Buddhadasa.org

เค้าโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตอนที่ ๑ — ปรารภเหตุ และความมุ่งหมายของโครงการ

เค้าโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เค้าโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.6 สำหรับสมัยปัจจุบัน ปรารภเหตุ งานเผยแผ่พระศาสนานั้น โดยเนื้อแท้เป็นการนำ หรือการยกวิญญาณของ มนุษย์ให้สูงขึ้น มิใช่เป็นงานโฆษณาชวนเชื่อ หรือโฆษณาขายสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็นเพียงการข่าวประกาศให้มหาชนได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็หามิได้ วิธีการทำการโปรปกานดา หรือการโฆษณาตลอดถึงเครื่องมือเครื่องใช้ในการโฆษณา เหล่านั้น เป็นเพียงเครื่องมือในการเผยแผ่เท่านั้น จึงต้องถือเป็นหลักในเบื้องต้นว่าตัว การเผยแผ่ที่แท้จริงนั้น คือการยกสถานะทางวิญาณของมหานนให้สูงขึ้นโดยตรง แท้จริงแล้ว เหตุที่ทำให้เราขวนขวายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา กันใน ปัจจุบันนี้นั้น มิใช่เพียงแต่เป็นเพราะสถานะการณ์ของบ้านเมือง ต้องการให้ช่วยกัน รื้อฟื้นและส่งเสริมการประพฤติศีลธรรมของประชาชนเท่านั้นก็หามิได้ แต่เป็นเพราะ เป็นหน้าที่โดยตรงของพุทธบริษัท ที่จะต้องทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ สำหรับภิกษุสงฆ์แล้ว งานเผยแผ่พระศาสนาย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงอยู่ทุกยุคทุกสมัย จึงควรถือเป็นมติที่ตรงเป็นอันเดียวกันว่า งานเผยแผ่พระศาสนานั้นเป็นสิ่งที่จะต้องทำ เป็นประจำ โดยไม่มีระยะว่างเว้น และให้เหมาะแก่ยุคแก่สมัยไปทุกยุคทุกสมัยดัง เช่นที่ทำชาวคริสเตียนเขาทำกัน สิ่งที่จะกระตุ้นเตือนให้เกิดกำลังใจอันเข็มแข็ง ในการเผยแผ่พระศาสนานั้น มิได้อยู่ที่พระพุทธภาสิตอันเป็นหลักธรรมทั่ว ๆ ไป ดังเช่นพระพุทธภาสิตว่า "สฺพพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ เป็นต้น ก็หาไม่ แต่ย่อมมาจากพระพุทธดำรัส อันเป็นทั้งคำสั่ง และคำวิงวอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ดำรัสสั่งในคราวทรงส่งพระสาวกชุดแรก ออกทำการเผยแผ่พระศาสนา ดังที่ปรากฏอยู่ใน มหาวัดค์แห่งวินัยปิฎก โดยพระยา ว่า "มุตฺตาหํ ภิกฺขเว สพฺพปาเสหิ เย จ ทิพฺพา เย จ มานุสา ฯลฯ" เป็นอาธิ พระพุทธดำรัสนี้ เมื่อพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนละเอียดละออแล้ว จะรู้สึกว่าเป็น

น.7 ๒ ทั้งคำเกลี้ยกล่อมปลุกใจ คำวิงวอนให้ทำตามพระพุทธประสงค์ และเป็นทั้งคำสั่งให้ทำ งาน พระบาลี้นี้ ถ้าแปลโดยสำนวนที่เป็นธรรมชาติธรรมดา ดังที่ชาวคริสเตียนเขาแปล คำสั่งสอนของพระยีซัส ไคร๊ส กันแล้ว ก็จะมีใจความดังต่อไปนี้ "ลูกเอย บัดนี้พ่อ ก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์และที่เป็นของมนุษย์ แม้ลูกทั้งหลายเล่า ก็พันแล้วจากบ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์ ลูกเอ๋ย ลูกทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไปเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนจำนวนมาก เพื่อเห็นแก่ความสุขของ คนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อความสุข เพื่อคุณประโยชน์ แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ลูกทั้งหลาย อย่าไปทางเดียวกันถึงสองคนเลย ลูกเอ๋ย ลูกทั้ง หลายจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในเบื้อง ปลาย ลูกทั้งหลาย จงประกาศแบบแห่งการครองชีวิตรอันประเสริฐ (คือพรหมจรรย์) ให้มีทั้งหัวข้อ และมีทั้งความหมายให้ถูกต้องบริบูรณ์สิ้นเชิงเถิด สัตว์ที่มีธุลีใน ดวงตาแต่เพียงเล็กน้อย ก็มีอยู่ ซึ่งจักเสื่อมจากคุณอันใหญ่หลวง เพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ที่จะเข้าถึงธรรม จักมีเป็นแน่แท้ ลูกเอ๋ย แม้พ่อก็จักไปยังตำบลอุรุเวลา เสนา นิคม เพื่อแสดงธรรมเหมือนกัน" ดังนี้. คำสั่งฉบับที่หนึ่งนี้ ถ้าเราจะพิจารณาด้วยความพินิจพิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่า บางตอนเป็นคำเกลี้ยกล่อมปลุกใจ และบางตอนเป็นคำวิงวอน อย่างแท้จริง อำนาจอัน นี้ ย่อมมีมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดกำลังใจ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือขลาดกลัวในการ ทำงานเผยแผ่พระศาสนา ซึ่งจะต้องลำบากตรากตรำอยู่ไม่น้อยเลย ฉะนั้น ควรถือเอา พระพุทธภาษิตนี้ ขึ้นเป็นคำขวัญประจำองค์การเผยแผ่พระศาสนา เพื่อเป็นเครื่องกระตุ้น ให้เกิดกำลังใจอย่ารู้จักหมดสิ้นดังกล่าวแล้ว โดยคำสั่งฉบับที่หนึ่งนี้เอง ที่ทำให้เราต้อง ลูกขึ้นจัดวางโครงการอันถาวร เพื่อการเผยแผ่พระศาสนา เนื่องจากโลกสมัยปัจจุบันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าผิดจากสมัยพุทธกาล อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ ดังนั้น งานเผยแผ่พระศาสนาจึงไม่สามารถจะมีเพียงแต่การ จาริกออกสั่งสอนอย่างเดียว จำต้องมีโดยวิธีอื่นอีกทุก ๆ วิธี ที่จะพึงกระทำให้เหมาะสม

น.8 ๓ แก่มนุษย์แห่งสมัยปัจจุบัน ซึ่งมีการศึกษาการงาน และการดำรงชีพซึ่งผิดกันไกล อีก ประการหนึ่ง สิ่งสำคัญจะต้องนึกถึงคือความที่สมัยปัจจุบัน มีสิ่งที่ยั่วยวนมนุษย์ให้ละเมิดศีล ธรรมมากยิ่งกว่าสมัยโบราณอย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ การเผยแผ่พระศาสนาจึงต้องรัด กุมและเข้มแข็งขึ้นตาม ให้สมส่วนกัน ซึ่งทำให้เกิดเป็นปัญหาอันใหม่ขึ้น อีกทางหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าที่กล่าวแล้ว ก็คือแม้ในหมู่ชนที่เป็น พุทธบริษัทนับถือพุทธศาสนาอยู่เองแล้ว ก็เกิดมีโรคบังคับตัวเองไม่ได้กันอย่างขนานใหญ่ ได้พากันละเมิดศีลธรรมนั้น ๆ ทั้งที่ตนทราบอยู่เป็นอย่างดี หรือทราบได้อย่างเหลือเฟือ แล้ว ก็มีอยู่เป็นอันมาก ข้อนี้ทำให้ต้องคิดค้นหาวิธีการเผยแผ่พระศาสนาในแง่ใหม่ อีกแง่หนึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้รู้ศาสนาดีแล้ว มีการบังคับตัวเองได้ มากขึ้นตามส่วนแห่ง ความรู้ของตน อาการเช่นนี้เกือบจะกล่าวได้ว่า ไม่เคยมีในยุคพุทธกาล หรือยุค แรกๆ แต่มีในยุคที่พระศาสนาเผชิญหน้ากับความเจริญแผนใหม่ของโลกแห่งสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะ ฉะนั้นการเผยแผ่ในส่วนนี้ ย่อมมีความมุ่งหมายในอันที่จะยึดหน่วงคนให้ ยังคงรักศาสนาของตนต่อไปตามเดิม ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำที่ยากยิ่ง จนถึงกับจะต้อง ค้นคว้าหาโครงการณ์วิธีการเผยแผ่เป็นพิเศษกันขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เมื่อเหลียวดูไปอีกทางหนึ่ง เรามีภาระที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาแข่งขันกันไป กับศาสนาอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่รอบตัวเรา หรืออย่างน้อยที่สุด ก็พอให้เคียงคู่กันไปได้ ข้อนี้ ทำเราให้ต้องมีวิธีการเผยแผ่อันรอบคอบครบถ้วน งดงามทั้งในเบื้องต้น ทั้งในท่ามกลาง และเบื้องปลาย มีทั้งอัตถะและพยัญชนะถูกต้องสิ้นเชิง ตามที่มีพระพุทธดำรัสสั่งไว้นั้น อย่างจริงจัง ศาสนาอื่นบางศาสนาได้ใช้วิธีการอันไม่น่าใช้ คือไม่เป็นธรรม ชนิดที่เรา จะทำตอบเขาเช่นนั้นไม่ไหว แม้เราจะถือหลักว่า ของจริงย่อมทนต่อการพิสูจน์ก็ จริงเราก็ไม่อาจรอจนกว่าความจริงจะพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งมักจะสายเกินไปในสมัยที่โลกหมุน เร็วเช่นนี้ ฉะนั้น เราจึงต้องมีแผนการณ์ที่รัดกุมขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อผลอันนี้ ถ้าหากเราจะหวังให้มากไปถึงกับจะให้พระพุทธศาสนาช่วยสร้าง สันติภาพให้แก่ โลกแห่งสมัยนี้โดยเร็วด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่เราจะต้องมีแผนการสำหรับการ เผยแผ่พระศาสนาที่รัดกุมละเอียดละออครบถ้วนขึ้นไปอีก จึงจะสามารถทำการเผยแผ่

น.9 ๔ ให้แก่กลุ่มชนที่ทรงอำนาจในการทำโลกให้หมุนไปได้ตามความปรารถนาของตน ซึ่ง ล้วนแต่เป็นกลุ่มชนที่มีการศึกษาสูง มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบกว้างขวางเหลือ ประมาณ เมื่อถือเอาเหตุผลทั้งหลายดังที่กล่าวมา ขึ้นเป็นเครื่องวินิจฉัยแล้ว ก็พอจะเห็น ได้ชัดเจนว่า (๑) เราจักต้องมีการเผยแผ่พระศาสนาเป็นการประจำ (๒) เราจักต้องมีคำขวัญหรืออุดมคติที่สามารถกระตุ้นกำลังใจได้จริง ๆ (๓) เราจักต้องมีโครงการ ที่ประกอบด้วยหลักวิชาถูกต้อง ตามกฎธรรมชาติ และเหมาะสมแก่สมัย ภูมิประเทศ และเหตุการณ์ของโลก จริง ๆ (๔) เราจักต้องหาทุน อบรมบุคคล และมีสำนักงานการเผยแผ่ที่สมบูรณ์ด้วย กำลังหรือสมรรถภาพ ตามโครงการณ์นั้น ๆ ในเวลาอันสมควรและเพียงพอ และทั้งนี้ มีภาระหนักอยู่ที่การกำหนดโครงการณ์ให้ถูกต้อง และเหมาะสมแล้ว พยายามร่วมมือกันทำตามโครงการณ์นั้น จนสุดกำลังสืบไป การวางโครงการณ์นั้น เป็นของยากที่จะวางให้ครบถ้วนถูกต้องได้จริง ๆ มักจะ เป็นโครงการณ์ที่ดูงดงาม แต่แล้วปฏิบัติตามนั้นไม่ได้ เพราะยากหรือเพราะชวนเบื่อ มากกว่าชวนปฏิบัติ แต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องช่วยกันค้นคว้า หารากฐานและวางรูปโครงขึ้นบนรากฐานอันมั่นคงสืบไป ( จากข้อสังเกตที่ได้ผ่านมา แต่หนหลังเป็นเวลานานปี เกล้ากระผม ขอถวายความคิดเห็นเป็นเค้าโครงสังเขปดัง ต่อไปนี้ ) ประเภทของการเผยแผ่ โดยทั่วไป คำว่าการเผยแผ่นั้น มักจะเข้าใจกันเสียแต่ว่าเป็นการทำให้ได้ยิน ได้ฟัง โดยเฉพาะคือการเทศนาสั่งสอนซึ่งนับว่าเป็นยังไม่สมบูรณ์ งานเผยแผ่ทำนอง นั้น นับรวมเข้าในองค์ปริยัติล้วน ๆ ยังไม่สามารถจับใจคนผู้จะรับได้เต็มเปี่ยม จักต้อง

น.10 ๕ ขยายออกไปถึงการเผยแผ่ด้วยการปฏิบัติ และปฏิเวธด้วยจึงจะครบถ้วน ในที่สุดจะได้ หลักแห่งการเผยแผ่ที่สมบูรณ์ดังนี้ (๑) เผยแผ่ด้วยการให้ได้ยินให้ได้ฟังทุกวิถีทาง ( หลักปริยัติ ) (๒) เผยแผ่ด้วยการทำสิ่งดีและทำยากให้เขาดู ( หลักปฏิบัติ) (๓) เผยแผ่ด้วยการเป็นผู้มีความสุขให้เขาดู ( หลักปฏิเวธ) ซึ่งทั้ง ๓ ประเภทนี้ อาจจะจำแนกเป็นรายละเอียดได้แต่ละประเภท ๆ อย่าง มากมายทีเดียว ดังจะได้จำแนกออกไป คือ (๑) ให้ได้ยินได้ฟังโดยทุกวิถีทาง ด้วยการกระทำดังต่อไปนี้ ๑. พิมพ์โฆษณาสมุดเอกสาร และหนังสือพิมพ์ขึ้นให้แพร่หลาย กระทั่งมีหนัง สือธรรมะฉบับวางบนรถไฟ หรือโฮเต็ลชั้นสูง ดังที่ชาวคริสเตียนเขาทำกัน ๒. ทัศนศึกษา แสดงให้เข้าใจเรื่องราวด้วยภาพ ด้วยสิ่งของและอื่น ๆ ๓. การจาริกสั่งสอน ด้วยคำสอนและบุคคลที่เหมาะสมแก่กาละเทศะ ๔. เป็ดห้องสมุด หรือห้องอ่านหนังสือประชาชน ทั้งที่ประจำที่และเคลื่อนที่ ๕. ที่ใช้บริการวิทยุกระจายเสียง กระทั่งมีวิทยุของตนเองโดยเฉพาะ ๖. เปิดงานแสดงต่าง ๆ ซึ่งเป็นการโปรปกานดาพระศาสนาโดยเฉพาะ ๗. ใช้ศิลปะบริสุทธิ์ เช่นดนตรี นาฏกรรม นวนิยาย ฯลฯ เป็นสื่อ ๘. ของเล่น หรือรูปภาพ และอื่น ๆ ทำนองเดียวกัน สำหรับเด็ก ๙. ปาฐกถา ๑๐. สมาคมสนทนาธรรม ค้นคว้าอรรถธรรม ๑๑. การถ่ายพระพุทธวจนะออกสู่ภาษาต่าง ๆ ให้มากที่สุดที่จะทำได้ ๑๒. การจัดตั้งโรงเรียนสามัญ และวิสามัญศึกษาของทางฝ่ายศาสนา ๑๓. บริการการสงเคราะห์สาธารณกุศลต่าง ๆ เช่นโรงพยาบาลเป็นต้น (๒) ทำสิ่งดีและทำยากให้ดู มีการกระทำดังต่อไปนี้ ๑. มีการเรียนจริง ๆ และทันสมัยให้เขาเห็นจนเกิดความเลื่อมใส ๒. ปฏิบัติธรรมวินัยเคร่งครัดให้เขาดูจนเกิดความเลื่อมใส

น.11 ๖ ๓. ปฏิบัติสมถธรรมเป็นพิเศษเพื่อมรรคผลนิพพานโดยตรง ให้ปรากฏ ๔. ทำศาสนกิจบริสุทธิ์ เคร่งครัด และสมบูรณ์ทั้ง ๔ องค์การให้ปรากฎ ๕. นำหน้าฆราวาสในการทำอะไรด้วยความเสียสละ และเมตตาจริง ๆ ๖. สงฆ์ไม่แตกสามัคคี มีระเบียบ และทันสมัย ๗. พระสามารถเป็นที่พึ่ง ได้ทุกกรณี ทั้งทางกายและทางจิต ๓ ) ทำตนเป็นผู้มีความสุขให้ดู มีการกระทำดังต่อไปนี้ ๑. สงฆ์แต่ละองค์ ๆ มีอินทรีย์ผ่องใสและอิ่บเอิบ ( แม้คนบวชใหม่ ) ๒. สงฆ์แต่ละคณะ มีความสงบสุขเรียบร้อย น่าบูชาเลื่อมใสจริง ๓. พิศูจน์ถึงความที่ตนไปถูกไฟคือ ราคะ โทษะ โมหะเผา ในกรณีที่คนทั่วไป ถูกเผา ๔. แสดงกำลังใจว่าอยู่เหนืออันตรายทั้งหลายทุกกรณีและสถานะการณ์ ๕. มีอำนาจอยู่เหนือกรรมให้เขาดู ๖. มีจิตใจอยู่เหนือการเกิดแก่เจ็บตายให้เขาดู ๗. สอาด สว่าง สงบ ถึงขีดสุดให้กู้ ผู้ที่จะรับการเผยแผ่ เพื่อให้การอบรมสั่งสอนเป็นไปอย่างถูกฝาถูกตัว ซึมซาบถึงส่วนลึกของจิตใจ จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของบุคคล ผู้จะรับการเผยแผ่เป็นพิเศษ ที่แล้วมามักจะ เป็นการกระทำอย่างเครื่องจักร โดยให้คำสั่งสอนอบรมเหมือน ๆ กันไปทุกประเภท ซึ่ง อย่างมากจะแยกกันก็จะแยกกันเพียงเด็ก ผู้ใหญ่ ข้าราชการ หรือประชาชน เป็นส่วน ใหญ่ แต่แท้ที่จริงนั้น จักต้องหยิบขึ้นพิจารณาแยกกันให้ละเอียดและให้ได้รับผลโดย เฉพาะ ยิ่งกว่านั้นอีกมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่หรืออาชีพฝึกจากคนธรรมดาอย่างมาก เช่น ทหาร หรือตำรวจ ซึ่งจะต้องใช้อาวุธควรจะได้รับการอบรมให้เข้าใจใช้อาวุธ อย่างไร จึงจะไม่เป็นการฆ่าคนที่เป็นบาป เป็นต้น

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต