Buddhadasa.org

จิตเดิมว่าง ตอนที่ ๒ — ๒. ความหมายของคำว่า "ศีลธรรม"

จิตเดิมว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — จิตเดิมว่าง (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.28 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, โอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า " ศีลธรรม " โดยเฉพาะขอทบทวนความจำ ในใจความของครั้งที่แล้วมาว่า เรา ได้กล่าวถึงคำว่าธรรมะ ซึ่งเป็นคำประหลาดที่สุด เพราะอมความถึงสิ่งทุกสิ่ง รวมทั้งตัวเราด้วย. ขอให้เข้าใจคำว่าธรรมะไว้ในลักษณะนี้ จะเป็นการเพียงพอ สิ่งทุกสิ่งรวมทั้งตัวเราไม่ว่าอะไรหมด. ธรรมะคือธรรมชาติ, ธรรมะคือกฎธรรมชาติ, ธรรมะคือหน้าที่ ตามธรรมชาติ; อย่างในตัวเรานี้ ก็มีสิ่งที่เป็นธรรมชาติเช่นเนื้อหนังร่างกาย, มีกฎธรรมชาติคือการที่สิ่งเหล่านั้นจะต้องเป็นอย่างไร จะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะต้องทำอย่างไร, แล้วเราก็มีหน้าที่ตามธรรมชาติ เช่นอย่างน้อยเราจะต้องถ่าย 23

น.29 อุจจาระ ปัสสาวะ จะต้องกินอาหาร เหล่านี้เป็นต้น. ทีนี้สิ่งต่าง ๆ ที่นอกไปจาก ตัวเราจะเป็นอะไรก็ตาม ก็มีลักษณะที่เป็นไปเป็นอยู่เหมือนกันหมด; สิ่งบางสิ่งลึก- ลับยังเข้าใจไม่ได้ แต่ก็ไม่พ้นไปจากการเป็นธรรมชาติ หรือเป็นกฎธรรมชาติ อย่างที่ได้อธิบายแล้วในครั้งที่ ๑; ฉะนั้น ทำให้เราเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องทราบ. เมื่อเราพูดว่าพระพุทธเจ้าแสดงธรรม คำว่าธรรมนั้นก็หมายถึงทุกสิ่ง เช่น พระพุทธเจ้าท่านแสดงให้ทราบว่า: - ธรรมชาติเป็นอย่างไร, กฎธรรมชาติเป็น อย่างไร, หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติเป็นอย่างไร, กระทั่งหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อบรรลุสิ่งสูงสุดคือพระนิพพานอย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่าธรรมะ นั้นอยู่ในตัวเรา จะต้องอยู่กับตัวเรา อยู่กับเนื้อกับตัวของเราเสมอไป; ไม่มีโอกาสที่จะพูดว่า เอาธรรมะไว้ที่วัดแล้วเราอยู่ที่บ้าน หรือไม่มีโอกาสจะพูดว่า เอาไว้ต่อแก่เฒ่าแก่ชราแล้วจึงจะสนใจธรรมะ นั้นเป็นคำพูดของคนที่โง่ที่สุด; เพราะว่าธรรมะโดยเนื้อแท้คือตัวเราอยู่แล้ว. เราต้องรู้สิ่งต่าง ๆ ที่จะจัดทำอยู่ตลอด ทุกเวลานาที ตั้งแต่แรกคลอดออกมา จนกว่าจะถึงที่สุดคือถึงแก่กรรม ทำลาย ขันธ์ไป ดังนั้นนี่ธรรมะคือสิ่งทุกสิ่งรวมทั้งตัวเรา. การที่พูดว่าธรรมะคือคำ สอนของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ได้ความนิดเดียว, มันถูกเหมือนกันแต่ได้ความนิดเดียว ไม่หมด; เดี๋ยวนี้เรากำลังศึกษากันถึงคำว่าธรรมะโดยสมบูรณ์ จึงได้มีการชี้ให้เห็น โดยละเอียดและครบถ้วนอย่างในครั้งที่แล้วมา เราจึงสนใจที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติ เกี่ยวกับธรรมะ ตามหัวข้อของการอบรมที่มีวางไว้ว่า "ศีลธรรมหลักพระพุทธศาสนา และวิธีปฏิบัติ" ซึ่งทั้งสามอย่างนี้รวมอยู่ในคำว่า ธรรมะเพียงคำเดียว. ดังนั้นเรา จึงมีการอบรมธรรมะ ท่านทั้งหลายต้องได้รับการอบรมทางธรรมะ 24

น.30 ทีนี้จะขอชี้ให้เห็นเป็นพิเศษอีกสักหน่อยหนึ่งว่า การอบรมวิชาธรรมะนี้ ควรจะถือว่าเราได้รับการอบรมในฐานะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไปนี้อย่าง หนึ่ง; และเราควรจะได้รับการอบรมในฐานะที่เราเป็นตุลาการโดยเฉพาะนี่อีกอย่าง หนึ่ง เป็น ๒ อย่างด้วยกัน. อย่างแรกที่ว่าในฐานะเป็นมนุษย์ทั่วไปนั้น ก็เหมือนกันทุกคนไม่ว่ามนุษย์ คนไหน จะต้องรู้เรื่องธรรมชาติ, กฎธรรมชาติ, หน้าที่ตามธรรมชาติ จนเปลื้องตัวเองออกจากความทุกข์ได้ และสามารถทำให้ความมีชีวิต เป็นมนุษย์อยู่นี้เป็นสิ่งที่งดงามน่าดู: และทำให้การงาน หน้าที่การ งานนั้นกลายเป็นของสนุกสนาน ไม่น่าอิดหนาระอาใจต่อไป. นี่เป็น ประโยชน์ของธรรมะในฐานะที่เป็นมนุษย์ทั่ว ๆ ไปเป็นอย่างนี้ มีเรื่องยืดยาวอยู่ส่วน หนึ่งซึ่งเราค่อยฟัง ค่อยศึกษากันไป ก็จะเข้าใจได้ทั่วถึงในโอกาสข้างหน้า. ที่นี้อีกอย่างหนึ่งในฐานะที่เป็นตุลาการ กำลังจะเป็นตุลาการ นี้เราก็ควร จะได้รับการอบรมธรรมะโดยเฉพาะ เพื่อประโยชน์หลาย ๆ อย่าง. สิ่งที่เราเรียกว่า ประโยชน์นี้เป็นสิ่งที่เราต้องประสงค์ หรือพึงประสงค์อย่างที่จะหลีกไม่ได้ ฉะนั้น เราจะต้องรู้จักวิธีที่จะถือเอาประโยชน์นี้ให้ถูก ให้ได้ ให้เป็นไปตามกฎของธรรมะ มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายขึ้นโดยแน่นอน, ธรรมะจะช่วยให้ตุลาการนี้เป็นตัว ของตัวเอง คือว่าถ้าเรารู้ธรรมะเพียงพอแล้ว เราสามารถจะควบคุม ตัวเรา คือหมายถึงร่างกายจิตใจ ความคิดสติปัญญาอะไรนี้: ซึ่ง สมมุติเรียกว่าตัวเรานี้ให้เป็นตัวเราได้ ไม่ให้ตกไปเป็นของกิเลส คือ ความเข้าใจผิด ความคิดผิด ความชั่วความไม่มีดีต่าง ๆ กระทั่งอยู่ในอำนาจของ 25

