น.66 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๑ เราได้วินิจฉัยกันโดยละเอียดถึงความหมายของคำ ๆ เดียวว่า "ธรรม ”, ในครั้งที่ ๒ ได้กล่าวถึงความหมายของคำว่า " ศีลธรรม " ; และในครั้งที่ ๓ ได้กล่าวถึงความหมายของสิ่งที่เรียกว่า “ จริยปรัชญา ’ หรือปรัชญา ของศีลธรรม; ส่วนในการบรรยายครั้งที่ ๔ นี้ จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" อยากจะซ้อมความเข้าใจ จนสามารถจะแยกศาสนา ออกมาจากศีลธรรมให้ แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง เป็นการทวนความจำว่า ศีลธรรมนั้นเนื่องด้วยสังคม เล็ง สังคมเป็นหลัก; ส่วนศาสนานั้นเนื่องกับปัจเจกชนคนเดียว ๆ เล็งปัจเจกชนเป็นหลัก; และมีสิทธิแซงชั่นในเรื่องของศีลธรรม ในเรื่องของศาสนานั้นไม่มี เพราะไม่ประสงค์ จะให้ก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัว ซึ่งคนมีสิทธิที่จะออกไปไกลสุดความสามารถตน. ศีลธรรมมีมูลเหตุอันใหญ่ ๆ มาจากการเบียดเบียนกัน; แต่สำหรับศาสนานั้นมีมูล เหตุมาจากความกลัวสิ่งที่ไม่รู้จักหรือไม่อาจจะรู้จัก ไม่อาจจะเข้าใจได้. ดังนั้นเมื่อเพ่ง 61
น.67 ถึงผลศีลธรรมก็เพ่งผลเป็นความสงบส่วนสังคม; ศาสนาเพ่งความหลุดพ้นส่วน ปัจเจก- ชนเป็นคน ๆ ไป. ระเบียบปฏิบัติศีลธรรมก็ต้องเอาสังคมเป็นเกณฑ์เนื่อง ด้วยคนอื่น; ส่วนศาสนานั้นไม่เนื่องก็ได้. ฉะนั้นศีลธรรมจึงเกี่ยวกับระเบียบวินัยกฎเกณฑ์ความรับ ผิดชอบความผ่อนผันต่อคนอื่นเหล่านี้เป็นต้น; ส่วนศาสนานั้นเราเอาเรื่องปฏิบัติทาง กาย ทางวาจา ทางจิตของผู้นั้นโดยเฉพาะ และก็เพ่งไปในทางที่จะไปสูงสุด. นี่คือ ความต่างกันโดยส่วนใหญ่ พอเป็นเครื่องแยกศาสนาออกมาจากศีลธรรมได้ เพื่อจะ ให้เห็นว่ามันต่างกันอย่างไร ชาวบ้านเขามักจะเอาไปปนกัน บางทีก็เอาศาสนาเป็น ศีลธรรมไปเสียก็มี. สำหรับคำว่า" ศาสนา " ในภาษาไทยเรานี้ โปรดเข้าใจว่าเป็นคำที่ตั้งขึ้น ในภาษาไทยในยุคหลัง ๆ นี่เอง. ถ้าเอาครั้งพุทธกาลเป็นหลักแล้วไม่ได้เรียกสิ่ง ที่เราเรียกศาสนานี้ว่าศาสนาเลย; คือเรียกว่าธรรมเฉย ๆ ก็มี, เรียกว่า พรหมจรรย์ก็มี. ในประเทศอินเดียสำรวจดูในครั้งโบราณเขาเรียกศาสนาว่าธรรม ฉะนั้นอย่าลืมว่าคำว่าศาสนานี้ ชาวไทยเราบัญญัติขึ้นเรียก; และก็เรียกกันในเมือง- ไทย; อย่างพม่า ลังกา ก็ยังใช้คำอื่น ไม่ได้ใช้คำว่าศาสนา เรียกศาสนาโดยส่วน เดียวเหมือนกับในเมืองไทยอย่างนี้เป็นต้น. อย่างในอินเดียสมัยพุทธกาล ถ้าจะถาม ว่าท่านถือศาสนาอะไรอย่างนี้ เขาจะถามว่า "ท่านชอบใจธรรมะของใคร หรือ ท่านถือธรรมะของใคร ”, ใช้คำว่าธรรมะแทนคำว่าศาสนา. เพราะฉะนั้น เรา อย่าไปยึดเอาที่ตัวคำว่าศาสนานัก จะมีทางเข้าใจผิดได้ ซึ่งจะอธิบายให้ฟัง และ พร้อมกันนั้นก็จะขอร้องให้ศึกษาพร้อม ๆ กันไปกับคำว่า Religion, Religion ซึ่งเราแปลกนว่าศาสนา. ในภาษาไทยเราเรียกว่าศาสนา แต่ในภาษาต่างประเทศ ที่เป็นเครือเดียวกันกับภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Religion. 62
น.68 ที่นี้ความหมายมันจะเหมือนกันหรือไม่ขอให้คอยสังเกต, เราว่ากันโดยตัว พยัญชนะคือตัวหนังสือก่อน. คำว่าศานาหรือบาลีว่า สาสนํ นี้ตามตัวหนังสือก็แปล- ว่า " คำสอน" เท่านั้นเอง. ที่นี้ตัวแท้ของศาสนานั้นไม่ใช่คำสอน; ชื่อสำหรับ เรียกนี้มันมีคำแปลว่า “ คำสอน ”; แต่ตัวจริงมันไม่ใช่หมายถึงคำสอน; ฉะนั้น เราจะต้องรู้ความหมายของคำ ๆ นี้อีกที่หนึ่ง. ตามตัวหนังสือแปลว่าคำสอน; แต่ ตามความหมายนั้นหมายถึงความรู้และวิธีปฏิบัติ; ซึ่งปฏิบัติแล้วจะนำผลมาให้ตาม ความมุ่งหมาย; นี่มันหมายถึงคำสอนนั้นด้วยก็ได้คือความรู้; แล้วต้องปฏิบัติตามความ รู้นั้นด้วย จนสำเร็จผลตามที่ต้องการด้วย จึงจะเรียกว่าศาสนาเต็มตาม ความหมาย ที่ถูกต้อง. นี่ขอให้สังเกตดูเถอะ คำว่าศาสนาแปลว่าคำสอน; แต่ตัวแท้ของ มันหมายถึงคำสอน หรือความรู้ แล้วก็ปฏิบัติลงไปตามนั้น แล้วก็ได้ผล มาด้วย; ถ้าไม่ได้ผลก็แปลว่าการปฏิบัตินั้นผิด. ธรรมะนี้มีหลักว่าเป็น "อกาลิโก" ปฏิบัติแล้วต้องมีผลไม่จำกัดเวลา; ที่นี้ถ้ามีแต่การปฏิบัติไม่มีผลเรียกว่าการปฏิบัตินั้น ไม่ถูก. ฉะนั้น ท่านต้องจำไว้ว่า ปริยัติคือความรู้นั้นด้วย ปฏิบัติคือการกระทำ ด้วย และปฏิเวธคือผลของการกระทำด้วย รวมกันเข้าเป็น ๓ อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงจะเรียกว่าตัวศาสนาที่สมบูรณ์ไม่เป็นแต่คำสอนเฉย ๆ. ทีนี้ในภาษาไทยเรา จะต้องสังเกตอีกว่าในภาษาไทยเราเป็นอย่างไร ใน ภาษาไทยเราใช้คำว่าศาสนาพร่ำเพรื่อ แล้วก็มักจะเขวออกไปนอกทาง คือมักจะ ไปเอาวัตถุหรือปรากฏการณ์ภายนอกเป็นตัวศาสนา. เช่นถ้าพูดว่าศาสนาเจริญ บาง- คนก็หมายถึงว่า มีโบสถ์วิหาร พระเจดีย์มากมาย มีผ้าเหลืองเต็มไปหมดอย่างนี้ เรียกว่าพุทธศาสนาเจริญ อย่างนี้ยิ่งไม่ถูก; เพราะว่าเป็นแต่เพียงเปลือกของศาสนา เรามีโบสถ์วิหารก็เพื่อจะเล่าเรียน เพื่อจะปฏิบัติ. เพื่อให้ได้ผลของการปฏิบัติ. มี 63
น.69 ผ้าเหลืองก็คือมีพระภิกษุมาก ก็คือจะต้องเป็นผู้เล่าเรียน เป็นผู้ปฏิบัติ และได้ผล ของการปฏิบัติ แล้วยังมีคนบางคนเข้าใจผิดไปเอาไสยศาสตร์เรื่องที่ไม่ใช่พุทธ ศาสนามาเป็นพุทธศาสนาก็ยังมี. นี้ก็มีอยู่มากแม้ในกรุงเทพ ฯ เมืองหลวงนี่เอง. ที่ ไปเอาเรื่องขลัง เรื่องศักดิ์สิทธิ์ นอกพุทธศาสนา ที่เป็นไสยศาสตร์มาเป็นธรรมะมา เป็นพุทธศาสนาไปก็ยังมี. เพราะคำพูดภาษาตลาดที่มันออกจะรวนเรมากถึงอย่างนี้ ถ้าพูดว่าพุทธศาสนาเจริญ ตามความหมายที่ถูกต้อง ต้องหมายความว่า มีการ เรียนจริง ปฏิบัติจริง และได้ผลจริง. เพียงแต่มีโบสถ์วิหารสวย ๆ มาก ๆ นี้ไม่อาจจะถือว่าเป็นพุทธศาสนาเจริญ; เพราะฉะนั้นท่านจะได้เรื่องของคำว่าศาสนา นี้ถึง ๓ เรื่อง เช่นว่าตามตัวหนังสือตามพยัญชนะของภาษาบาลีนี้แปลว่าคำสั่งสอน; แต่ตามความหมายโดยความหมายนั้นไปเล็งถึงการเล่าเรียน การปฏิบัติ และได้ผล ของการปฏิบัติ; ที่นี้โดยภาษาไทยกลางตลาด คำว่าศาสนาไปหมายถึงปรากฏการณ์ ภายนอก. ฉะนั้น การที่เราจะศึกษาเรื่องคำว่า ศาสนาหรือพุทธศาสนาก็ตามจะ ต้องทราบไว้อย่างนี้ก่อน. ที่นี้สำหรับคำว่า Religion ซึ่งเป็นภาษาที่จะเรียกได้ว่าภาษาสากลนี้ ก็มี ความหมายที่ควรจะทำความเข้าใจอย่างยิ่งอยู่เหมือนกัน; เพราะถ้าเราไปพูดเป็น ภาษาต่างประเทศ เราก็ต้องเรียกศาสนาว่า Religion อยู่นั่นเอง จะไปเรียกศาสนา อย่างไรได้. ที่นี้ก็มีปัญหาถึงคำว่า Religion กับคำว่าศาสนานี้ มันเหมือนกันหรือ มันต่างกัน. ถึงกับมีปัญหาเกิดขึ้นว่าพุทธศาสนานี้เป็น Religion หนึ่งด้วยหรือไม่? นี่ท่านควรจะสังเกตให้ดี ๆ. สำหรับคำว่า Religion ของพวกฝรั่งนั้น; เขาก็ค้นกัน นักค้นกันหนา ว่ามันมีรากศัพท์ว่าอะไรเดี๋ยวนี้ก็พอจะพบหมดแล้วว่า; ในยุคแรก ๆ 64
น.70 ยุคของนักศึกษาชิเซโร ( Cicero ) ถือว่าคำว่า Religion นี้มาจากคำว่า Lig, คือรากศัพท์ว่า Lig นี้มีความหมายว่า To observe คือเพื่อปฏิบัติ, เพื่อการ ปฏิบัติ. ที่นี้ถัดมาถึงยุคนักศึกษารุ่นกลาง ๆ มานีอย่างนักศึกษาชื่อ Servius เขา ถือว่าคำว่า Religion ไม่ใช่มาจาก Lig, แต่มาจากคำว่า Leg และความหมาย ของมันว่า To bind คือผูกพัน. ที่นี้ต่อมายุคไม่นานนี้ St. Augustine the Great ให้ถือว่าความหมายของคำว่า Religion นั้นมาจากรากทั้งสอง รากนั้นคือทั้ง Lig และทั้ง Leg คือเอาทั้ง To Observe และ To bind: เป็นว่าปฏิบัติเพื่อการผูกพัน นี้มันได้ความว่าอย่างไรคิดดูก็ได้. ที่ว่า To observe คือการปฏิบัตินั้นหมายความว่าปฏิบัติตามคำสั่งของพระเป็นเจ้า ที่เรียก ว่า Revelation. เมื่อศาสนาบัญญัติไว้ว่าอย่างไร พระเจ้าบัญญัติไว้ว่าอย่างไร ก็ ต้องปฏิบัติโดยไม่มีข้อแย้ง. ที่นี้ที่ Servius ว่าคำนี้แปลว่า ผูกพัน นั้นหมายความ ว่า เพื่อผูกพันมนุษย์กับพระเป็นเจ้า; สิ่งที่จะผูกพันมนุษย์ให้เป็นอันเดียวกันกับพระ เป็นเจ้านั้นเรียกว่าศาสนา เพราะข้อปฏิบัติในศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นอย่างนั้น นี้เรา ต้องไม่ลืมว่า คำว่า Religion นั้นเป็นภาษาต่างประเทศ ของชาวต่างประเทศ เป็น สมัยกรีกสมัยโรมันเรื่อยมามันก็เลยมีพระเจ้า; เพราะเขารู้จักแต่ศาสนาที่มีพระเจ้า. ทีนี้ St. Augustine the Gerat รวบเอาทั้งสองอย่างทั้งปฏิบัติและทั้งผูกพัน เรื่องมันก็เลยได้ความเต็ม ๆ ว่าปฏิบัติตามคำสั่งพระเป็นเจ้าเพื่อความผูกพันมนุษย์ให้ เป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า. ถ้าสังเกตดูให้ดีก็จะพบว่าเขาเล็งเอาตัวการ ปฏิบัติเป็นตัวศาสนา นี้นับว่าถูกต้อง. อย่าให้เป็นเพียงคำสอน อย่าให้เป็นเพียง วัตถุปรากฏการณ์ วัตถุภายนอก ให้เอาตัวการปฏิบัติ; ส่วนจะปฏิบัติตามคำสั่งพระ เป็นเจ้า หรือไม่มีพระเป็นเจ้านั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง; แต่ว่าเป็นการปฏิบัติ ที่ปฏิบัตินั้น ก็เพื่อให้ผูกพันมนุษย์กับพระเป็นเจ้า. 65
น.71 ทีนี้ถ้าว่าเป็นพุทธศาสนาที่ไม่มีพระเป็นเจ้าจะทำอย่างไร ก็ถือความหมาย เดียวกันได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามเหตุผล ตามสติปัญญา ตามอะไรก็สุดแท้ ก็เพื่อ ผูกพันมนุษย์กับความไม่มีทุกข์ แต่ว่าใช้คำว่าผูกพันนี้ไม่ถูก เราควรจะใช้คำ ว่าให้เข้าถึง หรือเข้าเป็นอันเดียวกันดีกว่า. การปฏิบัติที่ทำมนุษย์ให้ถึงความเป็น อันเดียวกันกับความ ไม่มีทุกข์เลย, คือนิพพาน. ศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า ก็มี พระเป็นเจ้าอย่างในฐานะเป็นบุคคลหรือบุคคลสมมติ; ฉะนั้นจึงเกิดความผูกพัน ระหว่างเรากับพระเป็นเจ้า แต่โดยเนื้อแท้ก็เพื่ออยู่เป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า. ที่นี้มีศาสนาอีกประเภทหนึ่งรวมทั้งพุทธศาสนาด้วย ไม่มีพระเป็นเจ้า มีแต่สิ่งที่เป็น สภาพความดับทุกข์สิ้นเชิง ตามความหมายของศาสนานั้น ๆ. ถ้าอย่างนี้เราต้อง อธิบายไปในทำนองว่า ข้อปฏิบัติที่ทำคนให้ถึงเป็นอันเดียวกันกับความ ไม่มีทุกข์เลยสิ่งนั้นก็จะเรียกนิพพาน หรือโมกษะ หรือไกวัล หรืออะไร ก็ได้ แล้วแต่ศาสนาไหนเขาจะเรียกอย่างไร. ถ้าศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าก็ต้องเอาพระ- เป็นเจ้าขึ้นเป็นหลัก โดยทำนองนี้เราจะเห็นได้ว่ามันไปด้วยกันได้ คำว่า Religion มีความหมายดีพอที่จะใช้กันกับพุทธศาสนาได้โดยไม่ต้องรังเกียจ. แต่ขอให้อย่าลืม ตั้งข้อสังเกตว่า คำว่าศาสนาแปลว่าคำสั่งสอน; คำว่า Religion แปลว่าการ ปฏิบัติเพื่อทำคนให้เป็นอันเดียวกันกับสิ่งที่เราต้องการ. ado beนายแพ er ไม่ ที่นี้ที่มีปัญหาขึ้นว่าพุทธศาสนาเป็น Religion หรือไม่นี้ ท่านอาจจะถูกถาม โดยชาวต่างประเทศ; หรือว่าท่านอาจจะถูกแย้งไม่ยอมรับโดยชาวต่างประเทศ; โดย ที่ชาวต่างประเทศที่ถือศาสนาที่มีพระเป็นเจ้านั้น ก็มักจะแย้งว่าในพุทธศาสนานี้ไม่มี พระเป็นเจ้า; แล้วจะมาเรียกพุทธศาสนาว่า Religion ได้อย่างไร ชาวต่างประ- เทศพวกนี้เขาจัดพุทธศาสนาไว้ให้เป็นเพียงปรัชญาแขนงหนึ่งเท่านั้น; นี่มันเป็นอยู่ 66
น.72 อย่างนี้ในเวลานี้. ทีนี้พวกลังกา พวกพม่าที่เคร่งอย่างเคร่งจัดเกินไปเป็น Conser- vative เกินไปอย่างนี้ ; เขาไม่ยอมใช้คำว่า Religion กับพุทธศาสนาของเขา ก็มี; และโดยเฉพาะศัพท์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าโดยเฉพาะศาสนา คริสเตียนนี้เขาไม่ยอมเอามาใช้เป็นอันขาด มันเลยยุ่งกันใหญ่. เพราะพอเราจะพูด จะแปลออกไปมันไม่มีคำจะใช้ มันมีแต่คำที่ใช้อยู่ในศาสนาคริสเตียนอย่างนี้ ศาสนาพุทธเราเลยไม่มีคำใช้เพราะพวกนั้นเขาเคร่งเขารังเกียจ; ยกตัวอย่าง เช่น คำ Salvation ซึ่งแปลว่าความหลุดออกไปได้จากความทุกข์ไปอยู่กับพระเป็นเจ้า นั้น; เขาไม่ ยอมเอามาใช้กับ คำว่า วิมุตติ หลุดพ้น จากความ ทุกข์ จากกิเลสนี้ เป็นต้น. ที่จริงความหมายเหมือนกัน ในที่สุดไม่มีคำจะใช้เข้าก็ต้องใช้ไปเอง; คน ที่ไม่ยอมใช้ก็เลยพูดให้คนอื่นฟังไม่รู้เรื่องอย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น ถ้าท่านถูกถามว่า พุทธศาสนาเป็น Religion หรือไม่ ก็ให้ตอบอย่างที่กำลังอธิบายอยู่นี้; ว่าเป็น การปฏิบัติเพื่อให้มนุษย์เข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ ควรจะได้, คือนิพพาน หรือพระเจ้าแล้วแต่จะเรียก. เราไม่ต้องเอาว่ามันต้อง มีพระเป็นเจ้าและต้องเข้าถึงพระเป็นเจ้าจึงจะเป็น Religion. ถ้าอย่างนั้นแล้วก็ไม่ มีคำพูดที่จะพูดกันให้รู้เรื่องได้ ต้องบัญญัติคำใหม่เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง ถ้ามีหลักอย่างนี้ พุทธศาสนาก็เป็น Religion อันหนึ่งได้ในบรรดา Religion มากมายในโลกนี้; คือ พุทธศาสนาก็เป็นศาสนาหนึ่งในโลกนี้. นี่สำหรับคำว่าศาสนามีความหมาย อย่างนี้. พุทธศาสนาก็แปลว่าศาสนา หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ตัวแท้ของมัน คือการศึกษาปฏิบัติและได้ผลของการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า, นี่สำหรับ 67
น.73 ภาษาไทยนั้นอย่าเอาเป็นประมาณ. ที่เอาไปใช้กับสิ่งที่เป็นเปลือกของศาสนาเท่า- นั้น. ส่วนคำว่า Religion นั้นให้ถือเอาความหมายว่าเครื่องมือทำคนให้ถึงสิ่งที่- มนุษย์ต้องการอย่างสูงสุด นี่เรียกว่าศาสนา ท่านจะเห็นได้ว่ามันต่างกับศีลธรรม อย่างชัดแจ้งทีเดียว. ทีนี้ อาตมาจะชี้ให้เห็นต่อไปถึงคำว่าศาสนานี้ เป็นอย่างไรต่อไป; คำว่า ศาสนาเป็นคำที่เป็นกลางอยู่, เราอาจจะแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท; ประเภท แรกคือ ศาสนาที่เอาศรัทธาหรือความเชื่อขึ้นหน้า เป็นใหญ่เป็นเครื่องมือ; ศาสนา ประเภทที่ ๒ เอาความรู้หรือปัญญาขึ้นหน้า เป็นใหญ่เป็นเครื่องมือ; จะมีอยู่แต่สองพวกนี้เท่านั้น. พวกที่เอาความเชื่อศรัทธาเป็นเบื้องหน้านั้น ไม่ต้อง การปัญญากี่มากน้อยหรือไม่ต้องการเลย. ส่วนพวกที่เอาปัญญาเป็นหลักขึ้นหน้านั้น ก็ไม่ต้องการศรัทธา แม้ว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อหรือศรัทธาก็ต้องเป็นศรัทธาที่ ตามหลังปัญญา คือเมื่อรู้ด้วยปัญญาเห็นแจ้งแล้วมันเชื่อเอง; เราไม่ต้องไปทำการ เชื่อมันก็เชื่อเองได้ .. ขอให้เราเข้าใจอะไร เห็นแจ้งอะไร ชอบใจอะไร แล้วมันเชื่อ เอง อย่างนี้เรียกว่าปัญญาขึ้นหน้า ปัญญาเป็นใหญ่, ทีนี้พวกศรัทธาเป็นใหญ่นั้น ไม่มีเรื่องของปัญญา มีแต่บทบัญญัติที่ว่าลงมาจากสวรรค์ หรือมาจากพระเจ้า หรือ มาจากใครก็ตาม มีไว้ว่าอย่างไรก็ต้องจำและต้องเชื่อและต้องทำตาม โดยไม่มีการ วิพากษ์วิจารณ์อะไรหมด; ดังนั้นศาสนาที่มีศรัทธาเป็นหลัก ก็ได้แก่ศาสนาที่มีพระ เป็นเจ้าหรือมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์เข้าใจไม่ได้นั้นแหละเป็นประธาน. ส่วนศาสนาที่มี ปัญญาเป็นหลักนี้ ก็ต้องเอาปัญญาเอาความรู้เอาเหตุผลเอาสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตน พิสูจน์ ได้ด้วยตน เข้าใจได้ด้วยตน นี้เป็นหลัก 68
น.74 เมื่อกล่าวอย่างนี้ท่านก็ทายถูกได้ทันที่ว่า พุทธศาสนานี้อยู่ในพวกไหน; หรือ ศาสนาคริสเตียน หรืออิสลามเป็นต้นนี้อยู่ในพวกไหน พวกหนึ่งผูกขาดไม่ให้วิพากษ์- วิจารณ์ต้องการให้เชื่อ พวกหนึ่งไม่ผูกขาดยอมให้วิจารณ์เต็มที่ต่างกันอยู่อย่างนี้ ถึงแม้ในประเทศอินเดียในครั้งพุทธกาล พ้อง ๆ สมัยเดียวกันนี้ก็ยังมีศาสนาอยู่เป็น ๒ ประเภทอย่างนี้เหมือนกัน. และโดยเฉพาะก่อนพุทธกาลด้วยแล้วยิ่งมีแต่ศาสนา ประเภทแรก, คือศาสนาประเภทความเชื่อเป็นหลัก. ศาสนาเอาปัญญาเป็นหลักนี้ เพิ่งจะมีการก่อเป็นรูปขึ้นมาในยุคพุทธกาลนั้นเอง. สำหรับในเอเชียเราหรือว่าทั่วๆ โลกก็กล่าวได้; ยุคอุปนิษัทนั้น คือยุคที่ก่อนพุทธกาลเล็กน้อย แล้วก็หลังพุทธกาล อีกเล็กน้อย. คำว่าเล็กน้อยนี้ประมาณ ๕๐๐ ปี ข้างหน้า, ๕๐๐ ปี ข้างหลัง; ๕๐๐ ปี พอจะเรียกได้ว่าเป็นยุคศาสนาที่ไม่อิงศรัทธา แต่อิงปัญญาเป็นหลักนี้เกิดขึ้น อย่าง ศาสนาที่เราเรียกรวม ๆ กันว่าศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์นี้ แต่ก่อนก็มีอย่าง ศรัทธาเป็นหลัก แต่ต่อมาเขาก็ปรับปรุงแก้ไขให้เอียงมาในทางมีปัญญาเป็นหลัก มากขึ้น ๆ จนถึงยุคที่เรียกว่ายุคอุปนิษัท และเกิดพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ขึ้นมา เป็นศาสนาปัญญา. ที่มุมโลกอื่นก็พอจะมองเห็นได้ ถ้าเราถือว่าลัทธิของเล่าจื้อหรือ เต๋าอิซึ่ม ( Toaism ) ถ้าถือว่าลัทธิของเล่าจื้อเป็นศาสนาอันหนึ่ง เราก็ต้องถือว่า เป็นศาสนาฝ่ายปัญญา นี่ไม่มีการบังคับให้เชื่อแต่ต้องใช้สติปัญญาเท่านั้นจึงจะเข้า ใจได้ หรือที่ไกลออกไปก็มีศาสนาของพวกเปอร์เซีย ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาใน ทางของปัญญา Zoroastrianism, อย่างนี้ มีลักษณะท่าทีที่เปลี่ยนแปลงมาใน ทางของปัญญา. เอาเป็นอันสรุปความว่า ศาสนาพวกหนึ่งมีศรัทธาเป็นหลัก, ศาสนาอีกพวก หนึ่งมีปัญญาเป็นหลัก. พุทธศาสนาอยู่ในพวกหลัง. 69
น.75 ที่นี่เราเปรียบเทียบกันต่อไปอีกเพื่อเข้าใจง่าย โดยไม่ต้องจดจำอะไรมากนัก ถ้าเข้าใจแล้วก็จำได้. ศาสนาที่เอาศรัทธาหรือความเชื่อเป็นหลักนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า Dogma. ศาสนาที่มีปัญญาเป็นหลักนั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Dogma. คำ ๆ นี้ยังไม่มี การแปล ฉะนั้นเราเรียกไปตามเขา Dogma ยังไม่ทราบว่าจะแปลว่าอะไรดี, แต่ เรื่องของเขาก็คือ ทิฏฐิหรือมติ ซึ่งได้ตั้งขึ้นบัญญัติขึ้น อย่างที่ใครวิพากษ์วิจารณ์ไม่ ได้ นี่เรียกว่า Dogma. สิ่งที่เรียกว่า Dogma นี้ควรทำความเข้าใจกันให้ดี; แล้วก็จะเข้าใจพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ดี, เมื่อ ๒๐-๓๐ ปีมาแล้ว. อาตมา อ่านหนังสือรายคาบจากประเทศอังกฤษ พบข่าวที่ฝรั่งละจากศาสนาคริสเตียนมาสู่ พุทธศาสนา. ข่าวนั้นมีว่ามีคนไปสัมภาษณ์ไปถามว่า ทำไมจึงทำอย่างนั้น ทำไมจึง กล้าเสียสละศาสนาของปู่ย่าตายาย มาถือพุทธศาสนา. คนนั้นเขาตอบสั้น ๆ ว่าเพราะ เขาเบื่อ Dogma ใน Christianity เขาจึงละมาสู่พุทธศาสนา; อาตมาก็เลยสนใจ สิ่งที่เรียกว่า Dogma มาตั้งแต่นั้น ศึกษาดูเรื่อย ๆ มาก็พบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สำคัญมาก. Dogma เขาออกคำไปสั้น ๆ ว่า Settled Opinion หมายความว่า มติที่บัญญัติขึ้น, Arrogantly อย่างโอหัง อย่างเฉียบขาด อย่างไม่ให้ใครแย้ง; โดยเฉพาะก็เรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้า. ถ้าเป็นศาสนาคริสเตียนก็เรื่องพระเจ้าผู้สร้าง- โลก พระบุตร พระบิดา พระจิตอะไรทำนองนี้; อย่างนี้เรียกว่า Dogma หมด บัญญัติไว้อย่างไรแล้วให้ถือว่าวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้; ให้เชื่อว่าพระเยซูเป็นลูกของ พระเจ้าหรืออะไรทำนองนี้ อย่างที่ไม่ต้องมีความสงสัยแม้แต่นิดเดียว. ทีนี้ศาสนาอีกฝ่ายหนึ่ง คือศาสนาที่มีปัญญาเป็นเบื้องหน้า, เช่นพุทธศาสนานี้ สิ่งนี้มีไม่ได้ โดยเฉพาะพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าท่านมีหลักว่าห้ามไม่ให้เชื่อก่อน เข้าใจ; เรียกเป็นบาลีก็ว่า "สันทิฏฐิโก" ผู้ปฏิบัติเห็นด้วยตนเอง หรือว่า "ปัจจัตตัง 70
น.76 เวทิตัพโพ วิญญูหิ" อันผู้รู้รู้ได้เฉพาะตนเป็นคนๆ รู้แทนกันไม่ได้. พระสารีบุตร ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า คราวหนึ่งก็กราบทูลพระพุทธเจ้าถึงข้อนี้ว่า " ข้าพระ- องค์ไม่ได้เชื่อพระองค์ แต่เชื่อตัวเอง." กล้าพูดว่าไม่เชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อตัวเอง พระ- พุทธเจ้าก็สาธุ คือยอมรับว่านี้เป็นสิ่งถูกต้อง. เพราะฉะนั้นแม้แต่คำตรัสของพระ- พุทธเจ้าเมื่อได้ฟังมาอย่างไร ยังไม่มีการเชื่อ แต่มีการเอามาคิดมาตรองพอเห็นจริง แล้วจึงยอม คือเชื่อเอง ฉะนั้นต้องใช้ปัญญาเป็นเบื้องหน้า อย่างพูดว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นศัตรูร้ายกาจ เป็นเหตุให้ เกิดทุกข์ อย่างนี้ไม่ต้องการให้เชื่อ; แต่ต้องการให้ไปสังเกต ไปดู ไปมีเข้าจริง ๆ ก็ได้; คือไปมีความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าจริง ๆ ก็ได้ แล้วก็เป็นทุกข์ แล้วก็เชื่อ หรือว่าแทบทุกคนเคยโลภ เคยโกรธ เคยหลง เคยร้อนเป็นไฟ มาแล้ว ก็เลยเข้าใจได้ทันที; ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าตรัส ว่าความโลภนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เป็นของร้อนอย่างนี้; ไม่ต้อง เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อตัวเอง อย่างนี้เรียกว่าหลักของการมีปัญญาเป็นเบื้องหน้า. ทีนี้อาจจะมีผู้ถามว่า แม้หลักในทางปัญญาเช่นว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นี้ ถ้าเราบัญญัติให้เขาเชื่อเสียตั้งแต่ทีแรกให้ถือว่า เป็น Dogma ในพุทธศาสนานี้จะไม่ดีกว่าหรือ อย่างนี้เป็นต้น. ตอบว่า ถ้าทำ อย่างนั้นพุทธศาสนาจะไม่เป็นพุทธศาสนา คือจะไม่มีพุทธศาสนา ถ้าทำอย่างนั้น เอาอะไรไปเที่ยวบังคับให้เชื่อโดยไม่ต้องเข้าใจนี้ นี่ไม่ใช่ Spirit ของพุทธศาสนา; ดังนั้นในพุทธศาสนานี้จึงมีสิ่งที่เรียกว่า Dogma หรือ Dogmatic System นี้ ไม่ได้; ขืนมีก็ไม่เป็นพุทธศาสนาเท่านั้นเอง. ทีนี้มันอาจจะมีได้อย่างนี้ คือว่าคน มันงมงายโง่มาก หรือคนไม่อยากจะลำบาก อยากจะให้เขาสอน ให้เขาบอก ให้ 71
น.77 ท่องจำหรือจำเอาไปเชื่อ แล้วเอาไปท่องบ่นเป็นมนต์ภาวนาไปเลยอย่างนี้ก็มีอยู่ เหมือนกัน; แม้เดี๋ยวนี้ในหมู่พุทธบริษัทบางคนบางพวกนี้ กลับไปทำเสียอย่างนั้น. ถ้าอย่างนี้แล้วเรียกว่าไม่เป็นพุทธศาสนา ไม่ตรงตาม Spirit หรือหัวใจของพุทธ- ศาสนา; นี่แหละคือคำว่า Dogma และมีในศาสนาที่เอาศรัทธาเป็นหลักและไม่มี ศาสนาที่เอาปัญญาเป็นหลัก; ขืนเอามาบังคับให้มีมันก็กลายเป็นศาสนาประเภทที่ เอาศรัทธาเป็นหลักเสีย; ฉะนั้นจึงใช้ไม่ได้กับพุทธศาสนา. แต่เราก็ยังคงกล่าวได้ว่า ในโลกนี้มีศาสนาชนิดที่มี Dogma ก็มี; ศาสนาชนิดที่ไม่ยอมมี Dogma เลยก็มี, นี้ก็คู่หนึ่ง. ท่านลองจำไว้เป็นคู่ๆว่าศาสนาที่มีศรัทธาเป็นหลัก กับศาสนา ที่มีปัญญาเป็นหลัก. ศาสนามีศรัทธาเป็นหลักมี Dogma; ศาสนาที่มีปัญญาเป็น หลักไม่ม. ที่นี้คู่ต่อไปก็ว่า ศาสนาที่มีศรัทธาเป็นหลักนั้น จะมีบุคคลศักดิ์สิทธิ์ Superstitious คือถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่พิสูจน์ไม่ได้; มีบุคคลศักดิ์สิทธิ์ที่พิสูจน์ไม่ได้ ที่แตะต้องไม่ได้ ที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ มีบุคคลศักดิ์สิทธิ์; แต่ในทางศาสนาที่มีปัญญา เป็นหลักนี้ไม่มีบุคคลศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธเจ้าท่านไม่ยอมให้ใครเรียกท่านว่า เป็นบุคคล ศักดิ์สิทธิ์ ให้ถือว่าเป็นมนุษย์ธรรมดา ที่มีปัญญาขนาดรู้ความดับทุกข์สิ้นเชิงเท่านั้น; ไม่ให้เป็นศักดิ์สิทธิ์อย่างเทพเจ้าพระเป็นเจ้า หรือว่าพระพรหมพระอิศวร เทพเจ้า ชนิดไหนก็ตาม พระเจ้าชนิดไหนก็ตาม ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน. ดังนั้นจึงกล่าวว่าใน ศาสนาประเภทแรกนั้นมีบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ในศาสนาประเภทหลังนี้ไม่มีบุคคลศักดิ์- สิทธิ์. .. คำว่าบุคคลศักดิ์สิทธิ์นี้ขอให้เอาความหมายกว้าง ๆ ออกไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับ การถืออย่างขลัง ๆ ศักดิ์สิทธิ์, การกระทำชนิดที่เอาความศักดิ์สิทธิ์เป็นหลักนี้นี่รวม ๆ เรียกกันว่า Superstitious นี้ก็คู่หนึ่ง. 72
น.78 ที่นี้คู่ถัดไป เราดูวิสัยของการที่เกิดขึ้น ศาสนาบางประเภทเป็น Man made แท้; คือว่าคนบัญญัติขึ้น ตามสติปัญญาตามความจำเป็น หรือตามอะไรของ เขาเรียกว่าคนทำขึ้น Man made. ส่วนศาสนาอีกพวกหนึ่งอนุโลมไปตามธรรมชาติ หรือตาม Truth ตามความจริงของธรรมชาติ ที่เรียกว่า Man made คนทำนี้ หมายความว่า มันมีความจำเป็นเกิดขึ้นในถิ่นนั้น ในยุคนั้นในที่นั้น ๆ ที่คนที่ฉลาด ในที่นั้น เขาจะต้องบัญญัติอะไรให้เหมาะสมกับความจำเป็นในที่นั้น; ดังนั้นเขา ต้องเอาความต้องการของเขาผู้เป็นหัวหน้าเป็นหลัก; แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังต้องอ้างว่า มาจากพระเจ้า หรือมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเหมือนกัน. ส่วน พวกที่ว่าอนุโลมไปตาม ธรรมชาติหรือ Truth นี้ ขอให้นึกถึงการบรรยายครั้งที่ ๑ ที่อาตมาบอกว่า ธรรมะ คือธรรมชาติ, ธรรมะคือกฎธรรมชาติ ธรรมะคือหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำให้ถูกกฎ- ธรรมชาติ คำว่า หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำให้ถูกกฎธรรมชาติ นั่นแหละคือความหมาย ในที่นี้ เมื่อเอาธรรมชาติเป็นหลักแล้วหน้าที่อะไรเกิดขึ้น เราก็เอาอันนั้นเป็นหลัก และเป็นศาสนาในที่สุด เช่นธรรมชาติมันมีอยู่ว่า ความอยากหรือความโลภความ- โกรธความหลงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เรามีหน้าที่ที่จะต้องกำจัดกิเลสตัณหาอวิชชาอะไร เหล่านี้ อย่างนี้แปลว่าผู้นั้นไม่ได้ว่าเอาเอง ไม่ได้ตั้งเอาเอง ไม่ได้บัญญัติเอาเอง. มาถึงตรงนี้ขอให้ท่านจดจำคำไว้สัก ๒ คำ เป็นคำคู่ คือคำว่า " บัญญัติ " คำหนึ่งกับ คำว่า "แสดง " อีกคำหนึ่ง, บัญญัติภาษาบาลีก็ว่า ปญฺญโต-บัญญัติ คำว่า แสดง บาลี ว่า เทสิโต, คำว่า บัญญัติ นี้ใช้กับสิ่งที่มนุษย์บัญญัติเองด้วย กฎที่มนุษย์ตั้งขึ้น ส่วนคำว่าแสดงนั้นหมายถึงว่าไม่ได้ตั้งขึ้น กลับไปเอาของจริง ของธรรมชาติที่ลึกลับที่ค้นพบนั้นมาแสดง, อย่างในพุทธศาสนานี้วนัยที่ใช้ กับพระ หรือใช้กับพุทธบริษัทอย่างนี้ เรียกว่าบัญญัติ; เพราะพระพุทธเจ้าท่าน 73
น.79 บัญญัติเฉพาะกาล เฉพาะถิ่น เฉพาะบุคคล เฉพาะอะไร เรียกว่า บัญญัติ; สำหรับวินัยเรียกว่าบัญญัติ. แต่สำหรับธรรมะใช้คำว่าแสดง ไม่ใช้คำว่า บัญญัติ; เพราะไปค้นเอาความจริงอันลึกซึ้งของธรรมชาติออกมาแสดง. ฉะนั้น ศาสนาที่เกี่ยวกับมนุษย์ทำ มนุษย์ตั้ง นี้ก็ต้องเป็นบัญญัติ; ศาสนาส่วนที่พระศาสดา ตรัสรู้ส่วนลึกของ ธรรมชาติ แล้วนำมา แสดง ก็เรียกว่า แสดง; นี่แหละ ศาสนา มีอยู่ อย่างหนึ่งมนุษย์บัญญัติหรือทำขึ้น; อย่างหนึ่งธรรมชาติหรือความจริงบังคับให้ต้อง ค้นคว้า ให้ต้องหาจนพบแล้วนำมาแสดง. ทีนี้มันก็ได้รากฐานที่ต่างกันทำให้เราเปรียบเทียบเป็นคู่ได้ต่อไปว่า ศาสนา ที่มีศรัทธาเป็นเบื้องหน้านั้น มันมีเรื่องที่เป็นไปในทำนอง My - thology คือเป็น นิยาย; เป็นคำพูดที่กล่าวถึงสิ่งที่ผิดธรรมดาเป็นไมโทโลยี ส่วนศาสนาที่อาศัยปัญญา เป็นหลักนั้นมันมีแต่เรื่อง Philosophy หรือเรื่องวิทยาศาสตร์ ไม่มี My-thology อย่างในพุทธศาสนานี้ไม่มี My-thology ได้เลย ไม่มีโอกาสเลย. แต่ในศาสนา ฮินดูหรือศาสนาอื่น ๆ ที่มีพระเจ้ายุ่งเหยิงนั้น เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า My-thology คือเรื่องพระเจ้า เรื่องเทวดา เรื่องที่ไม่ใช่มนุษย์ เดี๋ยวนี้เราเห็นเป็นทำนองนิยายไป. ทีนี้ ท่าน จะเห็น ได้ ต่อไปอีกว่า; ประเภท แรก ที่มี ศรัทธา เป็น หลัก จะต้องมีผู้อื่นเป็นที่พึ่ง และเราต้องอ้อนวอน ส่วนประเภทหลังนั้นต้องพึ่งตัวเอง ต้องช่วยตัวเอง. พุทธศาสนาอยู่ในประเภทหลังคือมีปัญญาเป็นหลัก จะต้องนึกถึง ตนเองแล้ว จะต้องช่วยตัวเอง. เราไม่นึกถึงผู้อื่นเช่นเทวดา พระเป็นเจ้า หรืออะไร ทำนองนั้น; และไม่มีการอ้อนวอน, แต่ศาสนาประเภทศรัทธานั้น จะต้องมี สิ่งที่ ขาดไม่ได้ คือผู้มีอำนาจสูงสุดศักดิ์สิทธิ์ที่คอยช่วยนั่นแหละคือผู้อื่นนอกจากเรา; 74
น.80 และเราทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าทำให้ถูกใจท่าน; ด้วยการอ้อนวอนหรือด้วยการ ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่แหละเป็นคู่ตรงกันข้ามกันมาอย่างนี้. ที่ว่า พึ่งผู้อื่นหรือพึ่งตนเองนี้ ควรจะศึกษากันให้เข้าใจให้ดี. คือมี พุทธบริษัทเป็นอันมากยังเข้าใจผิดว่า " พุทฺธิ สรณ์ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฺฆํ สรณ์ คจฺฉามิ " เราพึ่งพระพุทธเจ้า, เราพึ่งพระธรรม, เราพึ่งพระสงฆ์ คำแปลอย่างนี้ไม่ถูกนัก. คำว่าสรณะ ก็แปลว่าที่ระลึกมากกว่าที่จะแปลว่าที่พึ่ง; หมายความว่า ใจของเรานี้จะจดจ่ออยู่แต่ ระลึกถึงอยู่แต่พระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ ในเมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น. อย่างนี้ก็เรียกว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะได้เหมือนกัน; หรือจะแปลว่าที่พึ่งก็ได้; แต่มันไม่ใช่พึ่งอย่างที่เรียกว่า ให้ผู้อื่นช่วย; มันพึ่งอย่างที่ว่าเราต้องทำเอง; พระพุทธเจ้าสอนอย่างไรเราต้องทำ อย่างนั้น, พระพุทธเจ้ามาช่วยหยิบยกความทุกข์ให้ไม่ได้ ไม่เหมือนในลัทธิที่เขา มีอยู่อีกอย่าง ซึ่งว่าพระเจ้าช่วยยกไปได้. ส่วนในพุทธศาสนานี้ แม้เราจะพึ่งพระ พระพุทธเจ้า เราก็ต้องทำตามคำสั่งของท่าน หรือเราจะพูดให้เป็นบุคคลาธิษฐานมากไป กว่านั้นอีก ก็ต้องพูดว่าเราต้องทำให้พระพุทธเจ้ามาอยู่ในตัวเรา. คำว่า ทำให้ พระพุทธเจ้ามาอยู่ในตัวเรานี้ หมายความว่าเราต้องปฏิบัติพระธรรม ปฏิบัติพระธรรมจนมีธรรมสูงสุด. ธรรมหรือ ธรรมะสูงสุดนั้นแหละคือ พระพุทธเจ้า เช่นว่าบริสุทธิ์ถึงที่สุด ความสว่างรู้แจ้งถึงที่สุด ความ สงบถึงที่สุด ๓ อย่างนี้: สะอาด สว่าง สงบ ๓ อย่างนี้ถ้ามีถึงที่สุดนั่นแหละคือหัวใจ หรือ Spirit ของพระพุทธเจ้า คือองค์พระพุทธเจ้าแท้ก็ว่าอย่างนั้น. นี่เราจะต้อง ทำให้พระพุทธเจ้าแท้อย่างนั้นมีขึ้นในใจเรา นี่เรียกว่าเราทำเอง และเมื่อพระ- พุทธเจ้าแท้มีอยู่ในใจเรานี้ช่วยเรา คือดับทุกข์ของเราสิ้นไปเสียแล้ว; เพราะพอ 75
น.81 สักว่าเมื่อหัวใจสะอาด มันก็ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หัวใจสว่าง ก็รู้ความดับทุกข์ มีความสงบก็คือไม่มีทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นเห็นตลาดต ผู้ใดเห็น ตลาดตผู้นั้นเห็นธรรมะ, ส่วนคนที่มาจับเนื้อจับตัว จับจีวรของเราถือ ไว้นี้ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นตลาดต" นี้แปลว่าพระพุทธเจ้าเองท่านก็ยังทรงปฏิเสธ พระองค์ท่านเองว่าเป็นพระพุทธเจ้า0 แต่ทรงยืนยันว่าธรรม หรือธรรมะที่มีอยู่ใน ท่าน คือองค์พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถที่จะทำพระพุทธเจ้าจริง ๆ ให้มาอยู่ในใจเราได้ เราก็มีพระพุทธเจ้าจริงในใจเราและช่วยเราได้ เราทำเอง. ทีนี้พระพุทธเจ้าที่เป็นคน ๆ เต็มคนเหมือนเรานี้ เราจะเอามาใส่ในตัวเรา อย่างไรได้; ถ้าท่านอยู่ ก็อยู่ที่อินเดีย; แล้วก็ตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว จะทำอะไรได้ สำหรับร่างกายนั้น. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าองค์จริงที่ไม่รู้จักดับสูญ และมีอยู่ในที่ทุก แห่ง ที่เราอาจจะเอามาใส่ลงไปในใจเราได้นั้นคือพระพุทธเจ้าจริง. แม้ว่าเราเอา พระพุทธเจ้าจริงมาใส่ลงในใจของเรา ช่วยได้อย่างนี้ เราก็ยังเรียกว่าเราทำเอง เราช่วยตัวเองอยู่นั่นแหละ; เพราะฉะนั้นทำอย่างไรเสีย พระพุทธศาสนาก็ยังชื่อว่า เป็นศาสนาประเภทที่ไม่มีผู้อื่นช่วย. มีแต่ช่วยตัวเองและไม่มีการอ้อนวอน, คนชั้น หลังหรือพวกลังกาโดยเฉพาะ เขาแต่งบทคำสวดทำวัตรเป็นเรื่องอ้อนวอนไปบ้าง นี่ เป็นเรื่องชั้นหลัง ผิดหลักผิดเกณฑ์ผิดความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า; เพราะว่าคน มันขี้ขลาดมากขึ้น, หรือโง่ลงก็สุดแท้. ฉะนั้นถ้าท่านไปพบคำสวดชนิดนี้เช้า อย่า หาว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ และอย่าเข้าใจว่าเป็นความมุ่งหมายต้องการของพระ- พุทธเจ้า. 76
น.82 คาจี ทีนี้ เราดูคู่ถัดไปถึงเรื่องความกลัว; อาตมาได้กล่าวมาแล้วว่ามูลเหตุของ ศาสนา; คือความกลัวสิ่งที่ไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจได้. ที่นี้ศาสนาประเภทแรกประเภท ที่มีศรัทธาเป็นหลักนั้น เขากลัวบุคคลศักดิ์สิทธิ์ หรือกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์. แต่ศาสนา ประเภทหลังซึ่งอาศัยปัญญาเป็นหลักนี้ เขากลัวกิเลส กลัวกรรม วัฏฏะ กลัววัฏสง -* สาร; มันต่างกันอย่างนี้. ถ้าศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าก็กลัวพระเป็นเจ้า คือถือผีถือ เทวดา ก็กลัวผีกลัวเทวดา กลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลัวบุคคลศักดิ์สิทธิ์ กลัวอำนาจศักดิ์สิทธิ์ นั่นเป็นประเภทหนึ่ง. ทีนี้พุทธศาสนานี้กลัวกิเลส; กิเลสเป็นสิ่งที่มองเห็นตัวไม่ ได้เหมือนกัน; แต่รู้ชัดทีเดียวว่านี่เป็นตัวร้ายกาจที่สุดมีหัวหน้าชื่อว่า " อวิชชา". อวิชชา-ความไม่รู้ปราศจากความรู้ ความมืดความบอดนี้ และเป็นเหตุให้กระทำ- กรรม แล้วจะต้องเป็นไปตามกรรม นี้เรียกว่ากรรมวัฏฏ. นี่น่ากลัวที่สุดไม่มีอะไร น่ากลัวเท่า คือให้เวียนอยู่ในกิเลส ทำกรรมแล้ว รับผลกรรม แล้วก็มีกิเลส แล้ว ทำกรรม แล้วรับผลกรรม. นี้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด; ฉะนั้น ทางพุทธศาสนาจึงมีระ- เบียบปฏิบัติสำหรับกำจัดสิ่งที่น่ากลัวนี้เสีย ให้หมดกลัวเหมือนกัน; แต่ว่าไม่มีการ อ้อนวอน. มีการปฏิบัติเพื่อจะกำจัดความกลัวก็คือกำจัดกิเลสนั้นเสีย; กำจัดการที่ จะต้องเวียนว่ายไปในความทุกข์นั้นเสีย. ที่นี้ศาสนาที่มีศรัทธาเป็นหลักเขาก็ต้อง อ้อนวอน จนให้เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ทำอันตรายเราแน่ โปรดปรานเราแล้วทำ- นองนี้เป็นต้น ก็กำจัดความกลัวได้เหมือนกัน .. แกรม ที่นี้ถ้ามองดูการกระทำให้ละเอียดลงไป “เราจะเห็นได้ว่าศาสนาที่อาศัย ความเชื่อเป็นหลักนั้น มีแต่กระทำไปตาม Common sense รู้สึกสามัญสำนึกของ สัตว์ทั่ว ๆ ไป จะอาศัยวิทยาศาสตร์หรืออาศัยระบบเทคนิคอะไรไม่ได้. แต่ศาสนา ที่มีปัญญาเป็นหลักนั้นจะต้องอาศัยสติปัญญา อาศัย Logic อาศัยเทคนิค เต็มตัว 77
น.83 ทีเดียว. ลำพัง Common sense ไม่พอ และพร้อมกันนั้นเราก็จะเห็นได้ว่า ศาสนาที่มีศรัทธาเป็นหลักนั้น เต็มไปด้วยพิธีรีตอง; พิธีรีตองต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้น อย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น หยุมหยิมไปหมด. ส่วนศาสนาที่มีปัญญาเป็นหลักนั้นจะ ต้องเป็นการกระทำที่มีเหตุผล Logical conduct, หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก แต่ว่าจะต้องเป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยเหตุผล ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีส่วนไหนที่เป็น เพียงพิธีรีตอง; เพราะว่าไม่มี My-thology ในศาสนาชนิดนี้ มีแต่สิ่งที่เรียกว่า ศาสตร์ หรือ Science ไปทุก ๆ แง่ทุก ๆ มุม. ส่วนศาสนาที่มีความเชื่อเป็นหลักก็ เต็มไปด้วย My - thology เสียทุกแง่ทุกมุมอย่างเดียวกัน. ที่นี้สำหรับสิทธิ์ที่จะให้วิพากษ์วิจารณ์นั้น ก็เห็นอยู่ชัดแล้วว่า ศาสนาที่มี ศรัทธาเป็นหลักนี้เขามี Dogma หรือมี Dogmatic System; ฉะนั้น ศาสนา ประเภทนี้ไม่ยอมให้ใคร Sanction หรือวิพากษ์วิจารณ์อะไรเลย. แต่ว่าพุทธ- ศาสนานั้นเปิดไว้เต็มที่ ถ้าใครอยาก Sanction อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ก็เชิญ เปิดเต็มที่ร้อยเปอร์เซนต์; เพราะว่าถือหลักว่าทนต่อการพิสูจน์ยอมให้พิสูจน์. ฉะนั้น จึงเรียกว่าไม่กลัวการ Sanction ยอมให้ Sanction วิพากษ์วิจารณ์เต็มที่ ไม่ ปิดปากเหมือนศาสนาที่มี Dogmatic System อย่างที่กล่าวแล้ว. นีเพียงเท่าที่ยกมาเป็นคู่ ๆ นี้; ถ้าท่านจำได้ก็เป็นอันว่ารู้จักศาสนาทั้งหลาย ทั้งปวงในโลกนี้ดี ว่ามีอยู่อย่างไรบ้าง; ไม่จำเป็นจะต้องไประบุชื่อว่าเป็นศาสนา นั้นศาสนานี้; หากแต่ว่าเราแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้ามเรื่อยไป และมันมีอยู่เท่านั้นจริง ๆ. 78
น.84 ทีนี้ชั่วเวลาเล็กน้อยที่เหลืออยู่นี้ อาตมาอยากจะแนะต่อไปอีกสักนิดถึงความ ต่างกันระหว่างศาสนากับศีลธรรมว่า มันมีปรัชญาต่างกัน; บางอย่างก็พอจะไปกัน ได้ คือว่าปรัชญาของศาสนากับปรัชญาของศีลธรรมนั้น บางอย่างก็ตรงกัน; บาง อย่างก็ไม่ตรงกัน; แต่โดยส่วนใหญ่แล้วควรจะถือว่าไม่ตรงกัน; เหมือนกับที่เคย กล่าวมาแล้วอย่างละเอียดในวันที่ว่าด้วยศีลธรรม ท่านลองทบทวนดู. ในเรื่องของศีลธรรม; เราถือว่าความดีสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ความ สุข ความเต็มเปี่ยมของคน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และมีเมตตา. นี้เรา จะเห็นได้ว่าโดยเคร่า ๆ แล้วมันไปกันได้; เพราะปรัชญาของศาสนาก็วางหลักอย่าง นั้นว่า เรานี่ปฏิบัติศาสนานี้เพื่อความสุข และเพื่อความเต็มเปี่ยม ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วก็มีเมตตาอย่างยิ่ง; แต่มันจะต่างกันบ้างก็ตรงที่ว่า ความสุขตามทางของศีลธรรม นั้น หมายถึงความสงบสุขของสังคมตามภาษาโลก ๆ; แต่ความสุขในทางศาสนานั้น ไปลิบไปนอกโลก แม้ในฝ่ายคริสเตียนที่เรียกว่า Salvation นั้นก็เรียกว่าไปนอก โลก คือไปอยู่กับพระเป็นเจ้าเลย หรือว่าในทางพุทธศาสนาเราที่เรียกว่า วิมุตติ นั้น ก็หมายความว่าเดี๋ยวนี้จิตใจอยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวง คือเป็นนิพพาน คือว่านิพพานเป็นจุดสูงสุดของความสุขอย่างนี้. อย่างนี้ความสุขทางศีลธรรมตามไป ไม่ถึง เพราะวนเวียนอยู่แค่ในโลกนี้ ในหมู่สังคมนี้. ทีนี้เมื่อพูดถึงความเต็ม เต็มเปี่ยม ทางศีลธรรมเขาเล็งถึงความเต็มเปี่ยมของ สมรรถภาพของมนุษย์ที่จะปฏิบัติศีลธรรมได้นั้น นั่นก็เรียกว่าความเต็มเปี่ยมเสียแล้ว; แต่ในทางศาสนาความเต็มเปี่ยมไปไกลลิบจนถึงกับว่าเต็มไม่มีอะไรพร่อง; ทางพุทธ- ศาสนาเล็งถึงพระอรหันต์เลยว่าเป็นผู้เต็มเปี่ยม; เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมแห่งความ 79
น.85 เป็นมนุษย์; เป็นยอดสุดของความเป็นมนุษย์, เป็นมนุษย์ที่เต็ม, นอกนั้นเรียกว่า ยังพร่องอยู่ตามส่วน, นี่แม้จะใช้คำว่าความสุขหรือความเต็มด้วยกัน มันก็ต่างกัน ทั้งนั้น ที่ว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่ ทางศีลธรรมเขาก็วางอย่างนั้น; ทางศาสนาก็ยิ่ง รับรองอย่างนั้น; โดยเฉพาะพุทธศาสนา จะมีข้อปลีกย่อยก็เป็นส่วนน้อย; ถ้าศาสนา ที่มีพระเป็นเจ้าจะพูดว่าหน้าที่เพื่อพระเป็นเจ้าอย่างนี้ก็ถูกเหมือนกัน; แต่ทางพุทธ- ศาสนานี้หน้าที่เพื่อหน้าที่ กระทำกรรมนี้เพื่อกรรมทีเดียว: เพราะว่าได้สอนให้ไม่ ยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งทุกอย่าง; ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา; เพราะว่าถ้ายึดอย่างนั้นขึ้นมาแล้วมันเกิดความทุกข์อย่างอื่นขึ้นมาอีก นี้จึงไม่ยึดมั่น เป็นเราเป็นของเรา, ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วเราไม่มีทุกข์; หมายความว่า ร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่มีความทุกข์ก็แล้วกัน สิ่งที่เรียกว่า "เรา " ไม่ต้องพูดถึง. ลิคนดี กที่นี้มาถึงคำว่าเมตตา Good Will ปรารถนาดีนี้; ทางศีลธรรมก็ยังแคบกว่า ทางศาสนา; ซึ่งมีว่าเราเมตตาแม้แต่ศัตรู เราเมตตาไม่มีประมาณ แม้แต่ผู้ที่เรียกว่า ว่าศัตรู, และให้อภัยศัตรู เรื่องทางเมตตานี้น่าจะยกย่องศาสนาคริสเตียนอย่างยิ่ง อย่างที่กล่าวว่า; เขาตบข้างซ้ายแล้ว ก็ควรจะให้เขาตบข้างขวาด้วย หรือว่าเขา ขะโมยเสื้อไปแล้ว; ควรจะเอาผ้านุ่งไปให้เขาด้วย; ซึ่งในทางพุทธศาสนาเราไม่ได้ พูดมากถึงอย่างนั้น; นี่ก็แปลว่าศาสนาทุก ๆ ศาสนานี้นิยมความรักความเมตตาความ อารี. แม้ศาสนาอิสลามที่คนเข้าใจผิดว่าใช้อำนาจ ก็ให้เข้าใจว่าใช้อำนาจเพื่อให้ คนเมตตา เพราะว่าคนนี้ไม่เมตตาต่อกัน ฉะนั้นจึงต้องใช้อำนาจให้คนเมตตาต่อกัน มันก็เป็นเรื่องถูกต้อง ถ้าไม่ยอมเมตตาฆ่าเสียก็ยังดีเหมือนกัน เพราะเราต้องการให้ 80
น.86 เขาเมตตา; นี่สำหรับปัญหาศีลธรรมข้อที่ ๑ เมื่อเทียบกับศาสนาปรัชญาก็ต่างกันเพียง นิดหน่อย ทีนี้ ข้อที่ว่าเราจะ เอาความรู้อะไรมาตัดสินว่า ผิด ถูก ดี ชั่ว; เรื่องนี้เรามี หลัก ๓ ประการ อย่าลืมว่าที่จะตัดสินว่าผิดถูกดีชั่วนั้น คือ; คน ทั้งหมดเห็นด้วย, มีเหตุผลเพียงพอ, เข้าใจได้ทันที. ข้อที่มนุษย์เห็นด้วย นี้; สำหรับทางศาสนานั้นมันไม่แน่นัก เพราะว่าศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกชนแต่ ละคน ๆ ฉะนั้นเขาไปได้ลิบคนอื่นตามไม่ทัน คนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ถ้าว่าใน หมู่ผู้มีสติปัญญาเป็นสัตบุรุษด้วยกันแล้วเห็นด้วย เห็นด้วยเป็นอันเดียวกัน หมด. ส่วนข้อที่ว่าต้องมีเหตุผลเพียงพอนี้มันก็อย่างเดียวกันอีก ศาสนาบางศาสนาเช่นพุทธ- ศาสนาไปลิบนี้ เหตุผลอย่างนี้ไม่ได้ใช้เหตุผลทั่วไปเสียแล้ว. เป็นเหตุผลของบุคคล ที่มีปัญญาเฉพาะคน ๆ ; ฉะนั้น บางคนจะเห็นด้วย, บางคนจะไม่เห็นด้วย. ทีนี้ ที่ว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นต้องเข้าใจได้ทันที ในเรื่องของศีลธรรมนั้นเป็นไปได้ แต่ใน เรื่องของศาสนาแล้วบางศาสนาเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามันลึกหรือมันยากนั่นเอง; ยิ่งในศาสนาที่มี Dogmatic System คือบังคับให้เชื่อด้วยแล้วเป็นไม่ได้ เพราะ เขาไม่ต้องการ ความเข้าใจเลย ต้องการแต่ความเชื่ออย่างเดียว. สำหรับอำนาจ Sanction ศาสนาบางศาสนาไม่ยอมโดยเด็ดขาดบางศาสนากลับเปิดโอกาสให้ใช้ อย่างเต็มที่อย่างนี้ มันต่างกันอยู่อย่างนี้ ทางศีลธรรมเขาถือว่าต้องยอมในเมื่อมี เหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้เกิดขึ้นทางศาสนา ทางการเมือง ทางสังคม. ทีนี้มาถึงเรื่อง Motive คือเครื่องส่งเสริมให้มีการกระทำตามที่ต้องการนั้น ในทางศีลธรรมกับทางศาสนานี้ก็ต้องมีด้วยกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นไม่มีใครปฏิบัติตาม 81
น.87 กฎเกณฑ์เหล่านั้น; ในทางศาสนานี้ก็มีเหมือนกัน คือว่าอยากได้ความสุขและกลัว ความทุกข์ นี้เหมือนกัน แต่ที่นี้ยังมีปัญหาว่า อยากได้ความสุขนี่บางทีมันงมงาย กลัว ความทุกข์นี่บางทีมันก็งมงาย ถ้าเลื่อนขั้นมาถึงทางศาสนาแล้วมันมีโอกาสที่จะงมงาย รักความสุขอย่างงมงาย กลัวความทุกข์อย่างงมงายคือมันเป็นไปในทางรูปธรรมหรือ อะไรเกินไป: และจะต้องมีการแบ่งแยกว่าศาสนาพวกหนึ่ง อยากจะได้ความ สุขและกลัวความทุกข์อย่างงมงาย; และศาสนาอีกพวกหนึ่งอยากจะได้ความสุขและ กลัวความทุกข์อย่างลืมตาแจ๋วที่เดียว คือรู้ชัดว่าอะไรเป็นความสุขแท้จริง อะไรเป็น ความทุกข์แท้จริง. ที่นี้ในบางศาสนาที่เขาบัญญัติให้เชื่อโดยไม่ให้ใช้วิพากษ์วิจารณ์ นี้บัญญัติความสุขความทุกข์ไปในลักษณะงมงายแล้ว มันก็ต้องมีความงมงายในเรื่อง ของเครื่องส่งเสริมให้คนปฏิบัติศาสนาเป็นแน่นอน. ที่นี้ ข้อสุดท้ายที่เรียกว่า Free Will ความต้องการอย่างอิสระ ตามหลัก ศีลธรรมที่มีอยู่ว่า Partial Self Determination ให้เอาตามความต้องการของ ตัวส่วนหนึ่งและ Normative Philosophical Ethics คือเอาตามกฎเกณฑ์ ของธรรมะหรือจริยธรรมส่วนหนึ่ง จะเอาคนละครึ่ง หรือไม่ก็สุดแท้ แต่ว่าต้องมี สองส่วนเสมอ จึงจะเรียกว่าเป็นอิสระที่ไม่ป่าเถื่อน: ถ้ามิฉะนั้นเป็นเสรีภาพความ ต้องการที่ป่าเถื่อน. ทางศาสนานี้มันต้องแยก คือว่าถ้าเป็นศาสนาที่เขามีความเชื่อ เป็นหลักมี Dogmatic System แล้วก็หมดอิสระที่จะวิพากษ์วิจารณ์. ในศาสนา ที่มีพระเป็นเจ้านั้น ศาสนิกจะวิพากษ์วิจารณ์พระเป็นเจ้าไม่ได้ จะมีความคิดอะไร เป็นอิสระไปจาก Dogma ต่าง ๆ ที่ได้วางไว้นั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงทำได้แต่ในศาสนา ที่อาศัยปัญญาเป็นหลัก หรือตั้งรากฐานอยู่บนปัญญาเช่น พุทธศาสนานี้ เรียกว่า ปล่อยหมดฟรีเต็มที่. 82
น.88 ที่ว่าปล่อยหมดนี้ก็คือว่าไม่มีอะไรบังคับให้เชื่ออย่างที่กล่าวแล้ว แล้วยังปล่อย ให้ถึงกับว่าถ้าใครอยากลองก็ลอง อยากลองตกนรกก็ได้, ไม่เชื่อ อยากลองตกนรก ก็ได้ไม่ผิดหลักอะไร นี่มันเป็นเรื่องอิสระจริง ๆ แล้วที่ว่า อิสระนี้เล็งถึงอิสระทาง นามธรรม คืออิสระจากกิเลส. ท่านต้องไปคิดดูจนเข้าใจคำนี้ ว่า อิสระภาพที่แท้ จริงนั้นคือ อิสระภาพจากกิเลส ไม่ใช่อิสระภาพจากการกดขี่บังคับ ควบคุมของบุคคล ไม่ใช่ นั้นยังน้อยไป อิสระภาพอย่างนั้นยังเป็นของเด็กเล่น เพราะว่าเราสูญเสียอิสระภาพอย่างแท้จริงนั้น สูญเสียอิสระภาพแก่กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความโง่ อวิชชา อย่างนี้ นี่เรากำลัง ไม่มีเสรีภาพอย่างยิ่ง ถ้าเรามีเสรีภาพจากกิเลสแล้วไม่มีใครมาทำให้เราเสีย อิสระภาพได้ เขาจะบังคับได้ก็แต่ร่างกาย ไม่มีใครบังคับจิตใจเราได้. นี่ศาสนาที่มี ความเชื่อเป็นหลักใช้ Dogmatic System แล้วไม่อิสระภาพ; ในวงศาสนาใน Spirit ของศาสนา ต้องเชื่อไปตามที่บัญญัตินั้น; แต่ว่ามันน่าขบขันหรือน่าอัศจรรย์ อะไรอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อเขาถือศาสนาอย่างนั้นแล้ว เขาจะต้องเชื่อว่านั่นแหละ คืออิสระภาพ คือเขาต้องทำตามคำสั่งพระเจ้า ไปอยู่กับพระเจ้าเด็ดขาดแน่นอน อย่างนั้นคืออิสระภาพ. ส่วนพุทธศาสนานี้ไม่ต้องการอย่างนั้น ต้องการแต่จะให้พ้นไป จากอำนาจบีบคั้นของกิเลสโดยสิ้นเชิง; ฉะนั้นเราจึงเอาอิสระภาพตรงที่ไม่มีกิเลสอะไร มาบังคับเรา. เราอยู่เหนือกิเลส คือว่าจิตใจประกอบไปด้วยสติปัญญาอยู่เหนือกิเลส เสมอ นี่เราใช้สมมติเรียกว่าเรา, ส่วนที่เราจะต้องไปอยู่ใต้อำนาจพระเป็นเจ้าหรือ เทพเจ้าหรืออะไรไปเสียหมด แม้ว่าจะได้ไปอยู่ในเมืองของพระเป็นเจ้า อยู่กับพระ เป็นเจ้า แต่เราทำอะไรไม่ได้ด้วยสติปัญญาของเรานี้เราไม่นิยม; แต่ว่าทางฝ่าย ศาสนาที่มีศรัทธาเป็นหลักนั้นเขานิยม และถือว่านั้นเป็นอิสระภาพ ฉะนั้น ท่าน 83
น.89 ต้องเข้าใจคำว่า ศรัทธา หรือความเชื่อที่เป็นปรัชญาของศาสนานี้ให้ดี ๆ มันไม่ เหมือนกันกับปรัชญาของศีลธรรมอยู่อย่างนี้ นี่เป็นอันว่า ในวันนี้เราได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเพียงคำเดียว โดย ทั่ว ๆ ไป. อาตมาต้องการจะให้เข้าใจเพียงคำ ๆ เดียวว่า "ศาสนา " เท่านั้น, การที่ต้องเอ่ยถึงพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นบ้างนั้น ก็ยังไม่ต้องการจะอธิบายเรื่องนั้น โดยตรง เพียงแต่ยกมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความหมายของคำว่า " ศาสนา " อย่างกว้างขวาง; แม้ในหลักของปรัชญา ว่าปรัชญาของศาสนาต่างกับปรัชญาของ ศีลธรรมอย่างไร ?; ขอให้ท่านทำความเข้าใจในคำว่าศาสนาเพียงคำเดียวนี้ไว้ให้ เป็นอย่างดี แล้ววันต่อไปเราก็จะได้พูดกันถึงพุทธศาสนา หรือหลักของพุทธศาสนา ตามที่ได้ระบุไว้ในหัวข้ออบรมของเรา. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๔. 8,4
Buddhadasa