Buddhadasa.org

แง่เขว ตอนที่ ๑๗ — เป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว

แง่เขว — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แง่เขว (๒๓ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.119 113 เพ่งเล็ง ไปในทาง โภคะ ที่เป็นทรัพย์สมบัติ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็นสมบัติคือกามคุณนั้น ท่านก็สิ้นเนื้อประดาตัวจริงเหมือนกัน คือไม่มีทั้ง กิเลสกามและวัตถุกาม. วัตถุกามก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่เอร็ดอร่อยเป็นเหยื่อของกามคุณ ; กิเลสกาม ก็คือตัณหาราคะที่เป็นกิเลสภายใน. นี่ ตรัสเรียกว่าทรัพย์สมบัติหรือโภคะ. สิ่งเหล่านี้ พระ • องค์ ได้ทำลายให้หมดสิ้น ไปแล้วที่ โคนต้นโพธิ์ในวัน ตรัสรู้ เมื่อวันเพ็ญวิสาขะ : พระองค์ทรงยืนยันเป็น ใจความว่า "ฉันเป็นผู้สิ้นเนื้อประดาตัวอย่าง เขาว่า ถูกแล้ว: แต่ไม่ใช่อย่างที่พวกท่านว่า เพราะการสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างที่ท่าน ว่านั้น มันมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง, ความสิ้นเนื้อ ประดาตัวของพระอรหันต์นั้น ต้องมีความ หมายอย่างนี้ " นี่เป็นเรื่องความเข้าใจเขว ของ คนในครั้งโน้น ที่หลงใหลในโภคทรัพย์ และใน กิเลสตัณหา แล้วพยายามเป่าข่าวอกุศล เพื่อไม่ให้ 31

น.120 114 . คนมานับถือพระพุทธเจ้า หรือว่าเพราะความเกรง กลัวอันแท้จริงว่า ถ้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะกลาย เป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวไป. ท่านลองคิดดูเอง: ส่วน อาตมาอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า แม้พวกเราในสมัยนี้ แม้ที่เป็นคนหนุ่มคนสาว ก็อาจจะกลัวเหมือนกับคน • พวกนี้กลัวก็ได้ คือกลัวว่า ถ้ามาปฏิบัติในทาง พุทธศาสนาแล้วจะหมดการเกี่ยวข้องกันกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, กลัวความสิ้นเนื้อประดาตัวในทำนอง นี้ แล้วไม่อยากสนใจในพุทธศาสนา ไม่กล้าสนใจ ในการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ไปก็ ได้. โทษมัน กว้างขว้างถึงอย่างนี้ เพราะความเข้าใจผิดอย่างเดียว หรือเพราะเกี่ยวกับมีความติดมันยึดมั่นในกามคุณเป็น เหตุ จึงทำให้มองพระพุทธเจ้าในแง่ผิด และ พลอยมองหลักพระพุทธศาสนาในแง่ผิดตามไปด้วย. ทีนี้ ในแง่ที่ เกี่ยวกับคำสั่งสอนเรื่อง กรรม พระพุทธเจ้าถูกเขาประณามว่าเป็น อกิริย-

น.121 115 วาทะ คือกล่าว การไม่มีการกระทำอะไร เสีย เลย. เขามาเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าว่ามีคนเขากล่าว กันว่า พระโคดมนี้เป็นกล่าวการไม่เป็นอันทำอะไร เสียเลย จริงไหม ? พระพุทธองค์ท่านก็รับอย่าง เดียวกันอีกว่ามัน จริง, แต่มันมีความหมายว่าที่ไม่ ทำอะไรเสียเลยนั้น คือไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศล; ชื่อว่าเป็นบาปเป็นอกุศลแล้ว, ไม่ทำเสียเลย, นี้เป็น ระดับแรก. แต่ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นก็คือ เมื่อมีความรู้ แจ้งในเรื่องอนัตตาสูญญตาแล้วย่อมไม่มีเจตนาที่อยาก ได้อะไร หรืออยากทำอะไร ฉะนั้น คนที่มาถึงขั้น นี้ ย่อมไม่ทำกรรมอะไรด้วยเจตนา จึงเป็นการไม่ กระทำหรือไม่ถือได้ว่าเป็นการกระทำ. พรหมจรรย์นี้ มีการกล่าวสอนและการปฏิบัติ เรื่องการไม่กระทำ ถึงที่สุดเช่นนี้ ด้วยเหมือนกัน. ถ้ามีพูดว่าพุทธศาสนา หรือ พระ พุทธ เจ้า สอน เรื่องการ ไม่กระทำอะไรเสีย เลยแล้ว ต้องหมายความอย่างนี้: ไม่ใช่หมาย ความว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว เอาแต่นอน ไม่

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต