น.13 6 นั้นไม่ต้องพูดถึงกันแล้ว อาตมาอยากจะระบุเฉพาะ เรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งคือ เรื่องตัวตน, คำพูด เรื่องตัวตน คำสอนที่สอนให้แสวงหาตัวตนที่แท้จริง เหล่านี้ ท่านจะต้องกำหนดไว้ให้แม่นยำ. คำสอนที่ว่า ‘จงแสวงหาตัวตนที่แท้จริง’ ข้อนี้เป็นคำสอนฝ่ายฮินดูหรือฝ่ายพราหมณ์ โดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือคัมภีร์อุปนิษัท อันเป็นคัมภีร์ ฝ่ายฮินดูหรือฝ่ายพราหมณ์ที่พ้องยุคพ้องสมัยกันกับ พระพุทธเจ้า. พวกครูบาอาจารย์ฝ่ายอุปนิษัทเหล่า นั้น เขามีหลักไม่เหมือนกับเรา คือเขาถือหลักว่า มีอาตมันที่แท้จริง ที่หลุดจากโลกแล้ว เป็นจุด มุ่งหมาย. เขาเรียกสิ่งนั้นว่าตัวตนที่แท้จริง ; เขามี ปัญหาว่า ‘จะหาพบอาตมันที่แท้จริงได้อย่างไร ?' แตกต่างจากปัญหาของพวกเราชาวพุทธ ที่ว่า 'จะดับทุกข์ได้อย่างไร ?’ คนที่เป็นพราหมณ์ เหล่านี้ ได้เข้ามาหว่านพืชแห่งลัทธิอุปนิษัทหรือ ลัทธิพราหมณ์ลงในพวกเรา เราจึงมีคำพูดและมี
น.14 7 ความคิดนึก หรือมีลัทธิที่คอยแต่จะแสวงหาตัวตน ที่แท้จริงอยู่เป็นประจำ ชื่ออันนี้มันขัดกันกับหลัก พุทธศาสนาซึ่งปฏิเสธตัวตน. อีกอย่างหนึ่งพึงทราบว่า ลัทธิที่มีตัวตน และสอนให้แสวงหาตัวตนที่แท้จริงนี้ มัน ตรงกับความต้องการของสัญชาตญาณเดิม ๆ ของคนเรา ทั่ว ๆ ไป และมีอยู่ในแทบทุกลัทธิ หรือแทบทุกศาสนา เพราะมันเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย รับเอาได้ง่าย ตรงกับความต้องการในจิตใจของคน ทุกคนอยู่แล้ว ที่จะมีตัวฉัน ตัวเรา ตัวข้าพเจ้า. ถ้าสิ่งที่กำลังยึดถืออยู่นี้ ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าที่แท้จริง ก็สอนให้เขยิบไปหาสิ่งที่ลึก ๆ เข้าไป ประณีตเข้า ไป เป็นตัวข้าพเจ้าที่แท้จริง ฉะนั้นจึงมีคำพูดหรือ หลักที่เป็นตัวลัทธิที่ว่า ให้แสวงหาตัวตนที่แท้จริง ตามแบบอุปนิษัท แพร่หลายไปในที่ทุกหนทุกแห่ง. พวกพราหมณ์หรือครูบาอาจารย์ฝ่ายอุปนิษัทได้ ไปถึง ที่ไหน ลัทธินี้ต้องไปถึงที่นั่น.
น.15 8 ชาวอินเดียได้เข้ามาสู่แหลมทองตั้งแต่ ก่อนพุทธกาล คือตั้งแต่ก่อนคนไทยลงมาสู่ดินแดน แหลมทอง ฉะนั้น เขาได้มาหว่านพืชแห่งลัทธิ อุปนิษัทที่ว่า มีตัวตนหรือแสวงหา ตัวตนที่แท้จริงนี้ ไว้ ก่อนหน้านั้นแล้ว ฉะนั้น พอเราลงมาถึง เราก็ ได้ รับพืชเหล่านี้ และยิ่งในสมัยที่ชนชาติไทยได้ตั้งหลัก แหล่ง มีราชสำนักขึ้นมาแล้ว ก็มีครูบาอาจารย์ ที่เป็นพราหมณ์ ที่มีลัทธิอุปนิษัทเต็มแน่นอยู่ใน มันสมองนั่นแหละ มาเป็นครูบาอาจารย์ ดังเราจะ เห็นได้ว่าคัมภีร์อย่างคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเรา ถือกันว่าเป็น คัมภีร์สำคัญอันหนึ่ง ในสมัยกรุงสุโขทัย นั้น มันก็ไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นเรื่องของฝ่าย พราหมณ์ทั้งดุ้น. แม้มีป้ายฉลากว่าเป็นพุทธบางส่วน มันก็เป็นเรื่องของฝ่ายพราหมณ์ทั้งดุ้น. นี้เราเห็น ได้ชัดทีเดียวว่า อิทธิพลของฝ่ายพราหมณ์หรือ อุปนิษัทนี้ให้เข้ามาครอบงำคนไทยเราอย่างไร หนัก แน่นเพียงไร ฉะนั้น เราอย่าได้ถือเอาประโยคที่ว่า
น.16 9 ‘จงแสวงหาตัวตนที่แท้จริง’ ที่ติดอยู่ในหูหรือที่ ติดอยู่ในใจคนไทยเรา มาตั้งนมนานตั้งพันกว่าปีแล้ว มาเป็นหลักว่า นี่มันเป็นหลักพุทธศาสนาที่ถูกต้อง หรือเป็นหลักที่ต้องยึดเป็นหลัก ในการปฏิบัติ พุทธศาสนา. เราจะต้องรู้ความจริงดังที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้น. เราจะเข้าใจพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น โดยทำ ความเข้าใจเขยิบขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งว่า แม้สิ่งที่พวก อุปนิษัทเรียกว่าตัวตนอันแท้จริงหรืออาตมัน อันแท้จริงนั้น นั่นก็ยังไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ อัตตาที่แท้จริง อะไรเลย มันเป็นเพียงจิตที่บริสุทธิ์ หรือเป็นเพียงภาวะของจิตที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส ขึ้นมาในระดับหนึ่งเท่านั้น และเขาสมมติเรียกมัน ว่าอาตมันหรืออัตตาก็ตามใจเขา เราไม่สมัครที่จะ เรียกสิ่งนั้นว่า อัตตาหรืออาตมัน. เรายอมรับว่า ภาวะเช่นนั้น มีได้ เป็นได้ แต่มันก็สักว่าจิตที่ บริสุทธิ์ หรือสักว่าภาวะแห่งจิตที่บริสุทธิ์ เรา
น.17 10 ไม่ยอมเรียกว่าอาตมัน ฉะนั้น เราจึงไม่มีประโยค ที่เป็นหลักลัทธิว่า จงแสวงหาตัวตนที่แท้จริง หรือ อัตตาที่แท้จริง , เรามี หลัก แต่ ที่จะดับความรู้สึกว่า ตัวตนนี้ให้หมดสิ้น ไม่ให้มีเหลือ เพราะว่าถ้ายังมี ความรู้สึกว่าตัวตน ก็ต้องหนักอยู่ด้วยความรู้สึกว่า ตัวตน และยังต้องหนักด้วยความคิดหรือความรู้สึก ว่า ของของตนอีก ที่เรียกว่า อหังการ และ มมังการ. การกระทำความยึดถือว่า 'ตัวเรา’ หรือ 'ตัวกู’ นี้ เรียกว่า อหังการ . การยึดถือว่า ‘ของเรา’ หรือ ‘ของกู’ ก็ตาม นี้เรียกว่า มมังการ. ความยึดถือทั้งสองอย่างนี้ จะดับ ไปไม่ได้ ถ้าหากว่ายังมีความรู้สึกว่าตัวตน อยู่. ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูเถิดว่า ถ้ายังมี ความรู้สึกว่า ตัวกูหรือของกูนี้อยู่ มันจะเป็นความ หมดกิเลสสิ้นเชิงได้อย่างไร. แม้มีตัวเราที่ละเอียด ประณีตที่สุด มันก็ยังหนักชนิดที่ละเอียดประณีต ที่สุด ยังไม่หลุดพ้นอยู่นั้นเอง . ฉะนั้น พุทธศาสนา
น.18 11 จึงไม่มีหลักที่จะกล่าวว่า "จึงแสวงหาตัวตนที่แท้ จริง" ทำนองนั้นเลย. ส่วนสำนวนโวหารที่เป็นการพูดจากันอย่าง ภาษากลางบ้าน ที่ภาษาบาลีเรียกว่าโปรี คือคำที่ ชาวบ้านจะต้องพูดกันตามธรรมดา หรืออย่าง ปาก ตลาดนั้นพูดไว้ว่า มีตัวเรา มีของเรา แสวง หาตัวเรา แสวงหาที่พึ่งให้แก่ตัวเรา นี้พูดได้ : แม้ในวงพุทธบริษัทก็พูด เพราะว่าเป็นวิธีพูดอีก โวหารหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่ง, ไม่เกี่ยวกับลัทธิศาสนา ในชั้นสุดยอด, ไม่เกี่ยวกับลัทธิแห่งความดับทุกข์ใน ชั้นสูง มันเป็นเรื่องการพูดของคนธรรมดา ที่พูด ตามธรรมดาภาษาธรรมดา อย่าเอาไปปนกันเข้า. พระพุทธเจ้าท่านก็มีคำตรัสทำนองนี้ เช่น ตรัสว่า “ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" หรือ "ของที่รักยิ่งกว่า ตนนั้นไม่มี" อย่างนี้เป็นต้น ฟังดูคล้าย ๆ กับ พระพุทธเจ้าจะทรงยอมรับว่ามีตนที่แท้จริง และให้ เอามาเป็นที่พึ่งแก่ตน หรืออะไรทำนองนั้น. ขอให้
น.19 12 เข้าใจว่าคำพูดเช่นนี้ เป็นคำพูดสำหรับพูดกับคน ธรรมดาอีกประเภทหนึ่งต่างหาก และก็มีความ หมาย ดังที่กล่าวอธิบายไว้บ้างแล้วเมื่อวานนี้ คือ ตัวตนหลอก ๆ ที่เกิดขึ้นเพราะความยึดถือหรือเพราะ ความไม่รู้นี้มีอยู่ แล้วก็ใช้ตัวตนหลอก ๆ นั้นเอง รีบทำที่พึ่งให้แก่ตัวมันเอง ด้วยการศึกษา จน กระทั่งถึงที่สุดก็คือไม่ต้องการที่พึ่ง และไม่มีความ รู้สึกว่ามีตัวตน. พึงเข้าใจว่าถ้ายังรู้สึกว่าต้องการ ที่พึ่งอยู่แล้ว มันยังไม่ใช่ถึงที่สุด มันต้องถึงขนาด ที่ไม่มีตัวตนที่ต้องการที่พึ่งอีกต่อไป. มันต้อง หมดตัวตนมันจึงจะไม่ต้องการที่พึ่ง. ถ้ายัง มีความรู้สึกว่าตัวตน มันก็ยังขลาดยังกลัว ยังต้องการที่พึ่ง เมื่อใด มีการมองเห็นแจ้งชัดเจนตามที่เป็น จริงว่า ไม่มีตัวตน เมื่อนั้นก็หมดความต้องการที่พึ่ง และหมดความอยาก หมดความปรารถนาและหมด อะไรทุก ๆ อย่าง ที่เป็นไปเพื่อกิเลสตัณหา. นี่คือ
น.20 13 ลัทธิที่ไม่มีตัวตนแต่ต้นจนตลอดโดยจริง เว้นเสีย แต่เป็นการพูดอย่างสมมติ ด้วยภาษาธรรมดาหรือ ปากตลาด ฉะนั้น จึงนำมาบรรยายหรือแสดงให้ ทราบไว้ ว่าเราต้องไม่เขวในข้อนี้อีกข้อหนึ่ง. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า พื้นเพแห่งจิตใจ ของคนไทยเราถูกอบรมมาด้วยวัฒนธรรม และลัทธิ ศาสนาพราหมณ์ ให้แสวงหาตัวตน มุ่งให้หา ตัวตนอยู่เรื่อย จนกระทั่งมีเรื่องที่ฟังดูแล้วน่าขำ อย่างยิ่งบางเรื่อง เช่นพวก พระ เราใช้คำแทนชื่อฝ่าย ตัวเองว่า อาตมา . นั่นแหละคือ ลัทธิตัวตน อาตมา หรืออาตมัน แปลว่าตัวตน. อาตมันหมายถึงตัวตน ที่แท้จริง เอามาใช้ เป็นคำแทนชื่อ ของ พระว่าอาตมา. ฟังดูแล้ว น่าขยะแขยงที่สุดที่พระในพุทธ- ศาสนา ซึ่งไม่มีตัวตน ต้องใช้คำ ๆ นี้แทน ชื่อตัวเอง แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะว่าภาษาไทย เรามีรกรากตั้งขึ้นด้วยภาษา สันสกฤต ซึ่งพวก พราหมณ์ที่ถือลัทธิตัวตน เขานำมาฝังให้เราโดยไม่
น.21 14 รู้สึกตัว ดื่มด่ำจนถอนไม่ออก จนใช้คำว่า อาตมา สำหรับแทนชื่อพระ ซึ่งสอนลัทธิ ไม่มีตัวตนอย่างนี้ เป็นต้น. แต่ก็น่านึกดูว่ายังมีบางยุคบางสมัยที่เรา ไม่ยอมใช้คำว่า อาตมา สำหรับพระ เราใช้คำว่า "รูป" รูปเป็นอย่างนั้น รูปเป็นอย่างนี้ แทนคำ ว่าอาตมาเป็นอย่างนั้น อาตมาเป็นอย่างนี้ นี่ก็มีอยู่ สมัยหนึ่งเหมือนกัน ดังที่พบในหนังสือเก่า ๆ แต่ แล้วเหตุไหนยุคนี้ จึงย้อนไปใช้คำว่าอาตมากันเข้า อีกก็ ไม่ทราบ เป็นที่น่าขยะแขยงสำหรับผู้สอนลัทธิ ที่จะถอนตน ออกไปเสียจากความยึดถือว่าตัวตน ให้หมดจดสิ้นเชิง. แต่เนื่องจากมันเป็นเพียงเรื่อง ของภาษา และเราก็ไม่มีอุปาทานมากจนถึงกับจะ ปฏิวัติเรื่องคำ ๆ นี้กัน ให้มันยุ่งยากอลเวง. แต่ เราก็ควรจะรู้ ไว้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้ นี้เป็นข้อหนึ่ง ที่ไม่ควรจะเขว.
Buddhadasa