น.31 บุคคลอื่น. การเป็นอย่างนั้นเรียกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ถ้าท่านรู้จักธรรมะ เพียงพอแล้วจะเป็นการง่ายมากหรือสนุกสนานด้วยในการที่จะเป็นตัวของตัว จึงขอ ให้สนใจเรื่องนี้. ทีนี้ถัดไปก็น่าจะมองกันว่า การที่ผู้พิพากษาได้รับการอบรมทางธรรมะตาม สมควรนี้ เป็นเครดิตของสถาบันตุลาการอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน, อาตมาได้ยินได้ ฝั่งอยู่เสมอ ที่ประชาชนให้ความเคารพให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่ตุลาการที่ได้รับ การอบรมทางธรรมะ มีธรรมะ ศึกษาธรรมะมาก่อน; จึงเพิ่มความเป็น ปูชนียบุคคลให้แก่ตุลาการนั้นมากขึ้น. ฉะนั้น ขออย่าให้ถือว่าเครดิตทาง สังคมนี้เป็นของน่ารังเกียจ หรือหลอกลวง "มันเป็นเรื่องจริงเรื่องหนึ่งเหมือนกัน ขอแต่ให้เป็นเครดิตที่บริสุทธิ์; เพราะถ้าเขารักเขานับถือเขาไว้ใจแล้ว สิ่งต่าง ๆ มัน ราบรื่นที่สุด ประเทศชาติหรือโลกของเราก็จะมีความสงบสุขได้โดยง่าย; ฉะนั้น ทุกคนควรจะมีเครดิตในทางสังคมด้วยกันทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่ตุลาการ อาตมาถือว่า ตุลาการนี้ยิ่งสำคัญมาก คือได้รับเครดิตจากสังคมในฐานะเป็นปูชนียบุคคลแทนที่จะ เป็นลูกจ้างดังที่กล่าวแล้ว นี้ก็นับว่าเป็นข้อหนึ่ง ที่เป็นประโยชน์ข้อที่ ๒ ของการ อบรมธรรมะ. ข้อที่ ๓ ประโยชน์ที่จะได้ อาตมาคิดว่าสูงสุดอยู่เหมือนกัน คือทำให้การ งานนี้รู้สึกเป็นสุข. ถ้าไม่มีธรรมะแล้วการงานนี้จะน่าเบื่อหน่ายอิดทนา ระอาใจ: คือจิตไม่สูงพอที่จะเห็นว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นเป็นของประเสริฐ: ไปเห็นหน้าที่เพื่อเงิน เงินเพื่องาน งานเพื่อเงินอะไรทำนองนี้ มันทำให้ร้อนและ ทนทุกข์. ฉะนั้น ถ้าเราซึมซาบในทางธรรมะแล้วงานเป็นของชวนทำ 26

น.32 และสนุก. นี้ก็เรียกว่าเรารอดจากการที่ต้อง ทนทุกข์เหมือนนรกทั้งเป็น เราจะ ทำงานได้มากมายและสนุก ที่นี้ประโยชน์ข้อสุดท้ายก็น่าจะถือว่า เรากำลังแสวงหาความรู้รอบตัวไว้ให้ มาก ๆ จะเป็นประโยชน์แม้แต่ในการวินิจฉัยคดีของตุลาการนั้นเอง; เพราะปัญหา นั้นมีมากไม่มีใครจะทราบได้ว่ามันจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น. ถ้าเรารู้เรื่องราวเกี่ยวกับ มนุษย์ เกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ไว้มาก ๆ เป็นความรู้รอบตัว; นี้จะช่วย ให้วินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ ถูกต้อง; อย่างว่ามีปัญหาเกี่ยวกับวัดกับวากับพระสงฆ์กับนิกาย ทำนองนี้ ถ้าเรารู้เรื่องเหล่านี้ดีเราก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจผิด; ฉะนั้นจึงว่าเป็นความ รู้รอบตัวที่มีประโยชน์แม้ในการวินิจฉัยคดี; เพราะเหตุฉะนี้แหละอาตมาถึงได้พยา- ยามรวบรวมเอามาเท่าที่จะเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ท่านที่เป็นตุลาการ หรือกำลังจะ เป็นตุลาการ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. เพราะฉะนั้น เมื่อจะต้อง กล่าวถึงเรื่องธรรมะ; คำว่าธรรมะ หรือคำว่าศีลธรรม หรือคำว่าพุทธศาสนาก็ตาม; ก็ได้พยายามเอามาให้หมดทุกแง่ทุกมุมทุกประเด็นที่ควรจะเอามาบอกกล่าวให้ทราบ เพราะฉะนั้น อย่าได้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องเยิ่นเย้อมากมายเกินไปหรืออะไรทำนองนั้น เวลาของเราก็มีจำกัดว่า ๑๐ ชั่วโมง ก็ต้องพยายามให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเท่า ที่จะมากได้. สำหรับในวันนี้จะได้กล่าวถึงคำว่า ศีลธรรม ตามหัวข้อของการอบรมที่ทาง กระทรวงระบุไว้. สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้น ในชั้นแรกอยากจะขอซ้อมความเข้าใจ ว่า เราเล็งถึงสิ่งที่เรียกกันว่า Moral หรือ Morality ฉะนั้นคำว่าศีลธรรมนี้อย่า เอาไปปนกันเข้ากับคำว่าจริยธรรม ; ซึ่งใช้เป็นคำแปลของคำว่า Ethics ; คำว่า 27

น.33 Ethics นั้น บางทีมีคนเอามาเรียกเป็นศีลธรรมไปก็มี สิ่งที่เรียกว่า Ethics นั้น เป็นปรัชญาของศีลธรรม. ส่วนที่เรียกว่าศีลธรรมนั้นเราเล็งถึงตัวศีลธรรมโดยตรง แล้วเราเรียกว่า Moral หรือ Morality. สำหรับในวันนี้ เราจะกล่าวถึง แต่เรื่อง ของศีลธรรม ไม่กล่าวถึงปรัชญาหรือหลักวิชาของศีลธรรม. สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม ; เพื่อให้เข้าใจง่ายเราควรจะได้รับการเปรียบ เทียบกันไปกับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา เพื่อแยกออกจากกันไม่ให้ ปนเปกัน. ท่านลอง สังเกตดูเถอะว่าในประเทศไทยเรานี้ก็ยังเข้าใจผิด เอาคำว่าศีลธรรมไปปนกับคำว่า ศาสนา หรือแม้แต่เอาคำว่าศีลธรรมไปปนกับคำว่าจริยธรรมเป็นต้น. ถูกแล้วใน ศาสนาอาจจะมีศีลธรรมอยู่ส่วนหนึ่ง แต่มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ฉะนั้น เราวินิจฉัย กันให้เห็นชัดเป็นครั้งแรกเสียก่อนว่า เราจะเปรียบเทียบกันอย่างไร ... วันนี้อาตมา จะกล่าวถึงเรื่องศีลธรรม เรื่องศาสนาจะไว้กล่าวในวันหลัง ๆ แต่ต้องเอามาเปรียบ เทียบกันเพราะความจำเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว. ในการที่เราจะ รู้เรื่องของสิ่ง อะไร จะรู้เรื่องใด สักเรื่องหนึ่งนั้น, อาตมา ขอแนะไว้ว่า ท่านจงตั้งหัวข้อตาม Logic ทางพุทธศาสนาที่เห็นว่าเหมาะ คือเรา จะตั้งหัวข้อขึ้นว่า สิ่งนั้นคืออะไร ? สิ่งนั้นมาจากอะไร ? แล้วสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์ อะไร ? แล้วก็สิ่งนั้นสำเร็จได้โดยวิธีใด ? คือสิ่งนั้นโดยวิธีใด ? Logic หรือ ตรรกสี่หัวข้อนี้เป็นของ พุทธศาสนา คือ เรื่องอริยสัจจ์ นั่นเอง. ในฐานะ ที่เราเป็น พุทธบริษัท คุ้นเคยกับ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เราจึง นิยมใช้ หัวข้อ สี่หัวข้อนี้ ตรรก หรือ Logic ของพวกอื่นอาจจะมีเป็นอย่างอื่นก็ถูกของเขา แต่สำหรับของ เรา ๆ ก็มีของเราและเข้าที่ดีอยู่แล้ว. ถ้าเราถามว่าศีลธรรมคืออะไร ? ศีลธรรมมา 28

น.34 จากอะไร ? ศีลธรรมเพื่อประโยชน์อะไร ? ศีลธรรมสำเร็จโดยวิธีใด ? นี้มันก็เป็น อันว่าเข้าใจเรื่องศีลธรรมได้โดยครบถ้วน. ข้อแรกถ้าจะถามว่า ศีลธรรมคืออะไร ? เราจงนึกถึงการเกี่ยวข้องของสิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรมนั้นเป็นหลัก ; ศีลธรรมเกี่ยวข้องกับสังคม, ส่วนศาสนานั้น เกี่ยวข้องกับปัจเจกชน. นี่เมื่อกล่าวโดยหลักใหญ่ สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม เรา เล็งถึงสังคมเป็นตัวเหตุเป็นตัวการเป็น พื้นฐาน คือปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นทาง สังคมอันนี้เป็นมูลเหตุ เป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม ; สังคมนี้ มันหมายถึงคน ๒ คนขึ้นไป มันมีผู้อื่นเข้ามา. ปัจเจกชน นั้นเรา หมายถึงคน ๆ เดียว. ทีนี้เราลองเปรียบเทียบกันดูว่าคน ๆ เดียวกับคนหลายคนนั้นมันจะไปได้ไกล มากน้อยกว่ากันอย่างไร เมื่อมันผูกพันกันเป็นหมู่มันก็ดึงกัน ; มันไปเหมือน ๆ กัน จนตลอดถึงที่สุดไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันจึงมีขอบเขตจำกัดอยู่ว่า สังคมจะไปได้เพียง เท่าไร มากคนก็ยิ่งดึงกันมากขึ้น มันก็ยิ่งไปไม่ได้. ส่วนปัจเจกชนนั้นไปได้ไกล เพราะฉะนั้นเรื่องทางศีลธรรม มันจึงมีกฎเกณฑ์ต่ำลงมากว่าเรื่องทางศาสนา เช่น เรื่องทางศาสนานี้เรามีอิสระ เราไม่มีการผูกพันกับสัญญาประชาคม ; เราปลีกตัวปลีกกายปลีกจิตใจของเรา ศึกษาค้นคว้าปฏิบัติออกไปได้ ไกลจนถึงนิพพาน. แต่ส่วนเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมของสังคมนั้นไปถึงที่นั่นไม่ได้ เพราะมันมุ่งอยู่ในสังคม พาดพงกับสังคม เกี่ยวกับสังคม นี้ก็อย่างหนึ่ง ; แล้วเป็น ข้อเปรียบเทียบให้ท่านเห็นว่า ศีลธรรมกับศาสนานั้นมันคนละอัน ยกตัวอย่างให้เห็นต่อไปอีก เกี่ยวกับ สิทธิที่ ต่างกัน ; ใน ทางศีลธรรม นั้น เมื่อเราดูในเรื่องของศีลธรรมสากลหรือปรัชญาของศีลธรรมซึ่งเป็นหลักสากล ; ยอม 29

น.35 รับกันทั่วไปในหมู่นักศีลธรรมของโลก มีกฎเกณฑ์ที่ยอมรับว่า ยอมให้มี Sanction คือการเข้าไปแทรกแทรงได้ในวงของศีลธรรม เช่นว่าศีลธรรมที่บัญญัติขึ้น ถ้ามัน ยังมีอะไรที่ทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น ยอมให้ Sanction ได้; หรือว่าศีลธรรม ที่กำลังปฏิบัติกันอยู่ทั่วไปนั้น ถ้ามันปรากฏสิ่งซึ่งไม่น่าไว้ใจก็ยอมให้ Sanction ได้. ฉะนั้น คำว่า Sanction นี้ จึงมีอยู่ใน ระบบของ ศีลธรรม แต่ไม่มีอยู่ใน ระบบของศาสนา หรือโดยเฉพาะพุทธศาสนา : คือปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ จะศึกษา และจะประพฤติปฏิบัติหลักธรรมะได้ตามชอบใจ ไม่มีสิทธิที่ผู้อื่นจะทำ Sanction. เราอาจจะปฏิบัติของเราจนบรรลุนิพพาน ก็ไม่มีช่องทางที่ผู้อื่นจะต้อง Sanction อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น สิทธิที่จะ Sanction นั้นไม่มีในระบบของศาสนา แต่มี อยู่ในระบบของศีลธรรมสากล จะโดยกฎหมายมีไว้หรือไม่มีไว้ก็ตาม ; แต่ถ้าสังคม กลุ่มใดกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ว่าถูกศีลธรรม ; ถ้าความเสียหายอันใดอันหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะผิดกาละเทศะอย่างนี้แล้ว ; รัฐบาลจะเข้าไปแซงชั่นได้อย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นสิ่งที่ยอมรับ แต่ในทางศาสนานั้นไม่มีเรื่องที่จะต้องเป็นอย่างนั้น ; เพราะว่า หลักของศาสนานั้นวางไว้อีกทางหนึ่ง ไม่มีทางที่จะถูกกระทำอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นจึงไม่นิยมกันว่าสิทธิ Sanction นี้มีในศาสนา แต่ว่ามีในระบบศีลธรรม. นี้ก็เป็นการชี้ให้เห็นชัดอย่างหนึ่งแล้วว่า ศีลธรรมกับศาสนานั้นมันต่างกันอย่างไร. ทีนี้เราดูกันต่อไป เปรียบเทียบถึงข้อที่ว่า มัน เนื่องมาจาก อะไร ; ศีลธรรม เกิดขึ้นมา ; หรือเนื่องมาจากการที่มีการเบียดเบียนกัน ; ส่วน ศาสนานั้นเกิดขึ้นมา เพราะว่ากลัว มีความกลัวจากสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ และเป็นทุกข์เพราะเหตุนั้น. นี่ขอ ทบทวนว่า ศีลธรรมนี้มีมูลเหตุมาจากสังคมไม่เป็นสุข เพราะเบียดเบียน กัน ; ส่วนศาสนานั้นมีมูลเหตุเนื่องมาจากมนุษย์กลัวสิ่งซึ่งเข้าใจไม่ได้. 30

น.36 เรื่องเบียดเบียนกันอย่างไรนี้ท่านที่เป็นนักกฎหมายเกินกว่าที่จะทราบได้แล้ว อาตมา ไม่ต้องบรรยาย ; หรือแม้ที่สุดแต่ในคำนำ หรือคำบานแผนกของกฎหมายโบราณที่ ยกเอามนูธรรมศาสตร์มาเขียนไว้ข้างต้นนั้น นั่นก็เป็นเรื่องในพระไตรปิฎกที่มีอยู่ ด้วยเหมือนกัน; คือมันมีทั้งฝ่ายพราหมณ์และฝ่ายพุทธ; ที่เล่าถึงเรื่องสมมติราช ถูก สมมติขึ้นมาในหมู่คนสมัยโน้น ครั้งที่ยังเป็นป่าเถื่อน ; ยังต้องกิน ข้าวสาลีที่งอกตาม ธรรมชาติ แล้วต่อมา เกิดมีการปลูก ข้าวสาลีเพราะว่า ที่เกิดตามธรรมชาติไม่พอกิน แล้วต่อมาลักขะโมย ต่อมาเบียดเบียนกัน. นี้เป็นเรื่องตั้งต้น ของศีลธรรม มีมูลมา จากการที่สังคมเดือดร้อนเพราะการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน. * ส่วนเรื่องทางศาสนานั้นไม่ได้อาศัยรากฐานอัน นั้น ; อาศัยรากฐานที่ว่าแม้ - ว่าคนไม่เบียดเบียนกันแล้ว แต่ก็ยังมีความทุกข์รบกวนจิตใจอยู่อีกส่วนหนึ่ง ; คือ ความไม่รู้ในสิ่งบางสิ่งบางอย่างบางประการซึ่งลึกลับ, ที่นี้เขาก็หาทางออกอย่างอื่น ไม่ได้ นอกจากมีผู้มาชี้แจงแนะนำสั่งสอนให้กระทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อระงับความ กลัวเหล่านั้นเสีย. ความกลัวนี้กลัวสิ่งที่ไม่เห็นตัว เช่นความกลัวเรื่องโลกหน้าหลัง จากตายแล้วจะเป็นอย่างไร อย่างนี้ก็กลัว. หรือว่าแม้แต่ในโลกนี้ เช่นเรื่องเกี่ยวกับ เทวดาฟ้าดินอะไรทำนองนี้ มันเข้าใจไม่ได้ มันก็กลัว ก็ต้องบัญญัติระบบการ ปฏิบัติ อะไรอย่างนี้ ขึ้นมาเพื่อกำจัด ความกลัว. นี่มันปฏิวัติดีขึ้น ๆ กระทั่งเรา กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นตัวสิ่งหนึ่งซึ่งร้ายกาจที่สุด : สิ่งนั้นคือความโง่ ซึ่ง เป็นเหตุให้เกิดกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง. มนุษย์ที่มี ปัญญาถึงที่สุดกลัวสิ่งเหล่านี้ยิ่งกว่าสิ่งใด ; อันระบบของศาสนาใน อันดับสุดท้ายจึงมี เป็นการปฏิบัติเพื่อจะกำจัดเสียซึ่งกิเลสเหล่านี้ ; ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด. นี้เราจะ เห็นได้ว่าศีลธรรมเดินไปตามแนวของ สังคมเรื่อย ; ส่วน ศาสนาเดินไปตามแนวของ 31

น.37 ปัจเจกชน เพราะว่าต้องแยกกันทำ. เรื่องทางจิตใจเช่น ความกลัวนี้มันกลัวแทน กันไม่ได้ หรือมันหายกลัวแทนกันไม่ได้ ; ฉะนั้นจึงกลายเป็นเรื่องของปัจเจกชน เรื่อยมา. อันมูลเหตุที่ให้เกิดศีลธรรม และมูลเหตุ ที่ให้เกิดศาสนา จึงได้ต่างกัน อย่างนี้ จึงไม่มีทางที่จะปนกันได้. ทีนี้เราเอามาเพ่งดูผลที่ว่าเพื่ออะไร ศีลธรรมเพื่ออะไร ศาสนาเพื่ออะไรนี้เรา จะพบว่า ศีลธรรมนั้นเพื่อประโยชน์สุดท้าย คือความสงบสุขของสังคมดังที่กล่าวแล้ว. ส่วนผลสุดท้ายของศาสนานั้น คือความสุขหรือสันติสุขของปัจเจกชน และในระดับที่ ผู้นั้นเชื่อถือว่าถึงที่สุดด้วย; หมายความว่าในกรณีของศาสนานี้เราไม่เอาความสุข เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นหลัก: เราจะเอาความสุขที่สุด ที่ดีที่สุด ที่ประเสริฐที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้: ฉะนั้นจึงวาดรูปไว้ในลักษณะที่ว่าเป็น นิพพาน, คือว่าเข้าอยู่เป็นอันเดียว กันกับพระเจ้า อะไรทำนองนี้ทั้งนั้น สูงสุดจนสุดที่มนุษย์จะนึกจะคิดได้ แต่นั่นแหละ มันเนื่องจากกาละเทศะอะไรต่างกัน เพราะฉะนั้นมันจึงต่างกันบ้างในระหว่างศาสนา ต่าง ๆ ได้วางสิ่งสูงสุดไว้ต่าง ๆ กัน; เช่นศาสนาพุทธก็คือนิพพาน; หมายความว่ามี จิตใจหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง. ศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าก็ว่า ได้เข้ารวมเป็นอัน เดียวกันกับพระผู้เป็นเจ้า อย่างนี้เป็นต้น. ที่นี้ศาสนาที่ไม่มีพระเป็นเจ้า แต่มีตัว มีตน มีอาตมันนี้ก็ถือว่าการได้เข้าร่วมกับอาตมันใหญ่คือ ปรมาตมัน ก็จบกันอย่างนี้ เป็นต้น; นี้เป็นเรื่องของปัจเจกชนทั้งนั้น. นี่เราเห็นได้ว่าจุดหมายปลายทางมันก็ต่าง กันอย่างนี้ ความสงบสุขของสังคมนั้นเป็นเรื่องหนึ่งของศีลธรรม. การขจัดความทุกข์ ความเดือดร้อน ความกลัว ในจิตใจได้หมดนี้ เป็นเรื่องของศาสนา ไม่มีอะไรเหลือ ไว้ให้ต้องกลัวให้ต้องห่วงให้ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป. นี่ผลมันแยกกันอยู่อย่างนี้, แม้ ข้อนี้ก็ทำให้เราเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมกับศาสนานั้นคนละเรื่อง. 32

น.38 ทีนี้มาถึงอันที่ ๔ ที่ว่าโดยวิธีใด จะสำเร็จประโยชน์ตามวัตถุที่มุ่ง หมายนั้นโดยวิธีใด ? สำหรับเรื่องทางศีลธรรม ท่านทั้งหลายที่เป็นตุลาการ นี้จะต้องเข้าใจดีว่าจะต้องอาศัยระเบียบเป็นข้อแรก; คือการมีระเบียบนี้เราหมายถึง มีกฎหมาย มีกฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ; ซึ่งเป็นการบังคับ มีใจความสำคัญอยู่ที่เป็น การบังคับ; เพราะว่าสังคมนี้มันเหมือนกับมดจำนวนมาก มันต่างตัวต่างจะทำอะไร ตามชอบใจ ฉะนั้นต้องมีการบังคับ. ส่วนเรื่องทางศาสนานั้นไม่บังคับ. ฉะนั้นข้อ แรกจึงต้องพูดถึงระเบียบ คือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นการบังคับ. ถัดไปก็คือการรับผิด ชอบต่อสังคม หน่วยหนึ่ง ๆ ของสังคม คือคนหนึ่ง ๆ ในสังคม นี้จะต้องรับผิดชอบมี ความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนในสังคมนั้นๆ; หรือว่าจะต้องอาศัยความเมตตา กรุณา ความกตัญญูกตเวที รู้ถึงความที่ว่ามนุษย์อยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ นี่เรียก ว่ามีความรับผิดชอบ มีความเมตตากรุณา มีความกตัญญูกตเวที ถือว่ามนุษย์ทุกคน แต่ละคนมีบุญคุณมีประโยชน์ต่อกันและกัน และยังจะมีการผ่อนผันมีการยอมได้ที่ เรียกว่า " Tolerance " นี้หมายความว่าบางคราวเราต้องยอม แม้ว่าเราจะ เป็นฝ่ายถูก เราก็ต้องยอมให้เขาอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีเราจะต้องยอมเป็นคนผิด ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ผิด ทำนองนี้เป็นต้น; เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของสังคม ฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่าการสำเร็จประโยชน์แก่สังคมนี้ เราต้องอาศัยระเบียบ อาศัยความรู้ จักรับผิดชอบ อาศัยความเมตตากรุณา กตัญญูกตเวที ความผ่อนสั้นผ่อนยาว อะไร ทำนองนี้ ซึ่งมีอยู่มากเหมือนกัน. นี่ยกมาพอเป็นตัวอย่าง แต่รวมความแล้วก็เพื่อ เห็นแก่สังคมนั่นแหละเป็นใหญ่ และถ้ามีผู้ฝ่าฝืนไม่ยอม ก็จะต้องใช้การบังคับ อย่าง นี้เป็นต้น. ที่นี้ส่วนประโยชน์ทางศาสนานั้น เราอาศัยวิธีประพฤติปฏิบัติที่ไม่มีการ บังคับที่เป็นอิสระ. ที่เราเรียกโดยหัวข้อว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. เมื่อถือตามหลักของ 33

น.39 พุทธศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะได้บรรยายในวันหลัง. ที่นี้เพียง เอามาชี้ให้เห็นว่าศีลธรรมกับศาสนานี้เป็นคนละเรื่องกันตลอดมา. แม้ว่าเราจะตั้ง ปัญหาว่า คืออะไรมันก็ต่างกัน, เนื่องมาจากอะไรมันก็ต่างกัน, เพื่อประโยชน์อะไร มันก็ต่างกัน, สำเร็จได้ด้วยวิธีใดมันก็ยังต่างกัน, นี้ก็เป็นตัวอย่าง. เท่าที่ยกมานี้พอ แล้วสำหรับที่จะชี้ให้เห็นว่าศีลธรรม นั้นคืออะไร, และในเมื่อเปรียบเทียบกันกับ สิ่งที่เรียกว่าศาสนาแล้ว ยิ่งเข้าใจยิ่งเห็นชัดและง่าย. ที่นี้จะได้ชี้ให้เห็นต่อไปอีก ถึงมูลเหตุที่ทำให้คนเป็นอันมากเข้าใจคลุมเคลือ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นศีลธรรม ไม่รู้ว่าอะไรเป็นศาสนา; แล้วเกิดความเห็น ขัดแย้งว่าศาสนากับศีลธรรมเป็นอันเดียวกัน เป็นต้น; โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา. ในที่นี้อาตมาจะยกพระพุทธศาสนาขึ้นมาเป็นหลักสำหรับชี้ให้ เห็น .; แม้ศาสนาอื่นก็เป็นแนวเดียวกัน แต่ว่าเรารู้จักพุทธศาสนาดีกว่าศาสนาอื่น เราก็มองดูพุทธศาสนา. สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้นแม้จะเรียกว่าศาสนาก็จริง; แต่ ว่าส่วนที่เป็นศีลธรรมและส่วนอื่น ๆ นั้นมันรวมอยู่ด้วยอีกมาก นี่ขอให้ท่านสังเกต ให้ดี. เราเรียกชื่อว่าพุทธศาสนา แต่มันเป็นศีลธรรมก็มี เป็นศาสนาก็มี เป็นปรัชญา ก็มี แม้แต่เป็นวิทยาศาสตร์ก็ยังมี เป็นจิตวิทยาก็มี เป็น Logic ก็มี, จนกระทั่ง ถึงสิ่งที่เราเรียกว่าพุทธศาสนานั้น เป็นวรรณคดีเป็นศิลปะไปก็มี มันจะเป็นความ เผลอของใครในประเทศไทยเรานี้ก็ได้; ที่ไปเข้าใจผิด เรียกพุทธศาสนาในความ หมายนั่นนี่ จนกระทั่งเป็นวัตถุไปก็มี เช่นถ้าเห็นพระเจดีย์สล้างไปหมดก็เรียกว่า พุทธศาสนาเจริญ อย่างนี้น่าหัวเราะมากที่เอาพระเจดีย์เป็นพระพุทธศาสนา; หรือว่า แม้แต่จะให้เป็นเครื่องหมายของพระพุทธศาสนาก็ยังไม่แน่นัก เพราะว่าพระเจดีย์ มากนั้นพระศาสนาไม่เจริญก็ได้, มันคนละเรื่องกัน. เพราะฉะนั้นตัวศาสนา 34

น.40 แท้ ๆ นั้นมันต้องเป็นตัววิชาความรู้และหลักปฏิบัติที่ทำปัจเจกชนคน หนึ่ง ๆ ให้ออกไปได้ไกลจนถึงนิพพาน. นั่นคือตัวศาสนาซึ่งเป็นเนื้อแท้ ตัวแท้ของพุทธศาสนา; มีเรื่องนี้รวมอยู่เป็นหลักใหญ่. แต่ในคำสอนทางพุทธศาสนาในพระคัมภีร์คือพระไตรปิฎก และที่เนื่องกับ พระไตรปิฎกของ พระพุทธศาสนา ไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องเดียวนี้, หรือว่ามีไม่ได้แต่ เพียงแง่เดียวนี้, มันมีบางส่วนซึ่งเป็นเรื่องทางศีลธรรม เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ทางศีลธรรมได้ดี; เช่นคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว เกี่ยวกับการ ปฏิบัติระหว่างบิดามารดากับบุตร ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนหรืออะไรทำนองนี้ ที่เรา เรียกกันว่า คินิปฏิบัติ ก็มีอยู่มาก อย่างนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องส่วนศีลธรรม. หรือแม้ ที่สุดแต่ข้อธรรมประเภทที่ต้องการให้นำไปใช้กันในที่ทั่ว ๆ ไป ในสังคม เช่นความ ซื่อสัตย์ ความกตัญญู ความกตเวที ความอดกลั้นอดทน ความเมตตากรุณาอะไร ทำนองนี้ก็มีอยู่มากในพระคัมภีร์ ส่วน นี้เราเรียกว่าศีลธรรม. ถ้าเราไปเรียก พระคัมภีร์นั้นว่าพุทธศาสนา หรือเรียกระบบคำสอนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ในพระคัมภีร์นั้นว่าพุทธศาสนาแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องตั้งคำพูดขึ้นว่า พุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นศีลธรรม; พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น ศาสนา; พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญา; พุทธศาสนาในฐานะที่ เป็นจิตวิทยากระทั่งพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวรรณคดี เหล่านี้. ฉะนั้นคำว่าพุทธศาสนาคำแรกนั้นมัน มีความหมายพิเศษ; คือเป็นชื่อ บัญญัติขึ้นใหม่ เพื่อให้เราเล็งถึงที่เราเรียกรวม ๆ กันทั้งหมดว่าพุทธ- ศาสนา; ฉะนั้นคำว่าพุทธศาสนาคำนี้มีความหมายพิเศษ; อย่าเอาไปปนกับคำว่า 35

น.41 ศาสนาหรือพุทธศาสนาซึ่งเล็งถึงในฐานะที่เป็นศาสนา. ให้พยายามทำความเข้าใจ หรือว่าพูดไว้ให้ชินปากว่า; พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศีลธรรม เป็นศาสนา เป็น ปรัชญา เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นจิตวิทยา เป็นตรรกวิทยา เป็นวรรณคดี กระทั่ง เป็นศิลปะ. ถ้าพูดว่าพุทธศาสนาเป็นศิลปะ; ก็อย่าได้คิดไปถึงว่าเป็นความไพเราะ ในถ้อยคำ หรือว่าเป็นภาพเขียนที่เกี่ยวกับศาสนาอะไรทำนองนั้น .. ศิลปะนี้ก็ หมายถึงความงดงามในทางจิตใจ ทางความคิด ทางสติปัญญาของผู้ สอนศาสนาที่ได้ใส่ไว้ในตัวศาสนาเอง; เช่นเราปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา นี้มันมีความงามทางจิตใจ น่าเลื่อมใสน่ารักน่าทำตามอยู่ในนั้น. นี้เป็นศิลปะเป็น ความงาม พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พรหมจรรย์นี้ งดงามหรือไพเราะ คืองดงามใน เบื้องต้น ในท่ามกลาง ในเบื้องปลาย นี้แสดงว่าท่านเล็งถึงความหมายของศิลปะ เหมือนกัน ไม่ใช่เพียงแต่จะดับทุกข์ได้อย่างเดียว. แต่ต้องการให้เป็นที่น่าดูน่าชม เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสด้วย; ฉะนั้น เขารู้จัก พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะ กันอย่างนี้ โดยเฉพาะในพวกนักศึกษาที่เป็นชาวต่างประเทศ เขารู้คำว่าศิลปะดี เขาจึงใช้คำว่า Art หรือศิลปะนี้กับพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง. ในประเทศไทยเรา ก็พูดว่าพุทธศิลปะ หรือพุทธศิลป์ อย่างนี้ไปหมายถึงภาพเขียน ภาพสลัก ภาพปั้น โบสถ์วิหาร พระเจดีย์ ที่เป็นความสวยงามอย่างนั้นไปเสีย อย่างนั้นมันถูกน้อยเกิน ไปหรือไม่ถูกเลยก็ได้; ไม่ถูกตามที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมาย. นี่ขอให้เข้าใจคำว่าพุทธศาสนา คำหนึ่งซึ่งมีความหมายดิ้นได้รอบตัวอย่างนี้. มันเปรียบเหมือนกับว่าตึกหลังนี้; ถ้าดูจากทางทิศตะวันออกก็เห็นเป็น รูป ร่าง อย่าง 36

น.42 หนึ่ง, ดูจากทางทิศตะวันตกเห็นเป็นรูปร่างอีกอย่างหนึ่ง, ดูจากทิศอื่น ๆ ก็เห็นเป็นรูป ร่างอีกอย่างหนึ่ง, เห็นเป็นอย่างนั้นทั้งที่เป็นตึกหลังเดียวกัน; ฉะนั้น พุทธศาสนา หรือระบบการศึกษา การปฏิบัติการได้ผลจากการปฏิบัติ อะไรอันหนึ่งซึ่งเรารวมๆ กัน เรียกพุทธศาสนานี้ก็เหมือนกัน. เรามองดูกันในแง่ไหนก็ได้ ในแง่ที่เป็นศีลธรรม ก็ได้ ในแง่ที่เป็นศาสนาก็ได้ และเป็นอะไรต่าง ๆ อย่างที่ออกชื่อมาแล้วนั้นก็ได้ ทั้งหมด สำหรับการบรรยายวันนี้เรามุ่งหมายเฉพาะพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศีล ธรรม เพื่อเข้าใจคำว่า ศีลธรรม ได้ดียิ่งขึ้น ทีนี้เราจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าศีลธรรม ๆ นี้ต่อไปอีก. เรามักจะมอง ดูกันให้รอบคอบตามกฎเกณฑ์ หรือตามวิธีการของการศึกษาที่เรียกว่า Scientific เราดูอะไรก็จะต้องดูกันให้หมดให้ครบให้มีเหตุผลอย่างนั้น. ถ้าเราจะดูศีลธรรมให้ ครบให้หมดต่อไปอีก เราก็ควรจะถามว่า ในโลกนี้ศีลธรรมตั้งต้นขึ้นมาแต่ เมื่อไร. คำว่าตั้งต้นขึ้นมาแต่เมื่อไรนี้; ถ้าถามไปในรูปของประวัติศาสตร์ พวกนัก ศีลธรรมสากลเขาลงมติรวมกันว่า; เราไม่บัญญัติเวลาตั้งต้นของศีลธรรม เพราะว่าเรา ไม่อาจจะทราบได้ว่ามันตั้งต้นขึ้นมาเมื่อไร. เป็นเหตุให้ต้องยกไว้ให้ เป็น เรื่อง ก่อน ประวัติศาสตร์; จึงถือว่าเราไม่รู้เวลาตั้งต้นของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม. แต่ถ้าเราพูด อย่างเหมา ๆ กันไม่เอาแน่นอนอย่างวิชาประวัติศาสตร์; เราก็พูดได้อย่างกำปั้นทุบดิน คือไม่มีผิด. เหมือนกับในเรื่องพระเจ้าสมมติราชที่ได้กล่าวมาแล้ว ว่าเมื่อมีมนุษย์ ขึ้นมาในโลกมันอยู่กันมาอย่างสมัยหิน สมัยป่าเถื่อน; เป็นสุขกันมาจนกระทั่งมันรู้ จักโกงกัน เอาเปรียบกัน ศีลธรรมจึงตั้งต้น แต่ทีนี้เขามองกันละเอียดไปกว่านั้นอีก คือว่าเขาดูกันในแง่ของมนุษย์วิทยา หรือแม้แต่ชีววิทยา. เราไม่อาจรู้ได้ว่า การ กระทำอย่างที่เรียกว่าการกระทำอย่างสัตว์เดรัจฉานนั้นได้เปลี่ยนเป็นการกระทำอย่าง 37

น.43 มนุษย์เมื่อไร (Animal behaviour). ใช้คำว่า Behaviour การกระทำเยี่ยง สัตว์เดรัจฉานของสัตว์เดรัจฉาน; หรือของคนป่าเถื่อนที่ยังไม่นุ่งผ้าสมัยแรกสมัยหิน; Animal behaviour นั้น มันมาสิ้นสุดลงเมื่อไร. แล้วมาเปลี่ยนเป็น Human conduct คือการประพฤติอย่างมนุษย์นี้เมื่อไร. ยิ่งกว่านั้นมันยากที่ใครจะไปบัญญัติ ได้ว่าอย่างนี้เป็นการประพฤติอย่างสัตว์เดรัจฉาน; อย่างนี้ เป็น การ ประพฤติ อย่าง มนุษย์. พวกนักศีลธรรมไม่ยอมถือว่าสัตว์เดรัจฉานมีศีลธรรม เช่นอย่างเราพูดว่า สุนัขเป็นสัตว์ที่มีกตัญญูกตเวทีอย่างยิ่ง; ถ้าพูดแล้วที่ดีกว่าคนก็มี แต่นักศีลธรรม เท่าที่มีอยู่ในโลกเวลานี้ยุติกันนั้น เขาไม่ถือว่านั้นเป็นศีลธรรม ยังถือว่าเป็น Animal behaviour อะไรไปตามเดิม; ดังนั้น สัตว์เดรัจฉานจึงไม่อยู่ในขอบเขตของระบบ ศีลธรรม. แต่น่าประหลาดที่ว่าในทางพระพุทธศาสนาเรา ในวงพุทธบริษัทเรานี้ คล้าย ๆ กับจะยอมรับว่า แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ถ้ามีลักษณะอาการแห่งการมีศีลธรรมนั้น เรา จะยอมรับว่ามันก็เป็นสัตว์ที่มีศีลธรรม. ฉะนั้น เราจึงมีเรื่องว่าสัตว์เดรัจฉาน เช่น สุนัขนั้น ตายมาเป็นคนบ้าง หรือคนตายไปเกิดเป็นสุนัขบ้าง. เรายอมรับความดี ความงามของสัตว์บางตัวนั้น เหมือนกับมนุษย์อย่างนี้ก็มี อย่างนี้ท่านเลือกเอาเองว่า จะยอมรับมติของพวกพุทธบริษัทแล้วก็คล้าย ๆ กับจะยอมรับว่า ศีลธรรม ก็มีใน สัตว์ เดรัจฉาน. แต่ถ้าเราค้นดูพวกตำหรับตำราของนักศีลธรรมของโลกสมัยนี้ โดย เฉพาะพวกที่เรียกว่า Ethics. คือ Philosophy ของศีลธรรมนั้นแล้ว เขาบัญญัติ เขียนกันไว้ชัดว่า ไม่ยอมรับว่าสัตว์เดรัจฉานมีศีลธรรม. นี่เราไปคำนวณเอาเองว่า ศีลธรรมนี้ควรจะมีขอบเขตอย่างไร; แต่อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าความประพฤติ กระทำอย่างสัตว์เดรัจฉานนั้นแหละเป็น material เป็นอะไรอันแรก ที่ทำให้มนุษย์ 38

น.44 รู้จักศีลธรรม ; เพราะว่าถ้าเราไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบ ไม่มีอะไรจะเป็น พื้นฐาน สำหรับเป็นหลักเปรียบเทียบ; เราก็ไม่มีทางที่จะพบสิ่งที่ดีกว่า ฉะนั้น เราจึงเอา Animal behaviour วางไว้เป็นหลัก; แล้วเราก็พิสูจน์ ศึกษาความดี ความไม่ดี ลักษณะต่าง ๆ จนได้พบว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามควรจะเป็นอย่างไร. ปัญญาของมนุษย์เกิดขึ้นในทางศีลธรรม ก็เพราะว่าไปเห็นการกระทำอย่าง สัตว์เดรัจฉานเป็นบทเรียน. ทีนี้เราอาจจะถือว่า ความรู้เรื่องศีลธรรมนี้, หรือ ศีลธรรมนี้ มันตั้งต้นจากการมองเห็นความประพฤติอย่างสัตว์ที่ปราศจากศีลธรรม. ที่นี้ ถัดต่อมาอีกคือมนุษย์มองเห็นว่า มนุษย์มีหลักของมนุษย์แตกต่างกันไป จาก ของ สัตว์ เดรัจฉาน; ก็มีปัญหาที่ว่ามนุษย์จะไปทางไหนทิศไหน. หลักศีลธรรมนั้นจะต้องเป็น อย่างไร ? พวกนักศีลธรรมสากลเขาถือกันว่า แม้แต่ศีลธรรมมันก็ต้องมีรากฐานตาม ธรรมชาติ อันแรกที่สุดก็คือ รากฐานของความมีอยู่ ความไม่ตายเสีย ความมีชีวิต อยู่. จะเห็นได้ว่ามนุษย์ก็ยังขลาดที่สุด จะบัญญัติอะไรให้ดีไปกว่าความที่ตัวมีชีวิต รอดไม่ได้. ในขั้นนี้เขาเรียกว่า Primitive morality. Primitive ก็คือแรก ที่สุด; Primitive morality ศีลธรรมที่เล็งถึงแต่ความมีอยู่ได้ของมนุษย์ ของตัว มนุษย์เอง; แต่ว่าในสภาพที่น่าดูไม่เหมือนกับการ ประพฤติกระทำอย่างสัตว์; เช่น สัตว์เดรัจฉานมันสงวนชีวิตเป็นอยู่ของมันอย่างไร; คนจะเอามาเป็นหลักไม่ได้; คน จะต้องมาหาเอาใหม่ ให้เป็น Human conduct ไม่ให้เป็น Animal behaviour อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นจึงมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าดำรงตัวไว้ให้ได้ Self preservation. คือ Preserve ตัวเองไว้ให้ได้เท่านี้เป็นพอ. 39

น.45 ทีนี้ต่อมาความคิดมีต่อไปว่า ลำพังตัวเองนี้มันอาจจะสูญพันธุ์ไปได้ ฉะนั้น ต้องนึกถึงเชื้อสายด้วย; เชื้อสายที่จะอยู่ต่อไป ศีลธรรมมันเลยมีขอบเขตขยายออก ไปหน่อยหนึ่งอีกว่า ความมอยู่ได้แห่งเชื้อสายคือลูกหลานนั้นด้วย. ทีนี้ต่อมามีความ คิดเกิดขึ้นว่ากลุ่มนี้หรือวงศ์วานนี้ควรจะเป็นอย่างไร มีความดีความงามของตนอย่าง ไรก็ควรจะรักษาไว้ ในฐานะที่มันผิดแปลกกับพวกอื่นหรือหมู่อื่นเป็นลำดับขึ้นมา; ดังนั้นศีลธรรมอันดับแรกที่เรียกว่า Primitive นั้นจึงเล็งถึงอาหาร จึงเล็งถึงการสืบ พันธุ์ และเล็งถึงการคงอยู่ของวงศ์วานว่านเครือ. คำว่าอาหารนี้เราหมายถึงการผลิต หรือการแสวงหาอาหาร การใช้อาหาร การบริโภคอาหาร. ทีนี้เราไม่กินอย่างสัตว์ ไม่ปล่อยให้ไปเก็บกินตามที่มันเกดอยู่เองในป่า หรือว่าเราจะต้องมีระเบียบวิธีกินที่ น่าดูกว่า นี่เป็นศีลธรรมชั้น Primitive ขึ้นมาอย่างนี้. ที่นี้การสืบพันธุ์ ก็เหมือน กัน จะสืบพันธุ์ อย่างสัตว์เดรัจฉานไม่ได้ จะต้องมี Human conduct ของมนุษย์ โดยเฉพาะ; ฉะนั้นจึงบัญญัติว่ามนุษย์จะเกี่ยวข้องกันด้วยกิจกรรมระหว่างเพศอะไร ทำนองนี้; จะต้องเป็นอย่างนี้อย่างนี้ คือมันดีขึ้นกว่าสัตว์ ที่นี้เกี่ยวกับการถนอมความเป็นมนุษย์ให้มีเชื้อสายอยู่เรื่อยนี้ ก็ถือว่าเป็น ศีลธรรมด้วย; คือบัญญัติหรือบังคับให้สมาชิกทุกคนนั้นต้องทำหน้าที่อันนี้ด้วย. ถ้า สิ่งใดเป็นไปเพื่อทำลายตัดทอนความงอกงามต่อไปของวงศ์วานว่านเครือแล้วก็จะถือ ว่าผิดศีลธรรม; ดังนั้นจึงเกิดศีลธรรมอันดับแรกขึ้นมาอย่างนี้ แล้วเขามักจะเรียก ด้วยคำประหลาด ๆ คำหนึ่ง ที่เป็นภาษาอะไรก็ไม่ทราบ เรียกว่า "TABU" คำว่า "ตาบู ” นี้ตามตัวมันแปลว่าห้ามขาด นี้คือห้ามขาดแล้วก็เป็นตาบู. ใช้ในสมัย ที่ยังเป็นคนป่าเป็นศีลธรรมในอันดับแรก. เราบัญญัติ "ตาบู " ขึ้นต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับอาหารเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ เกี่ยวกับการรักษาความคงอยู่ของมนุษย์ไว้. 40

น.46 เพราะว่ามนุษย์ในสมัยนั้นจะเรียกว่าเป็นมนุษย์เหมือนสมัยนี้ไม่ได้; เป็นมนุษย์ที่เพิ่ง จะเป็นมนุษย์ รู้อะไรน้อยกว่าเต็มไปด้วยความกลัว. แต่ถึงอย่างไรก็ดี สิ่งที่เรา เรียกว่าตาบูนั้นสำคัญและมีประโยชน์; ขนบธรรมเนียมต่างๆ เกิดขึ้นเพราะความกลัว ทั้งนั้น เพราะความกลัวสิ่งที่เรียกว่าตาบูทั้งนั้น; แม้แต่ว่าคนป่าเขายังอยู่กันอย่าง แบบคนป่า แต่เขาก็สมบูรณ์ไปด้วยตาบู บัญญัติไว้ว่าเมื่อเด็กคลอดออกมา จะต้อง ทำอย่างไร เด็กโตเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นรุ่นสาวขึ้นมาจะต้องทำอย่างไร, มีการตั้ง ครรภ์แล้วจะต้องทำอย่างไร, มีการเกิดออกมาจะต้องทำอย่างไร, ล้วนแต่บัญญัติไว้ ในรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ คล้ายๆกับว่าเป็นเรื่องขลังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ทำไปด้วยความเชื่อ ทำไป ด้วยความกลัว เรียกว่าเป็นศีลธรรมในอันดับแรกที่ดู ๆ ก็น่าสงสาร. รัมหกัดซูลกิน ต่อมาเมื่อเขาเจริญขึ้นมาได้ถึงขั้นนั้นแล้ว เขารู้จักสังเกตละเอียดปราณีตขึ้น; จึงค่อย ๆ มองเห็นศีลธรรมในระดับที่เกี่ยวกับนามธรรมหรือจิตใจมากขึ้น; เช่นสัง- เกตเห็นว่าเมตตากัน กับ ไม่เมตตาต่อกันนี้มันผิดกันมาก แล้วก็เลือกเอาข้างเมตตา ต่อกัน; หรือว่าความขลาดกับความกล้านี้ รู้จักเลือกเอาความกล้า; หรือว่าความ หยาบคายกับความสุภาพนี้มันรู้จักเลือกเอาความสุภาพ; ความมีใจคับแคบกับความ มีใจกว้างก็รู้จักเลือกเอาความมีใจกว้าง อะไรที่เป็นคู่ ๆ พอที่จะเทียบเคียงได้นี้รู้จัก เลือก นี่แหละเป็นระดับศีลธรรมที่สูงขึ้นมา. จนกระทั่งมองเห็นละเอียดออกไปใน ลักษณะที่คล้าย ๆ กับว่า กลับตรงกันข้ามกับที่เคยเชื่อมาแต่เดิม. เช่นเกี่ยวกับเรื่อง กามารมณ์อย่างนี้ เมื่อก่อนก็ไม่รู้ก็เลยถือว่ามากเท่าไรก็ยิ่งดี; เดี๋ยวนี้ก็เกิดความรู้ว่า กามารมณ์ที่เลยเถิด ที่ OVER ทำนองนั้นไม่ดี จนกระทั่งได้มีระเบียบขนบธรรม- เนียมประเพณีที่ล้วนแต่เกี่ยวกับกามารมณ์นั้นเกิดขึ้นมากมายอย่างนี้เป็นต้น. · 41

น.47 โดยใจความก็คือว่าเมื่อก่อนสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องควบคุมนั้น เดี๋ยวนี้รู้ แล้วว่าต้องควบคุม. นี้เป็นศีลธรรมระดับที่สูงขึ้นมา จนกลับเป็นศีลธรรมที่สมบูรณ์ อย่างที่เราเห็นอยู่และยอมรับอยู่; ซึ่งเราอาจจะเปรียบเทียบกันได้กับศีลธรรมในขั้น สมบูรณ์; โดยการเปรียบเทียบไปตามวิธีของ Ethics หรือปรัชญาของศีลธรรม ซึ่งเราควรจะได้พูดกันสักวันหนึ่ง. จนกระทั่งว่าสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนี้เจริญงอกงาม มาเป็นขนบธรรมเนียมพระเพณีที่ดีเป็นกฎหมายที่ดี กระทั่งเป็นศาสนาที่ดีในที่สุด. ความที่มันมีการเปลี่ยนแปลงยักย้ายไปตามกาละเทศะนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นวิวัฒนาการ ของศีลธรรมเรื่อยมา. มนุษย์คือธรรมชาติ ก็ถูกเผชิญกันเข้ากับกฎธรรมชาติมนุษย์จึง เกิดรู้จักหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ เพื่อเอาชนะความทุกข์; เพื่อเอาชนะ ธรรมชาติที่เป็นทุกข์; และเพื่อให้ได้ซึ่งธรรมชาติที่ไม่เป็นทุกข์. ดังนั้นเราจึงมีสิ่งที่ เรียกว่าความเจริญคือมีศีลธรรมมีจริยธรรม มีกฎหมาย มีศาสนา มีวัฒนธรรม อะไรต่าง ๆ. สรุปความแล้วก็ว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้น มีมาตั้งแต่สมัยที่รู้ไม่ได้ ตั้งแต่ ยุคที่รู้ไม่ได้ ตั้งต้นขึ้นมาจากการสังเกตดูความประพฤติของสัตว์ กระทั่งของคนที่ ยังคล้ายสัตว์ จนพบว่ามันดีกว่า ๆ แล้วคนก็เปลี่ยนมาเอง; คนที่เคยเลวเคยต่ำเคย โง่นั้นก็เปลี่ยนมาเอง. ที่ไม่เคยมีความสงบก็มีความสงบขึ้นมา สรุปความแล้ว สิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรมนี้มีมูลมาจากการที่มนุษย์อยู่ด้วยกัน ประสบความไม่น่าปรารถนา อย่างไรแล้วก็คิดแก้ไข เพียงเพื่อให้ความเป็นมนุษย์คงมีอยู่ได้ไม่สูญหายไป. และ มีความเป็นอยู่ได้ด้วยความสงบสุข ตาม Common Sense ของคนเหล่านั้น; จน เมื่อมันวิวัฒนาการมากขึ้น ๆ จึงจะมาอยู่ในรูปของ Morality ที่สมบูรณ์ คือ ศีลธรรม 42 .

น.48 ที่สมบูรณ์, จริยธรรมที่สมบูรณ์, กฎหมายที่สมบูรณ์, ศาสนาที่สมบูรณ์. นี้เรารู้- จักสิ่งที่เรียกสั้น ๆ ว่าศีลธรรมหรือ Morality ในฐานะที่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับ ศาสนา โดยลักษณะที่ได้กล่าวมาแล้วนี้. อาตมาขอยุติการบรรยายเพราะสิ้นเวลาเพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๒ 43

น.49 สุญฺญโต โลกํ อเวกขสฺสุ โมฆราช สทา สโต. อตฺตานุทิฏฐ์ อูหฺจ : ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นคนมีสติ ถอนอัตตานุทิฏฐิ ความตามเห็นว่า เป็นตัวตนออกเสีย พิจารณาเห็นซึ่งโลก โดยความเป็นของว่างเปล่าทุกเมื่อเถิด. ( จากโสฬสปัญหาที่ ๑๕ )

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต