น.106 คู่มืออานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ และการปฏิบัติ ตอนที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
น.108 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชาในวันนี้ เป็นการบรรยายต่อจากเรื่องที่บรรยายค้างไว้ ตั้งแต่ภาคอาสาฬหบูชา ของปีที่แล้วมา นั่นคือการบรรยายในชุดที่เรียกว่า คู่มือจำเป็น สำหรับการศึกษาและปฏิบัติ จบลงเพียงการบรรยายครั้งที่ ๕. ในวันนี้เป็นการบรรยายตอนที่ ๖ ของชุดนั้น การบรรยายได้ บรรยายมาถึง คู่มืออานาปานสติภาวนา ซึ่ง ได้บรรยายไปแล้ว ในส่วนที่เป็นกายานุปัสสนา และ เวทนานุปัสสนา ดังนั้น ในวันนี้จึง บรรยายในส่วนที่เป็นจิตตานุปัสสนา. ขอให้ตั้งใจฟังให้สำเร็จ คู่มือที่จำเป็นในการศึกษา และการปฏิบัติ ครั้งที่ ๖,๑๖ เมษายน ๒๕๓๑
น.109 ๑๐๒ ประโยชน์ แม้ว่าจะไม่ได้เคยฟังครั้งที่แล้วมา, แต่ถ้าตั้งใจฟัง ให้สำเร็จประโยชน์ ก็ยังสำเร็จประโยชน์ได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับ จิตโดยเฉพาะ. ศึกษาเรื่องจิตให้เข้าใจ. การบรรยาย เรื่องจิต นี้ เรียกว่ า เป็นการบรรยายเรื่อง ทั้งหมด ก็ว่าได้ เพราะว่าถ้าไม่มีจิตเพียงอย่างเดียว แล้วก็จะมี อะไร, ถ้าว่าคนเราไม่มีจิตเพียงอย่างเดียว มันก็เท่ากับไม่ได้ เกิดมา หรือมีอยู่ก็ไม่รู้สึกอะไร, โลกนี้ก็จะเท่ากับว่าไม่มี ไม่มี อะไรถ้ามันไม่มีจิต เพราะจิตมันรู้จักนั่นนี่ได้ทุกอย่าง ทุกอย่าง มันจึงมี คือเหมือนกับมันมี. ถ้าจิตไม่มี มันก็เหมือนกับไม่มี; ฉะนั้นจงสังเกตดูให้ดีว่า เรื่องจิตเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถึงขนาด นี้, ถ้าไม่มีจิตเพียงอย่างเดียว เรื่องทั้งหลายก็ไม่มี, เราจึงต้อง ศึกษากันในลักษณะที่ว่า มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือมันมีขอบเขต กว้างขวาง สูงต่ำ ลึกซึ้ง รอบด้านทีเดียว ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมา ก็เพราะว่าไม่รู้เรื่องที่เกี่ยวกับจิต, มันก็ทำไปผิดจากที่ควรจะ กระทำ มันก็เป็นการล้มเหลว.
น.110 ๑๐๓ เรื่องจิตนี้จะเป็นเรื่องทั่วไปก็ได้ เป็นเรื่องหลักธรรม ในพระพุทธศาสนาก็ได้. หลักธรรมในพระพุทธศาสนาจะเป็น เรื่องจิตไปเสียทั้งนั้น เป็นการศึกษารู้เรื่องจิต, เป็นการปฏิบัติ เกี่ยวกับจิต ควบคุมจิต บังคับจิต อบรมจิต จนเป็นจิตชนิดที่ สูงสุด อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งทั้งปวง, เหนืออิทธิพลของความดี ความชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ เหนือความเป็นบวกเหนือความเป็น ลบ แล้วจะมีอะไรเหลือที่เป็นปัญหา มันไม่มี เพราะเหตุนี้. แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมะในศาสนา มันก็ เป็นเรื่อง ที่คนทุกคนจะต้องรู้. คนธรรมดาสามัญก็ต้องรู้ ในฐานะที่ จะต้องประกอบกิจการต่าง ๆ ได้ดี คือถ้าจิตดี มันก็จำได้ดี, คิด ได้ดี, ระลึกได้ดี, ตัดสินใจได้ดี. อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์ เดรัจฉานมันก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับจิต มันก็ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับ จิต, ความเจริญของมันก็เกี่ยวกับจิต. สั ตว์เดรัจฉานที่ฝึกดีแล้ว นั้น มันก็มีจิตดีกว่าสัตว์เดรัจฉานที่ไม่ได้ฝึก, นี้เรียกว่าเรื่อง ธรรมดาสามัญทั่วไปก็มีเรื่องจิต, เรื่องทางศาสนาก็มีเรื่องจิต ขอให้เรารู้จักตัวจริงของมัน อย่ารู้จักแต่ชื่อแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร แล้วก็พูดผิด ๆ ถูก ๆ เถียงกันยุ่งไปหมด, ขอให้รู้จักตัวจริง
น.111 ๑๐๔ ของมัน มากกว่าที่จะรู้จักชื่อ. จิตนี้มันเป็นธาตุชนิดหนึ่ง แต่เป็นธาตุที่ไม่มีรูปร่าง มันเป็นธาตุฝ่ายนาม, เด็ก ๆ หรือคนที่เรียนรู้แต่เรื่องธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ไม่อาจจะเข้าใจว่า แม้จิตก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง คือ เป็นพวกวิญญาณธาตุ, แม้แต่ความว่างก็เป็นวิญญาณธาตุชนิด หนึ่ง ซึ่งมันเป็นธาตุแห่งความว่าง. ฉะนั้นขอให้ทำความเข้าใจ กันให้ดี ๆ สำหรับคำว่าธาตุ จิตมันก็เป็น ธาตุชนิดหนึ่ง แต่มัน เป็นธาตุฝ่ายนาม คือ ไหวได้เร็ว รู้สึกได้เร็ว, แต่มันก็ต้องอาศัย ธาตุที่เป็นรูป หรือเป็นวัตถุ คือที่เป็นร่างกาย แล้วก็สามารถแสดง บทบาทของมันได้เต็มที่. ดังนั้นมันจึง ไม่อาจจะอยู่ได้ตามลำพัง มันก็ ต้องอาศัยร่างกาย, จะเรียกว่าเป็นเหมือนกับที่ทำงานก็ได้ ที่พักอาศัยก็ได้ ที่แสดงบทบาทอะไรก็ได้ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง แล้วก็อาศัยอยู่กับธาตุอีกชนิดหนึ่ง รวมกันเป็น ๒ ธาตุ และ เรียกสั้น ๆ ว่า นามรูป, นามรูป คนที่ไม่รู้เรื่องก็จะคิดว่าเป็น ๒ สิ่ง ฟังชื่อแล้วมันก็จะเป็น ๒ สิ่ง คือเป็นนามอย่างหนึ่ง เป็น รูปอย่างหนึ่ง นั้นมันโดยนิตินัย คือสำหรับพูดจา, แต่ถ้าสำหรับ พฤตินัยแล้ว มัน แยกกันไม่ได้สำหรับรูปกับนาม, มีแต่รูปไม่มี
น.112 ๑๐๕ นาม มันทำอะไรไม่ได้ มีแต่นามไม่มีรูปมันก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อ เมื่อมันรวมกันเป็นนามรูป เป็นนามรูป มันจึงทำอะไรได้. ภาษา บาลีนั้นดูเห็นได้ง่ายฟังได้ง่าย เพราะว่ามันเป็นรูปศัพท์ที่เป็น เอกพจน์ เรียกว่านามรูปัง นามรูป แต่มันเป็นสิ่งเดียว, มันไม่ใช่ ๒ สิ่ง . นามรูป นี้ขอให้เข้าใจว่ามัน เป็นสิ่งเดียว คือกายกับใจ กายกับใจเป็นสิ่งเดียว ไม่ใช่ ๒ สิ่ง ถ้าแยกออกจากกันมันทำ อะไรไม่ได้ ต่อเมื่อรวมกันมันจึงทำอะไรได้, ฉะนั้นจึงเป็นสิ่ง เดียว นับเป็นสิ่งเดียว เป็นเอกะวจนะ; แต่แล้วมันก็มีอยู่ที่ว่า จิตนั้นเป็นส่วนสำคัญ เป็นส่วนดลบันดาลให้ส่วนรูปหรือส่วน ร่างกายนั้นเป็นไป เคลื่อนไหว เป็นไป หรือกระทำก็แล้วแต่, ส่วนที่เป็นรูปก็จัดไว้เป็นส่วนหนึ่ง โดยหลักทั่วไปก็เรียกว่า รูปขันธ์ เป็นส่วนร่างกาย, แต่อย่าลืมว่า มันอยู่แต่ร่างกายไม่ได้ โดยพฤตินัยมันอยู่แต่ร่างกายไม่ได้ ถ้าเหลือแต่ร่างกายมันก็เป็น ซากศพ ถ้ามันยังเป็น ๆ อยู่อย่างนี้ มันรวมกันอยู่กับสิ่งที่เรียก ว่าจิต. สิ่งที่เรียกว่า จิตนั้น มัน เป็นธาตุ ตามธรรมชาติ, ถ้ามัน
น.113 ๑๐๖ ทำหน้าที่คิด นึก ก็เรียกมันว่าจิต, ถ้ามันทำหน้าที่รู้สึก เช่นรู้สึก สุขทุกข์เป็นต้น ก็เรียกมันว่ามโน มโน แปลว่ารู้หรือรู้สึก, ถ้า มัน รับรู้อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เรียกมันว่า วิญญาณ , วิญญาณตามหลักพุทธศาสนา ไม่ใช่วิญญาณตามหลัก ศาสนาอื่น วิญญาณตามหลักศาสนาอื่นเขาหมายถึงตัวตน เจตภูติ วิญญาณสิงสถิตเข้าออก เข้า ๆ ออก ๆ จากร่างกายนี้สำหรับ ไปเกิดใหม่ในชาติหน้า นั้นเป็นวิญญาณในความหมายนั้น ของ ลัทธิอื่นๆ ในพุทธศาสนา คำว่า วิญญาณ ไม่ได้หมายความอย่าง นั้น หมายความแต่ว่า เมื่อจิตมันทำหน้าที่รู้สึกอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. และสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ นี้มิได้เกิดอยู่เป็นประจำ เกิด ต่อเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ; เช่น รูปมากระทบตา ก็ เกิด จักษุวิญญาณ, เสียงมากระทบหูก็เกิดโสตวิญญาณ, กลิ่นมากระทบ จมูก ก็เรียกว่า ฆานะวิญญาณ, รสมากระทบลิ้น ก็เรียก ชิวหา วิญญาณ, สัมผัสมากระทบผิวหนังก็เรียกว่ากายวิญญาณ, ความ รู้สึกคิดนึกมากระทบจิตก็เรียกว่ามโนวิญญาณ. ก่อนหน้านั้น มันไม่มี มันมีต่อเมื่อมีการกระทบระหว่างของ ๒ ฝ่าย คือฝ่าย
น.114 ๑๐๗ ข้างในและฝ่ายข้างนอก; ฝ่ายข้างในก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ฝ่ายข้างนอกก็คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, มากระทบถึงกันเข้าเมื่อไร ก็เรียกว่าวิญญาณตามชื่อนั้น ๆ , นี้ วิญญาณในพุทธศาสนา ถ้าเป็นวิญญาณ ภูติ ผี ปีศาจเข้า ๆ ออก ๆ จากร่างกายนี้มันวิญญาณในศาสนาอื่น ซึ่งในพุทธศาสนา ไม่ได้ถือว่ามี. ขอให้จำให้ดีว่า ถ้าจิต ทำหน้าที่คิดนึก ก็เรียกมันว่าจิต, ถ้าจิตทำหน้าที่รู้สึกก็เรียกมันว่า มโน, ถ้าจิตมัน ทำหน้าที่รู้แจ้ง ทางอายตนะ ก็เรียกมันว่าวิญญาณ. จำคำว่าจิต คำว่ามโน คำว่า วิญญาณไว้ในลักษณะที่ต่างกันอย่างนี้. ทีนี้มันก็ยั งมีส่วนที่แยกออกไป โดยละเอียดจากนั้น; ถ้าจิตมันไปทำหน้าที่สำหรับรู้สึกอารมณ์ ค่าของอารมณ์ เช่น สุขและทุกข์เป็นต้น ก็เรียกว่าเวทนา, ถ้าทำหน้าที่จำได้หมายมั่น อะไรก็เรียกว่าสัญญา, ถ้ามันทำ หน้าที่คิดนึกปรุงแต่งอะไรได้ ก็เรียกว่าสังขาร, ถ้ามันทำหน้าที่รู้อารมณ์ทางอายตนะก็เรียกว่า วิญญาณอีกเหมือนกัน, แต่ เขายักไปเรียกเสียว่าเจตสิก, เจตสิก คือสิ่งที่ประกอบกับจิต ก็ได้เหมือนกัน, แต่ที่แท้มันเป็นธาตุจิต
น.115 ๑๐๘ เป็นจิตธาตุ เจตสิก ไม่ใช่ธาตุ มันเป็นจิตธาตุที่มันทำหน้าที่ ต่าง ๆ กัน. เมื่อรู้สึกอารมณ์ ค่าของอารมณ์ ก็เรียกว่าเวทนา, เช่น รู้สึกว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อทำหน้าที่จำ แล้วก็ หมายมั่นเอาว่าเป็นอะไร หมายมั่นว่าเป็นอะไร ก็ เรียกว่าสัญญา คิดนึกปรุงแต่งได้ก็เรียกว่าสังขาร, รู้แจ้งทางอารมณ์ได้ก็เรียกว่า วิญญาณ, นี้เป็นหน้าที่หรือการงานหรือการกระทำ ของสิ่งที่ เรียกว่าจิต. ทีนี้ก็มาดูกันถึงสิ่งที่เรียกว่าจิต ซึ่งเป็นคำรวมทั่ว ๆ ไป ที่เราใช้กันอยู่เป็นปกติ ว่ามันหมายความได้หลายอย่าง หลาย อาการ หลายหน้าที่การงานอย่างนี้, แต่ทุกอย่างนั้นมันก็ เกี่ยวกับ เรื่องของคน เรื่องของคนเราในชีวิตประจำวัน. ถ้าว่าประพฤติ กระทำ กับมันอย่าง ถูกต้อง ก็ได้รับผลเป็นที่พอใจ, ถ้าทำไม่ ถูกต้องก็ได้รับผลร้าย กลายเป็นโทษ, หรือเป็นโรคขึ้นมา เป็น โรคทางจิตขึ้นมา มันแล้วแต่ว่าไปกระทำกับมันอย่างไร หรือ ใช้มันอย่างไร ผิดถูกอย่างไร. นึกดูแล้วก็น่าเห็นใจที่ว่ามันต้องช่วยตัวเอง หลักที่ว่า
น.116 ๑๐๙ ต้องช่วยตัวเองหรือเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองนี้ มันมีความสำคัญอย่างนี้, จิตมันจะต้องรู้จักตัวเอง แล้วก็รู้จักแก้ไขปรับปรุงตัวเอง, นับ ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดา มันก็ค่อย ๆ รู้อะไรมากขึ้น แล้วมันก็ ค่อยเปลี่ยนแปลงไป โดยความรู้สึกกลัว รู้สึกเข็ดหลาบ รู้สึกหวังที่จะให้ปลอดภัย เป็นต้น, มันก็เปลี่ยนแปลงของมันได้ ตามลำดับ, แม้ว่าจะได้รับการสั่งสอนแนะนำจากภายนอก มัน ไม่สำเร็จ ประโยชน์ดอก ถ้ามันไม่ยอมรับเป็นเรื่องของจิตเอง ปรับปรุงตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร, เช่นที่เราได้ยินได้ฟังได้รับคำสั่งสอน ตั้งแต่เกิดมาก็ได้รับคำสั่ง สอน มันก็ต้องเข้าไปข้างในเป็นเรื่องของจิต, แล้วก็จิตรับเอาไป เป็นเรื่องของตนโดยเฉพาะ คิดนึกใคร่ครวญพิจารณาดู เห็นแจ้ง อย่างไร ตามที่เป็นจริงอย่างไร แล้วก็พยายามที่จะปฏิบัติให้ได้ ตามนั้น, เรียกว่ามันก็ช่วยตัวเอง คนนอกมันช่วยอะไรไม่ได้ อย่างนี้แหละ. เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิต ทีนี้ เราไหน ล่ะ เราไหนล่ะ เราไหนที่มันมี มันก็คือสิ่งที่เรียกว่าจิตอีกนั่นแหละ แต่เรามา ยักเรียกเสียว่าเรา มันเลยเป็นคำพูดที่ประหลาด มีตัวเรา ตัวตน
น.117 ๑๑๐ ของเราขึ้นมา ในภาษาที่ใช้พูดจากัน จนทำให้งงไปหมด. สิ่งที่เรียกว่า เรานั้นมันมิได้มี มันเป็นลม ๆ แล้ง ๆ อะไรก็ไม่รู้ มัน มีแต่สิ่งที่เรียกว่าจิต นั่นแหละ, ที่มันจะมีความรู้ จากการที่ได้สัมผัส แล้วก็รู้ต่อไปตามลำดับ จนเกิดการเปลี่ยน แปลงขึ้นภายในร่างกายในภายในจิตเอง, แต่ภาษาพูดมันหลอก ให้พูดเป็นว่าเรา ว่าเราเป็นเจ้าของร่างกาย ว่าเราเป็นเจ้าของจิต เราเป็นเจ้าของทั้งกายทั้งจิต เราบังคับกายและเราบังคับจิต. ถ้ามองเห็นความจริงแล้ว มันเป็นคำพูดที่บ้าบอที่สุด ที่ว่าเราจะบังคับจิต, โดยที่แท้จิตมันต้องรู้สึกคิดนึก มันต้อง รู้สึกเข็ดหลาบ มันต้องรู้สึกกลัว, แล้วมันก็เปลี่ยนแปลง, มันก็ ทำการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เป็นความทุกข์ ไม่เป็นอันตราย. ตัวเรานี้ มันเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เรียกว่ามันพะยี่ห้อ มันเอา คำมาพูดมาใช้ ปะเข้าไปที่จิตหรือการกระทำของจิต นี่ขอให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา หรือสิ่งที่เรียกว่าจิตกันเสียให้ดี ๆ . หลักปฏิบัติจิตตานุปัสสนา. ทีนี้ก็จะได้ดูกันต่อไปถึง การปฏิบัติที่เกี่ยวกับจิต ที่
น.118 ๑๑๑ เรียกว่า จิตตานุปัสสนา เป็นการปฏิบัติหมวดที่ ๓ ของอานา- ปานสติภาวนา แล้วก็แบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน หมวดจิตตานุ- ปัสสนา แบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน : ตอนแรกเรียกว่าการรู้ทั่วถึงในสิ่งที่เรียกว่าจิต การ ปฏิบัติขั้นนี้ ก็หลังจากที่ได้ปฏิบัติกายานุปัสสนาและเวทนานุ- ปัสสนามาแล้ว มาถึงตอนจิตตานุปัสสนา ก็ทำการกำหนดจิต ขั้นแรกของหมวดนี้, หรือขั้นที่ ๙ ของทั้งหมด ทั้งหมดมัน ๑๖ ขั้น แบ่งเป็น ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น นี้มันเป็นขั้นที่ ๙ ของ ทั้งหมด แต่มันเป็นขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๓ จะเรียกว่าขั้นที่ ๙ ก็ได้ จะเรียกว่าขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๓ ก็ได้ เป็นอย่างเดียวกัน. กำหนดสิ่งที่เรียกว่าจิต เดี๋ยวนี้จิตเป็นอย่างไร. เดี๋ยวนี้จิตเป็น อย่างไร มีหลักเกณฑ์ให้กำหนดว่า จิตมีโลภะหรือปราศจาก โลภะ, จิตมีโทสะหรือปราศจากโทสะ, จิตมีโมหะหรือปราศจาก โมหะ, จิตฟุ้งซ่านหรือสงบ, จิตประกอบด้วยคุณ อันใหญ่หลวง หรือ ไม่ประกอบด้วยคุณ อันใหญ่หลวง, จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือ ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า, จิตตั้งมั่นหรือจิตไม่ตั้งมั่น, จิตหลุดพ้น จาก
น.119 ๑๑๒ อารมณ์ จากความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์หรือว่าไม่หลุดพ้น ๘ ลักษณะ ๘ คู่ มีลักษณะเป็น ๘ คู่ สำหรับจะพิจารณาว่า มี โลภะหรือไม่มีโลภะ มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มี โมหะ นี้ก็พอจะรู้กันดี เป็นคำพูดธรรมดา, จิตฟุ้งซ่านหรือไม่ ฟุ้งซ่านก็พอจะรู้จัก. จิตมีคุณธรรมอันใหญ่หลวง หรือไม่นี้ บางคนจะไม่รู้จัก คือมีคุณธรรมที่ดีกว่าธรรมดา สูงกว่าธรรมดา สูงกว่าที่มนุษย์ ธรรมดาจะต้องมี, ท่านเล็งไปถึงการมีสมาธิจิตเป็นรูปฌาน หรือเป็นอรูปฌาน เป็นต้น. ถ้ามี ก็เรียกว่ามีจิตที่มีคุณธรรมอัน ใหญ่ หรือสูงกว่าธรรมดา มีหรือไม่มี. จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือไม่ นี่ก็แปลว่า เรามีจิตชนิด สูงสุดหรือยังนั่นเอง ถ้ายังมีจิตอื่นสูงกว่าอยู่ ก็รู้ว่ามันยังเป็น จิตที่ยังต่ำอยู่. จิตตั้งมั่น ตั้งมั่นในลักษณะที่เป็นสมาธิ นั่นแหละ, จะตั้งมั่นเพราะบังคับจิตได้ หรือตั้งมั่นเพราะหมดกิเลสแล้วก็ได้, แต่ขอให้มันมีความตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น นี้ก็พอจะรู้จักได้ พอที่ จะรู้สึกได้.
น.120 ๑๑๓ แต่ข้อสุดท้ายนั่นลำบากหน่อยว่า จิตหลุดพ้นแล้ว หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ข้อนี้มันก็ยาก คนธรรมดาจิตยังไม่หลุด พ้น แล้วจะไปรู้จักจิตที่หลุดพ้นแล้วได้อย่างไร มันก็ต้องเป็น เรื่องที่คำนวณว่า เดี๋ยวนี้จิตไม่หลุดพ้น มีลักษณะอย่างไร, เป็น ทุกข์ทรมานอย่างไร ถ้ามันเป็นตรงกันข้ามก็รู้ว่าจิตมันหลุดพ้น ถ้ามันยังอยู่อย่างนี้ ก็ยังไม่หลุดพ้น ก็พอจะคำนวณให้รู้ได้ว่า จิตหลุดพ้นแล้วหรือว่าจิตยังไม่หลุดพ้น. ในขั้นนี้ก็ พยายามศึกษาจิต โดยลักษณะอย่างนี้ จ น เป็นผู้ที่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตดี, รู้จักดีในสิ่งที่เรียกว่าจิต, รู้จักสิ่ง ที่เรียกว่าจิตอย่างครบถ้วนอย่างถูกต้อง ว่ามันเป็นอะไรได้กี่ อย่าง, มันมีลักษณะอย่างไรได้กี่อย่าง, มันจะเป็นอย่างไหนก็ รู้จักมันดีทั้งนั้น, นี่เป็นขั้นที่ ๑ ของการปฏิบัติในหมวดจิต. สิ่งที่เราจะกำหนดรู้ไว้เป็นหลัก มันก็พอจะมี โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสำหรับ โลภะ โทสะ หรือโมหะ, บางทีก็เรียกว่าราคะ หรือโกธะ หรือโมหะ โลภ โกรธ หลงนั่นแหละ. ถ้าจิตมันมี ลักษณะดึงเข้ามาหาตัว ดึงอะไรเข้ามาหาตัว ดึงอารมณ์เข้ามา หาตัว ก็เรียกว่า จิตมีราคะหรือมีโลภะ คือมันต้องการ หรือ
น.121 ๑๑๔ มันกำหนัดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันดึงเข้ามาหาตัว เป็นจิตประเภท โลภะหรือราคะ. ถ้าว่ามันผลักออก มันตีออก, หรือมันทำลาย เสียอย่างนี้ มันก็เป็น จิตที่เป็นหมวดโทสะหรือโกธะ, แต่ถ้ามัน โง่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่วิ่งวนอยู่รอบ ๆ รอบ ๆ ด้วยความ สงสัยเป็นต้น ก็เรียกว่ามันเป็นประเภทโมหะ, โมหะคือไม่รู้ ไม่รู้จะทำอย่างไร จะดึงเข้ามาก็ไม่ใช่ จะผลักออกไปก็ไม่ใช่ ก็ได้แต่วิ่งวนอยู่รอบ ๆ . จงรู้จักลักษณะของจิตคนเรา ว่ามันกระทำต่ออารมณ์ ในลักษณะอย่างนี้แหละ ดึงเข้ามาก็มี ผลักออกไปก็มี วิ่งอยู่ รอบ ๆ ก็มี, ถึงแม้มันจะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น เช่นว่า ฟุ้งซ่าน เป็นต้น มันก็ฟุ้งซ่านอยู่ด้วยอาการเหล่านี้แหละ. ถ้ามัน เป็นจิตที่มีคุณธรรมอันสูง มันก็ปราศจากอาการ เหล่านี้ คือสงบ หรือว่ามันจะกระทำในลักษณะที่ถูกต้อง : ถ้า จะดึงเข้ามาหาก็ในลักษณะที่ถูกต้อง มีประโยชน์, หรือ ผลัก ออกไป หรือทำลายเสีย ก็ในลักษณะที่เป็นประโยชน์, หรือแม้ จะวนอยู่รอบ ๆ ก็ในลักษณะที่จะเข้าถึงความจริง, อย่างนี้ก็ยังได้. ถ้ามันเป็นจิตที่ตั้งมั่น มันก็ ไม่มีการดึงเข้าหรือผลัก
น.122 ๑๑๕ ออก หรือไม่วิ่งวนอยู่รอบ ๆ . ถ้า จิตหลุดพ้นแล้วก็ไม่มีอาการ เหล่านั้นเลย. นี่ ขอให้สังเกตดู ว่าจิตของคนเรามีอาการคือว่าผลักออก หรือดึงเข้ามา หรือวิ่งอยู่รอบ ๆ ไม่นอกไปจากอาการทั้ง ๓ นี้. เมื่อเราอยากจะรู้จิตทั้งหมด เราก็ใคร่ครวญดูกำหนด ดูแม้วันนี้นั่งลงกำหนดดู เฝ้าดู ก็จะเห็นได้ ว่ามันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้, ถ้าอยากจะรู้จิตที่มันตรงกันข้ามที่ยังไม่มี ก็ต้องคำนวณ ต้องคำนวณ ว่าถ้าตรงกันข้ามมันจะเป็นอย่างไร ก็พอที่จะให้รู้ได้ เหมือนกัน. เมื่อรู้ในลักษณะ ๘ อย่าง หรือ ๘ คู่ ๘ คู่อย่างที่ว่ามา แล้ว ว่ามีโลภะหรือไม่มีโลภะ, มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะ หรือไม่มีโมหะ, ฟุ้งซ่านหรือสงบ มีคุณธรรมใหญ่หรือไม่มี, มีจิตอื่นดีกว่าหรือไม่มี, ตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น, กำลังหลุดพ้นเกลี้ยง เกลาจากอารมณ์หรือว่าระคนอยู่กับอารมณ์, ขอให้จำไว้เถอะ ว่า ๘ อย่างนี้เป็นเครื่องทดสอบได้ดีที่สุดที่เกี่ยวกับจิต. เป็นอันว่า รู้เรื่องจิตโดยการปฏิบัติในขั้นที่ ๑ ของ
น.123 ๑๑๖ หมวดที่ ๓ ภาษาบาลีเรียก จิตตปฏิสังเวที แปลว่าเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตทั้งปวง จิตทั้งปวงสรุปได้ ๘ คู่อย่างนี้ ตั้งแต่จิตต่ำ ที่สุด จนถึงจิตที่สูงสุดที่หลุดพ้น จนเป็นจิตที่สัมผัสต่อพระ นิพพาน เป็นผู้รอบรู้จิตโดยอาการต่าง ๆ อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็น ผู้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตดีที่สุด นี้เป็นขั้น ๑ ตอน ๑ เรียกว่าขั้นที่ ๙ ของทั้งหมด หรือว่าขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๓. ทีนี้ก็เลื่อนไปเป็นขั้นที่ ๑๐ ของทั้งหมด หรือขั้นที่ ๒ ของหมวดที่ ๓ เรียกว่า การกระทำจิตให้บันเทิง ให้จิตมีความ ปราโมทย์บันเทิง : หายใจเข้าอยู่ก็มีความปราโมทย์บันเทิง, หายใจ ออกอยู่ก็ปราโมทย์บันเทิง, นั่งหายใจเข้าออกอยู่ด้วยความ ปราโมทย์บันเทิง, นี้ก็แปลว่าทำจิตให้ปราโมทย์ให้บันเทิง. ความปราโมทย์บันเทิงนี้ก็เป็นที่ต้องการอยู่แล้ว ทุก คนก็พอใจต้องการทั้งนั้น คำนี้จะเรียกว่าปีติก็ได้ คืออิ่มใจ, ปราโมทย์ก็คือที่รู้จักกันว่าพอใจ บันเทิง พอใจอิ่มใจอะไรก็แล้ว แต่จะเรียก รวม ๆ กันเหล่านี้ก็เรียกว่าบันเทิง ปราโมทย์ รื่นเริง ไม่หดหู่ ไม่เหี่ยวแห้ง ทุกคนชอบจิตที่บันเทิงไม่ชอบจิตที่หดหู่ เหี่ยวแห้ง แต่แล้วก็ไม่ค่อยจะได้ตามที่ต้องการ เพราะไม่เป็นผู้มี
น.124 ๑๑๗ อำนาจเหนือจิต จิตถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งไปในทางหดหู่เหี่ยวแห้ง จึงมามีการฝึกจิต ฝึกฝนจิตตามหลักเกณฑ์อันนี้ คือทำจิตให้ ปราโมทย์หรือบันเทิง. ความบันเทิงแห่งจิตนี้มันก็มีค่าทั้งในทางโลกและ ทางธรรม, แม้ในทางโลกทุกคนต้องการจะมีจิตปราโมทย์บันเทิง เป็นที่ต้องการกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องสอน ไม่ต้องขอร้อง อะไร แต่ถ้าในทางธรรมนั้นมีความต้องการเฉพาะมุ่งหมาย เฉพาะ คือว่าจิตที่ปราโมทย์บันเทิงเท่านั้น ที่จะเป็นปัจจัยแก่ สมาธิที่สูงขึ้นไป จนถึงกับเป็นวิปัสสนาหรือเป็นปัญญา. การที่ จะบรรลุญาณวิปัสสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง มันต้องเป็นจิตที่ผ่าน มาจากความปราโมทย์บันเทิงเป็นสุข, แล้วมีความสงบรำงับ นี่คนทั่วไปไม่รู้ คนทั่วไปไม่รู้ ว่าวิปัสสนาญาณทั้งหลายอย่างใด อย่างหนึ่งก็ตาม จะบรรลุจะปรากฏออกได้ ก็โดยการกระทำ ผ่านมาทางจิต ที่ต้องมีความปีติปราโมทย์บันเทิงเป็นต้นทุน เรียกว่าเป็นเดิมพันก็แล้วกัน, ถ้าจิตมีปราโมทย์บันเทิงและเป็น สุขชนิดนี้แล้ว ก็มีหวังที่จะเกิดสมาธิ เกิดยถาภูตญาณทัศนะ เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง.
น.125 ๑๑๘ ผู้ที่เป็นนักสังเกตจะมองเห็นได้ด้วยตนเอง หรือว่า ไม่โง่เกินไป ก็จะสังเกตได้ด้วยตนเองว่า เมื่อสบายใจเท่านั้น แหละจะคิดอะไรได้ดี จะเขียนจดหมายสักฉบับหนึ่งก็ยังจะ เขียนได้ดี เมื่อจิตสบายใจเท่านั้นแหละมันจะทำอะไรได้ดี, จะ ฟื้นความจำหรือจะตัดสินใจหรืออะไรก็ตาม มันทำได้ดีต่อเมื่อ จิตมันสบายดี คือสบายใจ นั่นแหละคือความบันเทิง หรือปีติ หรือปราโมทย์ที่ทางธรรมะก็ต้องการ ว่าต้องมีจิตอย่างนี้เสียก่อน แล้วก็จะเกิดสมาธิ อัตโนมัติ เกิดปัญญาโดยอัตโนมัติ. น่าสนใจอย่างยิ่งคือ คำกล่าววิมุตตายตนสูตร ว่าคนที่ จะบรรลุพระอรหันต์ได้นั้น มีได้ตั้งหลายอย่างหลายทาง คือว่าฟัง ธรรมะที่ท่านผู้อื่นเขาแสดง มันถูกกับจิตถูกกับใจของตน ก็พอใจ เป็นสุข ปีติปราโมทย์บันเทิง เกิดยถาภูตญาณทัศนะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, อย่างนี้ก็มี, หรือว่าตัวเองกำลังเป็นผู้แสดงเสีย เอง แสดงให้คนอื่นฟัง มันถูกจุดเรื่องที่ถูกกับความจริงของตน รู้สึกของตน เกิดปีติปราโมทย์บันเทิงเป็นสมาธิ เห็นแจ้งธรรม ทั้งปวงตามที่เป็นจริง แล้วก็หลุดพ้น, อย่างนี้ก็มี, คือตนเป็นผู้ แสดงเสียเอง, หรือว่าเอาหัวข้อธรรมะมาท่อง มาสาธยาย
น.126 ๑๑๙ ท่องบ่นอยู่ เผอิญมันถูกกับเรื่องของตน เกิดปีติปราโมทย์ เป็นสุขยถาภูตญาณทัศนะ เกิดปัญญาเห็นแจ้ง บรรลุก็มี, หรือ ว่าเอามาใคร่ครวญอยู่ ใคร่ครวญอยู่ ก็เกิดความรู้สึกปีติปราโมทย์ ถูกต้อง พอใจ, หรือว่า เอามาปฏิบัติอยู่ตามหลักเกณฑ์ของ วิธีปฏิบัติ แล้วมันก็ เกิดปีติปราโมทย์บันเทิง เป็นสุขสงบแล้ว ก็เป็นยถาภูตญาณทัศนะ เห็นแจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่ เป็นจริง. ข้อนี้แสดงว่า การที่จิตจะเกิดปัญญาลุกโพลงขึ้นมา เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงนั้น เป็นจิตที่เป็นสมาธิ มีความปีติปราโมทย์บันเทิงรื่นเริงเป็นเดิมพันทั้งนั้นแหละ, ถ้ามันมีจิตหดหู่ จิตกระวนกระวาย เร่าร้อนอะไรอยู่ มันทำไม่ได้ ดอก, มันทำให้เกิดสมาธิ เกิดความเห็น ตามเห็น ที่เป็นจริงไม่ได้, เพราะฉะนั้นจึงต้องมีเดิมพันเป็นความบันเทิงปีติปราโมทย์. อย่างในโพชฌงค์ทั้ง ๗ นี้ มีสติ มีธัมมวิยะ แล้วก็มีวิริยะ แล้วก็มีปีติ แล้วก็มีปัสสิทธิ แล้วก็มีสมาธิ แล้วก็มีอุเบกขา ; ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าปีติ พอใจ บันเทิง เป็นสุขเสียก่อน แล้วจึง มีปัสสิทธิ-ความที่จิตเข้ารูปเข้ารอย, ปัสสิทธิ-เข้ารูปเข้ารอย
น.127 ๑๒๐ พร้อมที่จะเป็นจิตเดียวอารมณ์เดียว แล้วเกิดรู้แจ้งขึ้นมาด้วย จิตนั้น เป็นการบรรลุธรรม. นี้เรียกว่าทางธรรมะ หรือ เป็นเทคนิคของธรรมะ ในทางจิตชั้นสูง มันก็เป็นอย่างนี้; แต่ที่คนชาวบ้านธรรมดาจะ รู้จักได้ก็ทั่ว ๆ ไป ก็รู้ได้ง่าย ๆ ที่สุดว่า เมื่อสบายใจดีทำอะไร ได้ดี, เมื่อสบายใจดี ทำอะไรได้ดี จะกินอาหารก็อร่อย, จะนอน ก็หลับดี เมื่อสบายใจดีปีติปราโมทย์, จึงเป็นอันว่า สิ่งที่เรียกว่า ความบันเทิงแห่งจิตนี้เป็นสิ่งที่ต้องการ, เป็นสิ่งที่ต้องการทั้ง ทางโลกทั้งทางธรรม. เดี๋ยวนี้เกิดต้องการปีติปราโมทย์ขึ้นมา ถ้าเคยปฏิบัติ อานาปานสติมาแล้วตามลำดับ คือหมวดเวทนานุปัสสนา มัน ก็ง่ายนิดเดียว เพราะว่าในหมวดเวทนานุปัสสนานั้น ทำจิตให้ ปีติ ทำจิตให้เป็นสุข สุขปฏิสังเวที, ปีติปฏิสังเวที, เป็นบทเรียน ที่ต้องฝึกต้องหัดอยู่แล้วในหมวดที่ ๒ คือหมวดเวทนา. ครั้น มาถึงหมวดที่ ๓ นี้ ต้องการอย่างนั้นขึ้นมาเมื่อไร ก็ย้อนกลับ ไปทำหมวดนั้น ปีติ ปฏิสังเวที สุขปฏิสังเวที, หรือจะย้อนลง ไปถึงหมวดกายาฯ ก็ทำกายสังขารคือลมหายใจให้สงบระงับ
น.128 ๑๒๑ ลมหายใจสงบระงับลงไปเท่าไร ก็เกิดความพอใจ เป็นปีติปราโมทย์ และเป็นสุขขึ้นมาเท่านั้น. นี่มันอาศัยปฏิบัติ ที่ปฏิบัติมาแล้วใน หมวดที่ ๑ ก็ได้ หมวดที่ ๒ ก็ได้ มาถึงหมวดที่ ๓ นี้ จะบังคับ จิตให้ปราโมทย์บันเทิงได้ตามความพอใจ เหมือนกับทำเล่น ทำสนุก, อยากจะให้จิตบันเทิงรื่นเริงขึ้นมาเมื่อไรก็ทำได้เมื่อนั้น, ขับไล่ความหดหู่ความฟุ้งซ่านความอะไรออกไปเสียได้, พูด ง่าย ๆ ก็อยากจะมีจิตบันเทิงเมื่อไรก็ทำได้เมื่อนั้น. ที่เป็นหลักทั่ว ๆ ไป ก็อยากขอร้องให้นึกถึงคำบรรยาย ระบบธรรมชีวี. ธรรมชีวี มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ คือมีหลักการ ที่ว่า ทำอะไร หน้าที่ทั้งปวงไม่ว่าหน้าที่อะไร ด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญาสมาธิ จนมีความถูกต้อง-ถูกต้อง-ถูกต้อง, บอกตัวเอง ได้ว่าถูกต้อง, เมื่อถูกต้องก็พอใจ-พอใจ- พอใจ, เมื่อพอใจก็ เป็นสุข เป็นสุข มีปีติปราโมทย์บันเทิง, ถ้าเป็นคนฝึกอย่างนี้ อยู่แล้วเป็นประจำในชีวิตประจำวัน เป็นธรรมชีวีอยู่แล้ว มันก็ ง่ายดายที่สุด. ขอให้ทุกคนมีหลักปฏิบัติ ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ไม่ว่า
น.129 ๑๒๒ หน้าที่อะไร ด้ วยสติสัมปชัญญะปัญญาสมาธิจนเกิดความถูก ต้อง- ถูกต้อง-ถูกต้อง มันก็ รู้สึกว่าพอใจ-พอใจเพราะความถูกต้อง อิ่มอกอิ่มใจอยู่ด้วยความพอใจและความถูกต้องอยู่เสมอไป, พอมาคิดนึกอย่างยิ่งขึ้นมาทีไร ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ ซึ่งคนโง่ ทำไม่เป็น ทำไม่ได้, มีความถูกต้องพอใจเป็นหลักการประจำ อยู่ในทุก ๆ หน้าที่ ค่ำลงยกมือไหว้ตัวเองได้ว่า, ทั้งวัน ๆ มัน มีแต่ความถูกต้อง. หน้าที่ในการหาเลี้ยงชีวิต : ทำไร่ ทำนา ทำสวน ค้าขาย ราชการ กรรมกร แม้แต่ขอทาน ทำให้ถูกต้อง-ถูกต้อง-ถูกต้อง, พอใจ-พอใจ-พอใจ มันก็ มีปีติปราโมทย์บันเทิง, หรือว่า หน้าที่ บริหารประจำวัน บริหารชีวิตประจำวัน เช่นว่าตื่นขึ้นมาจะล้าง หน้า จะถูฟัน จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จะอาบน้ำ จะรับประทาน อาหาร จะล้างถ้วยล้างจาน จะกวาดบ้าน จะถูเรือน จะล้างส้วม ก็มีสติสัมปชัญญะทำด้วยความรู้สึกว่าถูกต้อง -ถูกต้อง-พอใจ- พอใจ อย่างนี้ก็ได้, มีลักษณะแห่งธรรมชีวี มีชีวิตอยู่ด้วยความ ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง พอใจ พอใจ ก็มีปีติปราโมทย์บันเทิง อยู่ได้ตลอดเวลา, แต่คนโง่ทำไม่ได้ และไม่สนใจจะทำ แต่จะ
น.130 ๑๒๓ คิดว่าเป็นสิ่งที่บ้าบออะไรไปเสียก็ไม่รู้ ที่จะมานั่งระวังให้ถูกต้อง พอใจ ถูกต้องพอใจ, ว่าตื่นขึ้นมาล้างหน้าถูฟัน มีสติสัมปชัญญะ ทั้งหมดอยู่ที่การล้างหน้า การถูฟันถูกต้อง ถูกต้อง พอใจ พอใจ นั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่ควบคุมให้มีความถูกต้อง-ถูกต้อง- พอใจ-พอใจ-พอใจ เป็นสุขตลอดเวลาที่นั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะ อย่างนี้คนโง่มันทำไม่ได้, จะทำได้แต่ผู้ที่รู้เรื่องนี้ มีปัญญารู้เรื่องนี้ รู้เรื่องทำให้มันถูกต้อง ๆ พอใจ ๆ จึงทำได้ไปทุกอย่าง, แม้จะ ล้างถ้วยล้างจาน จะกวาดบ้านจะถูเรือน มีสมาธิอยู่ที่การกระทำ นั้น เต็มไปด้วยความถูกต้องและพอใจ ๆ, แม้ว่าจะล้างถ้วย ล้างจาน จะกวาดบ้าน จะถูเรือน ล้างส้วม, นี่มันเป็น สิ่งที่ทำได้ โดยระบบธรรมชีวี เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ คือความถูกต้อง. หรือว่าเราจะนึกถึง จริยธรรมสากล ว่า ยกย่อง ต้องการ สิ่งที่เรียกว่าความเคารพตัวเอง เคารพตัวเอง self respect, self respect, จริยธรรมสากลต้องการนักหนา ให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ ด้วยการรู้สึกเคารพตัวเองได้, นี่เป็นหลักธรรมะในพระพุทธ ศาสนา. จงพอใจตัวเอง ชื่นใจตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ อยู่
น.131 ๑๒๔ อย่างนี้มันก็ถูกต้อง มันก็ประเสริฐ; ถ้ามันเกลียดน้ำหน้าตัวเอง เมื่อไร มันก็เป็นสัตว์นรกเมื่อนั้น มันตกนรกหมกไหม้เมื่อนั้น แหละ, เมื่อมันเกลียดน้ำหน้าตัวเองว่า มันไม่มีอะไรถูกต้อง มันมีแต่ความผิดพลาด ในเวลานั้นมันไม่มีความเคารพตัวเอง. ถ้าใครจะถือหลักจริยธรรมสากล ทำตนให้เป็นที่เคารพตัวเอง ได้อยู่เสมอ มันก็มีความหมายนี้ มีปีติปราโมทย์เป็นเดิมพัน หล่อเลี้ยงจิตใจอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า ทำจิตให้บันเทิงอยู่ได้ เหมือนกัน. จะเห็นได้แล้วว่า มันเกี่ยวเนื่องหรือความหมายที่เกี่ยว เนื่องถึงกันหมด, ไม่ว่าทางคดีโลกหรือทางคดีธรรม. จิตนี้ต้อง การพื้นฐาน คือความปีติปราโมทย์ พอใจตัวเอง พอใจตัวเอง เคารพตัวเอง พอใจตัวเอง อยู่เป็นพื้นฐาน, นั่นแหละคือพื้นฐาน ของความสงบสุข และเป็นพื้นฐานของการที่จิตจะเจริญก้าวหน้า ขึ้นไป ตามทางของวิปัสสนา หรือปัญญาที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน; แม้จะหยุดเพียงเท่าที่ว่า อยู่ที่นี่มีความสุขบันเทิงอย่างนี้ มันก็เป็นกำไรเหลือล้นแล้ว, ถ้ามันช่วยให้ก้าวหน้าขึ้นไป จนถึง
น.132 ๑๒๕ บรรลุมรรค ผล นิพพาน มันก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากหรือสูงสุด ฉะนั้น ขอให้เราสนใจ เถอะ ว่า ความพอใจจนเคารพ ตัวเอง ได้ นับถือตัวเองได้ ชื่นใจตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นแหละเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ธรรมะและ ในแง่ชาวโลกชาวบ้านทั่วไป, หรือว่าเป็นจริยธรรมสากลทั่วไป ทั่วโลกเขาก็ต้องการกันอย่างนี้ ว่ามีความเคารพตัวเอง เป็นหลัก ธรรมที่ตรงกันหมด ไม่ว่าศาสนาไหน ขอให้สนใจเถิด. จะพูดได้อีกทางหนึ่งว่า เรามีนิพพานน้อย ๆ นิพพาน ตัวอย่าง ยังไม่สมบูรณ์ดอก นิพพานน้อย ๆ นิพพานตัวอย่าง อยู่ตลอดเวลา ที่เรามีความปราโมทย์บันเทิงอย่างถูกต้อง คือ ปราโมทย์บันเทิงตามหลักของธรรมะ, ปราโมทย์บันเทิงทาง กามารมณ์นั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็น ความปราโมทย์บันเทิงที่บริสุทธิ์หรือที่ถูกต้อง, มันเป็นเรื่องของ กิเลส มันซ่อนแฝงไว้ด้วยอันตราย มันจึงเป็นปราโมทย์บันเทิง หลอก ๆ สำหรับคนโง่. ถ้ามีสติปัญญาเพียงพอ ก็จะไม่หลง
น.133 ๑๒๖ ปราโมทย์บันเทิงในลักษณะนั้น, แต่มาปราโมทย์บันเทิงในทาง ธรรมะ มีธรรมะ คือความถูกต้องเป็นพื้นฐาน. คำว่าถูกต้อง ถูกต้องนี้ อย่าให้มันเป็นปัญหานักเลย, อย่าไปเรียนวิธี logic, philosophy อะไรให้มันยุ่งเลย, เอาตาม หลักพระพุทธศาสนาว่า ถ้าทำความเย็นอกเย็นใจให้ ไม่เบียด เบียนผู้ใด มีแต่ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่ายแล้ว ก็ให้ถือว่าเป็น ความถูกต้อง ๆ ถูกต้อง คืออย่างนี้ ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยเหตุผล ทางlogic ทาง philosophy ซึ่งเรียนกันเกือบตาย ก็ไม่รู้ว่าจะเอายุติ กันอย่างไร นี่เป็นการทำจิตให้บันเทิง ทำจิตให้บันเทิง บันเทิงอยู่ เป็นข้อปฏิบัติขั้นที่ ๑๐ ของทั้งหมด หรือว่าเป็นขั้นที่ ๒ ของ หมวดที่ ๓. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ ๑๑ ของทั้งหมด หรือว่าข้อที่ ๓ ของ หมวดที่ ๓ เรียกว่า ทำจิตให้ตั้งมั่น ทำจิตให้ตั้งมั่น ขั้นที่ ๑๐ มันทำจิตให้บันเทิง, เดี๋ยวนี้มาถึงขั้นที่ ๑๑ นี้ ทำจิตให้ตั้งมั่น สมาหิโตแปลว่าตั้งมั่น, ชื่อในภาษาอานาปานสติเรียกว่า สมาทหํ
น.134 ๑๒๗ จิตฺตํ ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า หายใจออก, จิตตั้งมั่นหายใจ เข้า จิตตั้งมั่นหายใจออก, นี่หายใจเข้าหายใจออกอยู่ด้วยจิตที่มี ลักษณะตั้งมั่น. ตั้งมั่น มีความหมายมาก เดี๋ยวจะพูดกัน จิต ตั้งมั่น ในที่นี้ ได้บัญญัติไว้ให้กำหนดได้ง่าย ๆ ว่า : - ๑. จิตบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีกิเลสนิวรณ์ รบกวน นี่จิตบริสุทธิ์มันก็ตั้งมั่น เพราะไม่มีอะไรรบกวน. ๒. ทีนี้จิตชนิดนี้มันมั่นคงที่สุด เพราะว่ามันรวม กำลัง ; ธรรมดากระแสจิตนั้นพร่า พร่าออกรอบตัวเหมือนกระแส ไฟดวงไฟ มันก็ไม่แรง ถ้ารวมกระแสทั้งหมดนั้นเข้าเป็นจุดเดียว มันก็แรง, เหมือนกับว่าแก้ว รวมแสง เลนส์โค้ง รวมแสงแดด เข้มข้นจนลุกเป็นไฟขึ้นมา จากแสงแดดธรรมดานี่ จิตนี้มันก็ถูก รวม รวมกำลังเข้าเป็นจุดเดียว มันจึงมีลักษณะตั้งมั่น, นี่เรียกว่า จิตตั้งมั่น ด้วยอำนาจด้วยกำลังอย่างถึงที่สุด, นี่ก็เป็นคุณสมบัติ ของจิตที่เป็นสมาธิ. ๓. กัมมนียะ เหมาะสมที่จะทำหน้าที่, กัมมนียะ นี่แปลว่า เหมาะสมที่จะทำหน้าที่การงาน ภาษาเด็กนักเรียนหรือ
น.135 ๑๒๘ ภาษาฝรั่งก็เรียกว่า active, activeness มันมีความเหมาะสมที่จะ ทำหน้าที่, ภาษาบาลีเรียกว่ากัมมนียะ นิ่มนวลอ่อนโยนพร้อมที่ จะทำหน้าที่, ก่อนนี้จิตแข็งกระด้าง ให้ทำอะไรก็ไม่ได้. เดี๋ยวนี้ จิตถูกอบรมจนเหมาะสมพร้อม นิ่มนวลอ่อนโยนที่จะให้น้อม ไปในทางไหนก็ได้, ให้น้อมไปในทางพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็น้อมไปได้อย่างดี, นี้ก็เรียกว่าพร้อมที่จะทำหน้าที่. นี่จิตเป็นสมาธิต้องประกอบด้วยอาการ ๓ อย่าง อย่าง นี้ : - ๑. บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรรบกวน ๒. ตั้งมั่น ด้วยการรวมกำลังเป็นจุดเดียว แล้ว ๓. พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเลย ถ้ามาถึงขั้นนี้ แล้ว. จิตบริสุทธิ์ เรียกว่า ปริสุทโธ จิตตั้งมั่น เรียกว่า สมาหิโต จิตพร้อมที่จะทำการงาน เรียกว่า กัมมนีโย ลักษณะของสมาธิ มีเป็น ๓ อย่าง อย่างนี้. เอ้า, ใครมีบ้างในชีวิตประจำวัน, คิดดูว่าเรามีหรือไม่มี
น.136 ๑๒๙ จิตบริสุทธิ์ จิตตั้งมั่น จิตพร้อมที่จะทำหน้าที่ ถ้ามีนั้นแหละ คือสมาธิในพระพุทธศาสนา; แม้จะไม่เคยเล่าเรียนธรรมะ ไม่เคย ปฏิบัติวิปัสสนามาก่อน, แต่ถ้ามีจิตในลักษณะครบถ้วนอย่างนี้ นั่นแหละคือจิตที่มีสมาธิเป็นสมาธิอย่างยิ่ง ในพระพุทธศาสนา. จำคำ ๓ คำไว้ดี ๆ ว่า ปริสุทโธ- บริสุทธิ์ สมาหิโต- ตั้งมั่น กัม- มนีโย- เหมาะสมแก่หน้าที่การงาน. นึกดูเถิดว่า บางคราวเราอยากจะทำอะไร แต่จิตมัน ไม่ทำ จิตมันฟุ้งซ่านไปด้วยทางอื่น, ถ้าอย่างนี้แล้วจะเขียน จดหมายให้ดีสักฉบับหนึ่งก็ทำไม่ได้ดอก ทำไม่ได้ดอก อึดอัด ขัดใจอยู่นั่น เพราะมันไม่พร้อมที่จะทำการงาน. ถ้าจิตพร้อม มันเข้ารูปเข้ารอย มัน ก็ทำสนุกไปเลย, นี่แม้แต่การปฏิบัติเพื่อ บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ต้องการจิตชนิดนี้ คือ active ในหน้าที่ เป็นคุณสมบัติอันหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าตั้งมั่นหรือเป็นสมาธิ ตั้งมั่นเป็นสมาธิอย่างนี้มันมีความสุข มันมีความสุข จะทำเพียงเพื่อความสุขก็ได้ หรือจะเป็นเพื่อปฏิบัติธรรมะให้ สูง, สูงขึ้นไปจนบรรลุมรรค ผลนิพพานก็ได้, แม้แต่มีความสุข อยู่ในชีวิตประจำวัน เท่านี้มันก็กำไรเหลือหลายแล้ว แล้วมัน
น.137 ๑ ๓๐ เป็นเหตุให้มีความก้าวหน้าทางจิต บรรลุมรรค ผล นิพพาน มัน ก็ยิ่งมีผลมากขึ้นไปอีก. ทีนี้ก็จะมาดูว่า จะทำให้มันตั้งมั่นได้อย่างไร? เอ้า, ข้อนี้มันก็มี การพูดอย่างเดียวกันอีกแหละว่า ถ้าฝึกปฏิบัติใน หมวดที่ ๑ คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มาแล้ว มันก็คือข้อที่ ๔ ของกายานุปัสสนา นั่นแหละ ว่าทำกายสังขารให้ระงับ ทำลม หายใจให้ระงับ ร่างกายระงับ มีความตั้งมั่น, นี้มันก็ เป็นความ ตั้งมั่นโดยกายสังขารมันระงับ. ในหมวดที่ ๒ คือ เวทนานุปัสสนา ทำปีติและสุขอัน ลุกโพลงให้ระงับ มันก็ เป็นจิตตสังขารระงับ โดยระงับกาย สังขาร และจิตตสังขาร คือทำให้ตั้งมั่น, มันเพียงแต่ย้อนกลับ ไปหาการปฏิบัติเบื้องต้นที่ผ่านมาแล้วใน ๒ ขั้นนั้น ก็เอามาทำ ให้จิตตั้งมั่นได้ดีที่สุด. คำว่า จิตตสังขาร คือปีติและสุข นั้น มันเป็นเหมือนดาบ ๒ คม; ถ้าปีติบังคับไม่อยู่มันก็ฟุ้งซ่าน เหมือนกัน, มีปีติปราโมทย์ ฟุ้งซ่านอยู่ในใจ มันก็ทำอะไรไม่ได้ คือว่าหลงใหลอยู่ด้วยความ
น.138 ๑๓๑ สุขสนุกสนานเอร็ดอร่อย มันก็ทำอะไรไม่ได้. ฉะนั้น ปีติและสุข นั้นต้องบังคับได้ ต้องสงบระงับ, มีจิตตั้งมั่นอย่างนี้ แล้วก็ทำ อะไรได้ดี. ลองใคร่ครวญดูให้ดีว่า ที่มัน บังคับไม่ได้ แล้วมัน ก็ใช้ ไม่ได้ ทั้งนั้นแหละ, แม้แต่ปีติก็ใช้ไม่ได้, ความสุขมันก็ใช้ไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นกิเลสไปเสียอีก มันกลุ้มรุมจิตใจ จนไม่มี ความแจ่มใส ไม่มีสมรรถนะ ไม่มีความมั่นคงอะไรเลย. คำว่า เป็นสมาธิ สมาธินี้ มี ความหมายกว้างขวางที่สุด สูงสุด น่า พอใจที่สุด, แต่ว่าคนมันรู้กันแคบ ๆ แม้แต่พระเณร เรียนนักธรรมเรียนอะไรก็ ว่าเมื่อจิตกำหนดอารมณ์แล้วมันก็ เป็นสมาธิ รู้กันเพียงเท่านี้, แต่ความหมายทั้งหมด มันเกิน กว่านั้นมันมากกว่านั้น บทนิยาม ๆ ของคำว่าสมาธิที่ถูกต้อง ที่สมบูรณ์ที่สุดนั้นมันมีว่า : เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, ฟังดูก็แปลกสำหรับคนที่ไม่เคยฟังและอาจจะรำคาญก็ได้ เอกัค- คตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, ขอร้องให้ช่วยจำไว้หน่อยว่า เอกัค- คตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, เอกัคคตาจิตก็ไม่ได้มากมาย อะไรไปกว่า ว่า จิตที่มีอารมณ์เดียว จิตที่มีความมุ่งหมายเดียว มียอดเดียว เอกะ แปลว่า เดียว, อัคคะ แปลว่า ยอด, เอกัคคตา แปล
น.139 ๑๓๒ ว่า ความมียอดเดียว อารมณ์เดียว จิตมีความมุ่งมั่นอย่างเดียว จุด เดียว โดยมีพระนิพพานเป็นอารมณ์, ถ้าอย่างนี้แล้วกว้างขวาง ใช้ได้หมดทั้งโลก ครอบงำโลกเลย. ความตั้งจิตที่จะพบกันกับ ความสงบเย็น แต่ ใช้คำว่านิพพานแทนที่จะใช้คำว่าสงบเย็น, จิตที่มีความมุ่งมั่นไปสู่ความสงบเย็นแห่งชีวิตนั่นแหละ คือ สิ่งที่เรียกว่าสมาธิ. อย่าโง่ไปนักเลย อย่าโง่ว่าต้องมานั่งหลับตาที่วัดในป่า กำหนดนั่นกำหนดนี่ มีอารมณ์เป็นกสิณ เป็นซากศพ เป็นอะไร ก็ไม่รู้ มันมากมายแหละ, ถ้าอย่างนี้มันก็หลายสิบอย่างแหละ แล้วมันก็เป็นแต่คำพูดหรือรูปแบบที่พูด. แต่ถ้า หัวใจแท้ ๆ ของ มัน ก็คือว่าจิตที่มีอารมณ์รวมเป็นจุดเดียว, มุ่งต่อความสงบ เย็นของชีวิตเป็นอารมณ์. ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า มันไม่เฉพาะใน ทางศาสนาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับศาสนาก็ได้, เกี่ยวกับคนธรรมดา สามัญทั่วไปก็ได้ ถ้ามีชีวิตมีความรู้สึกนึกคิดอย่างมนุษย์แล้ว มันทำได้ แหละ, มันมีความมุ่งมั่นจ่ออยู่ที่สิ่งเดียว คือความสงบ เย็นในชีวิต. ความสงบเย็นในชีวิต คือความหมายของคำว่านิพ-
น.140 ๑๓๓ พาน, นิพพานแปลว่าเย็น, นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย ที่ในโรงเรียน เขาสอนอย่างโง่เขลาที่สุด, ที่สอนเด็ก ๆ ว่า นิพพานแปลว่า ตายของพระอรหันต์ นี้มันขบถต่อพุทธศาสนาอย่างยิ่ง, ถ้าครู คนไหนสอนอยู่อย่างนี้. นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย, คำว่านิพพาน ไม่ได้เกี่ยวกับคำว่าตาย, คำว่านิพพานทั้งพระไตรปิฎกไม่ได้ เกี่ยวกับคำว่าตาย เกี่ยวกับคำว่าเย็น, เย็นเพราะไม่มีไฟคือกิเลส ทั้งนั้น. ถ้าคำว่าตายมีคำอื่นใช้ คำว่า นิพพาน นั้นแปลว่า เย็น เย็น ของอะไรก็ได้ เรียกว่านิพพานทั้งนั้น, แต่ ในทางธรรมะทางสูง ก็เย็นของจิตใจ ที่ไม่มีกิเลส, กิเลสคือไฟ ไม่มีไฟก็คือเย็น เมื่อใด จิตไม่มีกิเลสรบกวน เมื่อนั้นจิตเย็น, เมื่อนั้นจิตอยู่กับนิพพาน. มุ่งหมายนิพพานนั้น คือความเย็นอกเย็นใจ, ความสงบเย็น แห่งชีวิตนั้น คือนิพพาน. ถ้าจิต เกิดความมุ่งหมาย มุ่งมั่นที่จะลุถึง สิ่งนี้เมื่อใด นั่นแหละคือสมาธิ, สมาธิที่ถูกต้อง ตามความหมายของคำว่า สมาธิ, แต่เดี๋ยวนี้เราเอามาใช้ในทางที่ว่า ลงมือทำเป็นพิธีรีตอง อะไรต่าง ๆ มันก็เลยมากเรื่องมากราว จนไม่ได้รับประโยชน์ อะไร. ขอให้มุ่งหมายว่า จิตที่มุ่งมั่นต่อความเย็นอันแท้จริง
น.141 ๑๓๔ ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตจิตใจ นั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ, ขอให้มุ่งมั่นหมายมั่น มุ่งอยู่ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะมีความเยือก เย็นแห่งจิตใจเถิด ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ ในบทนิยามที่ว่า เอกัคคตาจิตมีพระนิพพานเป็นอารมณ์, บทนิยาม definition ของคำว่าสมาธิมันว่า เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, จิต ที่มุ่งมั่นเพียงอย่างเดียวต่อพระนิพพาน คือความสงบเย็นแห่ง ชีวิต. เมื่อเป็นดังนี้ ก็เห็นได้ว่า ทุกคน ทุกประเภท ทุกชนิด ทุก บุคคล ควรที่จะมีความรู้เรื่องสมาธิจิต มุ่งมั่นต่อความเยือกเย็น แห่งชีวิต, เป็นเอกัคคตาจิตมีพระนิพพานเป็นอารมณ์. ในขณะนั้นมันมีประโยชน์เหลือหลาย มันเป็นความสุข อยู่ในตัวมันเอง จิตชนิดนั้นมันเป็นความสุขอยู่ในตัวมันเอง แล้ว มันก็ทำให้เกิดปัญญาสูงขึ้นไปจนบรรลุมรรค ผล นิพพาน สมาธิ จิตล้วน ๆ มันก็เป็นความสงบเป็นความสุข แต่ยังไม่สูงสุด ถ้าสูงสุด จิตที่เป็นสมาธิต้องเป็นปัจจัยแก่การบรรลุมรรค ผล นิพพาน คือวิปัสสนาญาณอันดับสุดท้าย ที่ดับกิเลสทั้งหลายได้. ดังนั้นสมาธิจิตที่พร้อมกับการดับกิเลสนั่นแหละ จะเรียกว่าเป็น เรื่องของสมาธิที่แท้จริง.
น.142 ๑๓๕ ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจเรื่อง ทำจิตให้ตั้งมั่น เป็นสิ่ง ที่ยึดถือ เป็นหลักประจำใจ อยู่โดยทั่ว ๆ ไป ด้วยกันทุกคน. ทีนี้ก็จะมาถึงขั้นต่อไป คือขั้นที่ ๑๒ ของทั้งหมด หรือ ขั้นที่ ๔ ของหมวดที่ ๓ คือทำจิตให้ปล่อย ทำจิตให้ปล่อย อภิ- โมจยังจิตตัง ทำจิตให้ปล่อย หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ ด้วย การที่จิตมีการปล่อย. คำว่า ปล่อย ๆ นี้ พูดได้เป็น ๒ โวหาร โวหารที่ ๑ จิต เป็นฝ่ายปล่อย, อีกโวหารหนึ่ง อารมณ์ร้ายมันหลุดออกไปจากจิต มันปล่อยตัวเองออกไปจากจิต อย่างนี้ก็ได้. จิตมีสติมีปัญญา สลัดอารมณ์ร้ายออกไปเสียจากจิต พร้อมทั้งเหตุของกิเลสนั้น ๆ ; อย่างนี้เรียกว่าจิตเป็นฝ่ายปล่อย จิตประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา ระงับการเกิดแห่งกิเลส, หรือกิเลสที่กำลังเกิดอยู่ ให้ระงับไป, นี้เรียกว่าจิตเป็นฝ่ายปล่อย. ทีนี้มองกลับอีกทางหนึ่งว่า อารมณ์ร้ายหรือกิเลส เหล่า นั้น จะเป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ ก็ดี, เป็นปยุตฐานะกิเลส เป็นโลภะ โทสะ โมหะ ที่กำลังรบกวนจิตอยู่ก็ดีนี้, ทำให้มันระงับไป ให้
น.143 ๑๓๖ มันหลุดไปจากจิต ก็เรียกว่าอารมณ์ร้ายหลุดไปจากจิต ให้อารมณ์ หลุดไปจากจิต, หรือให้จิตหลุดจากอารมณ์ จะมองในแง่ไหน ก็ได้ แล้วผลมันก็เท่ากัน ผลมันก็เท่ากัน. นี่จะต้องมีอำนาจเหนือจิต หรือ มีการกระทำที่ทำให้มี อำนาจเหนือจิต อย่างถูกต้องและสมควร โดยวิธีธรรมดา ๆ ของคนทั่วไปก็ทำได้, โดยวิธีทางเทคนิค มันเทคนิคคือว่าทำ อย่างละเอียดปราณีต ของทางธรรมะของทางศาสนาก็ได้. เหมือนอย่างว่าคนธรรมดา มีเรื่องกลุ้มรุมจิตใจรำคาญ หงุดหงิดอยู่ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย อย่างนี้ก็ได้, นี่ สลัดออกไป อย่างนี้ก็ได้ แล้วมันก็เป็นความจริงอย่างนั้นด้วย. ขอบอกให้ ทราบว่าเป็นเคล็ดอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ถ้าอะไรมันจะรบกวน จิตใจให้เป็นทุก ข์ เราก็ สลัดมันไปเสียเลย ล่วงหน้า, ยกตัวอย่าง ว่ามันเกิดเรื่องขึ้นมา ที่จะทำให้ต้องเสียเงินหรือเสียของอะไร ออกไป มันแสดงว่ามันจะต้องทำให้เสียเงินเสียทอง ก็อย่าให้ มันทรมานจิตใจอยู่เลย สลัดมันไปเสียเลย, ว่าเสียแล้ว ๆ ยอม เสียแล้ว ยอมเสียแล้ว. สิ่งที่มีเค้ามีเงื่อนมีท่าว่าต้องเสียน่ะ เสีย มันไปเสียเลย สลัดไปเสียเลย, อย่าให้มันมาเป็นทุกข์รบกวน
น.144 ๑๓๗ จิตใจอยู่ อย่างนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากหรือสำคัญมาก, แต่ คนเขาจะไม่เข้าใจ และไม่ยอมใช้ จะเอามาเป็นเรื่องทุกข์ร้อน นอนไม่หลับอยู่นั่นแหละ, บางทีก็ปวดหัว บางทีก็เป็นบ้าเลย เป็นบ้าเลย เพราะมันสลัดออกไปจากจิตไม่ได้ ถ้าว่ามันจะต้องเสียแล้วก็สละมันไปเลย; แต่ว่าไม่ใช่ว่า สละเฉย ๆ ยังคงกระทำทุกอย่าง ต่อสู้ป้องกันทุกอย่าง ที่จะ ไม่ต้องเสีย ที่จะให้มันกลับมานั้นแหละ ก็ทำอยู่ ทำอยู่, แต่ใน จิตใจว่ายอม เสียไปแล้ว สละไปแล้ว, ให้มันเสียไปแล้ว เพื่อ จะไม่เป็นทุกข์ แล้วก็กระทำต่อไปในลักษณะที่ถูกต้อง ที่ควร กระทำ แล้วมันก็ไม่เสีย แล้วเราก็เลยไม่ต้องเป็นทุกข์ ตลอด เวลาเราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, มิฉะนั้นเราก็ต้องเป็นทุกข์ทันทีแหละ เป็นทุกข์ทันที, แล้วบางทีก็เสียไปด้วยทั้งเป็นทุกข์ด้วย มันก็ ขาดทุน ๒ หน. เดี๋ยวนี้เราก็ไม่เป็นทุกข์ ถึงมันจะเสียไปจริง ๆ ก็ไม่เป็นทุกข์, และถ้าว่าทำอยู่อย่างนี้ส่วนมากมันจะถูกต้อง มัน จะกลายเป็นไม่ต้องเสีย จะเป็นการต่อสู้ที่ถูกต้อง ก็รักษาเอา ไว้ได้ไม่ต้องเสีย, นี่มันเป็นเรื่องที่ควรจะสนใจ ที่ควรจะสนใจ . การปล่อยสิ่งที่รบกวนอยู่ในจิตใจให้ออกไปเสีย ให้
น.145 ๑๓๘ ออกไปเสีย ให้พ้น นั่นแหละ เป็นศิลปะ ยอดศิลปะ ยอดสุด ของศิลปะ ที่พุทธบริษัทควรจะมี ควรจะใช้ ให้เป็นประโยชน์, ให้ได้เปรียบกว่าพวกอื่นที่ไม่ใช่พุทธบริษัท. นี่ขอให้เราทุกคน สนใจที่จะรู้จัก การเปลื้อง, หรือปลดปล่อยสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ใน จิต ให้หลุดพ้นออกไปเสียจากจิต ไม่ให้รบกวนต่อไป, จะแก้ไข จะต่อสู้ จะปรับปรุงอย่างไรก็ทำไปเถอะ ทำไป ทำตามไปก็ได้, แต่เราจะไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าเรายอมสลัดมันออกไปเสียก่อน แล้ว. เดี๋ยวนี้ก็เรียกว่า เรามีอำนาจเหนือจิต เป็นนาย เป็น นายเหนือจิต มีอำนาจเหนือจิต, สามารถบังคับจิต ให้ทำใน ลักษณะที่ต้องการ คือไม่เป็นทุกข์ มิฉะนั้นเราจะต้องเป็นทุกข์ จะต้องเป็นทุกข์ แล้วเป็นทุกข์มากเกินกว่าจำเป็น, หรือว่าเรื่อง ที่ไม่ควรจะทุกข์ก็เอามาเป็นทุกข์ได้ เพราะความโง่, จะต้อง ไม่เป็นทุกข์ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ. เรื่องที่มาทำให้เป็นทุกข์สลัด ออกไปเสียก่อน คือว่ ายอมว่าเป็นอย่างนั้นไปเสียก่อน ไม่ต้อง เป็นทุกข์ แล้วก็ทำการแก้ไขตามหลัง อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน. นี้ก็อยู่ในจำพวกที่เรียกว่า ทำจิตให้ปล่อย. สิ่งใดเป็นอารมณ์ร้าย
น.146 ๑๓๙ รบกวนจิต แม้แต่เรื่องไม่สบายใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สลัดออกไป, เช่นเรื่อง นิวรณ์ทั้ง ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็สลัดออกไปเสียก่อน ได้จิตที่ปล่อยอารมณ์ มาแล้ว ก็ดำเนินต่อไป. นี่ทำได้โดยวิธีธรรมดา ๆ อย่างที่ว่า มาแล้วเมื่อตะกี้นี้, คนธรรมดาสลัดความรู้สึกที่ไม่ต้องการออก ไปเสียจากจิตใจ ก็ทำได้. ทีนี้ ทำตามวิธีเทคนิคของการปฏิบัติ ในพระพุทธ ศาสนานี้ก็ทำได้, แต่ต้องศึกษา ต้องเอาจริง ต้องสนใจจริง ต้อง ทำจริงจึงจะทำได้. เรื่องอานาปานสติภาวนาได้พูดมาแล้วกี่ปี ๆ ๒๐-๓๐ ปีแล้ว แล้วอยากจะรู้ว่าใครทำได้กี่คน. นี่เพราะว่าไม่ได้สนใจ โดยแท้จริง ไม่ได้จับฉวยเอาอย่างถูกต้องแท้จริงและสมบูรณ์ มันก็ทำไม่ได้, แล้วก็ควรจะทำได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ที่สุด. เวลาว่างมีเท่าไร ก็เอามาสนใจเรื่องนี้กันดีกว่า คือการ พัฒนาจิต พัฒนาจิตให้สูงขึ้นไป จะเรียกว่าสมาธิภาวนา แปลว่า ทำจิตให้เจริญโดยวิธีของสมาธิ ดังนี้ก็ได้. นี่ เกิดมาเป็นคนทั้งที ขอให้ได้มีโอกาส พัฒนาจิตให้สูงสุด ๆ สูงสุดยิ่งขึ้นไป ก็จะ
น.147 ๑๔๐ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ขอให้ สนใจในการที่เรียกว่า ทำจิตให้ปล่อยจากอารมณ์ หรือทำอารมณ์ ให้หลุดไปจากจิต แล้วแต่จะใช้โวหารไหนสำหรับพูดจา. การปฏิบัติที่แล้วมา ในหมวดที่ ๒ คือเวทนานุปัสสนา นั้น บังคับจิตตสังขารให้ระงับได้ นั่นแหละ เอาอันนั้นแหละ มาใช้. ถ้าได้ปฏิบัติหมวดที่ ๒ มาอย่างคล่องแคล่วชำนาญแล้ว ในหมวดเวทนานุปัสสนา ถึงขั้นที่เรียกว่า ปฺสสมุภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. ทำจิตตสังขารให้ระงับอยู่หายใจออก หายใจเข้า เอาหมวดนั้นมาใช้อีกทีในหมวดนี้ในขั้นนี้ มันก็ ทำได้. หรือจะพูดง่าย ๆ ว่า ทำจิตเป็นสมาธิได้ มันก็ปล่อยได้ โดยอำนาจของสมาธิ, ถ้าทำจิตเป็นวิปัสสนา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ มันก็ปล่อยด้วยอำนาจของวิปัสสนา. การปล่อยด้วย อำนาจของสมาธินั้นมันชั่วคราว, ปล่อยด้วยอำนาจของวิปัสสนา นั้นมันเด็ดขาด หรือมันตลอดกาล. การกระทำความเพียรทาง จิตจึงไม่ควรจะหยุดอยู่เพียงแค่สมาธิ, ให้มันก้าวหน้าต่อไปถึง ขั้นวิปัสสนา เรื่องมันก็จะจบ. เดี๋ยวนี้ ในการปฏิบัติอานาปานสติ
น.148 ๑๔๑ เมื่อมาถึงขั้นนี้ก็เรียกว่ามันสมบูรณ์. การที่ปล่อยอารมณ์จากจิต หรือว่าถอนจิตจากอารมณ์ ปล่อยอารมณ์จากจิต ถ้าเราทำไม่ได้ เราก็ต้องทนอยู่กับสิ่งที่ รบกวนจิต ทำอันตรายจิต, ถ้ามากเกินไปก็จะเป็นบ้า, เมื่อยัง น้อยอยู่ มันก็ทำให้นอนหลับยาก หาความสงบสุขไม่ได้. ขอ ให้รู้จักปล่อยอารมณ์ ระงับอารมณ์, อย่ามีเรื่องที่รบกวนจิต . เมื่อทำงานก็ทำงาน พอเลิกงานก็ไม่มีอะไรที่มายุ่งยาก ลำบากอยู่ในจิต, เหมือนกับว่าเวลาทำงานก็เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน ทำงานยุ่งไปหมด, พอเลิกงานก็เก็บใส่ลิ้นชัก ผลักลิ้นชักใส่ กุญแจ ไม่มีอะไรอยู่ในจิตใจ, อย่างนี้ก็ เป็นสุขภาพอนามัยที่ดี ของจิตใจ ซึ่งทุกคนควรจะมี จะทำให้สบาย จะทำให้มีความ เย็นใจ เย็นอกเย็นใจ มีความเจริญงอกงามก้าวหน้าในการงาน, เป็นการได้ที่ดี เป็นการได้ที่ดี ได้ความสุขด้วย ได้ความเจริญ งอกงามต่อไปข้างหน้าด้วย พร้อมกันไป, ขอให้สนใจในลักษณะ อย่างนี้ . นี้เรียกว่าเป็นขั้นทำจิตให้ปล่อย ถ้านับทั้งหมดก็เป็น
น.149 ๑๔๒ ขั้นที่ ๑๒ ของ ๑๖ ขั้น ถ้านับเฉพาะหมวดก็เป็นขั้นที่ ๔ ของ หมวดที่ ๓ คือหมวดจิตตานุปัสสนา. เป็นอันว่า เราได้ บรรยายหมวดจิตตานุปัสสนามาครบ ถ้วนอีกหมวดหนึ่ง แล้ว เป็นอานาปานสติที่สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์ แบบที่สุด ตามความมุ่งหมายของการบรรยายชุดนี้, ต้องการ จะแสดงสิ่งที่เป็นคู่มือจำเป็นในการศึกษาและการปฏิบัติ และก็ ได้บรรยายมาถึงตอนที่ว่าอานาปานสติสมบูรณ์แบบ มาได้ ๓ หมวดแล้ว หมวดกายานุปัสสนา หมวดเวทนานุปัสสนา และ หมวดจิตตานุปัสสนา คือหมวดที่กำลังบรรยายอยู่นี้. เป็นอันว่าในหมวดนี้ สรุปความได้สั้น ๆ ว่า : - ขั้นที่ ๑ รู้จักจิตทุกชนิด โดยอาศัย หลัก ๘ คู่ มาเป็น เครื่องกำหนด จิตมีโลภะหรือไม่มีโลภะ, จิตมีโทสะหรือไม่มี โทสะ, จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ, จิตฟุ้งซ่าน หรือสงบ จิตมี คุณธรรมอันสูงหรือไม่มี, ยังมีจิตอื่นดีกว่าหรือไม่มีแล้ว, แล้ว ก็จิตตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น, จิตหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น, นี่ศึกษา ไว้ให้ดี ๆ จะเป็นเครื่องทดสอบวัดจิตใจได้ดี ในเรื่องที่ว่า รอบรู้
น.150 ๑๔๓ ขบวนการของจิตครบถ้วนรอบด้านทุกแง่ทุกมุม. แล้ว ขั้นที่ ๒ บังคับจิตให้บันเทิงปีติปราโมทย์ได้ตาม ที่ต้องการ เพื่อความเป็นสุขในทิฏฐธรรมนี้ก็ดี, เพื่อความเป็น บาทฐานของปัญญาของวิปัสสนาที่จะก้าวหน้าไปสู่การบรรลุ มรรค ผล นิพพานก็ดี, มันต้องการจิตที่ปราโมทย์และบันเทิง เราก็ทำได้ ก็ทำได้ ต้องการเมื่อไรเราก็ทำได้. แล้ว ขั้นที่ ๓ บังคับจิตให้ตั้งมั่น, ให้ตั้งมั่น โดยเฉพาะ ก็คือมีความเหมาะสมแก่หน้าที่การงาน. จิตเป็นสมาธิในที่นี้ หมายถึงมีความเหมาะสมที่จะทำการงาน จะทำนาก็ทำได้ดี, ทำสวนก็ทำได้ดี, เป็นพ่อค้าก็ทำได้ดี, เป็นข้าราชการก็ทำได้ดี, เป็นกรรมกรก็ทำได้ดี, เป็นขอทานก็ทำได้ดี, มีจิตเหมาะสมต่อ หน้าที่การงานที่จะต้องกระทำนั้น ๆ. ขอให้มันเป็นอย่างนี้, เรียกว่าได้แก้วสารพัดนึก แก้วสารพัดนึกที่จะใช้อะไรก็ได้ เพราะ ว่ามีจิตที่เป็นกัมมนียะ เหมาะสมที่จะทำหน้าที่การงาน อยู่ใน โลกนี้ก็ได้ จะออกไปจากโลกนี้ก็ได้ ในขั้นไหนก็ได้ ต่ำก็ได้ กลาง ก็ได้ สูงก็ได้.
น.151 ๑๔๔ ทีนี้ขั้นสุดท้ายที่ ๔ ก็ว่า บังคับจิตให้ปล่อย อารมณ์ ร้ายมีอยู่ในจิตเมื่อใด ปล่อยได้เมื่อนั้น, และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น มา. คำว่า อารมณ์ร้ายนี้หมายถึงทุกชนิด ความไม่เป็นสุขในทุก ชนิด ซึ่งมันออกมาถึงความไม่เป็นสุขกาย, ถ้ามันไม่เป็นสุขใจ แล้ว มันก็รบกวนทางกายด้วยกันแหละ, เพราะฉะนั้นไปมุ่งหมาย ที่ว่า ไม่รบกวนทางจิตใจ, ไม่มีรบกวนทางจิตใจ จะไม่มีอารมณ์ ร้ายมารบกวนทางจิตใจ. ถ้ามาเผลอเกิดขึ้นก็สลัดออกไปได้ทันที ถ้ามีสติสัมปชัญญะ มันก็ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมาได้, นี้ก็เท่า กับสลัดอยู่ได้เหมือนกัน, ไม่ให้เกิดขึ้นมาได้ ก็เท่ากับสลัดอยู่ ในตัว, ถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว ก็สลัดออกไปได้. อารมณ์ร้ายใด ๆ ไม่มีอยู่ในจิตใจ แม้แต่ความหม่นหมองสักนิดหนึ่งก็มิได้มี, แม้ แต่ความรำคาญก็ไม่มี, รำคาญตัวเองชนิดใด ๆ ก็ไม่มี ใครก็ ทำให้รำคาญไม่ได้, เป็นผู้มีจิตเป็นอิสระ ไม่มีอารมณ์ร้ายรบกวน. ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย จงสนใจในเรื่องการอบรมจิต ซึ่งเป็นสิ่งเดียว ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์เรา ทุกอย่างมันสำเร็จ อยู่ที่จิต ขึ้นอยู่กับจิต. ขอให้เป็น ผู้รอบรู้ในกระบวนการของจิต แล้วกระทำให้ได้ตามที่ควรจะทำ รู้จักจิตทุกชนิด บังคับให้มัน
น.152 ๑๔๕ บันเทิงเมื่อไรก็ได้, บังคับให้มันเหมาะสมแก่หน้าที่การงานเมื่อไร ก็ได้, บังคับให้มันปล่อยสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในจิตใจ ให้ออก ไปเสียจากจิตใจเมื่อไรก็ได้ , เป็นอันว่าครบถ้วนสมบูรณ์ สำหรับ อานาปานสติภาวนาหมวดที่ ๓ คือจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีข้อความดังที่ได้กล่าวมา. เรื่องทางกายก็เป็นเรื่องกายานุปัสสนา, เรื่องทางเวทนา ที่จะปรุงแต่งจิต ก็เป็นเรื่องของเวทนานุปัสสนา, เดี๋ยวนี้มาถึง เรื่องตัวจิตเอง ก็เรียกว่าจิตตานุปัสสนา เป็นหมวดที่ ๓ แล้ว, ยังเหลืออยู่หมวดที่ ๔ จะได้บรรยายกันในโอกาสต่อไป. การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการ บรรยาย ให้โอกาสแก่พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมใน คุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจให้เกิดขึ้นสืบต่อไป เพื่อความก้าว หน้าในทางแห่งพระศาสนา ในกาลข้างหน้า ณ กาลบัดนี้.
Buddhadasa