Buddhadasa.org

จิตเดิมว่าง ตอนที่ ๓ — ๓. ความหมายของคำว่า "จริยปรัชญา"

จิตเดิมว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — จิตเดิมว่าง (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.50 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๓ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง จริยธรรมหรือจริยปรัชญา ในวันแรกได้กล่าวถึงคำว่า " ธรรม" ซึ่งมีความหมายกว้างที่สุด คือ หมายถึงสิ่ง ทุกสิ่งรวมทั้งตัวเรา และที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเรา ก็คือหน้าที่ ที่เราจะต้องประพฤติ ตามกฎธรรมชาติ เพื่อให้ได้รับผลตามที่เราต้องการ. สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมก็รวมอยู่ ในคำว่าหน้าที่นี้ เมื่อเราได้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมพอสมควรแล้ว; ที่นี้เราก็ควร จะได้ทราบถึงสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาของศีลธรรม ซึ่งขอเตือนว่า ระวังอย่าให้ไปปน กัน ระหว่างคำว่าศีลธรรมหรือ Morality กับปรัชญาของศีลธรรมคือ Ethics; หรือที่เราจะเรียกกันสั้นๆ ว่า “ จริยธรรม หรือ จริยปรัชญา." สิ่งที่เรียก ว่าศีลธรรมเราหมายถึงระเบียบที่เป็นตัวการปฏิบัติโดยตรง โดยไม่พูดกันถึงเหตุผล ถึงรากฐานถึงอะไรมากมายนัก ฉะนั้นจึงอยู่ในวงแคบ. ที่นี้หลักเกณฑ์ทุกอย่างย่อม จะมีเบื้องหลัง คือเหตุผลที่ว่าทำไมจึงต้องวางหลักเกณฑ์อย่างนั้น เอาเหตุผลที่ไหน 45

น.51 มา เอาอะไรเป็นรากฐานให้แก่สิ่งเหล่านั้น เหล่านี้เป็นต้น. ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมก็มีสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาเป็นเบื้องหลังเหมือนกัน. สำหรับคำว่าจริยปรัชญานี้ มีคำจำกัดความหรือ Definition ว่า การ ศึกษาที่จัดเป็นระบบตามหลักวิชา เกี่ยวกับปัญหาสูงสุดของการกระทำของ มนุษย์. การศึกษาที่มีระบบตามหลักวิชา คือ Systematic study, Systematic study นี้เป็นเรื่องของมัน เกี่ยวกับปัญหาขั้นสูงสุด of the Ultimate ploblems แล้วของการกระทำของมนุษย์ of Human conduct. นี้เป็นคำจำกัดความของ นักจริยธรรมทุกพวก เมื่อเรารวบรวมมาทุกพวกแล้วจะยุติได้อย่างนี้. เราเอาตามพวก หลังสุดใหม่สุด, เขาให้คำจำกัดความไว้อย่างนี้ แล้วสิ่งนี้ถ้าเรียกสั้น ๆ ก็เรียกว่า Moral philosophy. ที่นี้ถ้าเรียกให้สั้นลงไปอีกก็เหลือแต่คำว่า Ethics, Ethics เพียงคำเดียว ในวันนี้เราจะได้กล่าวกันถึงสิ่งนี้ ที่ว่าการศึกษาที่มีระเบียบตามหลัก วิชานี้ คือเล็งถึงในฐานะที่เป็นศาสตร์คือ Science ศาสตร์อันหนึ่ง; ถ้าไม่เป็น Systematic คือไม่มีระบบจัดถูกตามหลักวิชา เราไม่เรียกศาสตร์ เช่นวิทยาศาสตร์ อะไรศาสตร์ก็ตาม นี่คำว่าศาสตร์ ฉะนั้นจริยธรรมหรือจริยปรัชญานี้จึงเป็นศาสตร์ อันหนึ่งในบรรดาศาสตร์ทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่มากมาย; ฉะนั้น จึงถือว่าหลักจริยธรรม เหล่านี้ ก็คือหลักที่นักจริยธรรมทั้งหลายได้ช่วยกันค้นคว้าแล้วมาจัดระบบจนสมหลัก วิชา. ทีนี้ที่ว่าเกี่ยวกับปัญหาสูงสุดของการกระทำอย่างมนุษย์ หมายความว่าศาสตร์ อันนี้จะไม่พิจารณาถึงเรื่องอื่นนอกจากเรื่องการกระทำของมนุษย์; หรือการประพฤติ ของมนุษย์ในอันดับสูงสุดเท่าที่มนุษย์จะสูงสุดได้ ดังนั้นท่าน จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ 46

น.52 น่าสนใจ แต่ที่นี้เนื่องจากว่านักจริยธรรมหรือจริยศาสตร์เหล่านี้เขาไม่ต้องการจะให้ พาดพิงไปถึงศาสนา เพราะว่าศาสนามีมากมายหลายศาสนานัก ไม่อาจจะอิงอาศัย ศาสนาใดแต่ลำพังได้: ฉะนั้น จึงเป็นวิชาอิสระ ไม่จำเป็นจะต้องไปตามหลักของ ศาสนา เรื่องของศาสนานั้นเราจะได้กล่าวกันวันหลัง. ที่นี้เมื่อสิ่งที่เรียกว่าจริยศาสตร์ หรือจริยปรัชญามีลักษณะอย่างนี้แล้ว เขาก็แยกออกไปว่าอะไรที่เป็นปัญหาใหญ่ ๆ ที่จริยปรัชญาจะต้องเอามากล่าว เอามาบัญญัติ เอามาพิจารณา; ก็เลยได้เป็นหัวข้อ ๕ หัวข้อด้วยกัน; คือว่าปัญหาหรือประเด็นที่จริยปรัชญาจะต้องเกี่ยวข้อง จะต้อง นำมาบัญญัติจะต้องกระทำจะต้องนึกถึงก่อนจึงจะวางหลักจริยธรรมนั้น ๆ ได้ แม้ว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมจะได้มีมาตั้งแต่ก่อนมนุษย์รู้จักการบัญญัติ และสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรมก็ได้มีมาบ้างเรื่อย ๆ มาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังไม่สมบูรณ์. เดี๋ยวนี้เอาเรื่อง ทั้งหมดนั้นและเอาเรื่องที่ค้นคว้าได้ใหม่ทั้งหมดด้วยมารวมกัน หมดแล้ว ก็เห็นว่ามัน ควรจะมีหลักใหญ่ ๆ ๕ ประการอย่างที่กำลังจะว่านี้ เมื่อพูดถึงหลักที่จะต้องถือเป็น ประเด็นสำคัญละก็ ใน ๕ ข้อนั้น :- ข้อที่ ๑ เรียกว่าความดีสูงสุดของมนุษย์ ความดีสูงสุดของการกระทำ ของมนุษย์หรือว่าความมุ่งหมายที่ดีเลิศของมนุษย์. อันนี้หมายถึง ความดีที่สุดที่มนุษย์ จะต้องยอมรับ หรือกระทำ หรือถ้าเพ่งอีกทีหนึ่งก็ว่า วัตถุประสงค์มุ่งหมายที่เป็น อุดมคติสูงสุดของมนุษย์นั้นเอง. มนุษย์เรามีอุดมคติ ในสิ่งที่ตัวต้องการ ฉะนั้น ความ มุ่งหมายหรือความต้องการที่ประกอบไปด้วยอุดมคติ สูงสุดนั้นคือ ความมุ่งหมายที่เป็น ตัวความดีที่สุดของมนุษย์: ฉะนั้นเขาจึงใช้คำว่า ความดีสูงสุดของการกระทำของ มนุษย์: หรือว่าความมุ่งหมายที่เป็นอุดมคติสูงสุด ของมนุษย์ มันเรื่องเดียวกัน: เพราะว่ามนุษย์มุ่งหมายสิ่งที่ดีที่สุด หรือมีสิ่งที่ดีที่สุดนั้นเป็นความมุ่งหมาย, นี้มันคล้าย 47

น.53 กับถามว่ามนุษย์นี้เราเกิดมาเพื่ออะไรในที่สุด จึงเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับ มนุษย์จริง ๆ: ถ้ามนุษย์คนไหนไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไรในฐานะเป็นสิ่งที่ ดีที่สุดแล้ว มนุษย์คนนั้นยังเรียกว่าไม่รู้เรื่องของมนุษย์. มันจึงเป็นปัญหา ที่คนทุกคนไม่เฉพาะท่านที่จะเป็นตุลาการทั้งหลาย คนทุกคนจะต้องรู้ว่ามนุษย์นี้เกิด มามีอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือความมุ่งหมายนี้ในข้อ ๑ แล้ว เรียกว่าความดีสูงสุด ของมนุษย์. ทีนี้ข้อที่ ๒ คือกำเนิดหรือที่มาของวิชาความรู้ที่จะบอกให้เรา ทราบได้ว่าอะไรเป็นความดีที่สุด: คือเรามุ่งหมายความดีที่สุดอย่างนี้เราอาจจะ มุ่งหมายผิดก็ได้: ฉะนั้นเขาจึงมีสิ่งที่เรียกว่า Origin หรือ Source คือกำเนิด หรือที่มา Of Knowlege แห่งความรู้ของเรา Of the Highest good แห่ง ความดีที่สุดนั้น นี้ก็เรียกว่ามีเหตุผลอย่างยิ่งที่ไม่ให้เชื่อ ให้บัญญัติแล้วเชื่อ คือ ต้องมีเหตุผลที่มองเห็นได้ด้วยตัวบุคคลนั้น ๆ ไม่ต้องให้เชื่อตามคนเขาพูดว่านี้ที่ดี ที่สุด นี้เลวที่สุดอะไรทำนองนั้น. ดังนั้นข้อที่ ๒ จึงต้องมีเรื่องที่มาหรือกำเนิดของ ความรู้ที่จะบอกให้เรารู้ได้ว่าอะไรที่ดีที่สุด ถ้ามิฉะนั้นแล้วจริยธรรมนั้นก็จะไม่ สมบูรณ์ จะผิดได้โดยไม่รู้ตัว. ทีนี้ข้อที่ ๓ ในวงของจริยธรรมหรือจริยปรัชญานั้น เขาต้องการให้ยกเอา สิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งขึ้นมาคำนึงด้วย คือสิทธิของการแทรกแซง Right of Sanc- tion สิทธิของการแทรกแซงคือว่าจริยธรรมที่บัญญัติขึ้นนี้มีสิทธิที่จะเข้าไปแทรกแซง ในสิ่งใดบ้าง ในกรณีใดบ้าง ในเรื่องอะไรบ้าง หรือว่าในวงของจริยธรรม นี้จะ ยอมให้สิ่งใดเข้ามาแทรกแซงได้บ้าง. เรื่องสิทธิแทรกแซงนี้นักจริยธรรมถือว่าสำคัญ 48

น.54 ที่สุด เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะไม่ให้มีการแทรกแซง เพราะสิ่ง ต่าง ๆ ย่อมเป็นไปอย่างไม่แน่นอน อย่างที่เปลี่ยนแปลงไม่มีใครทราบได้; ฉะนั้น ย่อมจะเกิดอุปสรรค เกิดสิ่งที่จะต้องแก้ไขดัดแปลงหรือแทรกแซงอยู่เสมอ ถ้าไม่ บัญญัติสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ตายตัวให้เป็นที่เข้าใจกันได้ เดี๋ยวก็จะเกิดการเข้าใจผิดว่า รุกล้ำเข้าไปในสิทธิของผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมหรืออะไรทำนองนี้; ดังนั้นจริยธรรมที่ บัญญัติไว้ดีต้องมีการแก้ปัญหาข้อนี้ลุล่วงไปด้วย. ทีนี้อันที่ ๔ เรียกว่า กำลังที่จะส่งเสริมให้เกิดการกระทำนั้น ๆ ในที่ นี้เราหมายถึงการประพฤติกระทำตามทางศีลธรรมนั้น ๆ. สิ่งนี้เขาเรียกว่า Motive, Motive ที่จะส่งเสริมให้คนทำดีได้โดยแน่นอน; เพราะว่าถ้ามันผิดหลักของ ธรรมชาติผิดกฎของธรรมชาติแล้วมันเป็นไปไม่ได้; ฉะนั้นเราจะต้องมีลู่ทางที่จะให้ เกิดกำลัง; เช่นมีความหวังหรือมีความต้องการโดยสัญชาตญาณของคนทุกคนร่วมกัน อย่างนี้เป็นต้น; มันเป็นสิ่งที่ทำให้มีโอกาสและส่งเสริมให้เกิดความอยากทำ ทำไป ด้วยความพอใจในการปฏิบัติจริยธรรมหรือศีลธรรมนั้น ๆ สิ่งที่เรียกว่า Motive นี้จึงขาดไม่ได้. ทีนี้อันที่ ๕ เสรีภาพของความต้องการ Freedom of the Will หรือบางทีก็เรียกสั้น ๆ ว่า Free will. เสรีภาพของความต้องการนี้หมายความว่า เราควรจะต้องการอะไรได้ตามใจของเรา; เราควรจะได้ทำตามความชอบใจของเรา. ถ้าเป็นการผืนแล้วย่อมมีการขัดขวาง ย่อมมีการต่อต้าน ฉะนั้นคนทุกคนควรจะได้ รับ Free will ที่นี้ต้องหยิบปัญหาเรื่อง Free will ความอิสระในความต้องการ นี้ขึ้นมาพิจารณาวางหลักไว้ว่า Free =เสรี, เสรีได้เท่าไร อย่างไร เพียงไหนจึงจะ เรียกว่าอยู่ในลักษณะที่เป็นจริยธรรม. .. ผัดขิงโออินดัส เตรอดปรับกูเกิลทอด สลับใ 49

น.55 นีทบทวนอีกทีหนึ่งก็ว่า มีปัญหาใหญ่ ที่จะต้องหยิบขึ้นมาวินิจฉัย ในการ วางหลักของจริยธรรมอยู่ ๕ ประการก็คือ: ความดีสูงสุดของมนุษย์คืออะไร, กำเนิด หรือที่มาของความรู้ที่จะให้เรารู้ว่าดีนั้นดีอย่างไร ชั่วนั้นชั่วอย่างไรเป็นต้น, ทีนี้ก็สิทธิ แห่งการแทรกแซง, แล้วก็กำลังหรือสิ่งซึ่งจะเป็นเครื่องสนับสนุนให้เกิดการกระทำไป ตามจริยธรรมที่ได้บัญญัติไว้นี้โดยสะดวก, และ ๕ ก็คือเสรีภาพของความต้องการ แต่เมื่อตรวจดูแล้วพบว่าใน ข้อที่ ๕ นี้นักจริยธรรมบางพวกปัดออกปัดทิ้งไป เอา เพียง ๔ อย่าง; แต่นักจริยธรรมส่วนมากเห็นว่าควรจะมีอยู่ด้วย เพราะว่ามันอาจ จะพูดให้รวมอยู่ใน ๔ ข้อข้างต้นก็ได้. เมื่อเราพิจารณาดูทั้ง ๔ ข้อนี้แล้ว เราจะเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าจริยปรัชญา หรือจริยศาสตร์นี้มันแยกตัวออกมาจากศีลธรรมพื้นฐานดั้งเดิม; ทีแรกก่อร่างขึ้นมา ในโลกตามธรรมชาติของความต้องการของมนุษย์. แปลว่ามนุษย์ไม่ได้มีปัญญา สามารถตรัสรู้เอง ถึงกับจะบัญญัติหลักเกณฑ์จริยศาสตร์ขึ้นได้ก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้น; มันต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วในหมู่บุคคลนั้น ๆ , มีขนบธรรมเนียมประเพณีเกิดขึ้น บ้างแล้ว, มีเหตุ มีผล มีผลดี ผลร้ายอะไรขึ้นมาแล้ว. หลังจากการมีการกระทำ พอสมควรแล้ว นักศึกษาที่ฉลาดในรุ่นหลัง ๆ นี้จึงพบกฎเกณฑ์ในรูปของปรัชญาจาก สิ่งเหล่านั้น. เขาจึงบัญญัติสิ่งเหล่านี้ขึ้น ฉะนั้นเราจึงถือว่าปรัชญาของศีลธรรมนี้ เพิ่งมีหลังศีลธรรม; จึงถือว่าสิ่งที่เรียกว่าจริยศาสตร์หรือ Ethics นี้เกิดมาทีหลัง Morality: แยกตัวมาจาก Morality เฉพาะในส่วนที่เป็นปรัชญา แต่เราจะเห็น ได้ว่ามันถอดรูปออกไปจากการปฏิบัติ ออกไปสู่ความเป็นทฤษฎี สิ่งที่เรียกว่าจริย- ศาสตร์หรือจริยปรัชญานี้เต็มไปด้วยทฤษฎี แล้วก็เล็งถึงตัวทฤษฎี; ส่วนตัว Morality นั้นคือ ตัวการปฏิบัติโดยตรง; มันจึงต่างกันอยู่คนละชั้นหรือคนละพวก. แต่จะเห็น 50

น.56 ได้ว่าเพราะเหตุนั้นเอง เราจึงมีรากฐานที่เป็นอุดมคติคือที่น่าพอใจ ที่มั่นคงที่สนับสนุน ศีลธรรมนั้นอีกครั้งหนึ่ง; คือว่าเมื่อศีลธรรมได้ถูกวินิจฉัยกันอย่างละเอียดละออจนพบ ปรัชญาของมัน; บัญญัติจริยปรัชญานี้ขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ศีลธรรมในโลกนี้ก็มี รากฐานมั่นคง; คือใครพิจารณาดูแล้วก็ยอมรับ. มันจึงเป็นสิ่งที่ลงรกรากมั่นคง ในโลก; แต่พร้อม ๆ กัน นั้น จริยปรัชญานี้ก็พลอยเป็นรากฐานของสิ่งอื่น ๆ เช่น ของกฎหมาย ของวัฒนธรรม ของขนบธรรมเนียมประเพณีตามไปด้วย โดยที่ใช้ หลักเกณฑ์อันเดียวกันได้ในส่วนหลักการใหญ่ ๆ. ทีนี้เราจะได้พิจารณาปัญหา ๕ ข้อนั้นกันโดยละเอียดออกไปอีกสักหน่อย เพื่อจะสำเร็จประโยชน์เต็มที่ ... สำหรับสิ่งที่เรียกว่าความดีสูงสุดของมนุษย์: ในวง นักจริยธรรมสากลเขาใช้ศัพท์ภาษาละตินว่า Summum Bonum แปลว่าความดี สูงสุด; มันเป็นภาษาที่ใช้สากลทั่วแก่ทุกภาษาโดยสะดวก จะเป็นภาษาอะไรก็ตาม ฉะนั้นเมื่อเราพูดถึง Summum Bonum นักศึกษาทางศีลธรรมหรือปรัชญาศาสนา จะเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงอะไร เขาออกความหมายเต็มลงไปว่า ความดีสูงสุดที่ มนุษย์จะพึงได้ในชาตินี้; มีคำว่าในชาตินี้; เพราะว่าศีลธรรมสากลไม่มีข้อผูกพันถึง กับจะต้องให้กล่าวถึงปัญหาชาติหน้า: ไม่มีเรื่องชาติหน้าในวงจริยธรรมสากล; อย่าเพิ่งเอาไปปนกับเรื่องทางศาสนา, ฉะนั้นจึงว่าเรื่องความดีและต้องเป็นดีสูงสุด ด้วย และที่มนุษย์อาจจะรับได้ด้วย: ถ้าอยู่นอกวิสัยของมนุษย์แล้วไม่ต้องกล่าวถึง แล้วก็ต้องในชาตินี้ด้วย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Summum Bonum ตามตัวก็แปลว่า ความดีสูงสุด. เพราะฉะนั้น ความดีสูงสุดจะมีอะไรบ้าง เท่าที่เขาตกลงกันก็มีอยู่ ๔ หัวข้อ คือ ความสุข ใช้คำง่าย ๆ ว่า Happiness ความสุข แล้วก็ ๒ ความ เต็มเปี่ยม แล้วก็ ๓ หน้าที่ที่บริสุทธิ์ แล้วก็ ๙ ความปรารถนาดี ความหวังดี 51

น.57 สำหรับข้อแรกที่เรียกว่า ความสุข นั้น เป็นความหมายที่กว้างรวม ต้องการคำจำกัดความโดยเฉพาะมากมายเหมือนกัน; เราเอากันแต่เพียงว่ามนุษย์ อยู่เป็นสุขก็แล้วกัน แม้จะฝันเอาก็ได้; ฝันว่าต้องเป็นอย่างนั้น ๆ เพื่อว่าจะได้ทำให้ ถึงเข้าในวันหนึ่ง แต่ให้ได้ความว่าเป็นความสุขจริงก็แล้วกันอย่าเป็นความสุขปลอม. สิ่งที่เรียกว่าความสุขนี้อย่าเอาไปปนกันเข้ากับคำว่าความเพลินหรือความสนุก ความ เอร็ดอร่อยในทางกามารมณ์หรืออะไรเหล่านั้น. คำว่าความสุขต้องหมายถึงสันติสุข ที่แท้จริง เมื่อพูดถึง Happiness นี้หมายถึงความสุขที่แท้จริงหรือที่ถูกต้องหรือที่ บริสุทธิ์บางทีก็ใช้คำที่ละเอียดลงไปอีกว่า Bliss, Bliss ซึ่งสุขเย็นสงบเย็นอย่างนี้ก็ ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ไม่เกี่ยวกับความเพลิดเพลิน เช่น Pleasure อะไรต่าง ๆ ทำนองนี้เป็นต้น. เขายกเอาความสุขของมนุษย์มาเป็น Summum Bonum ข้อ ที่ ๑; และเมื่อได้ความสุขก็คือได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ในชาตินี้; ลักษณะของ ความสุขไปวินิจฉัยเอาเองก็ได้ เพราะเรายังมีหัวข้ออีกมาก, ทีนี้ข้อ ๒ ที่ว่า ความเต็มเปี่ยม หรือ Perfection, Perfection นี้ เขาหมายถึงความที่มนุษย์วิวัฒนาการขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของสมรรถภาพของมนุษย์ The Fullness development, ความวิวัฒนาการเต็มที่ถึงที่สุด, Of all the Capacity - คือความสามารถทุกชนิด of man - คือของมนุษย์ ใครจะเป็นคนรู้ว่า มนุษย์เราสามารถทำอะไรได้; ข้อนี้ยากมากและบางที่ต้องยกไว้ก่อน วินิจฉัยไม่ได้ อยู่ในพวกอจินไตย. แต่สำหรับทางจริยธรรมนี้ก็ยอมรับว่ามนุษย์มีจุดสูงสุดในทาง ความสามารถที่จะสร้างสรรค์ความสงบสุข; และกระเดียดไปในทางที่จะพูดเหมือนที่ เราพูดกันตามภาษาชาวบ้านว่า เต็มคน หรือ ไม่เต็มคน อะไรทำนองนี้ ถ้าพูด อย่างทางศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนา คนที่เต็มเปี่ยมเต็มคน, มีความเป็นคน 52

น.58 เต็มเปี่ยมนั้น เขาหมายถึงพระอรหันต์; แต่ทางศีลธรรมไม่ได้หมายเจาะจงอย่างนั้น; หมายถึงว่าธรรมชาติสร้างสมรรถภาพให้มนุษย์มาอย่างไร มนุษย์ได้พัฒนาตัวเองจน สมรรถภาพนั้นถึงที่สุด อย่างนี้ก็จัดเป็น Summum Bonum - ความดีสูงสุดของ มนุษย์ด้วย เป็นข้อที่ ๒; แปลว่าทางจริยธรรมยอมรับให้มนุษย์พัฒนาสมรรถภาพ เรื่อยไป และเอาผลโดยสรุปเหมือนกำปั้นทุบดินว่า สามารถทำให้สังคมมีสันติสุข โดยไม่มีข้อแย้ง. ที่นี้สำหรับข้อ ๓ ที่เรียกว่า หน้าที่บริสุทธิ์ นั้น เขามีคำบัญญัติว่า Duty for duty's sake หน้าที่เพื่อประโยชน์ของหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องเพื่อ ประโยชน์ของหน้าที่. หมายความว่าเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เช่นเราเป็นตุลาการ เราทำหน้าที่ตุลาการ เพื่อหน้าที่ของตุลาการ; อย่าได้คิดว่าเพื่อเงินเดือนเพื่อเลื่อนยศ เพื่ออย่างอื่นนอกจากว่าเพื่อหน้าที่ของตุลาการ ในทางศีลธรรมถือว่าหน้าที่นั้นเป็น สิ่งสูงสุดเสียแล้ว เงินเกียรติยศไม่ใช่สิ่งสูงสุด. ท่านจะหาไม่พบคำว่าเงินหรือ เกียรติยศในวงของจริยธรรม ในบรรดาคำบัญญัติทั้งหลายของจริยธรรม จะ พบแต่ในทางว่าหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ฉะนั้น จึงทำหน้าที่ตุลาการเพื่อ ประโยชน์แก่หน้าที่ของตุลาการ เพราะว่าหน้าที่ของตุลาการนั้นเป็นสิ่งสูงสุดอยู่ใน ตัวเองแล้ว ฉะนั้นถ้าผู้ใดมีการกระทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ เรียกว่าผู้นั้นมี Summum Bonum คือมีความดีสูงสุดของมนุษย์. ทีนี้ข้อที่ ๔ ที่เรียกว่า Good will ความปรารถนาดี, เจตนาดี, อันนี้ เรารู้จักกันดีแล้วสำหรับพุทธบริษัท, ผู้ที่มีใจบริสุทธิ์เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อ ทุกสิ่งทุกคน อย่างนี้ ถ้ามีอย่างนั้นจริง ๆ มีจิตใจถึงขนาดนั้นจริง ๆ สูงสุดอย่างนี้ 53

น.59 จริง ๆ เราก็เรียกว่าเป็นผู้ที่มี Summum Bonum อย่างหนึ่งเหมือนกัน เป็นอย่าง ที่ ๔. เรื่องนี้ทางพุทธศาสนาก็กล่าวถึงมากและถือเป็นสิ่งสูงสุด; คือความเมตตาชนิด ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด เรียกว่า "อัปปมัญญา" ; เมตตาชนิดนี้เรียกว่า อัปปมัญญา คือความรักที่ไม่มีขอบเขตจำกัด : ความหวังที่ดีไม่มีขอบเขตจำกัด นี้ทบทวนได้ว่า ; ความสุขความเต็มเปี่ยม. หน้าที่บริสุทธิ์, ความหวังดี, หรือความรัก, ๔ อย่างนี้ เมื่อเป็นไปถึงที่สุดแล้ว บริสุทธิ์ถึงที่สุดแล้ว เรียกว่าความดีสูงสุดของมนุษย์, ซึ่ง จริยธรรมคำนึงถึงก่อนเป็นปัญหาแรกประเด็นแรก. ทีนี้สิ่งถัดไปที่เรียกว่า ที่มาของความรู้ ที่ทำให้เรารู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี นี้ หมายความว่า ว่าเอาเองไม่ได้. ว่าเอาเองตาม ชอบใจไม่ได้, สำหรับ เรื่องนี้เขามี หลักไว้ว่า สิ่งที่จะว่าดีหรือว่าชั่วกันลงไปในทางจริยธรรมนั้นต้องมีหลัก คือ : - ข้อ ๑. ได้รับความ ยินยอม ทั่ว ๆ ไปใน หมู่มนุษย์ เขาเรียก สั้น ๆ ว่า Empiricism คือลักษณะที่ได้รับความยินยอมได้ สามารถยินยอมได้ ; สามารถ จะได้รับความยินยอมได้จากมนุษย์ทุกคน นี่เป็นข้อแรกว่านี้ดี. เช่นอย่างว่าความดีนี้ ที่มนุษย์เราบัญญัติกันเดี๋ยวนี้ ก็นับว่าถูกต้องอยู่มาก ; แม้แต่พวกโจร คนพาล คน ไม่ดีก็ยังต้อง ยอมรับว่า สิ่งที่เขาบัญญัติไว้ว่ามันดี เพียงแต่ว่าเราไม่เอาเท่านั้น. พวก โจรเขาไม่เอา ; เพราะว่าเขา ต้องการประโยชน์เขาต้องการ จะได้อะไร อย่างหนึ่ง ; เขาจึงต้องทำไปตามภาษาของเขา คือประพฤติโจรธรรม. นี้สิ่งที่เรียกว่าความดีใน โลกเราแม้ปัจจุบันนี้ ก็พอจะนับว่าเป็นความดีที่ถูกต้อง คือไม่มีใครคัดค้านได้ ลอง นึกถึงสิ่งที่บัญญัติว่าดีว่ามีกี่อย่าง. ข้อที่ ๒ มีเหตุผลเพียงพอหรือทนต่อการพิสูจน์ของเหตุผล คือว่าจะพิสูจน์ กันอย่างไรมันก็ยังคงดีอยู่ Sufficient of reason คือว่าความเพียงพอ, ความ 54

น.60 มีเหตุผลมีกำลังมีอำนาจเพียงพอเขาเรียกสั้น ๆ ว่า Rationalism มีเหตุผลเพียงพอ ข้อที่ ๑ ว่ายอมรับได้สำหรับทุกคน ข้อที่ ๒ ว่าด้วยความที่มีเหตุผลเพียงพอ. ข้อที่ ๓ เรียก Intuitionism ที่แปลว่า สติ ปัญญาอัน ลึกซึ้ง ; นี้หมาย- ความว่าเข้าใจได้เดี๋ยวนั้น หรือ Immediate apprehension, คือว่าใครฟังแล้ว เข้าใจได้เดี๋ยวนั้นที่นั่น. ถ้าบัญญัติชนิดที่ไม่มีใครเข้าใจได้ มันก็ไม่ได้ ไม่มีเหตุผล มันก็ไม่ได้ เหลือที่เขาจะยอม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จะต้องประกอบไปด้วยองค์สาม นี้ว่า ยอมรับได้แก่ทุกคน แล้วก็มีเหตุผลเพียงพอ แล้วก็เขาเข้าใจได้เมื่อชี้แจงนั้น นี้มี ; Empiricism, Rationalism, Intuitionism ๓ อย่างนี้ แล้วสิ่งที่พูด หรือที่ยืนยันนั้นถือว่าถูก ว่านี้คือความดีสูงสุดของมนุษย์ หรือ Summum Bonum พอพูดออกไปทุกคนยอมรับได้ มีเหตุผลทนต่อการพิสูจน์แล้วเข้าใจได้ทันที. จะยกตัวอย่างปัญหาสักปัญหาหนึ่ง เช่นว่า บางพวกถือว่าถ้าสัตว์ที่เราเลี้ยงไว้ เช่นสุนัขหรือแมวหรือสัตว์ที่เราเลี้ยงที่เรารักมาก ๆ เจ็บ ต้องตายแน่ : “พวกหนึ่งว่า ยิงตายเลย นี่คือถูกศีลธรรม เพื่อว่าอย่าให้สัตว์ตัวนั้นต้องทนทุกข์มาก นั่นคือ ความรักของเรา ; นี่ท่าน ลองไปคิดดูเองว่ายอมรับได้ทุกคนไหม ? มีเหตุผลไหม ? เข้าใจได้ทันทีไหม ? ขอแต่ว่าอย่าไปปนกันกับเรื่องศาสนา เช่นเรารีบฆ่าสัตว์ ที่ เรารักของเราที่กำลังเจ็บหนักจนตายให้ ตายเสียเลยอย่าให้ ต้องทนทุกข์นี้ ทาง ศาสนาอาจจะไม่ยอมรับ แล้วยังจะถือว่าขาดศีลและผิดศาสนา, แต่ว่าทางจริยธรรม นี้ เป็นอย่างนี้ จะกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องไปก็ได้ การกระทำอย่างนั้น. อย่าลืมว่า อาตมากำลัง พูดถึง จริยธรรมสากล ; เพราะฉะนั้นจึง มีอิสระในการที่ จะตีความใน การที่ จะสันนิษฐาน หรือวินิจฉัยเอาเอง โดยอาศัยหลัก ๓ ข้อ นั้นก็แล้วกัน. 55

น.61 ทีนี้ข้อถัดไปที่เรียกว่า สิทธิของการแทรกแซง หรือเรียกว่า Rights of sanction นี้ก็แยกเป็นทางศาสนา ทางการเมือง ทางสังคม, การที่ศีลธรรม จะเข้าไปแทรกแซง หรือศีลธรรมจะยอมให้ สิ่งอื่นแทรกแซงนี้ แยกเป็นเรื่องทาง ศาสนาทางการเมืองทางสังคม ทางศาสนา ; เช่นถ้าว่า ทางศาสนาประจำชาติ ของเรามีหลักอยู่อย่างนี้ , แต่ทางศีลธรรมทั่วไปโดยสากลแสดงผล ออกมาอย่างนั้น ; เราอาจจะแทรกแซงได้. เช่นทาง ศีลธรรมสากล จะถือว่า ฆ่าสัตว์ ตัวเมื่อ ตะกี้นี้ไม่ เป็นไรถูกต้องที่สุด : แต่ทางพุทธบริษัท ฯ จะใช้สิทธิ Sanction เพราะทางศาสนา ไม่ยอมให้ทำก็ได้ ทาง ศีลธรรมเขา เปิดโอกาส เปิดสิทธิ Sanction อย่างนี้ไว้. หรือว่าการ Sanction "ของการเมือง ถ้ามันมีเหตุผลทางการเมืองอย่างยิ่งเหลือเกิน อย่างนี้ ทางศีลธรรมก็ยังยอมให้ Sanction ; โดยไม่ถือว่าผิด หลักของศีลธรรม หรือจริยธรรม, อย่างที่ กฎหมายก็คง จะยอมรับว่า จะต้องเอา ชีวิตรอด กันไว้ก่อน ความผิด ๆ ที่รองลงไปอาจยกให้ได้ ; หรือว่าบ้านเมืองจะต้องวินาศฉิบหายลงไป โดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งถ้ายังคงสงวนศีลธรรมนั้นไว้. ทางศีลธรรมก็ยอมให้ว่าให้ เอาชีวิตรอดของ บ้านเมืองไว้ก่อน ; แล้วมาแก้ไขกันต่อไปอย่างนี้ก็ยังได้ ; แต่ หมายความว่าต้องทำชอบด้วยเหตุผลด้วยความบริสุทธิ์ใจด้วยหลักของศีลธรรมนั้น ๆ. ที่นี้แม้แต่สังคมทางสังคมก็มีสิทธิที่จะ Sanction เช่นมติมหาชน อย่างนี้ก็อาจที่จะ แซงชั่นกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมก็ได้ นี้เรียกว่าสิทธิการ Sanction ซึ่งกันและกัน นี้ต้อง พิจารณาอย่าง รอบคอบ : วางบท บัญญัติทาง ศีลธรรม จริยธรรม นี้ไว้ให้ดี ; มิฉะนั้นจะตีกันยุ่ง แล้วจะทะเลาะวิวาทกันใน ภายใน จะนำความล่มจมมาได้ เขาจึงวางกฎเกณฑ์ไว้ยืดยาว ฉะนั้น หลักจริยธรรมที่ดี จะต้องไม่มีข้อบกพร่องใน ส่วนนี้. 56

น.62 ทีนี้อันสุดท้ายที่เรียกว่า Motive คือกำลังตามธรรมชาติที่จะช่วยส่งเสริม ให้คนเรามีศีลธรรมหรือทำอะไรโดยง่ายนี้; ก็อาศัยหัวข้อคล้ายๆกัน. พวก Motive ที่มาตามแนวของศาสนา ที่มาตามแนวของทางการเมือง หรือมาตามแนวของทาง สังคม; ทางศาสนาคนเราหวังที่จะได้ความสุขชาตินี้ชาติโน้นชาติหน้า และเรากลัว ต่อสิ่งที่มองไม่เห็นตัว นี่ความที่เรารักจะได้ความสุข และกลัวต่อสิ่งที่เราไม่อยาก จะได้; หรือเรากลัวนี้ เป็นกำลังให้เราประพฤติศีลธรรม. ท่านจะเห็นได้ว่าคนรุ่น บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ทวดโน้นมี Motive อันนี้มากที่สุด; ฉะนั้นศีลธรรมในสมัย ของท่านเหล่านั้นจึงดีที่สุด ส่วนในสมัยของพวกเรานี้เป็นอย่างไรท่านลองว่าเอาเอง ก็แล้วกัน คือเพราะว่าขาด Motive อันนี้ไป หวังที่จะมีความสุขไปเรื่อย แต่กลัว สิ่งที่ไม่รู้จักไม่เห็นตัว เช่นกล้วนรกหรือว่ากลัวบาปกลัวบุญอะไรทำนองนี้ นี่คือ Motive อันสำคัญที่สุดที่มีมูลมาจากทางฝ่ายศาสนา ที่มีศาสนาเป็นรากให้เรา ประพฤติศีลธรรมได้ดีที่สุด. ที่นี้ทางการเมืองเรากลัวการถูกลงโทษ เช่นว่าถ้าเรา ทำอะไรไม่ถูกใจคนอื่น หรือว่าผิดเรื่องผิดราว เราจะถูกลงโทษ เรากลัวจะถูกจับ ใส่คุกใส่ตรางอย่างนี้; หรือว่าเรากลัวต่อความไม่ก้าวหน้าของเรา หรือของประเทศ- ชาติอย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างของ Motive ทางการเมือง; ที่จะทำให้มนุษย์เรามี ศีลธรรม. ฉะนั้น ถ้านักการเมืองรู้จักความมุ่งหมายอันนี้หรือจับจุดอันนี้ให้ได้ แล้ว ก็ส่งเสริมอันนี้ให้ถูกต้อง คนก็จะมีศีลธรรมมากขึ้นได้. ที่นี้ทางสังคมก็คล้าย ๆ กัน; กลัวว่าทางสังคมเขาจะขับเราออกจากสังคม, กลัวจะไม่มีเพื่อนคบเราอะไรทำนองนี้, มันเป็นมูลเหตุให้เราตั้งตัวอยู่ในศีลธรรม. อำนาจอันนั้นเขาเรียกว่า Motive ทาง สังคมที่ให้คนมีจริยธรรม; แต่ถ้าคนไปเกิดไม่กลัวในเรื่องอย่างนี้ ไม่กลัวเพื่อนจะ ไม่คบ สมัครจะคบคนเลว เป็นคนเลว นี้มันก็หมด Motive อันนี้ ศีลธรรมก็เสื่อมไป. ฉะนั้น ถ้าท่านตุลาการจะวินิจฉัยเกี่ยวกับศีลธรรม ปัญหาทางศีลธรรมก็น่าจะนึกถึง 57

น.63 ข้อนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าคนนี้สูญสิ้นศีลธรรมเพราะเหตุอะไรอย่างนี้เป็นต้น. ขอย้ำอีก ครั้งหนึ่งว่าสิ่งทุกสิ่ง ระบบการประพฤติการปฏิบัติทุกสิ่งต้องมี Motive ทั้งนั้น คือ เครื่องกระตุ้นกำลังใจ สนับสนุนกำลังใจ ประเล้าประโลมใจ อะไรทุกอย่างนี้ให้ เรายินดีปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันนั้น. นี้แสดงว่าหลักทางศีลธรรมก็ไม่นิยมการบังคับ ไม่นิยมเผด็จการ ไม่นิยมอะไรเหล่านั้น. นิยมความสมัครใจซึ่งมีหลักเป็นประชา- ธิปไตยอยู่เต็มตัว หลักของจริยศาสตร์นี้มีหลักเป็นประชาธิปไตยอยู่เต็มรูป. ทีนี้ก็มาถึงข้อสุดท้ายที่เรียกว่า Free will ในยุคประชาธิปไตยนี้มีปัญหาอยู่ ไม่น้อย ที่ว่าเราจะประชาธิปไตยกันได้สักเท่าใด แต่นั่นเป็นเรื่องการเมือง. แต่ ถ้าถือว่าจริยศาสตร์เป็นรากฐานของการเมืองเราก็เอามาพิจารณาดู แม้ในวงการ- เมืองก็น่าจะได้. สำหรับทางศีลธรรมให้ความหมายไว้ง่าย ๆ เพียง ๒ ข้อ; เรียกว่า เอาตามเหตุผล ตามความต้องการ ตามความอะไรของเรานี้ครึ่งหนึ่ง, แล้วก็เอา ตามกฎเกณฑ์ของศีลธรรม ของปรัชญาหรือของธรรมะนั้นเพียงครึ่งหนึ่ง. นี่ถ้าเราฟรี ก็เพียงนี้ หมายความว่าให้กฎหมาย หรือให้ศีลธรรม ให้วัฒนธรรม ให้ศาสนา นั้น ฟรีได้ครึ่งหนึ่ง; แล้วก็ให้หัวใจของเรา ความต้องการของเรา เหตุผลของเรา อะไรของเรานี้ฟรีได้ครึ่งหนึ่ง: พูดภาษาชาวบ้านก็ว่าคนละ ๕๐ เปอร์เซ็นต์นี้เรียกว่า Free will. ตามกฎเกณฑ์ของจริยศาสตร์ Partial self determination คือ ตัดสินใจของตนเองแต่บางส่วน; Normative philosophical ethics คำนึง ถึงปรัชญาของศีลธรรมที่เป็นหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ส่วนหนึ่ง, รวมเป็น ๒ ส่วน. แล้ว Free will หรือเสรีภาพในการคิดการนึกการต้องการอะไรนั้นจะไม่มีทางผิด; แม้ ในการต่อสู้ป้องกันตัว เราก็มีปัญหาอย่างนี้. ในการหาเลี้ยงชีวิต ในการรักษา ความยุติธรรม เราจะฟรีเอาตามใจตัวเราก็ไม่ได้; เราจะทำอย่างเผด็จการก็ไม่ได้; เราควรจะคำนึงถึงกฎทางจริยธรรมหรือจริยศาสตร์ 58

น.64 ทีนี้เมื่อได้ครบทั้ง ๕, นำมาวินิจฉัยครบถ้วนทั้ง ๕ ประการนี้แล้ว ซึ่งทบ- ทวนก็คือว่า: ความดีสูงสุดของมนุษย์เป็นอย่างไร, อะไรเป็นที่มาของ ความรู้ที่ให้เรารู้ว่านั้นมันดีจริง ๆ อย่างนี้, และสิทธิในการแทรกแซงมี ขอบเขตอย่างไร, แล้วกำลังที่จะกระตุ้นสนับสนุนให้คนประพฤติปฏิบัติ นั้นต้องเพียงพอ, และให้เขาได้ทำไปโดยอิสระเสรี. แล้วจริยศาสตร์ที่บัญญัติ ขึ้นโดยกฎเกณฑ์อันนี้จะเป็นจริยศาสตร์ที่ทนต่อการพิสูจน์ ทนต่อการต่อสู้. ทีนี้ Morality อันใดที่ได้อาศัยจริยศาสตร์นี้ ก็จะเป็นศีลธรรมที่ทนต่อเหตุผลทนต่อ การพิสูจน์ต่อไป. มนุษย์เราก็เลยได้หลักเกณฑ์ทางศีลธรรม หรือปรัชญาของศีลธรรม ที่ดีไว้เป็นเครื่องค้ำจุนโลก ให้เป็นอยู่โดยผาสุข. ถ้ามนุษย์มีวิชาความรู้ในเรื่องนี้ดี ประพฤติเต็มสมบูรณ์ดีแล้ว เราก็เลิกศาลเลิกตุลาการก็ยังได้. แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นสิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้; เพราะว่ามนุษย์ส่วนมากที่สุดนั้น ไม่สนใจ ไม่เข้าใจในศีลธรรมเลย และแม้ที่เข้าใจในเรื่องของศีลธรรม รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอย่างไรก็ยังฝ่าฝืนอยู่ทั้งนั้น. ฉะนั้น จึงเป็นอันว่าเรายังคงต้องประสบกับปัญหาทางศีลธรรมกันต่อไป; และท่าน ทั้งหลายที่จะเป็นตุลาการนี้ก็จะต้องมีการรับภาระหนักอีกต่อไป, นี้คือเค้าโครงใหญ่ๆ ของสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม รวมกันทั้งสอง เรื่องนี้เราเรียกกันในหัวข้อสั้นๆ ว่า ศีลธรรม; เป็นหัวข้ออันแรกที่สุดของการอบรม; ที่อาตมาได้รับคำขอร้องให้มาช่วยอบรม. ขอยุติเรื่องที่ชวนง่วงนอน เพียงเท่านี้ สำหรับวันนี้. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้. ขอจบการบรรยายครั้งที่ ๓ 59

น.65 สนฺติ ตสฺส มนํ โหติ สนฺตา วาจา จ กมุม จ สมุมทฺญา วิมุตฺตสส อุปสนฺตฺส. ตาทิโน ใจสงบ วาจาสงบ และกายกรรมสงบ ย่อมมีแก่ท่านที่รู้ชอบพ้นวิเศษแล้ว ผู้สงบระงับแล้วเช่นนั้น ( จากคาถาธรรมบท)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต