น.6 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, การบรรยายในครั้งแรกนี้ อาตมาอยากจะกล่าวถึง หัวข้อของการอบรม ที่รวม อยู่ได้ใน คำพูดเพียง คำเดียวว่า " ธรรม ". หัวข้อการอบรมของเรามีอยู่ว่า ‘ศีลธรรม หลัก พระพุทธศาสนาและ วิธีปฏิบัติ " ; หมายความว่า เราจะทำความ เข้าใจกันถึงเรื่องหลักศีลธรรม, หลักพระพุทธศาสนา, แล้วก็วิธีปฏิบัติ มี ๓ หัวข้อ สองหัวข้อแรกที่ว่า ศีลธรรม และ หลักพระพุทธศาสนา นี้เป็นเรื่องหลักวิชา หรือเป็นทฤษฎี: หัวข้อสุดท้ายที่ว่า วิธีปฏิบัตินี้ เราหมายถึงตัวการปฏิบัติโดยตรง. ทีนี้สำหรับวันแรกนี้ อาตมาอยากจะชี้ให้เห็นหลัก หรือความสำคัญข้อหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจเรื่องต่าง ๆ ต่อไปข้างหน้าได้โดยง่าย ; ตลอดถึงเรื่องต่าง ๆ ทุก 1
น.7 เรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรม หรือศาสนา ที่ท่าน ทั้งหลายจะได้ศึกษาต่อไปจนตลอดชีวิต ด้วยซ้ำไป. ศีลธรรม หลักพระพุทธศาสนา และวิธีปฏิบัติ ๓ คำนี้ขึ้นอยู่กับ ความหมายของคำพูดเพียงคำเดียว คือคำว่า "ธรรม" ที่นี้อยากจะเตือนให้ช่วย กันระลึกว่า ที่แล้ว ๆ มา เรารู้จักคำว่า " ธรรม" นี้น้อยเกินไป แคบเกินไป หรือ เพียงบางส่วน ; ฉะนั้น เมื่อได้ยิน อาตมาว่าทั้งหมด ขึ้นอยู่กับคำ ๆ เดี๋ยวนี้คงจะ ฉงน. รักหมด hrmany มกติ ขอให้เข้าใจไว้ว่า เราจะทำความเข้าใจกันว่า คำพูดว่า " ธรรม " เพียง คำเดียวนี้ เป็นคำพูดคำเดียวที่ประหลาดที่สุด, ที่อัศจรรย์ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ใน พวกคำพูดหรือภาษา ; เพราะว่า มัน หมายถึงสิ่งทุกสิ่งที่มนุษย์รู้จัก ; นี่ขอทำ ความเข้าใจไว้อย่างนี้ก่อน. ที่เราได้ยินคำว่า ธรรมะคู่กันหรือตรงกันข้ามกับคำว่า ‘ อธรรม "; ธรรมกับอธรรมนี้ เราก็เลยเข้าใจว่า มันเกิดเป็นสองขึ้นแล้ว ; ที่แท้ นั้นสิ่งที่เรียกว่า อธรรมก็คือธรรม, เป็นธรรมฝ่ายผิดเขาเรียกว่า อธรรม. ทีนี้เรามาเสียเวลากันสักหน่อยหนึ่งจะดีกว่า เพื่อที่จะทำความเข้าใจคำว่า ธรรมะ. ภาษาบาลี ธรรมะ, ธมุม ภาษาบาลีเป็นรูปอย่างนี้, ภาษาสันสกฤต ธรุม, เป็นภาษาไทยเราเขียน ธรรม ที่พูดว่าอธรรมนั้น มันหมายถึงธรรมที่ไม่เป็นธรรม ; คือธรรมที่ไม่ใช่ธรรม ” แต่ก็เป็นธรรม อย่างหนึ่งด้วย เหมือนกัน. ที่ว่าจะเป็นคำที่ ประหลาดที่สุด ก็ตรงที่ว่าเมื่อจะต้องแปลเป็นภาษาอื่นแล้วไม่มีคำ. ภาษาไทยก็โชคดี อยู่ที่ว่าไม่ได้แปล ; ได้ใช้คำว่า ธรรมนั้นไป ตามเดิมเหมือนภาษาบาลีหรือสันสกฤต. ทีนี้ที่น่าหวัวที่พวกฝรั่ง, ภาษาอังกฤษ, ภาษาอื่น ๆ ที่เขาจะพยายามแปลคำว่า ธรรม นี้ แปลกันไป ๆ มากขึ้น ๆ ๆ จนตั้ง ๓๐ กว่าคำ, คำแปลของคำว่า ธรรม; เพราะ มัน หมายความได้ ถึงสิ่ง ทุกสิ่ง ทุกแง่ ทุกมุม ทุกประเภท ผลสุดท้ายยอมแพ้คือ 2
น.8 ไม่แปล. ที่นี้คำว่า "ธรรม" นี้ไปอยู่ในคำประเภทภาษาอังกฤษแล้ว ใช้คำว่า ธรรมเฉย ๆ เป็นคุณศัพท์ว่า Dharmic ไปเลย นี่เดี๋ยวเราจะเห็นว่าทำไมถึงเป็น อย่างนี้. ในภาษาอื่น ๆ นั้นไม่มีคำใดคำหนึ่งซึ่งจะหมายถึงสิ่งทุกสิ่งได้, สำรวจดูแล้ว มันไม่มีคำ ที่จะหมายถึงสิ่งทุกสิ่ง นับตั้งแต่พระเป็นเจ้าลงมาถึงทุก ๆ สิ่ง ที่เป็นรูป ธรรมนามธรรม, การกระทำ ความคิดความนึก ความดีความชั่ว ความอะไรต่าง ๆ นี้, หมดทุกสิ่งที่มนุษย์รู้จักนี้มันไม่มี. แต่มันน่ามหัศจรรย์ที่ว่า ในภาษาบาลีมันมีคำว่า “ ธมฺม ” หรือว่าจะยกตัวอย่างว่า ปัญหาสักกี่พันกี่หมื่นกี่แสนปัญหาก็ตาม, เมื่อถาม ว่าคืออะไร เพื่ออะไร โดยอะไรแล้ว มันตอบได้ด้วยคำตอบคำเดียวว่า "ธรรม " ทั้งนั้น ; เพราะว่าเป็นทุกข์ ก็เพราะธรรม ไม่มีทุกข์ก็เพราะธรรม ; เพราะคำว่า " ธรรม" มันหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างไม่ยกเว้น. ที่นี้ท่านจะเข้าใจได้โดย พิจารณากันถึงคำว่า " ธรรม " นี้ สำหรับวันนี้ทั้งตอน. คำว่า ทุกสิ่ง นี้ ที่เรารู้กันอยู่ในภาษาไทยธรรมดานั้น หลักเกณฑ์มันไม่ใคร่ จะสมบูรณ์ ; แต่ในภาษาบาลี หรือหลักธรรมะในทางศาสนาแล้วสมบูรณ์ ; เช่น สิ่งทุกสิ่งแบ่งออกเป็น ๒ พวก. พวกที่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นช่วยสร้าง ช่วย ทำให้มีขึ้นมา นี้อย่างหนึ่ง ; แล้ว สิ่งที่ไม่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย อะไรมันเป็น ของมันได้เอง นี้ก็อีกอย่างหนึ่ง ; เมื่อเราพูดทั้งสองอย่างนี้มันกินความหมด เช่นว่า พระเป็นเจ้านี้เป็นได้เอง. แต่ว่าสัตว์ ทั้งหลายพระเป็นเจ้าสร้างขึ้น อย่างนี้ เป็นต้น. หรือว่าสิ่งของต่าง ๆ ที่เราเห็นอยู่นี้ ต้องมีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งจึงมีขึ้น; แล้วสิ่งที่ไม่มี เหตุไม่มีปัจจัยก็มีแต่นิพพานอย่างเดียว นี้เป็นต้น. ทีนี้หลักที่เราจะเรียกสิ่งทั้งปวงอีกคำหนึ่งก็คือ ตามหลักบาลีว่า สิ่งที่ดี สิ่งที่ ไม่ดี แล้วก็สิ่งที่พูดไม่ได้ว่า ดีหรือไม่ดี. คำว่า กุศล หรือกุศลธรรม แปลว่า 3
น.9 สิ่งที่ดี; คำว่าอกุศลธรรมแปลว่าสิ่งที่ไม่ดี; คำว่าอัพยากตธรรมแปลว่า สิ่งที่พูดไม่ได้ ว่าดีหรือไม่ดี. แล้วท่านทั้งหลายลองคิดดูว่ามันเหลืออะไร มันไม่มีแล้ว. ถ้าเราจะ ใช้หลัก ๓ หลักนี้มันหมายถึงทุกสิ่ง, แม้ที่เราจะแยกเอามาตามชอบใจเรา ; พูดกัน ว่า ความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรมอะไรทำนองนี้, มันก็รวมอยู่ในคำว่า ธรรมทั้งนั้น; ที่ดีก็เป็นธรรม, ที่ไม่ดีก็เป็นธรรม, ที่พูดไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี ก็เป็นธรรม ; ก็คือธรรม. เพราะคำว่า "ธรรม” มันไม่ได้หมายความว่าดีหรือ ไม่ดีโดยเด็ดขาด. แต่ในภาษาไทยนี้ทำยุ่งตรงที่ว่า ถ้าธรรมะละก็หมายถึงดี, ไม่ได้ หมายถึงสิ่งที่ไม่ดี, หรือสิ่งที่ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี. ถ้าท่านเรียนภาษาบาลีท่านจะ ได้ยินคำว่า "เมถุนธรรม" คือธรรมะสำหรับคนคู่ สำหรับคนเป็นคู่ การประกอบ เมถุนธรรมก็คือประกอบกิจระหว่างเพศ นี้ก็ ยังเรียกว่าธรรม นี้หมายความ ว่าการ กระทำก็เรียกว่าธรรม จึงไม่มีอะไรที่ไม่ใช้ศัพท์ กลาง ๆ ว่า " ธรรม" ยกตัวอย่าง ให้เห็นเท่าที่พอจะเห็นได้ก่อน สำหรับคำว่า " ธรรม " ไม่ยกเว้นอะไร. ทีนี้จะพูดให้ มีหลักสำหรับศึกษา ต่อไป และที่จะเป็นหลักที่แน่นแฟ้นมี ประโยชน์. เมื่อท่านถูกถามว่าธรรม คืออะไร ; คำว่า ธรรมใน ที่นี้อาตมา หมายถึง ธ รร-ม, หรือ ธมฺมใน บาลี, หรือ ธรม ในภาษา สันสกฤต ; บางที เราเรียกว่า ‘ธรรม " , บางที เราเติม สระอะเข้าไปเป็น “ ธรรมะ ”, บางทีเราเรียกลุ่น ๆ ว่า ธรรม, แต่มันเป็นคำเดียวกัน. ที่นี้สำหรับหลักพุทธศาสนาเมื่อถามว่า ธรรมคืออะไร ; อย่างว่าเราถูกพวก ชาวต่างประเทศถามว่า ธรรมนี่คืออะไร เมื่อเรา ตอบตามหลักที่ สมบูรณ์ ของพุทธ- ศาสนา เราก็ตอบได้ว่ามีอยู่ ๓ ประเภท คือ: ตัวธรรมชาติ นั่นเอง ประเภทหนึ่ง ก็เรียกว่า ธรรม , แล้วตัว กฎเกณฑ์ กฎต่าง ๆ ของธรรมชาติ นั้นก็เรียกว่า ธรรม ; 4
น.10 อันที่ ๓ คือ หน้าที่ ๆ จะต้องกระทำให้ถูกตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินี้ก็เรียกว่า ธรรม. โดยย่อ ๆ เข้าใจกันเสียทีก่อนว่า คำว่า ธรรมชาติ นี้หมายถึงสิ่งที่มันมีอยู่ เอง เป็นอยู่เอง ; เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม มีรูปร่างอย่างนี้ก็ดี ; หรือไม่มีรูปร่าง เป็นเพียง ความคิด ความนึก ความรู้สึก อะไรก็ดี ; หรือว่า เป็นสิ่ง สูงสุด ที่เรียกว่า " นิพพาน ” คือไม่ใช่ทั้งสองสิ่งนี้ก็ดี ; เรียกว่าธรรมชาติ. คือนับตั้งแต่ ดิน น้ำ ลม ไฟ จนกระทั่งฝุ่น ก้อนหิน ก้อนดิน ต้นไม้ ภูเขา รูปธรรมต่าง ๆ นี้ ; ขึ้นมาจนกระทั่งความคิด ความนึก ความดี ความชั่ว ความงาม ความจริงอะไร ก็ตาม ที่เป็นนามธรรม กระทั่งนิพพาน ; ซึ่งเป็นสิ่ง ที่จะต้องศึกษา จึงจะเข้าใจ นั้นก็ คือธรรมชาติทั้งนั้น. ในภาษาบาลีใช้คำว่าธรรมชาติ เช่น คำว่านิพพานนี้แปลว่า ธรรมชาติ เป็นที่ดับของสิ่งทั้งปวง. สิ่งทั้งปวงแบ่งเป็น นาม เป็น รูป แล้วก็ นิพพาน เป็นที่ ดับเป็นที่หยุดของสิ่ง ทั้งปวง ; แต่ทั้งหมดก็เป็น ธรรมชาติ ; ฉะนั้น เข้าใจไว้ที่หนึ่งก่อนว่าธรรมชาติทั้งหมดบรรดาที่มนุษย์รู้จัก ที่นี้ก็มาถึง กฎของธรรมชาติ, ธรรมชาติทุก ๆ อัน ทุก ๆ ชิ้น ทุก ๆ สิ่ง จะต้องมีกฎ ; เช่นว่าอันนี้ เราเรียกว่ารูปธรรม เป็นของมีรูป อย่างนี้ มันก็ต้องมี กฎที่มันจะต้องเปลี่ยนแปลง ; หรือมันจะต้อง เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ มีกฎว่าไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง สลาย เกิดขึ้นดับไป อะไร ทำนองนี้. หรือแม้ ที่สุด แต่ว่า น้ำนี้เป็น ธรรมชาติ น้ำนี้ก็ต้องมีกฎเกี่ยวกับธรรมชาติ ; เช่นว่า พอถูกความร้อน เท่านั้นเท่านี้ จะต้องเปลี่ยนอย่างนั้นอย่างนี้ ; เช่นความร้อนศูนย์ก็เป็นน้ำแข็ง ; ความร้อน ๑๐๐ มันก็เป็นแก๊สหายไปอย่างนี้เป็นต้น. มันมีกฎของมัน ตัวน้ำนั้นเป็นธรรมชาติ และ กฎของน้ำต่าง ๆ นี้ก็เรียกว่ากฎธรรมชาติ. นี้เรื่อง วัตถุ ก็เป็นอย่างนี้ทุกอย่างทุกสิ่ง. 5
น.11 ทีนี้ ทางจิตใจ ก็มีกฎอย่างเดียวกัน; จิตเมื่อมีอะไรมากระทบก็ต้องเปลี่ยนอย่างนั้น ต้องเปลี่ยนอย่างนี้ ; มีกฎที่แน่นอนแต่ก็มากมายเหลือที่จะเอามากล่าวได้. มีกฎว่า ถ้าเป็นไปในรูปนี้จะต้องเป็นทุกข์ เกิดเป็นความทนทุกข์ทรมานขึ้น ; ถ้าเป็นไปใน รูปนี้จะต้องไม่มีความทุกข์ จะต้องมีความสงบสุขอย่างนี้เป็นต้น ; นี้ก็เรียกว่ากฎของ ธรรมชาติ. พวกที่เป็นรูปธรรม เป็นวัตถุ เป็นรูปธรรม นี้ก็มีกฎไปตามแบบของพวก รูปธรรม. พวกที่เป็นนามธรรม พวกจิตพวกใจ พวกความรู้สึกต่าง ๆ ก็มีกฎเกณฑ์ ไปตามแบบของพวกนามธรรม. ที่นี้สิ่งอีกสิ่งหนึ่งคือ นิพพาน ก็มีกฎมีเกณฑ์ไปตาม เรื่องของนิพพาน ; ฉะนั้น เราจึงมีคำว่ากฎของธรรมชาติอีกคำหนึ่ง. เป็นอันที่ ๒ อันที่ ๑ คือตัวของธรรมชาติ อันที่ ๒ คือกฎของธรรมชาติ ล้วนแต่เรียกว่าธรรม ทั้งนั้น .. ทีนี้ก็มาถึง หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องทำให้ถูกกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ; เพราะว่าตัวมนุษย์เอง ร่างกายของมนุษย์เอง จิตใจของมนุษย์เองก็เป็นธรรมชาติ ทีนี้ในตัว ร่างกาย ใน จิตใจ ของมนุษย์ ก็มีกฎของธรรมชาติ ; ฉะนั้น มันจึง เกิดหน้าที่ขึ้นมาในร่างกายนั้น เช่นจะต้องกิน ต้องอาบ ต้องถ่าย หรือต้องกระทำ ไปตามที่ ธรรมชาติ ต้องการ ; อย่างนี้ เราเรียกว่า หน้าที่ในฝ่ายรูปธรรม เช่น ร่างกายล้วน ๆ. ที่นี้ใน ทางฝ่ายจิต มันก็มีหน้าที่ ที่เราจะต้องทำอย่างนั้น, จะ ต้องตั้งไว้อย่างนั้น, จะต้องดำรงไว้อย่างนั้น, จะต้องควบคุมมันอย่างนั้น, จะต้อง ประพฤติปฏิบัติมันอย่างนั้น ; มันจึงจะไม่เป็นทุกข์ ; นี้ก็เรียกว่าหน้าที่ ที่เราเห็น อยู่ทั่ว ๆ ไป ที่ใคร ๆ หลีกไม่ได้. ก็คือว่าสัตว์หรือคนก็ตาม ที่มีชีวิตนี้ต้อง ทำหน้าที่ อันแรกที่สุดก็คือ หน้าที่ ที่จะให้ตัวเองรอดชีวิตอยู่ได้; ฉะนั้น ต้องทำให้ เหมาะกับกฎของธรรมชาติมันจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ อย่างที่เขาว่าเหมาะที่สุดนั่นแหละ จะอยู่ได้. THE FITTEST THE SURVIVAL นี้ ซึ่งเป็นกฎของชีว- 6
น.12 วิทยา ที่ว่าเหมาะที่สุดนั้นมันจะอยู่ได้ ; ถ้ามันไม่เหมาะแล้วมันจะไม่อยู่ คือมันจะ สลาย มันจะสูญหายไปเสียก่อนหน้านี้. ฉะนั้นเราจึงมีหน้าที่ ที่จะทำให้ถูกต้อง กลมเกลียวกันไปกับกฎธรรมชาติเพื่อชีวิตรอดอยู่ได้. แล้วยังแถมว่าไม่ใช่ชีวิตของ คน ๆ เดียวนั้น ; ยังจะต้องเป็นชีวิตของผู้ที่จะต้องสืบต่อด้วย ธรรมชาติบังคับให้มี หน้าที่ที่จะต้องทำให้เกิดความรอดของชีวิตที่จะต้องสืบต่อด้วย ฉะนั้นการสืบพันธุ์ ให้มนุษย์ยังคงมีอยู่ในโลกจึงกลายเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติไปด้วย ; นี้ก็เรียกว่าเพื่อ อยู่รอดของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน. เพราะคำว่า มนุษย์ มิได้หมายถึงคนเพียงคน เดียวหรือชั่วคนเดียว มันหมายตลอดกาล ; ฉะนั้นหน้าที่มันจึงต้องต่อสู้เพื่อให้ชีวิต รอดอยู่ ตลอดถึงมีพืชพันธุ์เหลืออยู่รอดอยู่. ที่นี้คนเราแม้จะมีชีวิตอยู่ ไม่ตาย เป็นอยู่ได้, มีอาหารกิน มีอะไร ก็ยัง มีความทุกข์อย่างอื่น ในเมื่อเราไม่รู้เรื่องมัน. มันก็มีความทุกข์เกี่ยวกับกิเลส เกี่ยว กับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ; ฉะนั้น เราจึงมีหน้าที่ ที่จะต้องควบคุมกิเลส ประพฤติ ปฏิบัติที่ถูกต้องขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง ; ไม่ใช่เพียงมีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย มียาแก้โรค มีอะไรอยู่ได้สบาย แล้วจะหมดหน้าที่แต่เพียงเท่านั้น ; มันยังมีความทุกข์อย่างอื่น เหลืออยู่. ถ้าเราตั้งใจไว้ไม่ถูกตามเรื่องตามกฎของธรรมชาติแล้วชีวิตนี้จะเป็นทุกข์. ถ้าเราดำรงจิตใจที่เราเรียกว่า ตัวเรานี้ไว้ในลักษณะที่ถูกต้องแล้ว; ชีวิตนี้ไม่เป็นทุกข์ ดังนั้น การทำให้ชีวิตไม่ให้เป็นทุกข์นี้จึงเกิดเป็นหน้าที่ขึ้นมา ; ฉะนั้น ถ้าท่านไปเปิดดิกชันนารีภาษาอินเดีย, ภาษาสันสกฤตที่โบราณ ๆ ที่เขาไม่ได้เล็งถึง ในแง่ศาสนา, เขาเล็งกันแต่ในแง่ของภาษาแล้ว ; ท่านจะพบว่า คำว่า ธรรม นี้แปลว่าหน้าที่ ( Duty ) ธรรมะ มีคำ แปลว่า Duty : คือว่า ทุกคน จะต้องมี Duty คือมีหน้าที่ ตั้งแต่ว่าหาใส่ปากใส่ท้อง, ให้รอดชีวิตอยู่ได้, มีหน้าที่ที่จะ 7
น.13 ต้องมีครอบครัวมีบุตรภรรยา, จะต้องเลี้ยงบุตรภรรยา จะต้องทำทุกอย่าง ๆ ที่มนุษย์ จะต้องทำ, แม้แต่การ ประกอบกิจกรรม ระหว่างเพศ ก็เรียกว่า หน้าที่, และใช้ คำ ๆ เดียวกันว่า "ธรรม ". การประกอบกิจกรรมระหว่างเพศหรือเมถุนธรรมนั้น ก็เรียกว่าธรรม ; ดังนั้น ในตำรา เกี่ยวกับ กิจกรรม ระหว่างเพศ เขาก็ ขึ้นต้น ด้วย ประโยคที่ ชี้ให้เห็นว่า เป็นธรรม การ ประกอบ กิจกรรม ระหว่างเพศนี้ เป็นธรรม อันหนึ่ง ; ทุกคนจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ดังนั้นสูตรชื่อว่า กามสูตร นี้จึงถูกเขียน ขึ้น อย่างนี้เป็นต้น. แปลว่า ไม่ยอมให้ทุกคนทำผิดหน้าที่ หรือว่าไม่มีหน้าที่ ให้รู้ว่ามีหน้าที่ และให้รู้ว่าจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกหน้าที่ ; นี้คือความหมาย ของคำว่า "ธรรม." ทีนี้ยังมีว่า เราทำเพื่อไม่ให้เป็น ทุกข์นี้ จะต้อง ทำจน กระทั่งถึง ขั้นสูงสุด สุดท้าย คือ ไม่ให้เป็นทุกข์เลย ไม่ให้เป็นทุกข์ถึงที่สุด, นั่นก็คือปฏิบัติเรื่อยไป จนหมดกิเลสไม่มีเหลือ ที่เรียกว่าบรรลุมรรคผลนิพพาน นั่นแหละ. คน ธรรมดาอาจ จะไม่ ยอมรับ ว่า การ ปฏิบัติเพื่อ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน นี้เป็น หน้าที่ ของเรา ; เพราะเขาไม่รู้ : แต่ถ้าเขารู้ เขาจะรู้ว่าธรรมชาติบังคับ ไม่ใช่ใครบังคับ ; หรือพูด อย่างสมมติกัน ก็ต้องว่า พระเจ้าบังคับ. ถ้าพูดกัน อย่างจริง ๆ ไม่ใช่ สมมติก็พูดว่า ธรรมชาติบังคับ ; เพราะว่าถ้ายังไม่ ถึงนั้น เราจะยังมีความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ ละเอียด ที่ดูไม่ใคร่จะเห็น ไม่ใคร่จะรู้สึกเหลืออยู่. พอมีปัญญามากขึ้นมันก็เห็น ก็ทนอยู่ไม่ได้ มันก็ต้องทำต่อไป. ฉะนั้น จึงว่าจุดหมายปลายทางของมนุษย์นั้นอยู่ที่ ดับทุกข์สิ้นเชิงไม่มีเหลือ แล้วก็เรียกว่า นิพพาน. ถ้า เรียกว่านิพพานคนมักจะ สะดุ้งกลัวเพราะไม่เข้าใจ ; แต่ถ้าพูดว่าดับความทุกข์ให้สิ้นไม่มีเหลือเลย นี่คน อาจจะพอใจ แต่ที่แท้มันก็สิ่งเดียวกัน. ที่นี้เขาถือ กันมาแต่โบราณว่า การ ทำความ- ทุกข์ให้ดับหมดถึงที่สุดนี้เป็นหน้าที่ และเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องยอมรับ ; ไม่ยอมรับ 8
น.14 ธรรมชาติก็เป็นผู้บังคับ ; เมื่อดิ้นรนต่อสู้ธรรมชาติก็ย่อมจะมีความทุกข์ไม่อย่างใดก็ อย่างหนึ่ง, ฉะนั้นถ้าเรายอม รับหลักการอันนี้ตลอดสาย แม้ว่าเรายังทำไม่ได้ในขั้น สุดท้าย แต่เราต้องยอมรับว่าการทำให้มนุษย์เรา ให้ตัวเรานี่ ดับทุกข์ หมดทุกข์ ไปตามลำดับจนไม่มีเหลือ นั้น คือหน้าที่. ทีนี้เมื่อพูดถึงหน้าที่ ; ท่าน คงจะเกิดนึกกว้างไปถึง หน้าที่ที่ทำเพื่อสังคม ด้วย และท่านทั้งหลายจะต้องเป็นผู้พิพากษาก็ต้องมีหน้าที่อย่างผู้พิพากษา นี้มัน เป็นหน้าที่ส่วนสังคมที่มันเนื่องกัน ต้องช่วยกันทำ ; แต่ถ้ามองให้ดีแล้วก็คือส่วนหนึ่ง ของการทำเพื่อความดับทุกข์. ท่านลองคิดดูให้ดีว่า เราเป็นผู้พิพากษากันในโลกนี้ มันเพื่อรักษาความเป็นธรรมของโลก, ที่นี้ถ้าโลกนี้ไม่ประกอบอยู่ด้วยความเป็น ธรรม มันเป็นทุกข์ ; ฉะนั้นจึงมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกัน ทำคนละส่วน คนละสัด คน ละฝ่าย ตามที่จะทำได้ ; เพื่อช่วยกันทำให้โลกนี้ไม่มีความทุกข์. ท่านไม่ควรจะถือ ว่า เราเป็นผู้พิพากษา เพราะว่าเราจะได้รับประโยชน์มาเลี้ยงชีพ ; ถ้าอย่างนี้ เรียกว่ารับผิดชอบในหน้าที่นิดเดียว ไม่มีความหมายไม่มีค่าอะไร. หน้าที่ที่จะต้อง ประกอบอาชีพเป็น ผู้พิพากษา รับเงินเดือนไปเลี้ยงชีวิตอย่างนี้ เป็นหน้าที่ที่เล็กน้อย ต่ำเตี้ย ไม่หน้าชื่นใจอะไร. แต่มานึกถึงว่า ผู้พิพากษาของโลก มีหน้าที่รักษา ความเป็นธรรมให้คงมีอยู่ในโลก เพื่อความดับทุกข์ส่วนหนึ่งของโลก อย่างนี้เป็นหน้าที่สูงสุด และกลายเป็นปูชนียบุคคล ผู้พิพากษาเลยไม่ เป็นลูกจ้าง ; กลายเป็นปูชนียบุคคล เพราะรู้ว่าหน้าที่นั้น เป็นอย่างนั้น. เด็ก ๆ มักจะถูกแนะนำอบรมให้เข้าใจแต่เพียงว่าทุกคนจะต้องเรียน. จะต้อง หาหน้าที่การงานได้เงินเดือนมาก ๆ แล้วก็ประเสริฐวิเศษกันเพียงเท่านั้นเอง. อย่างว่าเป็นผู้พิพากษาได้เงินเดือนมากก็หมดกันแค่นั้นเอง คือหน้าที่. อย่างนี้เรียก 9
น.15 ว่า เป็นการอบรมให้เข้าใจผิดหรือถูกน้อยเกินไป ; จะต้องรู้ว่ามนุษย์นี้ มีหน้าที่ที่จะต้องทำความดับทุกข์ให้แก่ตนและสังคม. หน้าที่ ตุลาการ เป็นหน้าที่ ที่ยาก ปราณีต สุขุม อย่างไร ท่าน ก็รู้กัน อยู่แล้ว อาตมาก็ไม่ต้องกล่าว ; อยากจะกล่าวก็แต่ตรงที่ว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติ ด้วยเหมือนกัน. เพราะว่าโลกนี้อยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากความเป็นธรรม จะต้องลุกเป็น ไฟ จะต้องฉิบหาย จะต้องระส่ำระสาย. ที่นี้ต้องทำโลกนี้ให้ประกอบด้วยความเป็น ธรรม ให้ มนุษย์อยู่กัน ด้วยความเป็นธรรม ; ก็เกิดมีเจ้าหน้าที่ เช่นผู้พิพากษา ตุลาการ กระทั่งผู้มีหน้าที่ทำตามคำสั่งของผู้พิพากษาตุลาการอะไรเหล่านี้เป็นต้น ; ฉะนั้นทุกคน ควรจะรู้ว่า หน้าที่นี้เป็น " หน้าที่เพื่อให้ความเป็นธรรมยังคงมีอยู่ใน โลก " จึงจะเข้ากับกฎเกณฑ์อันนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างเต็มที่ หน้าที่ที่มนุษย์จะต้อง ทำตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ทีนี้เราก็เลยได้เป็น ๓ หัวข้อ ; สำหรับคำว่า ธรรม เพียงคำเดียว ย้ำอีกที ก็ว่า คือ ๑ ตัวธรรมชาติทุกชนิด คำว่าธรรมชาตินี้จะพูดอย่างวิทยาศาสตร์หรือ พูดอย่างภาษาไทยธรรมดา หรือพูดอย่างภาษาศาสนาเหมือนกันหมดว่า ตัวธรรมชาติ คือสิ่งที่เกิดอยู่เอง. ที่นี้อันที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ เป็นนามธรรม มองไม่เห็น ตัว แต่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น ทีนี้มนุษย์ซึ่งตัวมนุษย์เองก็เป็นทั้งตัวธรรมชาติและมี กฎธรรมชาติก็เกิดมี หน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกให้ตรงตามกฎธรรมชาติ. คงจะไม่ เสียเวลามากเกินไปถ้าว่าอยากจะให้ได้ฟังคำธรรมะสัก ๒-๓ คำ คำว่าธรรมชาตินี่ก็เรียกว่าธรรม; แต่เรามีคำว่า สภาวธรรมเข้ามา; เติม คำว่า “สภาว" เข้าข้างหน้าคำว่าธรรม สภาวธรรมคือสิ่งที่เป็นอยู่เอง ตามธรรมชาติ นี้เรียกว่าธรรมชาติ, นี้คือตัวธรรมชาติ. เราก็เรียกกันว่าธรรมชาติ 10
น.16 อยู่แล้วในภาษาไทย; นี้เรียกว่าภาษาไทยของเรามีประโยชน์แก่การศึกษา ธรรมะมาก; เพราะว่าเรารับเอาภาษาบาลีมาใช้, คำว่าธรรมชาตินี้มันเป็นภาษา บาลีอยู่โดยตรง. สิ่งที่เป็นอยู่เองตามธรรมชาตินี้เรียกว่าสภาวธรรม; หรือสภาวะ ธรรมนั้นแหละคือธรรมชาติ. ทีนี้พอมาถึงสิ่งที่เรียกว่ากฎของธรรมชาตินี้ เรามักจะ เรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า ธรรมดา, ธมฺมตา, หรือธรรมดา. เมื่อพูดถึงคำว่า “ธรรมดา” เราก็รู้ได้ทันทีเข้าใจได้ทันทีว่า มันหมายถึงว่ามันเป็นกฎเกณฑ์อันหนึ่ง ซึ่งแน่นอนที่สุดซึ่งตายตัวที่สุด เราเรียกว่า "ธรรมดา" ถ้าเราไม่เรียกว่าธรรมดา เรา เรียกอีกอย่างหนึ่ง เราเรียกว่าสัจจธรรม; คือธรรมะที่เป็นความจริงเป็นกฎความ จริงอะไรอันหนึ่งก็ได้. ทีนี้มาถึงอันที่ ๓ คือหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำนี้เราก็เรียกกัน ง่ายๆ ว่ากรณียธรรมหรือปฏิบัติธรรม คือธรรมหรือสิ่งที่จะต้องประพฤติต้อง ปฏิบัติต้องกระทำ. ที่นี้ทำไมเราไม่พูดถึงผลของการปฏิบัติให้เป็นข้อที่ ๔ ขึ้นมานี้จะ ต้องมองดูกันอย่างละเอียดอย่างนักศึกษาที่ละเอียดว่า ผลของการปฏิบัตินั้นเราถือว่า เป็นธรรมชาติจะได้ผลเป็นเงินเป็นทองเป็นชื่อเสียงเป็นอะไรที่เกิดเป็นผลของการ ปฏิบัติขึ้นมา เราก็จัดสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นธรรมชาติเสียอีกที่หนึ่ง ย้อนกลับไปนัมเบอร์ หนึ่ง ฉะนั้นเราจึงพูดกันแต่เรื่องหน้าที่. ฉะนั้นขอให้เราทำหน้าที่ เช่นท่านที่เป็นผู้พิพากษาทำหน้าที่ของผู้พิพากษา ลงไป ผลเกิดขึ้นเป็นความยุติธรรม. ความยุติธรรมนี้เราเอาไว้เป็นข้อที่หนึ่งคือ ธรรมชาติ; ในเมื่อปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. ถ้าฝรั่งถามก็ควรจะตอบ อย่างนี้ ว่าคำว่า ธรรมะนี้คือตัวธรรมชาติ; ตัวกฎธรรมชาติ; ตัวหน้าที่ที่ มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ, ทั้งเรื่องทางโลกและทั้งเรื่องทางศาสนา อันมีหน้าที่ นั้นแหละคือธรรม. ถ้าตอบอย่างนี้ ชื่อว่าตอบถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา 11
น.17 และสิ่งที่เรียกว่าพระเป็นเจ้าของศาสนาอื่นก็จะรวมอยู่ในคำว่าธรรม คือ ธรรมชาติ เป็นธรรมชาติ เช่นเป็นกฎธรรมชาติหรือเป็นอะไรก็สุดแท้ นี่คำว่าธรรมกินความ หมดอย่างนี้. ดังนั้นเราก็กล่าวได้ว่าพอเราพูดว่าเรารู้ธรรม หมายถึงรู้ทุกสิ่งเลย. เราศึกษา เรื่องธรรมคือเราศึกษาเรื่องทุกสิ่ง. แต่ที่นี้มันไม่ไหว มันสุดความสามารถที่คน เราจะศึกษาได้ทุกสิ่ง; ดังนั้นเราจึงศึกษาแต่ที่จำเป็น หรือแต่ที่มนุษย์ต้องการอย่างจำ เป็นให้ศึกษามากก็ศึกษาไม่ได้ ให้ศึกษาทั้งหมดยิ่งศึกษาไม่ได้; ฉะนั้น จึงเอากันแต่ เท่าที่จำเป็น ฉะนั้นคำว่าธรรมในภาษาไทยเราจึงหมายถึงแต่สิ่งที่ดีเท่านั้น ไม่ หมายถึงธรรมชาติ ไม่หมายถึงกฎเกณฑ์ธรรมชาติอะไรนัก. หมายถึงแต่การกระทำดี การประพฤติดีหรืออะไรเท่านั้น นี่มันแคบเหลือจะแคบ; ถ้าพูดกันทั้งหมดแล้วเป็น ความหมายที่แคบอย่างเหลือที่จะแคบ. เราพูดว่าความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรมนี้เป็นธรรม, นอกนั้นไม่ใช่ธรรมอย่างนี้ นี่พูดในภาษาไทยก็พูดได้ แต่ในภาษาบาลีแล้วไม่เป็นอย่างนั้น. ดีก็เรียกว่ากุศลธรรม, ไม่ดีก็เรียกว่าอกุศล- ธรรม, ที่ยังพูดไม่ได้ก็เรียกว่าอพยากตธรรม. ดังนั้น แม้การประพฤติปฏิบัติของโจร ก็เรียกว่าธรรมแต่เรียกว่าโจรธรรม คือธรรมของโจร นี่คำว่าธรรมในภาษาบาลีจึง กินความหมด, ธรรมของคนชั่วคนพาลก็เรียกว่าพาลธรรม. ทีนี้เราก็ย้อนไปถึงหัวข้อของเราที่ว่า ศีลธรรมและหลักพระพุทธ- ศาสนา". คำว่าศีลธรรมนี้ เป็นคำที่เราเพิ่งจะมีบัญญัติขึ้นใช้ให้ตรงกับความหมาย ของคำว่า " Moral " ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปในทุก ๆ ประเทศ. คำว่า ศีล ธรรมนี้จะเป็นอันเดียวกันกับคำว่าศาสนาไม่ได้; เพราะว่าอย่างน้อยความมุ่ง หมายก็ต่างกันลิบ. คือศีลธรรมมุ่งหมายความสงบสุขของสังคมเท่านั้น ส่วน 12
น.18 ศาสนานั้นไปไกลจนถึงกับว่าความรอดขั้นสุดท้ายของปัจเจกชน, ปัจเจก- ชนเราหมายความว่าคน ๆ หนึ่งเขามีสติปัญญามีอะไรเป็นพิเศษของเขา; เขาอาจจะ ทำความประพฤติปฏิบัติทางกายทางวาจาทางจิต ให้มีจิตออกไปจากความทุกข์สูงสุด จนถึงกับเขาเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้าตามหลัก ของศาสนาที่มีพระ เป็นเจ้าก็ดี; หรือว่าจะเข้าถึงนิพพานในที่สุด ตามหลักของพระพุทธศาสนาก็ดี. นี่ สิ่งที่เรียกว่าศาสนามุ่งหมายให้คนออกไปถึงที่นั่น. ส่วนคำว่าศีลธรรมนั้นเราไม่ได้ มุ่งหมายกันมากถึงอย่างนั้น เพียงแต่ว่าให้มนุษย์อยู่เป็นผาสุขอย่างมนุษย์ในสังคม มนุษย์ก็พอแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม กับสิ่งที่เรียกว่าศาสนาจึงมีหลักต่าง กันอยู่คนละอย่าง มีความมุ่งหมายต่างกันอยู่คนละอย่าง. แต่แล้วก็ไม่พ้นไปจากคำ ว่าธรรมดังที่กล่าวแล้ว. ทีนี้จะชี้ให้เห็นชัดลงไปว่า, เมื่อคำว่าธรรมมีความหมายว่าธรรมชาติ กฎ- ธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ เป็น ๓ อย่าง อย่างนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม นั้นจะอยู่ในความหมายไหน. ทุกคนจะเข้าใจได้ทันทีว่าอยู่ในความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติโดยอนุโลมแก่กฎของธรรมชาติ, ฉะนั้นคำว่าศีลธรรม นี้ไม่หมายถึงตัวธรรมชาติหรือตัวกฎของธรรมชาติ แต่หมายถึงหน้าที่ ก็แล้วกัน, หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติต่อกัน และกันในทางสังคม; ให้สมคล้อยกับ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ฉะนั้น เราจึงไม่ไปเรียนเรื่องตัวธรรมชาติโดยละเอียดหรือ ตัวกฎธรรมชาติโดยละเอียด แต่เราศึกษากันเฉพาะหน้าที่และผลที่เกิดจากหน้าที่ โดยละเอียด. ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมจึงขึ้นอยู่ในความหมายของคำว่าธรรมใน ความหมายที่ ๓ ไม่ค่อยเกี่ยวกับความหมายที่ ๑ ที่ ๒. ส่วนคำว่าศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนา เพราะว่าหัวข้อของเรามีว่าหลักพระ พุทธศาสนา, ส่วนสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้นเกี่ยวข้องกับกับคำว่าธรรม 13
น.19 ทั้ง ๓ ความหมายเลย เพราะเหตุว่าพุทธศาสนาสอนหรือมีหลักที่กล่าวไว้ในพระ- คัมภีร์สอนให้รู้ให้เข้าใจถึงเรื่องธรรมชาติด้วย, เรื่องกฎของธรรมชาติด้วย, เรื่อง หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติด้วย. ที่ว่าหลักพระพุทธศาสนาสอน เรื่องธรรมชาตินั้นก็คือว่า สอนให้รู้เรื่องของธรรมชาติแต่ละอย่างๆ ๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ เช่น สอนให้รู้เรื่องธรรมชาติของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม; ให้รู้จัก ธรรมชาติของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์; ให้รู้ธรรมชาติของ ร่างกายที่เรียกว่ารูป; ให้รู้ธรรมชาติของใจที่เรียกว่าจิตหรือเจตสิก; จึงเป็นอันว่า ให้รู้จักธรรมชาติหมด. แม้แต่ตัวความสุขความทุกข์อย่างไรกระทั่งมีนิพพานเป็นที่สุด. นี้ก็เรียกว่าธรรมชาติในพุทธศาสนามีกล่าวถึงมากถึงตัวธรรมชาติ. ที่นี้พุทธศาสนา มีกล่าวถึงมากในตัวของกฎธรรมชาติ เช่นบอกว่า สิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งที่ เรียกว่าสังขารแล้วต้องไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง แล้วก็ต้องเป็นทุกข์อยู่ใน ตัวมันเอง แล้วก็ต้องเป็นอนัตตา คือว่างจากสิ่งที่ควรยึดถือว่าตัวตน. นี้ก็เรียกว่ากฎของธรรมชาติ ว่าทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา นี่เรียกว่ากฎธรรมชาติ; หรือว่าถ้าเราทำอย่างนี้เราจะต้องได้รับผลอย่างนี้ที่เรียกว่า กรรมที่เรียกว่ากฎของกรรม นี้ก็คือกฎของธรรมชาติ; หรือเมื่อซอยละเอียดออกไปที่ ท่านไม่ค่อยเคยได้ยิน เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาท เช่นตอนที่สำคัญว่า มีการกระทบแล้ว ก็มี เวทนารู้สึกเกิดขึ้น แล้วก็มีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ มีชาติ มีความทุกข์ อย่าง นี้เป็นต้น; นี้คือตัวกฎของธรรมชาติที่ลึกซึ้งละเอียดสุขุมที่เกี่ยวกับความทุกข์ หรือ ความไม่ทุกข์ คำสอนใหเข้าใจในส่วนนี้ ส่วนกฎของธรรมชาติอย่างนี้ก็มีมากใน พุทธศาสนา. ทีนี้ในพุทธศาสนา ก็มีคำสอนที่มากที่สุดในส่วน หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้อง ทำ ที่เป็นหัวข้อใหญ่ก็เรียกว่า ศีล สมาธิปัญญา. การไม่กระทำให้ผิดพลาด 14
น.20 ในเรื่องทางกายทางวาจา นี้เรียกว่า " ศีล ”; การกระทำไม่ให้ผิดพลาดในเรื่อง ทางจิต เป็นส่วนตัวนี้เรียกว่า " สมาธิ "; แล้วการทำให้ฉลาดถึงที่สุดจนไม่เกิด ความทุกข์ ขึ้นมาได้จากสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เรียกว่า "ปัญญา". นี้เป็นหัวข้อใหญ่ๆ อย่างนี้เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือกระทั่งลงมาถึงว่าต้องให้ทาน ต้องรักษาศีล ต้องทำจิตใจให้เจริญอย่างนี้ ซึ่งเป็นหลักพุทธศาสนา. ทานมัย ให้ทำการให้ทาน; หรือ ศีลมัย ให้มีศีล คือความประพฤติที่ไม่เสียหายทางกาย ทางวาจา เรียกว่า “ ศีล ” แล้วก็มี ภาวนามัย คือทำจิตให้เจริญอยู่เหนือความทุกข์นี้ก็เป็นหน้าที่. ทีนี้ถ้าแยกหน้าที่ซอยหน้าที่ออกไปให้ละเอียดเฉพาะเรื่อง ๆ มันก็มากหลายสิบเรื่อง ล้วนแต่แสดงถึงหน้าที่ว่ามนุษย์ควรกระทำอย่างนั้น ๆ แล้วจะดับความทุกข์ได้อย่าง นั้น ๆ อย่างนี้มีมากที่สุดเรียกว่า เณยุยธรรม นิยยานิกธรรม ภาษาบาลีนี้ถ้าจำได้บ้าง ก็ดี ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นิยยานิกธรรมแปลว่า ธรรมส่วนที่จะนำมนุษย์ออก จากความทุกข์. ข้อปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนาล้วนแต่นำผู้ปฏิบัติให้ออกจาก ความทุกข์; ฉะนั้น ข้อปฏิบัติทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนปลายเรียกว่า นิยยานิกธรรมทั้งนั้น; ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าหลักพระพุทธศาสนานั้นกินความหมดทั้ง ๓ ประเภท ของความหมายของคำว่าธรรม. ส่วนคำว่าศีลธรรมนั้นเอากันแต่เพียงหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติต่อกันในทาง สังคมก็พอแล้ว ไม่ต้องไปศึกษาธรรมชาติเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องไฟ เรื่องลม เรื่องตา เรื่องหู เรื่องจมูก เรื่องลิ้น เรื่องกาย เรื่องรูป เรื่องเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องรส ทำนอง นั้นก็ได้ แต่ในทางหลักศาสนานั้นไม่พอ ต้องศึกษาด้วย. ต้องศึกษาธรรมชาติเหล่า นั้นด้วย, ต้องศึกษากฎธรรมชาติเหล่านั้นด้วย, ต้องศึกษาหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ เหล่านั้นด้วย. นี่ท่านจะเห็นได้เองว่าคำว่าศีลธรรมนั้นแคบกว่าคำว่าศาสนาอย่างไร 15
น.21 โดยเฉพาะพุทธศาสนา. นี่ขอให้ซ้อมความเข้าใจกันไว้เรื่อยว่า เรากำลังพูดถึงสิ่งที่ เรียกว่า ธรรม เพียงคำเดียวเท่านั้นในวันนี้; แต่มันมีข้อ ปลีกย่อยแยกออกไปได้ อย่างนี้, เราต้องเข้าใจไว้ แล้วก็อย่าลืมคำว่าธรรมเพียงคำเดียว; หัวข้อทั้ง ๓ หัว ข้อนั้น ขึ้นอยู่ในความหมายของคำว่าธรรมเพียงคำเดียว. ทีนี้ชั่วเวลาที่เหลืออยู่นิดหนึ่งนี้ อาตมาจะซ้อมความเข้าใจหรือช่วยให้เข้าใจ ได้ง่าย ได้ครบถ้วนขึ้น: คำว่าธรรม ในฐานะที่เป็นพระเจ้าผู้สร้างและสิ่งที่ ถูกสร้าง. ถ้าฟังให้ดีก็จะเข้าใจได้ว่า ในสากลโลกหรือว่า ในสากลจักรวาล หรือทั้งหมดที่มนุษย์รู้จักนั้น มันก็ควรจะมีผู้สร้างกับสิ่งที่ถูกสร้าง. ถ้าเรากล่าวอย่าง ที่เขาเรียกว่า ปุคคลาธิษฐาน คือโดยสมมติ มีพระเจ้าผู้สร้างและมีสิ่งที่ถูกสร้าง. พระเจ้าผู้สร้างนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นบุคคล หรือเป็นอะไรคล้ายบุคคลก็ได้ แต่ มันให้เป็นอำนาจอะไรที่มันมากพอที่จะบันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นและอยู่นิ่งไม่ได้ให้ เปลี่ยนแปลงไปก็แล้วกัน สิ่งนั้นมันมีอยู่สิ่งหนึ่งประเภทหนึ่ง. ในทางพุทธศาสนา เรียกสิ่งนั้นว่าธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ; แต่ศาสนาอื่นจะเรียกว่าพระเป็นเจ้า หรือจะเรียกว่าอย่างอื่นก็ได้ ก็สุดแท้แต่ความหมายมันเหมือนกัน จนถึงสิ่งที่มันมี อำนาจอิทธิพลที่จะบันดาลให้สิ่งทั้งหลายปรากฏออกมา และเปลี่ยนแปลงเป็นไป. คำว่าพระเจ้าที่สมบูรณ์มี ๓ ความหมาย, คือพระเจ้าที่สร้างขึ้นมาสร้างโลก หรือ สร้างอะไรขึ้นมา; แล้ว พระเจ้าที่ควบคุมโลกนั้นไว้; แล้ว พระเจ้าที่ทำ ลายโลกนั้น ให้สูญไปในระยะหนึ่ง แล้วจนกว่าจะมีการสร้างขึ้นใหม่; มี ๓ ความ หมายเท่านั้น. ในบางศาสนาเอา ๓ พระเจ้านี้ ๓ ความหมายนี้รวมไว้ในองค์เดียว กัน เช่นของศาสนาคริสเตียนอย่างนี้เป็นต้น. แต่ในบางศาสนาเช่นศาสนาฮินดูนั้น แยกออกจากกันให้เป็น ๓ องค์อย่างนี้ก็ได้ แต่ความหมายนั้น ๆ มันก็ไม่แปลกไปจาก 16
น.22 กัน อำนาจอันหนึ่งจะสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา อำนาจอันหนึ่งจะควบคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็น ไปตามระเบียบตามกฎธรรมชาติ และอำนาจอีกอันหนึ่งจะทำให้สิ่งนั้น ๆ เมื่อถึงวาระ นั้นยุบสลายไป หมดไป ดับไป. เราเรียกว่าพระเจ้า ๓ องค์ก็ได้องค์เดียวก็ได้เมื่อทำ หน้าที่ ๓ อย่าง. ทีนี้ในทางพุทธศาสนาไม่ต้องการจะกล่าวให้เป็นบุคคลเช่นนั้น ไม่กล่าวเป็น ตัวพระเจ้าเช่นนั้นเลยกล่าวเป็นธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติอันหนึ่ง; ซึ่งมีอำนาจให้สิ่ง ทั้งหลายเกิดขึ้นมา ให้สิ่งทั้งหลายเป็นอยู่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ และให้สิ่งทั้งหลาย ดับสลายไปตามวาระ ทั้ง ๓ นั้นก็เรียกว่าธรรม. ถ้าถามว่าใครสร้างโลก ก็ตอบ ว่าธรรม; ถ้าถามว่าใครควบคุมโลกก็ตอบว่าธรรม; ถ้าใครยุบโลกลงไป ตามวาระก็ตอบว่าธรรม. อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็คือธรรม; อะไรดับ ทุกข์ได้ก็คือธรรม; ดับทุกข์เสร็จแล้วมีอะไรเป็นผลก็คือธรรม; ธรรมะ คำเดียวตอบคำถามกี่ข้อก็ได้หรือทั้งหมดเลย. ที่นี้สำหรับสิ่งที่ถูกสร้างนั้นจะสมมต เรียกว่าคนว่าสัตว์ว่าสิ่งของว่าอะไรก็สุดแท้; นี้ก็เรียกว่าธรรมอีกเหมือนกันเป็นสังขต ธรรม ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่ปรุงแต่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมา. ผู้สร้างก็ดี สิ่งที่ถูก สร้างก็ดีคือ ธรรม นี้ตามหลักพุทธศาสนาไม่มีคำอื่นเรียกนอกจากคำว่าธรรม แล้ว ธรรม นั้นหมายถึงธรรมชาติ หมายถึงกฎของธรรมชาติโดยส่วนใหญ่ หรือถ้าเรา พูดถึงพระเจ้าผู้สร้างและสิ่งที่ถูกสร้างแล้ว ก็เล็งถึงตัวธรรมชาติและตัวกฎของธรรม- ชาติเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้ธรรมะนี้ อีกความหมายหนึ่งก็คือ, ธรรมะในฐานะเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อน และมีอยู่ตลอดกาล ถ้าเกิดจะถามกันขึ้นมาว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด หมด ก็ตอบว่าธรรม. คือสิ่งที่เรียกว่าธรรม นี้ความหมายมันกว้าง อย่าง 17
น.23 นี้คือธรรมชาติชนิดหนึ่ง ประเภทหนึ่ง ลักษณะหนึ่ง ซึ่งเข้าใจไม่ได้เวลานี้ก็ตาม เถอะก็เรียกว่าธรรมนั้นมีอยู่ก่อน ก่อนที่จะเกิดโลกนี้ขึ้นมาหรือก่อนที่จะเกิดพระ- อาทิตย์ หรือเกิดอะไร ที่เป็นเหตุให้เกิดโลกนี้ขึ้นมา หรือก่อนที่จะเกิดสากลจักรวาล ขึ้นมาก็มีธรรมชาติที่เรียกว่าธรรมนั้นอยู่แล้ว. ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ตรงๆ เป็นพระพุทธสุภาษิตว่า ธรรมเกิดขึ้นก่อน มีอยู่ก่อนมีอยู่ก่อนอย่างนี้ แล้วมิหนำซ้ำยังมีอยู่ตลอดกาล. มีอยู่ตลอดกาลหมายความว่าจะไม่สิ้นสุด นี่ธรรม ประเภทนี้ นี่แหละธรรมชาติส่วนนี้เป็นธรรมชาติส่วนที่ลึกลับเข้าใจยากต้องศึกษา กันมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็รวมอยู่ในคำสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่าธรรม พระพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้แล้วอยากจะมีที่เคารพกับเขาบ้าง ท่านก็เลยคิดว่า อะไรควรจะเป็นที่เคารพ ก็มองไม่เห็น เพราะถ้าจะไปเคารพใครเข้าก็ไม่สมควร ทั้งนั้น. แต่ในที่สุดกลับพบว่าพระพุทธเจ้าควรจะเคารพธรรม แล้วทรง ยืนยันต่อไปว่าพระพุทธเจ้าในอดีตที่ล่วงไปแล้วกี่องค์ก็ดี ในอนาคตสัก กี่องค์ก็ดี ล้วนจะต้องเคารพธรรมหรือควรเคารพธรรม พระพุทธเจ้าใน ปัจจุบันนี้ก็ควรจะเคารพธรรม. นี้หมายความว่าท่านมองเห็นคุณสมบัติพิเศษ สูงสุด เด็ดขาดที่สุดมีอำนาจที่สุด อะไรที่สุดของสิ่งที่เรียกว่าธรรม ได้ลึกซึ้งกว่าคน ทั่วไป จนถึงกับจัดไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ว่า ถ้าพระพุทธเจ้าจะต้องเคารพอะไรบ้าง แล้วนั้น ก็ควรเคารพธรรมเพียงอย่างเดียว. ขอให้พวกเราเข้าใจความหมายของคำ ว่าธรรมไว้ให้กว้างขวางทั่วถึงกันอย่างนี้ก่อนในวันแรกนี้. ทีนี้ถ้ามองเห็นลึกถึงขนาดนี้จะยิ่งเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนี้มันมีเบื้องต้นที่น่า อัศจรรย์ที่เข้าใจได้ยาก และในปัจจุบันนี้ก็มีตัวจริงที่ลึกซึ้งที่เข้าใจได้ยาก ที่มองเห็น 18
น.24 ได้ยาก และมันจะอยู่ตลอดกาลต่อไปในลักษณะที่มองเห็นได้ยาก. ถ้ามีปัญญาถึงที่สุด จะมองเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน อย่างที่เราเข้าใจผิดหรือหลงผิด มันเป็นธรรม- ชาติแท้ ๆ, ธรรมชาติโดยบริสุทธิ์, ธรรมชาติที่ว่างจากตัวตน; ไม่ควรจะไปโง่ไปหลง ไปเข้าใจว่าเป็นตัวตน. ถ้าเห็นว่าเป็นธรรมชาติแท้ๆยิ่งขึ้นไปเท่าไรจะยิ่ง เห็นว่าธรรมะนี้คือสิ่งว่างจากตัวตนมากขึ้นไปเท่านั้น. ฉะนั้น เมื่อเห็น ธรรมะถึงที่สุดก็คือเห็นความว่างถึงที่สุดในธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง. ถ้าเรารู้ธรรมะถึงที่สุดก็คือรู้เรื่องความว่างถึงที่สุด; ซึ่งหมายความว่าจิตใจของ เราไม่ไปเที่ยวยึดเอาสิ่งที่เป็นของว่างจากตัวตนนั้นมาเป็นของๆตน เขาจึงถึงที่สุดของ ธรรมะคือไม่มีการยึด ถือว่า ตัวตน หรือ ของตน; นี่เขา เรียกว่า ผู้ที่ ถึงฝั่ง ถึงตลิ่งของ ธรรมะ. เปรียบเหมือนว่ามันเป็นมหาสมุทรที่กว้าง ฝั่งโน้นกับฝั่งนี้เลย เรารู้จักกันแต่ ฝั่งนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ ยังรู้จักธรรมะน้อยไป ถ้าเราเดินไปจนถึงฝั่งโน้นถึงฝั่ง ของธรรมะแล้ว เราจะรู้ว่าไม่มีอะไรที่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน; เพราะว่าเป็น เพียงธรรมชาติ; เพราะว่าเป็นเพียงกฎของธรรมชาติ; เพราะว่าเป็นเพียงหน้าที่ที่- ธรรมชาติบังคับ; ให้ธรรมชาตินั้น ๆ จะต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ไม่มีตรง ไหนที่จะเป็นตัวตน. แต่มนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจแรกเกิดขึ้นมายังไม่รู้อะไร ยังมีความไม่ รู้นี้ไปเที่ยวหลงผดเป็นตัวเป็นตน ยึดมั่นธรรมะส่วนนี้เป็นตัวเป็นตน ยึดมั่นธรรมะ ส่วนโน้นว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน สับสนกันไปหมด ก็เลยมีความทุกข์. ฉะนั้น ถ้ารู้ ธรรมะถึงที่สุด จิตก็จะว่างหรือวางเฉยในสิ่งทั้งปวงได้. ที่นี้ก็เลยทำ หน้าที่แต่เพียงสักว่าเพื่อหน้าที่. ถ้าคนที่ยังยึดถือก็ต้องทำหน้าที่เพื่อเงินเพื่อชื่อ เสียงเพื่ออะไร ท่านที่เป็นผู้พิพากษานี่เหมาะหรือไม่ ที่จะทำหน้าที่เพื่อเงินเพื่อชื่อ เสียงนี้ท่านลองคิดดู ถ้าว่าผู้พิพากษาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้วจะเป็นอย่างไรก็ควรจะ 19
น.25 คิดดูอย่างยิ่ง ฉะนั้น ถ้ารู้ธรรมะถึงที่สุดก็จะเป็นเหตุให้ทุกคนทำหน้าที่ เพียงเพื่อหน้าที่. จริยธรรม สากล ซึ่ง เป็น ปรัชญา ของ ศีล ธรรม เขา ก็ถือ หลัก อย่าง นี้ เป็น SUMMUM BONUM คือเป็นจุดสูงสุดของจริยธรรม DUTY FOR DUTY'S SAKE หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ นี้เป็น SUMMUM BONUM ของ ETHICS คือจริยธรรมที่เป็นปรัชญา. ก็เลยลงกันได้กับความมุ่งหมายของธรรมะใน พระพุทธศาสนาว่า ที่แท้หรือเนื้อแท้ของสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นคือ ว่างจาก ตัวตนหรือจากของตน; อย่าได้ไปยึดถือว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของตน. ฉะนั้น ถ้าเราทำหน้าที่อะไรก็จงทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ แล้วเราจะไม่มีความทุกข์ เลย ส่วนผลที่จะเป็นเงินเป็นทองเป็นชื่อเสียงเป็นอะไรนั้นมันไม่ไปไหนเสีย มันแวด- ล้อมอยู่ที่ตัวผู้กระทำ ในฐานะเป็นบ่าวผู้รับใช้ของผู้ที่กระทำ แต่ถ้าเราไปหลงยึด ถือสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเป็นตนเป็นของตนแล้วมันไม่อย่างนั้นมันกลายเป็นนายขึ้นอยู่ เหนือศีรษะผู้กระทำ ก็เลยเป็นเหตุให้ทำทุจริตได้โดยง่ายโดยไม่รู้ตัว. ทีนี้เมื่อเรารู้ความหมายของคำว่าธรรมถึงที่สุดแล้ว การทำหน้าที่เพื่อประ- โยชน์แก่หน้าที่นี้ ง่ายนิดเดียว; ซึ่งสรุปว่าเราเป็นผู้พิพากษาที่เราต้องถือว่าเรามีหน้า ที่รักษาความเป็นธรรมของโลก ไม่ใช่เป็นผู้พิพากษาเพื่อเอาเงินเดือนเพื่อเลื่อน ตำแหน่ง เพื่อเอาชื่อเสียงสูงสุดแก่ตัวเองแก่วงศ์ตระกูล; อย่างนี้มันเป็นเด็กเล่นเป็น ของเด็กเล่นเป็นของเด็กอมมือ ถ้าพูดกันตามหลักของพุทธศาสนา พูดตามหลักของ คำว่าจริยธรรม. แต่ถ้าเรามีความแน่ใจแน่วแน่ว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อ เงินเพื่อชื่อเสียง การเป็นผู้พิพากษานี้เพื่อรักษาความเป็นธรรมของโลกไว้ในโลกนี้ เราเลยได้มากที่สุด ที่เราไม่เอาอะไรเลยนี้เรากลับได้มากที่สุด. ไม่เอาเงินไม่เอา 20
น.26 ชื่อเสียงไม่เอาอะไรเหล่านี้กลับได้มากที่สุด คือได้ความเป็นปูชนีย บุคคลที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คือหน้าที่แห่งการรักษาความเป็นธรรม ของโลกหรือของมนุษย์ชาติ. มันเป็นเกียรติยศที่สูงสุดจนตีราคาไม่ไหว เกียรติ- ยศอื่นๆเป็นของเด็กเล่นตีราคาไหว เกียรติยศของปูชนียบุคคลนี้สูงสุดตีราคา ไม่ไหว คือเป็นผู้ที่ช่วยโลก อยู่ในฐานะเป็นผู้ที่ช่วยโลก เป็นเครือเดียวกับพระ เป็นเจ้าผู้ช่วยโลกนี้ขอให้ปักใจแน่วแน่ใน SPIRIT ของความเป็นผู้พิพากษานี้ ว่าหน้าที่เพื่อหน้าที่คือหน้าที่แห่งการรักษาความเป็นธรรมของโลก.Pri กติ ทีนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ทุกอย่างรวมอยู่ในคำว่าธรรม์เพียงคำเดียว หน้าที่ ก็คือธรรม ความเป็นผู้พิพากษานี้ก็คือธรรม ความยุติธรรมของโลกก็คือธรรม แม้แต่ตัวคำว่าโลกนั้นก็คือธรรม ไม่มีอะไรนอกไปจากคำว่าธรรม แต่มันแบ่งแยก ได้เป็นประเภท ๆๆ ๆ เป็นส่วน ๆ ๆ ๆ มากมายอย่างที่ได้กล่าวมานี้ เวลาก็หมดแล้ว. เป็นอันว่าวันนี้เราพูดกันถึงความหมายของคำเพียงคำเดียว คือคำว่า " ธรรม ". ถ้าถูกถามว่าธรรมคืออะไร ก็คือว่าธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ. ตอบให้สั้น ๆ อย่างนี้ ถ้าท่านไปเมืองนอกท่านจะถูกถาม ถ้าท่านตอบอย่างอื่นก็แปลว่าท่านตอบอย่างเด็กอมมือ ไม่ใช่พุทธบริษัท. ถ้าท่าน เป็นพุทธบริษัท ท่านต้องตอบเขาว่า คือธรรมชาติ คือกฎธรรมชาติ คือหน้าที่ ตามธรรมชาติ นี้คือธรรม. แล้วเขาก็จะสะดุ้งเพราะแม้แต่พระเป็นเจ้าก็จะรวมอยู่ ในคำว่าธรรม. ทีนี้เราจะพูดเรื่องศีลธรรม ศีลธรรมก็คือหน้าที่ของมนุษย์ตามธรรม · ชาติพูดเรื่องหลักพุทธศาสนาก็คือตัวธรรมชาติ ตัวกฎธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตาม ธรรมชาติ. ส่วนวิธีปฏิบัติคือหน้าที่โดยตรง โดยละเอียดอย่างไรนั้น เราจะได้ทำ ความเข้าใจกันในการบรรยายครั้งหลัง ๆ. ส่วนวันนี้ก็มีแต่คำว่าธรรมเพียงคำเดียว 21
น.27 เป็นคำพูดที่ประหลาดมหัศจรรย์ที่สุดในโลก เพราะว่าไม่อาจจะแปลได้เป็นภาษาอื่น ว่าอย่างไร. ท่านช่วยจำไว้ด้วยว่าท่านลองไปถามภาษาอื่น ๆ ภาษาอังกฤษหรือภาษา อะไรก็ตาม เขามีปัญญาที่จะแปลคำว่าธรรมนี้ออกไปให้กินความหมายได้หมด อย่างนี้ด้วยคำว่าอะไร. ในที่สุดทุกชาติทุกภาษาจะต้องรับคำว่าธรรมนี้ ไปใช้เป็น ภาษาของตัวเอง เช่นเดียวกับที่ภาษาอังกฤษได้รับเข้าไปแล้ว ใช้คำว่าธรรมะหรือ DHARMIC เป็นคุณศัพท์ ( ADJECTIVE) เป็นคำตอบของปัญหาทุกปัญหา ในโลก ไม่ว่าในแง่ POSITIVE หรือ NEGATIVE มันจะต้องตอบด้วยคำว่า ธรรมทั้งนั้น เพราะว่าหมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร นี่คือใจความของการอบรมใน วันแรกที่ว่าคำว่าศีลธรรมก็ดี หลักพุทธศาสนาก็ดี และวิธีปฏิบัตินั้น ๆ ก็ดี ขึ้นอยู่ กับความหมายของคำว่าธรรมเพียงคำเดียวเท่านั้น. อาตมาขอยุติคำบรรยายวันนี้เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้, Arericeconn pricuGeertGRn จบการบรรยายครั้งที่ ๑ และ 22
Buddhadasa