Buddhadasa.org

คู่มือศึกษาและปฏิบัติอานาปานสติ สมบูรณ์แบบ การใช้ให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน ตอนที่ ๔ — ตอนที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

คู่มือศึกษาและปฏิบัติอานาปานสติ สมบูรณ์แบบ การใช้ให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คู่มือศึกษาและปฏิบัติอานาปานสติ สมบูรณ์แบบ การใช้ให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.153 คู่มืออานาปานสติภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ และการปฏิบัติ ตอนที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

น.155 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชา ว่า ด้วยเรื่องคู่มือที่จำเป็น สำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ เป็น ครั้งที่ ๗ ในวันนี้ อาตมาก็จะได้บรรยาย อานาปานสติอย่าง สมบูรณ์แบบ ในหมวดที่ ๔ คือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ขอให้ท่านทั้งหลาย กำหนดใจความนี้ไว้ให้ดี ๆ เป็น หมวดธรรมสำคัญของอานาปานสติ คนจะปฏิบัติมาตามลำดับ ตั้งแต่หมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ แล้วมาถึงหมวด ๔ นี้ก็ได้ หรือจะปฏิบัติอย่างลัดสั้น คือปฏิบัติหมวด ๑ พอสมควร มี คู่มือที่จำเป็นในการศึกษา และการปฏิบัติ ครั้งที่ ๗,๒๓ เมษายน ๒๕๓๑

น.156 ๑๕๐ สมาธิบ้างแล้ว ก็ลัดสั้นมายังหมวดที่ ๔ นี้ก็ยังได้, เป็นการ สะดวกดีและเป็นการประหยัดได้อย่างมาก จึงนับว่ามีความหมาย สำคัญ ความหมายของ "ธรรม" ในกรณีอานาปานสติ หมวด ๔. สำหรับคำว่า ธรรม โดยทั่วไปนั้นหมายถึงทุกสิ่งทุก อย่าง ไม่ยกเว้นอะไร แต่ว่าใ นกรณีนี้ อานาปานสติหมวดที่ ๔ นี้ และโดยเฉพาะในขั้นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึงสิ่งที่มาปรากฏอยู่ ในความรู้สึก, ปรากฏอยู่ในความรู้สึก ขอให้ทำความเข้าใจให้ ดี ๆ ว่า สิ่งนั้นกำลังรู้สึกอยู่ในภายใน ซึ่งเป็นการสะดวกหรือ เป็นการที่จะเป็นไปได้ ในการที่จะกำหนดพิจารณาสิ่งนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไรโดยแท้จริง โดยเป็นเรื่องจริง. แต่โดยเหตุที่ทุกสิ่ง ไม่ว่าอะไร เรานำเอาความหมายหรือคุณค่าของมันมากำหนดไว้ ในใจ ให้เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในใจ, แล้วก็ พิจารณาลงไปที่สิ่ง นั้น ก็จะรู้ความจริงของสิ่งนั้น ๆ ได้. สิ่งทุกสิ่งมันมีคุณค่ามีความหมาย เอาคุณค่าหรือความ หมายของสิ่งนั้น ๆ เท่าที่เราจะรู้สึกนั้นเองมากำหนดอยู่ , แล้ว

น.157 ๑๕๑ พิจารณาดูว่ามันเป็นอย่างไร, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็มีลักษณะ อย่างไร, ยึดถือเข้าแล้วจะเกิดผลเป็นอย่างไร. ขอให้สนใจกัน ในข้อนี้ ธรรมะอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นอารมณ์ภายนอก, ธรรมะ ที่เป็นภายใน มีอยู่ในตัวเอง. ธรรมที่เป็นภายนอก คือ กำหนด เอาสิ่งภายนอกมาทำให้เป็นภายใน แล้วก็กำหนดอย่างเดียวกัน,นี้ เรียกว่ากำหนดสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ทั้งที่เป็นภายในและ ภายนอก, เรื่องของผู้อื่นเอามากำหนดเป็นภายในเป็นเรื่องของ เราก็ทำได้ เพื่อว่าจะไม่ต้องยึดถือทุกอย่างทั้งที่เป็นภายในและ เป็นภายนอก. เราอาศัยความสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เอาสิ่งนั้นมากระทำเป็นภายในได้, หรือว่าสัมผัสโดยมโนสัมผัส ทางใจอย่างเดียว ก็เอามาเป็นอารมณ์สำหรับรู้สึกได้. เป็นอันว่า สามารถที่จะเอาโลกทั้งโลก ทั้งที่เป็นภายนอก ทั้งที่เป็นภายใน มาทำเป็นอารมณ์ของการกำหนดนี้ได้ จนกระทั่ง ว่า ไม่มีความยึดถือในสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของตน ซึ่งมีหลักเฉพาะสติปัฏฐานนี้โดยเฉพาะ ว่าไม่เกิดอภิชฌาและ โทมนัส ในสิ่งใด ๆ คือไม่เกิดเกลียดชังอิดหนาระอาใจในสิ่งใด, และก็ไม่ เกิดหลงรักพอใจ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด, เรียกอีกอย่าง

น.158 ๑๕๒ หนึ่งก็ว่า ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ในสิ่งใด, หรือพูดอย่างภาษาวิทยา- ศาสตร์ก็ว่า ไม่เห็นสิ่งใดโดยความเป็นบวก หรือโดยความเป็น ลบ คือไม่มีอะไรที่น่ารัก ไม่มีอะไรที่น่าเกลียด, มันเป็นเช่นนั้น เอง. นี่คือผลที่ต้องการ สำหรับการศึกษาพิจารณาโดยการปฏิบัติ ข้อนี้. หลักปฏิบัติธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ต่อไปนี้ก็จะได้พูดถึงตัวการปฏิบัติแห่งหมวดนี้ ทั้ง ๔ ขั้น ไปตามลำดับ : - ขั้นที่ ๑๓ แห่งอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้น ก็เป็นขั้นที่ ๑ แห่งหมวดที่ ๔ หรือหมวดธัมมานี้ กำหนดชื่อของมันไว้ให้ดี ๆ ถ้าถือว่าอานาปานสติทั้งหมดมี ๑๖ ขั้น ขั้นที่จะกล่าวนี้ก็เป็น ขั้นที่ ๑๓ แต่ถ้ากล่าวเฉพาะหมวดที่ ๔ นี้หมวดเดียวแล้ว มันก็ เป็นขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๔ คือ พิจารณาโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง มีหัวข้อเรียกว่า อนิจจานุปัสสี -มีปกติตามเห็นซึ่ง ความไม่เที่ยงอยู่ หายใจเข้า หายใจออก, เห็นความไม่เที่ยงของ สิ่งที่ไม่เที่ยงอยู่ในความรู้สึกหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่, หายใจ

น.159 ๑๕๓ เข้าอยู่ หายใจออกอยู่ ด้วยความรู้สึกว่ามันไม่เที่ยงอย่างนั้น ๆ . โดยที่ถือเป็นหลักก็เรียกว่า สิ่งนั้นต้องเข้าไปมีอยู่ใน ความรู้สึก นี้เฉพาะเจาะจง ซึ่งโดยสะดวกที่สุดก็ได้แก่สิ่งทั้ง ๑๒ สิ่ง ในหมวดที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ คือ ย้อนกลับไปกำหนดลม หายใจยาว ที่กำลังรู้สึกอยู่ ว่าหายใจยาว, ก็ เห็นความไม่เที่ยง ของลมหายใจยาว, แล้วก็ เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจสั้น, แล้วก็เห็นความไม่เที่ยงของการที่ลมหายใจนี้ปรุงแต่งร่างกาย หรือว่าของทั้ง ๒ กาย คือกายลมหายใจและกายเนื้อ, เห็นความ ไม่เที่ยง, แล้วก็เห็นความไม่เที่ยงของการที่กระทำให้ลมหายใจ ระงับลงไป กายเนื้อก็ระงับลงไป, แม้ในตัวความระงับนั้น ก็มี ลักษณะแห่งความไม่เที่ยง นี่ ๔ แล้ว ความรู้สึกที่รู้สึกอยู่จริง ๆ ในจิตใจ. ฟังดูให้ดี ๆ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ ว่า ลมหายใจยาวก็ไม่ เที่ยง, ลมหายใจสั้นก็ไม่เที่ยง, ลมหายใจและกายเนื้อที่ลม หายใจปรุงแต่งอยู่นี้ก็ไม่เที่ยง, การที่ทำให้ลมหายใจระงับ จนกายเนื้อนี้ระงับลงไป ความระงับนั้นก็ไม่เที่ยง, นี่ก็ได้ ๔ ไม่เที่ยงในหมวดที่ ๑.

น.160 ๑๕๔ ทีนี้ ในหมวดเวทนา ปีติเกิดขึ้น ปีติก็ไม่เที่ยง, ความสุข เกิดขึ้นก็ไม่เที่ยง , ปีติและสุขทั้ง ๒ อย่างนี้ปรุงแต่งจิต การปรุง แต่งจิตนั้นก็ไม่เที่ยง การทำให้ปีติและสุขระงับลง ระงับจิตต สังขารทำปีติและสุขให้ระงับลง, การระงับลงแห่งปีติและสุขนี้ ก็ไม่เที่ยง ก็เลยได้เป็น ๔ อย่างอีกในหมวดเวทนา. ทีนี้ใ นหมวดจิต จิตตามปกติโดยอาการ ๘ คู่นั้น : คู่ใด ก็ตามก็ไม่เที่ยง : การทำจิตให้ปราโมทย์บันเทิง, ความปราโมทย์ บันเทิงนั้นก็ไม่เที่ยง, ทำจิตให้ตั้งมั่น ความตั้งมั่นนั้นก็ไม่เที่ยง, ทำจิตให้ปล่อย ความปล่อยนั้นก็ไม่เที่ยง, นี่ก็ได้อีก ๔ อย่าง ในหมวดจิตตานุปัสสนา. นี่ ๓ หมวด หมวดละ ๔ อย่างก็เป็น ๑๒ อย่าง แต่ละ อย่าง ๆ กำหนดได้ในความรู้สึกในภายในเห็นชัดอยู่ แล้วก็เห็น ความไม่เที่ยง เห็นความเปลี่ยนแปลง. ถ้าจะเอาอะไรข้างนอก ทั้งหมดทั้งโลก มาทำให้เห็นความไม่เที่ยง ก็ต้องเอามาทำใน ความรู้สึก ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร รู้สึกต่อคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นอยู่ จึงจะเห็นความไม่เที่ยงโดยตรง โดยเจาะจงของสิ่งนั้น ๆ .

น.161 ๑๕๕ ทีนี้ก็มาดู ความหมายของคำว่าอนิจจัง อนิจจัง ความ ไม่เที่ยง นี้ เป็นจุดตั้งต้นของการเห็นประเภทธัมมัฏฐิติญาณ, เรียกว่าธัมมมัฏฐิติญาณ คือการตั้งอยู่ตามธรรมดา ความจริงของ สิ่งที่ตั้งอยู่ตามธรรมดา มีกี่อย่างก็เอามาดูกันตอนนี้. อย่างแรกก็คือ ความไม่เที่ยงเป็นจุดตั้งต้น, เห็นความ ไม่เที่ยง ก็เห็นได้ว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา. การที่ต้องผูกพันอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานี้ มันก็ เป็นทุกข์ เป็นลักษณะที่ ๒ คือ ความทุกข์, ไม่มีอะไรที่จะต้าน ทานความไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์นี้ได้ นี้คือความเป็นอนัต- ตา, แล้วก็เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่ในความ รู้สึก, มันเปลี่ยนเรื่อย เปลี่ยนเรื่อย เปลี่ยนเรื่อย ตามเหตุตาม ปัจจัยเรื่อย ก็เป็นอนิจจัง, เพราะต้องอยู่กับอนิจจัง ผูกพันอยู่กับ อนิจจัง มันก็ต้องเป็นทุกข์, ไม่มีอะไรต่อต้านความไม่เที่ยงและ ความเป็นทุกข์ได้, นี้ก็เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่จะหยุดยั้งความ ไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์, เห็นได้ ๓ อย่างแล้วว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ เป็นอนัตตา. ทีนี้ก็อยากจะแยกแยะให้ละเอียด ให้ละเอียด ซึ่งเขา

น.162 ๑๕๖ ไม่ค่อยพูดกันนักดอก แต่ว่าเราจะพูดให้เห็นชัดให้เห็นละเอียด โดยอาศัยหลักที่มีอยู่ในพระบาลี นั้นเองว่า เมื่อเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ก็ย่อมจะเห็นธัมมัฏฐิตตตา คือความตั้งอยู่ตามธรรม ชาติธรรมดา ความตั้งอยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติ. ความตั้งอยู่โดยธรรมชาติตามธรรมดา นี่ธั มมัฏฐิตตตา คือลักษณะที่มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา นั่นแหละ เป็น ธัมมัฏฐิตตตา ตั้งอยู่โดยธรรมดา, แล้วก็เห็นลึกลงไปว่า โอ้ มัน มีกฎบังคับอยู่อย่างนั้น เรียกว่า ธัมมนิยามตา, โดยกฎบังคับ ของธัมมนิยาม ความเป็นกฎธรรมชาติที่มันเป็นอย่างนั้น, เห็น ชัดอย่างนี้เรียกว่าเห็นธัมมนิยามตา. ดูไป ๆ ก็ยิ่งเห็นว่า โอ มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อยู่เนืองนิจ : มีเหตุให้เกิดผล, แล้วผลก็กลายเป็นเหตุให้เกิดผล, ผลกลายเป็นเหตุแล้วก็ให้เกิดผล, ผลกลายเป็นเหตุแล้วก็ให้ เกิดผล, ไม่มีที่สิ้นสุดเหลือจะกำหนดนับ นี้เรียกว่าอิทัปปัจจ- ยตา, อิทัปปัจจยตา-ความที่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนือง นิจ นี่เห็นอิทัปปัจจยตา.

น.163 ๑๕๗ ชุดนี้ก็แยกได้อีกเป็น ๓ ว่า ธัมมัฏฐิตตตา เห็นความ ที่เป็นไปตามกฎธรรมดา, ธัมมนิยามตา เห็นว่ามันมีกฎบังคับ อยู่อย่างนั้น, อิทัปปัจจยตา คือความที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ทีนี้ ดูต่อไปก็จะเห็น โอ้ ว่างจากอัตตา ว่างจากความ หมายแห่งตัวตน, ไม่มีส่วนใดที่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน นี้เรียกว่า เห็นสุญญตา เห็นสุญญตา, เมื่อเห็นสุญญตาเป็นไป ถึงที่สุด ก็เห็นตถาตา ว่าโอ้ เป็นเช่นนั้นเอง, เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง, สรุปความ ทั้งหมดตั้งแต่ อนิจจตา มาจนถึงอันนี้ เห็น เป็นเ ช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง เห็นตถาตา, เห็นตถาตาถึงที่สุด แล้ว โอ้ ก็รู้สึกว่า อาศัยมันไม่ได้อีกแล้ว, จะผูกพันกับมันไม่ได้ อีกต่อไปแล้ว, จะยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เลิกกันที พอกันที, นี้ก็เรียกว่า อตัมมยตา เป็นคำที่แปลกใหม่ ที่นำเอา มาให้ได้ยินได้ฟัง เป็นหมันอยู่ในพระบาลีนมนานแล้ว. อตัมมยตา แปลว่า ความพอกันที , ในการที่จะผูกพัน ยึดมั่นอาศัยปรุงแต่งกันอย่างที่แล้วมานี้ พอกันที พอกันที, ขอพูด เป็นภาษาชาวบ้าน ค่อนข้างโสกโดกธรรมดา ๆ ว่า มีความ

น.164 ๑๕๘ รู้สึกขึ้นมาเต็มที่ว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว, กูไม่เอากับมึง อีกต่อไปแล้ว มันเข้าใจง่ายดี. นี่ ความรู้สึกอันสุดท้าย นี้ ที่เห็นธัมมัฏฐิติญาณมา ตาม ลำดับแล้ว มันมาจ บลงที่เห็นว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว, กูเอากับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, กูอยู่กับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, กูผูกพันกับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว. นี่ จำไว้เถอะว่า เ ป็นธรรมะ ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ในการที่จะละจากสิ่งใด, จะละจากสิ่งใด ต้อง ประพฤติกระทำจนให้เกิดความรู้สึกที่เรียกว่า อตัมมยตา ขึ้น มาในสิ่งนั้น นับตั้งแต่ว่ามันจะอย่าขาดจากบุหรี่, มันจะอย่าขาด จากขวดเหล้า, มันก็ ต้องพิจารณาจนเห็นชัดทีเดียวว่า กูเอากับ มึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว โดยแน่นอน มันจึงจะทิ้งบุหรี่ได้ ทิ้งเหล้า ได้, หรือมันจะอย่าผัวอย่าเมีย อย่าอะไรก็ตามเถอะ ถ้ามันจะอย่า ขาดกันได้จริง มันก็ต้องเห็นถึงขั้นที่ว่า ไม่ไหว ๆ เกี่ยวข้องกัน ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, จะละอะไรก็ตาม จะละความชั่วชนิดไหน ก็ต้องมาถึงขั้นที่มองเห็นชัดว่า ไม่ไหว เอากับมันไม่ไหวอีก ต่อไปแล้ว. เดี๋ยวนี้ก็จะอย่าขาดจากสังขารทั้งปวง จากโลกทั้งปวง

น.165 ๑๕๙ ที่เคยยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เป็นของตนมาตลอดกาลนาน, บัดนี้ มาถึงขั้นที่จะอย่าขาดจากกัน ไม่มีอุปาทานในสิ่งนั้นอีกต่อไป แล้ว ก็ต้องพิจารณามาโดยลำดับ จนถึงเห็น อตัมมยตา ความ รู้สึกว่า เกี่ยวข้องกันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว. นี่ ทบทวนดู ให้ดี ๆ ว่า มัน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชุดหนึ่ง ๓ อย่าง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, แล้วก็จะเห็น ธัมมัฏ- ฐิตตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา อีกชุดหนึ่ง, ครั้นแล้วมัน ก็จะเห็น สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา อีกชุดหนึ่ง, รวมเป็น ๓ ชุด ชุดละ ๓ สาม, มันก็คือ ๙ ตา ๙ ตา : ตา ตา ตา มา ๙ ตา นั้นก็ ถึงอตัมมยตาแหละ อยู่กันไม่ไหวอีกแล้ว. นี่มันมาจากการเห็นอนิจจังเป็นจุดตั้งต้น แล้วการ เห็นนั้นลึกซึ้ง ๆ ขยายตัวออกไป ขยายตัวออกไป จนกระทั่งเห็น อตัมมยตา มันเป็นชื่อที่แปลกประหลาด เพราะไม่ค่อยมีใคร เอามาพูด. เดี๋ยวนี้ก็อยากเอามาพูดให้ได้ยินได้ฟังให้เป็นของ ธรรมดา ให้รู้จักกันเสีย การละสิ่งสุดท้ายที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน อันสูงสุดนั้น ละด้วยอตัมมยตาที่สูงสุด, แต่เราก็เอาอตัมมยตา ลดลงมาในระดับที่จะละของสามัญตามธรรมดาก็ได้, อะไรที่

น.166 ๑๖๐ จะต้องละ มันก็จะต้องละได้ด้วยการเห็นว่าเช่นนั้นเอง เห็น เช่นนั้นเอง ตถาตาแล้ว เอากับมันไม่ได้อีกต่อไป. ขออภัย ยกตัวอย่างด้วยพวกทัศนาจรทั้งหลาย พวก ทัศนาจรทั้งหลาย ทัศนาจรเกาะสมุยบ้าง เกาะพี พี บ้าง เกาะ อะไรบ้าง, ทัศนาจรเมืองนั้น เมืองนี้เมืองโน้น เขายังไม่เห็น ตถาตา มันก็ไปแหละ, ยังไม่เห็นตถาตา ว่าเช่นนั้นเอง เช่นนั้น เอง มันก็ไปแหละ. อย่างไปเที่ยวเกาะสมุยนี่ มันโง่ไม่เห็นตถาตา ว่าเช่นนั้นเอง มันก็ไปอีกแหละ จะไปเที่ยวเมืองนอกเมืองนา ไปไหนก็ตามใจ, ถ้ามันยังไม่เห็นตถาตาว่าเช่นนั้นเอง มันก็ ต้องไปอีกแหละ, หรือมาสวนโมกข์นี้ก็เหมือนกันแหละ ถ้าไม่ เห็นเช่นนั้นเองมันก็มาอีกแหละ ถ้ามัน เห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้น เอง มันก็หยุดมา. ฉะนั้น ตถาตา ตถาตา นั่นแหละ ทำให้เห็นว่า พอกัน ที พอกันที ไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว. นี่ช่วยเข้าใจกันไว้ ให้ดี ๆ โดยเฉพาะพวกทัศนาจร ชอบทัศนาจร เสียเท่าไรไม่ว่า ไปทัศนาจร มันน่าสงสารที่ว่าไปเท่าไร ๆ มันก็ไม่เห็นเช่นนั้น เอง, เมื่อยังไม่เห็นเช่นนั้นเองมันก็ต้องไปอีกแหละ มันก็ต้อง ไปอีกแหละ ไปที่เดียวกันนั่นแหละ มันก็ไปอีกแหละ. ถ้าเห็นว่า

น.167 ๑๖๑ อ้อ, มันเช่นนี้เอง หรือ เช่นนั้นเอง มันก็ไม่ไป, มันก็จะหยุดไป. นี่ คำว่า ตถาตานี้มีความหมายมากทีเดียว ที่จะทำให้ ละหรือหย่าขาดจากสิ่งใด ๆ เพราะว่าถ้ามัน เกิดตถาตา ๆ แล้ว มันก็เกิดอตัมมยตา ในความหมายที่ว่า พอกันที กูไม่เอากับ มึงอีกต่อไปแล้ว, ไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว. นี่ มันก็ไม่ลำบาก มันก็หยุด มันก็หยุด มันก็หมดเรื่อง ที่ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา หรือว่า ไปเกาะติดอยู่ที่ไหน, ไม่ต้องเที่ยวแสวงหาอะไร, ไม่ไปเที่ยว หลงยึดมั่นอยู่ในอะไรในที่ใด, อย่างนี้เรียกว่าอตัมมยตา, เป็นผล ที่เกิดมาจากการเห็นอนิจจตา อนิจจัง เป็นข้อแรก. ขอไล่ ทบทวน อีกทีว่า เห็นอนิจจตาไม่เที่ยง, เห็น ทุกขตา ความเป็นทุกข์, เห็นอนัตตตา ความไม่ใช่ตน, เห็น ธัมมัฏฐิตตตา ความที่ตั้งอยู่ตามธรรมดา, ธัมมนิยามตาเพราะ มันมีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ อย่างนั้น, อิทัปปัจจยตา คือ ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, แล้ว สุญญตา ว่างจากตัวตน, แล้วก็ ตถาตา เช่นนั้นเอง, อตัมมยตา พอกันทีสำหรับการเกี่ยว ข้อง สำหรับการผูกพันเกี่ยวข้องด้วยอุปาทาน พอกันที พอกันที หยุดกันที. นี่ขั้นเดียวคำเดียวของ อนิจจานุปัสสี, เห็นความไม่

