น.114 108 สะพานโดยเด็ดขาด:" นี้จะเห็นได้ว่าไม่มีสำนวน ว่า ให้อาศัยเมถุนละเมถุน เพราะเป็นสิ่งที่ ไม่อาจ จะทำได้ แต่กลับมีสำนวนชัดเจนว่า เมถุนธรรมเป็น สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เป็นสิ่งที่ต้องชัก สะพานโดยเด็ดขาด. ภาษาบาลีว่า เสตุฆาโต แปล เป็นภาษาไทยว่า ซักสะพาน. เปรียบเหมือนกับ มีคลอง ถ้าชักสะพานออกเสียแล้ว มันก็ไม่มีทางที่ จะเดินติดต่อกันได้. อุปมาอย่างนี้ชัดเจนแล้ว จึงไม่ มีคำอธิบายของท่านในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ย่อมเป็นคำอธิบายอยู่ในตัวว่า เราไม่สามารถจะใช้ หลักในการตามใจตัวเองในเรื่องกาม เพื่อทำให้เกิด ความเบื่อหน่าย . หรือความเพียงพอในเรื่องนี้ แล้ว จะได้หยุดเสียเช่นเดียวกัน. เนื่องจากมันแสดงอยู่ใน ตัวเอง ยิ่งไปกว่าในสามข้อแรก ฉะนั้นท่านอานนท์ จึงไม่ต้องกล่าวคำอธิบาย ฉะนั้น การที่พวกวัตถุ นิยมสมัยนี้จะมาอ้างเหตุผลว่าจะให้คนอยู่ดี กินดี สนุกสนานเพลิดเพลินถึงที่สุด แล้ว
น.115 109 จะได้หยุดความอยากไปเองอย่างนี้ จึงเป็นสิ่ง ที่ขัดกันกับหลักพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง การตามใจตัวเองในทางของกิเลสตัณหานั้น จะต้อง สรุปไว้ในประโยคว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ไว้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องชักสะพานเสียโดยสิ้นเชิง’ โดย แน่นอน. พวกวัตถุนิยมภายนอกพุทธศาสนาหรือแม้ พระพุทธบริษัทในวงพุทธศาสนานี้เอง ที่กำลังจะขบถ ต่อพระพุทธศาสนา กำลังจะอ้างเอาหลักเกณฑ์ที่คด โกงนี้มาแนะนำสั่งสอนกันเพื่อจะให้เป็น ข้อแก้ตัวใน การที่จะทำอะไร ๆ ไปตามกิเลสตัณหา เพื่อรสของ วัตถุนิยม. พวกเราพุทธบริษัท จะต้องมีความรู้ความ เข้าใจให้ถูกต้อง เป็นการช่วยกันป้องกัน ไม่ให้สิ่ง ที่ผิดคืบคลานเข้ามาในพุทธศาสนา. เป็นอันว่าเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างอันหนึ่งแล้ว ที่แสดงให้เห็นว่า การตีความหมายของพระ พุทธภาษิตนั้นมันมีได้หลายแง่หลายมุม. เรา ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทจะต้อง ยกเอา ความซื่อตรง
น.116 110 ต่อตัวเอง มาเป็นปณิธานอันเด็ดขาด หรือมี ความซื่อตรงต่อพระพุทธศาสนาเป็นปณิธานที่เด็ดขาด แล้วเราจะตีความหมายของประโยค หรือของคำ ต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามหลักของพระพุทธศาสนา อาตมารับประกัน ได้ว่า ถ้าท่านผู้ใดยึดถือหลักพระพุทธศาสนาอย่างที่ ได้กล่าวมาแล้วสองสามวันก่อนนั้นเป็นหลัก เช่นว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" อย่างนี้ เป็นหลักประจำอยู่ในใจแล้ว ไม่มีทางที่จะตีความ หมายของพระพุทธวจนะหรือคำใดคำหนึ่ง ให้ผิด พลาดไปจากแนวของพระพุทธศาสนาได้: ฉะนั้น จึงขอย้ำขอเตือนเสมอว่า หลักอันใหญ่ที่สำคัญ ที่สุดคือเรื่องความไม่ยึดมั่นถือ หรือความ เป็นอนัตตาหรือสูญญตานั้นแหละ เป็นหลัก ที่สำคัญที่สุด ที่เราจะต้องยึดไว้ตลอดกาล เพื่อความปลอดภัยในการตีความหมาย หรือ ทำความเข้าใจในหลักเกณฑ์ต่าง ๆ.
น.117 111 เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นอันว่าแม้ว่าอาตมาจะ ไม่ได้กล่าวโดยสิ้นเชิง ทุกเรื่องทุกราว เพราะมัน เหลือวิสัยที่จะนำมากล่าว แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า มันเป็น ตัวอย่างที่เพียงพอแล้ว ที่เราได้มีการตี ความหมายในหลักของพระพุทธศาสนาผิด เช่น ตีความหมายของคำว่าสันโดษ คำว่าสงบหรือความ สงัดอะไรเหล่านี้ผิด ตลอดถึงตีความหมายในหลัก ปฏิบัติเรื่องกรรม เรื่องวิปัสสนา เรื่องบุญกุศลผิด; ตลอดถึงตีความหมายของประโยคที่เป็น หลักในเรื่อง กิเลสตัณหา ที่ชอบอ้างเอ่ยกันทั่วไปนั้นผิด เหล่านี้ เป็นต้น. ที่นี้ อาตมาอยากจะกล่าวเลยไปถึง เรื่องที่ เกี่ยวกับองค์พระศาสดาเองบ้าง ท่านทั้งหลายพึงทราบว่า ได้มีการเข้าใจผิด ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วอย่างมากมาย แม้ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล จนปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก
น.118 112 ทั่ว ๆ ไปด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระ ไตรปิฎกเล่มแรก. มันจะเป็นเพราะมีคนแกล้งหา เรื่องกล่าวให้ผิด หรือว่าเพราะเขาเข้าใจคำตรัสผิด นี่เราก็ไม่แน่นัก; แต่มันแน่ในข้อที่ว่าได้มี การ กล่าวหาอย่างผิด ๆ ต่อองค์พระสัมมาสัม พุทธเจ้าขึ้นแล้วอย่างมากมาย. พระพุทธองค์ทรงถูกประณามโดยคนภายนอก ว่า นิพโภโค คือ คนสิ้นเนื้อประดาตัว. นิพโภโค คำนี้แปลว่า มีโภคะออกแล้ว, ถ้าแปล อย่างไทย ๆ เรา ก็ต้องแปลว่า คนสิ้นเนื้อประดาตัว. มีคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า การที่เขา ล่ำลือกันอย่างนั้นนั้น เป็นการถูกหรือผิด เป็นการ กล่าวตามความเป็นจริงหรือเปล่า พระพุทธเจ้าท่าน ทรงยอมรับว่าจริง, คือจริงตามที่เขากล่าวอย่างนั้น, สิ้นเนื้อประดาตัวในที่นี้ มันก็เหมือนกับที่เราได้รับ คำอธิบายกันมาแล้วคือไม่มีตัว ไม่มีตัวตนที่จะยึดถือ ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของของตนนี้ก็แง่หนึ่ง. ถ้า 31
น.119 113 เพ่งเล็ง ไปในทาง โภคะ ที่เป็นทรัพย์สมบัติ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็นสมบัติคือกามคุณนั้น ท่านก็สิ้นเนื้อประดาตัวจริงเหมือนกัน คือไม่มีทั้ง กิเลสกามและวัตถุกาม. วัตถุกามก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่เอร็ดอร่อยเป็นเหยื่อของกามคุณ ; กิเลสกาม ก็คือตัณหาราคะที่เป็นกิเลสภายใน. นี่ ตรัสเรียกว่าทรัพย์สมบัติหรือโภคะ. สิ่งเหล่านี้ พระ • องค์ ได้ทำลายให้หมดสิ้น ไปแล้วที่ โคนต้นโพธิ์ในวัน ตรัสรู้ เมื่อวันเพ็ญวิสาขะ : พระองค์ทรงยืนยันเป็น ใจความว่า "ฉันเป็นผู้สิ้นเนื้อประดาตัวอย่าง เขาว่า ถูกแล้ว: แต่ไม่ใช่อย่างที่พวกท่านว่า เพราะการสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างที่ท่าน ว่านั้น มันมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง, ความสิ้นเนื้อ ประดาตัวของพระอรหันต์นั้น ต้องมีความ หมายอย่างนี้ " นี่เป็นเรื่องความเข้าใจเขว ของ คนในครั้งโน้น ที่หลงใหลในโภคทรัพย์ และใน กิเลสตัณหา แล้วพยายามเป่าข่าวอกุศล เพื่อไม่ให้ 31
น.120 114 . คนมานับถือพระพุทธเจ้า หรือว่าเพราะความเกรง กลัวอันแท้จริงว่า ถ้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะกลาย เป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวไป. ท่านลองคิดดูเอง: ส่วน อาตมาอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า แม้พวกเราในสมัยนี้ แม้ที่เป็นคนหนุ่มคนสาว ก็อาจจะกลัวเหมือนกับคน • พวกนี้กลัวก็ได้ คือกลัวว่า ถ้ามาปฏิบัติในทาง พุทธศาสนาแล้วจะหมดการเกี่ยวข้องกันกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, กลัวความสิ้นเนื้อประดาตัวในทำนอง นี้ แล้วไม่อยากสนใจในพุทธศาสนา ไม่กล้าสนใจ ในการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ไปก็ ได้. โทษมัน กว้างขว้างถึงอย่างนี้ เพราะความเข้าใจผิดอย่างเดียว หรือเพราะเกี่ยวกับมีความติดมันยึดมั่นในกามคุณเป็น เหตุ จึงทำให้มองพระพุทธเจ้าในแง่ผิด และ พลอยมองหลักพระพุทธศาสนาในแง่ผิดตามไปด้วย. ทีนี้ ในแง่ที่ เกี่ยวกับคำสั่งสอนเรื่อง กรรม พระพุทธเจ้าถูกเขาประณามว่าเป็น อกิริย-
น.121 115 วาทะ คือกล่าว การไม่มีการกระทำอะไร เสีย เลย. เขามาเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าว่ามีคนเขากล่าว กันว่า พระโคดมนี้เป็นกล่าวการไม่เป็นอันทำอะไร เสียเลย จริงไหม ? พระพุทธองค์ท่านก็รับอย่าง เดียวกันอีกว่ามัน จริง, แต่มันมีความหมายว่าที่ไม่ ทำอะไรเสียเลยนั้น คือไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศล; ชื่อว่าเป็นบาปเป็นอกุศลแล้ว, ไม่ทำเสียเลย, นี้เป็น ระดับแรก. แต่ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นก็คือ เมื่อมีความรู้ แจ้งในเรื่องอนัตตาสูญญตาแล้วย่อมไม่มีเจตนาที่อยาก ได้อะไร หรืออยากทำอะไร ฉะนั้น คนที่มาถึงขั้น นี้ ย่อมไม่ทำกรรมอะไรด้วยเจตนา จึงเป็นการไม่ กระทำหรือไม่ถือได้ว่าเป็นการกระทำ. พรหมจรรย์นี้ มีการกล่าวสอนและการปฏิบัติ เรื่องการไม่กระทำ ถึงที่สุดเช่นนี้ ด้วยเหมือนกัน. ถ้ามีพูดว่าพุทธศาสนา หรือ พระ พุทธ เจ้า สอน เรื่องการ ไม่กระทำอะไรเสีย เลยแล้ว ต้องหมายความอย่างนี้: ไม่ใช่หมาย ความว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว เอาแต่นอน ไม่
น.122 116 ทำอะไร. ที่แท้มีการกระทำสิ่งที่ควรทำ จนกระทั่ง ลุถึงขั้นสูงสุด คือความไม่ยึดถือด้วยอุปาทานแล้ว แม้กระทำอยู่ก็ไม่เป็นการกระทำ, ไม่มีกิเลสตัณหา ที่ต้องการผลของการกระทำ, ท่านจึงถือว่าไม่เป็น การกระทำ และเรียกว่าไม่มีการกระทำ. พระพุทธ- เจ้าท่านตรัสยืนยันมีความหมายอย่างนี้ ไม่ ใช่มีความ หมายอย่างที่เขาว่า ว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวเอา เปรียบคนอื่น อาศัยคนอื่นกินอย่างเดียว หรือว่า คนที่ยังมีกิเลส ทำอะไรไม่เป็นกรรม; หรือว่า คนที่หมดกิเลสแล้ว ทำอะไรยังเป็นกรรมอยู่ อีก, ดังนี้ก็หาไม่. มีคำกล่าวหาอย่างอื่นต่อไปว่า พระสมณ- โคดมนี้มีแต่จะนำไปทำให้พินาศฉิบหาย มีแต่ จะนำไปสู่ความฉิบหาย พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบ ว่า จริง อีกเหมือนกัน: แต่ว่า นำไปทำกิเลสให้ ฉิบหาย. อธิบายว่า กิเลสหรือบาปอกุศลต่าง ๆ นั้น พระองค์เป็นผู้นำคนทั้งหลาย ให้ทำให้มัน
น.123 117 ฉิบหายเสียให้หมด, ไม่ใช่ทำให้คนฉิบหายจาก ความดี หรือจากสิ่งที่ควรจะมี อย่างที่เขาเข้าใจกัน การป่าวข่าวอกุศลในครั้งนั้น คงจะมีถึงกับว่าใครไป เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องพินาศฉิบหาย ไม่มีอะไรติดตัว หรือไม่เอาอะไรหมดทำนองนั้น. มันเป็นเรื่องพูดอย่างสำนวนโลก ๆ แต่หาเลสให้มี ความหมายเกี่ยวไปถึงธรรม. พระพุทธเจ้าท่านทรง ยอมรับทุกคำและทุกประโยค ที่เขากล่าวป้ายร้าย แต่ท่านให้ความหมายที่ถูกต้องเสียใหม่. พวกเราจะ ต้องเข้าใจความหมายเหล่านี้ให้ถูกต้องเพียงพอ. มัน เป็นเครื่องช่วย ให้เราเข้าใจหลักของพระพุทธศาสนา หรือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดียิ่งขึ้น. คำด่าอันสุดท้าย ที่อยากจะยกมาเป็นตัวอย่าง ก็คือ เขาหาว่า พระสมณโคดมนี้เป็นคนไม่รู้ จักผุดจักเกิด. ท่านทั้งหลายที่รู้ภาษาไทยดีตาม ปรกติ ท่านก็ต้องถือว่าการหาว่าไม่รู้จักผุดจักเกิดนี้ มันเป็นคำด่าอย่างยิ่ง เป็นคำด่าที่เราถือกันว่าเป็นคำ
น.124 118 ด่าคนโง่ คนหลง คนมิจฉาทิฏฐิ ว่าแกโง่หรือเลว อย่างไม่รู้จักผุดจักเกิด. คนธรรมดาไม่มีความรู้เรื่องนี้ อย่างสมบูรณ์ อยากเกิดอยู่เรื่อย: อยากเกิดดี เกิดสวย เกิดรวย เกิดเป็นเทวดา เป็นอะไรอยู่เรื่อย ถ้าไม่ต้องเกิดแล้ว ก็เสียใจ หรือถือว่าเป็นความ เสียหายอย่างยิ่ง ประชาชนในแคว้นมคธ ในอินเดีย สมัยพุทธกาล ก็เหมือน ๆ กันกับคนไทยส่วนมากใน สมัยนี้: ถ้าว่าไม่รู้จักผุดจักเกิดแล้ว ก็กลัว. ถ้า ไปว่าเขาอย่างนั้น ก็กลายเป็นคนด่าเขา. เขาด่า พระพุทธเจ้า ว่าพระสมณโคดมเป็นคนไม่รู้จักผุด จักเกิด. ใครไปติดต่อด้วย ใครปฏิบัติตามแล้ว จะกลายเป็นคนไม่รู้จักผุดจักเกิด. มีคนบางคนก็ไป ทูลถามว่าพระองค์ว่า นี่ เขาว่าเช่นนี้ มันจริงหรือ ไม่จริง. มันถูกหรือไม่ถูก. พระพุทธเจ้าท่านตอบว่า มันถูกอีก คือ ท่านเป็นคนไม่รู้จักผุดจักเกิด เพราะว่ากิเลสตัณหาเหล่าใด ที่เป็นเหตุให้มี การผุดการเกิดไม่รู้จักสิ้นสุดนั้น ตถาคต
น.125 119 ได้ทำลายเสียแล้ว ทำให้หมดเชื้อหมดราก เหมือนตาลยอดเน่าแล้ว ตั้งแต่วันตรัสรู้ที่ โคนต้นโพธิ์. พระองค์ตรัสตอบเป็นใจความอย่างนี้ ฉะนั้น การหาพระองค์ว่าไม่รู้จักผุดจักเกิดนั้นถูกแล้ว, ความไม่รู้จักผุดจักเกิดของพระพุทธเจ้าในที่นี้ หมาย ถึงความหมดกิเลสตัณหาในการเกิด หรือในการ อยากเกิดโดยสิ้นเชิง. ทั้งนี้เพราะมองเห็นธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่น คน ไม่มีสัตว์ ไม่มีตัว ไม่มีตน อันเป็นหลัก เรื่องอนัตตาเรื่องสูญญตาถึงที่สุด จนไม่มีคนที่จะ เกิด ไม่มีคนที่จะตายเสียเลย นี้มันยิ่งไปกว่าที่จะ กล่าวแต่เพียงว่าคนไม่รู้จักผุดจักเกิดเป็นไหน ๆ. ถือมั่น. แต่ยังมีสิ่งที่น่าคิดยิ่งไปกว่านั้นอีกว่า ความ เห็นแจ้ง ว่าคนหรือสัตว์ไม่มี แม้เดี๋ยวนี้ ก็ไม่มี ความรู้เรื่องสูญญตา หรือเรื่องอนัตตา นี้ สอนให้เรารู้ว่า แม้เดี๋ยวนี้ พวกเราที่นั่งๆกันอยู่ นี้ ก็ไม่ได้เป็นคนอยู่เลย. ถ้ามองเห็นความจริง. ก็
น.126 120 จะมีความรู้สึกอย่างนั้นจริง. ถ้าเข้าใจเรื่องสูญญตา เรื่องอนัตตา เห็นแจ่มแจ้งถึงที่สุดจริง ก็จะรู้ว่าที่ กำลังคิดอยู่ว่าตัวข้าพเจ้าเป็นอยู่ มีอยู่ เดี๋ยวนี้นั้นไม่ ใช่ความจริง. ความจริงคนไม่มี มีแต่ประชุมแห่ง ขันธ์แห่งธาตุ แห่งนาม แห่งรูป สิ่งเหล่านี้ เมื่อ ประกอบอยู่ด้วยกิเลส มีอุปาทานยึดถืออย่างนั้นอย่าง นี้แล้ว ก็เข้าใจตัวเองว่าเป็นฉัน เป็นกู; ฉันนั่งอยู่ เดินอยู่ ทำนองนี้เป็นต้น. ความรู้เรื่องสูญญตา เรื่องอนัตตา ย่อมสอนให้หมดความนับถือ ว่าเป็นคน; จะหมายถึงคนเดี๋ยวนี้ หรือคนในอดีต หรือคนในอนาคตก็สุดแท้ " ความไม่รู้จักผุดจัก เกิด" ของพระพุทธเจ้าท่านมีความหมายอย่างนี้และ มันสูงสุดกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้. ฉะนั้น ท่าน ผู้ฟังทุกๆคนควรจะจำไว้เป็นตัวอย่างว่า ทางมาแห่ง การกล่าวหาอย่างอกุศลหรือป้ายร้ายนั้น มัน มีได้ แม้ในสิ่งที่ถูกต้องหรือบริสุทธิ์ผุดผ่อง; แต่เราอย่าไปหลงผิดก็แล้วกัน คือเราพยายามตีความ
น.127 121 หมายให้ถูก โดยที่เราจับหลักพระพุทธศาสนาที่แท้ จริงไว้ให้ได้ไว้ให้มั่นคง อย่าให้มันพลิกแพลงได้. นี่ เราจะเห็นได้ว่าคำด่าทั้งหมดนั้น มันเกิดมาจากปาก ของบุคคลที่ไม่ มีความรู้เรื่องความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้ง นั้น. ถ้าเขาเข้าใจในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะเกิดความสงสัย หรือกลายเป็นคำประชดประชัน ขึ้นมาไม่ได้. ทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวกับองค์พระศาสดา. อาตมา ได้ยกตัวอย่าง มาพอ เป็น เครื่อง เปรียบเทียบ หรือให้สังเกตเห็นว่ามีแง่ที่จะเขวได้อย่างนี้. คน มิจฉาทิฏฐินอกพระพุทธศาสนาเมื่อมุ่งจะทำลายพุทธ- ศาสนา ย่อมจะหาเลศอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวกับ ตัวลัทธิศาสนาก็ดี เกี่ยวกับองค์พระพุทธเจ้าก็ดี มา เป็นเครื่องอ้างอิง มาเป็นเครื่องพูดจาหว่านล้อม ให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ให้ละจากศาสนานั้น ๆ ไปถือ ศาสนาของเขา หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิดิ่งไปเลย โดย ไม่ต้องมีศาสนาไหน ไม่ถือศาสนาอะไรเลยก็ได้
น.128 122 ฉะนั้นเราควรจะเข้าใจไว้ว่า ลู่ทางที่จะถูกหลอก ลวงออกไปนอกศาสนา หรือทางที่จะกีดกัน ไม่ให้คนเข้ามาถือพุทธศาสนา ย่อมอยู่ที่การ รู้เล่ห์เหลี่ยมในการอธิบาย หลักพุทธศาสนา ให้เขาไป หรืออธิบายคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ให้ผิดจากความเป็นจริงไปนี่เอง. ทีนี้ ข้อสุดท้ายที่อาตมาอยากจะฝาก ไว้สำหรับการคิดนึกศึกษาต่อไป นั้น ยังมีอยู่อีก ข้อหนึ่ง ในเมื่อได้พูดเรื่องนี้มาถึงขนาดนี้แล้ว. ใน สมัยที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว เผยแผ่พระพุทธ- ศาสนาอยู่ในแคว้นมคธได้มีคนมาบวชในพุทธศาสนา มากขึ้น จนกระทั่งสาวกของสญชัยปริพพาชกสองร้อย กว่าคนมาบวชในศาสนานี้ ซึ่งมีพระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะเป็นผู้นำ. นี้เป็นการแสดงให้เห็นได้ แล้วว่า พุทธศาสนาเป็นปึกแผ่นอย่างไร มีอิทธิพล อย่างไร. ทีนี้ พวกชาวมคธที่เป็นชาวบ้านธรรมดา
น.129 123 ไม่มีความเข้าใจ มองไม่เห็นความดีความประเสริฐ ของพุทธศาสนานี้ พากันเยาะเย้ยถากถาง. พวกที่ เป็นสาวกของลัทธิอื่น ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ถึงกับ จ้างคนให้มาคอยด่าพระพุทธเจ้าเองบ้าง, ด่าพระสาวก องค์ใดองค์หนึ่ง ที่ผ่านไปผ่านมาบ้าง, ต่าง ๆ นานา, เขาเยาะเย้ยว่า เอาพวกสญชัยนี้ไปตั้งสองร้อยกว่าแล้ว จะมาเอาพวกไหนไปอีกเล่า, อย่างนี้เป็นต้น. ประโยค ที่น่าขันที่สุด ก็คือเขาประณามว่า พรหมจรรย์ ของพระสมณโคดมนั้นดีแต่จะทำคนให้เป็น หม้าย, ลองฟังดู. เขากล่าวหาว่าพรหมจรรย์ชนิด ของพระสมณโคดมนั้น ดีแต่จะทำคนให้เป็นหม้าย. เกี่ยวกับเรื่องนี้เราจะต้องเข้าใจในสถานการณ์ ในประเทศอินเดียที่เกี่ยวกับการบวช ให้ถูกต้องเสีย ก่อน เพราะมันไม่เหมือนกันกับในประเทศไทยเรา. ในประเทศไทย เราให้คนหนุ่ม ๆ บวชโดยไม่ต้อง มีความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อโลกอย่างไร, บวช ๓ เดือน ๔ เดือน แล้วก็สึกมามีครอบครัว มันจึงไม่ ได้ทำ
น.130 124 ให้คนเป็นหม้าย. แต่ในอินเดียในสมัยโน้นนั้น มัน เป็นการออกบวชของคนที่มองเห็นธรรมะ มองเห็น ความจริงของโลก ของชีวิต ของกามารมณ์. ของ อะไรต่างๆ อย่างถูกต้องสิ้นเชิง แล้วออกบวช แล้วไม่สึก ฉะนั้นจึงมีผลทำให้คนเป็นหม้าย. ถ้า ภรรยาออกบวช ผัวก็เป็นหม้าย. ผัวออกบวช ภรรยาก็เป็นหม้าย: พรหมจรรย์ของพระสมณโคดม จึงถูกคนแต่งเพลงขับขึ้นขับใส่หู กล่าวหาว่าดีแต่ทำ ให้คนเป็นหม้าย. พระพุทธเจ้าท่านได้ชี้แจ้งลู่ทาง จะให้ขับตอบ, จะเป็นเด็ก ๆ หรือคนพวกไหนก็ไม่ ทราบแน่, ให้ขับบทเพลงตอบ. แต่จะเป็นบทเพลง อยู่ที่ว่า จะแก้ข้อหาเหล่านั้นอย่างไร, ข้อที่หาว่า จะนำไปข้างไหนนั้น ท่านแนะให้อธิบายให้เขาเห็น ว่านำไปสู่ความดับทุกข์ ไม่ใช่พาไปไหน: ที่พา คนเหล่านี้ไปนั้น ไม่ใช่พาไปไหน เป็นการพาออก จากการทนทรมานในความทุกข์ ออกไปสู่ที่สุดทุกข์:
น.131 125 จะพาใครออกมาได้สักกี่ร้อยกี่พันคนก็ตาม มันเป็น การพาออกไปสู่ที่สุดของความทุกข์ เพราะฉะนั้น การที่ทำให้คนเป็นหม้ายนั้น มันเป็นการเสีย หายที่น้อยเกินไป! หมายความว่า การนำให้ ออกไปจากบ้านเรือนนี้ มันเป็นเรื่องพ้นจากความ ทุกข์ โดยสิ้นเชิง การทำคนให้เข้าถึงอนัตตาหรือสูญญ ตา นี้ มันมีค่ายิ่งกว่าการที่ยังคงอยู่เป็นสามีภริยา กันตามประสาโลก ๆ, จนกระทั่งเกิดมี โวหาร เรียกว่า "การสมรสกับสูญญตา" ซึ่งหมายถึง การเข้าถึงความหลุดพ้น หรือความปล่อยวาง สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เคยยึดถือเป็นตัวตน หรือของตนโดยสิ้นเชิง! เป็นความพ้นจากทุกข์ ที่เที่ยงแท้และถาวร ไม่มีการเปลี่ยนแปลง. อุปมา เรื่องสูญญตานี้ คืออุปมาด้วยเรื่องว่า สูญญตา เป็นนางสาวที่ไม่รู้จักแก่ชรา เป็นต้น; ผู้ที่สมรส กับสูญญตา จึงพลอยเป็นผู้ที่ไม่รู้จักแก่ไปด้วย แล้ว
น.132 126 ก็ยังแถมอยู่เหนือความมีเพศ "ผู้หญิงก็สมรสกับ สูญญตาได้ ผู้ชายก็สมรสกับสูญญตาได้ หามี ใครเป็นหม้ายไม่ ! แล้วยังกลายเป็นผู้ที่ว่างจาก กิเลส และว่างจากความทุกข์ เป็นความสงบสุขที่ เป็นอนันตกาล เพราะฉะนั้นจึงมีความหมายมากพอ จะลบล้างข้อเสียหาย ที่ว่าจะต้อง เป็นหม้าย นั้นเสียได้ โดยสิ้นเชิง. ท่านอธิบายอย่างนี้ เพื่อแก้ข้อหา ของ คนที่เขาด่าว่าพรหมจรรย์ของพระสมณโคดมนี้ มี แต่จะทำให้เป็นหม้าย ทีนี้ เรามานึกถึงสถานการณ์อย่างปัจจุบันนี้ที่มี ผู้ตั้งคำถามว่า คนที่ออกบวชนั้น จะได้อะไรคุ้ม กันกับการที่ทำให้คนที่อยู่ข้างหลังต้องลำบาก หรือต้องเป็นหม้าย. เกี่ยวกับปัญหานี้เราจะต้อง คำนึงถึงสิทธิของมนุษยชน หรือสิทธิอันชอบธรรม ที่บุคคลเราควรจะได้รับ ในการที่จะบรรเทาความ ทุกข์ หรือทำความดับทุกข์ให้แก่ตน. สามีก็ควร จะบวชได้: ภรรยาก็ควรจะบวชได้, ไม่ควรจะ
น.133 127 จำกัดว่าควรบวชแต่ผู้ชาย. พรหมจรรย์ของพระ สมณโคดมนี้ ไม่ได้ระบุว่าบวชได้แต่ผู้ชาย ผู้หญิง ก็บวชได้; ฉะนั้นจึงเป็นสิทธิที่เปิดไว้กว้าง ไม่ได้ มุ่งหมายให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหม้าย แต่มุ่งหมาย ที่จะให้คนทุกคนมีทางจะออกจากความทุกข์ ด้วย ความสมัครใจ ด้วยความพอใจ ด้วยความเฉลียว ฉลาด ไม่โง่เง่า ในเมื่อเห็นว่าทางนี้เป็นอุบายที่จะ ดับทุกข์ โดยตรง ออกไปสู่ความไม่มีทุกข์ ที่สดชื่น ไม่รู้จักโรยรา ตลอดอนันตกาล: อาตมาขอใช้ สำนวนอย่างนี้: คือมันก็เป็นสิทธิที่ทุกคนจะทำได้; ฉะนั้น ควรจะเลิกกล่าวหาพุทธศาสนาว่ามี ไว้สำหรับ ทำให้คนฝ่ายหนึ่งลำบาก ในเมื่อคนฝ่ายหนึ่งออกไป บวช 'และทำให้คนที่เหลือเป็นหม้ายมากขึ้นในโลก; เพราะว่าพุทธศาสนาได้เปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายบุรุษและ สตรีถ้าทำได้ ก็จะนำไปสู่ผลที่ยิ่งไปกว่าการอยู่กันเป็น คู่ๆนั้น อย่างมากมายเหลือที่จะเปรียบกันได้. มัน ยังขาดอยู่ก็แต่สติปัญญาของสัตว์เหล่านั้น ว่า
น.134 128 จะมีเพียงพอที่จะพินิจพิจารณาดูจนเห็นความจริง ข้อ นี้หรือไม่เท่านั้น. เป็นอันว่าเราได้เปลืองข้อครหา หรือแง่ที่ เขาจะกล่าวร้ายพระพุทธศาสนา หรือแม้ที่เราจะเข้า ใจเขาเอง ด้วยความเข้าใจผิดงมงายของเราอย่าง เขว ๆ นั้น กันมาพอสมควรแล้ว สำหรับโอกาส ของการบรรยายที่มีอยู่เพียงเท่านี้ ขอ สรุปการบรรยาย ในวันนี้ เป็นหลักสั้นๆ ว่า เราอย่าพลอยตื่นเข้าใจหลักธรรมต่าง ๆ ไปตามเสียงเล่าลือ นี้เป็นประการแรก: และ ประการที่สอง เราอย่าผลุนผลันเข้าใจหรือยึด มั่นถือมั่นหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้น ไปตาม ความรู้ความเข้าใจของเราเอง ในความรู้สึก ที่เกิดขึ้น อันเกี่ยวกับหลักพระพุทธศาสนา หรือเหตุการณ์ต่างๆ ในพระพุทธศาสนา ใน ครั้งแรก. และประการที่สาม, การได้ยินได้ฟัง
น.135 129 ของเราติดต่อมาทุกครั้ง ควรจะเป็นไปเพื่อให้ เข้าใจหลักพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นทุกคราว. และว่า คนที่อุส่าห์มาศึกษามา ฟังอยู่นี้ มักหวังผลกันไปเสียอีกทางหนึ่ง. พระพุทธเจ้าท่านได้ว่าโมฆะบุรุษนี้ ศึกษาสุตะคือ สดับตรับฟังสิ่งต่าง ๆ ก็ตาม เรียนปริยัติต่าง ๆ ก็ตาม ก็เพราะปรารภเสียงสรรเสริญ. หรือเพื่อเอาสิ่งที่ได้ ยินได้ฟังนั้นไปเป็นเครื่องประกอบความรู้ หรือเพิ่ม น้ำหนักให้แก่ถ้อยคำของตนเสียเป็นส่วนใหญ่, ไม่ ได้มาฟังมาศึกษาเพื่อจะเข้าใจเรื่องความดับทุกข์. ที่นี้ เราควรจะคิดดูว่า การที่พวกเราได้ยินได้ฟัง หรือ ได้รับการอบรมนี้ มันจะอยู่ในลักษณะอย่างที่กล่าว นี้หรือเปล่า? เราฟังเพื่อเอาไปปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ กัน หรือว่าเพื่อผลเพียงว่าเขาล่ำลือเขาสรรเสริญกัน ว่าความรู้ทางพุทธศาสนานี้ดีวิเศษ ถ้าเรารู้แล้ว เรา ก็เป็นคนที่น่าสรรเสริญไปด้วย ดังนี้ หรือเปล่า ? หรืออีกอย่างหนึ่งว่า เราได้ยินได้ฟังนี่ เพื่อจะจดจำ
น.136 130 เอาไปเป็นเครื่องอ้าง ในเมื่อเราจะโต้เถียงกับคนอื่น มันจะได้มีน้ำหนักแก่คำพูดฝ่ายเรา อย่างนี้เป็นต้น. ถ้ามีความมุ่งหมายเพียง ๒ อย่างดังนี้แล้ว พึงถือว่า การได้ยินได้ฟังของเราทั้งหลายในที่นี้ กำลังเขวมาก ทีเดียว: มันจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง คือจะให้เข้าใจ หลักพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง เพื่อจะวินิจฉัยสิ่ง ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง แล้วปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของตนเอง หรือของโลกได้ถูกต้อง. ฉะนั้น การอบรมศึกษา เพื่อประกันความไขว้เขวดังที่เรากำลังกระทำ กันในวันนี้ จึงนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง แม้ ในทางปริยัติ แม้ในทางปฏิบัติ แม้ในทาง ผลที่จะพึงได้รับและแม้ที่สุดแก่พระประสงค์ ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาเอง หรือแก่ พระศาสนาซึ่งจะตั้งอยู่เป็นร่มโพธิ์ทอง ของ โลก คุ้มครองโลกให้ยืนยาวตลอดไป. อาตมา ขอ ยุติ คำ บรรยาย วันนี้ เพราะการหมดเวลาลงเพียงเท่านี้.
น.137 พิมพ์ที่ โรงพิมพ์อักษรสาสน์ 40 ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. 21139 นายสมบูรณ์ ทองแท้ ผู้พิมพ์โฆษณา 2505
Buddhadasa