกเพื่อนองค์นั้น เณรองค์นี้ ว่ามันบ้า ๆ บอ ๆ ทำงานอย่างเลว ทำงานอย่างไม่มีราคา ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็แย่เลย ตัวผู้นึกผู้คิดนั้นแหละ แย่. ทีนี้ เราจะพูดกับเขาให้เข้าใจได้ไหม ว่าอ้ายคนไม่ฉลาด คนบ้า ๆ บอ ๆ นั้น-ให้เขารู้ว่านั่นก็คือการปฏิบัติธรรม มันก็ยาก ยากกว่าที่จะพูดกับคนฉลาด หรือมีปัญญาความคิด เพราะฉะนั้น เ ขาจึงลดลงไป ว่าได้บุญ. บอกว่า ได้บุญอย่างนี้มันก็พอจะ เข้าใจกันได้ง่าย ๆ ว่านี่ดี หรือได้บุญ แล้วมันก็ทำไปได้. แต่ถ้า ว่าเป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว มันก็คงจะเข้าใจไม่ได้. เช่นหน้าที่ ผ่าฟืน กวาดขี้เถ้าอย่างเดียว หน้าตามอมแมม จีวรขาดกระรุ่ง กระริ่ง อยู่อย่างนี้ มันก็เข้าใจยากที่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรม อย่างละเอียดลึกซึ้ง เพราะคนนั้นไม่มีปัญญา ก็ได้แต่เชื่อว่าได้บุญ แล้วรักษาความเชื่อนี้ไว้ ถือเป็นอุดมคติไปเลย แล้วก็ดูสบายดี ไม่มีความทุกข์. ฉะนั้น เราต้องทำสิ่งที่เรียกว่า การงาน นี้ตามความเหมาะสม แล้วพยายามเลื่อนให้มันมีประโยชน์กว้างขวาง มากขึ้น ๆ มี

น.154 ๑๕๔ ประโยชน์แก่คนมากขึ้น ๆ ถ้ามันจะทำได้. แต่ทีนี้ ถ้ามันไม่อาจจะ ทำได้ มันก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะในแง่เสียสละแล้ว มันก็เป็นการ เสียสละเท่ากัน มันเหนื่อยเท่ากัน. ถ้ามันไม่ยกหูชูหาง มันก็ มีค่าเท่ากัน สำหรับผู้ที่ทำนั้น. เพราะฉะนั้น ระวังให้ดี คนที่ ทำงานทางหนังสือหนังหา ทางสติปัญญาเฉลียวฉลาดนั่นแหละ หูหางมันจะมาสวมเอาเมื่อไร ไม่ทันรู้. ส่วนพวกผ่าฟืนมันยังไกล ไกลที่จะถูกสวม ถูกอะไรอย่างนั้น ทีนี้ พวกที่ต้องระวังมากที่สุด ก็คือพวกที่ต้องขึ้นธรร- มาสน์เทศน์หรือเที่ยวไปปาฐกถา มีชื่อเสียงมีอะไรก็ยิ่งอันตราย ที่สุด แต่แล้ว มันก็เป็นการงานเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นให้ทุก ๆ องค์คิดให้ดี สังเกตให้ดี ระมัดระวังให้ดี เจียมตัวให้ดี เป็นคน ไม่ประมาท อย่าอวดดี แล้วก็อย่าพูดมาก อย่าแสดงอะไรให้มันมาก ออกไป ยิ่งพูดมาก ยิ่งแสดงอะไรมากแล้ว จะยิ่งเหลว ยิ่งมีทางที่จะ ล้มเหลวมาก. นี่โดยหลักใหญ่ ๆ มันก็เป็นอย่างนี้. ทีนี้ มันก็มีเรื่องที่จะต้องซอยให้ละเอียดลงไปอีก เช่นใน การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ไ ม่ว่าการงานอะไรหมดเลย ต้อง การธรรมะ ที่ละเอียดสุขุม แม้ที่สุดแต่การระมัดระวังสติ สัมปชัญญะ คิดดูให้ดีเถอะ มันยากเหมือนกัน. มีคนเอาดินสอ ที่โต๊ะกลางไปเขียน เขียนแล้วไม่สวมปลอก อย่างนี้เห็นเดือนหนึ่ง หลาย ๆ ครั้ง. นี่ลองคิดดูเถอะ ว่ามันหมายความว่าอะไร. ถ้าเรา เป็นคนมีระเบียบรอบคอบเป็นปรกติ เขียนแล้ว ก็ต้องสวมปลอก ดินสอทุกครั้ง แต่แล้วก็ยังมีคนที่ไม่สวมปลอกดินสอให้เหมือนของ เดิมเขา นั่นแสดงว่ายังเป็นคนที่ไม่รู้สึก ว่านี้เป็นเรื่องใช้ไม่ได้

น.155 ๑๕๕ เขาไม่รู้สึก ว่านี้เป็นเรื่องเสียหาย นี้ไม่เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะ ฉะนั้น เขาจึงไม่ละนิสัยอันนี้ เพราะเขาคิดไปเสียว่า นี้มันเล็กน้อย เกินไป การลืมหรือไม่ยอมสวมปลอกดินสอไว้ตามเดิมนี้มันเล็ก เกินไป แต่ที่แท้แล้ว มันไม่ใช่เรื่องเล็กหรอก เรื่อง ไม่มีสติสัมปะ ชัญญะนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก มันเป็นเรื่องฉิบหายหมด ไม่มีทาง ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานทีเดียว. เพราะว่าการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้น มีรากฐานอยู่ ที่สติสัมปชัญญะที่จะไม่เกิดตัวกู-ของกู ไม่เกิดอะไรขึ้นมา นี้มันอยู่ที่มีสติสัมปชัญญะ. ที่ว่าไม่มีสติสัมปชัญญะ นี้มันกิน ความกว้าง ไม่คิด ไม่นึก ไม่พิจารณา ไม่ระวัง ไม่รักษาไม่สำรวม ไม่อะไรหมด. ถ้ามันมีช่องโว่ขนาดนี้แล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะ ไประวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดช่องทางของตัวกู- ของกู-มันย่อมเกิดเรื่อย. ด้วยเหตุนี้ การงานที่เราทำกันไปแล้วนี้ ยังเห็นอยู่ และรู้สึกว่า ยังมีอะไรที่จะทำให้ดีกันได้อีกมาก เช่นการใช้ของ การรักษาของ ความสะอาด การวางให้เรียบร้อย การเก็บให้ปลอดภัย การ ประหยัดแม้แต่สิ่งเล็กน้อย หินสักก้อนหนึ่ง ทรายสักกำมือหนึ่ง อะไรอย่างนี้ ถ้าประหยัดได้ก็เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ ยิ่งกว่าคนที่ไม่รู้สึก. แม้น้ำกระป๋องหนึ่ง ถ้าจะใช้ให้เป็นประโยชน์ มากที่สุด มันก็เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ กว่าคนที่เรี่ยราด. คนบางคน อาบน้ำสิบขัน ก็สำเร็จประโยชน์ เกลี้ยงเกลา เนื้อตัวดีสะอาดดี ได้ประโยชน์ครบในการอาบน้ำคราวหนึ่ง ๆ. แต่บางคนตักรด-ตักรด ตั้งร้อยขัน ตักรดตูม ๆ ตูม ๆ เหมือนการ

น.156 ๑๕๖ กระทำของคนบ้า ไม่รู้จะรดทำไม แล้วสิ้นน้ำไปสักร้อยขัน. ข้อนี้ ยกเว้นแต่เราจะรดน้ำถี่ ๆ ด้วย มีเหตุผลอย่างอื่น ก็ไม่เป็นไร แต่โดยทั่วไปแล้ว บางคนมันเป็นนิสัยเสียอย่างนั้น แต่เจ้าตัวเขา ก็ไม่คิด ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ ทั้ง ๆ มันเป็นเรื่องสำคัญ. บางทีกลับ ไปคิดว่าเราเป็นครูบาอาจารย์ก็ต้องอาบมากกว่า ต้องเอาความ สะดวกมากกว่า ต้องสำแดงเดชให้เห็น อาบน้ำหมดเป็นโอ่ง ๆ ให้คนอื่นตักมาให้ ; อย่างนี้เราจะเห็นว่ามีอยู่ทั่ว ๆ ไป. บางคน ล้างเท้าเท่านั้นแหละ สิ้นน้ำไปตั้งสิบขัน เพราะราดเข้าไปราด ๆๆๆ ราดคล้าย ๆ กับคนบ้า. ระวังเถอะ! เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มันไม่ใช่ เล็กน้อย บางทีใหญ่กว่าภูเขาเสียอีก, ที่คนโง่เห็นว่าเล็กน้อยนั้น ที่แท้ใหญ่กว่าภูเขาเสียอีก. ทีนี้ การทำการงานนั้น มันมีช่องทาง มันมีโอกาส ที่จะปฏิบัติ ในลักษณะอย่างนี้ มากมายเหลือเกิน. ที่กล่าวมานี้เพียงยกตัวอย่าง เพียงเรื่องเดียว สองเรื่องเท่านั้น มันมีอีกหลายสิบเรื่อง ให้ไป ไล่บัญชีหางว่าว ชื่อธรรมะดูเอง ก็แล้วกันในชื่อของกิเลส เช่น อภิชฌาวิสมะโลภะ โทสะ โกธะ มักขะ ปลาสะ ฯลฯ ให้ไล่ไปซิว่า มันมีไหม. ที่เป็นชื่อของธรรมะที่ปฏิบัติอยู่นั้น ก็ลองไล่ไปซิ สติสัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ กตัญญูกตเวที ฯลฯ ตั้งแต่หมวดสอง ไปเลย แล้วก็ขึ้นหมวดสามเรื่อยไปหมวดสี่เรื่อยไป มันมีอะไรบ้าง จะต้องมี จะต้องทำ แล้วก็ละเลยไม่ได้ทำ อย่างนี้เท่านั้น มัน พอแล้ว สำหรับเรื่องที่จะเรียนหัวข้อธรรมะ ในหลักวิชา ปริยัตินั้นมันพอแล้ว : มันเหลืออยู่แต่ว่า ทำกันหรือยังเท่านั้น. และการลงมือทำ ลงมือปฏิบัตินี้ โอกาสที่จะทำจะฝึกนั้น

น.157 ๑๕๗ มันไม่มีหรอก นอกจากในเวลาที่ประกอบการงาน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการงานที่ประกอบด้วยบุคคลที่สอง บุคคลที่สาม ที่สี่ ที่ห้า หลาย ๆ คนรวมกันทำพร้อมกัน เกี่ยวข้องกัน. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เห็นได้ทั่ว ๆ ไป ว่าเดี๋ยวนี้การงาน ส่วนรวม เสียไปแยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางราชการ คือ ถ้าเกิดใครไม่ชอบหน้าใคร มันเฉยกันเสีย ไม่ทำงานตามหน้าที่ งานของรัฐบาล ของส่วนรวม ของประเทศชาติก็เสียไปอย่าง น่าใจหาย ทั่วไปทุกหัวระแหง ทุกหนทุกแห่ง. นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การงานนั้น เป็นโอกาสของการฝึกฝนของการปฏิบัติธรรม. ทีนี้ ในวัดเรา ที่อยู่กันไม่กี่คนนี้ มันก็มีหลักเกณฑ์เหมือน ๆ กันทั้งนั้น ถึงว่ามีไม่กี่คน ถ้ามันมีกิเลส มันก็เหมือน ๆ กันทั้งนั้น. ฉะนั้นอยู่วัดนี้ ก็ต้องอยู่เพื่อดัดกิเลส และเพื่อตัดกิเลส เพื่อ อะไรไปตามเรื่อง ตามความมุ่งหมายของการอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้น จะต้องให้มันเป็นเรื่องตัดกิเลสอยู่ตลอดเวลาในการทำการงาน. พวกเด็ก ก็คงทะเลาะกันมากกว่า พวกเณร พวกเณร ก็คงทะเลาะกันมากกว่า พวกพระ พวกพระหนุ่ม ก็คงจะทะเลาะกันมากกว่า พระแก่ เป็นลำดับ ๆ ไป. พวกที่ทำหน้าที่แม่ครัว ก็คงทะเลาะกันมากกว่าพวกที่เป็น อุบาสิกาที่ถูกต้องอะไรอย่างนี้เป็นต้น แปลว่าเรื่องการงานนี้ มันเต็มไปด้วยบทเรียนของการปฏิบัติธรรมมากมาย มากมาย เหมือนเม็ดกรวดเม็ดทรายอย่างนั้น มันอยู่ที่ตัวการงานทั้งนั้น แหละ แต่ไม่มีใครดู ไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครถือเอาโอกาสอัน

น.158 ๑๕๘ ประเสริฐนี้ ต้องหนีไปอยู่ป่า อยู่ภูเขา อยู่ถ้ำ ไปหลับหูหลับตา ภาวนา แล้วมันก็บ้าไปได้พักหนึ่ง แล้วมันก็ทำไม่ได้ แล้วมัน ก็กลับมาอีก หรือจนกระทั่งเลิกไป. เพราะฉะนั้น เมื่อกิเลสอยู่ที่ไหน ก็ต้องปฏิบัติธรรมะ ที่นั่น และขณะไหนกิเลสชอบเกิด มักเกิด ก็ต้องปฏิบัติที่นั้น เวลานั้น. ทีนี้เราก็ได้ประโยชน์ในการละกิเลสด้วย ในการได้ ผลงานที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย ; นี่มันวิเศษตรงนี้ ยิงปืนทีเดียว ได้นกหลายตัว หลาย ๆ ชนิด เพราะคนเรา ไม่ อาจจะอยู่ได้ โดยไม่มีการทำการงาน. ไม่ว่ามนุษย์คนไหน. เพราะคำว่า "การงาน" นี้ มันกินความกว้าง มันจำเป็น แก่สิ่งที่มีชีวิต มันหลีกกันไม่ได้. การงานนั่นแหละ คือสิ่ง ประเสริฐในชีวิตอยู่ตามธรรมชาติแล้ว และจะประเสริฐมาก ขึ้นไปอีก เพราะเป็นที่ตั้งของการปฏิบัติธรรม. เพราะฉะนั้น ระวังให้ดี ๆ เมื่อยังต้องลอง หรือยังต้องทำอยู่ ก็ต้องทำให้ดี ๆ ถ้าทิ้งอุดมคติอันนี้เสีย ก็แล้วไป เลิกกัน, แต่ถ้าระวังรักษาอุดมคติ อันนี้อยู่แล้ว ขอให้ระมัดระวังที่สุด อย่างยิ่งที่สุด ให้ถือเอาประโยชน์ ให้ได้จริง ๆ และให้ได้ให้มากที่สุด. ส่วนปณิธานการใช้ชีวิตในสวนโมกข์ที่นี่ ก็มีแต่ชีวิตที่อยู่ด้วย อุดมคติอันนี้ ไม่มีการที่จะมีปัญหาว่า จะเลิกเมื่อไร หรืออะไร ทั้งนั้น เพราะว่าอุดมคตินี้ มันเป็นชีวิตเสียเลย มันแยกออกจากกัน ไม่ได้ เพราะฉะนั้นใคร ๆ ก็จงดูเอาเถิด ทั้งที่แล้วมาแต่หลัง ก็ลอง ฟังดู สอบสวนสืบสวนดูเถิด ว่าตั้งแต่ผมบวช แล้วทำอะไร แล้ว ทำอะไร แล้วทำอะไร แล้วทำอะไร จนกระทั่งบัดนี้ทำอะไร ต่อไป

น.159 ๑๕๙ ก็ยังยืนยันได้ว่าในอนาคตก็อย่างนี้ คือมีการงานเป็นชีวิต และ ในการงานนั้น เป็นการปฏิบัติธรรม ถ้าการปฏิบัติธรรมมันสิ้นสุด ไม่ต้องมีการปฏิบัติแล้ว การ งานก็คือชีวิต ชีวิตก็คือการงาน เพราะฉะนั้น การงานก็คือ ความสุข ซึ่งเป็นผลสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม ฉะนั้นจึง ไม่มีที่ว่า ต้องไปหางานที่ไหน หรือว่าไปอะไรที่ไหนมันเป็นอยู่แล้ว ในชีวิต. นี่เรียกว่าการงาน ตามความหมายของคำว่า "การงาน." แต่คำว่า "หน้าที่" ยังมีความหมายละเอียดอ่อนไปกว่านั้นอีก แม้แต่หน้าที่ที่จะต้องนอน จะต้องกิน จะต้องถ่าย จะต้องอาบ ฯลฯ หน้าที่อย่างนี้ก็ล้วนแต่เป็นโอกาส เป็นบทเรียนที่จะใช้ ในการปฏิบัติธรรม ด้วยทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ลองไปสอบไล่ตัวเองดู ว่าการเข้าไปใน ส้วมวันนี้ มันยังเลวเหมือนเมื่อวานหรือเปล่า คือหมายถึง จิตใจของการที่เข้าไปในส้วมวันนี้ มันยังเลวกว่าเมื่อวานหรือเปล่า แล้วพรุ่งนี้ก็สังเกตอีกว่าเราเป็นผู้มีจิตใจที่เลวเหมือนเดิมอยู่ หรือเปล่า. เข้าไปในส้วม มันจะเกิดความรู้สึกอะไรบ้าง ก็ลอง สังเกตดู มันจะนึกไปในทางเลว หรือมันจะอึดอัดขัดใจ หรือว่า มันจะปกติเยือกเย็นหรือมันจะเห็นเป็นของไม่น่าระอา หรือเป็น ของน่าระอา หรืออะไรอย่างนี้ก็ตาม เพราะบางทีมันอาจจะนึก ขี้เกียจ แม้แต่จะไปส้วม บางทีก็ขี้เกียจแม้แต่จะกินข้าว. ฉะนั้น สอบ ไล่ทดสอบความรู้สึก ทดสอบภาวะของจิตใจ ทดสอบ ความเข้าใจในชีวิต ในทุกสิ่ง ฉะนั้น หน้าที่นั่นแหละ คือ การงานทั้งหมดเลย. ถ้าเรียกให้ดี เรียกว่า "หน้าที่" หน้าที่

น.160 ๑๖๐ คือธรรมะหรือการปฏิบัติธรรมอยู่ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ต้องทำให้ดี แม้จะถ่ายอุจจาระ ก็ถ่ายให้ดี หากใครเป็นริดสีดวง ก็ต้องจัดเป็นคนโง่ เพราะถ่ายอุจจาระไม่เป็น. หรือเมื่อมันเป็น ริดสีดวง ก็ต้องรู้จักแก้ไข ไม่ให้มันเป็น. ที่กล่าวนี้ เรื่องเกี่ยวกับ ร่างกายแท้ ๆ ก็ยังเป็นอย่างนี้. ใครเป็นโรคภัยไข้เจ็บชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ยังต้องจัด เป็นคนโง่อยู่ดี มันเกิดมาจากความประมาท จึงเกิดอันตราย ขึ้นมา เกิดจากความโง่ ไม่รู้จักรักษาป้องกัน ไม่รู้จักปฏิบัติตน ให้ถูกธรรมชาติ กระทั่งเป็นคนคิดมาก มีวิตกกังวลมากยิ่ง ยกหู ชูหางมาก ความทรมานใจมันก็ยิ่งมีมาก มันเป็นโรคเส้นประสาท บ้าง เป็นโรคจิตบ้าง เป็นอะไรต่าง ๆ นานา. เพราะฉะนั้น คนที่มีโรคภัยไข้เจ็บ ต้องยอมรับสารภาพ ว่าเป็นคนโง่ ต้องพยายามรีบเป็นคนฉลาดแก้ไข รักษาเยียวยา ป้องกัน ก็กลายเป็นคนฉลาด. ฉะนั้น ชีวิตตามธรรมชาติแท้ ๆ ที่มันมีความเจ็บความไข้ นี้ มันก็ เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นโอกาสของการปฏิบัติธรรม ที่แท้จริง ยิ่งกว่าที่จะไปนั่งหลับหูหลับตาภาวนาที่นั่น ที่นี่ แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม มันยังอยู่ล้าหลังคนโง่ ทั่ว ๆ ไปเสียอีก. เพราะฉะนั้น อย่าทำเล่นกับเรื่องเหล่านี้เลย การรักษาอนามัย และสุขภาพให้ถูกต้องนี้ก็เป็นเรื่องการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง เพราะเป็นหน้าที่ เพราะเป็นการงานด้วยเหมือนกัน. นี่ ยกตัวอย่างมาให้ฟัง ว่าการงานมันคืออะไร ปฏิบัติธรรม มันคืออะไร มันยังมีอีกมาก ถ้าจะพูด พูดอีกกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่นี่ก็เป็น

น.161 ๑๖๑ ตัวอย่างที่เพียงพอ คือพอสำหรับไปทำความเข้าใจเอาเอง. ชีวิต เป็นการงานอยู่ในตัวชีวิต หรือ เป็นการต่อสู้ อยู่ในตัวชีวิต. ในการงาน หรือในการต่อสู้นั้น เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ใน ตัวมันเองด้วย เพราะฉะนั้น ต้องปฏิบัติธรรมตามที่ธรรมชาติ กำหนดไว้ อย่างนี้ให้สำเร็จ ให้เลื่อนขึ้นไปเป็นชั้น เป็นชั้น ๆ แล้วมัน ก็สูงสุดอยู่ในนั้น จนกระทั่งฉลาดพอ ไม่เกิดตัวกู-ของกู ในการ คบหาสมาคม เกี่ยวข้องกับคนอื่น แล้วก็ทำงานด้วยความเสียสละ. ตัวความเสียสละนั้น มันก็เป็นตัวธรรมะสูงสุดอยู่แล้ว ก็ทำงาน อย่าง ไม่มีตัวกู-ของกู มันก็สิ้นสุดกันเท่านั้นเอง. นี่แหละ ที่ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหาร เพื่อกันตาย- ไม่ต้องตายนี้ ; ก็กินของความว่าง ถ้าถือคาถานี้เป็นหลัก มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมะอยู่ในตัวการงาน ที่สูงสุด เป็นตัวการปฏิบัติที่สูงสุด คือปฏิบัติเรื่องสุญญตา เรื่อง นิพพานอยู่ในตัวการงานนั้น. บทที่ว่า ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ประโยคนี้ทำให้ ถูกเขาหาว่าบ้า หรือมิจฉาทิฏฐิ พอ ๆ กัน คือเขาว่าทำไม่ได้ พูดแต่ปาก และที่พูดว่า ยิ่งจิตว่าง ยิ่งทำงานสนุก นั้น เขายิ่ง ไม่เชื่อ มีเขียนไว้ต่อต้าน ว่าเขาไม่เชื่อ เขียนลงในหนังสือพิมพ์ รายวันก็มี ที่อื่นก็มี ว่าเขาไม่ยอมเชื่อว่าจิตว่างทำงานสนุกอย่างนี้ เป็นต้น. มันเข้าใจยาก ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ ความว่าง นี้เข้าใจยากจริง ๆ แต่ทีนี้เดี๋ยวนี้เรากำลังทำอยู่ กำลัง ทำอยู่ให้เข้าใจให้ได้ ให้มันเกิดขึ้นมา กำลังฝึกฝน กำลังต่อสู้

น.162 ๑๖๒ กำลังทำ เพื่อความเป็นอย่างนั้น. หากใครจะรวบรัดทีเดียวให้ได้ผลหมด หลาย ๆ อย่าง โดยวิธีทางลัด ก็ให้หัดทำงานด้วยจิตว่าง และการงานนั้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมที่สูงสุด ไม่มีอะไรสูงสุดกว่า. วันนี้ พูดถึงการมีชีวิตอยู่ ด้วยจิตว่าง ทำการงานด้วยจิตว่าง เป็นการซ้อมปาฏิโมกข์ธรรมะ ในหัวข้อว่า การงาน คือการปฏิบัติ ธรรม ถ้าปฏิบัติธรรมในระดับสูงสุด ก็คือทำงานด้วยจิตว่าง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต