น.188 การใช้อานาปานสติ ให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน.
น.189 มีภาพวาดพระพุทธรูปปางสมาธิ อยูู๋ตรงกลางหน้า
น.190 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา ใน ชุด คู่มือจำเป็นสำหรับการศึกษาและปฏิบัติ เป็นตอนที่ ๘ ใน วันนี้. อาตมาจะได้บรรยายโดยหัวข้อว่า วิธีการใช้อานา- ปานสติ ให้เป็นประโยชน์แก่กิจการในบ้านเรือน ใน บ้านเรือน. ฟังดูก็แปลกดี ในบ้านเรือนในที่นี้หมายความว่า ไม่ได้เกี่ยวกับธรรมะโดยตรง, แต่จะเอามาใช้ในบ้าน เรือน ในการประกอบอาชีพ ในการดำรงชีวิต ในการเยียวยา แก้ไขปัญหาอย่างบ้านเรือน โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น. ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๑
น.191 ๑๘๖ ข้อนี้มันมีปัญหาอยู่บางอย่าง คือ คนโดยมากไม่ ยอมเชื่อว่า ธรรมะอันสูงสุดในพระพุทธศาสนานั้น จะ เอามาใช้ได้ในบ้านเรือน หรืออย่างธรรมดาสามัญ มีคน เคยกล่าวกระแนะกระแหน, ด่านั่นแหละพูดกันตรงๆ ว่า อาตมานี้เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใช้ในเรื่องบ้านเรือน ซึ่ง ไม่ถูก หรือผิด หรือ จะเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเลย, เช่นว่าอริย- มรรคมีองค์ ๘ ไม่อาจจะเอามาใช้ในบ้านเรือน มีแต่สำหรับ จะไปนิพพานเท่านั้น, อาตมาก็บอกว่า โอ้ ยิ่งกว่านั้นอีก โพชฌงค์ ๗ ที่ทำให้ตรัสรู้นั่นแหละ เอามาใช้ในบ้านเรือน ทำไร่ทำนาก็ได้ นี้ก็ได้พูดกันมา. เดี๋ยวนี้ค่อยยังชั่ว ลดผู้ คัดค้านลงไปได้มาก, เดี๋ยวนี้ก็ยังจะพูดต่อไปว่า มันใช้ได้, อย่าได้เข้าใจไปถึงว่า ธรรมะชั้นสูง ที่ไปบรรลุมรรค ผล นิพพานนั้น จะเอามาใช้ในประโยชน์ทั่วไปไม่ได้ ; เอา มาใช้ได้ เอามาใช้ได้ ดูเอาเองเถิด. ความเพียร หรือ อิทธิบาท หรือ พละ หรือ อินทรีย์ เหล่านี้ ซึ่งเป็นโพธิปีกขิยธรรม นั่นแหละ เอา มาใช้ได้ที่บ้านที่เรือน แม้แต่จะทำไร่ทำนา, ถ้าประกอบไป ด้วยธรรมเหล่านี้แล้วก็ทำได้ดี มีผลดี. เราจะต้องรู้จักนำ
น.192 ๑๘๗ มาใช้ให้ถูกเรื่อง แล้วมันก็ใช้ได้, อยากจะยกตัวอย่าง ว่า ของบางอย่างที่มันมีค่ามาก ถ้าจำเป็นจะต้องเอามาใช้อย่าง ของมีค่าน้อย หรือไม่มีค่ามันก็ได้เหมือนกัน, ทำไมจะไม่ได้. สมมติว่า เพชรพลอย แพงมาก เราจะเอามาใช้เป็นกระสุน ยิงหนังสติ๊กไม่ได้หรือ ? ถ้าเอามาใช้มันก็ได้, ทำไมมันจะ ไม่ได้, ว่าแต่ว่าจะเอามาใช้ หรือไม่เอามาใช้เท่านั้นแหละ. หรือว่า ทองคำ นี้ ถ้าไม่มีเหล็กขึ้นมา จะเอามาใช้ทำลูกกระสุน บรรจุกระบอกปืนยิงคนได้หรือไม่ได้ มันก็ได้เหมือนกัน. นี้ จะต้องรู้ไว้ว่าถ้ารู้จักใช้แล้วมันก็ใช้ได้กว้างขวาง, เพียงแต่ว่า มันไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ หรือมันสงวนไว้ใช้อย่างอื่นดีกว่า. แต่เดี๋ยวนี้ถ้าจำเป็นมันก็ต้องใช้ได้ สำหรับอานาปานสตินี้ เอามาใช้ได้อย่างไม่ฝืน ไม่ฝืนความรู้สึกหรือไม่ฝืนเหตุผลอะไร เลย, เอาเรื่องอานาปานสติมาใช้กับกิจการบ้านเรือน ทั่วไป กี่เรื่อง ๆ ก็ได้, เดี๋ยวก็จะได้บรรยายกันไปตามลำดับ เอาเรื่องไปนิพพานมาใช้ในการทำนาก็ได้ อย่า ว่าแต่เรื่องอานาปานสติส่วนหนึ่งเลย, โพชฌงค์ ๗ : สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ป้สสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ๗ ประการนี้ เอามาใช้เรื่องทำนาก็ได้ ว่ากันย่อ ๆ ว่า; สติ ข้อแรก
น.193 ๑๘๘ ระลึกถึงเรื่องที่จะต้องทำนา, จะต้องหาน้ำ หาท่า หาข้าว หาพืช หาอะไรต่าง ๆ, ระลึกแล้วก็เลือกเป็นธัมมวิจยะ เลือกที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมที่สุด, แล้วก็ ใช้ความเพียร ทำ ลงไป, แล้วก็ มีปีติ สำหรับให้เกิดกำลังใจ ในการที่จะทำ อย่างสนุกสนาน, แล้วก็มีความสงบระงับเข้ารูปเข้ารอยเป็น ปัสสิทธิ, มีสมาธิ ในการกระทำถึงที่สุด, แล้วก็ รอว่าเมื่อ ไรมันจะออกเป็นรวงข้าวมา. นี่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ในโพชฌงค์ ๗ เอามาใช้ทำนา นี่เรื่องไปนิพพาน เอามาใช้ ในเรื่องการทำนาก็ได้ ถ้ารู้จักใช้. ใช้อานาปานสติตามธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้จะพูดเฉพาะเรื่องอานาปานสติ ซึ่งได้บรรยาย มาโดยละเอียดแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ ว่า ทำกัน อย่างไรจึงจะเป็น อานาปานสติที่สมบูรณ์ แล้วก็ใช้ได้ สารพัดอย่าง. ในชั้นแรกนี้ เราจะ ต้องนึกถึงประวัติความเป็น มาของคำว่าอานาปานสต นี้กันเสียก่อนว่า มันมีมาตั้งแต่
น.194 ๑๘๙ เมื่อไร ? ในอินเดีย มีระบบจัดการกับลมหายใจแบบโบรม โบราณนานที่สุด เขาเรียกกันว่า ปราณายามะ, ปราณา- ยามะ ตัดบท เป็นปราณะ+อายามะ แปลว่า การควบคุมบังคับ ลมปราณ ลมปราณ คือลมหายใจ ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่สมัยเป็นคนป่า. มนุษย์รู้จักจัดการเกี่ยวกับลมหายใจ ทำ อย่างไรจะให้ได้รับประโยชน์ที่สุด, แล้วระบบนี้ก็ได้รับการ ปรับปรุงแก้ไขมาเรื่อย ๆ เรื่อยมา ดีขึ้น ๆ กว้างขวางขึ้น ละเอียดลออออกไปเป็นปราณายามะ ปราณายามะ. ครั้น มาเป็น ลัทธิธรรมะลัทธิศาสนา ก็ใช้เป็นเบื้องต้น เบื้อง ต้นของการทำสมาธิ, ควบคุมลมหายใจเป็นเบื้องต้นของการ ทำสมาธิด้วยกันทุกลัทธิ แม้ว่ามันจะต่างกันโดยวิธีเล็ก ๆ น้อยๆ แต่ใจความมันเหมือนกัน คือการควบคุมลมหายใจให้ เกิดผลตามที่เราต้องการ. ฉะนั้น อย่าเข้าใจว่ามีแต่ใน พุทธศาสนาในลัทธิโยคะ โยคี ลัทธิใด ๆ ก็ตาม เขาใช้ ปราณายามะเป็นพื้นฐาน เป็นหลักการพื้นฐาน, หรือว่า เป็นบุพพภาคแห่งการกระทำ นี่เรียกว่า เรื่องลมหายใจ นี่ รู้จักกันมาแต่ดึกดำ- บรรพ์, รู้จักทำให้เป็นประโยชน์เท่าที่จะทำได้ จนมากลาย
น.195 ๑๙๐ เป็นเรื่องทางธรรมทางศาสนา, เป็นสมาธิที่เป็นบาทฐานของ วิปัสสนา จนกระทั่งเป็นตัววิปัสสนาเสียเอง, เป็นอานาปาน- สติสูงสุด เป็นวิปัสสนาเสียเอง ก็รู้ธรรมะอันสูงสุดได้. นี้ เรียกว่าการใช้ระบบลมหายใจให้เป็นประโยชน์นี้ ได้ใช้กันมา แล้วตั้งแต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงสุด โดยเฉพาะในพระพุทธ- ศาสนาเป็นอานาปานสติ ๑๖ ขั้น แล้วก็ได้ผลเป็นมรรค ผล นิพพาน ดังที่ได้บรรยายมาแล้วโดยพิสดาร ทีนี้เราก็จะต้องมาดูกันบ้างในแง่ของธรรมชาติล้วน ๆ ธรรมชาติล้วนๆ ลมหายใจมันเกี่ยวข้องกันกับระบบ กลไกต่างๆ ในร่างกาย, การจัดการลงไปที่ลมหายใจ มัน จะมีผลเนื่องกันไปถึงอะไรก็ได้ ที่เรียกว่ามันเนื่องกัน แล้ว ก็มากมายเสียด้วย. ลมหายใจจะขับไล่ความรู้สึกเลวร้ายใด ๆ ออก ไปได้, เมื่อกลัวขึ้นมา เอ้า, เมื่อกลัวขึ้นมา ขอให้ ลอง หายใจแบบอานาปานสติช้าๆ ละเอียด ๆ เดี๋ยวมัน จะขับไล่ความกลัวให้หายไป, หรือว่ามัน ประหม่า ประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ก็ กำหนดลมหายใจให้ดี ๆ ทำให้
น.196 ๑๙๑ ถูกต้องตามวิธี เดี๋ยว ความประหม่าก็จะหายไป. อาตมา ได้เห็นเป็นครั้งแรกแล้วก็สะดุดตา แล้วก็ติดใจ จำได้กระทั่ง วันนี้ คือ นักบวชญี่ปุ่นคนหนึ่ง เขาเชิญมาบรรยายปาฐกถา เรื่องพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น ที่สามัคคยาจารย์ยุคเก่า ๆ โน่น แกขึ้นไปบนเวที ไปยืนนิ่งอยู่ที่หน้าไมโครโฟน นึ่งอยู่ สงสัยว่านี้ทำไมแกจึงนึ่งเหมือนกับเป็นใบ้เป็นบ้าอย่างนี้ ตั้ง ๒-๓ นาที หรือตั้ง ๕ นาทีแล้วจึงค่อยพูด, เห็นได้ชัดว่า เป็นการสำรวมที่ดีที่สุด แล้วก็พูดได้ดีที่สุด, คงจะ ประหม่า แล้วก็หายไป ขับไล่ไปด้วยการหายใจที่อย่างถูก ต้องวิธี. นี่เรียกว่าขับไล่ความประหม่า ธรรมชาติมันก็ สร้างมาอย่างนั้น. เมื่อเรารู้สึกโศกเศร้าอัดอั้นตันใจ ก็มีการ ถอนหายใจใหญ่, ไม่สังเกตเห็นบ้างหรือ การถอนหายใจ ใหญ่น่ะ มันถอนได้เอง มันเป็นได้เอง. เมื่อสิ่งต่าง ๆ มัน ขัดข้องในภายใน ร่างกายมันก็จัดการของมันเอง ถอน หายใจใหญ่ ให้ยาวให้คล่อง, ความอึดอัดความขัดแค้น ความจะร้องไห้มันหายไป นี่ ลมหายใจมันช่วยแก้กันได้ อย่างนี้.
น.197 ๑๙๒ ดังนั้น เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย มนุษย์ โบราณจึง ได้รู้เรื่องนี้มาก, ใช้ลมหายใจแก้ปัญหาในการเป็นอยู่ อย่างสบาย, หรือเด็กมันจะร้องไห้ หรือเด็กมัน จะสะอึก นี่เอาให้มันหายใจยาว ๆ หายใจแบบอานาปานสติ เดี๋ยวมัน ก็หาย มันก็สบาย, รู้เรื่องธรรมชาติสร้างกันมา กำหนดกัน มาอย่างนั้น. ถ้าว่า เลือดมันออกมาก ก็หายใจให้ละเอียด บังคับลมหายใจให้ละเอียดเข้า เลือดมันก็จะออกน้อย, หรือบางทีมันอาจจะหยุดไปเลย. นี้เรียกว่า เขารู้เรื่องลมหายใจกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่มนุษย์ที่ยังเป็นคนป่าอยู่ก็ได้ บังคับลมหายใจโดยวิธี ต่าง ๆ สืบกันมา สืบกันมาจนถึงยุคพระพุทธเจ้านี้ เรียกว่าใช้ กันทั่วไปหมด, ใช้เป็นการอิทธิฤทธิ์ สมาธิเหาะเหินเดิน อากาศ อย่างพวกยักษ์พวกมารในหนังสือเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ นี้ บริกรรมคาถาแล้วก็เป่าไป ๓ คาบ ลุกขึ้นรบได้อีก, ใคร ไม่เคยอ่านบ้างหรือหนังสืออย่างนี้. นี้มัน เกี่ยวกับลมหายใจ ทั้งนั้น เป็นมนต์ขับไล่ความขี้ขลาด ความไม่กล้าหาญ ความไม่สง่าผ่าเผย ความอะไรต่าง ๆ นี่ ขับไล่ออกไป.
น.198 ๑๙๓ ทีนี้เราจะมาใช้ ในการทำงานในหน้าที่ พอเหนื่อย ขึ้นมา ลองหายใจยาวซิ ถอนหายใจยาวมันก็หาย ; ไถนา เหนื่อยขึ้นมาแล้ว ลองหยุดถอนหายใจยาวสักพักก็หาย. นี่ ทำการทำงาน หรือว่าจะทำอะไรให้ดี ก็ถอนหายใจยาว. นึก อะไรไม่ออก นึกอะไรไม่ออก เรื่องที่เคยจำได้แล้วก็นึกไม่ ออก ก็ถอนหายใจยาว นั่งทำสมาธิถอนหายใจยาว เดี๋ยว มันก็นึกออกแหละ, มันเป็นการปรับระบบต่าง ๆ ภายใน ร่างกาย ให้มันเข้ารูป ให้มันถูกต้องหน้าที่การงาน จึงใช้กัน ทั้งในทางศาสนาและทางไสยศาสตร์. อานาปานสติของพวกอื่นก็มี, ไม่ใช่มีเฉพาะของ พวกพุทธ จนกระทั่งมันกลายเป็นไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์ เวทมนต์คาถา. การร่ายมนต์นี้ก็ต้องบังคับลมหายใจ ก็ต้องพ่นไปเป็นคาบ ๆ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ มันก็ได้ผล เป็นเรื่องทางจิตใจ. นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ ธรรมชาติ เกี่ยวข้องกับธรรมชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์. จงรู้จักลมหายใจว่ามันเกี่ยวข้องกับระบบประสาท ความรู้สึก ความคิด ความนึก กลไกต่าง ๆ ในร่างกาย ตับ
น.199 ๑๙๔ ไต ไส้พุง มันก็เกี่ยวข้องกับลมหายใจ. พูดแล้วก็เหมือน กับว่าแกล้งพูด ถ้าคุณถ่ายไม่ออกจะเบ่ง ก็ต้องปรับปรุงลม หายใจให้เหมาะ ให้เหมาะ พอเหมาะแล้วก็เบ่ง เบ่งแล้วอุจจาระ ก็ออกมานี่ มันก็ใช้ลมหายใจให้เป็นประโยชน์ แก้ปัญหาได้ ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง. ทำไมไม่ขอบคุณ ปราณายามะ คือ การบังคับลมหายใจกันเสียให้ถูกต้อง ยิ่งรู้จักมากเท่าไร ก็ยิ่ง ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้มากเท่านั้น. ที่ เด็ก ๆ เขาสะอื้นน่ะ สะอื้น ร้องไห้สะอื้นนั้น จำเป็นที่สุดที่จะต้องทำอย่างนั้น เพื่อขับไล่อารมณ์ร้าย ขับไล่ความผิดปกติให้มันเข้ารูป. การร้องไห้สะอึกสะอื้นนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องผลร้าย, แต่ เป็นเรื่องผลดี ที่จะขจัดความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นระเบียบ อะไรให้มันเข้ารูปเข้ารอย, นี่เรื่องของลมหายใจมันเป็นไปได้ มากอย่างนี้. เอ้า ที่นี้จะมาดูกันให้ละเอียด ให้ชัดเป็นเรื่องเป็น ราวไปทีเดียวว่า จะทำอะไรได้บ้าง. พูดตัดลัดสั้นเลย ถ้า อยากจะสงบเดี๋ยวนี้ ถ้าอยากจะสงบกาย สงบใจอะไรเดี๋ยว นี้นะ ก็มานั่งสำรวมลมหายใจให้ละเอียดลง ๆ ละเอียดลง มันก็จะสงบเดี๋ยวนี้. ถ้าต้องการความสงบเดี๋ยวนี้ สงบกาย
น.200 ๑๙๕ สงบใจอะไรก็ตามเถอะ ลมหายใจทำให้สงบ เดี๋ยวกายก็สงบ พอกายสงบจิตก็สงบ. ฉันอยากจะสงบเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปหา ยาเยออะไรมากินที่ไหน, ทำลมหายใจให้ละเอียด ให้สงบ ให้ระงับเป็นลำดับ ๆ ลมหายใจสงบกายสงบ กายสงบจิตสงบ เลยอยู่ด้วยความสงบเดี๋ยวนี้ มีความสงบได้เดี๋ยวนี้ โดยอาศัย การกระทำทางลมหายใจ. ทีนี้อยากจะพูดอีกสำนวนหนึ่งว่า อยากเป็นพระ เดี๋ยวนี้ ฉันอยากจะเป็นพระเดี๋ยวนี้ ก็ทำลมหายใจเถอะ ทำลมหายใจให้สงบให้ระงับ ให้เป็นพระแท้จริงขึ้นมา ทันที, ไม่ต้องบวชไม่ต้องโกนหัวไม่ต้องนุ่งผ้าเหลือง. อยาก จะเป็นพระเดี๋ยวนี้แล้ว อึดใจนี้ก็จะเป็นพระ กำหนดลมหายใจ ให้สงบ ให้ระงับ ให้เย็นลงเย็นลง เย็นลง, นั่นแหละคือ เป็นพระในความหมายที่ถูกต้อง เป็นพระได้ด้วยการบังคับ ลมหายใจให้สงบ ให้ระงับ ให้ละเอียด เมื่ออยากจะทำงาน เตรียมตัวสำหรับจะทำงาน งานทางกายงานทางจิตงานอะไรก็ตาม แม้ว่า จะไปไถนา จะ ลงมือทำนาจะไถนาเดี๋ยวนี้แล้ว, เอ้า สงบ ๆ สงบระงับลม
น.201 ๑๙๖ หายใจเต็มที่ ร่างกายปกติ ระบบประสาทปกติก็ไถนา สนุกไปเลย. แม้แต่จะเขียนจดหมายสักฉบับหนึ่ง ขอแนะ ว่าทำความสงบด้วยลมหายใจ ทางลมหายใจเสียสัก ๔ -๕ ครั้ง สักขณะหนึ่งเถิด ใจคอจะปกติจะเขียนจดหมายฉบับนั้นได้ดี ที่สุด. จะแต่งเรื่องหนังสือหนังหายืดยาว อย่างนี้ก็เคยใช้มา แล้ว ไม่หลอกดอกเคยใช้มาแล้ว ว่าต้องทำให้จิตใจสงบ รำงับ นิ่ง เงียบ เป็นที่พอใจแล้วจึงลงมือเขียนหนังสือ, เขียนกี่ สิบหน้ากี่ร้อยหน้า ก็พยายามหาความสงบมาคั่นไว้เรื่อย ๆ คั่นไว้เรื่อย. พอรู้สึกว่าจะรวนเรก็ทำความสงบ สงบแล้วก็ เขียนอีก, พอมันจะรวนเรก็ทำความสงบอีก เขียนอีก. นี่ แม้ จะทำงาน จะทำงานก็ทำอย่างนี้, กำลังทำงาน อยู่ก็ทำ อย่างนี้, กำลังทำงานอยู่ก็ทำอย่างนี้. เอ้า ทีนี้ จะพักผ่อน ๆ จะพักผ่อน ขอบอกว่าถ้า จะพักผ่อนให้เป็นการพักผ่อนที่แท้จริงยิ่งกว่านอนหลับ จง พักผ่อนด้วยการทำลมหายใจให้สงบรำงับ ให้เป็นสมาธิ ด้วยลมหายใจนี้ มันจะเป็นการพักผ่อนยิ่งกว่านอนหลับ, ที่ ว่านอนหลับแล้วชุ่มชื่น ตื่นขึ้นมาสดชื่นนี้ ลองทำการพักผ่อน ด้วยการทำลมหายใจให้สงบรำงับดูเถอะ จะมีผลดีกว่านอน หลับ, ทำลมหายใจสักชั่วโมงจะดีกว่านอนหลับสัก ๕ ชั่วโมง.
น.202 ๑๙๗ เมื่อจะพักผ่อนให้แท้จริง ไปนอนที่เก้าอี้เอน ๆ ข้าง หน้าต่าง กำหนดลมหายใจให้สงบรำงับ แล้วมันพักผ่อนไป ด้วยลมหายใจสงบรำงับ, นั้นจะเป็นการพักผ่อนดีกว่า นอนหลับจริงๆ มันไม่ฝันร้ายด้วย มันไม่ฝันลามกด้วย กำหนดลมหายใจสงบรำงับพักผ่อนนี้. ที่เรียกว่าพักผ่อน ด้วยการไปดูหนังดูละคร นั้นเป็นการพักผ่อนของคนบ้า ยิ่งไม่พักผ่อนที่จะไปพักผ่อนที่โรงหนังโรงละคร พักผ่อนที่เก้าอี้นอน นอนเล่น แล้วก็กำหนด ลมหายใจให้ละเอียด ๆ ละเอียด ๆ จนมันจะหลับไปเลยก็ไม่ เป็นไร แต่ก็ไม่ต้องหลับ, ให้ลมระงับ ระบบประสาทระงับ ความร้อนในร่างกายระงับ กล้ามเนื้อเส้นเอ็นอะไรมันสงบมัน ระงับ นี่เป็นการพักผ่อน ๆ จะเรียกว่าหย่อนใจก็ได้ แต่ว่า หย่อนใจในทางธรรม. นี่เป็นการพักผ่อนที่ดี ไม่มีการ พักผ่อนไหนจะดีเท่า, อย่า พักผ่อนด้วยการไปดูหนังดูละคร หรือร้องเพลง หรือเต้นรำอะไร ป่วยการ, พักผ่อนด้วยการ ทำให้ลมหายใจระงับ.
น.203 ๑๙๘ เอ้า ที่นี้ จะหาความสุขทันใจนึก หาความสุขให้ ได้ทันใจนึก ทันทีเดี๋ยวนี้ที่นี่ ทำอย่างไร ๆ, จะไปหาอะไรมา กินมาดื่ม ป่วยการ, เป็นสุขเดี๋ยวนี้ที่นี่ ทันใจนึกก็ทำ อานาปานสติ ให้ลมหายใจรำงับ ให้ร่างกายรำงับ ประสาท รำงับ, มีความพอใจในความรำงับ และจะเป็นสุขได้ในเวลา ๒-๓ นาที ทันใจที่นี่และเดี๋ยวนี้. ขอยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ ทำได้รับประกัน ขอให้ไปลองดูเถอะ, ขอให้ทำให้จริง ๆ สักหน่อยเท่านั้นแหละ, จะหาความสุขที่นี่ทันทีเดี๋ยวนี้ ไม่ ต้องไปหายาเสพติด ไม่ต้องไปหาบุหรี่ ไม่ต้องไปหาอะไรที่ ไหน. อาศัยการทำจิตให้สงบระงับ : โดยทางร่างกาย ระงับ โดยทางลมหายใจระงับ ลมหายใจระงับกาย แล้วระงับ จิตไปถึงที่สุด เป็นสุขพอใจที่นี่และเดี๋ยวนี้, นี้เรียกว่าจะมี ความสุขกันที่นี้เดี๋ยวนี้มันก็ทำได้ หรือว่า เมื่อพบโชคร้าย ที่เขาเรียกกันว่าโชคร้าย มีความกลัดกลุ้มอะไรเข้ามา ความวิตกกังวลหวาดเสียวอะไร เข้ามา, ได้รับข่าวร้าย ได้รับโทรเลขข่าวร้าย ได้รับเรื่อง ร้าย ๆ เกี่ยวกับลูกหลานหรือทรัพย์สมบัติเกียรติยศชื่อเสียง เงิน ทอง ก็เหมือนกัน, ทำให้จิตใจปั่นป่วนเหมือนจะบ้าอยู่แล้ว
น.204 ๑๙๙ จงระงับมันขับไล่มันไปด้วยระบบอานาปานสติ อย่างที่ เคยฝึกมาแล้ว, อย่างที่เคยบรรยายมาแล้ว, ความรู้สึกเลวร้าย นั้นจะหายไป จะหายไป, เรียกว่าไล่ความรู้สึกเลวร้ายหรือ จะขับผีปีศาจออกไป ด้วยระบบอานาปานสติ. นี่เห็นไหมว่า มันเป็นเรื่องที่นำมาใช้ในเรื่องบ้านเรือน ในเรื่องเกี่ยวกับ บ้านเรือนแล้วมีประโยชน์ ใช้อานาปานสติแก้ปัญหาทุกวัย. ทีนี้ก็อยากจะให้เป็นมากกว่านั้น ให้เป็นมากกว่านั้น ไปอีก, เราอยากจะให้เด็กในท้องได้รับประโยชน์ ถ้าแม่ของ เด็กไม่โง่ ถ้าแม่ รู้จักทำอานาปานสติ ทำอานาปานสติบ่อยๆ เถอะ เด็กในท้องก็จะได้รับประโยชน์ จะได้รับความสุข ความสบาย, เด็กในท้องก็จะมีสุขภาพอนามัยดี, จะเป็นเด็ก ที่คลอดออกมาปลอดภัยแข็งแรงเข้มแข็งเฉลียวฉลาด. ถ้าแม่ ผู้อุ้มท้องรู้จักทำอานาปานสติ ถ้าเด็กคลอดออกมาแล้ว รู้จักสอนให้ทำอานาปานสติ เมื่อมันพอจะฝฟังถูกเข้าใจได้ สอนให้ทำอานาปานสติเถอะ มีประโยชน์ ไม่ให้โทษอะไร,
น.205 ๒๐๐ เด็กจะสามารถบังคับระบบประสาท กระทั่งระบบจิตใจ, จะเป็นเด็กที่สุภาพ เยือกเย็น เรียบร้อยกว่า. ทีนี้พอถึง เด็กวัยรุ่น มันกำลังจะบ้าแล้วโว้ย พวก เด็กวัยรุ่นนี้มันกำลังจะบ้า จับตัวมาฝึกระบบอานา- ปานสติ ให้รู้จักบังคับความรู้สึก ขับไล่ความรู้สึกที่ไม่พึง ปรารถนาออกไป สร้างสรรค์ความรู้สึกที่ควรจะมี, ถ้าเด็กวัย รุ่นทำได้อย่างนี้ มันไม่ต้องไปดิสโก้เธค ให้พ่อแม่น้ำตาไหล เหมือนที่เป็น ๆ อยู่, มันจะไม่ทำอะไรให้พ่อแม่น้ำตาตกเหมือน เด็กชนิดที่มันไม่รู้จักบังคับจิต. เด็กวัยรุ่นที่รู้จักบังคับจิตนี้ จะช่วยพ่อแม่ได้มาก, ช่วยทางเศรษฐกิจได้มาก, ช่วย ตัวเองได้มาก ช่วยอะไรได้มากทุกอย่างแหละ ขอให้สอน ให้เขาทำอานาปานสติให้สำเร็จ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. เอ้า, พอมาถึง รุ่นหนุ่มสาว นี่มันไวไฟแล้ว มัน จะบ้าแล้ว, ถ้ารู้จักทำอานาปานสติ กันเสียบ้าง แล้วมันก็ ไม่ต้องเดือดร้อนมาก, ไม่ต้องหมดเปลืองมาก, ไม่ต้อง เสียเงินเสียทองไปบำรุงบำเรออะไรกันให้มันมากมาย, ไม่ต้อง วิตกกังวลด้วยการที่มันจะไม่สมเกียรติ สมยศสมศักดิ์สมอะไร
น.206 ๒๐๑ ต่าง ๆ นี้ สงบรำงับจิตใจไว้ได้ด้วยระบบอานาปานสติ จะ เป็นคนหนุ่มคนสาวที่สดชื่นแจ่มใส ไม่มีไฟแผดเผาอยู่ใน หัวใจ เป็นคนสงบเยือกเย็น. ทีนี้ก็พ่อบ้านแม่เรือน ที่รับเอาชีวิตวัวมาหนักอึ้ง ลากแอกลากไถเหมือนกับสัตว์ที่ลากแอกลากไถ, พ่อบ้าน แม่เรือนรู้จัก ทำอานาปานสติเถิด มันจะขับไล่แอกไถทาง จิตทางวิญญาณ ให้มันหมดไป ให้มันเบาไป, ชีวิตนี้ก็จะ ไม่หนัก ไม่เต็มไปด้วยความรู้สึกตึงเครียด กดทับหนักหน่วง เหมือนที่เขาเป็น ๆ กัน. คนสูงอายุ อายุยิ่งมากเข้าร่างกายมันรบกวนมากเข้า ก็ขอให้รู้จักทำอานาปานสติ เถิด, คนสูงอายุทั้งหลาย อาตมาก็ต้องเรียกตัวเองว่า สูงอายุกับเขาเหมือนกันแหละ เดี๋ยวนี้ก็ ๘๐ กว่าแล้ว ก็ได้อาศัยระบบนี้ช่วยตัวเองมาโดย ตลอด, ความชรามันจึงไม่ค่อยย่ำยี ความชราไม่ค่อยเบียดเบียน ไม่ค่อยย่ำยี ไม่ค่อยเผาลน มันก็อยู่ ได้ด้วยความเป็นปกติอยู่ มาก ผู้สูงอายุใช้ระบบอานาปานสติเป็นเครื่องมือต่อต้านกับ ความชรา.
น.207 ๒๐๒ ทีนี้ พอถึงความชราเก่าแก่คร่ำคร่า แล้วก็ ฝึก อานาปานสติไว้ให้ดีเถิด จะได้รู้เวลาตาย, จะตายด้วย การหายใจครั้งไหน มันมีทางที่จะรู้ เพราะมันฉลาดในการ สังเกตลมหายใจมาเรื่อย ๆ ๆ เปลี่ยนแปลงมาอย่างไร เปลี่ยน แปลงมาอย่างไร, ศึกษาลมหายใจนั่นแหละ จะได้รู้ว่านี้มัน ใกล้จะตายหรือยัง, มันใกล้จะตายหรือยัง, อาจจะกำหนดได้ ว่าจะตายในการหายใจครั้งไหนก็ได้เหมือนกัน มันจะได้ตายดี ที่สุด หัวเราะเยาะความตาย คนแก่ชราตาย ก็จบกัน. นี้มันก็ ใช้อานาปานสติตั้งแต่อยู่ในท้อง จน คลอดออกมา จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนชราเป็นคนตาย, ได้อาศัยอานาปานสติหล่อเลี้ยงมาอย่างนี้ เป็นมนุษย์สมบูรณ์ แบบ มนุษย์ที่เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ มีความสดชื่น แจ่มใส เป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง คือมีความรู้ มีความตื่น มีความเบิกบาน พุทธบริษัท แปลว่าบุคคลผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มัน จะรู้ จะตื่น จะเบิกบานด้วยอะไร ? ขอเสนอว่า ด้วย ระบบอานาปานสติ จะทำให้รู้เรื่องที่ควรรู้, โดยเฉพาะ
น.208 ๒๐๓ อย่างยิ่งเช่นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, แล้วก็ ตื่นจากหลับ คือ ตื่นจากความโง่ ตื่นจากอวิชชา ไม่ใช่ตื่นตูมตกใจ ไม่ใช่ แต่ว่าตื่นจากหลับหลับด้วยกิเลส, ตื่นมาเสียได้จากความหลับ ด้วยกิเลส, แล้วก็เป็นผู้สดชื่น แล้วก็ เบิกบานด้วยอำนาจ ของธรรมะ เป็นบานที่ไม่โรย บานที่ไม่กลับหุบแล้วก็ไม่ โรย, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ถึงที่สุด ด้วยอาศัยอำนาจ ของอานาปานสติ. นี่เรียกว่าถ้าจะดูกันตามวัยระดับแห่งอายุแล้ว อานา- ปานสติช่วยได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง ไม่ใช่หลอกกันเล่นนะ, ถ้าว่า แม่รู้จักทำอานาปานสติเถิด ลูกในท้องก็จะได้รับประโยชน์ด้วย แล้วก็จะตีมาเรื่อยๆ ๆ กระทั่งคลอดออกมา เติบโตเป็นคนแก่ คนชรา จะตายไปด้วยความกล้าหาญ บังคับใจให้ปกติอยู่ได้. ใช้อานาปานสติแก้ปัญหาชีวิต. เอ้า ที่นี้อยากจะพูดอีกสักนิดต่อไปอีกว่า ระบบ การงาน การงาน ที่มีอยู่ต่าง ๆ กัน, อาชีพการงานหน้าที่ นั่นแหละ มันทำให้เกิด เป็นวรรณะ ขึ้นมา, วรรณะแท้จริง มันมีโดยอาชีพ หน้าที่การงาน. วรรณะสมมติว่าเกิดมา
น.209 ๒๐๔ จากท้องบิดามารดานั้นมันสมมติ มันไม่จริงดอก, กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศุทย์ สี่วรรณะนี้ เพียงแต่เกิดมาจากท้องนี้ มันไม่จริงดอก เลิกเสียก็ได้, แต่วรรณะโดยหน้าที่การงาน ที่ทำอยู่จะเลิกไม่ได้. ถ้าว่า ทำหน้าที่การปกครอง ต่อต้านข้าศึกศัตรู นั้น ก็เป็นอาชีพกษัตริย์, เป็นวรรณะกษัตริย์ที่แท้จริง จะ เกิดมาจากบิดามารดาชนิดไหนก็ได้ นับเป็นวรรณะกษัตริย์. แต่ถ้าทำหน้าที่ศึกษาสามารถสั่งสอน ก็เป็นวรรณะ พราหมณ์. ถ้าทำการงาน ให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ทางเศรษฐกิจของบ้านเมือง ก็เป็นวรรณะแพศย์ หรือ ไวศยะ. ถ้าด้อยสมรรถภาพ ต้องเป็นกรรมกร มันก็ เป็นวรรณะศุทย์. มันมีอยู่จริงถึง ๔ วรรณะ อันนี้เลิก ไม่ได้ ไม่มีใครอาจจะเลิกได้ เพราะหน้าที่การงานมันบังคับ ให้เป็น ขอให้วรรณะ แต่ละวรรณะรู้จักทำอานาปานสติ เถิด. วรรณะกษัตริย์ รู้จักทำอานาปานสติแล้ว จะปฏิบัติ หน้าที่ได้ดี, วรรณะพราหมณ์ ผู้สั่งสอน ปฏิบัติอานาปานสติ
น.210 ๒๐๕ เถิด จะสั่งสอนได้ดี, วรรณะแพศย์ หรือไวศยะก็ประกอบ ธุรกิจการงานทั้งหลาย ก็มีอานาปานสติเถิด จะทำหน้าที่ ของตนได้ดี, จะเป็น กรรมกร แบกหามก็เถอะ รู้จักทำ อานาปานสติเถิด จะเหนื่อยน้อย จะแบกข้าวสารได้มาก กว่าคนที่ไม่รู้จักทำ พอโยนกระสอบหนักลงไปแล้ว นั่งทำ อานาปานสติ ๒-๓ ครั้งก็หายเหนื่อย. การทำอานาปานสติ ช่วยหน้าที่การงานของคนได้ทุกวรรณะ, นี้เรียกว่าวรรณะ ทั้ง ๔. ทีนี้ยังมีวรรณะ วรรณะที่ไม่ค่อยจะรู้จักกันอีก ก็ คือ วรรณะฆราวาส และ วรรณะบรรพชิต บวชเป็นนัก บวชก็เรียกว่าวรรณะเหมือนกัน, อยู่บ้านเป็นฆราวาสก็เรียก ว่าวรรณะเหมือนกัน. วรรณะฆราวาส แล้วบวชก็เป็น วรรณะนักบวช ๒ วรรณะ มี ๒ วรรณะ ทั้ง ๒ วรรณะ นี่แต่ ละวรรณะจงรู้จักทำอานาปานสติเถิด แม้จะอยู่เป็น ฆราวาสก็ จะเป็นฆราวาสที่เยือกเย็น, เป็น วรรณะนักบวช แล้วยิ่งต้องรู้จักทำอานาปานสติ จะส่งเสริมให้ความเป็น นักบวชดีที่สุดให้ถึงที่สุด. นี่วรรณะ ๒ ซึ่งเป็นอยู่จริง และเป็นอยู่มาก เป็นอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่วรรณะใดก็วรรณะ
น.211 ๒๐๖ หนึ่ง, หรือว่าจะถือว่าเมื่อได้ทำอานาปานสติ มันก็เปลี่ยน เป็นวรรณะนักบวชก็ได้เหมือนกันแหละ อยู่ที่บ้านทำอานา- ปานสติ ใจสงบก็กลายเป็น วรรณะสมณะนักบวช ได้ผลดี ลองดูซิ, อยู่เป็นฆราวาสนั่นแหละ พอทำอานาปานสติสำเร็จ ก็เป็นวรรณะนักบวชขึ้นมาแล้ว, นี้ อานาปานสติมันจะช่วย ได้ถึงขนาดนี้. เอ้า, ถ้าจะแยกให้มันชัด ๆ ไปกว่านี้อีก แยกเป็น อะไรดี ชาวนาชาวสวน รู้จักทำอานาปานสติเถิด จะ ขุด ดินไม่เหนื่อย , จะขุดดินไม่เหนื่อย ชาวนาชาวสวนรู้จักทำ อานาปานสติ. ทีนี้ พ่อค้า ค้าขาย จะไม่เป็นพ่อค้าใจร้ายขูดรีดสูบ เลือด เพราะว่าจิตมันสงบ, พ่อค้าที่มีอานาปานสติ จิต มันสงบ มันจะไม่ขูดรีด มันจะไม่สูบเลือด. ข้าราชการ ก็เหมือนกันแหละ มันจะไม่ทำนาบน หลังราษฎรดอก ถ้ามันมีอานาปานสติ มีจิตใจสงบ จะ ได้รับความรักความเคารพจากประชาชนทั้งหลาย ไม่ขูดรีด ไม่กดขี่ ไม่ข่มเหง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบ จะเป็น ข้าราชการที่ดี.
น.212 ๒๐๗ เป็นกรรมกรทุกชนิด จะกวาดถนน จะล้างท่อ ถนน จะแจวเรือจ้าง จะทำอะไรก็ตาม ถ้ามีอานาปานสติ ทำอานาปานสติได้แล้ว จะเหนื่อยน้อย จะโกรธยาก ยากที่ จะโกรธ ยากที่จะโกรธผู้อื่น ยากที่จะโกรธตัวเอง. กรรมกร เหล่านี้ที่เห็นว่ามันโกรธขัดใจ เพราะมันเหนื่อย, แต่ถ้า รู้จักทำอานาปานสติบรรเทาเหน็ดเหนื่อยแล้ว มันจะไม่อึดอัด ขัดใจเหมือนตกนรกทั้งเป็นอย่างนั้น, มันจะพอใจ มันจะ ชื่นใจ มันจะเย็นใจในการปฏิบัติ เหงื่อยิ่งออกมายิ่งเย็น เหงื่อ ยิ่งออกมายิ่งเย็น, ใครทำได้บ้าง เหงื่อออกมายิ่งเย็น มันมี แต่ว่าเหงื่อออกมายิ่งร้อน ยิ่งโมโหโทโส ยิ่งด่าผีด่าสางด่า เทวดาโชคชาตาอะไรต่าง ๆ อาตมาเคยเห็นพวกแท็กซี่ อาชีพแท็กซี่บางคนด่าเรื่อย ไม่รู้ด่าอะไร มันไม่ได้ตามพอใจ ของตน, กรรมกรที่มีอานาปานสติเป็นคู่มือ เหงื่อจะเย็น. จะบอกเสียหน่อย. กรรมกรคนไหนมีอานาปานสติอยู่ กับเนื้อกับตัวแล้วเหงื่อจะเย็น เหงื่อจะไม่เป็นของร้อน เหงื่อจะไม่เป็นสิ่งทรมานจิตใจ นี่ ขอให้เป็นกรรมกรเย็น. แม้ว่า จะเป็นขอทาน เป็นคนขอทาน จะมีความ สุขยิ่งกว่ามหาเศรษฐี ยิ่งกว่ามหาเศรษฐี ถ้าไม่มีธรรมะ,
น.213 ๒๐๘ ไม่มีอานาปานสติแล้ว มันก็จะตกนรกทั้งเป็น ตกนรกทั้งเป็น, แต่ถ้ามีธรรมะแล้ว มันจะสงบเย็น พอใจอิ่มใจ ไม่มีอะไร เดือดร้อนใจ, มหาเศรษฐีต้องมีภาระมาก ต้องบริหารเงิน จำนวนร้อยล้านพันล้าน มันหนักอกหนักใจ แต่ถ้ามีอานา ปานสติเป็นเครื่องระงับความหนักอกหนักใจแล้ว ก็จะเย็น เหมือนกัน, จะไม่เป็นโรคจิตโรควิญญาณ แต่จะมีความสงบ ฉะนั้น ทั้งเศรษฐีก็ตามขอทานก็ตาม ถ้ามีอานาปานสติแล้ว มันก็จะมีความสงบสุข. ถ้าเป็นนัก ศิลปิน มีการฝีมือมี ความละเอียด ประณีตในการทำงานอย่างยิ่ ง แล้ว ยิ่งต้องมีอานาปานสติ อานาปานสติทำให้ใจเย็น, พอใจเย็นแล้วการฝีมือจะทำดีที่สุด จะเย็บปักถักร้อย จะแกะจะสลัก หรือจะร้องเพลง หรือ อะไรก็ตาม ศิลปินนั้นจะทำงานได้ดี เพราะว่ามันมีอานา- ปานสติ. เห็นจะพอแล้วกระมัง ที่ว่าเอาอานาปานสติมาใช้ นอกวัด เอามาใช้ในกิจการบ้านเรือน, ขอให้ลองคิดดู เท่าที่ กล่าวมาแล้วนี้ มันแก้ปัญหาได้มากมายมหาศาล.
น.214 ๒๐๙ ใช้แก้ปัญหาทางสุขภาพ. เรื่องเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยากจะขอให้สังเกตดู อีกสัก ๒-๓ เรื่อง. ถ้า เกิดความร้อนระอุขึ้นมาในกาย จะร้อนเพราะอากาศเหมือนเมื่อ ๒-๓ วันที่แล้วมาก็ตาม ทำ อานาปานสติขับไล่ความร้อนนั้นดีกว่าพัดลม เสียอีก, แต่ ว่าไม่มีใครเชื่อแน่ ไม่มีใครเชื่อ. ทำอานาปานสติขับไล่ ความร้อนในอากาศที่มันทำให้ร้อนรุ่มไปหมด ไม่เชื่อก็ลองดู, ถ้าทำอานาปานสติสำเร็จ ความร้อนไม่รู้หนีไปไหนหมด ไม่มีความร้อน ร้อนทางภายนอก ร้อนทางอากาศ. ที่นี้ จะร้อนเพราะความเจ็บไข้, ร้อนความไข้ก็เหมือนกันแหละ คนไข้ถ้าทำอานาปานสติได้ ตัวจะร้อนน้อยกว่าที่ทำไม่เป็น, ร้อนด้วยกิเลสก็เหมือนกันแหละ ทำอานาปานสติได้ มันร้อน น้อยลงไปมาก กิเลสมันไม่ค่อยจะข่มขี่อะไรได้นัก อานา- ปานสติจะระงับความร้อนได้. ถ้าว่า เลือดออกมาก จะเป็นแผลฉกรรจ์หรือไม่ ฉกรรจ์ก็ตาม เลือดออกมากก็แล้วกันแหละ, ถ้าจะให้เลือด ออกช้า เลือดออกน้อยแล้วก็ จงทำอานาปานสติทำระบบ
น.215 ๒๑๐ ลมหายใจ ให้ยาวให้ละเอียดที่สุด เลือดจะออกช้าและออก น้อ ย โดยที่ไม่ต้องใช้ส่วนอื่นประกอบ. ถ้ามันไม่มีอะไรจะ ประกอบจะมาใช้มานั่นละก็ ขอให้ใช้ประทังการไหลออกของ โลหิตไว้ด้วยอานาปานสติ, แล้วจะใช้เครื่องมืออย่างอื่นด้วยก็ ตามใจเถอะ เครื่องมือนี้ใช้ได้ทันที มีอยู่กับเนื้อกับตัว จะไป เป็นที่ไหนเมื่อไรก็สามารถจะใช้ได้, ส่วนหยูกยาเครื่องมือ แพทย์นั้น มันหาได้ในที่บางแห่งเท่านั้นแหละ ถ้ามันหาไม่ ได้ก็ใช้เครื่องมือนี้ ของธรรมชาติ อานาปานสติ-ลมหายใจ อันละเอียดอ่อนนี่จะบรรเทาการไหลออกของเลือด. แม้แต่ ความดันโลหิตสูง นี้ อาตมาก็ เชื่อว่ามัน ช่วยได้, เท่าที่เคยผ่านมารู้สึกว่ามันช่วยได้ แต่ไม่มีอะไร พิสูจน์ เพียงแต่เชื่อว่ามันช่วยได้ ในการที่จะลดความดันของ โลหิตกันบ้างด้วยอานาปานสตินี้. เอาละเป็นอันว่า อานาปานสติภาวนาที่มีไว้ สำหรับบรรลุ มรรค ผล นิพพานนี้ ขอยืมมาใช้ที่บ้าน ที่เรือนล่วงหน้าเสียก่อน, เตรียมพร้อมที่จะเอาไปใช้เพื่อ มรรค ผล นิพพานยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ขอให้สนใจอานาปานสติที่ บรรยายมาแล้วไม่รู้จักกี่ครั้ง ในการบรรยายชุดนี้ก็ได้บรรยาย
น.216 ๒๑๑ กันอย่างละเอียดมาครบถ้วนแล้ว ทั้ง ๔ จตุกกะ อาทิตย์ที่ แล้วมาก็บรรยายจตุกกะที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน วันนี้ก็ อธิบายบรรยายพิเศษที่จะไปใช้นอกระบบนอก คัมภีร์ นอกพระไตร ปิฎก, จะเรียกว่า ว่าเอาเองก็ได้ แต่มันเป็นการว่าเอาเองที่มีเหตุผล ที่พร้อมที่จะพิสูจน์ ที่ ใคร ๆ จะพิสูจน์ ได้ทุกเมื่อ. ขอให้ ไปลองดู ใช้ระบบอานาปานสติแก้ปัญหา แม้แต่ทางวัตถุทางร่างกาย, หิวข้าวขึ้นมาอย่าไปด่าใครเลย ทำอานาปานสติเถิด ความหิวข้าวมันจะลด ไม่ต้องไปด่าใคร อย่างน้อยที่สุดเป็นอย่างนี้, เขาหาข้าวมาให้กินไม่ทัน หุงข้าว ไม่ทัน ก็ไม่ต้องด่า กินอานาปานสติไปพลาง มันก็หายหิว ข้าว เดี๋ยวข้าวสุกค่อยกินก็แล้วกัน มันถึงขนาดนี้. ขอให้ รู้จักเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยกันทุกคน. วันนี้ไม่พูดเรื่องอะไรพูดนอกเรื่อง อานาปานสติที่ นำไปใช้นอกเรื่อง นอกเรื่องจากที่กล่าวไว้ในคัมภีร์, แต่ มันไม่นอกเรื่องตามที่ธรรมชาติมันมีไว้ มันมี ให้หรือมันมีอยู่ แปลว่าไม่นอกธรรมชาติ ไม่ผิดธรรมชาติ แม้ว่าจะนอกพระ
น.217 ๒๑๒ คัมภีร์ ซึ่งในพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวไว้ แต่อาตมาเอามากล่าว ให้ฟังว่าเป็นไปได้ถึงอย่างนั้น. ขอท่านทั้งหลายอย่าได้เห็น ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย, อย่าได้เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย เป็นเรื่องที่ว่าถ้าสามารถกอบโกยเอามาได้ ก็เป็นประโยชน์อัน มหาศาล ไม่ต้องลงทุนสักสตางค์หนึ่งก็ได้ แต่ก็ได้ประโยชน์ มหาศาล แรงก็ชักจะไม่มีวันนี้ ฝนก็คุกคามแล้ว. ขอยุติการบรรยายแต่เพียงเท่านี้ เปิดโอกาสให้พระ- คุณเจ้าสวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของท่าน ทั้งหลายให้ก้าวหน้าเจริญ งอกงามสืบต่อไปในพระศาสนา ใน กาลบัดนี้เถิด.
น.218 ผู้ดับไม่เหลือ. อย่าเข้าใจ ไปว่า ต้องเรียนมาก ต้องปฏิบัติ ลำบาก จึงพ้นได้ ถ้ารู้จริง สิ่งเดียว ก็ง่ายดาย : รู้ดับให้ ไม่มีเหลือ เชื่อก็ลอง. เมื่อเจ็บไข้ ความตาย จะมาถึง อย่าพรั่นพรึง หวาดไหว ให้หม่นหมอง ระวังให้ ดีดี "นาทีทอง" คอยจดจ้อง ให้ตรงจุด หลุดได้ทัน. ถึงนาที สุดท้าย อย่าให้พลาด ตั้งสติ ไม่ประมาท เพื่อดับขันธ์ ด้วยจิตว่าง ปล่อยวาง ทุกสิ่งอัน สารพัน ไม่ยึดครอง เป็นของเรา. ตกกระได พลอยกระโจน ให้ดีดี จะถึงที่ มุ่งหมาย ได้ง่ายเข้า สมัครใจ ดับไม่เหลือ; เมื่อไม่เอา ก็ดับ "เรา" ดับตน ดลนิพพาน ฯ พุทธทาส อินทฺปัญฺโญ
น.219 ยามจะพูด พูดเพราะ ๆ เมื่อต้องพูด ไยมิพูด ให้ไพเราะ ไยมิเหยาะ แยมสักนิด ปิดหน้าขนม เมื่อยามเผย ความดำริ หรือติชม ชวนประหงม ยามบัญชา หรือว่านำ จงเลือกวิธี เลือกคำ อย่าทำหยาบ คลำผิดที่ หรือจะทาบ ที่งามขำ ใช้สำเนียง มิตรภาพ มิลาบล้ำ ถูกเงื่อนงำ จับใจไว้ ได้กลมกลืน ที่บางคน ชอบทึ่ม ๆ ทำมักง่าย ก็ต้องได้ ทุกข์ที่ไหม้; ควรจะฝืน เสียแยมนิด กลืนง่าย สบายยืน ไยมิพูด คำชุ่มชื่น เมื่อพูดจา
น.220 รายชื่อหนังสือที่จัดพิมพ์แล้ว ๑. มาเลื่อนชั้นตัวเองกันดีกว่า ๑๐ บาท ๒. อุดมคติอนุบาล ๒๐ บาท ๓. เด็กดีต้องมีธรรมะ ๑๒ บาท ๔. อตัมมยตาเท่าที่ควรรู้จักกันไว้บ้าง ๑๐ บาท ๕. อตัมมยตา ๑๐๐ แง่มุม ๒๕ บาท ๖. ยาระงับสรรพโรค ๑๒ บาท ๗. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑๒ บาท ๘. พุทธวิธีชนะทุกข์ ๑๒ บาท ๙. การบริหารธุรกิจแบบพุทธ ๒๐ บาท ๑๐. แก่อย่างฉลาดและเป็นสุข ๒๐ บาท ๑๑. สักวันหนึ่งท่านจะชอบสิ่งนี้ ๑๐ บาท ๑๒. ทำอย่างไรจึงจะไม่มีทุกข์ ๑๐ บาท ๑๓. หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ๑๒ บาท ๑๔. ลักษณะ ๘๐ ประการของพุทธศาสนา ๕๐ บาท ๑๕. ธรรมะสำหรับคนเจ็บไข้ ๑๒ บาท สั่งซื้อจำนวนมาก มีส่วนลดพิเศษ โปรดติดต่อ คุณสุพิศ วัจนะรัตน์ โทร. ๔๖๘๒๘๕๗
น.221 Oตัมมโย ลด ละ เลิก เลื่อน อานาปานสติ คือการมีสติรู้สึกตัวอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เป็นกรรมฐานที่ได้ผลดี และเป็นวิธีภาวนาที่พระพุทธองค์ทรง แนะนำมากที่สุด แม้พระพุทธองค์เองก็ทรงตรัสรู้และทรงเป็นอยู่ ตามปกติด้วยอานาปานสตินี้เป็นประจำ คำบรรยายเล่มนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายการปฏิบัติ อานาปานสติสมบูรณ์แบบ ตามแนวแห่งอานาปานสติสูตรใน พระไตรปิฎก ที่ท่านปฏิบัติอยู่ ทั้งหมวดกาย เวทนา จิต และ ธรรม และอธิบายอานิสงส์ของอานาปานสติ โดยธรรมชาติและ โดยการฝึกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางสุขภาพ ในการแก้ปัญหา ชีวิตและในบ้านเรือนได้อย่างไร COVER : CHAMA Graphic Design Tel. 319-2771
Buddhadasa