น.73 คู่มืออานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ และการปฏิบัติ ตอนที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. 3
น.75 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เรื่อง คู่มือที่จำเป็นสำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ เป็นครั้งที่ ๕ ใน วันนี้ก็มาถึงการบรรยายเรื่อง เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน . ต่อ จากการบรรยายครั้งก่อนที่ว่าด้วยเรื่อง กายานุปัสสนาสติปัฏ- ฐาน หัวข้อในวันนี้จึงมีว่า คู่มืออานาปานสติภาวนาสมบูรณ์ แบบ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยเวทนา. ตอนที่หนึ่งว่าด้วยกายเสร็จ ไปแล้ว, วันนี้ตอนที่สองว่าด้วยเวทนา ขอให้ทำความเข้าใจ ให้มี ความรู้แจ้งในเรื่องอันเกี่ยวกับเวทนาสืบต่อไป ในฐานะเป็นคู่มือ คู่มือที่จำเป็นในการศึกษา และการปฏิบัติ ครั้งที่ ๕,๒๖ กันยายน ๒๕๓๐
น.76 ๖๘ จำเป็น สำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ. "เวทนา” เป็นสิ่งสำคัญในพุทธศาสนา. สำหรับเรื่องเกี่ยวกับ เวทนา นี้ แม้จะไม่พูดกันในลักษณะ ที่เป็นสติปัฏฐาน มันก็ยัง พูดได้ทั่วไปในฐานะเป็นเรื่องสำคัญ ในพระพุทธศาสนา เพราะว่าที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องหัวใจเรื่อง หนึ่งทีเดียว คือว่า กิเลส ตัณหา อุปาทาน ความทุกข์ มันออก มาจากเวทนา ตั้งต้นที่เวทนา, เวทนาเป็นสุขก็ให้เกิดกิเลสไป อย่างหนึ่ง, เป็นทุกข์ก็ให้เกิดกิเลสไปอย่างหนึ่ง, คือเกิดตัณหา นั่นแหละ, แล้วมันก็มีอุปาทาน ก็เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา, ถือว่าเรื่อง เวทนา เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องเบื้องต้นของตัณหา ซึ่งเป็น อริยสัจจ์ เรื่องที่ ๒ คือสมุทัย ให้เกิดทุกข์. ทีนี้ตัณหาหรือสมุทัย นั้นก็มาจากเวทนา จึงถือได้ว่าเรื่องเวทนาก็เป็นเรื่องที่สงเคราะห์ รวมอยู่ในอริยสัจจ์, อริยสัจจ์ข้อที่ ๒ คือสมุทัยนั้นเอง. ถ้าจะรู้ ให้ดีว่าตัณหาเกิดขึ้นอย่างไรก็ศึกษาเรื่องเวทนา แล้วก็จะรู้เรื่อง เวทนา ว่าสุขเวทนาให้เกิดกิเลสประเภทหนึ่ง, ทุกขเวทนาให้ เกิดกิเลสประเภทหนึ่ง, อทุกขมสุขเวทนาก็ให้เกิดกิเลสประเภท หนึ่ง ขอให้สนใจกันให้ดี.
น.77 ๖๙ ทีนี้ถ้าเราจะดูกันอย่างธรรมดาสามัญ อย่างเรื่องโลก ๆ ก็ยังมีเรื่องที่จะต้องรู้เกี่ยวกับเวทนา คือ ปีติและสุข สิ่งที่เรียกว่า ปีติและ สุขนี้จำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต โดยเฉพาะคือมนุษย์ ถ้า ไม่มีปีติและสุขนี้หล่อเลี้ยงชีวิต มันก็อยู่ไม่ได้. ขอให้มองเห็น ว่ามันเป็นปัจจัยแก่ชีวิตฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณอย่างยิ่ง; ปัจจัยฝ่าย ร่างกาย ปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษา โรค , สี่อย่างนี้เป็นปัจจัยแห่งชีวิตในด้านร่างกาย ในฝ่ายร่างกาย, แต่เท่านั้นมันไม่พอดอก เพราะว่า ชีวิตนี้มันมีเรื่องจิตใจด้วย จึงต้องมีปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริม จึงเรียกว่าเป็นปัจจัยฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ เรียกต่อท้ายจาก ๔ อย่างข้างต้นว่า เป็นปัจจัยที่ ๕, ปัจจัยทั้ง ๔ อย่างเป็นเรื่องฝ่ายร่างกาย ต้องถูกต้องและสมบูรณ์ ปัจจัยฝ่ายที่ ๕ นี้ฝ่ายจิต คือความรู้สึกเป็นสุข รู้สึก พอใจ, ถ้าเรียกรวม ๆ กันว่า มัน เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ ให้ปกติให้เป็นสุข, ถ้าขาดสิ่งประเล้าประโลมใจเอาเสียทีเดียว จิตมันก็กระสับกระส่าย แล้วก็จะผิดปกติ จะเป็นโรคประสาท จะเป็นบ้าก็ได้. ฉะนั้นคนเรานี้มันมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นที่พอใจ หล่อเลี้ยงอยู่เสมอไป ไม่ใช่ว่ามีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย มีปัจจัยสี่
น.78 ๗๐ แล้วมันจะปกติอยู่ได้ จิตใจมันต้องการ, เพราะฉะนั้นมันจึงมี อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งดู ๆ คล้ายกับว่าเป็นของหลอก ให้มีความพอใจ, รู้สึกแน่ใจ รู้สึกว่าปลอดภัย, รู้สึกว่าพอใจในชีวิต หรืออย่างน้อย มันก็เป็นเครื่องเพลิดเพลินในฝ่ายจิตใจ. เราจะเห็นว่าคนนี้เขาก็ เล่นของเล่น เล่นต้นไม้ เล่นดอกไม้, เล่นเครื่องลายคราม, เล่น เครื่องเล่นต่าง ๆ เพื่อประเล้าประโลมใจ, นี้มันก็อยู่ในส่วนนี้, แต่ว่ามันเป็นเรื่องของโลกเกินไป. ฉะนั้นเราก็มี สิ่งประเล้าประโลมใจสูงขึ้นไป, สูงขึ้นไป จะเป็นเรื่องเกียรติยศชื่อเสียงอำนาจวาสนา, แล้วสิ่งที่จะประเล้า ประโลมใจต่อไปจนถึงเวลาเข้าโลง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า บุญ, บุญ. ผู้ที่สนใจในบุญก็ว่าดี ว่าบุญนี้มันเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ ให้สบายใจ ให้พอใจ ให้นอนใจได้เท่าไร นี้มันก็เป็นปัจจัยที่ ๕ คือ สิ่งประเล้าประโลมใจ ชูใจ ส่งเสริมใจ จึงเรียกว่าเป็นปัจจัย ส่วนจิตส่วนวิญญาณ ก็ได้แก่เวทนา. ฉะนั้นถ้าเราจะรู้จักมันดี ก็หามาให้เพียงพอ. มีสิ่งประเล้าประโลมใจอย่างถูกต้อง แล้วก็ จะมีความสุข; แต่ว่า สิ่งประเล้าประโลมใจนี้มันอาจจะเป็น ฝ่ายผิดก็มี, คือเป็นกิเลส เป็นกามารมณ์ สร้างความยุ่งยาก
น.79 ๗๑ ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ. ปัจจัยทางกาย คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคนี้ก็เหมือนกัน ที่ เป็นฝ่ายผิด มันก็มี, คือกลายเป็นเหยื่อล่อให้หลงให้บ้าไปเลยก็มี มันก็เป็นฝ่ายผิด. ฉะนั้น ต้องเป็นฝ่ายถูกต้องและพอดี, สิ่ง ประเล้าประโลมใจนี้ก็เหมือนกัน ต้องเป็นฝ่ายถูกต้องและพอดี คือ ไม่เป็นของยั่วให้หลงจนเป็นอันตรายจนให้เกิดความทุกข์, ฉะนั้นจึงควรรู้ไว้ว่าเวทนาเวทนานี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมี เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหรือเครื่องประเล้าประโลมใจให้มีปกติสุข อยู่ได้. เราจะเห็นได้ว่า แม้เราจะมีอะไรที่ช่วยให้ไม่ตายแล้ว แต่ก็ยังมีการแสวงหาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ อีกส่วนหนึ่งต่างหาก, หานั่นหานี่มาทำนั่นทำนี่ขึ้น ซึ่งเป็นส่วน ของจิตใจ. นี่มันเป็น เรื่องของเวทนา เรียกว่า เครื่องปรุงแต่ง จิต. เวทนานี้ เรียกว่า จิตตสังขาร คือปรุงแต่งจิต เป็นปีติ และสุข เป็นส่วนสำคัญ คือว่า ฝ่ายดีฝ่ายถูกต้องฝ่ายสูงสุด เล็ง ไปถึงปีติและสุข, สิ่งอื่น ๆ มันก็มีมันต่ำ หรือมันไม่เป็นความ สำคัญอะไรนัก แต่ว่าเรื่องปีติ ความพอใจ ความเป็นสุขนี้มัน
น.80 ๗๒ เป็นเรื่องสำคัญ. เมื่อเราประสบความสำเร็จในอานาปานสติ หมวดที่ ๑ คือ กายานุปัสสนามาแล้ว กายสังขารสงบรำงับ มีจิตสงบรำงับ มีส่วนแห่งความเป็นสมาธิ ในส่วนแห่งความเป็นสมาธินั้นก็มี ปีติ และ สุข ซึ่งเป็นองค์ของฌานแม้ในขั้นต้น คือ ปฐมฌาน ปฐมฌาน มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา, เห็นไหม มันมีปีติ และสุขเกิดขึ้นมาตามสมควร แม้จะไม่เต็มที่แม้จะไม่ครบถ้วน แต่มันต้องมี, ถ้าจิตสงบรำงับถึงขนาดที่จะเป็นฌานแล้ว มันก็ ต้องมีปีติและสุข เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอไป. ทีนี้ เป็น การง่ายที่จะปฏิบัติต่อไปในหมวดที่ ๒ ก็เอาปีติ และสุข ที่ เป็นผลของการปฏิบัติ หมวดที่ ๑ มาเป็นอารมณ์ของการปฏิบัติ ในหมวดที่ ๒ มารู้จักว่าจำเป็นจะต้องรู้เรื่องนี้, จะต้องจัดการ กับเรื่องนี้ จะต้องควบคุมเรื่องนี้ คือ เวทนานี้ให้ได้. ปัญหาของมนุษย์ มันมาจากเวทนา, ปัญหาของมนุษย์ มาจากความเป็นทาสของเวทนา คือเวทนามันดึงมันจูงให้คน ไปทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง, คิดดู จะเป็นบัณฑิตหรือเป็นอันธพาล ก็มีเวทนาตามแบบของตนจูงให้ไปทำอะไรตามที่มันต้องการ.
น.81 ๗๓ คนอันธพาลที่ไปขโมย ไปจี้ไปปล้น ไปหาเงินด้วยวิธีนั้น ก็เพื่อ มาซื้อหาเวทนาที่เป็นสุขสำหรับเขา, แม้ที่เป็นบัณฑิตเป็นสัตบุรุษ ทำบุญทำกุศลอะไรก็เพื่อสุขเวทนาที่สะอาดที่บริสุทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ไป, ฉะนั้น เวทนาจึงเป็นสิ่งที่มีอำนาจ ที่จูงบุคคลให้ประพฤติ กระทำสิ่งใด ๆ ในโลกนี้. แต่ในที่นี้เราจะมามองดูว่า มันเป็นสิ่งปรุงแต่งความคิด ความนึก, ศึกษากันอย่างละเอียดในข้อนี้ เราจะทำการควบคุม เวทนานี้ให้ได้ ไม่ให้ครอบงำจิตถึงขนาดที่เรียกว่า เกิดเรื่องยุ่งยาก ไปหมด. ถ้าเราควบคุมเวทนาได้ จิตก็จะสงบ เป็นสุข เป็นความ พักผ่อนอย่างยิ่ง, ถ้าควบคุมไม่ได้ เวทนานั่นแหละมันกระตุ้น มันกระตุ้นผลักไสไป ใช้คำหยาบคายแต่เป็นความจริงที่สุด ก็คือ มันไสหัวไป, ความต้องการเวทนามันไสหัวคน ให้ไปทำอะไร ตามที่เวทนาต้องการ หรือที่จะพูดให้ถูกก็ เวทนาที่เป็นเหยื่อ ของตัณหา นั่นแหละ ก็เรียกว่าตัณหานั่นแหละมัน ผลักไสคน ให้ไปตามอำนาจ ของมัน โดยใช้เวทนาเป็นเครื่องล่อเป็นเครื่อง ชักจูง. นี้เรารู้ เรื่องทั่ว ๆ ไปของเวทนา ว่ามันมีความจำเป็น
น.82 ๗๔ ที่จะต้องรู้จัก เป็นความสำคัญที่จะต้องรู้จัก มีผู้บรรลุความเป็น พระอรหันต์ด้วยการรู้เรื่องเวทนาเรื่องเดียวนี้ก็มี ดูเหมือนจะ เป็นพระสารีบุตรหรืออะไรนี้ รู้เรื่องเวทนา เหตุให้เกิดเวทนา โทษของเวทนา อะไรของเวทนา จนสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ เพราะรู้เรื่องเวทนา อย่างนี้ก็มี, แต่มันก็ยังคงเกี่ยวกันอยู่ในส่วน ลึกที่เราจะต้องศึกษา ตามวิธีของสติปัฏฐาน เพื่อกำจัดอำนาจ หรืออิทธิพลของเวทนาเสียให้ได้. ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ทีนี้เราจะมาถึงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเวทนานุปัสสนาสติ- ปัฏฐานโดยตรงต่อไป ก็ เป็นขั้นที่ ๕ ของอานาปานสติทั้งหมด หรือมันเป็นขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๒ คือ หมวดเวทนา ลำดับ เรียกนี้เข้าใจไว้ก็ดี แล้วก็อย่าสับสนว่า ถ้าเรานับทีเดียวรวดเดียว ทั้ง ๑๖ มันเป็นที่เท่าไร. ถ้าว่านับเฉพาะหมวด ๆ ของมัน มัน เป็นธรรมข้อที่เท่าไร, อย่างเวทนานี้ถ้าเป็นเรื่องทั้งหมดทั้ง ๑๖ ขั้นมันก็เป็นขั้นที่ ๕ ที่ ๖ แล้ว แล้วถ้าเป็นเรื่องของหมวดที่สอง คือ หมวดเวทนาเอง มันก็เป็นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ไปตาม
น.83 ๗๕ ลำดับ. เดี๋ยวนี้เราก็จะพูดกันถึงหมวดเวทนาซึ่ง ข้อแรก ของ หมวดนี้ ก็คือ ปีติ นั่นแหละ, ข้อ ถัดไป ก็คือ สุข, ข้อ ถัดไป ก็คือข้อที่ ปีติและสุข นี้ เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต, ข้อที่ ๔ ของ หมวดนี้ก็คือว่า ระงับอำนาจการปรุงแต่งจิตของเวทนาไว้ได้. ควบคุมไว้ได้ตามที่ควรจะเป็น คือไม่ให้ปรุงแต่งก็ได้ ให้ปรุง แต่งไปในทางนั้นทางนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ก็ได้, รู้กันโดยทั่วไป เสียก่อนว่า หมวดนี้. หัวข้อที่ ๑ ว่า รู้เรื่องของปีติ ให้ครบถ้วน ว่ามันเป็น อย่างไร ๆ กี่อย่าง ข้อที่ ๒ รู้จักความสุข ซึ่งเป็นอย่างไร ๆ อย่างครบ ถ้วน พร้อมกันนั้นก็จะรู้ว่า ปีตินั้นคือความสุขที่กำลังฟุ้งซ่าน ถ้ามันหยุดฟุ้งซ่าน ปีติก็กลายเป็นความสุข, ถ้ายังไม่สงบรำงับ ยังฟุ้งซ่านก็เรียกว่า ปีติ เพราะฉะนั้นปีติจึงมีลักษณะหวั่นไหว โยกโคลง, แต่ถ้าเราระงับลง หยุดสงบระงับลง ก็กลายเป็น ความสุข เพราะฉะนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เนื่องกัน หรือว่าเป็นสิ่ง เดียวกัน แล้วแต่ขั้นตอน, ปีติและความสุขมันทำให้เกิดความ
น.84 ๗๖ คิดอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้กระทำกรรม กรรมดี กรรมชั่ว, ทีนี้ต้องกำจัดต้องควบคุมจึงหาวิธีกำจัดหรือควบคุม โดยการปฏิบัติขั้นที่ ๔. ขั้นที่ ๑ รู้จักปีติให้ครบถ้วน, ขั้นที่ ๒ รู้จักความสุข ให้ครบถ้วน, ขั้นที่ ๓ รู้จักว่าทั้งสองอย่างนี้มันปรุงแต่งจิต ขั้นที่ ๔ ก็หาวิธีควบคุมอำนาจการปรุงแต่งจิตของสิ่งทั้งสองนี้ให้อยู่ใน อำนาจของเรา มันเนื่องกันทั้ง ๔ ขั้น อย่างนี้ เรียกว่า หมวดนี้ หมวดเวทนา. ทีนี้ก็มาดู ขั้นที่ ๑ ของหมวดนี้ คือ ปีติ ปฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หลักสำคัญของการปฏิบัติที่จะกำหนดใน การกำหนดด้วย จิตนี้ต้องเอาของจริงเข้ามา ไม่ใช่เอาความรู้ที่ จำได้หรือว่าตัวหนังสือหนังหาที่อยู่ในหนังสือ หรือเสียงที่อื่น มันใช้ไม่ได้, มัน ต้องเอาปีติตัวจริงที่กำลังรู้สึกอยู่ในใจ , รู้สึก อยู่ในใจมา, รู้สึกอยู่ รู้สึกอยู่, รู้สึกปีติเหล่านั้นแหละอยู่, โดย เหตุที่ว่าเราจะต้องมีอยู่รู้สึกจริง ๆ อยู่ในจิต เพื่อใช้เป็นอารมณ์ ของการกำหนดด้วยจิต ซึ่งต้องทำให้เกิดปีติขึ้นมา. ถ้าปฏิบัติ มาแล้วตั้งแต่หมวดที่หนึ่ง ก็ได้ปีติมาจากการปฏิบัติขั้นสุดท้าย
น.85 ๗๗ ของหมวดที่หนึ่ง ถ้าไม่มีมันก็ต้องทำให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ขึ้นมาให้ได้ คือเคยปีติในอะไร, ปีติจะเกิดขึ้นเพราะเหตุอะไร ก็ใช้ได้เหมือนกัน, เพื่อจะศึกษาตัวปีติว่ามีลักษณะอย่างไร, มีอิทธิพลอย่างไร, มีความรู้สึกแก่จิตใจอย่างไร, เป็นอันว่าต้อง เอาตัวปีติจริง ๆ มากำหนดอยู่ในใจ. วิปัสสนาแบบเก่า ๆ ที่เคยได้ฟังมา หรือได้เห็นมารุ่น เก่า ๆ โน้น เขาให้ความสำคัญแก่ปีตินี้มาก จนถึงกับเรียกว่า พระ พระปีติ พระปีติ แล้วก็จะต้องอาราธนาเชื้อเชิญ ขอให้พระ ปีติมาปรากฏขึ้นในจิต แล้วจึงจะได้ทำต่อไปได้, ถ้าพระปีติไม่ มาปรากฏในจิต ก็เป็นเรื่องเดาทั้งนั้น, มันเป็นเรื่องเดา ๆ ไป ทั้งนั้น. ถ้าว่าปีติมาปรากฏขึ้นในจิต เป็นปีติอย่างนั้นอย่างนี้ แล้ว ก็พอใจ, พอใจอย่างยิ่ง เรียกว่าเป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ทีเดียว. ถ้าพระปีติอย่างใดอย่างหนึ่งมาปรากฏ จึงมี พระปีติ ชนิดเล็กน้อย, เล็กน้อยก็เรียก ขุททกาปีติ, พระปีติชั่วคราว เรียกว่า ขณิกาปีติ, ปีติเป็นครั้ง ๆ หยุดเป็นตอน ๆ เรียกว่า โอกันติ- กะปิติ, ถ้าว่า อย่างโลดโผน รุนแรงโคลงเคลง เรียกว่า ปุพเพค- ปีติ , ถ้า ซาบซ่านไปหมด ทั้งเนื้อทั้งตัว เรียกว่า พรณาปีติ, นี่
น.86 ๗๘ ตามแบบที่ยึดถือกันมาเป็นอย่างนี้, แล้วเรียกว่าพระปีติ มี ๕ องค์ แล้วก็จะถามกันว่าองค์ไหนเกิดแล้ว, องค์ไหนเกิดแล้ว, นี่มันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะต้องมี. ตัวปีติจริง ๆ ปรากฏ อยู่ในจิต ก็จะได้พิจารณาต่อไป, แต่โดยเหตุการศึกษาไม่สมบูรณ์ แบบเก่า ๆ ปรัมปรานี้ เอาเพียงว่า เกิดพระปีติก็พอแล้ว ก็พอใจ แล้ว ถือว่าเป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงแล้ว. เดี๋ยวนี้เราก็ได้ ปีติมาเกิดอยู่ในใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะศึกษาพิจารณา; ถ้าปฏิบัติอย่างสมัยนี้ ก็คือทำความสำเร็จ ในหมวดที่หนึ่งขั้นที่สี่ ก็ได้ปีติขึ้นมาแล้ว มาสำหรับเป็นอารมณ์ ของหมวดที่สอง. ขั้นที่หนึ่งนี้ มันก็ไม่ลำบาก แบบเก่าเขาตั้งพิธี อาราธนา อาราธนาขอพระปีติเจ้าจงมาอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นการ อาราธนาพระปีติเพราะเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งสูงสุด เป็นสิ่งที่คล้าย ๆ ว่าจะจบกันที่นั่นเท่านั้น เพราะมันไม่สมบูรณ์ มันไม่เป็นอานา- ปานสติที่สมบูรณ์. ทีนี้เมื่อจะปฏิบัติ ครั้นมีความรู้สึกว่า ปีติมาปรากฏ รู้สึกอยู่ในใจแล้ว ในชั้นแรก จงปฏิบัติคือดื่ม ดื่ม ดื่มปีตินั้น ดื่มด่ำปีติ รู้สึกในปีติ, ดื่มด่ำในปีติ ให้เพียงพอเสียก่อน, ชิมปีติ
น.87 ๗๙ นั้นให้เพียงพอเสียก่อนในชั้นแรก เพื่อว่ามันจะได้แน่นอน จะได้ แน่นแฟ้น จะได้รู้จักกันจริง ๆ . ทำความรู้จัก ว่ามี ลักษณะ อ ย่างไร, มี อาการ อย่างไร, มีอิทธิพล อย่างไร, แล้วมัน ปรุงแต่งจิตอย่างไร, ลักษณะของ ปีติก็อย่างที่ว่ามาแล้วก็ได้ ถึงซาบซ่านถึงโคลงเคลง จนถึงว่า น้อย ๆ หรือเป็นพัก ๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีอาการ ซาบซ่านอย่างไร, ซาบซ่านอย่างไรแล้วมีอิทธิพลทำให้จิตหวั่น ไหวอย่างไร, นี่อิทธิพลของปีติ แล้วมันปรุงแต่งจิต ปรุงแต่ง ความคิดนึกอย่างไร, นี้เป็นตัวสำคัญที่จะต้องศึกษาจากปีติ. ทีนี้ก็ ฝึกกำหนดให้ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกปีติ ก็ได้ ทำให้ความรู้สึกปีติระงับหายไปก็ได้, บังคับการเกิดการดับของ ปีติได้ตามต้องการ จนกระทั่งว่าให้มันระงับ ระงับ ๆ ลงไปได้ ตามที่เราต้องการ. ถ้าปีติมันระงับลงมันก็กลายเป็นความสุข, ปีติก็คือความสุขที่ยังไม่เป็นความสุข เป็นความสุขที่ยังฟุ้งซ่าน อยู่จึงเรียกว่า ปีติ มันมาสายเดียวกัน. ปีติมาจากความพอใจ ที่ประสบความสำเร็จในการกระทำที่เป็นชิ้นเป็นอัน ประสบ
น.88 ๘๐ ความสำเร็จในสิ่งใดก็จะเกิดปิติในสิ่งนั้น, ฉะนั้นจึงรู้จักว่าปีติ มันมีเท่านี้ มันมีอำนาจเพียงเท่านี้ มีขอบเขตเพียงเท่านี้ ธรรมชาติ มันจัดให้มีเอง. ถ้าพอใจก็ต้องมีปีติ, ถ้าประสบความสำเร็จก็ พอใจ, นี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ. เรา สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นมาได้ ด้วยการทำให้สำเร็จในสิ่งที่เรา ต้องการจะทำ พอได้ประสบตามที่เราต้องการมันก็เกิดปีติ, นี้ เป็นแน่นอน ไม่ใช่ว่าจะหยิบมาปั้นมาสร้างขึ้นโดยพละการ มันต้องทำเหตุปัจจัยของมันให้เกิดขึ้น คือให้เกิดความพอใจ มัน ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าปีติ จนกระทั่งรู้จักดีว่าปีตินี้ก็ทำให้เกิดความคิด อย่างฟุ้งซ่าน, แล้วก็ทำให้เกิดความสุขเมื่อระงับลง, แล้วก็ปรุง แต่งความคิดต่อไป. พูดง่าย ๆ ก็ว่า เวทนานุปัสสนาข้อที่หนึ่ง ก็คือ ศึกษา ให้รู้ความสุขที่ยังหวั่นไหว ที่ยังหยาบ ๆ , ความสุขที่ยังหยาบ ยังหวั่นไหว เรียกว่าปีติ ให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร, มีอำนาจอิทธิพล อย่างไร, มันปรุงจิตอย่างไร, นี่เรียกว่าขั้นที่หนึ่งของหมวดที่สอง คือเวทนา. ปีติกำลังเป็นอย่างไรชนิดไหน ก็กำหนดอย่างนั้น
น.89 ๘๑ กำหนดอย่างนั้น จะใช้หนอก็หนอให้ถูกนะ ปีติหนอ ปีติหนอ ก็หนอให้ถูก ว่ามันไม่ใช่ตัวตนอะไร มันเป็นเพียงความรู้สึก เกิดขึ้นตามธรรมชาติปรุงแต่ง ตามกฎอิทัปปัจจยตา, เป็นต้น แล้วมันก็เกิดความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นมาเท่านั้นหนอ, เป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นมาตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างนี้เท่านั้นหนอ, ถ้า ว่าปีติหนอ ปีติหนอ, จะยินดีเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา อย่างนี้มันผิด มันจะทำให้เกิดความผิดต่อไป. มันสักแต่ว่าเป็นความรู้สึกพอใจ ตามธรรมชาติเท่านั้นหนอก็ได้, อย่างนี้หนอก็ได้ ถ้าชอบหนอ แต่มักจะพูดสั้น ๆ ว่าปีติหนอ ปีติหนอ ถ้าฟังไม่ดีเข้าใจไม่ดี มันก็กลายเป็นตัวเป็นตนไป ก็ผิดไป, ถ้าเป็นสักว่าความรู้สึก ตามธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัย มันมีขึ้น มันก็เกิดอย่างนี้เท่านั้น เท่านั้นหนอ แล้วก็ได้เหมือนกัน. ที่ว่า หนอ หนอ ได้ทุกขั้นตอน ของปีติที่เกิดขึ้น ที่ปรากฏอยู่ในใจ โดยหลักใหญ่ ๆ ก็รู้ลักษณะ รู้อาการของมัน รู้อิทธิพลของมัน, รู้หน้าที่การงานของมัน คือ ปรุงแต่งจิต, นี้ขั้นที่หนึ่ง, ขั้นที่หนึ่งของเวทนานุปัสสนา. ทีนี้ขั้นที่สอง สุขปฏิสังเวที มาถึงขั้นที่สอง จะเอาเปรียบ กันสักหน่อยก็ได้ ว่าความสุข ๆ นี้ มันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์
น.90 ๘๒ ที่ควรจะต้องการ. ฉะนั้นเมื่อปีติพอใจ ระงับลงเป็นความสุข แล้วก็เอาความสุขนี้เป็นผล เป็นผลที่ปรารถนากันเสียสักพักหนึ่ง ก็ได้, เสวยสุข เสวยความสุขกันเสียสักพักหนึ่งก็ได้, แล้วจะ เป็นโอกาสให้รู้จักสิ่งที่เรียกกันว่าความสุขนั้นอย่างถูกต้อง. ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราต้องการความสุขโดยรีบด่วน ก็ทำอย่างนี้ ทำตามวิธีนี้ ให้เกิดปีติให้เกิดสุข, แล้วก็เสวยความสุขอันนี้ได้ ตามต้องการเมื่อไรก็ได้ เป็นในชีวิตประจำวันก็ยังได้. แต่นี้เป็น การเอาเปรียบเอาความสุข ไม่ใช่ปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป. ถ้าเป็นการปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป ก็รู้ว่า โอ! มีลักษณะ อย่างไร, มีอาการอย่างไร, มีอิทธิพลอย่างไร, มีหน้าที่การงาน อย่างไร, เพื่อให้เห็นชัดยิ่งขึ้นมาอีกหลังจากปีติ คือมันจะชัดเจน ยิ่งกว่าปีติ มันครอบงำจิต แล้วมันก็ชักจูงจิตให้เป็นไปตามอำนาจ ของสิ่งที่เรียกว่าความสุข จึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวความสุขที่แท้ จริง รู้สึกเป็นสุขแท้จริงอยู่ในจิตใจอย่างเดียวกับปีติอีก. ถ้าเป็น สุขโดยคาดคะเนเป็นสุขในความจำ นี้ใช้ไม่ได้ จะต้องทำจน มันเกิดความรู้สึกสุขอย่างนั้นขึ้นมาในจิตใจจริง ๆ จึงจะใช้ได้. ที่นี้ก็มีว่า ความสุข ๆ นี้ มัน มีอำนาจที่เรียกว่า อัสสาทะ
น.91 ๘๓ คือ เสน่ห์ ที่เรียกในภาษาไทยเราว่าเสน่ห์ ๆ ครอบงำจิตใจได้ มาก เพราะมันเป็นสุขนี่. ทีนี้ก็ เกิดความพอใจในความสุขเสีย จะปฏิบัติต่อไปไม่ได้, จะปฏิบัติให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต่อไปไม่ได้ เพราะมันพอใจในความสุขเสีย, ถ้ามันมีลักษณะอย่างนี้ ความสุขนั้นมันก็ กลายเป็นข้าศึกของวิปัสสนา. วิปัสสนาที่ จะทำต่อไป ๆ ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นถูกทำลายเสีย ถูกสะกัดกั้นเสียด้วยความสุข ด้วยสิ่งที่เรียกว่าความสุข, ถ้า อย่างนี้แล้วความสุขนั้นกลายเป็นวิปัสสนูปกิเลส, เป็นเครื่อง ทำความเศร้าหมองแก่วิปัสสนา ทำให้ทำวิปัสสนาต่อไปไม่ได้ เพราะมามัวแต่จะสุข จะเป็นสุข, จะดูดดื่มแต่ความสุข จิตมัน ก็ไม่น้อมไปเพื่อวิปัสสนา เพราะความสุขมันมีเสน่ห์อย่างนี้ จึง ต้องรู้ไว้ อย่าให้ไปหลงในความสุขจนกลายเป็นข้าศึกของ วิปัสสนา. ทีนี้ก็ถือโอกาสในตัวมันนั่นแหละ ว่ามันมีเสน่ห์ถึง ขนาดนี้ ก็จะรู้สึกให้ดี รู้สึกให้ดี, อย่าให้มันหลงได้ เห็นความที่ ความสุขมีเสน่ห์มากมายอย่างนี้ แล้วรู้จักมันให้ดี รู้จักมันให้ดี, อย่าให้ไปหลง อย่าให้ไปหลงความสุขนั้นได้ ก็คือไม่ให้เกิดข้าศึก
น.92 ๘๔ ของวิปัสสนาขึ้นมานั่นเอง, อย่าให้เกิดอุปสรรคหรือความเศร้า หมองแก่วิปัสสนา เพราะว่าไปหลงในความสุข. เรื่องของความสุขมันก็มีอยู่อย่างนี้ รู้จักว่ามันสืบต่อ มาจากปีติ, ครั้นมาเป็นความสุข แล้วก็สบาย มันก็เป็นความสุข, แล้วเราก็มักจะหลง จะหลง จนเป็นที่ตั้งของความตัน ของความ ติดต้นไม่ก้าวหน้าต่อไป ขอให้เข้าใจได้อย่างนี้. สรุปความว่าทั้งหมดนี้ หมดทั้งเรื่องนี้ ก็รู้เรื่องความสุข เป็นอย่างดี เป็นอย่างดี, รู้สึกเรื่องความสุขเป็นอย่างดี จนสามารถ ควบคุมได้ไม่ให้เกิดเป็นอันตรายลำบากยุ่งยากขึ้นมา เพราะ ความรู้สึกที่เรียกว่าความสุข. ถ้าจะเรียกว่า ปีติเป็นข้าศึก ก็ได้ เหมือนกัน, ถ้าว่ามีปีติขึ้นมาแล้วมันก็ ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาก็เป็นไป ไม่ได้ เหมือนกัน, ถ้าเกิดความสุขขึ้นมา มันก็เป็นข้าศึก ทำให้ หยุด ให้พอใจอยู่ที่นี่ ไม่อยากจะไปต่อไป นี้ก็ได้เหมือนกัน, แต่ถ้าว่าเป็นผู้รอบรู้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง ดีทั้งปีติและความสุขแล้ว มันก็รอดตัว มันก็เป็นไปได้. นี่ การปฏิบัติในขั้นที่สอ ง ของหมวดเวทนาก็คือ เรื่อง ของ ต้องรู้จักความสุข, รู้จักข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างบ้านเรา
น.93 ๘๕ เรียกว่ารู้จักกำพืดของมันแหละ อย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว มันก็ สามารถที่จะปฏิบัติให้ลุล่วงไปได้. ทีนี้ก็มาถึง ขั้นที่สาม ของหมวดนี้ เรียกว่า จิ ตตสังขาร ปฏิสังเวที-รู้พร้อมเฉพาะซึ่งเครื่องปรุงแต่งจิต, เครื่องปรุงแต่ง จิต เรียกเป็นบาลีว่า จิตตสังขาร. ก็คือรู้จักความที่ปีติ และความสุข ปรุงแต่งจิตอย่างไร. ตอนนี้กำหนดเป็นแต่เพียงว่า ปีติปรุงแต่ง จิตอย่างไร, สุขปรุงแต่งจิตอย่างไร, รู้สึกต่ออาการที่ปีติ และ ความสุขปรุงแต่งจิต แล้วกำหนดอันนั้นอยู่ในใจทุกลมหายใจ เข้าออก, ทุกลมหายใจเข้าออก ประจักษ์ชัดอยู่ในอาการที่เรียก ว่าปีติปรุงแต่งอยู่อย่างไร, ความสุขปรุงแต่งอยู่อย่างไร, ไม่สนใจ อย่างอื่น สนใจแต่อาการที่ปีติปรุงแต่งจิต, ที่สุขปรุงแต่งจิต กำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก, นี้เป็นหัวใจแห่งการปฏิบัติในขั้น ที่ ๓. มันปรุงแต่งจิตให้เกิดความคิด แล้วแต่ว่าปีติและสุขนั้นมันมี เหตุมีปัจจัยมาอย่างไร, มีทิศทางมาอย่างไร, ถ้ามันไม่มีสติปัญญา มันก็ปรุงไปทางหนึ่ง, ถ้ามีสติปัญญามันก็ปรุงไปอีกทางหนึ่ง, ก็ดูว่า สติปัญญามาควบคุมปีติและสุขอย่างไรหรือไม่ หรือมัน ควบคุมในด้านไหน, หรือมันพลาดผิด เผลอไปในส่วนไหน,
น.94 ๘๖ มันปรุงแต่งไปในส่วนไหน, รู้จักกันให้ดีในส่วนนี้ จนกระทั่ง เห็นว่า โลกทั้งโลกมันเป็นไปตามอำนาจของการปรุงแต่งของ ปีติและสุข. พูดแล้วมันกว้างขวาง ว่าโลกทั้งโลก มนุษย์ ทั้งหมด ในโลกนี้ มันเป็นไปตามอำนาจปรุงแต่งของปีติและสุข คือ เวทนานั่นเอง. ฟังดูก็ไม่น่าเชื่อ แล้วก็อาจแปลกหูเกินไป ว่าโลก ทั้งโลกนี้มันเป็นไปตามอำนาจการปรุงแต่งของปีติและสุขของ มนุษย์ มนุษย์แต่ละคน ๆ , มันก็ ปรุงแต่งให้เกิดการกระทำที่ เรียกว่ากรรม : กรรมอย่างนั้น กรรมอย่างนี้, กรรมดี กรรมชั่ว, กรรมไม่ดี กรรมไม่ชั่ว, ปรุงแต่งให้เกิดกรรมดี มันก็ดีไป ให้เกิด ชั่วมันก็เกิดไป, แต่ถ้ามันเบื่อดีเบื่อชั่ว, มันก็จะเร่ไปหาเหนือดี เหนือชั่ว นี้จะรอดตัว เห็นว่าปรุงแต่งทางดีมันก็ยุ่งไปแบบหนึ่ง, ปรุงแต่งทางชั่วมันก็ยุ่งไปอีกแบบหนึ่ง. ถ้าไม่ปรุงแต่งนั่นแหละ วิเศษที่สุด, มันก็คอยจ้องค้นหาวิธีที่จะไม่ให้มีการปรุงแต่งจิต. ความคิดมันระงับได้ เพราะเราระงับปีติ และสุขได้โดยวิธี ต่าง ๆ กัน ต้องเรียกว่า เป็นกลวิธีก็ได้ต่าง ๆ กัน ตามแบบของ การปฏิบัติวิปัสสนา มันลึกซึ้ง มันแยบคาย จนอาจจะใช้คำว่า
น.95 ๘๗ กลวิธีได้ แต่เป็นกลวิธีที่สุจริตไม่ใช่ทุจริต, มีวิธีต่าง ๆ นา ๆ ที่จะบังคับปีติและสุข. พิจารณาโดยเฉพาะว่า เสน่ห์ของปีติและสุขที่มันครอบ งำใจ ที่มันยั่วยวนชวนให้หลง นี่เรียกว่า อัสสาทะ เสน่ห์ของปีติ และสุข นี่เห็นส่วนที่มันสนุก หรือเป็นเสน่ห์, แล้วพร้อมกันนั้น ก็เห็น ส่วนที่มันหลอกลวงเป็นโทษเป็นทุกข์ เรียกว่า อาทีนวะ, มันก็มีอาทีนวะ เพราะความมีเสน่ห์หลอกลวงนั่นแหละ. ส่วนที่ มันหลอกลวงให้ชอบ นี้เป็นอัสสาทะ, ส่วนที่มันหลอกลวงให้ โง่ให้หลงให้ผิดนี้เป็นอาทีนวะ พิจารณาเห็นทั้งอาทีนวะและทั้ง อัสสาทะ นี้ก็เรียกว่า รู้จักใจความสำคัญของปีติและสุข ซึ่ง จะ สำเร็จได้ด้วยการพิจารณาเห็นอนิจจลักษณะ, ปีติ ก็มีอนิจจ ลักษณะ คือ ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง, สุขก็มีอนิจจลักษณะ คือ ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง, แล้วการปรุงแต่งจิตของมันก็ไม่เที่ยง และเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นเห็นความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงของปีติ และสุข แล้วมันก็จะไม่หลงในปีติและสุข, แล้วมันจะลดกำลัง ปรุงแต่งของปีติและสุขได้ ตามสมควร. แต่ว่าในขั้นนี้ในขั้นที่ ๓ ของหมวดเวทนานี้ ยังไม่มาก ยังไม่ถึงที่สุด มันมากไปถึงที่สุด
น.96 ๘๘ เอาในหมวด ๔ หมวดธรรมะ เห็นอนิจจานุปัสสี ในหมวดที่ ๔ นั้น จะเห็นอย่างยิ่งเห็นอย่างเต็มที่, เดี๋ยวนี้เห็นแต่พอสมควร ว่าเพื่อจะลดกำลังการปรุงแต่งของมันได้บ้างเท่านั้น. เห็นอนิจจลักษณะของปีติและสุข เท่าไร มันก็ จะเบื่อ หน่าย หรือ เกลียดกลัว ก็ได้ ในสิ่งที่เรียกว่าปีติ และสุข จนมันลด อำนาจ หรือมันหย่อนอำนาจในการที่จะปรุงแต่งนั้นเอง, นี้เป็น หัวใจของการปฏิบัติขั้นที่ ๓ ของหมวดนี้. ความเป็นวิปัสสนา ที่เรียกว่า เห็นแจ้งขึ้นมา เป็นปัญญาขึ้นมา มันก็ เริ่มที่ตรงนี้ : ในหมวดที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของสมาธิ, ในหมวดที่ ๒ หมวด เวทนานี้ก็เริ่มเป็นวิปัสสนา เริ่มเป็นปัญญา ขึ้นมา ในการที่เห็น วิธีการที่จะลดกำลังของปีติและสุขนี้เอง; หรือว่าแม้ในหมวด ที่หนึ่ง หมวดกาย ถ้าพิจารณากายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ลดอำนาจการปรุงแต่งของกายสังขาร มันก็พอจะสงเคราะห์ เป็นปัญญาวิปัสสนาได้บ้าง ขั้นเด็ก ๆ ขั้นน้อย ๆ , แต่พอมาถึง ขั้นปีติและสุขนี้เรียกว่า จะเต็มขั้นแล้ว เพราะมันรุนแรงมาก เพราะมันทำยากมาก, ให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงความเปลี่ยน แปลง ความเป็นไปตามอำนาจเหตุปัจจัยของสิ่งที่เรียกว่า ปีติ
น.97 ๘๙ และสุข, ปัญญาและวิปัสสนามันก็เริ่มต้น ในลักษณะที่พอตัว. ทีนี้จะใช้หนอ ก็หนอให้ถูกว่า ปรุงแต่งจิตหนอ, ปรุง แต่งจิตหนอ, ปรุงแต่งจิตหนอ, ปีติ และสุขนี้มันปรุงแต่งจิตหนอ มันปรุงแต่งจิตหนอ, ปีติสุขนี้ก็มิใช่ตน จิตนี้เพราะปรุงแต่งอย่างนี้ มันก็มิใช่ตน เรียกว่า ปีติและสุขก็มิใช่ตน, เวทนาก็มิใช่ตน. จิตที่ปรุงแต่งไปตามเวทนานี้ก็มิใช่ตน, นี้ประสบผลสติปัฏฐาน เป็นสติปัฏฐานในขั้นที่เกี่ยวกับเวทนา, ขอให้เรารู้จักหลักเกณฑ์ ในการที่จะปฏิบัติเวทนานุปัสสนา เริ่มกันตั้งแต่ขั้นนี้. พอมาถึงขั้นที่สี่แห่งหมวดนี้ ระงับจิตตสังขารเสียได้ ถ้าระงับความรู้สึกที่เป็นปีติและสุขเสียได้, มันก็เท่ากับระงับ การปรุงแต่งของปีติและสุขได้นั่นเอง. ขั้นที่ ๓ รู้จักจิตตสังขาร ให้ชัดเจน, ขั้นที่ ๔ นี่ ระงับ มันเสียให้ได้, ระงับจิตตสังขาร เสียให้ได้, นี้ก็ต้องเห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก ให้ เห็นจิตตสังขาร คือ เวทนา นี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของหลอกลวง, เป็นของอันตราย ทำให้เกิดความทุกข์. หลักจะใช้พิจารณาก็อย่างเดียวกัน เห็น อัสสาทะ คือเสน่ห์ที่หลอกลวงของมัน, เห็นอาทีนวะ คือโทษ อันเลวร้ายของมัน, เห็นความเป็นมายา คือภาวะที่หลอกลวง
น.98 ๙๐ ของมัน, เห็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงของมัน เห็น อิทัปปัจจยตา คือความที่มันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตาม ปัจจัยของมัน, สิ่งเหล่านี้มันมีหลายอย่าง แต่มันมีแนวอย่างนี้ .. สิ่งที่มันหลอกที่สุด ก็ เรียกว่า อัสสาทะ, แล้ว อาทีนวะ เป็นของจริงที่มันซ้อนอยู่ข้างหลัง มองไม่ค่อยจะเห็น, แล้วก็ ถ้าเห็นก็เอ้านี้มันมายา ของมายาคือหลอกลวง มันเป็นของ เปลี่ยนแปลงเรื่อย มาเห็นเป็นตัวตนเป็นของเที่ยง, นั้นก็เรียกว่า ถูกหลอกเสียแล้ว, ก็ พิจารณาให้เห็นว่าปีติและสุขซึ่งเป็นจิตต- สังขารนั้น เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปตามเหตุตามปัจจัย มันก็จะ ไม่รู้สึกเอามาเป็นตัวตน, ไม่เอามาเป็นตัวตน มันก็ได้ ก็เห็นสิ่ง ที่เป็นประโยชน์ที่สุด คือละความเห็นว่าเป็นตัวตนในเวทนา เสียได้ และในจิตเสียได้ตามลำดับ. ที่จะต้องเห็นให้ชัดลงไปอีกก็ คือว่า เมื่อมีความยึดถือ มันหลง มันโง่ในปีติและสุข แล้ว มัน เกิดความทุกข์ มันเกิด ความทุกข์ ให้รู้สึกต่อความทุกข์ที่เกิดเพราะการหลงในปีติและ สุขให้ชัดเจน, ก็เรียกว่า เอาความทุกข์ที่เกิดมาจากความหลง ในเวทนานั้นมาทำไว้ในใจตลอดเวลา, กำหนดให้เห็นชัดเจนว่า
น.99 ๙๑ เป็นอย่างนั้น ๆ นี่ยิ่งเป็นวิปัสสนาลึกขึ้นไป. ที่จะ บรรเทาอิทธิพลของเวทนา ก็คือเห็นอนิจจัง ตลอดถึงเห็น ทุกขัง เห็น อนัตตา แต่ในภาษาบาลีท่านนิยมพูด แต่ว่าเห็นอนิจจังเท่านั้น. พระพุทธภาษิต จะยกมาพูดแต่อนิจจัง เพราะว่าในการเห็นอนิจจัง ย่อม เห็นทุกขัง และ อนัตตา ไปในตัว. ขอให้เห็นอนิจจังเถิด, ขอให้ เห็นอนิจจังจริง ๆ เถิด จะเห็นว่า เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ฉะนั้นจึงมีหลักเกณฑ์อันสำคัญว่า ให้เห็น อนิจจัง อนิจจังของปีติและสุข แล้วจะบรรเทาอำนาจ หรือกำลังการปรุงแต่งของปีติและสุขเสียได้. ปัญหาทั้งหมดมาจากคนมันโง่ มันตกเป็นทาสของ เวทนาที่ปรุงแต่ง, คำพูดสั้น ๆ นี้สำคัญมาก แต่ฟังดูคล้าย ๆ กับ พูดเล่น ปัญหาต่าง ๆ ความยุ่งยากลำบากทั้งหลาย, ความทุกข์ ทั้งปวงย่อมมาจากความหลงในเวทนา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลส ตัณหา ต่อไป ๆ . กำจัดอำนาจของเวทนาเสียได้ มันก็ไม่ปรุง แต่งกิเลสตัณหาอีกต่อไป. ทีนี้ก็จะเกลียดกลัว, เกลียดและกลัว ในความหลอกลวงเหล่านี้ อัสสาทะ ความเอร็ดอร่อยของเวทนา ก็เกลียดก็กลัว, แม้แต่ว่ามันเป็นอัสสาทะ คือ ความสุขความ
น.100 ๙๒ เอร็ดอร่อยก็เกลียดก็กลัว, ที่มันเป็นโทษเป็นอาทีนวะก็ยิ่งเกลียด และยิ่งกลัว. ก่อนนี้มันเป็นความสุขความพอใจมันก็ไม่เกลียด ไม่กลัว มันอยากจะเอา, มันหลงยิ่งขึ้น. แต่เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้าม กลายเป็นเกลียดกลัวสิ่งที่เป็นความสุขของเวทนา ว่า โอ! ไอ้นี้ แหละตัวร้าย หลอกลวงและขบกัดกันเต็มที่ เป็นทุกข์กันเต็มที่ ก็เลยเกลียดกลัวทั้งอัสสาทะทั้งอาทีนวะทั้งลักษณะอาการอื่น ๆ , ทั้งอิทธิพลต่าง ๆ ของปีติและสุข. ทีนี้ก็มาเห็นว่า เราก็สามารถควบคุมเวทนาได้ ควบคุม ปีติและสุขได้ เราเป็นผู้มีอำนาจเหนือปีติและสุข, รู้สึกว่า เดี๋ยวนี้ จิตอยู่เหนืออำนาจการปรุงแต่งของปีติและสุข อย่าเป็นตัวกู ของกู ยกหูชูหาง ชูหางขึ้นมา มันจะผิดต่อไปอีก, รู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้ จิตมันรู้เท่าทัน มันเฉลียวฉลาด มันไม่ถูกหลอกลวงด้วยปีติและ สุขอีกต่อไป. พิจารณาหนอ หนอก็ได้, ระงับแล้วหนอ ระงับแล้ว หนอ, หรืออำนาจ ของปีติและสุขนี้มันระงับไปแล้วหนอ ระงับ หนอ พูดสั้น ๆ ว่าระงับหนอ, แต่พูดให้เต็มที่ก็ว่า เดี๋ยวนี้อำนาจ อิทธิพลของปีติ และสุขที่ปรุงแต่งจิตนั้นระงับไปแล้วหนอ ยาว
น.101 ๙๓ หน่อย, อำนาจของปีติและสุขที่ปรุงแต่งจิตนี้ระงับไปแล้วหนอ, พูดให้สั้น ๆ ว่า ระงับหนอ ระงับหนอ ระงับแล้วหนอ ระงับ แล้วหนอ กำหนดอยู่ในใจทุกลมหายใจเข้าออก, ทุกลมหายใจ เข้าออก ระงับแล้วหนอ ระงับแล้วหนอ นี่คือขั้นที่ ๔. หนอ ๆ นี่ขอบอกกล่าวว่า ถ้า ใ ช้ผิดก็ผิด ให้โทษ ถ้า ใช้ถูก ก็มีประโยชน์, มันเป็นสักว่าเช่นนั้นเท่านั้นเองหนอ ไม่ใช่ ว่ามันเป็นตัวเป็นตนเช่นนั้นหนอ. ระวังคำว่าหนอให้ดี ๆ ใน ภาษาไทยมันชอบหนอ แต่ในภาษาบาลีมันไม่ได้มี ตัวเดิมใน บาลีไม่มีคำว่า หนอ ๆ แบบนี้, แต่เอามาใช้ได้ เพื่อให้มันง่ายขึ้น ถ้าใช้ถูกวิธีมีประโยชน์ ขอยืนยันว่าหนอ ๆ นี้ถ้าใช้ถูกวิธีมี ประโยชน์, ใช้ผิดวิธีก็เพิ่มตัวกู เพิ่มตัวตน เพิ่มความเป็นตัวเป็น ตนขึ้นมา. เอ้า, เป็นอันว่าเราได้ทำมาทั้ง ๔ ขั้น ทบทวนง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า รู้จักปีติ รู้จักปีติ เป็นความรู้สึกจริง ๆ ในจิตใจอย่างไร มีอิทธิพลแก่จิตใจอย่างไร, ถ้าจะเล่นเอาเปรียบอย่างโลก ๆ ก็เอาปีติมาชิมให้เป็นสุข ไม่หวังอะไรมาก ไม่หวังนิพพาน อะไรก่อน, เอากำไรเดี๋ยวนี้กันทีก่อน เอาปีติมาดูดดื่มมาชิมมา
น.102 ๙๔ เป็นสุขก่อนก็ได้. แต่แล้วก็ต้องศึกษาต่อไปว่า โอ้! ปีติเป็น อย่างนี้ ๆ ไม่เที่ยงหลอกลวงปรุงแต่งจิตให้ยุ่ง ก็มาขั้นที่สอง, พอปีติรำงับลงเป็นความสุข ก็ดูอย่างนั้นอีก สุขหนอ สุขหนอ อย่าไปหลงเป็นตัวเป็นตนเข้ามา, มันเป็นสิ่งปรุงแต่งจิตให้ยุ่ง ก็รู้จักความสุขดี แต่จะเอามาเป็นความสุขชั่วคราวล่วงหน้าเอา กำไรโกง ๆ กันเสียทีก่อนก็ได้, สุขหนอ สุขหนอ. นี่อย่าไปหลง จนเป็นวิปัสสนูปกิเลส จิตจะหลงอยู่ที่ความสุขไม่ก้าวหน้าต่อไป, ไม่ก้าวหน้าไปตามทางของวิปัสสนาอีกต่อไป เพราะมาหลงอยู่ ในความสุข. นี่จะต้องระวัง ถ้าปฏิบัติถูกต้องก็ไม่หลงในความ สุข, ใช้ความสุขเป็นบทเรียนสำหรับศึกษาให้รู้ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน. ทีนี้มาให้ดูคราวเดียวพร้อมกันทั้งสองอย่าง ว่า ทั้ง ปีติและสุขนี้เรียกว่าเวทนาปรุงแต่งจิต ก็อย่างเดียวกัน ดูอย่าง เดียวกัน ไม่หลง ในความหลอกลวงของมัน, แล้วก็ไปเห็นว่า มันสร้างเรื่องให้ยุ่งยากลำบาก คือปรุงแต่งให้เกิดความคิดความ นึกสารพัดอย่าง จนควบคุมกันไม่ไหว. นี่เราจะได้เครื่องมือ หรืออำนาจบางอย่างบางระดับขึ้นมา สำหรับจะควบคุมจิต เรา
น.103 ๙๕ ก็ระงับอำนาจอิทธิพลของเวทนาเหล่านั้นเสียได้ ก็คือ การใช้ เครื่องมือสำหรับที่จะควบคุมจิต มันก็ควบคุมจิตได้. นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องใหญ่โตที่สุด เป็น เรื่องของมนุษย์ทั้งโลก ที่จะไม่พ่ายแพ้แก่กิเลส ก็คือไม่พ่ายแพ้ แก่เวทนา ฉะนั้นขอให้ศึกษาให้รู้จักปีติ ซึ่งมีเสน่ห์มาก รู้จัก ความสุขซึ่งมีเสน่ห์มาก เป็นเหตุให้หลงได้ง่าย แล้วที่จริงนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องจะดีเหมือนกับที่ว่ามันเป็นเสน่ห์ แต่มันเป็น เรื่องร้าย คือมันปรุงแต่งความคิดให้เป็นไปอย่างยุ่งเหยิงติดต่อ ไหลไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็เรียกว่าไหลไปในวัฏฏะ อำนาจ ของเวทนาผลักไสให้จิตของมนุษย์ไหลไปในวัฏฏะอย่างน่ากลัว ที่สุด, มาเดี๋ยวนี้ก็รู้แล้ว. แล้วก็ มองเห็นความไม่เที่ยง ความหลอกลวงของปีติ ของสุข ของการปรุงแต่งจิต หรือจิตที่ถูกปรุงแต่งนั้นให้ถูกต้อง คือปรุงแต่งไม่ได้, มันหลอกไม่ได้, มันก็ปรุงแต่งไม่ได้, เราก็ สามารถควบคุมเวทนาได้ ก็เท่ากับว่าควบคุมการปรุงแต่งจิตได้ ซึ่ง จะเป็นเหตุให้สามารถบังคับจิตได้อีกต่อไป คือว่าถ้าเรา บังคับการปรุงแต่งของจิตได้ ก็เท่ากับเราบังคับจิตโดยตรงได้.
น.104 ๙๖ นี่ประโยชน์ของเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานอันเป็น หมวดที่สองของอานาปานสติ ก็มีอยู่ ๔ ขั้น เป็นขั้นที่ ๕ ถึงขั้น ที่ ๘, ๕, ๖, ๗, ๘ นี้หมวดที่สอง, ๑, ๒, ๓, ๔, หมวดที่ ๑ ๕, ๖, ๗, ๘ ก็หมวดที่สอง. นี้เราก็ได้พูดมาถึงหมวดที่สองแล้ว เข้าใจให้ดี เป็นคู่มือจำเป็นที่จะต้องรู้ไว้ สำหรับการปฏิบัติ อานาปานสติ หรือแม้แต่เพียงจะศึกษาเฉย ๆ ยังไม่ปฏิบัติ ก็ต้อง ให้มีความรู้ความเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ จึงเรียกว่าต้องมีคู่มือที่ ถูกต้อง. การบรรยายชุดนี้ ก็มุ่งหมายจะแสดงคู่มือที่ถูกต้อง อย่างที่ได้แสดงมาแล้ว ๔ ครั้ง เป็น ๕ ทั้งครั้งนี้ แล้วยังจะต้อง แสดงต่อไปอีกสัก ๒-๓ ครั้ง จึงจะจบคู่มือที่จำเป็นสำหรับการ ปฏิบัติอานาปานสติภาวนา. “ เอาละ, การบรรยายในวันนี้ ก็เป็นการสมควรแก่เวลา แล้ว นอกจากนั้นก็ยังจะบอกให้เป็นที่ทราบกันต่อไปว่า เป็น ครั้งสุดท้ายของการบรรยายปีนี้ คือฤดูฝนมาแล้ว, ฤดูฝนมาแล้ว เราก็จะหยุด ๓ เดือน เดือนตุลา เดือนพฤศจิกา เดือนธันวา ๓ เดือน หยุดการบรรยาย เพื่อเป็นการพักผ่อนบ้าง หรือเพื่อว่า
น.105 ๙๗ ต้อนรับฤดูฝนบ้าง ฤดูฝนมันบังคับให้หยุด. การบรรยายวันเสาร์ จึงมีเพียงปีหนึ่ง ๙ เดือน นี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายของ ๙ เดือน เราก็ จะหยุดกันสัก ๓ เดือน แต่คงไม่หยุดทีเดียวดอก เพราะจะมี อะไรบางอย่างได้พูดกันตามเรื่องตามราว สำหรับการบรรยาย ประจำวันเสาร์นั้น วันนี้เป็นครั้งสุดท้าย, หยุด ๓ เดือน ขึ้นเดือน มกราคม ก็จะได้บรรยายกันต่อไป เป็นการทำความเข้าใจกันไว้ อย่างนี้ เป็นการรู้กันได้เองว่าเมื่อไรหยุด, เมื่อไรเปิด, เมื่อไรปิด. เป็นอันว่าการบรรยายวันนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติการ บรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าสวดพระธรรม คุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติพระธรรมสืบต่อไปในกาลบัดนี้.
Buddhadasa