น.168 ๑๖๒ เที่ยงนี้ มันขยายความออกไปได้อย่างนี้. นี้โดยเฉพาะในอานาปานสติภาวนา ที่จะเห็นความไม่ เที่ยงนี้ มัน มุ่งหมายไปถึงเห็นอนัตตานั่นแหละเป็นส่วนใหญ่ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นอนัตตา จึงจะเห็นถึงที่ใจความ สำคัญ หรือเห็นเช่นนั้นเอง เห็นเช่นนั้นเอง ก็เห็นว่ามันเป็น สักว่านามรูป เป็นเพียงนามรูป อะไร ๆ จะสวยจะไม่สวย, จะอร่อยจะไม่อร่อย อย่างชนิดไหนก็ตามเถอะ, มันก็เป็นเพียง นามรูป นามรูป, สักว่าเป็นเพียงนามรูป ไม่มีอะไรไปกว่านั้น. หรือถ้าชัดไปกว่านั้น ก็ มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน, มันเป็นอนัตตา มันเช่นนั้นเอง มันเช่นนั้นของมันเอง, มันเป็นอนัตตา ไม่มี อัตตาอยู่ในสิ่งนั้น. จะใช้คำว่าเห็นเป็นเพียงนามรูปก็ได้, จะใช้ คำว่าเห็นเป็นอนัตตาก็ได้ มันมีผลเท่ากันแหละ, ถ้าเห็นเป็นเพียง นามรูปก็คือมิใช่อัตตา, ถ้าเห็นเป็นมิใช่อัตตามันก็คือเป็นเพียง นามรูป. ฉะนั้นกำหนดไว้ให้ดี ๆ ว่าจะเห็นให้หยุดยึดมั่นถือมั่น ก็คือ เห็นเป็นเพียงนามรูป, เป็นไปตามปัจจัย หรือว่าเห็นเป็น อนัตตา ไม่มีตัวตน ที่จะเป็นตัวเป็นตนอะไรได้. การเห็นนี้เป็นไปตามระบบของจิต จิตมันสามารถทำ

น.169 ๑๖๓ อย่างนั้น เมื่อมันได้รับการแวดล้อม มีปัญญา มีคุณสมบัติทาง ปัญญาขึ้นมาแล้ว มันก็เห็นได้เช่นนั้น โดยจิตนั้นเอง ไม่ต้องมี ตัวอัตตาที่ไหนเข้ามาสิงสู่แล้วจะได้เห็น, ไม่ต้อง ๆ, ไม่ต้องมี ตัวอัตตาเข้ามาสิงสู่ในกายในจิตนี้ แล้วจะได้เห็น นี้ ไม่ต้อง. จิต, ลำพังจิต เมื่ออบรมดีแล้ว มันก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าปัญญา ปัญญา หรือญาณทัสสนะตามที่เป็นจริง แล้วมันก็เห็นได้ตาม ลำพังจิต เลยไม่ต้องมีอัตตา, ไม่ต้องเอาอัตตาเข้ามาช่วย มันก็ เห็นได้. ทีนี้ก็จะแก้ข้อสงสัย ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสระบุแต่ อนิจจังข้อเดียว ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ข้อแรก ระบุแต่อนิจจัง ๆ เท่านั้นแหละ แล้วก็ไปตรัสวิราคะ นิโรธะ ปฏินิสสัคคะ ไปเลย. ขอให้เข้าใจว่า ตรัสเพียงอนิจจัง, อนิจจัง คำเดียว นั้น อนิจจัง มันคลอดลูกออกไป จนถึงที่สุด จนครบหมดของพวกธัมมัฏฐิติ- ญาณ. ญาณแบ่งเป็น ๒ พวก : พวกหนึ่งธัมมัฏฐิติญาณเบื้องต้น ให้เห็นความเป็นจริงของสังขารทั้งปวงว่าเป็นอย่างไร, นี้มีกี่ ญาณ ๆ ก็เรียกว่าธัมมัฏฐิติญาณ, ครั้น ธัมมัฏฐิติญาณเป็นไปถึง ที่สุดแล้วก็เกิดนิพพานญาณ ญาณที่จะทำให้นิพพาน คือหลุดพ้น

น.170 ๑๖๔ ออกไป เป็นดับสนิทแห่งตัวตน. ญาณจะมีกี่สิบญาณกี่ร้อยญาณก็แยกเป็น ๒ พวก : พวกหนึ่งเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง ในหลาย ๆ ชื่อ เรียกว่า ธัมมัฏฐิติญาณ คือการตั้งอยู่ตามธรรมดา; แล้วต่อมาก็เป็น นิพพาน ญาณ ก็เห็นตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงตามธรรมดา แล้วก็ ปล่อยวาง ก็หลุดพ้น ก็เป็นนิพพาน เป็นมรรค ผล นิพพาน, ฝ่ายนี้จะมีอยู่กี่ญาณ ๆ ก็เรียกว่า นิพพานญาณ คือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่อยมาจนถึงอตัมมยตา ไม่เอากับมันอีกแล้ว โว้ย, นี่พอฝ่ายนี้ ต่อไปจากนี้ก็ปล่อยวาง ก็ปล่อยวาง ก็เป็นมรรค ผล นิพพาน. สังเกตดูให้เข้าใจถึงเรื่องธรรมดาสามัญ ว่าถ้าเห็นมา ถึงว่าเอากับมันไม่ได้อีกต่อไปแล้วโว้ย มันก็หย่าขาดจากสิ่งนั้น, อตัมมยตานั้นอยู่ตรงกลาง คั่นแดน อยู่ตรงแดน ปันแดน, ข้าง หนึ่งอยู่ในโลก ขาข้างหนึ่งอยู่ในโลก, ขาข้างหนึ่งอยู่ในโลกุตตระ ปันแดนกันที่ตรงนั้น. เดี๋ยวนี้เห็นอนิจจัง ตามลำดับ ๆ มาถึง อตัมมยตา ก็เห็นว่าหมดครบถ้วนในฝ่ายธัมมัฏฐิติญาณ, ต่อไปนี้ ก็จะเป็นฝ่ายนิพพานญาณ.

น.171 ๑๖๕ การปฏิบัติในข้อนี้ เดี๋ยวนี้เ ห็นอนิจจังในอะไร ก็กำหนด ความรู้สึกอนิจจัง ๆ ในสิ่งนั้น หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. เห็นอนิจจังในสิ่งใดในความรู้สึกในภายใน กำหนดอนิจจัง ๆ นั้นแหละในความรู้สึก แล้วหายใจเข้าก็อนิจจัง หายใจออกก็ อนิจจัง, หายใจเข้าก็อนิจจัง หายใจออกก็อนิจจัง แต่ไม่ใช่ปากว่า ไม่ใช่ปากว่า ไม่ใช่ท่องบ่น, แต่เป็นการเห็นด้วยความรู้สึกว่า อนิจจัง ๆ เช่นลมหายใจยาวเป็นอนิจจัง ก็เห็นชัดอยู่, หายใจ เข้าก็เห็นอยู่ หายใจออกก็เห็นอยู่, หายใจเข้าก็เห็นอยู่ หายใจ ออกก็เห็นอยู่, อย่างนี้ทุก ๆ อารมณ์ ทุก ๆ อารมณ์ที่เป็น อนิจจัง : หายใจยาวก็อนิจจัง ลมหายใจก็อนิจจัง ความยาวก็ อนิจจัง ลักษณะอาการก็อนิจจัง ผลของมันก็อนิจจัง, เห็น อนิจจังจนซึมซาบแก่จิตใจ แล้วรู้สึกอนิจจังนั้นอยู่ หายใจเข้า อยู่ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. นี้คือ การปฏิบัติอนิจจัง ทำมาอย่างนี้จนหมดทั้ง ๑๒ อารมณ์ ของ ๓ หมวด ๆ ละ ๔ อย่างที่พูดมาแล้ว โดยหัวข้อ ลมหายใจยาว อนิจจัง, ลมหายใจสั้นอนิจจัง, ลมหายใจ กาย ลมและกายเนื้อสัมพันธ์กันอยู่ก็เป็นอนิจจัง กายลมระงับ กาย

น.172 ๑๖๖ เนื้อระงับ อนิจจัง. ปีติอนิจจัง สุขอนิจจัง ปรุงแต่งจิตอนิจจัง ปีติสุขระงับลง จิตระงับลงก็อนิจจัง จิตทุกชนิดอนิจจัง จิตปรา- โมทย์อนิจจัง จิตตั้งมั่นอนิจจัง จิตปล่อยว่างอนิจจัง. อนิจจัง ๆ ไม่ ใช่ปากว่า แต่รู้สึกเห็นอยู่อย่างแจ่มแจ้ง แล้วก็หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่, ในข้อนี้ก็หายใจเข้า หายใจออกอยู่ด้วย ความเห็นว่าอนิจจัง. ทีนี้ก็มาถึงขั้นต่อไป คือขั้นที่ ๑๔ ของทั้งหมด ทั้งหมด มัน ๑๖ ขั้น หรือว่าเป็นขั้นที่ ๒ ของหมวดที่ ๔ คือหมวดนี้หมวด ธัมมาฯ ข้อนี้เห็นวิราคะ ความจางคลายแห่งความยึดมั่น มีชื่อ เรียกว่า วิราคานุปัสสี มีปกติตามเห็นอยู่ซึ่งวิราคะ หายใจเข้า อยู่ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่, เห็นความจาง คลายแห่งความยึดมั่นของตน ของจิต. ถ้าพูดว่า ของตนในที่นี้ หมายถึงของจิต เพราะเราพูดภาษาชาวบ้าน ตนมันไม่มี มันมี แต่จิต, เห็นความจางคลายหายใจออกอยู่ เห็นความจางคลาย หายใจเข้าอยู่, หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ นี้มัน มาถึง ข้อถัดมา คือว่าเริ่มนิพพานญาณ. วิราคะ คลายกำหนัดนี้ มันเริ่มต้นมาตั้งแต่นิพพิทา,

น.173 ๑๖๗ ความรู้สึกที่เป็นนิพพิทา หรือนิพพิทาญาณเอามาจัดไว้ในพวกนี้ พวกนิพพานญาณ เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากการเห็นธัมมัฏฐิติญาณ ธัมมัฏฐิติญาณถึงที่สุดแล้วเกิดนิพพานญาณ. จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่า ตั้งต้น ที่เกิดความรู้สึกนิพพิทา-เบื่อหน่าย, เบื่อหน่ายนี้มันก็มี อยู่ในอตัมมยตา. อตัมมยตามีความเบื่อหน่าย มันคาบเกี่ยวกัน มาตั้งแต่เริ่มเห็นอตัมมยตา, เริ่มเบื่อหน่าย เอากับมึงไม่ได้อีก ต่อไปแล้ว คือเบื่อหน่าย มีความคิดที่จะถอนตัวออกจากกัน. วิราคะ คำว่า วิราคะ เราจะให้ มีความหมายลงไปถึง นิพพิทาด้วย เบื่อหน่าย ๆ , พอเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เห็น ความจริงของสิ่งนั้น ๆ แล้วก็เบื่อหน่าย ว่าเอากับมันไม่ได้ เลิก กันที. นี่ มันก็เบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายก็คลายความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอุปาทาน : จะเป็น กามุปาทาน ก็เบื่อหน่าย, ทิฏฐุปาทาน ก็ เบื่อหน่าย สีลัพพัตตุปาทาน ก็เบื่อหน่าย, อัตตวาทุปาทาน ก็เบื่อ หน่าย คลายความยึดมั่นด้วยอุปาทาน. ถ้าเข้าใจคำพูดที่พูดมาแล้วในหมวดต้น ๆ จะเข้าใจ คำอธิบายในหมวดนี้ ความคลาย-คลาย-คลายกำหนัด-คลาย ความยึดมั่นเพราะเห็นอนิจจัง จนกระทั่งเห็นอตัมมยตา ๙ ตา

น.174 ๑๖๘ ๙ ตา อย่างที่ว่ามาแล้ว, เห็นครบทั้ง ๙ ตา มันก็คลาย-คลายความ ยึดมั่น คลายความยึดมั่น, มันจะคลายมากคลายน้อยก็แล้วแต่ กรณีของการปฏิบัติของบุคคลนั้น ในโอกาสนั้น ในเวลานั้น. ถ้ามีวิราคะมาก คลายมาก คลายหมดก็เป็นพระอรหันต์ไปเลย ถ้ามันคลายไม่หมด คลายในบางระดับระยะ ก็เป็นเพียงพระ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อะไรไปก็ได้, แล้วแต่ว่ามันวิราคะ รุนแรงเท่าไร วิราคะจะรุนแรงเท่าไร ได้เท่าไร มันก็เนื่องมาจาก การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากน้อยเท่าไร. จะพูดให้รัดกุมก็ว่าแล้วแต่เห็นธัมมัฏฐิติญาณมากน้อย เท่าไร, เห็นธัมมัฏฐิติญาณมากที่สุดก็คลายหมด, เห็นธัมมัฏ- ฐิติญาณไม่ถึงที่สุดมันก็คลายไม่หมด แต่มันก็คลายถึงระดับที่ เรียกว่าจะเป็นอริยบุคคลขั้นหนึ่ง ๆ แหละ. เพราะฉะนั้นวิราคะ หรือความคลายนี้ ก็เป็นไปได้ตามลักษณะที่เราใช้แบ่งให้เป็น มรรค ผล มรรค ๔ ผล ๔ ให้เป็น ๔ ก็แล้วกัน, ถ้าจะแบ่งให้ ละเอียดไปกว่านั้น มันก็ไม่แปลกไปจากที่จะแบ่งเป็น ๔. วิราคะมีได้หลายขั้นตอน ตามลักษณะของการบรรลุ มรรค ผล ในขั้นไหน บรรลุมรรคผลในขั้นไหน ก็เพราะอำนาจ

น.175 ๑๖๙ วิราคะ ที่มันมีขึ้นเพียงเท่านั้น มันมีขึ้นเพียงเท่านั้น ขอให้รู้ไว้ อย่างนี้ นิพพิทามีมากเท่าไร ก็วิราคะเท่านั้น, วิราคะ ได้เท่าไร ก็ทำให้บรรลุมรรคผลได้เท่านั้น หรือในขั้นนั้น ถ้ามันหมดทั้ง หมด วิราคะทั้งหมด ก็เป็นพระอรหันต์. คำว่า วิราคะ นี้ เป็นคำที่ใช้กำกวม บางทีก็หมายถึงคลาย กำหนัด ในลักษณะอย่างนี้ คือเพื่อจะบรรลุมรรคผล, แต่ใน บาง กรณี เอาคำว่า วิราคะไปใช้ในความหมายของนิพพาน แทนชื่อ นิพพานไปเสียก็มี เพราะมันเป็นนิพพานญาณด้วยกัน, เรียกรวม ติดกันไปเลยว่า วิราโคนิโรโธ นิพพานํ, ถ้าอย่างนี้วิราคะก็หมาย ถึงไวพจน์หรือคำแทนชื่อของพระนิพพาน. แต่ วิราคะในอานา- ปานสติขั้นนี้ หมวดนี้ หมายถึงวิราคะที่จะเป็นเหตุให้นิพพาน, วิราคะเท่าไรก็นิพพานเท่านั้น วิราคะในระดับพระโสดาบัน ก็มี นิพพานอย่างพระโสดาบัน, วิราคะในระดับสกิทาคามี ก็มีนิพพาน อย่างสกิทาคามี, มีวิราคะในระดับแห่งอนาคามีก็มีนิพพานแห่ง อนาคามี, วิราคะสูงสุดในขั้นอรหันต์ก็เป็นพระอรหันต์. วิราคะ อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นบุพพภาคของนิพพาน หรือ เป็นปัจจัยแห่ง การบรรลุนิพพาน ก็ได้, จะเรียกว่าเป็นปัจจัยแห่งนิพพานนั้น

น.176 ๑๗๐ ไม่ได้ เป็นคำพูดที่ใช้ไม่ได้ เพราะว่า พระนิพพานแท้ ๆ นั้นไม่มี ปัจจัย. ปัจจัยมีได้เพื่อการบรรลุนิพพาน, วิราคะเป็นปัจจัยแห่ง การบรรลุนิพพาน, มีวิราคะเท่าไรก็เป็นปัจจัยให้มีการบรรลุ นิพพานได้เท่านั้น. ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่าในกรณีบางกรณี วิราคะเป็นคำ แทนชื่อของนิโรธก็ได้ ของนิพพานก็ได้ แต่ที่ใช้กันอยู่โดยมาก นั้นหมายถึง อริยมรรค ตัวมรรคตัวอริยมรรค เรียกว่าวิราคะ, ความคลายแห่งความยึดมั่นถือมั่นเป็นสิ่งสูงสุดของธรรม ทั้ง สังขตะและอสังขตะ เรียกว่าเป็นธรรมะที่มีค่า จัดว่ามีค่า เป็น ของเลิศ, ถ้าไม่มีวิราคะ สังขตะก็ไม่ดับ อสังขตะก็ไม่เกิด. เรา จะมุ่งหมายไปที่วิราคะในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดก็ได้, นี้โดยพฤตินัย ให้มันมีการคลายออกแห่งความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน เอ้า, ทีนี้ การปฏิบัติในขั้นนี้ ก็คือกำหนดความที่มัน จางคลายแห่งอุปาทาน, เห็นอนิจจังจนเห็นอตัมมยตาแล้ว มี ความจางคลายแห่งอุปาทานหรือกิเลสก็ตาม ความทุกข์ก็ตาม มันคลายออก ๆ คลายออก คลายออกเท่าไร. กำหนดความจาง ออกคลายออกแห่งสิ่งนั้น ๆ แล้ว หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่

น.177 ๑๗๑ รู้สึกด้วยจิตใจในความจางคลายนั้น ๆ แล้วหายใจเข้าอยู่ หายใจ ออกอยู่, ไม่ใช่พูดด้วยปาก แต่รู้สึกด้วยจิต, รู้สึกความจางคลาย หายใจเข้าก็รู้สึก หายใจออกก็รู้สึก หายใจเข้าก็รู้สึกจางคลาย หายใจออกก็รู้สึกจางคลาย, กำหนดความจางคลายในความรู้สึก อย่างนี้อยู่ตลอดเวลาหนึ่ง ระยะหนึ่ง คือตลอดเวลาที่ปฏิบัติ อานาปานสติขั้นนี้ อานาปานสติขั้นนี้ คือขั้นที่ ๑๔ ของทั้งหมด, หรือว่าขั้นที่ ๒ แห่งหมวดที่ ๔ กำหนดความจางคลายแห่ง อุปาทานที่ยึดมั่นถือมั่น, หรือจางคลายแห่งกิเลส หรือจางคลาย แห่งความทุกข์ มันจางคลายด้วยกันแหละ, ถ้าจางคลายแห่ง กิเลสก็จางคลายแห่งความยึดมั่น, จางคลายแห่งความยึดมั่นก็ จางคลายแห่งความทุกข์ มันเป็นเรื่องเดียวกัน. เดี๋ยวนี้มีความ จางคลายแห่งกิเลส, จางคลายแห่งอุปาทาน จางคลายแห่งความ ทุกข์, รู้ความที่มันจางคลายแห่งสิ่งเหล่านี้ หรือสิ่งนี้ก็ได้ หายใจ เข้าอยู่ หายใจออกอยู่ตลอดเวลา, นี้เป็นการปฏิบัติในขั้นนี้. เอ้า, ทีนี้ก็มาขั้นต่อไป เป็น ขั้นที่ ๑๕ ของทั้งหมด หรือ เป็นขั้นที่ ๓ แห่งหมวดที่ ๔ คือหมวดธัมมานุปัสสนา ขั้นนี้มีชื่อ เรียกว่า นิโรธานุปัสสี, นิโรธานุปัสสี แปลว่า การตามเห็นความ

น.178 ๑๗๒ ดับอยู่ หายใจเข้าหายใจออกตามเห็นความดับอยู่แห่ง ...., ดับอยู่ บาลีมีเพียงว่าดับอยู่ แล้วก็ แห่ง แห่งอุปาทาน แห่งความทุกข์ หายใจ เข้า หายใจออก, พฤติกรรมอย่างนี้ เรียกว่า นิโรธานุปัสสี- ดับลงแห่งกิเลส : โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ ดับลง, อุปาทาน ดับลง ความทุกข์ดับลง แล้วแต่เราจะ เล็งไปที่อะไร ก็จะเห็น ความดับลงหรือสิ้นสุดลงแห่งสิ่งนั้น ตามอำนาจ ของวิราคะ ซึ่งมีมากน้อยเท่าไร. วิราคะมากก็ดับมากดับหมด, วิราคะน้อย ก็ดับไปบางระดับบางอัตราบางส่วน, ดับลงด้วยวิราคะ ด้วย อำนาจของวิราคะ, จะดับลงได้ถึงไหน ก็แล้วแต่กรณีแห่งการ ทำให้วิราคะเกิดขึ้นมา. ดังนั้น นิโรธะก็มีได้หลายครั้ง หรือหลายระดับ ตามเรื่อง ของการบรรลุมรรคผลซึ่งมีเป็นระดับหลายระดับ : นิโรธะ สำหรับเป็นโสดาบัน, นิโรธะสำหรับเป็นสกิทาคามี, นิโรธะ สำหรับจะเป็นอนาคามี, นิโรธะสำหรับจะเป็นอรหันต์. ถ้ามัน มีความแก่กล้าสามารถถึงที่สุดในคราวเดียวรวดเดียว ก็เป็น พระอรหันต์ แต่ถ้าไม่ถึงก็ไปตามลำดับ, เป็นอันรู้ได้ว่า นิโรธะ ก็มีได้หลายครั้งหรือหลายระดับ เท่ากับการบรรลุมรรคผล.

น.179 ๑๗๓ คำว่าความดับดับนี้ จะดูที่กิริยา ของความดับก็ได้เหมือน กัน, จะดูที่ผล ของความดับก็ได้เหมือนกัน. ถ้า ผลของความดับ ก็คือนิพพาน, นิโรธะก็คือนิพพาน. ผลของการดับคือเย็น-เย็น- เย็น, เย็นนั้นคือนิพพาน. ถ้าดูที่กิริยา การดับ กิริยาแห่งการดับ ความที่อุปาทานสิ้นไป ความที่ กิเลสสิ้นไป ความที่ ความทุกข์ สิ้นไป ดับไป นี้ก็เห็นที่การดับ, ถ้าดูที่ผลของการดับ ก็เห็นความ เย็นคือนิพพาน, เหมือนกับเราเห็นไฟดับนี่ เห็นไฟดับ จะเห็น ว่าไฟดับ หรือดูที่ผลของการที่ไฟมันดับ กิริยาที่ไฟดับมันก็มี อยู่อย่างหนึ่ง, ผลที่เกิดมาจากการที่ไฟดับ มันก็คืออีกอย่างหนึ่ง คือมันไม่ร้อน. กำหนดความดับแห่งความร้อน ดับแห่งความทุกข์ ดับแห่งกิเลส แล้วหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ รู้สึกต่อความดับ แห่งอุปาทานเป็นต้น หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่, ไม่ใช่พูด ไม่ใช่ออกเสียง ไม่ใช่ท่อง แต่มีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่ แล้วก็ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. ถ้าพูดก็ต้องว่า ดับอยู่หายใจเข้า หรือหายใจเข้าดับอยู่ หายใจออกดับอยู่ หายใจเข้าดับอยู่ หายใจ ออกดับอยู่ ก็ได้, แต่ไม่ใช่ปากว่า เป็นความรู้สึกต่อความดับนั้น

น.180 ๑๗๔ จริง ๆ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ ในความรู้สึกที่เป็นการดับ หรือที่เป็นผลของการดับ, นี้ก็เรียกว่า นิโรธานุปัสสี เป็นขั้นที่ ๑๕ แห่งทั้งหมด เหลืออีกขั้นเดียวจะจบ ทั้งหมดมัน ๑๖ ขั้น. เอ้า ทีนี้ก็มาถึง ขั้นสุดท้ายคือขั้นที่ ๑๖ ขั้นที่ ๑๖ คือ ขั้นสุดท้าย หรือว่าเป็นขั้นที่ ๔ แห่งหมวดที่ ๔ มีชื่อเรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี ชื่อยาวหรือว่าชื่อฟังยาก ๆ . ปฏินิสสัคคา- นุปัสสี ขยันเรียกชื่อมันบ้างซิ มันจะได้คุ้น ๆ ๆ ปฏินิสสัคคา- นุปัสสี, ปฏินิสสัคคานุปัสสี การตามเห็นซึ่งความสลัดคืน, สลัดคืนไป หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. อันนี้มัน เป็นสิ่งที่ว่าไม่ต้องปฏิบัติ แล้ว คือปฏิบัติสำเร็จ แล้ว แล้วก็มองดูความสำเร็จนั้นอีกทีหนึ่ง, ไม่ใช่ตัวการปฏิบัติ แล้ว แต่เป็นตัวความสำเร็จของการปฏิบัติ, มองเห็นอยู่ซึ่งความ สำเร็จของการปฏิบัติกันอีกทีหนึ่ง. เหมือนกับย้ำ ๆ ย้ำให้มัน แน่นแฟ้น, ย้ำตาปูครั้งสุดท้ายให้มันแน่นแฟ้น, เห็นความสลัด คืน สลัดคืนแห่งอะไร, สลัดคืนแห่งสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นตัวตน, สลัดคืนซึ่งอารมณ์แห่งกิเลส แห่งความทุกข์ อะไรก็ได้ที่ยึดถือ ว่าเป็นตัวตน.

น.181 ๑๗๕ หรือจะอธิบายด้วยอุปมาเปรียบ คำเปรียบเข้าใจได้ง่าย ว่า แต่ก่อนนี้ เราเป็นคนโกง เป็นโจร เป็นขโมย ไปปล้นเอาของ ธรรมชาติมาเป็นตัวกู มาเป็นของกู, เอาของตามธรรมชาติมา เป็นของกู ว่าชีวิตนี้ของกู ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของกู ความสุขของกู ความทุกข์ของกู ความเกิดของกู ความแก่ของกู ความเจ็บของกู ความตายของกู, มันเป็นของธรรมชาติ แต่ไปปล้นเอามาเป็น ของกู แล้วมันก็กัดเอา สมน้ำหน้ามันเลย สมน้ำหน้ามันเลยที่ มันเป็นโจร ที่มันปล้นเอาของธรรมชาติมาเป็นของตน. เดี๋ยวนี้ ปฏิบัติถึงที่สุด ถึงขั้นสุดท้ายนี้แล้ว ก็ดับ ดับความยึดมั่นถือมั่น ความที่เอามายึดไว้ว่าเป็นของตนนั้นดับไปเสีย, ไม่ยึดมั่นว่า เป็นของตนอีกต่อไป, ก็เท่ากับคืนให้แก่เจ้าของเดิมคือธรรมชาติ คืนให้แก่เจ้าของเดิมคือธรรมชาติ ไม่เป็นโจร ไม่เป็นขโมย ไม่ เป็นนักปล้นอะไรอีกต่อไปแล้ว, นี้เรียกว่าความสลัดคืน. ดูในกรณีทั่ว ๆ ไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่ำ ๆ ต้อย ๆ ก็ เหมือนกันแหละ ไปเอามาเป็นของตน เป็นของตน ๆ อยู่ มันก็ กัดเอา กัดเอา กัดเอา, พอสลัดคืน เอ้า กูไม่เอากับมึงแล้ว ก็เลิก กัน มันก็ไม่กัด. สิ่งใดที่มันทรมานใจอยู่ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่

น.182 ๑๗๖ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่ สลัดคืนไปเสียเลย, ไม่เอา ไม่เอาแล้ว มัน ก็ไม่กัด แหละ. ฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่า ความสลัดคืนนั้น โยนทิ้งคืน ให้เจ้าของ เป็นหัวใจอันหนึ่งของการปฏิบัติ เป็นขั้นสุดท้าย, ประสบความสำเร็จในการสลัดคืนให้เจ้าของเดิม. ถ้าพูดไปแล้ว มันก็น่ากลัว มันก็น่ากลัว แม้แต่ชีวิตนี้มันของธรรมชาติ เอามา เป็นของกู มันก็หนักอกหนักใจ มันกัดเอา ๆ , นี่คืนให้ธรรมชาติ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องเป็นของกู มันก็ไม่ถูกกัดแหละ. เงินทองข้าวของ ทรัพย์สมบัติ วัวควายไร่นา อำนาจวาสนาบารมีตามธรรมชาติ เอามาเป็นของกู มากักตุนไว้เป็นของกู, มันก็กัดเอา กัดเอา นอน ไม่หลับเป็นบ้าไปเลยก็มี ฆ่าตัวตายก็มี. ถ้าไม่เอา คืนให้เจ้าของ เดิมเขาเสีย คือธรรมชาติ แล้ว มันก็ไม่กัดเอา, นี้เรียกว่าสลัดคืน มีความหมายอย่างนี้ สลัดคืน . เมื่อมองเห็นว่า ดับลงแห่งอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น แล้ว ดับลง ๆ. นิโรธะ ๆ ดับลงนั่นแหละ คือการสลัดคืน, ดับ แห่งความยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นการสลัด คืน กลับไปหาเจ้าของเอง. เหมือนสัตว์ที่เราเอามาผูกมัดจองจำ

น.183 ๑๗๗ เอาไว้ พอเราตัดเครื่องจองจำนั้นมันก็ไป มันก็ไปตามเรื่องของ มัน, นี่ เราตัดความยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตนของตน ในสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนของตน, มันก็เป็นการปล่อย ปล่อยให้ไปหาธรรมชาติเดิม หาเจ้าของเดิม. พิจารณาในแง่ หรือในความหมายของคำว่า สลัดคืน ก็ได้, หรือจะพิจารณาในอีกแง่หนึ่งว่า ปล่อยวางก็ได้ วิมุตติ วิมุตติ ว่าหลุดพ้น ๆ วิโมกข์แปลว่าปล่อยวาง วิมุตติแปลว่าหลุด พ้น ก็ได้. เดี๋ยวนี้ หลุดพ้น ๆ ๆ จากความผูกพัน ซึ่งกันและกัน สมกับที่ว่ากูไม่เอากับมึงอีกแล้วโว้ย, สังขารทั้งหลาย โลกทั้ง หลายนี่ มันก็หลุดออกจากกัน หลุดพ้นจากกันเป็นวิมุตติ. จะพิจารณา ในแง่ของวิมุตติ อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน ดู อาการที่มันวิมุตติ หลุดพ้นจากกัน จะดูในแง่ที่คืนให้เจ้าของเดิม ก็ได้, โยนกลับให้เจ้าของเดิมก็ได้, จะดูในแง่ที่วิมุตติหลุดออก จากกันก็ได้, หรือจะพิจารณา ในแง่ของนิพพาน นิพพาน ก็ได้ คือ ผลของการที่สลัดคืนหรือว่าหลุดพ้นแล้ว คือความเย็น ๆ เย็น ๆ เย็นอกเย็นใจ เย็นอกเย็นใจ ไม่มีไฟไม่มีกิเลสมาแผดเผา ให้เร่าร้อน พิจารณาในแง่ของความเย็น ก็เป็นผลของการสลัด

น.184 ๑๗๘ คืน, นี่ พิจารณาในแง่ของนิพพาน. ทีนี้มาพิจารณากัน ในแง่ของการจบพรหมจรรย์, จบ การประพฤติพรหมจรรย์ การปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติศาสนา ทั้ง หลายนี้ เรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์, ครั้นปฏิบัติมาถึงขั้นนี้แล้ว เรียกว่า จบพรหมจรรย์, หมดเรื่องที่จะต้องประพฤติ เรียนจบ ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องประพฤติ ไม่ต้องปฏิบัติอีกต่อไป, รู้สึกเช่นนี้ อยู่ นี่เรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี จบพรหมจรรย์แล้ว, กิจที่จะ ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีกต่อไปแล้ว ชาติสิ้นแล้ว กิจที่จะต้องทำเพื่อสิ้นชาติสิ้นอะไรนี้ไม่มีอีกแล้ว ทำจบแล้ว ทำ หมดแล้ว เรียกว่าจบพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา. ฉะนั้น ขอให้จำคำว่า ปฏินิสสัคคะ นี้ไว้ให้ดี ๆ มัน เป็นความหมายของ คำว่าจบพรหมจรรย์, จบพรหมจรรย์. นี่ก็มาทำความรู้สึกว่า โอ้ ออกจากกันแล้ว หลุด ออกจากกันแล้ว คืนให้เจ้าของเดิมแล้ว หายใจเข้าอยู่ หายใจ ออกอยู่, หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ ด้วยความรู้สึกว่าสลัดคืน ออกไปหมดแล้ว หมดเรื่องแล้ว, หมดเรื่องแล้ว นี่เป็นขั้นสุดท้าย ขั้นที่ ๑๖ ของอานาปานสติ.

น.185 ๑๗๙ เอ้าทีนี้สรุปความเสียที หมวดนี้ ๔ ขั้น หมวดธัมมานุ- ปัสสนานี้ พิจารณาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงโดยความเป็นเพียงนาม รูป เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน, นับตั้งแต่การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่อยไปจนถึงอตัมมยตา เป็นการพิจารณาเห็นว่าเป็น อนัตตา เอากับมันไม่ได้ เลิกกันที, แล้วก็เกิดความคลาย คลาย คลายแห่งความยึดมั่น ยึดมั่นในสิ่งที่เคยยึดมั่น มันคลาย ออก ๆ แล้วมันก็ดับลงแห่งความยึดมั่น ดับลงแห่งความยึดมั่น, สิ้นสุดแห่งการทำความดับทุกข์ ที่เรียกว่าทำความดับทุกข์สิ้น สุดลงเพียงเท่านี้ .. การประพฤติพรหมจรรย์นี้เพื่อทำที่สุดแห่งความ ทุกข์, เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว มันก็ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ กิจใด ที่ต้องการ ผลใดที่ต้องการ ออกมาประพฤติพรหมจรรย์นี้ก็ได้ ถึงที่สุดแล้ว โดยลักษณะอย่างนี้ คือ ได้มองเห็นชัดเป็นปฏินิส- สัดคะ คืน โยนคืนสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่น โดยประการทั้งปวง ขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ถูกยึดมั่นโดย ความเป็นตัวตนหรือของตนอีกต่อไป ก็จบเรื่อง ไม่มีอุปาทาน ขันธ์ แล้วก็ไม่มีทุกข์.

น.186 ๑๘๐ ทุกข์ทั้งปวงสรุปลงที่อุปาทานขันธ์ ดังพระบาลีที่สวด อยู่ทุกวัน ๆ ว่า สังขิตเตน ปัญจฺปาทานักขันธาทุกขา เสยยถีทัง รูปูปาทานักขันโธ เวทนูปาทานักขันโธ สัญญูปาทานักขันโธ สังขารูปาทานักขันโธ วิญญาณูปาทานักขันโธ, เดี๋ยวนี้ขันธ์ทั้ง ๕ โยนคืนสลัดคืนไปหมดแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะเกิดความทุกข์ได้ อีกต่อไป, นี้เป็นเรื่องจบพรหมจรรย์. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดที่ ๔ หรือหมวดสุด ท้าย เป็นเรื่องจบพรหมจรรย์ ในลักษณะอย่างนี้, นี่คือเค้าโครง ของอานาปานสติหมวดสุดท้าย สำคัญที่สุด ปฏิบัติลัดสั้น ก็ ปฏิบัติตรงมาที่หมวดนี้ ปฏิบัติไม่ลัดสั้นก็ปฏิบัติมาตามลำดับ ทั้ง ๔ หมวด, ถ้าปฏิบัติลัดสั้นก็ตรงมาที่หมวดนี้ สู้กันด้วยการ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. หวังว่าท่านสาธุชนทั้งหลาย จะมี ความรู้ความเข้าใจในเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นสิ่ง ที่ต้องรู้ จำเป็นจะต้องรู้ ในการศึกษาและในการปฏิบัติในส่วน ที่เกี่ยวกับอานาปานสติภาวนา. การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลา เป็นการบรรยาย อานาปานสติหมวดสุดท้าย, ขอให้ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์

น.187 ๑๘๑ ไปใช้ปฏิบัติลัดสั้นให้ได้ด้วยกันจงทุก ๆ คน. อย่าลืมคำว่า อตัมมยตา อตัมมยตา- กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว อันนั้นเกิด ขึ้นมาเมื่อไร ก็ช่วยตัวได้แน่นอน. ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้ง หลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของ ท่านทั้งหลาย ในการที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต