Buddhadasa.org

แง่เขว ตอนที่ ๓ — คำว่า สันโดษ

แง่เขว — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แง่เขว (๒๓ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.22 15 ทีนี้ ข้อที่ ไม่ควรจะเขวข้อต่อไป ที่อาตมา ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ ก็คือ เรื่องความสันโดษ ในหมู่คนที่สอนกันมาผิด ๆ พุทธศาสนาเราตกอยู่ใน ลักษณะถูกด่าว่าโง่เง่า สอนคนให้สันโดษ ได้มา เท่าไรก็ยินดีเท่านั้น และพอใจเท่านั้น ไม่ส่งเสริม ให้ก้าวหน้า ไม่ต้องการให้ก้าวหน้าเลย. คนที่ เชื่อไปอย่างนั้นก็รังเกียจพุทธศาสนา. เพื่อนฝูงของ อาตมาได้มาเล่าให้ฟัง ยืนยันข้อเท็จจริงว่า มี พ่อแม่ที่ไม่ต้องการให้ลูกรู้พุทธศาสนา หรือสนใจ พุทธศาสนา เพราะกลัวลูกจะสันโดษ จะเป็นคนมัก น้อยเยือกเย็นจนไม่ก้าวหน้า ได้พยายามกีดกันไม่ ให้ลูกพบหนังสือ หนังหาตำรับ ตำราทาง พุทธศาสนา กระทั่งไม่ให้ฟังเทศน์อย่างนี้เป็นต้น. ความเข้าใจผิด นั้น มันมีผลมากถึงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงควร จะเข้าใจคำว่า สันโดษ กัน ให้ถูกต้องตามความเป็น จริงของพุทธศาสนา

น.23 16 คำว่า สันโดษ แปลว่ายินดีด้วยสิ่งที่มีอยู่ คำว่า สัน คือ สะ คำว่า สะ แปลว่า สิ่งที่มีอยู่แล้ว. คำว่า โดษ นี้มีรากคำเป็นสันสกฤต. ถ้าเป็น บาลี เป็น ตุฏฐะ แปลว่ายินดีแล้ว . ฉะนั้น คำว่าสันโดษ จึงแปลว่า ยินดีด้วยสิ่งที่มีอยู่. แต่ความหมายอันแท้ จริงนั้นมีอยู่ว่า เรามีอะไรอยู่ หรือได้อะไรมาเท่าไร ก็ตาม มันต้องมีความพอใจยินดีในสิ่งนั้น ในฐานะ ที่มันมีอยู่หรือได้มา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความพอใจ หรือมีความปิติปราโมทย์ ในการที่ได้กระทำลงไป แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าให้หยุดกระทำเพียง เท่านั้น. การที่จะเข้าใจให้ ดีในเรื่องสันโดษนี้ เราต้องลองเปรียบเทียบกันดูกับความไม่สันโดษ เช่น คน ๆ หนึ่งทำงานลงไป ได้ผลมาเท่านี้ก็ยังไม่พอใจ ยังร้อนรนยังกระหายอย่างยิ่ง เหมือนคนคอแห้งอยู่ เรื่อย และรุ่งขึ้นทำได้อีกเท่านี้ ก็ยังไม่พอใจ วัน ต่อมาก็ยังไม่พอใจ วันต่อมาก็ยังไม่พอใจอีก ยัง

น.24 17 เร่าร้อนอยู่ทุกวัน ๆ จนตลอดเวลา นี้อย่างหนึ่ง. ทีนี้อีกคนหนึ่ง ได้มาเท่านี้ในวันแรก ก็ยินดีอิ่มอก อิ่มใจ มีความสุขกายสบายใจ แล้วก็ทำต่อไปอีก เพราะมองเห็นชัดอยู่ว่ามันได้ มันทำได้และได้ผล รุ่งขึ้นก็จะทำต่อไปอีก ก็ได้มาอีก เพิ่มเข้ามาอีก มันก็ยินดีเพิ่มขึ้นมาอีก ได้เพิ่มเท่าไร ก็ยินดียิ่งขึ้น ตามลำดับ คือเขาพอใจในการกระทำของตัวเองด้วย. และเคารพตัวเอง บูชาตัวเอง นับถือตัวเอง ใน การที่ได้กระทำลงไปสำเร็จด้วย. การมีปิติปราโมทย์ ชนิดนี้ เป็นเรื่องธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องโลก. เขา เป็นคนนับถือตัวเองได้ มีความยินดีในตัวเอง พอใจ ในตัวเองได้ มันก็ต่างกันลิบจากอีกคนหนึ่ง ซึ่ง คอแห้งอยู่ตลอดเวลา. คนหนึ่งชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และอาการภายนอก มันก็เป็นการทำงานเหมือนกัน ขอให้ไปเลือกเอาเอง ว่าอย่างไหนมันน่าปรารถนา ข้อนี้ไม่ได้ หมายความว่า คนที่อิ่มอกอิ่มใจอยู่นั้น จะหยุดทำงาน. ไม่ใช่, เขาได้รับผลเป็นความชื่นอก

น.25 18 ชื่นใจแล้ว ก็ยังมีความรู้หรือสติปัญญาที่จะทำงาน ต่อไปในวันหลังให้ก้าวหน้า. นี่แปลว่าเขาเป็นคน ที่ได้รับสิ่งที่พอใจอยู่ทุกวัน ๆ เพิ่มขึ้น. ส่วนอีกคน หนึ่งซึ่งไม่รู้จักสันโดษนั้น มันไม่ได้อะไรเลย มัน เหมือนกับไม่ได้อะไรเลย มันได้แต่ความร้อนใจ เพิ่มขึ้น ๆ คือความไม่ได้ทันใจ ไม่ได้อย่างอกอย่าง ใจเพิ่มขึ้น. ถ้าเขาตกอยู่ในลักษณะอย่างนี้แล้ว แม้จะขยายออกไปได้จนถึงกับว่า ให้เขาได้อะไร ทั้งโลก เขาก็ไม่อาจจะพอใจได้เพราะว่าตัณหา เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเต็มได้ : ฉะนั้นท่านจึงสอนเรื่อง สันโดษ. ความหมายอันแท้จริงของเรื่องสันโดษ โดยทั่วไป เป็นอย่างที่กล่าวมานี้ เพราะฉะนั้น อาตมาอยากจะขอร้องให้บางท่าน เลิกดูหมิ่นพระ พุทธศาสนาว่าโง่เง่าเต่าปูปลา สอนคนให้หยุด สอน คนให้ไม่ก้าวหน้าเสียที. มันเป็นการเข้าใจผิด และ ดูหมื่นผู้อื่นด้วยความเข้าใจผิด และเป็นการดูหมิ่น

น.26 19 พระพุทธเจ้าพร้อมกันไปในตัว. ที่จริง พระพุทธเจ้า ไม่อยู่ในฐานะที่ใครจะดูหมิ่นได้ ธรรมก็ไม่อยู่ ในฐานะที่ใครจะดูหมื่นได้ ที่แท้แล้วก็คือ ความ โง่ของคนนั่นเอง มันดูหมิ่นตัวเอง ฉะนั้น จึงเป็นอันว่าเราไม่โกรธ เราไม่เสียใจอะไรใน เรื่องนี้ ในการที่ใครจะกล่าวเช่นนี้ เพราะว่า ความโง่ของเขาดูหมิ่นเขาเองต่างหาก, แต่ปรากฏ การณ์ข้างนอกนั้น กลายเป็นเขาดูหมิ่นพระพุทธ- ศาสนา. ทีนี้ ถ้าพิจารณาให้ลึกไปกว่านี้ สิ่งที่เรียก ว่าสันโดษ ๆ นั้น มันยังมีความหมายอีกบาง อย่างที่คนทั่วไปยังไม่เคยคิดกัน. เมื่อพิจารณา ถึงปัจจัย เครื่องเป็นอยู่ เครื่องอาศัยของมนุษย์เรา ที่มีอยู่ ๔ อย่าง คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่ อาศัย และยาแก้โรคนี้ เรียกว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ ชีวิต, ถ้าเราไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักยินดี ด้วยวัตถุ ๔ อย่างนี้เท่าที่ควรมีควรได้ ไม่มีที่สิ้นสุด

น.27 20 แล้ว เราจะไปทำสิ่งที่วิเศษ ที่เป็นอุดมคติของ พระพุทธศาสนา หรือของโลกทั่วไป ได้อย่างไรกัน, ยกตัวอย่างท่านที่เป็นข้าราชการ ถ้าไม่รู้จักอิ่มจัก พอในเรื่องของปัจจัยสี่เหล่านี้ มัวแต่จะแสวงหาให้ดี ให้งามให้สวย ให้เอร็ดอร่อย ให้หรูหรายิ่งขึ้นไป ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เขาก็สาละวนอยู่แต่เรื่องเหล่านี้ แล้ว จะไปปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นหลักวิชาชั้นสูง หรือเป็น เทฆนิคอย่างละเอียด หรือเป็นอุดมคติชั้นสูงอย่างไร ได้ เพราะมามัวเมาอยู่แต่วัตถุนิยม หรือ รสของ วัตถุนิยม เพราะความไม่สันโดษ เมื่อฆราวาสก็ยังเป็นได้ถึงเช่นนี้แล้ว ถ้าเป็น ภิกษุหรือบรรพชิต จะเป็นอย่างไร ในเมื่อบรรพชิต เหล่านั้นจะต้องปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน. ถ้า บรรพชิตเหล่านั้นไม่สันโดษในปัจจัยสี่ คือ อาหาร บิณฑบาต เสนาสนะ เครื่องนุ่งห่ม และ ยาแก้โรค ก็จะต้องมามัวเมาสะสมสิ่งเหล่านี้อยู่เป็น ประจำ การปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานก็เป็นไป

น.28 21 ไม่ได้. เมื่อใดมีความสันโดษ คือพอใจเท่าที่เป็นเหตุ ให้เป็นอยู่ได้ ไม่ตายเสีย และสะดวกสบายสำหรับ การปฏิบัติหน้าที่แล้ว ก็ปฏิบัติหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ให้ลุล่วงขึ้นไปได้ โดยเฉพาะคือการบรรลุมรรคผล นิพพานของพวกพุทธบริษัท นี่แหละ เป็นคำตอบ ของปัญหาที่ว่า ทำไมในสมัยนี้จึงไม่มีการสนใจใน การบรรลุมรรคผลนิพพาน มันเป็นเพราะ โทษของ ความโง่เขลาเข้าใจผิดในเรื่องสันโดษ ไม่เกิด ความสันโดษในเรื่องปัจจัยสี่ พากันตกเป็นทาสของ วัตถุนิยมในเรื่องปัจจัยสี่เหล่านี้ จึงไม่มีจิตใจที่จะ สนใจ หรือปฏิบัติพระธรรมในพระพุทธศาสนาให้ ก้าวหน้าถึงกับบรรลุมรรคผลได้ แล้วจะไปโทษใคร มันเป็นความโง่ของเราเอง แม้ในหมู่พุทธบริษัท สมัยปัจจุบันนี้ เพราะเราไม่มีความรู้ความเข้าใจ ถูกต้องในเรื่องความสันโดษ. เราไปดูกันที่ที่อยู่ที่ อาศัยหรือที่กุฏิของบรรพชิตกันก็แล้วกัน ว่ามันยังมี ร่องรอยแห่งความสันโดษบ้างหรือเปล่า และมันมี

น.29 22 ร่องรอยแห่งความไม่สันโดษ อันไม่รู้จักสิ้นสุดด้วย หรือไม่? นั่นเป็นคำตอบที่ดีอยู่แล้ว. เมื่อไปหลงใหล ในสิ่งเหล่านี้แล้ว มันก็ไม่ต้องไปทำสิ่งที่ควรทำ คือสิ่งที่เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ. นี่คือโทษของการที่ ไม่รู้จักความสันโดษ และความเข้าใจผิดในเรื่อง ความสันโดษในระดับที่สอง ทีนี้ เมื่อกล่าวถึง ระดับที่สูงขึ้นมา คือเรื่อง ความสันโดษที่เกี่ยวกับความไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว ความไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่ตกเป็น ทาสของวัตถุนั้น มันเป็นความสันโดษอย่างยิ่งอย่าง สูงสุดอย่างเต็มที่อยู่ในตัวแล้ว แต่นั่นมันเป็นผล สุดท้ายซึ่งเราจะกระโดดทีเดียวไม่ถึง เพราะฉะนั้น เราต้องอาศัยหลักที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ ควรยึดมั่นถือมั่น อันเป็นตัวแท้ของพุทธ- ศาสนา นั่นเอง มาเป็นหลักสำหรับทำให้เรา สันโดษ. ความสันโดษในระดับนี้ มีหลักว่าเรา มองเห็นชัดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น

น.30 23 ก็จริง แต่ในขั้นต้นมันก็ยังเป็นเครื่องมือ หรือเป็น เหตุเป็นปัจจัย ที่เราต้องอาศัยเพื่อข้ามฟากไปสู่สิ่ง ที่เราปรารถนา. มันมีลักษณะเหมือนเรือที่จะใช้ ข้ามแม่น้ำ หรือมีลักษณะเหมือนบันไดที่จะเอาไป พาดปีนขึ้นชั้นบนหรือชั้นสูง. เรือหรือบันไดนี้ ไม่ ใช่สิ่งที่ควรจะยึดถือไว้ในฐานะเป็นสิ่งวิเศษสุด ถึง กับกอดรัดไว้ ทูนศีรษะไว้ตลอดเวลาก็จริง แต่จะ ไม่อาศัยสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้. มันเป็นสิ่งที่ไม่น่ารักน่า บูชา แต่จะทิ้งเลยก็ไม่ได้ มันจึงต้องอาศัยสิ่งที่ เรียกว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นแหละ ในฐานะเป็น อุปกรณ์ หรือเป็นเครื่องมือสำหรับเป็นอยู่ ได้ไม่ตาย เสียบ้าง เพื่อความสะดวกในการเป็นอยู่ต่อ ๆ ไปบ้าง เพื่อลุถึงที่สุดจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติ คือ ปฏิบัติตนจนหมดสิ้นกิเลส. เราได้อาศัยหลักสำหรับ การพิจารณาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นเครื่องมือ เป็นวิธี หรือเป็น อุบายสำหรับให้สันโดษสูงขึ้นมาเป็น

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต