น.8 คู่มืออานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ และการปฏิบัติ ตอนที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
น.10 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชาใน ครั้งนี้ เป็นการบรรยายในชุดคู่มือจำเป็นที่ต้องมีในการศึกษา และการปฏิบัติต่อไปตามเดิม, แต่ในครั้งที่ ๔ นี้ อาตมาจะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า คู่มือ อานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ. ขอให้ระลึกนึกถึง การบรรยายชุดนี้ ครั้งก่อน ๆ ว่า สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้นคือความทุกข์, ความเห็นแก่ตัวเป็นเหตุ ชุดคู่มือที่จำเป็นในการศึกษาและการปฏิบัติ ครั้งที่ ๔, ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๐ ที่ลานหินโค้ง
น.11 ๒ ให้เกิดความทุกข์, เรื่อง ขันธ์ ๕ อันเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว, จึงควรจะมีการศึกษาสืบต่อกันไป ในการที่จะควบคุมขันธ์ ๕ หรือความทุกข์นั้นให้อยู่ในการควบคุม, และมีหลักอันสำคัญ ที่สุด ที่จะต้องจำไว้เป็นอย่างยิ่งว่า มีอุปาทานขันธ์เมื่อใดก็มี ทุกข์เมื่อนั้น, ไม่มีหรือไม่เกิดอุปาทานขันธ์ ก็ไม่เกิดทุกข์. ขอให้ เข้าใจความข้อนี้ และถือว่าเป็นหลักที่เป็นหัวใจของพระพุทธ ศาสนา ว่า อุปาทานขันธ์เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่มีอุปาทานขันธ์ ก็ไม่มีทุกข์, พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันอย่างนี้. เมื่อจะทรงจำแนกทุกข์ต่าง ๆ กี่อย่างกี่สิบอย่าง ก็สรุป ความว่า สงฺขิตเตนปญฺจุปาทานขนฺธาทุกฺขา ว่า เมื่อกล่าวโดย สรุปแล้ว ปัญจุปาทานขันธ์เป็นตัวทุกข์ หมายความว่าขันธ์ที่มี อุปาทานห้าอย่างนั้นแหละเป็นตัวทุกข์, ตรงกันข้ามก็คือ ถ้าไม่มี อุปาทานขันธ์หรือไม่เกิดอุปาทานขันธ์ ก็ไม่เกิดทุกข์หรือไม่มี ทุกข์. นี้จงจำให้เป็นหลักแล้วก็จะสามารถอธิบายเชื่อมถึงโยง กันไปหมด จนเข้าหลักเกณฑ์อันนี้ โดยเฉพาะว่า มีอุปาทานขันธ์ เมื่อใดก็มีทุกข์เมื่อนั้น ไม่เกิดอุปาทานขันธ์ก็ไม่เกิดทุกข์เลย.
น.12 ๓ ทีนี้ก็มาทราบว่า อานาปานสติภาวนา เป็นเรื่องสำคัญ ที่สุด หรือเป็นวิธีที่จะให้รู้แจ้ง ให้เข้าใจทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่อง เหล่านี้ เรื่องอานาปานสติ จะบอกให้ทราบ ทุกเรื่อง เกี่ยวกับ เรื่องเหล่านี้ คือ เรื่องความทุกข์ และ เรื่องที่จะควบคุมความ ทุกข์ไว้ได้. ดังนั้นในวันนี้ จะขอโอกาสบรรยายเรื่อง อานาปาน- สติภาวนา อันสมบูรณ์แบบ ในลักษณะที่จะใช้เป็นคู่มือ, ขอให้ ท่านทั้งหลายทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ จนใช้เป็นคู่มือ ประจำตัว สำหรับปฏิบัติอานาปานสติได้ตามความประสงค์. เหตุที่เลือกใช้อานาปานสติสูตร ในชั้นแรกนี้เรามาทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก เกี่ยวกับอานาปานสติกันเสียก่อน ในทุกแง่ทุกมุม ทุกทิศทุกทาง ก่อนแต่จะลงมือปฏิบัติ. อานาปานสติภาวนา เป็นกรรมฐานหรือ เป็นสมาธิ ภาวนาแบบที่พระพุทธองค์ ได้ปฏิบัติและตรัสรู้, มีคำตรัสยืนยัน ว่า ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติภาวนา โดยเฉพาะ นี้ก็เป็นเรื่องพิเศษ เรื่องหนึ่ง ว่าทำไมจึงระบุอย่างนี้. กรรมฐานภาวนามีตั้งมากมาย
น.13 ๔ ทำไมจึงตรัสระบุ อานาปานสติภาวนา, ใช้คำว่าอานาปานสติ ภาวนา ไม่ได้ใช้คำว่า สติปัฏฐาน; แม้ว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน จะมีความหมายแตกต่างกันอยู่บ้างก็ไม่เท่าไร, พระองค์ก็ยังตรัส เรียกว่า ระบบอานาปานสติภาวนา เป็นระบบที่ทำให้พระองค์ ได้ตรัสรู้; นี้ก็ควรจะสนใจ. และอีกอย่างหนึ่งที่น่าสะดุดใจ ก็คือว่า ตามพระพุทธ ประวัตินิทานวัตถุนั้น ก็แสดงว่าพระองค์ทรงคุ้นเคยกับอานาปาน- สติภาวนา มาตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อยังเป็นพระกุมาร เขาพาไปร่วม พิธีแรกนาขวัญ ที่นาก็ประทับนั่งใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งเจริญอานา- ปานสติภาวนาได้ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก. ข้อนี้ก็กล่าวได้ว่า พระองค์ ทรงเป็นนักภาวนาหรือนักสมาธิมาโดยกำเนิดก็ว่าได้; ดังนั้น เรามีสิทธิ ที่จะเรียกระบบอานาปานสติภาวนานี้ ว่าเป็นสมาธิ แบบของพระพุทธองค์โดยตรง เพราะมีที่อ้างอยู่ในพระบาลี โดยตรง ว่าพระองค์ทรงใช้แบบนี้ และไม่ได้เอ่ยถึงแบบอื่น, เป็นแบบที่ควรจะเรียกกันทั่วไปว่า แบบของพระพุทธองค์ คือ แบบอานาปานสติภาวนา.
น.14 ๕ มีข้อดี หลายอย่างหลายประการ ที่จะต้องทราบไว้ เช่นว่า เป็นแบบที่ไม่ต้องออกเสียงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ เขามักจะมีแบบที่ต้องออกเสียงว่าอย่างนั้นอย่างนี้, นี่ไม่ต้อง ออกเสียง, เป็นแบบที่ไม่ต้องใช้ท่าทางทำไม้ทำมืออะไรประกอบ, แบบเงียบกริบ และไม่ต้องใช้วัตถุภายนอกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็น เครื่องประกอบ, ทุกอย่างมีอยู่ในตัวเงียบกริบ เรียกว่าแบบ ที่ไม่ต้องวุ่นวาย. แบบนี้จึงเรียกว่า แบบอานาปานสติ คือสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก , วิธีการโดยละเอียดมีอยู่ในอานาปาน- สติสูตร ในมหาสติปัฏฐานสูตรมีนิดเดียว ทั้งที่ชื่อว่ามหา ๆ เพราะไปพูดเรื่องอื่นเสียมาก. อานาปานสติ ไม่ต้องมีคำว่ามหาก็เพียงพอ สมบูรณ์ เพียงพอ โดยไม่ต้องใช้คำว่ามหา. เป็นแบบที่แม้ในประเทศไทยนี้ก็เคยรู้จักกันแพร่หลาย จนติดปากมาตั้งแต่สมัยก่อนโน้น ถ้ าพูดถึงการทำสมาธิแล้ว ก็จะพูดว่า อานาปานสติ, และมักจะเรียกกันสั้น ๆ ว่าอานาปาฯ อานาปาฯ, หนังสือที่แต่งยุคเก่า ๆ ยุคโบราณ อย่างไตรภูมิ พระร่วงเป็นต้น ก็เอ่ยถึงอานาปานสติ ในฐานะเป็นสมาธิภาวนา
น.15 ๖ ในพุทธศาสนา, คล้าย ๆ กับว่าจะมีแต่เพียงแบบเดียวที่ยึดถือกัน รู้จักกันดีและเรียกสั้น ๆ ว่า อานาปา ใช้ไปทำภาวนา ก็ใช้ไปทำ อานาปา ถ้าทำผิดเป็นบ้า ก็ว่าบ้าอานาปา ก็รู้จักกันดีในคำคำนี้. ขอให้สนใจในคำว่า อานาปานี้มันย่อมาจากอานาปานสติภาวนา ซึ่งเราจะได้ศึกษากันให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้. มันมีของดีหลายอย่างหลายประการสำหรับแบบนี้, ตัวอย่างเช่น แบบนี้เมื่อทำแล้ว จะเป็นทั้งสมถะ และวิปัสสนา พร้อมกันไปในตัว ไม่ต้องแยกทำคนละที, และยังแถมกล่าว ได้ว่า มีศีลพร้อมกันไปใน ตัวในการกระทำ ไม่ต้องทำพิธีรับศีล ก่อนแล้วจึงมาทำ, ขอให้ลงมือทำเถิดตามระบบนี้ ก็จะมีศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมกันไปในตัว , แบบนี้จะสู้แบบที่เขากำลัง เล่าลือกันในโลก คือแบบเซ็น อย่างแบบเซ็น ของจีน ของญี่ปุ่น ที่ไปมีชื่อเสียงโด่งดังในทางตะวันตก ในพวกฝรั่งนั้น ก็เพราะว่า มันเป็นแบบที่มีสมถะ และวิปัสสนา ติดกันอยู่ด้วยกันพร้อมกัน ไปในตัว. เมื่อมาพิจารณาดูถึงแบบฝ่ายเถรวาท ก็เห็นว่า แบบ
น.16 ๗ อานาปานสตินี่แหละ มีสมถะและวิปัสสนา พร้อมกันไปในตัว แล้วก็อย่างรัดกุมที่สุด, เลยเป็นเหตุให้ต้องนึกถึงข้อเท็จจริงอีก อย่างหนึ่งว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงทางออกจากความทุกข์ คือ วิถีทางดับทุกข์นั้น โดยทั่วไปก็ตรัสเป็น อัฏฐังคิกมรรค หรือมัชฌิ- มาปฏิปทา แต่ก็มีมากแห่งเหลือเกิน แทนที่จะตรัสว่า มัชฌิมา- ปฏิปทา ก็ตรัสแต่เพียงว่า สมโถ จ วิปัสสนา จ เท่านี้ก็มี คือ สมถะและวิปัสสนา เป็นนิโรธคามินีปฏิปทา คือตรัสแทนคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ข้อนี้ถ้าไม่คุ้นเคยกับพระไตรปิฎกก็ไม่สังเกต เห็น แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับพระไตรปิฎก ก็เกินกว่าที่สังเกตเห็น เพราะ มีมากเหลือเกิน ทำไมมันแทนกันได้ เพราะว่าในสมถะนั้น มันมีศีล รวมอยู่ด้วย, เมื่อพูดว่า สมถะ และวิปัสสนา ก็มี ทั้งศีลทั้งสมาธิ และทั้งปัญญา ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น, ถ้าสงเคราะห์ย่นย่อ แล้วก็มีเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้น มันจึงมีค่าเท่ากัน. พระองค์ จึงนำมาตรัสแทนกันได้, ระหว่างคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา กับคำว่า สมโถ จ วิปสฺสนา จ , ขอให้เป็นที่เข้าใจในข้อนี้. ทำสมาธิภาวนาโดยวิธีอานาปานสติภาวนาแล้ว จะ
น.17 ๘ เป็นการปฏิบัติอย่างถึงที่สุด ทั้งใน ศีล ทั้งในสมาธิ และทั้งใน ปัญญา เรียกว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่ในตัว ถ้าจะพูดอย่างธรรมดา สามัญ ก็ว่าเป็นวิธีที่ได้เปรียบที่สุด ควรจะสนใจ. มีข้อดีที่ว่า จะทำที่ไหนก็ได้ ทำที่บ้านก็ได้ ถ้าทำที่บ้าน ก็เท่ากับทำบ้านให้กลายเป็นป่าไปเสียก็ได้ ไม่รู้ไม่ชี้ในเรื่องสิ่งใด นอกจากลมหายใจ, เมื่อคอยกำหนดแต่ลมหายใจ มันก็ไม่สนใจ เรื่องอื่นใดให้แทรกแซงให้เป็นอุปสรรค, ดังนั้นทำในรถไฟก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ แต่ขอให้หาโอกาสทดลองเถิด ว่าทำในรถไฟที่แสน จะหนวกหูก็ทำได้, ก็ไปกำหนดลมหายใจเสียแล้ว มันก็ไม่ได้ยิน อะไรไม่รู้สึกอะไร. ที่จริงสมาธิอื่น ๆ นั้นก็ยังทำได้แม้ในรถไฟ บางทีก็เอาเสียงที่ดังถึง ๆ อยู่ใต้ถุนรถไฟนั่นแหละเป็นอารมณ์ ของสมาธิ มันก็ยังทำได้ แต่คนเหลวใหลขี้เกียจก็มีข้อแก้ตัวว่า ทำไม่ได้แล้ว มันก็ไม่ต้องทำ, ฉะนั้นขอให้สนใจว่า อานาปานสติภาวนานี้ ประหลาด ที่ว่าทำที่ไหนก็ได้, ทำที่บ้านก็ได้, ทำในป่าก็ได้, ทำที่บ้านก็ทำ บ้านให้เป็นป่าไปในตัวนั่นเอง. นี้เรียกว่าเป็นข้อดี ทำได้ในทุก อิริยาบถ จะนั่ง จะยืน จะเดิน ก็ทำได้ แต่ว่าสะดวกที่สุดนั้นใน
น.18 ๙ อิริยาบถนั่ง เมื่อทำสำเร็จประโยชน์จนมีคุณประโยชน์ อานิสงส์ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ก็อาจจะรักษาอานิสงส์ คือ ความ สงบนั้นไว้ได้ในทุกอิริยาบถ. ในพระบาลีกล่าวถึงของทิพย์ : ที่นั่งทิพย์ ที่นอนทิพย์ ที่เดินทิพย์ ที่ยืนทิพย์ คือเมื่อมีอารมณ์แห่งสมาธิถึงที่สุดอยู่ในใจ ไปนั่งที่ไหนก็เป็นที่นั่งทิพย์ที่นั่น ไปเดินอยู่ที่ไหนก็เป็นที่จงกรม ทิพย์ที่นั่น, ไปนอนที่ไหนก็เป็นที่นอนทิพย์ที่นั่น, จะยืนที่ไหน ก็เป็นที่ยืนทิพย์ที่นั่น ข้อนี้บางคนจะไม่เข้าใจว่า ในอิริยาบถเดินเป็นต้น จะทำสมาธิได้อย่างไร ก็ลองไปทำดู ทำสมาธิอย่างอานาปาน- สติภาวนา แล้วก็เดินช้า ๆ พอสมควร ก็สามารถจะทำได้ แต่ ก็นั่นแหละ จะให้สะดวกให้ได้ผลดีเท่ากับนั่งทำนั้นไม่ได้, แต่ว่า เมื่อทำได้แล้วอาจจะรักษาไว้ได้ รักษาความรู้สึกอันนั้นไว้ได้ ในอิริยาบถทุกอิริยาบถ คือความเป็นสมาธิแม้ในชั้นที่เรียกว่า จตุตถฌาน ก็ยังทำได้ในทุกอิริยาบถ. ทีนี้ก็มาดูถึงว่า มัน มีประโยชน์แม้ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ
น.19 ๑๐ ศาสนาก็ได้, คือไม่เกี่ยวกับธรรมะก็ได้, แต่คำนี้มันพูดยาก คำว่า ธรรมะนี้มันกว้าง แม้ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา ก็ยังเรียกว่าธรรมะ ได้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จัก ประพฤติกระทำได้รับผล ก็เรียก ธรรมะได้ทั้งนั้น จึงเรียกได้ว่ามีประโยชน์อย่างโลก ๆ ก็ได้, อย่างที่เป็นธรรมะโดยตรงก็ได้. เช่นว่า ถ้ามีสมาธินี้ดีแล้ว ก็จะมีอนามัยดี มีสุขภาพ ทั้งทางกายและทั้งทางจิตดี. นี่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องมรรคผล นิพ- พาน พูดถึงเรื่องมีความสุขทางกาย ความสุขทางจิต มีสุขภาพ อนามัยทางกายและทางจิตก็มีได้ดี, เพราะอานาปานสติภาวนา จะทำให้จิตมีความสามารถ มีสมรรถนะ มากขึ้น คือ คิดเก่ง จำเก่ง ทำอะไรเก่ง คือ จิตสามารถทำหน้าที่ทางจิตได้ดียิ่ง มัน เป็นจิตที่นิ่มนวล อ่อนโยนควรแก่การงาน เรียกว่า กัมมนีย จิตชนิดนี้จะไปทำอะไรก็ดีทั้งนั้น จะคิดจะนึก จะตัดสินใจอะไร ก็ได้ แล้วก็จะจำเก่ง ถ้ามีจิตเป็นสมาธิจะจำเก่ง, แม้แต่เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ จะเรียกความจำกลับมา. บางคนจะไม่เคย หรือ จะไม่เชื่อก็ได้ว่า เมื่อนึกอะไรไม่ออก แต่เรื่องนั้นมันคล้าย ๆ กับมาอยู่ที่ปลายจมูก หรือริมฝีปาก แต่มันก็ยังนึกไม่ออก พูด
น.20 ๑๑ ไม่ได้ พูดออกมาไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่เคยพูด เคยนึกอยู่เสมอ แต่เผอิญวันนั้นมันลืมไปมันพูดออกมาไม่ได้ ก็เรียกว่า เรียก ความจำกลับคืนมาไม่ได้. ขอให้ทำอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ เข้าออก บางทีก็ในเวลาอันเล็กน้อย ความจำนั้นก็ผุดขึ้นมาได้, หรือว่าถ้าจะนานไปสักหน่อยก็ว่าหลับไปตื่นขึ้นมันก็อาจจะ จำได้และก็นึกขึ้นมาได้. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า มันมีประโยชน์แม้แต่เรื่องทาง โลกถึงขนาดนี้ ใครนึกเรื่องเก่า ๆ ไม่ค่อยออก ก็ลองทำอานา- ปานสติ, บางเรื่องจะนึกออกในทันทีในไม่กี่นาที, แต่บางเรื่อง อาจจะต้องรอไว้, หรือบางเรื่องอาจจะรอถึงกับว่านอนหลับไป พักหนึ่งแล้ว ตื่นขึ้นมา ก็จะนึกได้อย่างนี้ เป็นต้น. โดยเหตุผล ก็คือว่า มันได้จัดหรือปรับปรุงกันเสียใหม่ ในระบบทุกระบบ ทั้งระบบประสาท ระบบอะไรก็ตาม ให้เข้ารูป เมื่อเข้ารูปแล้ว มันก็ทำหน้าที่ของมันได้, ดังนั้นมันจึงสามารถเรียกร้องความจำ ออกมาได้ตามที่ต้องการ นี่ขอให้สนใจกันถึงขนาดนี้. อานาปานสติเป็นสติปัฏฐานที่แท้จริง เรียกว่าสติปัฏ- ฐาน ๔ เป็นที่นิยมยกย่องหรือสำคัญ สำหรับสติปัฏฐาน ๔ มัน
น.21 ๑๒ มีร่วมอยู่ในโพธิปักขิยธรรม, แต่ว่าคำว่าสติปัฏฐาน สติปัฏฐาน ที่สมบูรณ์แบบแท้ ๆ นั้น กลับมามีอยู่ในอานาปานสติสูตร ใน สูตรชื่อมหาสติปัฏฐานเองกลับไม่สมบูรณ์. ดินี่ขอบอก กล่าวให้ทราบกันว่า อานาปานสติที่สมบูรณ์นั้นมีอยู่ สูตรสั้น ๆ ชื่อว่า อานาปานสติสูตร. ในมหาสติปัฏฐานสูตรอันยาวเฟื้อยนั้น กลับไม่สมบูรณ์ในเรื่องอานาปานสติ. ฉะนั้นเราจึงสนใจเรื่อง ในอานาปานสติแทนมหาสติปัฏฐานสูตร จะได้ผลคุ้มค่า คุ้มค่า เวลา, เป็นเรื่องกะทัดรัด เป็นเรื่องทำได้ทันอกทันใจ. เมื่อทำอานาปานสติครบ ๑๖ ขั้นแล้ว พระพุทธองค์ ตรัสว่า เมื่อทำอานาปานสติครบ ๑๖ ขั้นแล้ว สติปัฏฐาน ๔ ก็ สมบูรณ์, สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์แล้ว โพชฌงค์ก็สมบูรณ์, โพช- ฌงค์สมบูรณ์วิชชาและวิมุตติก็สมบูรณ์, ตรงกันอย่างนี้เลย, สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์ เมื่อทำอานาปานสติสมบูรณ์. อานาปาน- สติมีอยู่ ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น เป็น ๑๖ ขั้น, ถ้าทำครบทั้ง ๑๖ ขั้นนี้แล้ว. สติปัฏฐานทั้ง ๔ จะสมบูรณ์ ไม่มีอะไรจะสมบูรณ์ ไปยิ่งกว่านี้ .. ในที่บางแห่งจัดอานาปานสติว่า เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง
น.22 ๑๓ โดยเฉพาะในคิริมานนทสูตร สัญญา ๑๐ ประการนั้น ได้จัด อานาปานสติไว้ในฐานะเป็นสัญญาหมวดหนึ่งด้วย ก็เพราะว่า มันเป็นเรื่องกำหนดหมายที่ดีที่สุด. คำว่า สัญญา ในที่นี้ก็หมาย ถึงเครื่องกำหนดหมาย. กำหนดหมายที่ดีที่สุด ที่ทำให้ก้าวหน้า บรรลุพระนิพพานได้ ก็คืออานาปานสติ ท่านจึงตรัสว่าเป็น สัญญา. เป็นอันว่าได้พิจารณาใคร่ครวญดีถึงที่สุด ทบทวนไปมา เป็นเวลานานแล้ว เกิดความคิดอย่างนี้ ความเข้าใจอย่างนี้ ความ เห็นอย่างนี้ จึงนำมาเสนอแก่ท่านทั้งหลาย, ขอได้พิจารณาดู จะได้รับประโยชน์มหาศาล. รูปโครงของอานาปานสติ ทีนี้ก็จะได้พิจารณาดูกันต่อไปถึงรูปโครงของอานา- ปานสติ ทั้ง ๔ หมวด ใช้คำใหม่ ๆ ภาษาใหม่กันว่าทางเทคนิค เมื่อจะพิจารณากันดูโดยวิธีทางเทคนิคแล้ว จะเห็นความมีเทคนิค กันอย่างยิ่งเหลือประมาณ ในเรื่องอานาปานสติ ๔ หมวด จน กระทั่งมองเห็นชัดว่า มันต้องมีจำนวนเท่านี้ คือ ๔ หมวด หมวด ละ ๔ เป็น ๑๖ ต้องมีจำนวนเท่านี้ จะมากกว่านั้นก็ไม่ได้ จะน้อย กว่านั้นก็ไม่ได้ แล้วยังเห็นชัดว่า จะต้องจัดลำดับดังนี้ จัดอย่าง
น.23 ๑๔ อื่นไม่ได้. ขอให้ใคร่ครวญดูเถอะว่า ต้องมี ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้นอย่างนี้ มากกว่านี้ก็ไม่ได้, น้อยกว่านี้ก็ไม่ได้ แล้วยังต้อง เรียงลำดับกันอย่างนี้ จึงจะเป็นไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อย สะดวกดาย เรียกกันอย่างสมัยใหม่ว่ามันมีเทคนิคจำกัดเฉพาะ อย่างยิ่ง และเหลือประมาณทีเดียว จะต้องรู้ไว้ในเรื่องนี้ด้วย. ท่านศึกษาเรื่อย ๆ ไป จนครบถ้วนแล้วท่านจะรู้ได้เอง รู้ความ ที่มันต้องมีเทคนิคอย่างนี้ มีเป็นอย่างอื่นไม่ได้ หรือว่ามันสมบูรณ์ ด้วยเทคนิคอย่างยิ่ง, ใช้ถูกวิธี ก็เป็นเทคโนโลยี ภาษาอะไรก็ไม่รู้ ที่เขาใช้พูดกันอย่างนี้ เทคโนโลยี คือวิธีที่จะใช้เทคนิคให้สำเร็จ ประโยชน์นั่นแหละ แต่นี้มันเป็นเรื่องทางใจ เป็นเรื่องเทคนิค ทางจิตใจ เป็นเทคโนโลยีทางจิตใจซึ่งไม่มีใครเขาพูดกัน, แต่ว่า มันเป็นอย่างนั้น เอามาพูดอย่างนั้นได้ ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจแล้ว การปฏิบัติสมาธินี้ อานาปานสติสมบูรณ์ด้วยเทคนิค และอาจ จะใช้เป็นเทคโนโลยีได้โดยสะดวกมีผลดี หมายถึงเรื่องในทาง จิตใจ. ทั้ง ๔ หมวด เรียกว่า จตุกกะ จตุกกะก็แปลว่า หมวด ละ ๔ ทั้ง ๔ จตุกกะนี้ มันสัมพันธ์กันอย่างมีเทคนิคที่สุด คือ
น.24 ๑๕ มันต้องทำเป็นลำดับ ลำดับไปอย่างนั้นให้ครบถ้วนอย่างนั้น. แล้วเกี่ยวข้องกันอย่างนั้น ๆ แล้วมันก็กะทัดรัดที่สุดไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งซ่าน. เอ้าดูว่า หมวดที่ ๑ จตุกกะที่ ๑ ทำให้รู้จักลมหายใจ. รู้จักธรรมชาติของลมหายใจ จนกระทั่งรู้จักว่า ร่างกายเนื้อนี้ ก็มีอยู่หมวดหนึ่ง, เนื่องกันอยู่กับลมหายใจ. เตรียมกายนี้ให้ พร้อม ให้รู้จัก คือปรับปรุงให้ดี ให้ถูกให้ต้องทั้งสองกาย คือ ทั้งกายลมและกายเนื้อ ก็จะเกิดการสงบรำงับได้ นี่หมวดที่หนึ่ง ก็มีเทคนิคอยู่อย่างนี้. หมวดที่ ๒ ก็รู้จักเวทนา คือความรู้สึก เป็นสุข เป็น ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ว่าเวทนานี้เป็นเรื่องสำคัญในหมู่มนุษย์. มนุษย์เป็นไปตามอำนาจของเวทนา, เวทนานี้มันจูงจมูกไปให้ ทำอะไรก็ได้ : สุขก็จูงไปอย่าง, ทุกข์ก็จูงไปอย่าง, อทุกขมสุข ก็จูงไปอย่าง. เราต้องรู้จักเวทนา และควบคุมเวทนาให้ได้ และ จะเสวยเวทนาตามที่ควรจะเสวย บังคับเวทนาได้ก็คือ การ บังคับจิตได้. มัน สัมพันธ์กับหมวดที่ ๑ ก็คือว่าเมื่อทำหมวดที่ ๑
น.25 ๑๖ สำเร็จ มันก็จะมีสุขเวทนาที่เกิดมาจากสมาธิ, แล้วก็เอาสุขเวทนา ที่เกิดมาจากสมาธิของหมวดที่หนึ่งนั้นมาเป็นอารมณ์ของเวทนา- นุปัสสนา หมวดที่ ๒, ก็แปลว่า เราได้เวทนาอันสูงสุด ประเสริฐ ที่สุด คือเป็นสุขที่สุด มาใช้เป็นบทเรียน ถ้าเอาชนะเวทนาอัน สูงสุดนี้ได้ แล้วก็เอาชนะเวทนาที่ต่ำต้อยกว่านั้นได้โดยไม่ต้อง สงสัย, เอาเวทนาชั้นที่สูงสุดมาเป็นบทเรียนสำหรับศึกษา สำหรับ ประพฤติกระทำ มันก็ดีกว่า นี่ความเป็นเทคนิคมันซ่อนอยู่ อย่างนี้ แล้วมันสัมพันธ์กันกับหมวดที่ ๑ อย่างนี้ .. ทีนี้หมวดที่ ๓ รู้จักจิต ว่าเป็นอย่างไร, รู้จักจิตทุกชนิด ทุกรูปแบบว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งว่าบังคับจิตได้ตามต้องการ มันสังเกตเอาจากที่ว่าในระยะไหนของอานาปานสติจิตเป็น อย่างไร ในระยะไหนจิตเป็นอย่างไร อย่างนี้ก็ได้, หรือจะสังเกต เอาทั่ว ๆ ไปตามความรู้สึกของเราที่มีอยู่ว่า จิตเป็นอย่างไร จิตเคยเป็นอย่างไรบ้าง, อย่าต้องคำนวณว่า ถ้าจิตฟุ้งซ่านคือ เป็นอย่างนี้ ถ้าจิตไม่ฟุ้งซ่านจะเป็นอย่างไร, ก็พอจะคำนวณ เอาได้ จนสามารถรู้จักจิตทุกแบบ รายละเอียดข้อนี้ก็จะไปพูดถึง เมื่อบรรยายไปถึงตอนนั้น.
น.26 ๑๗ ทีนี้ หมวดที่ ๔ บังคับจิตได้แล้ว ก็ใช้จิตนั้นให้ทำงาน พูดอย่างเป็นภาษาอุปมา ภาษาบุคคลาธิษฐานว่า ใช้จิตให้ทำงาน. ข้อนี้ก็ไม่มีอะไรมาก จิตที่อยู่ในอำนาจ ควบคุมได้แล้ว ก็สามารถ จะใช้ทำอะไรก็ได้ ในที่นี้ก็ บังคับจิตให้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสม ถูกต้อง จนกระทั่งเห็นอนิจจัง ซึ่งรวมทั้งทุกขังอนัตตา, แล้วก็ บังคับจิตให้หน่ายคลายกำหนัด ให้คลายกำหนัด คือ ให้คลาย ความยึดมั่นถือมั่น, แล้วจน กระทั่งดับความยึดมั่นถือมั่นเสียได้, แล้วกระทั่งรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ว่าทำได้แล้ว, ทำได้อย่างนี้แล้ว ทำได้ ถึงที่สุดแล้ว, เรื่องที่ต้องทำเพื่อดับทุกข์นั้นไม่มีเหลืออีกแล้ว ทำหมดแล้ว. นี่อานาปานสติหมวดที่ ๔ เป็นอย่างนี้ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากเพียงพอ จนกระทั่งเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จนมีวิราคะ, เมื่อคลายไปคลายไปก็ดับหมด เป็นนิโรธ จึงหมด ปัญหาดับกิเลสและดับทุกข์ได้, ก็รู้เป็นครั้งสุดท้ายว่า โอ้ มันดับ แล้ว ดับสิ้นสุดแล้ว ใช้คำที่เป็นโวหารอุปมาอีกเหมือนกัน ใช้ คำว่า สลัดคืน คือโยนทิ้งออกไปได้หมดแล้ว, ไม่เอามายึดถือไว้ อีกต่อไปแล้ว จบอย่างนี้.
น.27 ๑๘ นี่แหละรูปโครงของอานาปานสติ ๔ หมวด มีลักษณะ อย่างนี้ สัมพันธ์กันอย่างนี้, มีเทคนิคอย่างนี้ มีจำนวนเท่านี้ เพิ่ม ไม่ได้ลดไม่ได้ ต้องเรียงลำดับแห่งการปฏิบัติอย่างนี้ ๆ สลับกัน อย่างอื่นไม่ได้หรือไม่ดี, นี่ขอให้รู้จักไว้อย่างนี้ . อานาปานสติ ๑๖ ขั้น เป็นพุทธศาสนาสมบูรณ์. ทีนี้มาพิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า เมื่อทำได้อย่างนี้ ๑๖ ขั้น จนกระทั่งว่าบรรลุผลถึงที่สุด และรู้ว่าบรรลุแล้วนี้ มันเป็นการ แสดงพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์. ฟังดูให้ดี เป็นการแสดงพระ พุทธศาสนาที่สมบูรณ์ คือ แสดงทั้งการปฏิบัติและผลของการ ปฏิบัติ. การแสดงแต่เพียง ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นไม่สมบูรณ์ มันแสดงแต่วิธีปฏิบัติ ที่เป็นประเภทเหตุ ที่เป็นผลของการปฏิบัติ ยังมิได้แสดงเลย, แต่ถ้าเราพูดถึงอานาปานสติ ๑๖ ขั้น นี้แล้ว มันจะแสดงทั้งการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติ. แม้ว่าจะแสดงด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ มัชฌิมาปฏิปทา มีองค์ ๘ ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะไม่แสดงผลแม้แต่นิดเดียว แสดง แต่เหตุ คือวิธีปฏิบัติ : สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา
น.28 ๑๙ สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมา สมาธิ มันก็จบ มันยังไม่ได้แสดงว่าได้รับผลอะไร, ต่อเมื่อแสดง เป็นสัมมัตตะ ๑๐ คือ เพิ่มเข้าไปอีก ๒ เป็น สัมมาญาณะ รู้อย่าง ถูกต้อง, สัมมาวิมุตติ หลุดพ้นอย่างถูกต้อง ครบ ๑๐ นั่น จึงจะ สมบูรณ์ เราจะเห็นได้ทันทีว่าในอานาปานสติ ๑๖ ขั้นนี้ แสดง ให้ครบทั้ง ๑๐ เท่ากับว่า อานาปานสติทั้งชุดนี้มันแสดง สัมมัตตะ ๑๐ นั้นเอง, เป็นตัวพุทธศาสนาสมบูรณ์ ทั้งเหตุและทั้งผล. ข้อนี้ควรจะเข้าใจกันไว้ด้วยว่า ถ้าพูดแต่เพียง อัฏฐังคิก มรรค ๘ นี้มันยังไม่ครบไม่สมบูรณ์ของตัวพระศาสนา, ยังไม่ แสดงส่วนที่เป็นผล, ต้องแสดงเป็นสัมมัตตะ ๑๐ เพิ่มเข้าไปอีก ๒ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ, แล้วนี้ก็จะเป็นจบสมบูรณ์. เมื่อพระพุทธเจ้าจะตรัสถึงระบบพระพุทธศาสนาทั้งหมด ในฐานะเป็นเครื่องดับทุกข์ทั้งหมด แล้วก็จะตรัสถึงสัมมัตตะ ๑๐ ทั้งนั้นแหละ ไม่อยู่เพียงแค่แปด แค่มรรคมีองค์ ๘; เมื่อจะตรัส เปรียบเทียบทางบุคคลาธิษฐาน หรือภาษาคน ก็ตรัสว่า สัมมัตตะ ๑๐ มันเป็นโธวน เครื่องชำระบาป เป็นวิเรจนะ เป็นยาถ่ายโทษ หมดโดยประการทั้งปวง หรือเป็นวมน ทำให้สำรอกอาเจียน
น.29 ๒๐ มันก็ไปจนถึงว่ามีสัมมัตตะ ๑๐ ครบถ้วนแล้ว มันจึงจะเป็นการ สำรอกหรืออาเจียนโทษทั้งหลายทั้งสิ้นออกไปได้ นี้เราจงรู้ค่า ของอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้นนี้ ว่ามันเป็นความสมบูรณ์แห่งการ แสดงให้รู้จักตัวพระพุทธศาสนา. หรือถ้าจะดูกันอีกโดยการเปรียบเทียบกับหลักสำคัญ ๆ ที่ว่า สัมมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํทุกขํ อุปจฺจคุ-การก้าวล่วงทุกข์ ทั้งปวงทำได้เพราะสมาทาน สัมมาทิฏฐิ. การสมาทาน สัมมา- ทิฏฐินี้มันมีผลครอบหมดทั้งอานาปานสติทั้งชุดเลย, อานา- ปานสติทั้งชุดเมื่อทำแล้วจึงได้ชื่อว่า สมาทานสัมมาทิฏฐิ แม้ว่า สัมมาทิฏฐิจะเป็นเพียงองค์แรกองค์หนึ่งของอริยมรรคมีองค์ ๘, แต่ว่ามันมีความเกี่ยวข้องหรือคาบเกี่ยวกันไปจนกระทั่งเรื่อง สุดท้าย, ถ้ายังไม่สมบูรณ์ ตามหลักอานาปานสติ ๑๖ ขั้น อยู่ เพียงไร สัมมาทิฏฐินั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ถึงที่สุด นี่จึงให้เข้าใจไว้ว่า ถ้าจะดับทุกข์หรือออกจากทุกข์ ทั้งปวงได้ เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็จงประพฤติอานา-
น.30 ๒๑ ปานสติทั้งสี่หมวดนี้ให้สมบูรณ์. อานาปานสติจึงเป็นพุทธศาสนา ที่สมบูรณ์ ทั้งในแง่ของปริยัติ ทั้งในแง่ของปฏิบัติ, และทั้งในแง่ ของปฏิเวธ คือในการศึกษาเล่าเรียน ก็เรียนให้รู้เรื่องอานาปานสติ ในการปฏิบัติก็ปฏิบัติอานาปานสติ, ได้รับผลของการปฏิบัติก็คือ รับผลการปฏิบัติ อานาปานสติ จึงจะเป็นการรับผลที่สมบูรณ์, เอาพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น คือทั้งปริยัติ ทั้งปฏิบัติ และ ปฏิเวธ นี้มารวมอยู่ในเรื่องของอานาปานสติ ทั้ง ๑๖ ขั้น. หลักการปฏิบัติอานาปานสติ นี่เราก็ได้ทำความเข้าใจหรือทำความรู้จักกับอานา- ปานสติ มาพอสมควรแล้ว ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างที่กล่าวมานี้. ทีนี้ก็จะได้ พูดถึง ตัวอานาปานสติ หรือการปฏิบัติ อานาปานสติ เป็นลำดับ ๆ ไป ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดี ฟังไม่ดีจะฟัง ไม่ถูก จะไม่รู้เรื่อง จะไม่สำเร็จประโยชน์ แล้วก็อยากจะพูดว่า เป็นการยากที่กล่าวถึงเรื่องนี้โดยสมบูรณ์, ก็คอยจด ๆ จ้อง ๆ มานานแล้ว เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะพูดกันให้สมบูรณ์กันเสียสักที ท่านทั้งหลายจงพยายามรับเอาให้ดี สนองความประสงค์อันนี้
น.31 ๒๒ ให้ดีให้เข้าใจ ให้ใช้ปฏิบัติได้, นั่นแหละก็จะไม่เสียทีว่าอุตส่าห์ มาศึกษามาฟัง. การเตรียมสิ่งแวดล้อม. เมื่อจะพูดถึงการปฏิบัติอานาปานสติ ก็จะพูดถึง การ เตรียม เตรียมพร้อมเพื่ออานาปานสติเป็นข้อแรก. ขอให้ฟังให้ดี จะพูดถึงตัวเรื่องปฏิบัติโดยตรงแล้ว การตระเตรียม ก็โดยหลัก ทั่วไปนึกเอาเองก็ได้ จะทำอะไรมันต้องเตรียมอะไรบ้าง ก็พอ จะนึกเอาเองได้, นี้ก็เหมือนกัน ก็ หาโอกาส เตรียมหาโอกาส ให้ได้โอกาส, หาเวลาที่พอเหมาะ, หาสถานที่ พอเหมาะ เท่าที่ จะหาได้ ไม่ต้องจู้จี้พิรี้พิไร จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ จน ไม่ได้ทำ จนล้มเหลวเป็นข้อแก้ตัวของคนขี้เกียจหรือคนที่ไม่ อยากจะทำ. หาโอกาส หาเวลา หาสถานที่ ที่พอเหมาะ เท่าที่จะ หาได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ถ้าหาในป่าไม่ได้ ที่บ้านก็ได้ เวลานั้นก็หาได้ แม้ว่าอยู่ที่บ้านก็มีเวลาสักแวบหนึ่งก่อนแต่จะ นอนหรือตื่นนอนใหม่ ๆ , หรือเวลาไหนก็ได้, ถ้าเราปิดหูปิดตา
น.32 ๒๓ ไม่ดูไม่แลไม่ได้ยินได้ฟังอะไร ก็ทำอานาปานสติได้แม้นั่งอยู่ใน รถไฟ ก็เรียกว่าต้องหาได้แหละ เวลาก็ดี โอกาสก็ดี สถานที่ก็ดี มันก็จะต้องหาได้, แต่แล้วเราก็จะหาให้ได้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะ หาได้. เตรียมร่างกาย . แล้วก็ เตรียมร่างกาย ให้มันพอเหมาะพอดี ให้มัน สบายพอดี คือมันไม่ร้อน หรือมันไม่เหน็ดเหนื่อย หรือไม่อะไร ทำนองนั้น, มีร่างกายที่พอดีพอเหมาะสม และอวัยวะของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจมูกที่จะหายใจ, ถ้าจมูกมันไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไข ถ้ามันเป็นหวัดก็ทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้, มันต้อง เตรียมจมูก แล้วจมูกนี้ก็ไม่ใช่ว่าตระเตรียมไม่ได้ จมูกธรรมดานี้ มันหายใจไม่สะดวกนัก, มันต้องเตรียมให้หายใจสะดวก. นักเลง ใช้คำว่านักเลง, นักเลงอานาปานสติเขามักจะใช้น้ำล้าง จมูก. คือ สูดน้ำเข้าไป เอาน้ำใส่ในฝ่ามือใจกลางมือ สูดเข้าไป แล้วก็สั่งออกมา, ก็สูดเข้าไปแล้วก็สั่งออกมา ก็ทำให้จมูกดี ดีกว่าธรรมดาสำหรับที่จะทำอานาปานสติ, นี้เป็นตัวอย่างของ
น.33 ๒๔ การตระเตรียม. อารมณ์อะไรที่รบกวนจิตใจ ที่จะมารบกวนจิตใจ ก็สลัดออกไปเสียก่อน, ไม่รู้ไม่ชี้กับมัน, เรื่องต้องกังวลวิปฏิสาร ร้อนอก ร้อนใจอะไร แม้มีความทุกข์อยู่ก็สลัดออกไปเสียก่อน, คือลืมมันเสียทีก่อน, แล้วมากำหนดลมหายใจ แล้วก็กำหนด ลมหายใจตามแบบของขั้นที่ ๑ ซึ่งมีความหมายว่าบังคับลม หายใจตามที่ ต้องการ เอาละ บังคับลมหายใจตามที่ต้องการ ตามแบบของตน ๆ ก็มีหลายแบบ แต่ว่าทุกแบบเรียกว่าบังคับ ลมหายใจทั้งนั้นแหละ เขาเรียกเป็นภาษาอินเดียโบราณก็เรียกว่า ปราณายามะ แปลว่าบังคับลมหายใจ, คำ ๆ นี้ใช้เป็นหลักทั่วไป. ไม่ว่าในสมาธิภาวนาแบบไหน ของพวกไหนก็ตาม ในประเทศ อินเดียวิปัสสนาทุกรูปแบบ เริ่มต้นด้วยปราณายามะ คือบังคับลม หายใจให้ถูกต้องให้ตรงตามที่ต้องการ. อานาปานสติขั้นต้น ๆ ก็เป็นการบังคับลมหายใจ มีลักษณะเป็นปราณายามะ เพราะว่าเราก็ จะได้บังคับมันให้ดี ตั้งแต่ว่าเตรียมจมูกให้ดี เตรียมลมหายใจ ให้ดี. จนกระทั่งว่าบังคับให้หยาบให้ละเอียด ให้ได้ดี อย่างนี้ เป็นเบื้องต้นที่สุด, เกี่ยวกับการตระเตรียมหรือว่าจะควบคุม
น.34 ๒๕ การหายใจ เรียกว่าเป็น ปุพพภาคของวิปัสสนาสากลทุกรูปแบบ. วิปัสสนาทุกรูปแบบต้องเริ่มต้นด้วยการ ปราณายามะ คือบังคับ ลมหายใจ. ท่านั่ง. มีท่านั่งที่เหมาะสม หมายความว่าหัดนั่งในท่าที่เหมาะ สม, โดยเฉพาะพวกฝรั่ง เขาไม่ค่อยจะเคยนั่งสมาธิเคยนั่งแต่ เก้าอี้ ก็ลำบาก ลำบากเหมือนกัน. ที่จริงมันจะเปลี่ยนไปเป็นใช้ เก้าอี้บุนวมหนา ๆ นั่งอย่างนั้นก็ได้ แต่มันไม่ดีเท่ากับว่าแบบ สมาธิที่นั่งลงกับพื้น. พวกจีนก็เหมือนกัน พวกจีนเขาก็มีนั่งเก้าอี้ ไม้ของจีนไม่ค่อยนั่งสมาธิกับพื้น ก็ต้องลำบากในการหัดใหม่ เหมือนกัน, เขาจึงใช้คำว่ามาหัดนั่งตามท่านั่งแบบอินเดีย แบบ ชาวอินเดีย คือนั่งขัดตะหมาดขัดสมาธิลงกับพื้นนั่นแหละ ซึ่ง เป็นการลำบากไม่น้อยสำหรับพวกฝรั่ง. อาตมาเคยไปเห็นที่ ประเทศพม่าฝรั่งนั่งร้องไห้อยู่เพียงแต่ว่านั่งขัดสมาธิไม่ได้เท่านั้น มันดึงขาเข้ามาไม่ได้, ขามันแข็ง. แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายาม นี้ก็อยู่ในพวกเตรียมเหมือนกัน เตรียมท่านั่ง หัดให้คุ้นเคยกับ ท่านั่ง ที่เรียกว่าแบบสมาธิสมาธิ.
น.35 ๒๖ คำว่า "สมาธิ" แปลว่า ตั้งมั่น ท่านั่งอย่างอื่นไม่มั่นคง เท่ากับแบบขัดตะหมาด ขัดสมาธิ เราเรียกว่า ขัดตะหมาด คำว่า ขัดตะหมาด ก็คือว่า ขัดสมาธินั่นเอง เข้าใจว่ามันเรียนผ่านมา ทางพม่า พม่าเขาออกเสียงตัว สอ. เป็นเสียงตอ. เมื่อเราออก เสียงเป็นตอ. ก็ออกเป็น ตอ. สมาธิออกเป็นตะมาธิ มันก็เลย เป็นตะหมาดไป. ขัดตะหมาดก็คือมาจากคำว่าขัดสมาธิ มันนั่ง ชนิดที่ว่าล้มไม่ได้ มีลักษณะเหมือนกับฝาชีหรือปิระมิด ฐานมัน ใหญ่แล้วมันแหลมขึ้นไปข้างบน รูปปิระมิด มันล้มไม่ได้. สมาธิ คำนี้มันก็แปลว่า อย่างนั้นอยู่ด้วย สมาธิแปลว่ารวมยอด, รวม ยอดเดียวขึ้นไป เล็กเข้า ๆ แล้วไปเล็กสุดที่ยอด นั้นแหละความ หมายของคำว่ารวมยอด แล้วก็มีความหมายว่า ซ่านออกไปทิศ ไหนไม่ได้, ไม่ซ่านออกไปในทิศไหน แล้วก็รวมแน่นเป็นยอด เดียว เหมือนกับฝาชีหรือรูปกรวย, ความหมายของสมาธิ สมาธิ โดยทางวัตถุ โดยทางวัตถุมันเป็นอย่างนี้. ก็หัดนั่งเล่น ๆ ไปก่อน ถ้านั่งไม่ได้ แต่ไม่มีปัญหา อะไร คนไทยเรามีบุญ นั่งสมาธิเป็นมาแต่เด็ก ๆ ตั้งแต่เดินไม่ได้ บางทีนั่งขัดตะหมาดเป็นแล้ว พ่อแม่จับให้นั่ง มันได้เปรียบฝรั่ง
น.36 ๒๗ ได้เปรียบพวกจีน, ได้เปรียบพวกที่ไม่เคยนั่ง, นี่ก็เรียกว่าเตรียม ด้วยเหมือนกัน. เตรียมให้คุ้นเคยกับท่านั่ง ขัดตะหมาด นักศึกษา ปัจจุบัน อาจจะไปตามฝรั่ง ติดฝรั่ง นั่งขัดสมาธิไม่ได้เข้าก็ได้ เพราะเคยนั่งแต่เก้าอี้ก็ตามใจ ถ้าอยากจะทำให้ดีในการทำสมาธิ แล้วก็มาหัดนั่งขัดตะหมาด ขัดสมาธิกันให้ได้แล้วมันก็จะสะดวก ได้ผลง่ายหรือดีกว่า. แล้วก็อย่าให้มีอะไรมารบกวนผูกพันกันนัก : เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องอะไรนี้อย่าให้เกิดเป็นปัญหา, สลัดออกไปให้มาก ที่สุด เท่าที่จะมากได้ แต่ก็ไม่ต้องมากจู้จี้หยุมหยิมจนทำไม่ได้ เหมือนกัน มันเป็น เรื่องแก้ตัวของคนไม่อยากทำ อะไร ๆ ก็ติด ขัดไปเสียหมด ที่จริงถ้ามีจิตใจที่ซื่อตรงต่อเรื่องนี้แล้วก็ทำได้ ทั้งนั้น ขอให้เตรียมให้ทำได้. ซ้อมการหายใจ. เตรียมละเอียดลงไป ทีนี้เตรียมละเอียดลงไป ก็คือ
น.37 ๒๘ เตรียมการหายใจ ลองหายใจดู ลองหายใจดู ซ้อมการหายใจดู ทุกรูปแบบ หายใจยาว หายใจสั้น ก็ลองหายใจซ้อมดู, ยาวคือ อย่างไร, สั้นคืออย่างไร, หายใจลึกคืออย่างไร, หายใจตื้นคือ อย่างไร, หายใจหนักคืออย่างไร, หายใจเบาคืออย่างไร, หายใจ หยาบคืออย่างไร, หายใจละเอียดคืออย่างไร, ซ้อมมันดูเหมือน กับทำเล่นไปก่อน, นี้ก็เรียกว่าเป็นการเตรียมด้วยเหมือนกัน. หัดสังเกตลมหายใจ. สังเกตให้เห็นว่าเมื่อหายใจอย่างไร มันมีผลอะไรเกิด ขึ้น, หายใจหยาบสบายอย่างไร, หายใจสั้นไม่สบายอย่างไร, หายใจลึกสบายอย่างไร, หายใจตื้นไม่สบายอย่างไร, ไปศึกษา ให้ดี ให้รู้ชัดลงไปถึงลักษณะของมัน มีลักษณะอย่างไร มีอาการ อย่างไร มีอิทธิพลอย่างไร หายใจอย่างไรมีผลแก่ร่างกายและ จิตใจเองอย่างไร, หรือว่าเนื่องไปถึงสิ่งที่มันเนื่อง ๆ กันไป อย่างไร, เกี่ยวกับการหายใจนั้น นี่เรียกว่าเตรียมอย่างดีที่สุด เพื่อจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าลมหายใจ.
น.38 ๒๙ แล้วก็หัดบังคับมันให้สั้นให้ยาว ให้หยาบให้ละเอียด มีวิธีตามที่จะหามาได้, ลมหายใจยาวเท่านี้ นับ หนึ่ง สอง สาม ไปได้ถึงเท่าไร, ถ้าอยากให้ยาวออกไปอีก ก็นับให้ยาวออกไปอีก กระทั่งนับหนึ่งถึงสิบ มันก็เลยเป็นการบังคับอย่างมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ นับจำนวนน้อย ๆ มันก็สั้น นับจำนวนมาก ๆ มัน ก็ยาว ก็บังคับความสั้นหรือยาวได้โดยการนับ จนมียุติลงไปได้ ว่าอย่างไรเรียกว่ายาว, อย่างไรเรียกว่าสั้น, อย่างไรยาวเป็นที่ พอใจ, อย่างไรสั้นเป็นที่พอใจก็รู้ได้ดี, มีอุบายต่าง ๆ เมื่อจะ เลือกใช้คำว่าเลือก เลือกความยาวเลือกความสั้นได้ตามที่ต้องการ เพื่อที่จะมาใช้ทำจริง. ฝึกลืมตาทำดีกว่าหลับตา. ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังมีเหมือนกัน เช่นว่าหลับตา หรือลืมตา, โดยมากสังเกตเห็นว่า เขายึดติดเรื่องหลับตา พอ จะทำก็หลับตา แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้วลืมตานั้นเป็นเทคนิคที่ลึก กว่า มีเทคนิคที่ลึกกว่ามีผลดีกว่า คือลืมตา. ลืมตาเพ่งดูที่ปลาย
น.39 ๓๐ จมูกอย่างเดียว ก็ไม่เห็นอะไรเหมือนกัน, แต่มันเป็นการบังคับ จิตที่ดีกว่า ดีกว่าหลับตา นี้เรียกว่าลืมตานี้ มันเก่งกว่าหลับตา หรือมันได้ประโยชน์มากกว่าหลับตา คือว่าอย่างน้อยก็คือตา มันไม่ร้อน ถ้าหลับตานั้น ตามันจะร้อนกว่าที่ลืมตา, เหมือนกับ ที่เราลืมตาอยู่นี้อากาศมันผ่านตา ตามันก็ไม่ร้อน. ถ้าเราหลับตา ตามันจะมีความร้อนเกิดขึ้น, ลืมตามันยังดีกว่า ลืมตานี้มันเก่ง กว่าหลับตา เพราะมันทำยากกว่า. ถ้าเป็นนักเลงเขาใช้คำว่านักเลง นักเลงสมาธิ เขาหัดอย่างลืมตากันทั้งนั้น, แบบโบราณในอินเดีย ของพวกโยคีทั้งหลายก็ลืมตาทั้งนั้น ตั้งต้นด้วยลืมตาทั้งนั้น เพื่อ ตาไม่ร้อนและเพื่อการบังคับจิตที่ดีกว่า, แล้วก็รู้เถอะว่า พอมัน เป็นสมาธิ พอมันเริ่มเป็นสมาธิ เข้าถึงขั้นที่เป็นสมาธิแล้ว มัน หลับของมันเอง ตามันหลับของมันเอง แม้ว่าเราจะตั้งต้นด้วย การลืมตา ในที่สุดมันก็หลับของมันเอง. นี่เรื่องหลับตาหรือ ลืมตามันก็มีปัญหาอยู่บ้างอย่างนี้ แต่มันก็เป็นเทคนิค เป็นสิ่งที่มี ความลับซ่อนเร้นอยู่ ว่าหลับตาดีหรือลืมตาดี. นี่ขอให้สนใจกัน ไว้บ้าง ถ้าถือเป็นแบบดั้งเดิมมาแต่โบราณกาล พวกโยคีเขาตั้งต้น ด้วยการลืมตา, แล้วมันค่อย ๆ หลับของมันไปเมื่อมันเป็นสมาธิ
น.40 ๓๑ มากเข้า ๆ จนหลับสนิท. ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นการตระเตรียม ซึ่งก็เป็นการ ตระเตรียมที่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะว่ามันมีเทคนิคอย่างที่ว่า มาแล้ว มันต้องถูกต้องตามเทคนิค ซึ่งจะเรียกว่าความลับของ ธรรมชาติ. เทคนิคแปลว่าอะไรก็ไม่รู้พูด ๆ กันจนติดปาก แต่ว่า ถ้าดูตัวแท้แล้วมันคือความลับของธรรมชาติ ให้ถูกต้องตาม ความลับของธรรมชาติ เรื่องหลับตาหรือลืมตาก็เป็นเทคนิค มี ลักษณะเป็นเทคนิคทำให้มันถูกต้อง แต่ถ้าว่าคนที่ไม่ชอบคิด หรือคนขี้ขลาดหรือคนยึดติด มันก็ทำไม่ได้ ๆ, ลืมตาทำไม่ได้ ๆ เพราะมันเห็นอยู่ มันก็จริงซิ มันก็ทำไม่ได้ แต่ว่าไปลองดูซิ ลืมตาแต่มองอยู่ที่ปลายจมูก, มองให้เห็นปลายจมูก, มองให้ เห็นปลายจมูก มันก็ไม่เห็นอะไร มันก็มีผลเท่ากับหลับตาครึ่ง หนึ่งแล้ว แล้วมันบังคับจิตแรงกว่าที่จะหลับตา, แล้วโดยมาก หลับเลย ง่วงเลยหลับไปเลย ถ้าตั้งต้นด้วยหลับตามักจะง่วง และหลับไปเลย, มันก็ล้มละลาย ถ้าตั้งต้นด้วยการหลับตา, ถ้า ตั้งต้นด้วยการลืมตามันเข้มแข็งกว่า ขอให้สนใจ นี่เรื่องการ ตระเตรียมมีอย่างนี้ ควรจะพอกันทีสำหรับเรื่องตระเตรียม
น.41 ๓๒ การลงมือปฏิบัติ ทีนี้ก็ลงมือทำ ลงมือทำ อย่างที่บอกแล้วว่าอานาปาน- สติ แบ่งออกเป็น ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น :- หมวดที่ ๑ เกี่ยวกับกาย, หมวดที่ ๒ เกี่ยวกับเวทนา, หมวดที่ ๓ เกี่ยวกับจิต, หมวดที่ ๔ เกี่ยวกับธรรมะ หรือธรรมชาติ ไว้ค่อย พูดทีหลัง. พูดหมวดที่ ๑ เกี่ยวกับกายกันเสียก่อน. หมวดที่ ๑ เกี่ยวกับกาย คำว่ากายนี้มันคงจะแปลกสำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เคย เรียนบาลี คนทั่วไปก็จะเข้าใจว่า คำว่า กาย หมายถึง ร่างกาย, ร่างกายเนื้อหนังคือกาย. แต่ภาษาบาลี ไม่ใช่อย่างนั้น คำว่ากายนี้ มันแปลว่า สิ่งที่รวม ๆ กันเป็นหมู่ ๆ หลาย ๆ อันรวมกัน เป็นหนึ่งหมู่ เรียกว่า กาย ทั้งนั้น คำว่า กาย แปลว่า หมู่, แม้ว่า ร่างกายของคนเราคนหนึ่งนี้ มันประกอบด้วยอะไรหลายอย่าง เช่นว่ามีอาการ ๓๒ รวมกันมันก็เป็นหนึ่งกาย มันก็คือหมู่นั่นเอง.
น.42 ๓๓ นี้ลมหายใจนี้ก็เรียกว่า กาย กายลม ลมหายใจก็เป็นหมู่ก็เรียกว่า กาย. หมวดที่ ๑ จัดการโดยตรงกับเรื่องลมหายใจ แบ่งเป็น ๔ ขั้นตอน : ขั้นตอนที่ ๑ ลมหายใจยาว ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เราปรับปรุงศึกษาเตรียมตัวจนรู้จักกับเรื่องลมหายใจยาว ลม หายใจสั้น เดี๋ยวนี้ก็เอาลมหายใจยาวมากำหนด หายใจลมหายใจ ยาว ให้ลมหายใจที่เข้าและออก เข้าและออกนั้นเป็นอารมณ์ ของสมาธิ เริ่มต้นทีเดียว เริ่มฝึกด้วยลมหายใจชนิดยาว ยาวมาก หรือยาวน้อย เอาตามพอใจก่อนก็ได้, เพราะได้กล่าวมาแล้วว่า เราได้ศึกษาเรื่องยาว ยาวอย่างไร ๆ มาพอสมควรแล้ว จนกระทั่ง ว่าปล่อยไปตามธรรมชาติมันยาวอย่างไรเรียกว่ายาว และเราก็ รู้สึกว่ายาว แล้วก็เอายาวนั่นแหละมาเป็นการฝึกกำหนดครั้งแรก. เราจะหัดให้ยาวที่สุดหรือให้สั้นที่สุด จนให้รู้จักมันดีทั้งยาวและ ทั้งสั้น เพราะว่าแม้แต่ยาวนี้ก็มีหลายยาว ยาวมากก็มี ยาว ไม่มากก็มี ยาวน้อยก็มี แม้แต่ยาวมันยังมีตั้ง ๓ ยาว, ก็รู้มันทั้ง สามยาว แล้วก็เอาที่ยาวพอดี ที่ตามสบาย ยาวที่รู้สึกว่ายาวก็
น.43 ๓๔ แล้วกันมากำหนด หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว หายใจเข้ายาว และหายใจออกยาว กำหนดลมหายใจที่ยาว และพร้อมกันนั้น มันจะรู้พร้อมกันไปด้วยว่า หยาบหรือละเอียด หรือเป็น กลาง ๆ. ศึกษาว่าเมื่อยาวมากมันมีผลอย่างไรแก่ความรู้สึก เมื่อยาวขนาดกลางมีผลอย่างไรแก่ความรู้สึก เมื่อยาวน้อยมีผล อย่างไรแก่ความรู้สึก. สังเกตปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นแก่ ความรู้สึกหรือร่างกาย ว่ามันต่างกันอย่างไร ยาวมาก ยาวน้อย หรือยาวกลาง ๆ ใช้คำว่าอิทธิพลก็ได้ มีอำนาจหรือมีอิทธิพล อย่างไรต่อร่างกาย ลมหายใจชนิดยาวมีอิทธิพลต่อร่างกาย อย่างไร, ยาวมากมีอิทธิพลอย่างไร, ยาวน้อยมีอิทธิพลอย่างไร, ยาวไม่สู้มากมีอิทธิพลอย่างไร เพื่อจะให้รู้จักลมหายใจยาวพร้อม ทั้งลักษณะของมัน พร้อมทั้งอิทธิพลของมัน ที่มีต่อความรู้สึก หรือต่อร่างกาย ของลมหายใจยาว, เรียกว่ารู้จักลมหายใจยาว เป็นอย่างดี นี้เพียงข้อที่หนึ่งเท่านั้น, ข้อแรกข้อเดียว รู้จักลม หายใจยาว รู้จักควบคุมลมหายใจยาว แล้วรู้จักอิทธิพลรู้จัก ประโยชน์ แล้วยาวมันก็มีส่วนละเอียดมากกว่าสั้น หายใจสั้น
น.44 ๓๕ มันก็ต้องหยาบเป็นธรรมดา หายใจยาวมันก็ละเอียดเป็นธรรมดา. ที่นี้ไม่เกี่ยวกับธรรมะ ไม่เกี่ยวกับธรรมะธรรมโม ที่ไหน ลมหายใจยาวก็มีประโยชน์ มีประโยชน์ทางกายทาง สุขภาพทางอนามัย คือ สบาย ๆ ทำให้ระงับทำให้ปกติ. ตกใจ อะไรมาตื่นเต้นอะไรมา กลัวอะไรมา มานั่งลงหายใจยาว ๆ ยาว ๆ จะขจัดอารมณ์ร้าย ๆ เหล่านั้นออกไปได้, เท่านี้ก็ดีถม ไปแล้ว หายใจยาว ๆ ได้เป็นปกตินี้สุขภาพอนามัยก็จะดี, หายใจ ละเอียดมันก็เกิดปฏิกิริยาในทางภายใน ในทางร่างกายชนิด ที่ระงับ. ลมหายใจที่ละเอียดที่ยาวที่ละเอียดนี้จะช่วยให้เลือด ออกน้อยเข้า, จะว่าเลือดมันออกมาจากแผลหรือออกมาจาก อะไรก็ตาม ถ้าลมหายใจยาวละเอียดเลือดจะออกมาไม่มาก. ฉะนั้นสามารถจะบังคับได้แม้บังคับเลือด บังคับเลือดลม, ลม หายใจนี้ ไม่ใช่เล่น. ฉะนั้นศึกษาความยาว รู้จักอิทธิพลของการ มีลมหายใจยาว รู้จักใช้ประโยชน์แม้แต่ทางวัตถุที่ไม่เกี่ยวกับ ธรรมะ. ต่อไปนี้เราจะพูดถึงเรื่องของธรรมะ ลมหายใจยาว เป็นสิ่งที่ต้องรู้จักเป็นข้อแรก ในขั้นที่หนึ่งของหมวดที่หนึ่ง.
น.45 ๓๖ หายใจยาวตามที่พอใจ กำหนดให้อยู่ได้อย่างนั้น, ไม่หนีไปไหน, จิตอยู่ที่ลมหายใจที่ยาวตลอดเวลา กว่าจะทำได้ก็คงจะหลาย เวลาเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าพอลงมือทำมันจะได้ เพราะว่าคนธรรมดา ไม่เคย ไม่เคยหยุด, ไม่เคยกำหนดลม มันก็มีอะไรแทรกแซง ก็ทำไม่ได้, นี้ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ แม้แต่เพียงกำหนดลมหายใจ ยาว. ทีนี้ขั้นที่หนึ่งมันหมดไปแล้ว คือ ทำได้โดยหลักนี้ ที่พูด ไปนี้มันเป็นเครื่องสังเกตย่อ ๆ จะไปรู้จักกันจริงก็ต่อเมื่อไปทำ จริง, ทำจริง ๆ แล้วรู้จักจากธรรมชาตินั้นเอง จะรู้จักดีกว่าที่ ฟังพูดอย่างนี้. ฟังพูดอย่างนี้ มันผิวเผินแล้ว ไปกำหนดเอา เอง จากการหายใจยาวมีลักษณะอย่างไร มีอาการอย่างไร, มีธรรมชาติอย่างไร, มีอิทธิพลอย่างไร, มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นอย่าง ไร, นี้เรียกว่ารู้จักลมหายใจยาว. ถ้ายังใช้ประโยชน์ทางธรรมะ ไม่ได้ ก็เอาประโยชน์ทางโลก ๆ ไว้ก่อน คือสุขภาพอนามัยดี เพราะลมหายใจยาว ทีนี้ ขั้นที่สอง ก็ ลมหายใจสั้น ศึกษาอย่างเดียวกันกับ เรื่องลมหายใจยาว แต่เดี๋ยวนี้เราใช้ลมหายใจสั้นมาเป็นอารมณ์
น.46 ๓๗ สำหรับกำหนด วิธีการศึกษาก็ศึกษาให้รู้อย่างเดียวกับเรื่อง ลมหายใจยาว มีลักษณะอย่างไร, มีอาการ อย่างไร, มีธรรมชาติ อย่างไร, มีอิทธิพลอย่างไร, มีปฏิกิริยาอย่างไร, รู้กันเสียให้หมด เกี่ยวกับลมหายใจสั้น. ลมหายใจสั้น นี้มันก็มี สั้นมาก สั้นน้อย หรือไม่มาก ไม่น้อยอีกเหมือนกัน, มันก็มีสั้นหลายขนาดนั่นเอง ขนาดไหน ที่เราพอเหมาะที่จะเอามาศึกษาสบายดี ก็เอาขนาดนั้น แต่รู้จัก สังเกตความแตกต่าง แตกต่างกันในลักษณะ อาการ ธรรมชาติ อิทธิพล ปฏิกิริยา. ให้รู้จักสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่าง ลมหายใจยาวกับลมหายใจสั้น; แม้ว่าลมหายใจสั้น มันก็มีอย่าง หยาบแล้ว อย่างไม่หยาบ, มีอย่างกลาง ๆ ตามแบบของมัน เหมือนกัน, ลมหายใจสั้นหยาบมากก็มี ไม่สู้หยาบก็มี, หรือ ไม่หยาบก็มี, ถ้าจะขยับขยายให้ดีพอเหมาะพอดี ก็ต้องรู้เรื่อง ลมหายใจสั้น, เดี๋ยวนี้เป็นผู้แตกฉานชำนาญเชี่ยวชาญในเรื่อง ลมหายใจยาวลมหายใจสั้น. นี้เราฝึกจนว่า แ ม้ลมหายใจจะสั้น แต่ ใจคอก็ยังปกติ เหมือนกับลมหายใจยาว. ลมหายใจยาวให้ความ เป็นปกติอย่างไร เราก็สามารถที่จะมีความปกติชนิดนั้นได้.
น.47 ๓๘ แม้เมื่อมีลมหายใจสั้น. อันนี้ทำยากหน่อย, แต่ก็ทำได้. ถ้าบังคับได้ดีบังคับได้จริง จะมีเสียงบ้างเป็นธรรมดา มีเสียงดังปี๊ด ๆ บ้างเป็นธรรมดา, นักเลงสมาธิ พวกโยคี พวก สวามี ทำอานาปานสติหายใจดังปี๊ด ๆ เพราะเขาทำได้ดี เพราะ เขาทำได้จริง, ฉะนั้นไม่ต้องกลัวถ้ามันจะมีเสียงออกมาบ้าง, เพราะการบังคับที่แน่วแน่ ที่ถูกต้อง ที่พอเหมาะ มันจะมีเสียง ออกมาบ้างก็ช่างมันเถอะไม่เป็นไร, ไม่ใช่แปลกประหลาดอะไร ไม่ใช่วิเศษวิโสอะไร ลมหายใจสั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องการ แต่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรู้จัก, ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องการจะมีลมหายใจ สั้น. ถ้าให้เลือกตามที่ต้องการ เราควรจะเลือกลมหายใจยาว มากกว่า หรือตามสบายมากกว่า เอาตามสบายเป็นจุดกลาง แล้ว เอายาวหรือสั้นเผื่อเลือก หรือเพื่อที่จะทำให้เกิดผลอย่างใดอย่าง หนึ่งซึ่งแปลกออกไป อย่างไรเมื่อไร ต้องการลมหายใจยาว อย่างไรเมื่อไร ต้องการลมหายใจสั้น, เป็นผู้เข้าใจเชี่ยวชาญ แตกฉานคล่องแคล่วในเรื่องของลมหายใจ ที่ยาวหรือสั้น, ขั้น ที่หนึ่งแตกฉานในเรื่องลมหายใจยาว, ขั้นที่สองแตกฉานใน เรื่องลมหายใจสั้น.
น.48 ๓๙ ทีนี้มาใน ขั้ นที่สาม ก็รู้จักกายทั้งปวง, เปลี่ยนไปใช้ คำว่ากายแทนลม, รู้จักกายทั้งปวง เพื่อให้มันครอบงำไปถึง ร่างกายด้วย. คำว่า กายก็แปลว่า หมู่ อย่างที่กล่าวแล้ว, ก็พูด กันตรงเรียกกันง่าย ๆ ก็ว่ากายลมกับกายเนื้อ หมู่แห่งลม ก็คือ กายลม. ลมหายใจ นั่นแหละ เป็นกายลม, แล้วกายเนื้อ คือ เนื้อหนังร่างกายนี้ ที่มันเนื่องกันอยู่กับลมหายใจ, ลมหายใจ มันหล่อเลี้ยงร่างกาย มาดูในส่วนมันหล่อเลี้ยงคือร่างกาย ที่ เรียกว่า กายเนื้อ. เรามารู้จักว่ามีกายอยู่ ๒ กาย กายธรรมดาสามัญนี้คือ กายเนื้อ เนื้อหนังร่างกายนี้, แล้วเนื้อหนังร่างกายนี้มันถูกหล่อ เลี้ยงอยู่ด้วยลมหรือกายลม ที่เรียกว่า ปราณฯ ลมปราณ. ลม หายใจนี้เรียกว่าลมปราณ คือลมแห่งชีวิต, ลมเพื่อชีวิต ลมเพื่อ มีชีวิต เรียกว่าลมปราณ นั้นเรียกว่ากายลม มันหล่อเลี้ยงกาย เนื้อ มันสัมพันธ์กันอยู่อย่างลึกซึ้ง อย่างที่นอกความรู้สึกหรือ นอกการบังคับด้วยซ้ำไป. กายลมมันหล่อเลี้ยงกายเนื้ออยู่ตาม กฎเกณฑ์ของมันเอง อยู่นอกเหนือการบังคับหรือความรู้สึกของ บุคคลที่เป็นเจ้าของ แต่เราจะสามารถศึกษาให้รู้สึกให้แยกกันได้
น.49 ๔๐ โดยสังเกตว่า เมื่อลมหายใจเป็นอย่างไร, รู้สึกทางร่างกายอย่าง ไร, เมื่อลมหายใจยาวร่างกายรู้สึกอย่างไร, เมื่อลมหายใจสั้น รู้สึกทางร่างกายอย่างไร, มันแสดงให้เห็นได้ จนเรารู้จักได้ว่า มันมีอยู่ 2 อย่าง อาศัยกันอยู่. กายลม ลมหายใจนี้เรียกว่ากายลม มันปรุงแต่งกาย เนื้อ ปรุงแต่งกายเนื้อ จึงเรียกมันว่า กายสังขาร , ลมหายใจเรียก ชื่อใหม่อีกอย่างว่า กายสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งกาย, สิ่งที่ปรุง แต่งกาย มันปรุงแต่งทางฝ่ายกาย. กายสังขาร คือ ลมหายใจ ต่อไปนี้ จะเรียกว่ากายสังขาร, แล้วคำต่อไปจะมีคำกล่าวว่า บังคับกายสังขารให้สงบระงับ ในขั้นต่อไป. ในขั้นนี้เพียงแต่ รู้จักกันทั้งสองกาย คือทั้งกายลมและกายเนื้อ, ลมหายใจเรียกว่า กายลม เรียกว่า กายสังขารก็ได้, เพราะว่ามันปรุงแต่งกายเนื้อ ดูให้เห็นชัดว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร นั่งกำหนดอยู่ที่นั่น, กำหนดอยู่ที่นั่น ว่าเมื่อลมเป็นอย่างไร กายเป็นอย่างไร, เมื่อลม เป็นอย่างไร กายเป็นอย่างไร, ก็จะรู้ได้เองว่า กายลมมันปรุงแต่ง กายเนื้ออย่างไร. เมื่อกายลมถูกต้อง กายเนื้อมันก็สบาย, กาย ลมไม่ถูกต้องกายเนื้อ หนังก็ไม่สบาย แล้วมันก็พลอย ๆ ตาม
น.50 ๔๑ กันไป เพราะมันเนื่องกัน. ถ้ากายลม ลมหายใจหยาบ ร่างกายนี้ ก็รู้สึกกระสับกระส่าย, ถ้าลมหายใจละเอียด ร่างกายนี้ก็สงบ รำงับ มันเนื่องกันอย่างนี้, มันขึ้นด้วยกัน มันลงด้วยกัน เพราะ ว่ามันเนื่องกัน. เราสามารถบังคับกายเนื้อได้โดยทางกายลม นี้เป็น ความจริงที่จะต้องมองให้เห็น ค้นให้พบ ในการปฏิบัติในขั้นนี้ ว่าเราไม่สามารถบังคับกายเนื้อโดยตรงว่าจงเป็นอย่างนั้น จง เป็นอย่างนี้, แต่เราบังคับมันได้โดยทางอ้อม โดยผ่านทางบังคับ ลม, บังคับลมหายใจให้ระงับกายเนื้อก็ระงับ, บังคับลมหายใจ ให้ละเอียดนี้กายเนื้อมันก็ละเอียด ลมหายใจสงบกายเนื้อหนัง ก็สงบ, เรียกว่าบังคับโดยอ้อม บังคับโดยผ่านทางลมหรือทาง กายลม, รู้จักทั้งสองอย่างนี้ เรียกว่ารู้จักกายทั้งสอง คือ กาย ทั้งหมด ตรงนี้พระ บาลีเขาใช้ว่า คำว่า สพฺพกาย ปฏิสงฺเวที เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะชื่อกายทั้งปวง, คำว่า ทั้งปวง หมายความว่า ทุกกาย. บางคนแปลผิด ตำราฝรั่งแปลผิดเห็นอยู่ชัด ๆ ก็มี บังคับ กายทั้งหมดคือมีกายเดียวแต่ทั้งหมด แปลเป็นภาษาฝรั่งว่า
น.51 ๔๒ whole คือทั้งหมด, กายเดียวทั้งหมด นั้นไม่ถูก มันมีสองกาย ถ้าแปลถูกก็ต้องแปลว่า ทั้งหมดคือทั้งสองกาย ไม่ใช่กายเดียว ทั้งหมด แต่ว่าทั้งสองกาย นี่เรียกว่า รู้จักกายทั้งปวง สพฺพ แปลว่า ทั้งปวง, ในบาลี สพฺพ แปลว่า ทั้งปวง หมดทุกอย่าง แต่ถ้าหมดในอย่างเดียวก็ใช้คำว่า สกฺกาย เกวละ นี่เดียวหมด ทุกอย่าง หมดแต่อย่างเดียว ทั้งหมดแต่ในอย่างเดียว ถ้าหมด ทุกอย่าง สพฺพ เราจะต้องรู้ว่าเราต้องรู้จักสองกายเสมอไป ทั้งกายลมและทั้งกายเนื้อ, และรู้มากไปกว่านั้น ว่ามันสัมพันธ์ กันอย่างไร แล้วรู้มากไปกว่านั้นว่า เราบังคับกายเนื้อได้โดยทาง ทางกายลม. เราไม่สามารถจะบังคับกายเนื้อลงไปตรง ๆ แต่เรา สามารถจะบังคับมันได้โดยผ่านไปทางกายลม, บังคับลมแล้ว ไปมีผลที่กาย. ถ้ารู้อย่างนี้ก็เรียกว่ารู้หมดของความลับ หรือ ความจริงเกี่ยวกับกายทั้งสองกาย; เมื่อเป็นอย่างนี้เราสามารถ ที่จะปรับปรุงกายเนื้อให้ได้ผลตามที่เราต้องการโดยการบังคับ ผ่านทางกายลม. ดังนั้นเราจึงต้องเป็นผู้ฉลาดอย่างยิ่งในการ บังคับกายลม, แล้วก็สามารถปรับปรุงกายเนื้อให้อยู่ในสภาพ
น.52 ๔๓ ที่เราต้องการ คือให้ความสงบรำงับก็ได้ คือให้มันเย็นให้มันร้อน ก็ได้ ได้โดยการจัดการทางกาย ลม, ถ้ามีความถูกต้องทางกาย ลมก็มีความถูกต้องทางกายเนื้อ แล้วก็มีความสบายในทางกาย เนื้อ เหมือนกับกินยาอะไรเข้าไปสักอย่างหนึ่ง. การบังคับลมมีผลทางกายเนื้อทางระบบประสาทนี้ เป็นความลับของธรรมชาติ, เดี๋ยวนี้ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครค้นคว้า, แต่เขาก็รู้เรื่องนี้กันมาก ว่า ปฏิกิริยาอะไรเกิด ขึ้นนี้ ในทางอารมณ์ในทางจิตนั้น มันมีอำนาจทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางเคมี เป็นกรดชื่อนั้นชื่อนี้เกิดขึ้นมา แล้วก็มี อารมณ์ร้ายอย่างนั้น อารมณ์ร้ายอย่างนี้ ต้องกินยา ทำอย่างอื่น ไม่ได้. แต่ ถ้าว่าเป็นโยคี เป็นนักจิตใจอย่างนี้ เขาก็บังคับจิตใจ ได้โดยการบังคับไปทางลมไม่ต้องกินยา ก็มีผลอย่างนั้นอย่างนี้ ได้ตามที่ต้องการ, เรียกว่าคนหนึ่งอาศัยวัตถุเป็นหลัก, คนหนึ่ง อาศัยจิตใจเป็นหลัก นี้ก็เพราะว่าเขารู้เรื่องสองเรื่อง คือ รู้เรื่อง ทั้งใจและทั้งกาย สามารถที่จะบังคับใจได้โดยผ่านทางกาย หรือ บังคับกายได้โดยผ่านทางใจ, บังคับได้ตามความปรารถนา เรียก ว่าจะบังคับอารมณ์ก็ได้ บังคับร่างกายก็ได้ มันก็ได้เปรียบได้
น.53 ๔๔ ประโยชน์สบายดี. นี้เป็นขั้นที่ ๓ ควรจะพูดให้ติดต่อกันเสีย ทีหนึ่งก่อนจะได้ว่า : ขั้นที่ ๑ ศึกษาเรื่องธรรมชาติลม หายใจยาว จนรู้ รอบคอบหมดจดทุกสิ่งทุกอย่างอันเกี่ยวกับลมหายใจยาว. ขั้นที่ ๒ ศึกษาจนรู้อย่างเดียวกันเกี่ยวกับลมหายใจ สั้น . ขั้นที่ ๓ รู้ว่าลมหายใจนี้ปรุงแต่งร่างกาย คือกายเนื้อ เลยมี ๒ กาย เรารู้จักหมดทั้งสองกาย สามารถจะบังคับกายได้ บังคับกายลมให้กายลมไปบังคับกายเนื้อ อย่างนี้ก็ทำได้ นี้ขั้น ที่ ๓, ไม่ใช่เล็กน้อยนะ เพียง ๓ ขั้นเท่านั้น ก็ไม่ใช่เล็กน้อย สมที่ว่าเป็นหลักปฏิบัติที่ละเอียดปราณีตสุขุมจริง ๆ. ทีนี้มาถึง ขั้นที่ ๔ ซึ่งทำกายสังขารให้ระงับ ทำให้เกิด สมาธิ, ก็เรียกว่า ทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจเข้าหายใจ ออก. คำว่าหายใจเข้าหายใจออกนี้มีอยู่ตลอดเวลา, รู้สึกอยู่ ตลอดเวลา ทีนี้จะบังคับกายสังขาร คือลมหายใจนั้นให้ระงับ ทำกายสังขาร กายลมให้ระงับโดยวิธีใดวิธีหนึ่งตามกฎของ ธรรมชาติ. มันเป็นกฎของธรรมชาติที่มันมีอยู่ในธรรมชาติ ว่า
น.54 ๔๕ ทำอย่างนั้นจะเกิดผลอย่างนั้น, เราบังคับเอาเองไม่ได้ เราต้อง ทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ แล้วมันก็เป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ, แล้วมันก็สำเร็จประโยชน์ในการบังคับ. คำว่า ให้สงบรำงับ มันก็บอกอยู่แล้วว่า ให้มัน ไม่หยาบ ให้มันละเอียด ให้มันสงบ ให้มันรำงับ, มีวิธีใดที่จะทำให้ลม หายใจรำงับแล้วก็ทำ. เมื่อลมหายใจสงบรำงับแล้ว กายทั้งหลาย ก็สงบรำงับ เกิดความสงบรำงับเกิดขึ้นในระบบกาย, บังคับเป็น ชั้น ๆ ให้ละเอียดให้สงบ ระงับเป็นชั้น ๆ มันจึงต้องทำอารมณ์ สำหรับบังคับนั้นเป็นชั้น ๆ ซึ่งจะต้องฟังให้ดี ครั้งแรกก็ที่ลมหายใจโดยตรง, ที่ลมหายใจกระทบ หรือผ่าน แล้วทีนี้ก็ ที่ตรงนั้นแหละสร้างนิมิตขึ้นมาให้เป็น เครื่องกำหนดง่าย ๆ แล้วก็กำหนดนิมิตนั้นได้อย่างแน่วแน่ และ สามารถต่อไปในการที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของนิมิตนั้น. ถ้า ทำถึงขนาดนี้แล้วเรียกว่า ลมหายใจนั้นสงบรำงับปราณีตไปตาม ลำดับ ปราณีตไปตามลำดับ จนกระทั่งเป็นปราณีตที่สุด จน สามารถที่จะเป็นสมาธิสมบูรณ์แบบ, ถึงขั้นสมาธิสมบูรณ์แบบ เรียกว่ามีองค์แห่งสมาธิ องค์ฌาน ซึ่งจะพูดให้เป็นลำดับเพื่อ
น.55 ๔๖ เข้าใจง่าย ว่าเราจะเริ่มต้นไปอย่างไร ในการบังคับลมหายใจให้ ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงเกิดคำที่บัญญัติขึ้นมาใหม่หรือบัญญัติ เอง ให้สะดวกในการพูดจาหรือทำความเข้าใจ ตั้งใจฟังให้ดี ๆ มันไม่กี่คำ มันจำง่าย :- อันที่ ๑ เรียกว่า" การวิ่งตาม. อันที่ ๒ เรียกว่า การเฝ้าดู. อันที่ ๓ เรียกว่า การสร้างนิมิต ขึ้นมาที่จุดหนึ่ง แล้วก็ บังคับนิมิตนั้นได้ตามปรารถนา จนกระทั่ง กำหนดความรู้สึก ที่เป็นองค์ฌาน. จะเรียกโดยตรงก็เรียกว่า ๔ ขั้น วิ่งตาม เฝ้าดู แล้วก็ สร้างนิมิต และ ควบคุมนิมิต แล้วก็ กำหนดองค์ฌาน นี่ก็จะ ได้เพียง ๔ ขั้นตอน ถ้าจะให้มันละเอียดไปหน่อยก็ว่า วิ่งตาม เฝ้าดู แล้วสร้างนิมิตประเภทอุดคหนิมิต แล้วก็บังคับนิมิตชนิดนั้น ในลักษณะให้เป็นปฏิภาคนิมิต คือ เปลี่ยนแปลงได้, แล้วก็ กำหนดองค์ฌาน ถ้าอย่างนี้ก็จะได้เป็นห้าขั้นตอน พูดไปมันจะ สับสน จะ ๔ หรือ ๕ แล้วแต่จะเรียก, แต่ขอให้มันได้หลักเกณฑ์ อย่างนี้ ว่าวิ่งตามอารมณ์ คือลมหายใจ และ เฝ้าดูอารมณ์ คือ
น.56 ๔๗ ลมหายใจอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง, แล้วก็ สร้างนิมิต คือภาพนิมิต ซึ่งไม่ใช่ของจริง แต่เป็นภาพเห็นทางความรู้สึกขึ้นมาที่ตรงนั้น เรียกว่าสร้างนิมิต เห็นชัดอยู่อุดคหนิมิต ต่อไปนั้นก็บังคับอุดคห- นิมิตให้เปลี่ยนแปลงไปได้ตามที่ต้องการ, ถ้าทำได้ตามนั้นแล้ว ก็สามารถที่กำหนดความรู้สึกองค์ฌาน คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตาขึ้นมาได้. นี่การปฏิบัติจตุกกะที่หนึ่ง ขั้นที่สี่นี่มันยุ่งยาก หรือเรื่องมาก มันซับซ้อน มันจะต้องศึกษากันให้ดี ๆ , เอ้าจะพูด ทีละขั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดีให้เข้าใจด้วย. องค์ที่หนึ่ง ว่าวิ่งตาม ใช้คำ อุปมาว่า วิ่งตาม ลมหายใจ ที่มันเข้าออก เข้าออก มันเหมือนกับวิ่งอยู่ วิ่งเข้าวิ่งออก วิ่งเข้า วิ่งออก ก็คอยกำหนดดูว่ามันวิ่งจากไหนไปถึงไหน, ตามธรรมดา ถ้าเราหายใจเข้ามันก็วิ่งจากข้างนอก คือ ปลายจะงอยจมูกเข้าไป ข้างใน, สุดข้างในสุดที่ตรงไหน เราสมมติโดยสมมติตามความ สะเทือนที่มันรู้สึกว่าสุดที่สะดือ ว่าอย่างนั้น, แล้วก็กลับออกมา จากจุดที่สะดือ ออกมาข้างนอกอีกมาสุดที่ปลายจมูกอีก, ทางวิ่ง ของมันก็มีอยู่แค่ปลายจมูกกับสะดือ วิ่งเข้าวิ่งออก วิ่งเข้าวิ่งออก เหมือนกับทางวิ่ง ลมหายใจมันก็วิ่งเข้าวิ่งออกไปตามแบบของ
น.57 ๔๘ ลมหายใจ. จิตที่มีชื่อว่า สติ ก็กำหนดด้วยการวิ่งตาม ลมหายใจ เข้าไปอย่างไรก็ตามเข้าไป, ตามเข้าไป, แล้วสุดหยุดนิดหนึ่ง อย่างไร แล้ววิ่งกลับออกมาอย่างไร, ก็วิ่งตาม วิ่งตามทั้งเข้า ทั้งออก, วิ่งตามทั้งเข้าทั้งออก, อย่างนี้เรียกว่า วิ่งตามเป็นคำพูด ที่พูดขึ้นมาเอง จะหาคำอย่างนี้ตรง ๆ ในบาลีไม่ได้, แต่เรื่องราว มันมีอย่างนี้ มีลักษณะวิ่งตามอย่างนี้ .. จงหัดวิ่งตาม นี่ขั้นที่หนึ่ง ลมหายใจที่เข้าที่ออก กำหนด ให้ดี ๆ ว่ามันสังเกตได้ว่า มันตั้งต้นที่ตรงไหน, เมื่อเข้ามันจะ ตั้งต้นที่จะงอยจมูกด้านใน, ในคนปกติธรรมดา ในคนปกติ ธรรมดา. แต่พึงเข้าใจว่าถ้าเขาเป็นคนอีกแบบหนึ่ง เช่น เป็นคน นิโกร จมูกมันยุบลงไปมาก ริมฝีปากมันเชิดสูงขึ้นมามาก อันนี้ มันคงจะตั้งต้นที่ริมฝีปากด้านบน เพราะว่าเป็นคนหน้าตาแบบ นั้น. โดยทั่วไปคนเรานี้ก็ว่าที่จะงอยจมูกด้านในเป็นจุดตั้งต้น ก็เข้าไปเหมือนกับเป็นท่อเป็น ทางเข้าไปจนสุด ตามธรรมชาติ ธรรมดามันไปที่ปอด ไม่ได้ไปที่สะดือ. แต่นี้ การกำหนดสมาธิ นี้ไม่ต้องเอาตามความจริงอย่างนั้น, เอาตามความรู้สึกก็แล้วกัน ว่ามันไปสุดที่สะดือ แล้วมันก็กลับออกมา แต่ที่จริงมันไปที่ปอด,
น.58 ๔๙ ไม่ต้องศึกษาเรื่องเข้าไปที่ปอด. ศึกษาตามความรู้สึกว่ามันไปสุด ที่สะดือที่ท้อง ที่ศูนย์กลางของท้อง ก็เลยวิ่งตาม วิ่งตามทั้งเข้า ทั้งออก ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนปากพูด พอทำเข้าจริงมันก็ไม่ได้ ง่ายเหมือนปากพูด แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้. ฉะนั้นขอให้พยายาม, แล้ว พยายามด้วยใจคอที่ปกติ หน่อย อย่าเครียด อย่าหวัง อย่า ตั้งใจให้มันมากนัก มันจะทำไม่ได้, ทำกับจิตนี้อย่าไปเครียดครัด บังคับกันรุนแรง ต้องทำให้พอดี ๆ มันจึงจะทำได้. วิ่งตาม. วิ่งตาม จนทำได้อย่างวิ่งตาม ทำได้ตามพอใจ ตามที่ต้องการวิ่งตาม แล้วจึงคอยเลื่อนไปขั้นที่เรียกว่าเฝ้าดู. เฝ้าดู คืองานที่ทำมันก็ลดลงหน่อย แล้วมันก็ปราณีต ละเอียด ลงไปกว่า, การกระทำละเอียดปราณีตลงไปเท่าไร ความสงบ รำงับมันก็มีมากขึ้นเท่านั้น และตัวหายใจเองมันก็จะสงบระงับ ลงไปตามการกระทำนี้ด้วย. นี้ที่เรียกว่า สามารถบังคับลมหายใจ ให้ละเอียดลง หรือสงบ ระงับลงโดยเทคนิคที่เป็นธรรมชาติ ที่เราไม่ค่อยจะรู้. อุปมาที่เข้าใจได้ในข้อนี้ก็เหมือนกับว่าเอาเด็กใส่เปล ให้นอน เด็กมันยังไม่นอน มันยังตื่นอยู่, มันจะลงจากเปล คน
น.59 ๕๐ ไกวเปลก็ต้องคอยดู จับตาดูทั้งที่เปลมันไกวแกว่งไปทางโน้น แล้วกลับมาทางนี้ แล้วกลับไปทางโน้น กลับมาทางนี้. คนที่ เฝ้าดูเด็ก ก็ต้องแหงนไปแหงนมา, เหมือนกับลักษณะวิ่งตาม. ถ้าเมื่อใดเด็กมันง่วง มันไม่มีทางที่จะปีนตกเปลแล้ว มันนอน แล้ว. คนนั่งเฝ้าดู, ก็ไม่ต้องแหงนไปแหงนมาแล้ว ดูอยู่ที่แห่ง หนึ่งเมื่อเปลมันมาถึง แล้วมันก็ไป, แล้วก็กลับมาอีกก็ดู, ไปกลับ มาอีกก็ดู คือดูอยู่ที่เดียวไม่ต้องแหงนไปแหงนมา. นี้เราจึง ไม่ เรียกว่าวิ่งตามแล้ว ไม่เรียกว่าวิ่งตาม แต่ เรียกว่าเฝ้าดู อยู่ที่ จุดใดจุดหนึ่ง. ถ้าเป็นเรื่องของลมหายใจจุดที่จะสะดวกเฝ้าดู ก็คือที่จะงอยจมูก, ตรงที่จะงอยจมูกที่มันจะต้องผ่านเพราะว่า หายใจเข้ามันก็ต้องผ่านที่ตรงนั้น, หายใจออกมันก็ต้องผ่านที่ ตรงนั้น. ฉะนั้นเราจึงกำหนดลงที่ จุดที่มันกระทบที่สังเกตได้ ง่ายที่จะงอยจมูก. ที่จะงอยจมูก ไม่ต้องวิ่งตามก็สามารถจะมี ความรู้สึก หรือกำหนดได้ โดยไม่เปิดโอกาสให้จิตวิ่งหนีไปเสีย ที่อื่น. เปรียบเทียบว่า ถ้าเราวิ่งตามมันก็ไม่มีโอกาสที่จะวิ่ง หนีไปที่อื่น เพราะมันวิ่งตามติดกันทั้งเข้าทั้งออก ทั้งเข้าทั้งออก
น.60 ๕๑ ไปมา แต่พอเปลี่ยนเป็นหยุดเฝ้าดูที่แห่งหนึ่ง ระหว่างที่มันยัง ไม่มาถึงที่ตรงนั้น จิตอาจจะหนีไปเสียที่อื่นก็ได้, แต่เดี๋ยวนี้เป็น ไม่ได้ เพราะว่าเราได้ทำมาอย่างสำเร็จในระบบที่วิ่งตาม, ถ้าใน ระบบที่วิ่งตามทำได้ดี แล้วมาถึงระบบที่เฝ้าดูมันก็ทำได้ ก็ทำได้ ที่จริงลมหายใจนั้นมันก็วิ่งเข้าไป แล้วมันก็ต้องหยุดอยู่นิดหนึ่ง, แล้วจึงจะวิ่งออกมา มันก็ต้องหยุดอยู่นิดหนึ่ง มันจะวิ่งเข้าไป มันมีระยะที่จะหยุดอยู่นิดหนึ่งเสมอ. ฉะนั้นต้องกำหนดทั้งที่ มันกำลังเข้าไปแล้วหยุดอยู่นิดหนึ่ง, แล้วออกมา แล้วหยุดอยู่ นิดหนึ่ง, แล้วเข้าไป นี่เรียกว่าวิ่งตามอย่างไม่ขาดสาย มิฉะนั้น มันจะหนีไปเสียในระหว่างที่หยุดอยู่นิดหนึ่งก็ได้. ทีนี้ เมื่อเฝ้าดู ก็เหมือนกัน ระยะที่มันไม่ผ่านตรงที่ เฝ้าดู มันอาจจะวิ่งหนีไปเสียที่อื่นก็ได้, แต่ถ้าสามารถทำมาอย่าง ถูกต้อง อย่างดีที่สุด ตั้งแต่ในระยะวิ่งตามแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ คือมันไม่หนี, มันจะต้องอยู่ในสภาพปกติตลอดเวลาที่เข้าและ ออก เข้าและออก, หรือว่าจะหยุดอยู่นิดหนึ่ง. นี่เรียกว่า เฝ้าดู เหมือนคนเฝ้าประตู ก็ควบคุมคนเข้าออกได้ ตรงที่ว่า มันผ่าน ประตูนั่นเอง; ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วก็เรียกว่ามันก้าวหน้า, การ
น.61 ๕๒ ปฏิบัตินั้นมันก้าวหน้ามาขั้นหนึ่งแล้ว, แล้วจิตนั้นก็จะสงบรำงับ หรือละเอียดไปตามลมที่มันละเอียด ลมในขณะวิ่งตามนั้นมัน หยาบกว่าลมในขณะที่เฝ้าดู. เมื่อเลื่อนชั้นของการปฏิบัติขึ้น มาได้เท่าไร ลมมันก็ละเอียดเข้าเท่านั้น, จิตมันก็ละเอียดตาม ไปเท่านั้น หรือระงับลง ระงับลง ประณีตลงเท่านั้น. ฉะนั้นขอ ให้สังเกตดูพร้อมกัน ดูในการฝึกนั้น ว่าเมื่อเฝ้าดูอยู่ที่จุดหนึ่งนั้น จิตละเอียดมากกว่าเมื่อวิ่งตามอยู่ตลอดเวลา. ทีนี้เราจะปฏิบัติต่อไปเลื่อนขั้นต่อไปจากการเฝ้าดู ก็ เรียกว่า สร้างนิมิต. คำว่านิมิตนี้ไม่ใช้ของจริง หรือมีตัวจริง อะไร แต่ว่าจิตสร้าง กำหนดขึ้น, จิตน้อมนำไปให้กำหนดเกิดขึ้น เป็นนิมิตอะไรที่ตรงนั้น, เช่นที่ว่า กำหนดที่ปลายจะงอยจมูก ที่เนื้อที่ตรงนั้น ก็เรียกว่าการกำหนดลงไปที่วัตถุ ธรรมชาติ ธรรมดาที่เนื้อโดยตรง. เดี๋ยวนี้จะไม่กำหนดที่เนื้อหนังธรรมดา โดยตรงที่ตรงนั้น, กำหนดของแทน สร้างของอื่นขึ้นมาแทน ก็เรียกว่า นิมิต เป็นดวง โดยส่วนใหญ่ก็คือ เป็นดวงอะไร กำหนด จิตให้โผล่ขึ้นมาที่ตรงนั้น จะเป็นดวงขาว ดวงเขียว ดวงแดง
น.62 ๕๓ ดวงอะไรก็แล้วแต่ที่จะกำหนดขึ้นมาได้. บางทีก็เป็นเหมือน กับว่าดวงเขียว, บางทีเหมือนดวงแดง บางทีดวงขาว, บางที เหมือนกับดวงน้ำค้าง บนใบไม้ บนใบหญ้า ใบบัว, หรือบางที ก็เหมือนกับว่าใยแมงมุมที่วาว ๆ อยู่กลางแสงแดด. เหล่านี้ เป็นตัวอย่าง ก็เรียกว่าเป็นนิมิตที่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ของ จริงเข้าไปอยู่, แต่ว่าทำให้เห็นได้ อย่างนี้ก็เรียกว่า สร้างนิมิต ขึ้นมาที่ตรงนั้น ที่ตรงที่เฝ้าดู แทนที่จะกำหนดจุดที่เป็นเนื้อหนังที่ เฝ้าดู มันกลายเป็นการกำหนดนิมิตอันหนึ่งที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว ตรงที่เฝ้าดู. ใครเห็นนิมิตอย่างไร ก็เอานิมิตอันนั้น ซึ่งจะไม่เหมือน กันทุกคน แต่มันก็เป็นนิมิตที่ได้สร้างให้เกิดขึ้นมาแล้ว, แล้วก็ เพ่งอย่างติดตา นิ่งแน่วแน่นิ่งอยู่เป็น อุดคหนิมิต, นี่เรียกว่า สร้างนิมิตชนิดนิ่ง, ชนิดแรกสร้างใหม่ ก็เก่งกว่าที่วิ่งตามหรือ เฝ้าดู. จิตละเอียดกว่า, จิตปราณีตกว่า ลมก็ละเอียดกว่า, ลมก็ ปราณีตกว่า. เมื่อสามารถมีนิมิตขึ้นมาที่จุดนั้น เรียกว่าสร้าง นิมิตขึ้นมาได้. ทีนี้ ถัดไป ก็เก่งกว่านั่น ก็คือว่า บังคับการเห็นให้
น.63 ๕๔ นิมิตนั้นเปลี่ยนแปลงได้ เห็นนิมิตอย่างไรในขณะแรก, เดี๋ยวนี้ บังคับให้เปลี่ยน ให้มันเปลี่ยนขนาดใหญ่เล็กก็ได้, ให้มันเปลี่ยน สีสัน ขาว ๆ เป็นดำ เป็นเขียวก็ได้ หรือให้มันเปลี่ยนอิริยาบถ, ให้มันลอยไปลอยมาก็ได้, ให้มันได้ที่ตามความน้อมนึกของจิต ว่าให้มันเปลี่ยนอย่างไร. นี้มันไม่ใช่ว่าวิเศษวิโสอะไร เป็นสิ่ง ที่ทำได้ตามแบบธรรมชาติ, ตามกฎของธรรมชาติ ตามความลับ ของธรรมชาติ, แต่คนโง่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าได้อะไรวิเศษแล้วมัน บ้าเลย. ฉะนั้นไม่ต้องเห็นเป็นของวิเศษวิโสอัศจรรย์อะไรที่ไหน, มันเป็นการฝึกได้ จิตเป็นสิ่งที่ฝึกได้ การฝึกเป็นสิ่งที่ทำได้ โดย อาศัยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, เรียกว่าเทคนิคของธรรมชาติที่ เราค้นขึ้นมาได้, แล้วก็บังคับให้การเห็นนิมิตอย่างไรนั้นเปลี่ยน ไปได้, เปลี่ยนไปได้, เปลี่ยนไปได้ตามต้องการ, แสดงว่าเดี๋ยวนี้ มีอำนาจเหนือจิตมากที่สุด มีอำนาจบังคับจิตโดยการบังคับให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงลมหายใจ หรือว่าสิ่งที่เกี่ยวกันอยู่กับลมหายใจ เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับลมหายใจ ถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงได้, เรียกว่ามีความเก่ง เก่งกาจสามารถถึงที่สุดในชั้นนี้แล้ว บังคับ จิตได้ถึงที่สุดแล้ว, จิตอยู่ในอำนาจถึงที่สุดแล้ว ก็เรียกว่าสร้าง
น.64 ๕๕ ปฏิภาคนิมิตได้. เลื่อนไป อีกหน่อย ก็ คอยเฝ้าดู ว่าความ รู้สึกแก่จิตนั้น ที่มีลักษณะเป็นสมาธิที่มันอยู่ในอำนาจแล้ว มันรวมจุดอยู่ที่จุด จุดเดียวแล้ว มันจะแสดงปฏิกิริยาอะไรออกมา, หรือว่ามันมี ลักษณะอะไรบ้างที่เราจะกำหนดได้. สังเกตดูให้ดี ๆ ว่ามันมี ลักษณะอะไรบ้างที่เราจะกำหนดได้. นี่กำหนดอะไรบ้าง, นี้จะ เรียกว่า เป็นองค์ฌาน เป็นองค์ของสมาธิ, เป็นองค์ของฌาน โดยปกติวางไว้สำหรับเป็นเครื่อง กำหนด ๕ ประการ สำหรับ ประถมฌาน คือฌานทีแรก วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา. เมื่อจิตอยู่ในสภาพได้ถึงขนาดนั้นแล้ว ก็มา แยกดู สังเกตดู ว่ามีอาการของจิตอย่างที่หนึ่งคือ วิตก คือ กำหนด อารมณ์ได้, กำหนดอารมณ์ได้เหมือนกัดติดไม่ยอมปล่อย อย่างนี้ เรียกว่า วิตก, กำหนดลงไปที่อารมณ์ เรียกว่าวิตก ทีนี้อีกอันหนึ่ง เรียกว่า วิจาร คือ รู้สึกใคร่ครวญไปได้ ตามอารมณ์นั้น เรียกว่ามองดูได้รอบ ๆ , เข้าใจได้รอบ ๆ , รู้สึก ได้รอบ ๆ ต่ออารมณ์นั้น, แต่ไม่ใช่ความคิดนึกอย่างฟุ้งซ่าน
น.65 ๕๖ รู้ว่าจิตกำหนดอยู่ที่อารมณ์นั้น, แล้วก็จิตเบียดถูกันอยู่กับอารมณ์ นั้น เรียกว่าวิจาร. เขาเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย จะ เปรียบเทียบว่า เอา ลูกวัวมาฝึก เอาเชือกมัดเข้ากับหลัก ลูกวัวถูกเอาเชือกมัดเข้า กับหลัก ติดอยู่กับหลัก ก็เรียกว่า วิตก คือกำหนดอยู่ที่อารมณ์ ทีนี้ลูกวัวนั้นก็ดิ้นเบียดไปเบียดมา หมุนไปหมุนมารอบ ๆ หลัก ไม่ได้อยู่นิ่ง นี้ก็เรียกว่า วิจาร หรือ เปรียบเหมือนกับวิจาร. วิตกคือกำหนดที่อารมณ์, วิจารคือความรู้สึกซึมซาบในอารมณ์ นั้น แต่ไม่ใช่คิดนึกอย่างฟุ้งซ่าน นี่เรียกว่าเดี๋ยวนี้มีองค์ฌานคือ วิตก วิจารแล้ว. นี้ ถ้าเกิดพอใจ พอใจในการกระทำสำเร็จ พอใจว่า กระทำสำเร็จ เกิดปีติ พอใจขึ้นมา ก็รู้สึกว่าโอ้มีปีติอยู่ส่วนหนึ่ง ด้วย. นี้ดูต่อไปในปีตินั้น มีความรู้สึกที่เป็นสุข เรียกว่าสุขด้วย แล้ว ความที่ว่าจิตเดี๋ยวนี้ไม่ฟุ้งซ่าน ไปที่ไหน รวมยอดสูงสุด ดิ่งอยู่ ที่นั่น ไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหนแต่ รวมจุดยอดเป็นศูนย์เดียว อยู่ ที่นั่น เรียกว่า เอกัคคตา. คำบาลีเหล่านี้ จำยาก ๆ หน่อย แต่ถ้าจำได้ก็จะดีมาก
น.66 ๕๗ มันไม่กี่คำ : วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ๕ คำเท่านั้น. วิตก กำหนดอารมณ์, วิจารรู้สึกต่ออารมณ์, ปีติพอใจปราโมทย์ ที่บังคับได้ แล้วก็สุข แล้ว เป็นสุข เพราะ บังคับได้ เพราะปีติ แล้วก็ มีอาการที่ว่ารวม ยอดอยู่ที่นั่นเป็นความหมายของคำว่า สมาธิ ๆ ในชั้นทั่ว ๆ ไป เอกัคคตา นี้ก็คือ รวม รวมยอด สูงสุด เป็นจุดแหลม เหมือนกับว่ารูปกรวย, มันรวมเป็นจุดแหลมอยู่ ที่นั่น หรือว่าเหมือนกับหลังคา หลังคาแบบโบราณมันแหลม หลังคาตอนล่างมันบานออก แล้วหลังคามันค่อย ๆ แหลม แหลม เป็นจุดยอดสุด, แหลมอยู่ที่ยอดหลังคานั้น คือว่า เอกัคคตา มียอด เดียว มียอดอันเดียว, แล้วมันก็ไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหน ไม่กระจัด กระจายไปที่ไหน. ความเป็นยอดเดียว จุดแหลมจุดเดียวมันไม่ ฟุ้งซ่านไปที่ไหน, นี่เรียกว่า อวิเขต แต่ก็รวมเรียกว่า เอกัคคตา ได้เหมือนกัน มียอดเดียว มียอดเดียวนี้เรียกว่า เอกัคคตา เป็น ความหมายสรุปยอดสุดของความเป็นสมาธิ. ถ้าเป็นเรื่องธรรมดา มันก็รวมยอดอยู่ที่อารมณ์ของสมาธิ เช่น ลมหายใจเป็นอารมณ์ ก็ลมหายใจเป็นจุดรวมของเอกัคคตา. แต่ถ้ามันก้าวหน้ามากเข้า มันก็เปลี่ยนเรื่อยไป ๆ จนว่า มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ของ
น.67 ๕๘ เอกัคคตา, ประเสริฐสูงสุดกันอยู่ที่ว่าเอกัคคตาจิต มีพระนิพพาน เป็นอารมณ์ นั่นแหละคือสมาธิสูงสุดแล้ว ไม่มีอะไรสูงสุดไป กว่านั้น. ธรรมดาก็มีอารมณ์ของสมาธิเป็นจุดรวมของเอกัคคตา ก็ทำความรู้สึกอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาที่นั่งฝึกในขั้นที่สี่ของหมวด ที่หนึ่ง. วิ่งตาม ทำได้ดี, เฝ้าดู ทำได้ดี, ทำอุดคหนิมิต ทำได้ดี ทำปฏิภาคนิมิต ทำได้ดี, กำหนดองค์ฌาน ทำได้ครบถ้วน ก็ แปลว่าบังคับลมหายใจได้ดีถึงที่สุด , สำเร็จเป็นปฐมฌาน, ฌาน ที่หนึ่งของฌาน เท่านี้ก็พอ เกินพอไม่ต้องมาถึงขั้นนี้ก็ยังได้, สำหรับจะฝึกอานาปานสติต่อไป, ถ้าทำได้มาถึงขั้นนี้ก็นับว่าดี ถึงขนาดเป็นฌานเป็นตัวฌานแท้ ๆ ได้ก็ดี. แต่ถ้าไม่ถึงนั้นได้ก็ยัง ได้เพียงวิ่งตาม เฝ้าดู มีอุดคหนิมิต มีปฏิภาคนิมิต พอสมควรเท่านั้น มันก็สามารถปฏิบัติขั้นต่อไปได้, แต่ถ้าทำให้เป็นถึงปฐมฌานได้ มันก็ดี คือมันดีมาก, ถ้าดีกว่านั้น จะทำให้สูงขึ้นไปเป็น ทุติย- ฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานก็ได้, แต่ว่าไม่จำเป็นดอกสำหรับ กรณีทั่วไป ไม่จำเป็น, ถ้าทำได้ก็ดี. ถ้าอยากจะทำก็ทำได้ ต้อง ศึกษาพิเศษ ฝึกฝนพิเศษ ที่จะให้สำเร็จไปทั้งสี่ฌาน แล้วก็เลย
น.68 ๕๙ ไปถึงอรูปฌานด้วยก็ยิ่งดี, แต่ว่าไม่จำเป็น ไม่จำเป็นเพื่อปฏิบัติ ตามอานาปานสติเพื่อดับกิเลสกันตาม ๑๖ ขั้น, เอาว่า เป็น อุป- จารสมาธิตามสมควรไม่ต้องถึงปฐมฌานก็ยังได้ แต่ถ้าถึงปฐม- ฌานได้ก็ดี พูดไปมันก็จะมากเกินต้องการหรือว่าชักจะนำไป ทางคุณวิเศษมากไป ก็จะเตลิดเปิดเปิง เอาเป็นเพียงว่า เดี๋ยวนี้ มีการบังคับกายสังขารได้ ถึงขนาดที่มีจิตสงบระงับแล้ว ก็จบ หน้าที่ของขั้นที่สี่ ของขั้นที่สี่ อย่าลืมว่า ทุกขั้น ๆ ต้องทำให้ชำนาญ แม้แต่ว่าเพียง วิ่งตาม ก็ทำให้ชำนาญ ซ้อมซักให้ชำนาญ เฝ้าดู ก็ซ้อมซักชำนาญ สร้างอุดคหนิมิต ก็ทำให้ชำนาญ ทำเมื่อใดก็ได้ทำได้ทันที ป ฏิภาค- นิมิต ก็ทำได้ทันที เรียกว่าทำให้ชำนาญ เขา เรียกว่า วสี แปลว่า ทำให้มันอยู่ในกำมือของเรา ทำให้มันอยู่ในอำนาจของเรา คำว่า วสี แปลว่า ผู้มีอำนาจ เดี๋ยวนี้เราจะปฏิบัติใน ขั้นไหน แม้ขั้นต้น ๆ กำหนดลมหายใจยาว ถ้าเราทำจนอยู่ใน อำนาจของเรา ก็เรียกว่ามีวสีด้วยเหมือนกัน, แต่ยังไม่ค่อยใช้ คำนี้ในขั้นนั้น มาใช้ในขั้นที่ว่าเป็นสมาธิ ถึงขนาดเป็นสมาธิก็ เรียกว่าวสี วสีแปลว่าผู้มีอำนาจ. เดี๋ยวนี้มีอำนาจเหนือลมหายใจ,
น.69 ๖๐ มีอำนาจเหนือจิต, มีอำนาจเหนือความรู้สึกต่าง ๆ , เหมือนอย่าง ว่าซ้อมนั่นแหละ อย่างว่าเราหัดกีฬา เล่นกีฬา ทำมาได้ถึงขั้นไหน แล้วก็ซ้อม ซ้อมให้มีอำนาจ ให้ทำได้ดีถึงที่สุดในขั้นนั้น อย่างนั้น ก็เรียกว่าวสีได้เหมือนกัน, แต่เป็นเรื่องทางวัตถุ. จะหัดขับรถ หัดขี่ม้า หัดอะไรก็ตาม พอทำได้นั้นยังไม่พอ ต้องมาทำอีก ๆ ให้มันชำนาญ, ให้มันแน่นอน อย่างนี้เรียกว่า ทำให้มันเกิดวสี เราจะทำอะไรไม่ว่าอะไรจะต้องทำให้จนเกิดวสีทั้งนั้น จึงจะสำเร็จ ประโยชน์ หรือรับประกันได้ คือทำให้ชำนาญ ให้ได้ตามต้องการ อยู่ในอำนาจ อยู่ในกำมือ. เรื่องทางโลก ๆ จะทำไร่ทำนา จะ ค้าขายอะไรก็ตาม เมื่อทำได้แล้วยังไม่พอ ต้องทำจนให้มีอำนาจ อยู่เหนือมัน เรียกว่า วสี คือ เก่งกล้าสามารถถึงที่สุด. เรื่อง ปฏิบัติจิตนี้ยิ่งต้องการมาก อย่าสักว่าพอทำได้แล้วก็เลิกกัน พรุ่งนี้ก็ไม่มีแล้ว ฉะนั้นต้องทำให้อยู่ในอำนาจ, ทำให้อยู่ในอำนาจ ทำให้อยู่ในอำนาจ ต้องการเมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น ก็เรียกว่ามีวสี. ฉะนั้น เราต้องมีวสีในการที่จะทำให้เกิดผลมาตาม ลำดับ ๆ มาถึงหมวดที่ ๔ นี้ วิ่งตาม เฝ้าดู สร้างอุดคหนิมิต มี ปฏิภาคนิมิต แล้วก็ มีองค์ฌาน ในความรู้สึกทั้ง ๕ องค์, วสี ๆ
น.70 ๖๑ มาตามลำดับ ก็สำเร็จประโยชน์. ในการปฏิบัติในขั้นนี้ เป็นอันว่า เดี๋ยวนี้เรามีความสามารถแล้วในการทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้าออก เรื่องรู้สึกว่าหายใจเข้าออกนี้มีอยู่ตลอดเวลาไม่ว่า ขั้นไหน เพราะมันเป็นเครื่องกำหนดว่ามีสติไม่ปราศจากสติ, อย่างน้อยก็มีสติกำหนดรู้ความเข้าออก เข้าออกของลม นั้นเป็น พื้นฐาน เป็นพื้นฐาน ส่วนที่งอกออกมาเหนือพื้นฐานก็คืออย่างนี้ กำหนดลมหายใจยาว กำหนดลมหายใจสั้น, รู้จักกายทั้งปวง คือทั้งกาย ๒ ชนิด แล้วก็รู้จักทำลมหายใจให้สงบรำงับนี้เป็น สิ่งที่ทำขึ้นมาบนพื้นฐาน ก็ จบขั้นที่ ๔ ของหมวดที่หนึ่ง. หมวดที่หนึ่งมี ๔ ขั้น อย่างนี้ ขั้นที่ ๑ สามารถรู้จักมี อำนาจเกี่ยวกับเรื่องลมหายใจยาว ชั้นที่ ๒ เกี่ยวกับลมหายใจ สั้น ชั้นที่ ๓ รู้ความสัมพันธ์กันระหว่างลมหายใจกับกาย แล้ว บังคับร่างกายได้โดยทางลมหายใจ ขั้นที่ ๔ ทำให้ลมหายใจ รำงับ ร่างกายรำงับ จิตรำงับ รำงับโลกทั้งโลกโดยทางลมหายใจ. เมื่อลมหายใจระงับ ความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวงก็ระงับและละเอียด เราก็มีอำนาจเหนือกายทั้งปวง เหนือกายทั้งปวงแล้ว. นี่เป็น หมวดที่หนึ่งของอานาปานสติ ๔ หมวด.
น.71 ๖๒ เดี๋ยวนี้ก็มี อานิสงส์พิเศษ จะมีความสุข ความสุขที่ แท้จริง ได้ทันทีเมื่อเราต้องการ ในที่นี่และเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ต้องตาย แล้ว. สุขที่แท้จริงคือความสงบรำงับ สุขที่แท้จริง ไม่ใช่สุกร้อน สุก ก สะกด สุขกามารมณ์ ไม่ใช่อย่างนั้น สุขที่แท้จริง สุขที่ เป็นความสุขที่แท้จริง สงบรำงับจริง ต้องการเมื่อไรจะได้เมื่อ นั้น. ถ้าเรา สามารถทำอานาปานสติหมวดที่ ๑ ทั้ง ๔ ขั้นนี้ได้ สำเร็จ ความสุขอันแท้จริงอยู่ในกำมือของเรา, ต้องการเมื่อไร ได้เมื่อนั้น ที่นี่และเดี๋ยวนี้,ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว จะเปรียบเสมือน หนึ่งว่าชิมรสของพระนิพพานเป็นการล่วงหน้า ความสุขที่ไม่มี อามิส เหตุปัจจัยปรุงแต่งล่อให้หลง มันมีได้แล้ว คือความสุข ที่สงบรำงับเพราะความดับของการปรุงแต่ง, แม้แต่ในขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ คือ ปรุงแต่งทางกาย เป็นกายสังขาร เรารำงับกายสังขาร ได้ก็ได้รับความสุขชนิดนี้ เป็นความสุขใหม่อันนี้ตามสมควร. นี่ประโยชน์ อานิสงส์ของการปฏิบัติ อานาปานสติได้ หมวดหนึ่ง คือ หมวดที่หนึ่ง แล้ว ประโยชน์ต่อไป ก็คือว่าจะ เป็น บาทฐานเครื่องช่วยให้สำเร็จในการที่จะปฏิบัติหมวดต่อไป เมื่อปฏิบัติหมวดที่ ๑ ได้ก็เป็นแน่นอนว่าจะปฏิบัติหมวดที่ ๒,
น.72 ๖๓ ที่ ๓, ที่ ๔ เป็นลำดับได้ นี่เป็นอานิสงส์ในเบื้องหน้า. แต่เดี๋ยวนี้ ได้รับอานิสงส์ว่าต้องการทิฏฐธรรมสุขเมื่อไรได้เมื่อนั้น ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. พอทำจิตอย่างนี้ก็เป็นสุข ฝ่ายโน้นฝ่ายพระนิพพาน ฝ่ายไม่มีอามิส ฝ่ายไม่มีเหยื่อล่อ สุขที่ไม่เกี่ยวกับกิเลส ได้ตาม ต้องการเมื่อไรก็ได้, แม้เพียงเท่านี้มันก็พอเสียแล้ว. เป็นอันว่า อธิบายหมวดที่หนึ่งของอานาปานสติ ก็ พอสมควรแก่เวลาแล้ว, แล้วก็พูด ไม่ได้แล้ว เป็นอะไรก็ไม่รู้ จึง ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลายสวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ให้เกิดการส่งเสริมกำลังใจ กำลังความเพียร สติปัญญาของท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายสืบต่อไป ในโอกาสนี้.
Buddhadasa