น.163 วันนี้จะพูด ให้มากกว่านั้น คือ ทำงานให้ประเสริฐ เรามาพูดกันในเวลาหัวรุ่งอย่างนี้ เลือกเวลาที่ประเสริฐ อยู่แล้ว คนที่พอใจในการนอน ก็ไม่อาจจะประเสริฐ แต่ถ้าลุกขึ้น มาใช้เวลาอย่างนี้เสียบ้าง ก็จะได้พบกับโลกใหม่ที่ไม่เคยพบ เวลา หัวรุ่งประเสริฐในฐานะที่เป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เข้าใจ ว่าจะเป็นทุกพระองค์ หรือพระศาสดาสำคัญ ๆ สำหรับร่างกาย มนุษย์เรามันก็พักผ่อนถึงที่สุด มันจะรุ่งขึ้นวันใหม่มันก็พร้อมที่ จะต่อสู้ต่อไป เป็นเวลาพิเศษ เข้มแข็ง ผ่องใส คือจะใช้ให้สมค่า แต่พวกที่สนใจในการนอนนั้น ไม่ค่อยจะเห็นด้วย. ๑. ธรรมบรรยายพิเศษแก่เจ้าหน้าที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๒ คัดจาก น.ส.พ. พุทธศาสนา ของคณะธรรมทาน ปีที่ ๕๘ เล่ม ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓
น.164 สูงกว่าการทำงานให้เป็นสุข การทำงานให้ประเสริฐนี้สูงกว่าพูดว่าทำงานให้สนุกหรือ เป็นสุข คำว่าประเสริฐสูงกว่าเป็นสุข ฟังดูให้ดี ๆ แต่ว่าเป็นสุข นี่ก็ไม่ใช่เล่น มันเป็นเรื่องที่น่าพอใจ สนุกก็ยังรองลงมา ทำงาน ให้สนุกก็ได้ ทำงานให้เป็นสุขก็ได้ เดี๋ยวนี้เราจะเอาถึงขั้นที่ว่า ทำงานให้ประเสริฐเลย ทำงานของตนเองหรือทำงานในอาณัติ ของผู้อื่น ในฐานะเป็นลูกจ้างกรรมกรอะไรก็ได้ แม้แต่ทำงาน ของตนเอง เช่น เรียนหนังสือหนังหา กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ ในฐานะเป็นนักศึกษา ก็เรียกว่าทำงานทั้งนั้นแหละ. การทำงานเป็นการต่อสู้แข่งขันในตัวเอง ทีนี้ก็จะพูดถึงขั้นต้นที่ว่าทำงานให้สนุก คนเขาก็สั่นหัว แต่ขอยืนยันว่า ทำงานให้สนุกเหมือนเล่นกีฬา เขาก็ยังไม่เชื่อ นี่เขาว่าพื้นเพแห่งจิตใจนั้นมันต่างกันมาก เพราะนิยมทางวัตถุ มากเกินไป ก็จึงไม่เข้าใจในคำพูดเหล่านี้ มันเป็นคำพูดทางเรื่อง จิตเรื่องวิญญาณเสียมากกว่า เมื่อท่านจะทำงาน เล่าเรียนก็ได้ ทำงานกรรมกรแบกหาม ทำไร่ทำนาก็สุดแท้แต่มันจะเกิดการ ต่อสู้กันในตัวมันเอง ระหว่างความอยากทำหรือไม่อยากทำ คือ ความขี้เกียจกับความขยันมันต้องต่อสู้กัน มีการต่อสู้กันระหว่าง ที่ว่าทำสำเร็จหรือทำไม่สำเร็จ จิตหนึ่งมันตั้งใจจะทำให้สำเร็จ แต่อีกจิตหนึ่งมันอยากจะนอนเสีย.
น.165 ๑๖๕ เราเป็นทั้งผู้เล่น ผู้ดู และผู้ตัดสิน แล้วเราผู้ทำนั่นแหละ เป็นทั้งผู้เล่นกีฬาคือการต่อสู้ เรา นั่นแหละเป็นผู้ดู ดูการเล่นกีฬา มันก็น่าสนุก แล้วก็เรานั่นแหละ เป็นผู้ตัดสินกีฬา แพ้ชนะรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นผู้ตัดสินกีฬาด้วย ทำไมจะไม่สนุกล่ะ ถ้าทำจิตใจให้เป็นได้อย่างนี้มันก็สนุก เป็น ทั้งผู้เล่นกีฬา เป็นทั้งผู้ดูกีฬา เป็นผู้ตัดสินกีฬาในคราวเดียวกัน มันทำได้อย่างนี้นะ. คิดดูเถอะ ไม่ว่าทำอะไร ทำนา ทำสวน เหน็ดเหนื่อยเหงื่อ ไหลไคลย้อย ก็ดูตัวเองว่ามันเป็นอย่างไร ในที่สุดก็รู้ด้วยตนเอง ว่าแพ้หรือชนะ คือว่าทิ้งงานไปนอนเสีย หรือว่าทำต่อไปจน สำเร็จ ถ้าประสบความสำเร็จ เราก็เรียกว่าชนะกีฬา เป็นผู้ดูด้วย เป็นผู้ตัดสินด้วย อย่างนี้เรียกว่าทำงานสนุก จะเรียนหนังสือ ก็ เรียนให้มันสนุก จะทำนาขุดดินอยู่กลางแดดเหงื่อไหลไคลย้อย ก็ทำให้มันเป็นอย่างนี้ จะทำหน้าที่ลูกจ้างกรรมกร อะไรก็สุด แท้เถอะ ทำให้มันดีอย่างนี้. เลิกเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง แล้วมาเป็นเพื่อนกัน เคยพูดว่า เราเลิกความรู้สึกว่าเป็นลูกจ้างอะไร เราเป็น ผู้ทำโลกให้งดงาม จะทำนาทำสวน ก็ทำโลกให้มีค่ามีราคา ที่งดงาม จะเป็นคนค้าขาย ก็ทำโลกนี้ให้งดงาม ให้มันสะดวก สบาย แม้จะเป็นกรรมกรแบกหาม ก็ทำโลกนี้ให้มันสะดวกสบาย
น.166 ๑๖๖ มันงดงาม มันก็เลยมีจิตใจสูงกว่าที่จะเป็นลูกจ้างหรือกรรมกร แบกหาม ก็ทำโลกนี้ให้สะดวกสบาย มันงดงาม มันก็เลยมีจิตใจ สูงกว่าที่จะเป็นลูกจ้างหรือกรรมกร ได้เงินเดือนก็ถือว่าเป็นค่า ใช้สอย ไม่ใช่เป็นค่าจ้าง เป็นค่าใช้สอยที่เขาให้มา เพื่อมาช่วยกัน ทำโลกนี้ให้งดงาม. ความเป็นลูกจ้างเป็นนายจ้างนั้น ขยายขึ้นไปจนถึงกับเป็น นายทุ น เป็นชนกรรมาชีพ เป็นกลุ่มใหญ่ ๒ กลุ่มในโลก ที่ต่อสู้ กันไม่มีที่สิ้นสุด ถ้ามันยังมีความเป็นลูกจ้างนายจ้าง การต่อสู้เอา เปรียบกันมันต้องมี มันเป็น ๒ ฝ่าย เป็นมึงเป็นกู อย่างนี้โลก ไม่มีสันติภาพหรอก ถ้ามันยังมีชนกรรมาชีพ มีนายทุนอยู่ มัน ไม่มีหรอก สันติภาพในโลก เลิกเสียไม่เป็นทั้ง ๒ ฝ่าย มาเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อสู้กับความทุกข์เหมือนกัน แล้วก็ ช่วยกันทำโลกนี้ให้มันปราศจากทุกข์ ให้มันงดงาม มันเลยมี ฝ่ายเดียว มันไม่เป็น ๒ ฝ่าย มาเป็นฝ่ายเดียวกันเสีย ที่เป็นมึง เป็นกูมัน ๒ ฝ่าย ให้เลิกเสีย เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันเสีย มันก็เหลือฝ่ายเดียว แล้วมันจะทะเลาะกับใครเล่า คิดดูซิ มันจะ เอาเปรียบแย่งชิงอะไรกับใครที่ไหน ก็มันเป็นฝ่ายเดียวกันแล้ว นั่นแหละสันติภาพของโลก ไม่มีการเบียดเบียนทางวัตถุ ทาง ร่างกาย ทางจิตใจ ทางสติปัญญา ทางไหน ๆ มันก็ไม่มีการ เบียดเบียน .
น.167 ๑๖๗ ทำงานให้เป็นบุญกุศล เหงื่อจะกลายเป็นน้ำมนต์ นี่เรียกว่าแก้ปัญหา ทำให้การงานนั้นเป็นบุญเป็นกุศลไปเสีย เหงื่อออกมาก็เป็นน้ำมนต์ ไม่เป็นน้ำร้อน ถ้ามีความคิดอย่างนี้ ถ้ายังเป็นตัวเราตัวเขา เป็นการแข่งขันต่อสู้กันนั้น มันไม่สงบเย็น เหงื่อออกมาเป็นน้ำร้อน ที่เราจะทำงานให้เป็นสุขได้ ก็ด้วย การทำให้เหงื่อมันเป็นน้ำมนต์เสีย. หน้าที่คือสิ่งสูงสุด หน้าที่ ๆ คำนี้เป็นคำประเสริฐสูงสุด แต่คนที่ไม่รู้จัก หน้าที่ มันก็สั่นหัว ๆ คิดว่าหน้าที่นั้นจะเป็นสิ่งสูงสุดหรือ มัน เหน็ดเหนื่อยจะตายไป จะสูงสุดอย่างไร จะวิเศษที่ตรงไหน คน ที่เข้าใจอย่างนี้มันไม่ค่อยทำหน้าที่ แล้วมันก็เรียกร้องเอาแต่สิทธิ จะได้อย่างนั้นจะได้อย่างนี้ จะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ เหมือน อย่างที่เขาเรียกร้องกันอยู่ โดยไม่คิดจะทำหน้าที่ก็มี นี่มันบ้า ที่สุดเลย มันจะต้องมีหน้าที่ ทำหน้าที่ที่ถูกต้องสูงสุด จึงจะมีสิทธิ เรียกร้อง ให้นึกถึงหน้าที่ว่าเป็นสิ่งสูงสุด คนไม่เคยฟังก็คงจะไม่ เข้าใจ คนที่เคยฟังมาแล้วก็เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นั้นมัน คือธรรมะ คำว่าธรรมะนี้ แปลว่าหน้าที่ ภาษาไทยว่าหน้าที่ ภาษาบาลีว่าธรรมะ คำเดียวกัน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ใหม่ ๆ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ท่านมีความฉงนหน่อยหนึ่งว่า
น.168 ๑๖๘ ต่อไปนี้ จะเคารพใคร เมื่อตรัสรู้ถึงที่สุดเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ต่อไปนี้จะเคารพใคร ท่านทบทวนไปมา ๆ แล้วท่านก็ตกลง พระทัยว่า โอ้ เคารพธรรมะคือหน้าที่ คือหน้าที่ของพระพุทธเจ้า นั่นเอง . พระพุทธเจ้ามีหน้าที่อย่างไร พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั่วไป อดีต อนาคต ปัจจุบัน ทุกพระองค์ เคารพพระธรรม คือ ท่านเคารพหน้าที่ ท่านจึงประกาศออกมาอย่างนี้ พระพุทธเจ้า ในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน ล้วนแต่เคารพธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่เป็นสิ่งสูงสุดหรือไม่สูงสุด ท่านลองคิดดู เรานับถือพระ- พุทธเจ้า ว่า เป็นผู้สูงสุดแล้ว ท่านยังมีสิ่งเหนือขึ้นไปที่ท่านควร เคารพ ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือหน้าที่ มันจึงสูงสุดกว่า พระพุทธเจ้า แล้วทำไมเราจึงไม่เคารพเล่า เมื่อเราเคารพหน้าที่ แล้ว ก็พอใจที่ได้เคารพสิ่งสูงสุด . พระพุทธเจ้าทำหน้าที่ตลอดเวลา ทีนี้ดูคำว่า "หน้าที่" พระพุทธเจ้าท่านเคารพและทำหน้าที่ ยิ่งกว่าพวกเรา พวกเรานั้นทำหน้าที่เพียง ๘ ชั่วโมง แต่พระ- พุทธเจ้าท่านทำตลอดเวลา ตลอดชีวิต กระทั่งนาทีสุดท้าย หน้าที่ของท่านก็คือช่วยมนุษย์ ให้พ้นจากทุกข์ ตามเรื่องราวที่เรายอมรับกัน หรือทราบกันดีมีอยู่ว่า ท่าน ทำหน้าที่ครบวงจร หัวรุ่งอย่างนี้ท่านตื่นขึ้นมาแล้ว เรียกว่า เล็งญาณส่องโลก คิดไปทั่ว ๆ ว่า วันนี้จะไปช่วยใครที่ไหน ท่าน
น.169 ๑๖๙ ก็ได้สังเกตเห็นอยู่ว่า ใครที่ไหนเป็นอย่างไร เศรษฐีคนไหน ชาวนาคนไหน พระราชาคนไหน คนยากจนคนไหนเป็นอย่างไร จนแน่พระทัยว่า วันนี้จะไปโปรดคนนั้น. พอสว่างท่านก็ไปที่นั่น ไปในฐานะไปบิณฑบาต เพื่อมี โอกาสพบปะสนทนา บิณฑบาตครั้งพุทธกาลนั้น ไม่ใช่เหมือน อย่างเดี๋ยวนี้ คือไปขอ ก็มีโอกาสพบปะพูดจา บางทีนิมนต์เข้าไป ในบ้าน ไปฉันในบ้านเลยก็มี จึงมีโอกาสพูดจา ท่านก็ทำหน้าที่ ของท่านได้ จนเที่ยงจนสายจึงจะกลับวัด . ตอนเที่ยงวัน ก็จะมีการพักผ่อนที่ไหนก่อนกลับวัดนิดหน่อย เท่านั้นแหละ ตอนบ่ายเมื่อกลับมาที่วัด ท่านก็ต้องสอนคนที่ มารออยู่ที่วัด เพราะคนที่ไปหาจนถึงวัดก็มี สอนกระทั่งเย็น . พอค่ำลง ท่านก็สอนภิกษุสามเณร อะไรก็ตามที่มีอยู่ประจำ วัด หัวค่ำก็มีโอวาทแก่ภิกษุที่มีอยู่ด้วยกัน พอดีเที่ยงคืน ก็ตอบ ปัญหาเทวดา จากบนฟ้าก็ดี เทวดาสมมติราชามหากษัตริย์ก็ดี เรียกว่าพวกเทวดา เขาไปหาพระพุทธเจ้ากันตอนเที่ยงคืนทั้งนั้น แหละ . มีเรื่องเล่าว่า พระราชาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปด้วยกอง ทัพเพลิง คือคนติดตามถือคบเพลิง เป็นกองทัพเพลิง พระ ราชานี้มีศัตรูมาก จะไปไหนหน่อย ก็ต้องมีการคุ้มครอง กันถึงขนาดนี้ กลางค่ำกลางคืนไปวัดก็มีกองทัพเพลิง.
น.170 ๑๗๐ พระราชาคือคนชั้นสูง นี่แหละคือเทวดา คือผู้ไม่มีเหงื่อ ทรงตอบคำถามของเทวดาเมื่อตอนเที่ยงคืน. พอเที่ยงคืนไปแล้ว ก่อนรุ่งนี่ได้ทรงพักนิดหน่อยเท่านั้น เดี๋ยวก็ถึงหัวรุ่งอีกแล้ว ก็เล็งญาณส่องโลก ก็ไปที่อื่นอีก มันวนกัน ๒๔ ชั่วโมง ท่านไม่ได้ทำงาน ๘ ชั่วโมงเหมือนพวกเรา พวกเรา บางคนทำงานไม่ถึง ๘ ชั่วโมงด้วยซ้ำไป พระพุทธเจ้าทำงาน ครบวงจรทั้งวันทั้งคืน ท่านต้องเดินเท้าเปล่าไปทั่วทั้งชมพูทวีป คือทั่วอินเดีย ก็ท่านไม่มีรถยนต์นี่ แล้วตามระเบียบวินัยเรานี้ บรรพชิตก็ไม่นั่งรถหรือเกวียนที่เทียบด้วยสัตว์มีชีวิต เกวียนก็ เทียบด้วยวัว รถก็เทียบด้วยม้า สัตว์มีชีวิตท่านไม่นั่ง ไม่นั่งแล้ว ทำไง ก็ต้องเดินซิ เดินมันจะไกลกี่โยชน์ ๆ ท่านก็เดิน ในบาลี ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้มีร่ม ไม่ได้มีรองเท้าหรอก ท่านจะ เดินอย่างไร ก็เดินอย่างนี้แหละ นี่เพราะความเสียสละของท่าน กี่โยชน์ ๆ ท่านก็เดินได้ ไปประเทศนั้นไปประเทศนี้ ประเทศเล็กๆ ในอินเดียในสมัยโน้น ท่านทำอย่างนี้จนตลอดชีวิต. พระพุทธเจ้าทำหน้าที่จนนาทีสุดท้าย ค่ำวันนี้จะปรินิพพาน ตลอดกลางวันก็ยังเดินอยู่เป็น โยชน์ ๆ ไม่ได้ไปนอนใส่สายรุงรังอยู่ที่โรงพยาบาลเหมือน คนสมัยนี้หรอก ท่านยังเดินอยู่เป็นโยชน์ ๆ ไปถึงที่อุทยาน แห่งหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะปรินิพพาน ก็ใช้ที่กลางดินนั่นแหละ ไม่ใช่บนตึกรามอะไร ปรินิพพานกลางดิน มีเตียงเตี้ย ๆ มีอะไรนิด ๆ หน่อย ตามแบบของอุทยาน.
น.171 ๑๗๑ จะปรินิพพานอยู่แล้ว ก็ยังมีนักบวชนิกายอื่น ที่เรียกว่า ปริพาชก มาขอถามปัญหา ขอศึกษา ภิกษุทั้งหลายว่า โอ้นี่ ท่านจะปรินิพพานอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว หมดแรงจะปรินิพพานอยู่เดี๋ยวนี้ แล้ว จะมาถามปัญหาอะไรกัน ไอ้บ้า ไล่ไป พระพุทธเจ้าได้ยิน ว่า โอ้ อย่าไล่ ๆ บอกให้เขาเข้ามาถามปัญหา ถามให้พอใจ แล้ว ก็ซักไซ้ไต่ถาม ได้ศึกษาตามที่เขาต้องการ รู้ธรรมะเพียงพอที่ จะเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งโน่น แล้วต่อมาไม่กี่นาทีท่านก็ปริ- นิพพาน คิดดูซิ ว่าท่านทำงานจนนาทีสุดท้าย พวกเราทำงาน อย่างนี้กันหรือเปล่า คงไปนอนรออยู่ในโรงพยาบาลน่ะ นี่ขอสรุปความว่า ท่านทำงานอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน และจน นาทีสุดท้าย เพราะอะไร เพราะเคารพหน้าที่ ธรรมะแปลว่า หน้าที่ พวกครูที่สอนผิด ๆ ในโรงเรียน สอนว่า ธรรมะ แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มันถูกนิดเดียว ถูกเท่าขี้เล็บก็ไม่ได้. ธรรมะคือหน้าที่ คำว่าธรรมะ ๆ นี้ มันพูดกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ธรรมะๆ พูดกันในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดคือ หน้าที่ มนุษย์คนแรกได้สังเกต เห็น โอ้นี่มันจำเป็นที่สุด ก็เลยตั้งคำถามขึ้นมาใหม่ว่า ธรรมะๆ คือหน้าที่ ๆ แล้วก็สอนสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ ๆ เรื่อยมา ดีขึ้น ๆ จนมากลายเป็นคำใช้ในทางธรรม ทางศาสนา ในเรื่องของจิตใจ เป็นธรรมะสูงสุด ธรรมะทั่วไปก็คือหน้าที่.
น.172 ๑๗๒ หน้าที่คือสิ่งช่วยให้รอด คำว่าหน้าที่ มันมีความหมายเหลือเกินแหละ เพราะว่า ถ้าไม่ทำหน้าที่มันก็คือตาย ลองไม่ทำหน้าที่ดูซิ คนก็ตาย สัตว์ก็ตาย ต้นไม้ต้นไร่ก็ตาย ชีวิตนี้มันอยู่ด้วยหน้าที่ ถ้า ว่าทุก ๆ เซลล์ในร่างกายเกิดไม่ทำหน้าที่ มันก็ตายวูบเดียว ฉะนั้นชีวิตมันอยู่ด้วยหน้าที่ แม้ที่สุดแต่ว่า แขน ขา มือ ตีน หู ตา ตับ ไต ไส้ พุง เกิดไม่ทำหน้าที่ขึ้นมา มันก็ถึงตายอีก นั่นแหละ คนก็ตาย ต้นไม้ก็ตาย สัตว์ทั้งหลายก็ตาย ต้นไม้ต้นไร่ ก็ตาย ต้นไม้ทำหน้าที่ ๒๔ ชั่วโมง หน้าที่นี้เป็นยิ่งกว่าชีวิตคู่ ถ้าขาดเมื่อไรก็ตายเมื่อนั้น คู่ชีวิตที่เป็นคู่ผัวตัวเมีย แยกกันอยู่ สักเดือนก็ได้ คนหนึ่งอยู่เมืองนอก คนหนึ่งอยู่เมืองไทยก็ยังได้ แล้วชีวิตคู่ชนิดนี้ เผลอก็กัดกันทะเลาะกันกัดกัน คู่ชีวิตอะไร อย่างนั้นล่ะ ถ้าคู่ชีวิตคือธรรมะละก็ ขาดกันเพียงนาทีเดียวมัน ก็ตาย ไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้องในร่างกายนี้ก็ตาย มันเป็นชีวิต เป็นคู่ชีวิต ทำหน้าที่ถูกต้อง เป็นเหตุให้พอใจและเป็นสุข เมื่อได้ปฏิบัติธรรมะด้วยความรู้สึก ด้วยสติสัมปชัญญะ ว่าเราได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง ชนิดที่พระพุทธเจ้าก็เคารพและทำแล้ว ก็รอดชีวิตได้ มันก็รู้สึกพอใจและเป็นสุข ถ้าท่านทำงานด้วย ความรู้สึกอย่างนี้ มันจะกลายเป็นความสุข ถ้าทำงานด้วยความ
น.173 ๑๗๓ รู้สึกเล่นกีฬา การทำงานก็สนุก ถ้าทำงานด้วยความรู้สึกต่อสิ่ง ที่เรียกว่าธรรมะ ถึงที่สุดอย่างนี้ก็เป็นสุข แล้วเป็นที่ยุติ ว่า ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ . วิธีทำงานให้ประเสริฐ ทีนี้ก็มีวิธี มีหนทางที่จะทำให้ประเสริฐสูงสุด ให้สมกับที่ว่า ให้ความสนุกก็ได้ ให้ความสุขก็ได้ เดี๋ยวนี้เอาเพื่อความประเสริฐ กันดีกว่า ภาษาไทยว่าประเสริฐ ภาษาบาลีว่า "เสฏฐะ" แปลว่า ประเสริฐ จะประเสริฐกันได้อย่างไร ก็ขอพูดโดยละเอียดในวันนี้ ทำงานให้สนุกก็พูดแล้ว ทำงานเป็นสุขก็เคยพูดแล้ว วันนี้ขอเขยิบ สูงหน่อยว่า ทำงานให้ประเสริฐ. การทำงานให้ประเสริฐนี่คือ การได้ทำหน้าที่ให้ประเสริฐ ให้ธรรมะนี้สูงสุด ให้หัวข้อสั้น ๆ จำง่าย ๆ ว่า ทำงานร่วมกับ พระพุทธเจ้า ทำงานร่วมกับพระธรรม ทำงานร่วมกับพระ- สงฆ์ ซึ่งเป็นพระรัตนตรัย ท่านคงไม่เชื่อเช่นเดียวกับไม่เชื่อว่า ทำงานสนุก ข้อนี้ยังไม่ต้องเชื่อ ๑. ทำงานร่วมกับพระพุทธเจ้า ข้อแรกทำงานร่วมกับพระพุทธเจ้า รู้จักพระพุทธเจ้ากันแล้ว หรือยัง พระพุทธเจ้าที่เป็นคนเป็น ๆ นั้น ก็อยู่ในอินเดียสองพัน กว่าปี นิพพานแล้ว ตายแล้ว เผาแล้ว เหลือแต่กระดูก จะทำงาน ร่วมกับพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ข้อนี้ต้องระลึกถึงคำตรัสของ พระพุทธเจ้าว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้น
น.174 ๑๗๔ เห็นธรรม ผู้ใดแม้จะจับจีวรของเราไว้ ไปไหนด้วยกันอยู่นี้ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นเราหรอก ถ้าเขาไม่เห็นธรรม ต่อเมื่อเห็น ธรรมจึงจะเห็นเรา" จะต้องเห็นธรรมแล้ว จึงจะเห็นพระพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้า. แล้วมีคำตรัสต่อไปว่า "เห็นปฏิจจสมุปบาทคือเห็น ธรรม" ที่เห็นปฏิจจสมุปบาทนั้นคือเห็นอะไร เห็นปฏิจจสมุปบาท นั้นคือเห็นความจริงสูงสุดของธรรมชาติว่า ความทุกข์นี้อาศัย เหตุปัจจัยอะไรจึงเกิดขึ้นมา ความทุกข์อาศัยเหตุปัจจัยอะไรจึง จะดับลงไป อาการอันนั้นเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเห็นและ เข้าใจชัดเจนว่า ทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร ทุกข์ดับลงไปอย่างไร มันเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยรายละเอียด ก็คือสิบเอ็ดอาการ อย่าง ที่ได้เคยได้ฟังมาแล้ว. เห็นพระพุทธเจ้าคือเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นปฏิจจสมุปบาทโดยสรุปก็ว่า อายตนะภายใน เช่น ตาเป็นตัวกระทบกับอายตนะภายนอก เช่นรูปเป็นต้น ก็เกิดเป็น วิญญาณทางตาขึ้นมา อายตนะภายในด้วย อายตนะภายนอก ด้วย วิญญาณด้วย สามอย่างนี้กำลังทำงานอยู่ด้วยกัน นี่เรียก ว่า ผัสสะ เมื่อมีผัสสะก็มีเวทนา มีเวทนาก็มีตัณหา ต้องการ ไปตามความหมายของเวทนา สุขเวทนาก็อยากได้ ทุกขเวทนา ก็อยากทำลาย อทุกขมสุขก็โง่อยู่เท่าเดิม สงสัย เมื่อเกิดเวทนา อย่างนี้ แล้วมันก็เกิดตัณหาไปตามเวทนานั้น มีตัณหาก็เกิดตัว กูผู้ต้องการ เรียกว่า อุปาทาน มีตัวกูขึ้นมา มีภพคือตัวกูขึ้นมา
น.175 ๑๗๕ เป็นชาติแห่งตัวกูขึ้นมา แล้วมันก็กว้านเอามาเป็นของมันหมด ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความทุกข์โทมนัส ยินดีอะไร ทุกอย่างเอามาเป็นของตัวกูหมด นี่ปฏิจจสมุปบาท เกิดอย่างนี้ ทุกข์เกิดอย่างนี้ ถ้ารู้ทัน ควบคุมได้ ไม่เกิดอย่างนี้ ชื่อว่าดับทุกข์ได้ รู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร ทุกข์ดับลงไปอย่างไร แล้วก็เห็น ปฏิจจสมุปบาท นั้นคือเห็นธรรม คือเห็นพระ ตถาคต. ปฏิจจสมุปบาทสอนเรื่องไม่มีตัวตน เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ขอร้องว่าอย่าทำเล่นนะ พยายาม เข้าใจให้ดี ๆ สอนกันอยู่ผิด ๆ ก็มี เป็นคำอธิบายชั้นหลังเมื่อพัน กว่าปีแล้ว อธิบายผิด ๆ นี้ก็มี ถือกันผิด ๆ อยู่ก็มี ถ้ามันเป็นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนั้น ตามพระบาลีแท้ ๆ ก็คืออย่างนี้ ขอให้เห็น ชัดว่ามันไม่มีตัวตน แม้อยู่ที่นี่มันก็ไม่มีตัวตน แล้วมันก็จะเอา อะไรตายไปเกิดใหม่เล่า ที่นี่มันยังไม่ใช่ตัวตน ที่อยู่เดี๋ยวนี้เป็น แต่เพียงนามรูป กายและใจที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ทำผิด เกิดทุกข์ ทำถูกไม่เกิดทุกข์. ปฏิจจสมุปบาทนี้สอนเรื่องไม่มีตัวตน แม้ที่นี่ แม้ ปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ ก็ไม่ใช่ตัวตน แล้วจะเอาอะไรมาเวียนว่าย มันก็สอนเรื่องการไม่เวียนว่าย การไม่มีตัวตน เดี๋ยวเอา เรื่องปฏิจจสมุปบาทไปสอนมีตัวตนสำหรับเวียนว่าย บ้า แท้ ๆ เรื่องนี้ ท่านสอนเพื่อไม่มีตัวตน เพื่อไม่เวียนว่าย แต่ เราก็เอาไปสอนเพื่อยืนยันว่ามีตัวตน มีเวียนว่าย มันก็บ้า.
น.176 ๑๗๖ พยายามทำความเข้าใจดี ๆ หาโอกาสศึกษาดี ๆ มันเป็น เรื่องลึกซึ้งที่สุด ผู้ใดเห็นข้อนี้ก็ถือว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม คือว่าเห็นพระตถาคต คือเห็นพระพุทธเจ้านั่นแหละ เราจะได้มี พระพุทธเจ้าอยู่ในใจของเรา คือการเห็นอย่างนี้ แล้วก็ทำงาน ร่วมกับพระพุทธเจ้าได้ มีพระพุทธเจ้าองค์จริงมาอยู่ในหัวใจ ของเรา คือความรู้ที่เห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างชัดเจน นี่เราก็ ทำงานร่วมกับพระพุทธเจ้าได้ เมื่อทำงานไปด้วยความรู้ที่เห็น ปฏิจจสมุปบาทอยู่. พระพุทธเจ้าพระองค์จริงกับพระองค์เปลือก นี่เราไม่รู้จักพระพุทธเจ้าพระองค์ใน แท้จริงอย่างนี้ ไป รู้จักพระพุทธเจ้าองค์นอกอยู่ ได้แต่อ่านหนังสือ ท่านก็ตายแล้ว นิพพานแล้ว เผาแล้ว เป็นกระดูกแล้ว เมื่อเนื้อหนังร่างกาย พระองค์ ท่านยังตรัสว่าไม่ใช่ แล้วพระกระดูกนั้น พระอัฐินั้น จะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร พระกระดูกนี้ไม่เอา แล้วยังเอา พระพุทธรูปนี้ จะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร มันไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์จริงคือธรรมะ ทุกข์เกิดอย่างไร ทุกข์ดับ อย่างไร นั่นแหละ คือพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. ขอให้เอาสิ่งนั้นมาอยู่ในใจ มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา แล้ว ก็ทำงานไป หน้าที่การงานใดที่จะต้องทำ ก็ทำด้วยความรู้สึก อันนี้ ด้วยความเฉลียวฉลาดในเรื่องปฏิจจสมุปทานอันสูงสุดนี้ เรียกว่า ทำงานชนิดที่เรียกว่าถูกต้องตามหน้าที่ ทำให้ธรรมะ เป็นคู่ชีวิตขึ้นมา ไม่มีความรู้สึกว่ากูทำงาน การทำงานเป็น
น.177 ๑๗๗ ของกู เพื่อเกียรติยศของกู เพื่ออำนาจวาสนาของกู เพื่อครอบครัว ของกู อย่างนี้ไม่มี มีแต่จิตใจที่เรียกว่า โอ้ ทำอย่างนี้ทุกข์เกิด ทำอย่างนี้ทุกข์ดับ ทำชนิดที่ทุกข์ไม่เกิด เห็นปฏิจจสมุปบาทอยู่ ในใจอย่างนี้ ก็เรียกว่า เรามีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา เราก็ทำงาน ไปด้วยความรู้สึกอย่างนี้. นี่เราทำงานโดยมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา พระพุทธเจ้า พระองค์จริง คือธรรมะ เห็นปฏิจจสมุปบาทที่ไหน มีการแสดง ให้เห็นปฏิจจสมุปบาทที่ไหน ที่นั่นเป็นพระพุทธเจ้า เราเหลือบ ไปเห็นอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทที่ไหน เข้าใจดี ก็รู้เถิดว่านั่น พระพุทธเจ้าสอนเรา นี่คือพระพุทธเจ้าพระองค์จริง แปลกที่สุด แหละ พระพุทธเจ้าพระองค์จริงนั้นคือ เห็นปฏิจจสมุปบาท เห็น อาการแห่งปฏิจจสมุปบาท. พระพุทธเจ้าพระองค์จริงเป็นนิรันดร. พระพุทธเจ้าพระองค์จริงนี้ ไม่มีการประสูติ ไม่มีการ ตรัสรู้ ไม่มีการปรินิพพาน เป็นนิรันดรอยู่ตลอดกาล นั่น พระพุทธเจ้าพระองค์จริง คือธรรมะ คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท ธรรมะนี้ทำบุคคลให้เป็นพระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะเกิดมา จากท้องมารดา ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้ามาแต่ในท้อง แต่เมื่อใด ท่านเห็นปฏิจจสมุปบาท ท่านจึงเป็นพระพุทธเจ้า ธรรมะสูงสุด คือ ปฏิจจสมุปบาทมีในผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็น พระพุทธเจ้าไปในที่สุด ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทให้ดี มีความรู้ ให้ถูกต้อง แล้วทำงานด้วยความรู้สึกอันนั้น.
น.178 ๑๗๘ เห็นกฎของธรรมชาติเกิดดับอย่างนี้ เกิดทุกข์อย่างนี้ ดับทุกข์อย่างนี้ ด้วยความรู้สึกอย่างนี้อยู่ในใจ เรียกว่า เราทำงานร่วมกับพระพุทธเจ้า คือมีพระพุทธเจ้าพระองค์ จริงอยู่ในใจ ทำงานประเสริฐ เพราะมีพระพุทธเจ้าอยู่ ในใจ ร่วมทำงานกันกับเรา. เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง จึงจะช่วยได้ ขอใช้คำที่มันฟังง่ายหน่อย แต่อย่าหาว่าดูหมิ่นดูถูกพระ- พุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าพระองค์เปลือกเข้ามาอยู่ในใจเราไม่ได้ หรอก เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว มีพระพุทธเจ้าที่เป็นร่างกาย มนุษย์ เดินไปเดินมาอยู่ก็ไม่มีใครรู้จัก อินเดียสมัยโน่น มีคน เป็นอันมากที่ไม่นับถือพระพุทธเจ้า ที่นับถือพระพุทธเจ้ามีน้อย กว่าที่ไม่นับถือ มีคนที่เป็นศัตรูกับพระพุทธเจ้าคิดฆ่า คิดทำลาย ล้างพระพุทธเจ้า เป็นคู่แข่งขันก็มีอยู่มาก แล้วคนที่ไม่รู้เรื่องดับ ทุกข์ ไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท ก็ไม่ชอบพระพุทธเจ้า ผู้หญิงส่วน มากในอินเดียสมัยนั้น เขาด่าพระพุทธเจ้า เขาด่าว่าไอ้คนนี้ดี แต่ทำให้คนอื่นม่าย นี่ก็เป็นศัตรูของผู้หญิงไปเลย พระพุทธเจ้า ได้ทำให้เขาเป็นม่าย ผัวของเขาไปบวชเสีย เขาด่าพระพุทธเจ้า
น.179 ๑๗๙ เห็นองค์พระพุทธเจ้าที่เป็นผู้เดินอยู่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ อะไร คิดดูซิ ต่อเมื่อใดเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์เนื้อในที่ไม่ใช่ เปลือก คือเห็นปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ คือพระพุทธเจ้าองค์ใน องค์ที่ไม่รู้จักประสูติ ไม่ตรัสรู้ ไม่นิพพานอยู่นิรันดรนั่นแหละ เห็นพระองค์นั่นแหละอยู่ในใจ เห็นก็เป็นพระอรหันต์ เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปเลย นั่นแหละเห็นพระพุทธเจ้า พระองค์ใน หรือพระองค์จริง เห็นพระองค์เปลือกนั้นเอามาทำ อะไรได้เล่า เอามาใส่ในใจได้อย่างไรล่ะ แม้ว่าอยู่ครั้งกระโน่น ก็ทำไม่ได้. พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้จับจีวรของเราไว้ ไปไหน ไปด้วยกัน ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นเรา ถ้าเห็นธรรมะดับทุกข์ อย่างไร เกิดทุกข์อย่างไร นั้นคือเห็นเรา. ทำงานกับพระพุทธเจ้า คือไม่มีตัวกู ของกู เพื่อกู แล้วเราก็มีปัญญาอย่างนั้นอยู่ในใจเรา แล้วทำงานไปด้วย ทำงานอะไรก็ทำไปเลย นั่นแหละเรียกว่า เราทำงานร่วมกันกับ พระพุทธเจ้า มันก็แสนจะประเสริฐ ไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุข มีแต่ความสนุกพอใจ เพราะว่าได้ทำงานร่วมกับพระพุทธเจ้า คือทำงานชนิดที่ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ไม่มีเพื่อกู มีแต่ธรรมะ คือหน้าที่บริสุทธิ์ ร่างกายจิตใจมันรู้ รู้มันก็ทำไป จะทำนา ทำ สวน ทำงานกรรมกร ทำอะไรก็ตามเถอะ ถ้าท่านมีจิตใจอย่างนี้
น.180 ๑๘๐ ท่านจะไม่รู้สึกเหนื่อยหรอก ด้วยการทำหน้าที่ของมนุษย์ ที่จะ ต้องช่วยกันทำให้โลกนี้เยือกเย็น เป็นสุข มีสันติภาพ เพราะเราทำ หน้าที่. หน้าที่คือสิ่งที่ช่วยให้รอด คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ แม้เราจะมีหน้าที่โกยขี้หมูขี้หมาก็ตามเถอะ ทำหน้าที่ให้ถนน สะอาดก็เถอะ เราก็ทำหน้าที่ สิ่งที่จะช่วยให้โลกนี้สวยงาม ประสบสันติภาพ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพนับถือ คือ หน้าที่ ฉะนั้นจงทำด้วยความรู้สึกเคารพหน้าที่ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้า ท่านทำแล้ว ท่านก็จะได้ชื่อว่า ได้ทำงานร่วมกันกับพระพุทธเจ้า ประเสริฐหรือไม่ประเสริฐก็ลองคิดดู ทำงานร่วมกับพระพุทธเจ้า ประเสริฐหรือไม่ประเสริฐลองคิดดูหน่อย. ๒. ทำงานร่วมกับพระธรรม ทีนี้มาถึงข้อที่สอง ทำงานร่วมกับพระธรรม พระธรรมที่เป็นตัวการปฏิบัติสำคัญที่สุด พระธรรมในที่นี้ท่านทั้งหลายเคยได้ยินกันมาแล้วว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่างนี้ คือพระธรรม ความหมายที่สำคัญที่สุด คือ ปฏิบัติธรรม เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นพระธรรม ในความหมายที่สูงสุด ที่ดีที่สุด พระธรรมมีความหมายกว้าง ออกไปถึงว่า ปริยัติธรรม คือ เล่าเรียนศึกษา นี่เป็นพระธรรม ในแง่การศึกษา และพระธรรมในแง่การปฏิบัติ คือปฏิบัติลงไป เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็ในแง่ที่เป็นผลของการปฏิบัติ บรรลุ
น.181 ๑๘๑ มรรคผลเป็นความสุขเยือกเย็น เป็นมรรค ผล นิพพาน นี่เรียกว่า ปฏิเวธธรรม พระธรรมในแง่ที่เป็นผล แต่มันสำคัญอยู่ในแง่ที่เป็น การปฏิบัติ ถ้าเรียนแล้วไม่ปฏิบัติก็ไม่มีผลอะไร มันสำคัญอยู่ที่ ต้องปฏิบัติจึงจะมีผล และถ้าปฏิบัติแล้วไม่ต้องกลัว ผลมันต้อง มีขึ้นมาเอง ผลของการปฏิบัติมันเกิดจากการปฏิบัติ จะนอนรอ ให้ผลมาเองมันก็ไม่มีทาง มันก็ต้องมีการปฏิบัติ. ฉะนั้นการปฏิบัติเป็นความหมายที่สำคัญที่สุด ของ คำว่า พระธรรม ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม ๓ ความหมายนี้ ปฏิบัติธรรมสำคัญที่สุด เราก็เอามาเป็น คู่ชีวิต. การปฏิบัติธรรมคือ ปัญญา ศีล สมาธิ การปฏิบัติธรรมเรารู้กันอยู่แล้วตามที่เรียนกันมา แบ่งเป็น ศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ในระดับต่ำทั่วไปก็ว่าเป็นศีล สูงขึ้น มาก็เป็นสมาธิ แล้วสูงขึ้นมาก็เป็นปัญญา ถ้าเรียงลำดับไว้พูดจา อย่างนี้ก็เรียง ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ถ้าจะปฏิบัติกันจริง ๆ มัน เรียงเป็นปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญาต้องมาก่อนนะ จึงจะรักษา ศีลถูกต้อง จึงจะปฏิบัติสมาธิถูกต้อง นี่จำไว้ ถ้าสำหรับพูด สำหรับเรียนก็เรียงลำดับว่า ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ถ้ามาถึง ตัวการปฏิบัติธรรมก็เรียงเป็นว่า ปัญญา ศีล สมาธิ.
น.182 ๑๘๒ ข้อนี้รู้ได้ง่ายที่สุด คือ อริยมรรคมีองค์แปด สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปนี้มาก่อน นี้เป็น ปัญญา สัมมาวาจา สัมมา กัมมันโต สัมมาอาชีโว ตามมานี้เป็น ศีล สัมมาวายาโม สัมมา สติ สัมมาสมาธิ นี้เป็น สมาธิ มารั้งหลัง ปัญญาต้องออกหน้า ถ้าไม่งั้นมันปฏิบัติไม่ถูกหรอก ศีลเข้าป่าเข้าดงเข้ารกเข้าพงไม่ เป็นศีลในพุทธศาสนา เมื่อรักษาศีลกันโดยไม่มีปัญญา มันก็ ไม่มีศีลที่แท้จริงมีแต่ศีลยึดมั่นถือมั่นกันเท่านั้นเอง อาตมานี้ ถูกด่าด้วยคนปากจัด ด่ากันมาว่า สอนโง่ ๆ สอนผิด ๆ สอน ปัญญาก่อนศีล ขอยืนยันว่าสอนปัญญาก่อนศีลเสมอไป เพราะ ถ้าปัญญาไม่มาแล้ว ศีลเข้ารกเข้าพงหมด นี่เราจะต้องรู้ว่า ถ้า ปฏิบัติแล้วต้องปัญญามาก่อน แต่ถ้าพูดสำหรับพูดกันนี้ ศีล มาก่อน แล้วก็สมาธิและปัญญา. ชั้นแรกต้องมีธรรมะนี้แหละอยู่ด้วยกับท่าน ในเวลา ที่ท่านทำการทำงานอะไรก็ตาม แล้วจะกล่าวได้ว่า ท่าน ทำการทำงานที่มีพระธรรมมาร่วมด้วย พระธรรมมาร่วม กับเราทำหน้าที่กับเรา การงานของเราจึงประเสริฐ ทำนา ก็ได้ ทำงานกรรมกรแบกหามก็ได้ ทำงานกวาดถนนก็ได้ ขอให้ทำหน้าที่ด้วยการมีศีล สมาธิ ปัญญา แม้จะทำงาน กวาดถนนเป็นกรรมกรก็มี ศีล สมาธิ มีปัญญา อยู่ในขณะ ที่ทำ.
น.183 ๑๘๓ ศีลคือเจตนา ไม่ประทุษร้าย พูดกันให้ชัดลงไปว่า ศีลคืออะไร ศีลมันก็คือเจตนาที่ดี เจตนาที่ไม่ชั่ว ที่เป็นไปทางกาย ทางวาจา ไม่ประทุษร้ายชีวิต ร่างกาย ของรักของชอบใจของผู้อื่น ไม่ประทุษร้ายสติปัญญา ของตนเอง ไม่ประทุษร้ายความยุติธรรมของผู้อื่น นี่ความหมาย ของศีลห้า เขาถือกันความหมายอย่างอื่น แต่อาตมาขอใช้ความ- หมายง่าย ๆ ว่า ไม่ประทุษร้าย ๆ คือไม่ทำให้ฉิบหาย ไม่ทำให้ วินาศ. ข้อที่หนึ่ง ปาณาติบาต ไม่ประทุษร้ายร่างกายของใคร. ข้อที่สอง อทินนาทาน ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สินสมบัติ ของผู้ใด. ข้อที่สาม กาเมสุมิจฉาจาร ไม่ประทุษร้ายของรักของ ผู้อื่น อะไรเป็นของรักของผู้อื่นนี้ อย่าไปประทุษร้าย อย่าไป แตะต้อง จะเป็นของไม่มีชีวิตก็ได้ ถ้าของเขารัก อย่าไปแตะต้อง อย่าไปจับของเล่นของเพื่อนเด็ก ๆ ด้วยกัน ทำให้เขาไม่สบายใจ. ข้อที่สี่ มุสา ไม่ประทุษร้ายความถูกต้อง ความเป็นธรรม ของผู้อื่นด้วยการโกหก ใช้วาจาประทุษร้ายความยุติธรรมของ ผู้อื่นนี้ไม่ได้.
น.184 ๑๘๔ ข้อที่ห้า ไม่ประทุษร้ายสติสมปฤดี หรือปัญญาของตนเอง ด้วยการเสพดื่มของมึนเมาทุกชนิด ของมึนเมาทุกชนิดพอเสพ เข้าไป แล้วมันประทุษร้ายสติสมปฤดี สมาธิ ปัญญาของตนเอง หมด. นี่เรียกว่าศีลโดยหลักทั่วไป จงมีศีลข้อนี้ตลอดเวลา ไม่ว่า จะทำงานอะไร จะทำไร่ทำนา จะเป็นกรรมกร จะเป็นพ่อค้า เป็นข้าราชการเป็นอะไรก็ตามเถอะ ขอให้ทำงานด้วยความมีศีล อย่างนี้. สมาธิ คือ จิตบริสุทธิ์ ตั้งมั่น แคล่ว คล่องว่องไว แล้วก็ทำงานด้วยความมีสมาธิ สมาธินี้ก็เข้าใจยาก เข้าใจ กันผิด ๆ จนไม่รู้อะไรกันแล้ว ถ้าเป็นสมาธิที่แท้จริง คือมีจิตใจ บริสุทธิ์ ถูกต้อง ไม่มีชั่ว ไม่มีเลว ไม่มีกิเลส นี่บริสุทธิ์ใจ จิต รวมกำลัง ทั้งหมด เหมือนกับแว่นแก้วรวมแสงแดดธรรมดาจน เป็นไฟลุก เพราะมันรวมกันหมด นี่จิตที่รวมกำลังทั้งหมดเป็น จุดเดียวอย่างนี้ เรียกว่าสมาธิ จิตเป็น กัมมนียะ คือว่องไว แคล่วคล่องในการงาน หน้าที่ เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า active หรือ activeness คนทั้งโลกก็ต้องการ activeness คือแคล่วคล่อง ว่องไวในหน้าที่การงาน เมื่อใดจิตบริสุทธิ์ เมื่อใดจิตรวมกำลัง หมด เมื่อใดจิตมีความแคล่วคล่องในการงาน เมื่อนั้นเรียกว่า มีสมาธิ.
น.185 ๑๘๕ ขอให้เรามีสมาธิเมื่อเราจะทำงาน แม้จะเป็นการงาน กวาดถนน จงใช้ให้ถูกต้อง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่ อะไร แล้วก็รวมกำลังหมดมาทำ แล้วก็ทำด้วยความแคล่วคล่อง ว่องไว เต็มไปด้วยสติปัญญาที่เฉียบแหลม มันกวาดได้ดีกว่า ความโง่ คนฉลาดมีสมาธิกวาดถนนได้ดีกว่าคนโง่ จะเป็นกรรมกร ล้างถ้วยล้างจานในห้องครัวก็ล้างได้ดีว่าคนโง่ ฉะนั้นขอให้มี สมาธิทุกอิริยาบถ ล้างถ้วยล้างจาน กวาดบ้านถูเรือน ให้ทำ ด้วยสมาธิ นี่มีสมาธิในการทำงาน. ปัญญาคือความรู้ที่ถูกต้องและเพียงพอ ทีนี้ก็มีปัญญา มีปัญญาในการทำการงาน ปัญญาสูงสุด ในพุทธศาสนานี้ขอสรุปสั้น ๆ ให้ท่านสะดวกและง่ายในการ จดจำ ปัญญาคือความรู้ที่ถูกต้องและเพียงพอ ถูกต้องด้วยและ เพียงพอด้วย ขอให้ท่านมีความรู้ตามหลักของพระพุทธเจ้าที่ ได้ตรัสไว้ในเรื่อง อริยสัจ ๔ ประการ คือรู้ว่า ๑. มันคืออะไร ๒. มันมาจากอะไร อะไรเป็นเหตุ ๓. เพื่อประโยชน์อะไร เพื่อ ดับทุกข์ไปนิพพาน ๔. โดยวิธีใด. ถ้าจะมองดูในแง่ logic ก็เป็น logic สูงสุดกว่าใครๆ ใน โลก logic ของพระพุทธเจ้านั้น สี่คำเท่านั้นแหละ คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร และโดยวิธีใด ใครมีความรู้อย่างนี้ก็คือมี สติปัญญาความรู้อย่างพระพุทธเจ้า ขอให้มีปัญญารู้ในสิ่งที่ตน จะต้องกระทำ รู้ว่ามันคืออะไร มันมาจากอะไร เพื่อประโยชน์ อะไร แล้วก็โดยวิธีใด
น.186 ๑๘๖ ถ้าเกี่ยวกับความทุกข์ โอ้ มันก็เป็นความทนทรมาน อย่างนี้มันมาจากความโง่ อวิชชา กิเลส ตัณหา มันมาก็ ให้เราดับเสีย ดับเสียแล้วก็เย็นเป็นนิพพาน แล้วก็ทำได้ โดยปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ มันจะมีหลักรู้อย่างแจ่มแจ้งในสิ่งที่ตัวกระทำ ไม่ว่าจะ ทำหน้าที่อะไร จะต้องรู้ว่าหน้าที่นี้คืออะไร หน้าที่นี้เกิดขึ้น เพราะเหตุใด หน้าที่นี้ทำไปแล้วจะได้รับประโยชน์อะไร แล้วการกระทำนั้น จะต้องทำโดยวิธีใด. อาตมาไปเที่ยวอินเดีย ไปที่อชันตา ไปพบหินสลักแท่ง หนึ่ง เป็นรูปกวาง ๔ ตัว หัวเดียว รู้สึกว่า โอ้ นี่มันต้องมีความ- หมายที่สุด ไม่งั้นมาทำไว้ทำไม ก็นึกได้ทันทีว่า สัญลักษณ์ ของอริยสัจทั้ง ๔ กวาง ๔ ตัว รวมกันเป็นหัวเดียว ไปดูได้ที่ โรงปั้น คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด มารวมกันเป็น หัว ๆ เดียว ความสำเร็จมันเกิดเพราะเหตุนี้ สี่ความหมายเป็น ปัญญา ท่องไว้ในใจ คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด ใช้กฎเกณฑ์ ๔ ข้อนี้ เข้าไปในหน้าที่การงานที่กระทำ ต้องสำเร็จ แน่นอน เพราะทำด้วยปัญญา นี่เรียกว่า เราทำด้วยปัญญา. ทีแรกทำด้วยศีล ด้วยกฎเกณฑ์แห่งศีล ทำด้วยกฎเกณฑ์ แห่งสมาธิ ทำด้วยกฎเกณฑ์แห่งปัญญา รวมศีล สมาธิ ปัญญา เข้าด้วยกัน เรียกว่าพระธรรม เราทำงานด้วยมีพระธรรมมาร่วม กับเรา เราทำงานร่วมกับพระธรรมประเสริฐหรือไม่ประเสริฐ ขอให้คิดดู ไปคิดดูเถอะประเสริฐหรือไม่ประเสริฐ เราทำงาน
น.187 ๑๘๗ ร่วมกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำงานด้วยศีล สมาธิ ปัญญา คือพระธรรม ทำงานร่วมกับพระธรรมคือ ศีล สมาธิ ปัญญา. ๓. ทำงานร่วมกับพระสงฆ์ หมวดที่หนึ่ง ทำงานร่วมกับพระพุทธเจ้า หมวดที่ สอง ทำงานร่วมกับพระธรรม ทีนี้มาหมวดที่สาม ทำงาน ร่วมกับพระสงฆ์ มีพระสงฆ์อยู่ร่วมกับเรา ในการที่เราจะ ทำหน้าที่การงาน. พระสงฆ์คือผู้ปฏิบัติเพื่อลดตัวกูของกู ทีนี้เราจะต้องรู้ความหมายของคำว่า พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติ ดีปฏิบัติชอบ พระสงฆ์คือผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เห็น ภัยในความทุกข์ เกลียดกลัวความทุกข์ ปฏิบัติเพื่อลดความทุกข์ ปฏิบัติเพื่อลดความทุกข์นั่นแหละคือพระสงฆ์ ถ้าพูดง่าย ๆ อีกทีหนึ่งก็ว่า กำลังลดตัวกู-ลดของกูอยู่ทุก ๆ วินาที นี่คือ พระ- สงฆ์ ถ้ามีตัวกูของกู ยกหูชูหางแล้วไม่ใช่พระสงฆ์หรอก ขอให้ จำไว้เถิด ถ้ามันคอยจะ ลดตัวกูของกูลงไปนั่นแหละ คือ พระสงฆ์. ลดตัวกูคือลดสังโยชน์ ๑๐ ประการ เมื่อตะกี้พูดว่าพระพุทธเจ้าหมดตัวกู หมดของกู ว่างไป เลย ถ้ายังเป็นพระสงฆ์ กำลังลด ๆ พยายามลดตัวกู ทำอะไร
น.188 ๑๘๘ จงทำไป เพื่อลดตัวกู ตามหลักนั้นก็มีเรื่องลดสังโยชน์ ๑๐ ประการ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา มันยาก สำหรับท่านทั้งหลาย แต่อาตมาจะสรุปความสั้น ๆ ว่า ทั้ง ๑๐ ข้อนั้นมันลดตัวกู ๆ ลงไปโดยวิธีต่าง ๆ กัน ลดตัวกูซึ่งเป็นความโง่. ตัวกูมิได้มีอยู่จริง ข้อแรกคือรู้ว่า "ตัวกู" นี่มันเป็นของที่ไม่มีอยู่จริง เป็น เหมือนกับผีไม่ได้มีอยู่จริง ความโง่สร้างขึ้นมา ทุกกรณีที่มันมี ความโง่ มันต้องมีความรู้สึกทางอารมณ์ ทางอะไรเสียก่อน เช่น เจ็บปวดขึ้นมาที่ตรงนี้ ความเจ็บปวดรู้สึกโดยระบบประสาท เจ็บปวดแล้วมันก็สร้างผีขึ้นมา กูเจ็บปวด ไอ้กูผู้เจ็บปวดนั่น มันเกิดทีหลัง ความเจ็บปวดมาก่อน ผู้เจ็บเกิดทีหลัง เด็กนักเรียน ก็ค้านว่าผิด ผิดแล้ว กูไม่เชื่อแล้ว นี่เด็กมันมองในแง่วัตถุเกินไป ต้องมีผู้ทำรออยู่ก่อนแล้วจึงทำหน้าที่. ทีนี้เรื่องทางจิตทางวิญญาณมันไม่ใช่อย่างนั้น ตัวกูไม่ใช่ เป็นของจริง เป็นความโง่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตัวกูจึงเกิดได้ทีหลัง การกระทำ เรื่องนี้เราพยายามอธิบายอย่างลำบากมากที่สุด ที่จะอธิบายให้พวกฝรั่งทั้งหลายเขาเข้าใจ เขาถือหลักมาอย่าง เดียวกับเด็ก ๆ ต้องมีผู้กระทำจึงจะมีการกระทำ นั่นมันเรื่อง ทางวัตถุ แต่เรื่องทางจิตทางวิญญาณ มันไม่ใช่อย่างนั้น ไอ้ ตัวกูนั้นคือ ผลของความโง่ แล้วมิได้มีอยู่จริง เป็นเพียงความ รู้สึก จึงพูดได้ว่าผู้กระทำเกิดทีหลังการกระทำ.
น.189 ๑๘๙ เช่น มีอะไรมาทำให้เราเจ็บปวดที่ตรงไหน ที่ร่างกาย ที่ ระบบประสาทรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาแล้ว ความรู้สึกว่ากูเจ็บ กูจะ โกรธ กูจะอะไรขึ้นมา มันเกิดขึ้นทีหลัง ผู้กระทำเกิดทีหลังการ กระทำ นี่เป็นความจริงในเรื่องจิต ในเรื่องวิญญาณ ขอ ให้รู้ไว้เถิดว่า ตัวกูมิได้เกิดรออยู่ก่อนสำหรับจะรู้เจ็บรู้อะไร ไม่ใช่มันเกิดทีหลังการกระทำ ถ้ารู้อย่างนี้แล้วมันจะลดตัวกู ลดความยึดถือในตัวกู. ต้องเกิดความรักในใจก่อน แล้วจึงจะเกิดความรู้สึกว่าตัว กูผู้รัก รักมาเป็นของกู ต้องเกิดความไม่ชอบ ความขัดใจ ความ โกรธก่อน แล้วมันจึงจะเกิดตัวกูผู้โกรธ ผู้ขัดใจ ต้องมีความรู้สึก อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในใจก่อน แล้วจึงจะเกิดความรู้สึก ว่าตัวตน. ตัวกูนี่เป็นแสนจะมายา มายาที่สุด ตามมาทีหลังว่าตัวกู ตัวกูจึงเป็นอนัตตา เป็นมายา ไม่ได้มีอยู่จริง มันเป็นผีชนิดหนึ่ง เท่านั้น ลดมันเสียเถิด ลดมันเสียเถิด ทำวิธีใดก็ตาม ลดตัวกู พยายามต่อสู้ ลดตัวกู นี่จะเรียกว่า เป็นพระสงฆ์. เรามีวิญญาณแห่งพระสงฆ์พร้อมอยู่ในการกระทำ พูดให้ สั้นให้ง่ายที่สุดก็ขอพูดด้วยประโยคว่า จงทำงานทุกอย่าง ทุกชนิด ด้วยการลดความเห็นแก่ตัว ลดความเห็นแก่ตัวนั่น คือลดตัวกู ๆ เพราะเรายังโง่อยู่ มันต้องปฏิบัติเข้าไปจากข้างนอก.
น.190 ชั่วร้ายนัก ความเห็นแก่ตัว ๆ นั่นแหละ จงรู้จักให้ดีที่สุด สิ่งเลวร้าย ที่สุด ศัตรูที่สุด มารร้ายที่สุด รวมอยู่ในคำว่าความเห็นแก่ตัว พอเห็นแก่ตัวมันก็มีความฉิบหายแน่ โลกนี้กำลังจะวินาศเพราะ ความเห็นแก่ตัว คุณดู ถ้ามันไม่ลดความเห็นแก่ตัว ไม่เท่าไร มันวินาศหมด โลกนี้ทำลายกันหมด ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัว ทำลายโลกนี้เมื่อไรก็ได้ ความเห็นแก่ตัว ๆ เลวร้ายที่สุด เป็น มารร้ายที่สุด แต่คนก็กลับพอใจ ๆ ที่จะเห็นแก่ตัวมากขึ้น. ทีนี้เรามาดูจิตที่เป็นอิสระว่า เห็นแก่ตัวนั้นคืออะไร คน เห็นแก่ตัวนั้นเป็นอย่างไร คนเห็นแก่ตัวนั้น ไม่อยากทำงาน อยากนอน อยากขี้เกียจ ไม่ช่วยแม้แต่ตัวเอง ถ้ามันเห็นแก่ตัว มันกลับอยากนอน แต่มันอยากได้เงิน อยากได้อะไรหลาย ๆ อย่างโดยไม่ต้องทำงาน นี่คือความเห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวอยู่ ก็คงจะนอน ไม่มาฟังคำบรรยายนี้หรอก เห็นแก่ตัวแล้วมันไม่ อยากทำอะไร ให้เหนื่อย อยากแต่จะนอนแล้วเอาเงิน นี่มันเลว ร้ายถึงขนาดนี้. เห็นแก่ตัวแล้วมัน ไม่สามัคคี ไม่สามัคคีกับใครแล้ว เห็น แก่ตัวแล้ว มันก็อิจฉาริษยา เอากับมันซิ มันทำไปด้วยความ เห็นแก่ตัว อิจฉาริษยา. บางครั้งก็ เอาเปรียบ ถ้านายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างก็เพราะ ความเห็นแก่ตัวมันเป็นข้าศึกด้วยกันทั้งสองฝ่ายแหละ พอหมด
น.191 ลูกจ้างกับนายจ้างก็หายหมด เหลือแต่เพื่อน เกิดแก่เจ็บตาย มันไม่มีปัญหาอย่างนี้. ถนนหนทางรกรุงรังก็เพราะความเห็นแก่ตัวนั้นแหละ บนถนนติดขัดไปหมดด้วยการจราจร ก็เพราะคนเห็นแก่ตัว ทั้งนั้นแหละ. แล้วในที่สุดมันก็จะเป็นบ้าเอง ความเห็นแก่ตัวถ้ามันหลง ทางหนักเข้าเข้มข้นหนักเข้า คนนั้นมันเป็นบ้าเอง อาตมากล้าท้า ไปที่โรงพยาบาลบ้าทุกแห่งสอบประวัติดูทุกคนให้ละเอียดเถอะ มันจะมาจากความเห็นแก่ตัวที่หลงทางทั้งนั้นแหละ ในที่สุด มันเลยเป็นบ้า เป็นบ้าเพราะความเห็นแก่ตัว ถ้าไม่มาโรงพยาบาล บ้า มันก็ ฆ่าตัวเองตาย คนฆ่าตัวเองตายรายการไหนอะไรก็ ตาม มันมีมูลอันลึกซ่อนอยู่ลึก ๆ คือเห็นแก่ตัว ฆ่าตัวเองตาย ก็ได้ เป็นเศรษฐีก็ฆ่าตัวตายได้ เพราะความเห็นแก่ตัวมันหลงทาง นี่ความเลวร้ายทั้งหลายทุกอย่างทุกประการมาจากความเห็น แก่ตัว ทำอันตรายบุคคลนั้น. ความเห็นแก่ตัวทำลายตัวเอง ทำลายผู้อื่น และทำลายโลก ทีนี้มองดูบุคคลอื่น คนเห็นแก่ตัวแล้วมัน เป็นอันธพาล เป็นอาชญากร ทำโลกให้เดือดร้อนไปเสียหมด ไม่มีเรื่อง มัน ก็แกล้งหาเรื่อง คนเห็นแก่ตัวทำลายตัวเอง จนเป็นบ้าต้องฆ่า ตัวตาย มิหนำถ้ามันยังไม่ทันตาย มันก็ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ๆ
น.192 ๑๙๒ กันไปทั้งโลก ทั้งบ้านทั้งเมือง ทำลายความสงบสุข ทำลายความ เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำลายอะไรต่าง ๆ นานา เพราะเห็นแก่ตัว แล้วมันก็ได้ทะเลาะวิวาทกัน ไม่ต้องสงสัย ความเห็นแก่ตัว เกิดขึ้นมาระหว่างผัวเมียเมื่อไร มันต้องหย่ากันแน่ ผัวเมียมัน ต้องหย่ากัน เพราะมีความเห็นแก่ตัวเข้ามา ถ้าไม่หย่ากันมันก็ กัดกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นผัวเมียกัน มันก็กัดกัน นี่ความเห็นแก่ตัวมัน ทำลายตัวเองที่สุด ทำลายผู้อื่นที่สุด ทำลายประโยชน์ส่วนรวม ของโลก ของจักรวาลถึงที่สุด. หมดความเห็นแก่ตัวก็เป็นโลกพระศรีอาริยเมตไตรย ถ้าหมดความเห็นแก่ตัวเมื่อไร โลกนี้ก็เป็นโลกของพระศรี- อาริยเมตไตรย ถ้าไม่เคยได้ยินจงได้ยินเสียว่า โลกของพระศรี- อาริยเมตไตรย เขาเขียนไว้แล้ว เขาพูดกันมานานนักแล้ว ขอ หวังให้ได้เถิด ในโลกในศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตรย ศาสนา หรือโลกของพระศรีอาริยเมตไตรยนี้ไม่ใช่อะไร คือไม่มีความ เห็นแก่ตัวแม้แต่สักอณูเดียว มีแต่ความรักผู้อื่น เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีความเห็นแก่ตัว สูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว หมดความ เห็นแก่ตัว หมดตัวสิ้นเชิงแล้ว เป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่เป็น พระอรหันต์ก็รอง ๆ ลงมา เป็นพลเมืองที่ดีก็ยังดี อยู่กัน ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันไปหมด.
น.193 ๑๙๓ เรื่องราวของโลกพระศรีอาริยเมตไตรยนี้ เขียนไว้มากมาย ล้วนแต่ความเป็นสุขสงบเย็นทั้งนั้น เต็มไปด้วยความช่วยเหลือ มันก็เหมือนกับจัดสวัสดิการดีที่สุด ไม่มีใครขาดแคลน ทีนี้ใน ส่วนจิตใจนั้นเขาเขียนว่า พอลงจากบ้านเรือนไปสู่ท้องถนน ไป ที่ไหนก็ตาม ดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร ใครเป็นอะไร มันเหมือน กันไปหมด มีแต่ผู้ยิ้มแย้มแจ่มใส จะให้ช่วยอะไร ยกมือขึ้นมา ว่าจะให้ช่วยอะไร บอกมา ๆ ต่อเมื่อคนนั้นกลับมาถึงบ้านเรือน ของตัวเองแล้ว จึงว่า โอ้ นี่ลูกของเรา นี่ภรรยาของเรา นี่สามี ของเรา พอออกไปกลางถนน มันเหมือนกันไปหมด ไม่รู้ว่าใคร เป็นใคร นี่โลกของพระศรีอาริยเมตไตรย ที่หมดความเห็นแก่ตัว มันเป็นอย่างนี้. เมตไตรย แปลว่า เกื้อกูลแก่มิตรภาพ มีมิตรภาพเป็น รากฐาน มิตตะ คือ มิตร แล้วเมตไตรยะ แปลว่า ประกอบอยู่ ด้วยความเป็นมิตร เกื้อกูลอยู่ด้วยความเป็นมิตร เมตไตรยใน ภาษาไทยมาจากภาษาสันสกฤตว่าเมตไตรย ภาษาบาลีว่า เมตไตย หมดความเห็นแก่ตัว ก็เป็นโลกพระศรีอาริยเมตไตรย. ฉะนั้น เราจงทำงานด้วยวิญญาณของพระสงฆ์ ผู้เห็น ภัยในวัฏฏสงสารว่า มีความเห็นแก่ตัวแล้วก็วินาศ ลดความ เห็นแก่ตัว ๆ ไปทุกอย่างทุกกรณี ไม่ว่าจะทำอะไร นี่เรียก ว่ามีพระสงฆ์เป็นเพื่อนร่วมงาน.
น.194 ๑๙๔ การทำงานให้ประเสริฐคือทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ เรามีพระพุทธเป็นเพื่อนร่วมงาน มีพระธรรมเป็นเพื่อน ร่วมงาน มีพระสงฆ์เป็นเพื่อนร่วมงาน อย่างนี้แล้วจะไม่เรียกว่า ทำงานอันประเสริฐอย่างไรเล่า คิดดู ทำงานด้วยความสนุกก็ เคยมาแล้ว ทำงานด้วยความเป็นสุขก็เคยมาแล้ว เดี๋ยวนี้มาถึง ขั้นที่ว่าทำงานอย่างประเสริฐ ด้วยความประเสริฐ ทำงานที่ มีความประเสริฐ เต็มไปด้วยความประเสริฐ ผู้ทำก็ประเสริฐ เพื่อนมนุษย์ก็ได้รับความประเสริฐ เราทำงานเพื่อประโยชน์ ทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์ตนเองด้วย เพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วย เพื่อ ประโยชน์ที่มันเกี่ยวพันกันแยกกันไม่ออกด้วย. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสประโยชน์ถึง ๓ ประโยชน์นั่น แต่คนโง่มันเห็นแต่ประโยชน์ตัวกูอย่างเดียวเท่านั้นแหละ มัน ไม่พอ มันต้องประโยชน์ตัวเองด้วย ประโยชน์ผู้อื่นด้วย แล้ว ประโยชน์ที่มันผูกพันกัน แยกกันไม่ออกด้วย นี่จัดเป็นอีกประโยชน์ หนึ่ง จึงได้เป็น ๓ ประโยชน์ อัตตัตถะ คือประโยชน์ตนเอง ปรัตถะ ประโยชน์ผู้อื่น อุภยัตถะ ประโยชน์ที่สองฝ่ายเกี่ยวพัน กัน แยกกันไม่ออก ประโยชน์มี ๓ ขอให้ทำครบ ๓ ก็จะสูงสุด เป็นผู้ทำประโยชน์อันสูงสุด เพราะกระทำครบ ๓ อย่าง ๓ ประการ.
น.195 ๑๙๕ ทำอย่างมีพระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์มาร่วมด้วย เอาละ วันนี้เราจะพูดกันถึงว่า ทำงานอย่างประเสริฐ ทำงานให้ประเสริฐ ทำงานโดยมีพระพุทธร่วมด้วย ทำงาน โดยมีพระธรรมร่วมด้วย ทำงานโดยมีพระสงฆ์ร่วมด้วย แม้แต่กำลังทำนาอยู่กลางแดดเหงื่อไหลไคลย้อย กวาด ถนนอยู่กลางแดดเหงื่อไหลไคลย้อย ล้างถ้วยล้างจานอยู่ ในห้องครัว อย่างเหงื่อไหลไคลย้อย ก็สามารถทำได้. ทำอย่างมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาร่วมด้วย ทำ ด้วยสติปัญญา รู้ว่าจะดับทุกข์อย่างไร ทำด้วยจิตเป็นสมาธิ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา แล้วก็มีพระสงฆ์ คือลดความเห็นแก่ตัว อยู่เสมอ ลดความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ ถ้าไม่ลดความเห็นแก่ตัว จะไม่มีความเป็นพระสงฆ์เหลืออยู่เลย มันจะหัวโล้นหัวดำ นุ่ง เหลือง นุ่งขาวอย่างไรก็ตาม ถ้ามันไม่ลดความเห็นแก่ตัวแล้ว มันไม่เป็นพระสงฆ์ไปได้. นี่เราทำงานอย่างมีพระพุทธร่วมด้วย มีพระธรรมร่วมด้วย มีพระสงฆ์ร่วมด้วย บางคนจะคิดว่านี่พูดเกินไปแล้ว เตลิดเปิดเปิง เลยไปแล้ว ปฏิบัติไม่ได้ อย่าคิดอย่างนั้น มันปฏิบัติ ทำงาน อย่างมีพระพุทธร่วมด้วย มีพระธรรมร่วมด้วย มีพระสงฆ์ร่วม ด้วย นี่ทำได้ ๆ อย่างที่ว่ามาแล้ว.
น.196 ๑๙๖ ขอให้รู้จักพระพุทธเจ้าพระองค์จริง เอามาใส่ไว้ในใจ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเมื่อไร อย่างที่บอกมาแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์จริงไม่มีประสูติ ไม่มีตรัสรู้ ไม่มีปรินิพพาน หรอก อยู่นิรันดรเลย เอามาใส่ในใจเราเมื่อไรก็ได้ มีพระธรรม คือหน้าที่ที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ หน้าที่เป็นสิ่งสูงสุด จน พระพุทธเจ้าท่านเคารพ เอามาไว้กับเราด้วย มีพระสงฆ์ลด กิเลส ลดตัวกู ลดความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ ขอให้ทำงานด้วย ความรู้สึก ๓ อย่างนี้ ก็จะได้ชื่อว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ มาร่วมงานอยู่กับเรา มาไถนาทำสวนร่วมอยู่กับเรา มา กวาดถนนร่วมอยู่กับเรา มาช่วยล้างถ้วยล้างจานในห้องครัว อยู่กับเรา กล้าพูดอย่างนี้ ขอให้พิสูจน์เถอะ ถ้าไม่จริงขอให้ด่า เถิด มันทำได้ถึงขนาดนี้ ถ้าทำงานชนิดที่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาร่วมอยู่กับเราด้วยตลอดเวลา. ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า สำเร็จประโยชน์ที่สุด หวังว่าท่านทั้งหลาย จะใช้ชีวิตของตนอย่างดีมีคุณค่า ให้ประเสริฐที่สุด ให้สมกับที่ธรรมชาติมอบให้มาอย่างประเสริฐ ที่สุด คือเป็นพระอรหันต์ก็ได้ธรรมชาติให้ชีวิตจิตใจมาประเสริฐ ถึงขนาดนั้น เราเอาไปถลุงทำอย่างอื่นเสียหมด ไปบ้ากามารมณ์ ไปบ้าอบายมุข ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ นี่ขอให้สำเร็จประโยชน์
น.197 ๑๙๗ ที่สุด สมตามที่ธรรมชาติให้มาลงทุน ได้กำไร เป็นพระอรหันต์ เมื่อไรก็ได้ ขอให้ดำเนินชีวิตนี้อยู่ในลักษณะที่ว่า มีการงาน ร่วมกับพระพุทธ มีการงานร่วมกับพระธรรม มีการงานร่วมกับ พระสงฆ์. โดยสรุปแล้วลดความเห็นแก่ตัวอยู่ตลอดเวลา มีศีล มี สมาธิ มีปัญญา รู้ตามที่เป็นจริง ความทุกข์เกิดอย่างไร ความ ทุกข์ดับอย่างไร แล้วปฏิบัติให้ถูกต้องตามนั้น ท่านก็จะมีชีวิต ที่ประเสริฐ แล้วท่านก็จะได้ทำงานที่ประเสริฐ มีการงานที่ประ- เสิรฐ ทำประโยชน์แก่โลก สร้างโลกนี้ให้เป็นโลกของพระศรี- อาริยเมตไตรย นี่คือธรรมะที่จะต้องรู้ ต้องเข้าใจ เอาไปใช้ให้ ชีวิตนี้เป็นของประเสริฐ. ขอทบทวนว่า ทำงานให้สนุกเหมือนเล่นกีฬา ก็พูดมา แล้ว ทำงานให้เป็นสุข ชื่นใจตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเอง เป็น สวรรค์อยู่ตลอดเวลาก็พูดมาแล้ว วันนี้พูดเรื่องทำงานให้ ประเสริฐสูงไปกว่านั้น สูงไปกว่าสวรรค์เสียอีก จะเป็น ไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีข้อขัดข้อง อะไรในการที่จะดำรงชีวิตให้ประเสริฐ ทำการงานให้ ประเสริฐ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในตนตลอด เวลา.
น.198 ๑๙๘ ไม่ต้องเชื่อ แต่ขอให้พิจารณาและทดลองตัวเอง ท่านทั้งหลายไม่เชื่อก็ได้ แต่ขอให้เอาไปคิดดู ถ้าไม่เชื่อ เวลานี้ ก็ขอให้เอาไปคิดดู ๆ ก็จะเข้าใจเอง แล้วสามารถดำเนิน การปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ได้เต็มที่ แล้วก็จะได้รับสิ่งที่ประ- เสริฐที่สุด การที่ได้มาเกิดเป็นมุนษย์และพบพระพุทธศาสนา มีอิสรภาพ มีเสรีภาพอยู่เหนือปัญหา เหนือความทุกข์ เหนือ อะไรทั้งปวง มีแต่ความสงบเย็นเป็นนิพพาน ในความหมายใด ความหมายหนึ่ง ระดับใดระดับหนึ่ง อยู่ด้วยกันอย่างนี้ตลอด ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ขอยุติการบรรยายในวันนี้.
น.199 ผลงานหนังสือของ อรุณ เวชสุวรรณ (เริ่มจัดพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 จนกระทั่งปัจจุบัน) 1. เรื่องน่ารู้บนแผ่นดินไทย 2. คนไทยกับอารยธรรมตะวันตก 3. มรดกสยาม 4. สวนโมกข์-เมืองไชยา และพุทธทาสภิกขุ 5. สวนโมกข์แดนสงบ 6. บทบาทนักเผยแพร่พุทธศาสนาในสังคมไทย 7. พุทธศาสนากับไสยศาสตร์ 8. ธรรมปริทัศน์ภิกขุปัญญานันทะ 9. วิวาทะ 10. เงาอดีต 11. รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ 12. สารคดีชุดเอกลักษณ์ไทย 13. ไปดูกิจการพุทธศาสนาในเมืองจีน สั่งซื้อได้ที่ นายอรุณ เวชสุวรรณ สำนักพิมพ์อรุณวิทยา ตู้ ป.ณ.7 ป.ท.หลักสี่ บางเขน กรุงเทพฯ 10210 (ธนาณัติสั่งจ่าย ป.ท.หลักสี่) เฉพาะเล่มหมายเลข 3 และหมายเลข 13 ราคา 38 บาท เล่มอื่นขาดคราวพิมพ์ ยังไม่มีจำหน่าย
น.200 หนังสือสารคดีที่น่าอ่าน โดย ธรรมทาส พานิช (ผู้นำทางวัฒนธรรมดีเด่นของภาคใต้) 1. ไชยา ที่ตั้งนครหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย 2. นิพพานธรรมในประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ 3. พระนางจามเทวี (ตัวอย่างสตรีในอดีต) 4. พุทธธรรมนำชีวิต (รวมงานเขียนและแปล) สั่งซื้อได้ที่ นายอรุณ เวชสุวรรณ สำนักพิมพ์อรุณวิทยา ตู้ ปณ.7 ปทจ.หลักสี่ บางเขน กรุงเทพฯ 10210 (ธนาณัติสั่งจ่าย ปท.หลักสี่) ราคา 200 บาท พร้อมค่าส่ง
น.201 รายการหนังสือของสำนักพิมพ์อรุณวิทยา ๑. แก่นพุทธศาสน์ โดย พุทธทาสภิกขุ ราคา ๓๕ บาท ๒. อุดมคติแก้ปัญหาได้ทุกชนิด โดย พุทธทาสภิกขุ ราคา ๓๘ บาท ๓. สมุดภาพปริศนาธรรมไทย โดย พุทธทาสภิกขุ ราคา ๖๕ บาท ๔. แนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านตอน โดย พุทธทาสภิกขุ ราคา ๖๕ บาท ๕. ธรรมะน้ำ ล้าง ธรรมะโคลน โดย พุทธทาสภิกขุ ราคา ๖๕ บาท ๖. ธรรมวิจักขณกถา (ธรรมเทศนาแสดงถวายพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว) โดย พุทธทาสภิกขุ ราคา ๔๕ บาท ๗. พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ฉบับเล็ก) แปลโดย พุทธทาสภิกขุ ราคา ๗๐ บาท ๘. ความสุขที่แท้ มีอยู่แต่ในงาน โดย พุทธทาสภิกขุ ราคา ๔๕ บาท ๙. อาณาจักรศรีวิชัยที่ไชยา โดย ม.จ.จันทร์จิรายุ รัชนี ราคา ๔๕ บาท ๑๐. ไชยา ที่ตั้งนครหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย โดย ธรรมทาส พานิช ราคา ๓๘ บาท ๑๑. พุทธธรรมนำชีวิต โดย ธรรมทาส พานิช ราคา ๖๐ บาท ๑๒. นิพพานธรรมในประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ ราคา ๖๗ บาท โดย ธรรมทาส พานิช ๑๓. พระนางจามเทวี โดย ธรรมทาส พานิช ราคา ๓๕ บาท ๑๔. คัมภีร์คุณธรรม โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ราคา ๕๐ บาท. ๑๕. พุทธศาสนาในเมืองจีน โดย อรุณ เวชสุวรรณ ราคา ๓๘ บาท ๑๖. มรดกสยาม โดย อรุณ เวชสุวรรณ ราคา ๓๘ บาท ๑๗. รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนม โดย อรุณ เวชสุวรรณยงค์ ราคา ๓๕ บาท สั่งซื้อได้ที่ นายอรุณ เวชสุวรรณ สำนักพิมพ์อรุณวิทยา ๖๙/๔๕ ซอยพงษ์ดำริ ๓ ถนนงามวงศ์วาน บางเขน กรุงเทพฯ ๑๐๒๑๐ โทร. ๕๘๙๑๔๙๕
Buddhadasa